เมื่อ ๖ ตุลาคม นี้ มธป.เข้าแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ กรณี พฤติกรรมของ กสทช.ที่เข้าข่ายปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
Posted Date : วันที่ 11 ต.ค. 2556 เวลา 12:30 น.

 

ข้อความในการแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๖

กรณี พฤติกรรมของ กสทช.ที่เข้าข่ายปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

เพื่อยังความเสียหายให้แก่ มูลนิธิเสียงธรรมฯ

      ข้าพเจ้าในนามผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานมูลนิธิเสียงธรรมเพื่อประชาชน ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ประสงค์จะลงบันทึกประจำวันต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้เป็นหลักฐานตามข้อเท็จจริงต่อไปนี้

๑.     มธป.ได้ยื่นแบบคำขอทดลองประกอบกิจการบริการชุมชน ตามหนังสือเลขที่ มธป.๐๐๔/๒๕๕๖ เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๖ และตามหนังสือเลขที่ ๐๒๐/๒๕๕๖ พร้อมบันทึกการรับเอกสารเมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ เป็นการยื่นคำขอทั้ง ๑๒๘ สถานี แบบมีเงื่อนไขเป็น “วิทยุชุมชนเชิงความสนใจ” ซึ่งมีความครบถ้วนสมบูรณ์ด้วยหลักกฎหมาย ผลการศึกษาวิจัย และผลการรับฟังความเห็นสาธารณะรองรับ โดยต้องได้รับสิทธิที่ทัดเทียมผู้ประกอบการรายเดิมภาครัฐ

         ทั้งนี้ตามประกาศ กสทช. เรื่อง  หลักเกณฑ์การอนุญาตทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นประกาศพิพาทที่ขณะนี้ศาลปกครองอุดรธานีได้รับฟ้องไว้แล้ว และศาลปกครองกลางได้แนะนำให้ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอฯ ตามแบบของประกาศพิพาท มธป.จึงน้อมรับคำแนะนำของศาลโดยยื่นคำขอตามแบบ ปส.๐๑  พร้อมกับส่งหนังสือสงวนสิทธิไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในประกาศพิพาทที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

๒.    กสทช.ทราบดีตามข้อ ๑. แต่ประสงค์จะส่งหนังสือแจ้งคืนคำขอตามข้อ ๑. คืน มธป.จึงได้อุทธรณ์คัดค้านไม่รับคืนคำขอ โดยขอรับเฉพาะใบตรวจสอบความถูกต้อง (Check List) เท่านั้น ซึ่ง กสทช.ก็ได้กรุณาให้ใบตรวจสอบแก่ มธป. จากนั้น มธป.จึงดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมตาม Check List จนครบถ้วนสมบูรณ์โดยเจ้าหน้าที่ กสทช.ได้ตรวจสอบและลงลายมือชื่อรับรองความครบถ้วนสมบูรณ์ด้วยตั้งแต่วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖

๓.    เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๖ เจ้าพนักงานไปรษณีย์ได้แจ้งว่า กสทช.ได้ส่งกล่องพัสดุให้มูลนิธิเสียงธรรมฯ (มธป.) จำนวน ๑๒ กล่องใหญ่ ซึ่ง มธป.พิจารณาเห็นว่าเป็นพัสดุลึกลับจาก กสทช. ที่ผิดปกติวิสัยไม่มีที่มาที่ไปและไม่แจ้งวัตถุประสงค์ให้ทราบ ประกอบกับเกรงว่า หากภายในพัสดุเป็นเอกสารสำคัญซึ่งมีความบกพร่องสูญหายไม่ครบถ้วนมาตั้งแต่ต้นทาง ย่อมจะเป็นเหตุให้ กสทช. กล่าวโทษต่อ มธป. ได้ดังที่ กสทช.เคยกระทำมาแล้วจนเอกสารสูญหายไปมากกว่าครึ่งในช่วงมหาอุทกภัยทั่วประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๔

๔.    เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๔๔๖ มธป. ส่งหนังสือทวงถามใบอนุญาตฯ ของสถานีวิทยุในเครือข่ายมูลนิธิเสียงธรรมฯ และยังไม่ได้รับคำตอบจาก กสทช.  

