แถลงการณ์ เรื่อง กสทช.กำลังผลักดันประกาศฉบับใหม่หวังล่มสลายเครือข่ายวิทยุเสียงธรรม
Posted Date : วันที่ 3 พ.ค. 2557 เวลา 13:00 น.

แถลงการณ์ ฉบับที่ ๒/๒๕๕๗

เรื่อง กสทช.กำลังผลักดันประกาศฉบับใหม่หวังล่มสลาย

เครือข่ายวิทยุเสียงธรรมด้วยอุบายวิธีปล้นเงินบริจาคสงฆ์

 

นับตั้งแต่ พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ เข้ามาดำรงตำแหน่ง กสทช. ในฐานะประธาน กสท. ได้เร่งออกประกาศทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง พ.ศ. ๒๕๕๕ เพื่อให้มีผลเป็นการเลือกปฏิบัติบังคับให้ผู้ประกอบการ "รายใหม่" ที่เกิดขึ้นภายหลังปี ๒๕๔๓ ได้รับสิทธิที่ด้อยกว่า "รายเดิม" ในทุกกรณี อาทิ ลิดรอนกำลังส่งให้เหลือเพียง ๕๐๐ วัตต์ เสาสูง ๖๐ เมตร และยังปิดกั้นการมีเครือข่ายอีกด้วย (ในขณะที่รายเดิมกลับไม่มีข้อจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น)

 

ด้วยเหตุนี้ ประชาชนผู้ฟังวิทยุเสียงธรรมฯ จำนวนกว่า ๑๕๐,๐๐๐ คนลงชื่อพร้อมเลขบัตรประชาชนจึงพากันคัดค้านความไม่เสมอภาคไม่เป็นธรรมดังกล่าว แต่ กสทช.ก็ไม่ฟังเสียงประชาชน และแม้คณะสงฆ์กรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลายพันรูปได้ร่วมประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้สวดทุติยกรรมวาจาคว่ำบาตร กสทช. ก็หาได้มีหิริโอตตัปปะกลับประพฤติตนใหม่ไม่ ประกอบกับยังมีพฤติการณ์ส่อว่าขัดต่อกฎหมายหลายประการ ประชาชนเกือบ ๕๐,๐๐๐ คน จึงได้ยื่นคำร้องถอดถอน กสทช.ออกจากตำแหน่ง ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการไต่สวนของ ปปช. ในส่วนของมูลนิธิเสียงธรรมฯ ก็ได้ยื่นเรื่องขอพึ่งอำนาจต่อศาลปกครอง ขณะนี้กำลังอยู่ในการวินิจฉัยของศาล

 

ในที่สุดส่วนหนึ่งของคดีก็ถูกชี้ขาด ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ ๕๔๗/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๖ และ ๕๙๙/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๖ สรุปได้ว่า มูลนิธิเสียงธรรมฯ เป็นผู้มีสิทธิยื่นคำขอรับใบอนุญาต และมีสิทธิทดลองออกอากาศแก่บรรดาเครือข่ายวิทยุเสียงธรรมฯ ทุกแห่งทั่วประเทศ เพราะมูลนิธิเสียงธรรมฯ เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายโดยตรง คำสั่งชี้ขาดดังกล่าวจึงมีผลเป็นการรับรองสถานภาพทางกฎหมายของมูลนิธิเสียงธรรมฯ ว่ามีรูปแบบของ "ความเป็นเครือข่าย" โดยสมบูรณ์ ถือเป็นนิติบุคคลเดียวที่เป็นผู้ถือครองสิทธิในการประกอบการของบรรดาสถานีวิทยุเสียงธรรมฯ ทุกแห่งทั่วประเทศ ด้วยเหตุนี้ กสทช.ย่อมไม่อาจปฏิเสธการยื่นคำขอรับใบอนุญาตแก่สถานีลูกข่ายทั้ง ๑๒๘ แห่ง ในนามมูลนิธิเสียงธรรมฯ ได้อีกต่อไป กล่าวง่ายๆ ว่า กสทช.จะใช้อำนาจป่า ๆ เถื่อน ๆ บีบบังคับให้สถานีลูกข่ายแต่ละแห่งแยกการยื่นคำขอแบบเป็นเอกเทศห้ามเกี่ยวข้องกันย่อมไม่อาจปิดกั้นได้อีกต่อไป กสทช. จึงจำยอมให้มูลนิธิเสียงธรรมฯ เข้ามาในระบบด้วยรูปแบบความเป็นเครือข่ายอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๗ ที่ผ่านมานี้

 

