แถลงการณ์:คำสั่งศาลฯ กรณีวิทยุเสียงธรรม วัดป่านาคูณ - วัดป่าแม่จันฯ
Posted Date : วันที่ 11 ต.ค. 2556 เวลา 21:59 น.

========================

 

 

แถลงการณ์ เรื่อง คำสั่งศาลปกครองสูงสุด

กรณีสถานีวิทยุเสียงธรรมฯ วัดป่านาคูณ จ.อุดรธานี

และ สถานีวิทยุเสียงธรรมฯ วัดป่าแม่จันญาณสัมปันโน จ.เชียงราย

 

------------------------

 

 

        ด้วยผู้อำนวยการ สถานีวิทยุเสียงธรรมฯ วัดป่านาคูณ จังหวัดอุดรธานี และผู้อำนวยการสถานีวิทยุเสียงธรรมฯ วัดป่าแม่จันญาณสัมปันโน จังหวัดเชียงราย ได้ฟ้องศาลปกครองอุดรธานี และ ศาลปกครองเชียงใหม่ กรณีการออกประกาศโดยมิชอบของ กสทช. ส่งผลกระทบให้เกิดการลดเสาและกำลังส่ง ซึ่งศาลทั้งสองได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเพียงผู้อำนวยการเท่านั้น มิใช่ผู้เสียหายโดยตรง ศาลเห็นว่าผู้เสียหายที่แท้จริงก็คือ มูลนิธิเสียงธรรมฯ เพราะเป็นผู้ยื่นคำขอและเป็นผู้ได้รับสิทธิในการออกอากาศ  ซึ่งต่อมาผู้อำนวยการทั้งสองได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ในที่สุดศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งที่ ๕๙๙/๒๕๕๖ กรณีวิทยุเสียงธรรมฯ วัดป่านาคูณ และคำสั่งที่ ๕๔๗/๒๕๕๖ กรณีวัดป่าแม่จันญาณสัมปันโน ยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นอันเนื่องจากพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้อำนวยการมิใช่ผู้เสียหายโดยตรง นั้น   

 

ข้าพเจ้าและประชาชนผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ขอน้อมรับและกราบขอบพระคุณในคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งข้าพเจ้าและประชาชนฯ ได้พิจารณาโดยถี่ถ้วนถึงคำชี้ขาดของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวแล้วเห็นพ้องต้องกัน ดังต่อไปนี้

 

๑.    คำชี้ขาดของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว ไม่เกี่ยวข้องกับคดีที่มูลนิธิเสียงธรรม ฯ ได้ฟ้องร้อง กสทช. ต่อศาลปกครองอุดรธานี โดยขณะนี้ศาลได้รับฟ้องแล้ว ซึ่งทำให้สถานีวิทยุเสียงธรรมฯ ในเครือข่ายทุกแห่งได้รับความคุ้มครองระหว่างพิจารณาคดี และ กสทช.ย่อมไม่อาจจะมาละเมิดอำนาจศาลได้

๒.   คำชี้ขาดของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวสามารถสรุปได้ว่า ทั้งสถานีวิทยุเสียงธรรมฯ วัดป่านาคูณ และสถานีวิทยุเสียงธรรมฯ วัดป่าแม่จันญาณสัมปันโน  เป็นสถานีวิทยุลูกข่ายของมูลนิธิเสียงธรรมฯ  ซึ่งมูลนิธิเสียงธรรมฯ เป็นผู้ยื่นคำขอรับใบอนุญาต และเป็นผู้มีสิทธิทดลองออกอากาศในสถานีวิทยุทั้ง ๒ แห่งนี้ รวมถึงสถานีวิทยุเสียงธรรมฯ ทุกแห่งทั่วประเทศอีกด้วย ดังนั้น ผู้อำนวยการสถานีวิทยุลูกข่ายจึงมิใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย และมิใช่ผู้มีสิทธิฟ้อง   