๕.     กสทช.ส่งหนังสือที่ สทช. ๔๐๐๙/๒๙๔๖๐ ลงวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๖ เพื่อแจ้งว่าจะส่งคืนคำขอใบอนุญาตของสถานีวิทยุในเครือข่ายมูลนิธิเสียงธรรมฯ อีกครั้งรวม ๑๒๘ สถานี โดยแจ้งด้วยว่า ได้บรรจุคำขอดังกล่าวในกล่องพัสดุลึกลับที่เคยจัดส่งมาให้ อ้างว่าประสงค์ให้ มธป.แก้ไขและเพิ่มเติมเอกสารหลักฐานประกอบคำขอให้ครบถ้วน    

๖.     บัดนี้เป็นเวลาเกือบ ๘ เดือนนับจากวันที่ กสทช.ได้ยอมรับว่าเอกสารหลักฐานประกอบคำขอครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่ง มธป. ควรจะได้รับใบอนุญาตบ้างแล้วส่วนหนึ่งจาก ๑๒๘ สถานีหรือทั้งหมด แต่ความจริงปรากฏว่า กสทช. ได้เตะถ่วงหน่วงเหนี่ยวทั้ง ๑๒๘ สถานีตามข้อ ๕. แต่ในขณะเดียวกัน มธป.และภาคประชาสังคมต่างเห็นพ้องต้องกันว่า กสทช.กลับกระทำผิดกฎหมายจงใจออกใบอนุญาตทดลองประกอบกิจการประเภทวิทยุบริการชุมชนแก่ผู้ประกอบกิจการธุรกิจ ทั้งๆ ที่ กสทช.ทราบข้อกฎหมายดีว่า วิทยุบริการชุมชนต้องไม่มีโฆษณาเพื่อแสวงหากำไรในทางธุรกิจ ซึ่งพฤติกรรมการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มธุรกิจโดยมุ่งกีดกันและลิดรอนสถานีวิทยุที่ทำประโยชน์สาธารณะอย่างต่อเนื่องยาวนาน ส่งผลให้พื้นที่การออกอากาศซึ่งกฎหมายสงวนเอาไว้เพื่อคุ้มครองวิทยุบริการชุมชนที่ไม่มีโฆษณาทางธุรกิจแต่กลับต้องถูกเบียดบังออกไปเพราะการกระทำของ กสทช. จึงส่อว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

         กสทช.ยังกล่าวในงานสัมมนา ณ โรงแรมเซ็นจูรี่พาร์ค กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๖ แบบไม่สะทกสะท้านในความผิดและส่อว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตด้วยคำกล่าวในลักษณะที่ว่า การเลี่ยงมาใช้คำว่า “การทดลองประกอบกิจการ” ก็เพื่อจะได้ไม่ออกใบอนุญาตประกอบกิจการตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย โดยมีเจตนาเพื่อช่วยวิทยุธุรกิจให้ไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการประมูล โดย กสทช.ได้กล่าวอีกด้วยว่า “ที่เราบอกว่าทดลองประกอบกิจการ  อันนี้.....คือพูดง่ายๆ ว่าถ้าให้ใบอนุญาตจริง กสทช.เข้าคุกกันหมดนะเพราะการให้ใบอนุญาตธุรกิจ กฎหมายบอกว่า เราต้องประมูล เราไม่ได้จะเลี่ยงบาลีหรือซื้อเวลา แต่ถ้าเราให้ใบอนุญาต โดยไม่ได้ประมูล กฎหมายบอกว่าต้องประมูลเราถึงเลี่ยงว่าทดลองประกอบกิจการ เพื่อให้ทุกคนได้ทำธุรกิจอยู่ได้” นอกจากนี้ ภาคประชาสังคมยังเห็นอีกด้วยว่า กสทช.มีพฤติการณ์ที่ส่อว่าพยายามเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มธุรกิจหลบเข้ามาอยู่ในวิทยุบริการสาธารณะประเภทสองหวังให้มีโฆษณาได้โดยไม่ต้องมีการประมูลตามกฎหมายอีกด้วย

๗.    ตามข้อเท็จจริง การประกอบการทั้ง ๑๒๘ สถานีของ มธป. มีความเป็นเจ้าของ ๓ องค์ประกอบ ได้แก่ ๑) มธป.ถือสิทธิในการประกอบการ ๒) วัดป่าบ้านตาด ถือสิทธิในความเป็นเจ้าของระบบเครื่องส่งและอุปกรณ์ ๓) ประชาชนผู้บริจาคและผู้ฟังของสถานีวิทยุแต่ละแห่งซึ่งแม้จะถวายสถานีวิทยุในพื้นที่ต่อองค์พระหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน แล้ว แต่ยังถือสิทธิในการดูแลรักษาและถือสิทธิในการบำรุงค่าน้ำค่าไฟฟ้าของแต่ละสถานีเอง จึงมิใช่รูปแบบของวิทยุประเภทบริการสาธารณะที่สถานีแม่ข่ายจักต้องรับผิดชอบให้กับทุกสถานี ในทุกกรณี

๘.     กฎหมายบัญญัติให้ กสทช.จะต้องส่งเสริมให้ชุมชนที่มีพร้อมให้ได้รับใบอนุญาตบริการชุมชนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ของพื้นที่กระจายเสียง  และยังบัญญัติไว้อีกว่า ชุมชน หมายความรวมถึงชุมชนทั้งในเชิงพื้นที่และในเชิงความสนใจร่วมกัน แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า กสทช.กลับเบียดบังเอาสัดส่วนประเภทนี้ไปให้กับวิทยุประเภทอื่น ในขณะเดียวกันกลับกีดกันไม่ให้ มธป.ได้รับใบอนุญาตประเภทบริการชุมชน  ทั้งๆ ที่ มธป.ได้ชี้แจงต่อ กสทช.หลายครั้งแล้ว และล่าสุดเมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๖ ยังได้ชี้แจงต่ออนุกรรมการของ กสทช.ทั้ง ๓ ชุดอย่างชัดเจนอีกด้วย

๙.     การเตะถ่วงหน่วงเหนี่ยวไม่ให้เอกสารสิทธิใด ๆ แก่สถานีวิทยุของ มธป.ทั้งๆ ที่ กสทช.รับรองความครบถ้วนสมบูรณ์เป็นลายลักษณ์อักษรมาแล้ว แต่ขณะนี้จงใจพลิกกลับคำพูด ส่อว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อันอาจทำให้ มธป.ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงและเสี่ยงต่อคดีอาญา ทั้งนี้เนื่องจากขณะนี้ กสทช.ได้เข้มงวดกวดขันขั้นคดีอาญากับสถานีวิทยุชุมชนที่ไม่ได้รับอนุญาต ไม่เว้นแม้สถานีที่ถูกจับนั้นจะยื่นคำขอแล้วและอยู่ระหว่างการพิจารณาอนุญาตอยู่ก็ตาม ซึ่งหากมีการร้องว่ารบกวนวิทยุการบิน ดังที่เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๖ ที่เข้าจับกุมเจ้าของสถานีวิทยุที่ อ.สารภี จ.เชียงใหม่ โดยมีรายละเอียดว่านายนเรศร์ ภาชนะพรรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงาน กสทช. เขต (บ๓) สำนักงาน กสทช.เขต ๙ เชียงใหม่ ได้กล่าวว่า เจ้าหน้าที่จะได้เข้มงวดกวดขันกับสถานีวิทยุชุมชนที่ไม่ได้จดทะเบียน หากมีการร้องเรียนให้จับกุมตามกฎหมาย เป็นไปตาม ม.๒๓ พ.ร.บ.วิทยุกระจายเสียง มีโทษจำคุกไม่เกิน ๕ ปี ปรับไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แต่หากเป็นสถานีวิทยุชุมชนที่ขออนุญาต จะได้รับการผ่อนผันได้รับโทษเพียงการตักเตือน      