ดังนั้น ด้วยคำสั่งชี้ขาดของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว จึงเป็นการรับรองว่ามูลนิธิเสียงธรรมฯ เป็นผู้ประกอบการวิทยุที่มีรูปแบบของความเป็นเครือข่ายโดยสมบูรณ์  มูลนิธิเสียงธรรมฯ เป็นนิติบุคคลแต่เพียงผู้เดียวที่เป็นผู้ถือครองสิทธิในการประกอบการของบรรดาสถานีลูกข่ายทุกแห่งทั่วประเทศ ซึ่งเท่ากับว่า กสทช.จะต้องออกใบอนุญาตบริการชุมชนที่ครอบคลุมความหมายในเชิงประเด็นให้แก่มูลนิธิเสียงธรรมฯ เท่านั้น  สถานีลูกข่ายแต่ละแห่งย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำขอด้วยตนเองแต่อย่างใด และด้วยคำชี้ขาดดังกล่าว กสทช.ต้องยอมรับให้มูลนิธิเสียงธรรมฯ แต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ยื่นคำขอของสถานีลูกข่ายทุกแห่ง และต้องไม่บังคับสถานีลูกข่ายให้แยกยื่นคำขออีกต่อไป มิฉะนั้น จะถือว่า กสทช.ไม่เคารพในคำวินิจฉัยของศาล 

๓.   คำชี้ขาดของศาลปกครองสูงสุดที่ไม่รับคำฟ้องดังกล่าวก็เนื่องจากศาลได้พิเคราะห์แล้วว่า เพียงผู้อำนวยการสถานีลูกข่ายเท่านั้น ที่ไม่มีสิทธิในการฟ้อง  อย่างไรก็ตาม ศาลมิได้ปิดกั้นประชาชนผู้ฟังและผู้บริจาค ในการเข้าฟ้องร้องต่อศาล ทั้งนี้เนื่องจากประชาชนผู้ฟังและผู้บริจาคเป็นผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายโดยตรงจากประกาศ กสทช. ที่ลิดรอนพื้นที่การรับฟัง

อนึ่ง กรณีประชาชนผู้ฟังและผู้บริจาคที่ได้รับผลกระทบจาก กสทช. มีความสอดคล้องอย่างยิ่งกับคำชี้ขาดของศาลปกครองสูงสุดในคดีพิพาทระหว่างประชาชนผู้ใช้น้ำจากเขื่อนลำแซะกับกรมชลประทาน ซึ่งสรุปได้ว่า น้ำและคลื่นความถี่ล้วนเป็นทรัพยากรของชาติ มิใช่ของกรมชลประทานและมิใช่ของ กสทช.ที่จะกระทำการตามอำเภอใจได้ หากแต่ประชาชนผู้ใช้ประโยชน์สาธารณะจากน้ำและคลื่นความถี่ต่างหากที่เป็นเจ้าของที่แท้จริง ดังนั้น ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งให้เพิกถอนโครงการและให้ประชาชนเป็นผู้ชนะคดี รายละเอียดคำชี้ขาดดังกล่าวปรากฏตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๒๔๑/๒๕๕๒ ลงวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๕๒ (รายละเอียดตามเอกสารที่แนบมานี้) คลิกดาวน์โหลดเอกสารแนบ

 

 

ผศ.ดร.สุรศักดิ์ ศิริพรอดุลศิลป์          น.ส.จุฑารส พรประสิทธิ์

    ผู้รับมอบอำนาจผู้ฟ้องคดี          ผู้รับมอบฉันทะผู้รับมอบอำนาจ

 

๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๖

           

                                  ====================================

 

 

                                              ===============================

เอกสารแนบ คำชี้ขาดของศาลปกครองสูงสุดที่ ๒๔๑/๒๕๕๒ ลงวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๕๒ ในคดีพิพาทระหว่างประชาชนผู้ใช้น้ำจากเขื่อนลำแซะกับกรมชลประทาน

 

 


<< BACK

หน้าแรก