         ทั้งนี้ มธป.ได้เสนอแนะต่อ กสทช.หลายครั้งแล้วว่า การแก้ไขปัญหารบกวนวิทยุการบินต้องแก้ที่ต้นเหตุด้วยการออกสำรวจและให้ความรู้ มิใช่ปล่อยปละละเลยโดยจ้องแต่จะนับแต้มการรบกวนและจ้องจับด้วยคดีอาญา ที่ถูกต้อง กสทช.ควรส่งช่างให้ความรู้จริงแก่สถานีวิทยุ หากมีการรบกวนก็ให้ปิดสถานีวิทยุที่รบกวนไว้ก่อนจนกว่าจะแก้ไขปัญหาสำเร็จ ทั้งนี้สภาพปัญหาความปลอดภัยในการจราจรทางอากาศในปัจจุบันที่ประชาชนเป็นกังวลมากที่สุดเพราะเป็นอันตรายอย่างยิ่งได้แก่ปัญหาเรดาร์สนามบินดับที่ไม่สมควรเกิดขึ้นแม้เพียงครั้งเดียว แต่ตามข้อเท็จจริงเคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๕ และล่าสุดเมื่อคืนวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๖ ปัญหาดังกล่าวทำให้เครื่องบินไม่สามารถติดต่อกับกิจการวิทยุการบินได้แม้เพียง ๕ นาที เครื่องก็ตกหลุมอากาศกว่า ๒๐๐ เมตร จนผู้โดยสารจำนวนไม่น้อยได้รับบาดเจ็บ มากกว่านั้นอาจชนกันกับเครื่องบินในบริเวณข้างเคียงจึงเป็นปัญหาความปลอดภัยสาธารณะที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง ที่เกิดขึ้นแม้กับองค์กรของรัฐที่มีมาตรฐานระดับสากล ในขณะที่การรบกวนกิจการวิทยุการบินของสถานีวิทยุมิได้เป็นอันตรายถึงขนาดนั้นและสามารถแก้ปัญหาอย่างเด็ดขาดได้หาก กสทช. จริงใจ อาทิ การจัดให้มีการประมูลเพื่อลดจำนวนสถานีวิทยุลง การจัดให้มีวิทยุระบบดิจิตอลโดยเร็ว เป็นต้น ดังนั้นการที่ กสทช.ไม่ดำเนินการดังกล่าวทั้งๆ ที่อยู่ในอำนาจหน้าที่โดยตรงย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ได้อย่างชัดแจ้งว่า กสทช.กลายเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาเสียเอง

๑๐.    ดังนั้น เพื่อป้องกันมิให้มูลนิธิเสียงธรรมฯ ได้รับความเสียหายจาก กสทช. ข้าพเจ้าจึงร่วมกับภาคประชาสังคมได้พิจารณาอย่างรอบคอบโดยปราศจากอคติทั้ง ๔ แล้วเห็นร่วมกันว่า กสทช. มีเจตนาฝ่าฝืนกฎหมายอย่างชัดแจ้งและมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหนักยิ่งขึ้น รวมถึงมีพฤติกรรมที่ส่อว่าอาจจะปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต หรือกลั่นแกล้ง มธป.จนได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จึงจำเป็นต้องเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อบันทึกไว้เป็นหลักฐาน

 

 


<< BACK

หน้าแรก