อย่างไรก็ตาม กสทช.หาได้ยอมจำนนต่อคำพิพากษาของศาลหรือยอมกลับประพฤติตนเสียใหม่เพื่อเป็นองค์กรที่ทำเพื่อประโยชน์ต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชนอย่างแท้จริงไม่ จึงปรากฏความไม่ชอบธรรมต่างๆ เช่นว่า กสทช.บิดพลิ้ว ไม่ยอมออกใบอนุญาตฯ ในประเภท "บริการชุมชน" แก่เครือข่ายวิทยุเสียงธรรม ด้วยข้ออ้างที่ไร้เหตุผลไม่ว่าทางวิชาการหรือทางกฎหมายแบบไร้ศักดิ์ศรีอันเป็นการเหยียบย่ำเกียรติภูมิของตนเองเสียสิ้นด้วยการกล่าวมุสาวาทพลิกลิ้นกลับคำ แม้เจ้าหน้าที่ กสทช.จะลงนามยืนยันการรับเอกสารว่าครบถ้วนสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ เรียบร้อยแล้ว ก็ยังเที่ยวหาเรื่องบีบบังคับให้มูลนิธิเสียงธรรมฯ ย้อนกลับไปหาเอกสารซ้ำใหม่ และยังปิดกั้นมิให้เข้าประเภทบริการชุมชนแต่บีบบังคับให้จำยอมต้องเปลี่ยนเป็นประเภทบริการสาธารณะเท่านั้น ที่เลวร้ายที่สุดจนเป็นเหตุให้ต้องออกแถลงการณ์ในครั้งนี้ก็เนื่องจาก กสทช.จงใจใช้วิชามารผลักดันประกาศทดลองประกอบกิจการฉบับที่ ๒ ขึ้น เพื่อหวังแตกสลาย "ความเป็นเครือข่าย" ให้สิ้นไปด้วยวิธีเผาไหม้ทำลายคลังเสบียง ในเมื่อบ่อนทำลายเครือข่ายมูลนิธิเสียงธรรมฯ โดยตรงมิได้ (เพราะได้รับความคุ้มครองจากศาลปกครองสูงสุด) จึงคิดหาอุบายใหม่ออกคำสั่งทุบตีหม้อข้าวหม้อแกงของเราให้เพพังพินาศไป กล่าวคือ จากนี้ไป กสทช.จะเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมตรวจคำขอทดลองประกอบกิจการประเภทบริการสาธารณะและธุรกิจ โดยใช้อัตราก้าวหน้า แบ่งเป็น ๒ สูตร สูตรหนึ่งสำหรับผู้ที่มีสถานีเครือข่ายไม่เกิน ๔๐ สถานี สูตรที่สองสำหรับผู้ที่มีสถานีเครือข่ายเกินกว่า ๔๐ สถานี แม้ประชาชนจะพยายามทักท้วงในประเด็นนี้อย่างเต็มที่เพียงใดในการประชาพิจารณ์ร่างประกาศฉบับนี้ แต่นายประพันธ์ บุญเกียรติ ในฐานะอนุกรรมการ กสทช.กลับให้การปฏิเสธไม่ยอมแก้ไขปรับปรุงอย่างสิ้นเชิง ทั้งๆ ที่ทราบดีว่ามูลนิธิที่เกิดจากน้ำใจเสียสละของประชาชนผู้บริจาคจากทั่วสารทิศ ดำเนินการโดยไม่แสวงหากำไรในทางธุรกิจและมุ่งมั่นทำประโยชน์อย่างสูงสุดต่อสถาบันหลักทั้ง ๓ ของชาติอย่างเต็มกำลังเช่นเครือข่ายทั้ง ๑๒๘ แห่งของมูลนิธิเสียงธรรมฯ นี้ ย่อมจะกลายเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างรุนแรงและโหดเหี้ยมอำมหิตที่สุด จากนี้จะมีอัตราค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นจากเดิมมากถึง ๔๐ เท่า แสดงถึงแนวคิดที่ไร้มนุษยธรรมไร้ความปรานีได้ถึงเพียงนี้ นายประพันธ์ยังกล่าวอ้างหวังให้ดูดีแต่กลับบ่งบอกถึงธาตุแท้ภายในใจที่บ่อนทำลายชาติแบบนักทุนนิยมสามานย์อีกด้วยว่า ตนไม่สามารถเลือกปฏิบัติระหว่างวิทยุประเภทธุรกิจกับประเภทบริการสาธารณะได้ เนื่องจากจะผิดกฎหมาย ดังปรากฏคำกล่าวที่ว่า

 

“ประเด็นวันนี้ที่ทุกท่านเสนอมา รู้สึกว่า จะมีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องค่าธรรมเนียมเป็นประเด็นหลักอยู่ประเด็นหนึ่ง ผมเชื่อว่า หลาย ๆ ท่านที่อยู่ในห้องนี้ ยกเว้นกลุ่มที่ท่านเป็นมูลนิธิ ที่ว่าต้องทำสถานีหลายสถานี แต่ถ้าเป็นพวกท่านทั้งหลาย คงมีไม่มีกี่สถานี ดังนั้นคงไม่กระทบเทือนมาก ในเรื่องโครงสร้างค่าธรรมเนียม

 

แต่ที่กระทบกระเทือนคือ กลุ่มที่เป็นหลายสถานี เราแยกแยะแบ่งเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มที่เป็นธุรกิจ เขาก็ตรงไปตรงมา เป็นหลักของเศรษฐศาสตร์ ท่านอย่าลืมว่า เป็นทรัพยากรของชาติเป็นทรัพยากรของพวกเราทุกคน ถ้าคนใดคนหนึ่งเอาไปใช้ประโยชน์มากกว่าคนอื่น ท่านนึกออกไหมครับ ถ้าท่านเป็นธุรกิจใหญ่ ถ้ามีรายได้สูง มีผลกำไรสูง ท่านก็ต้องจ่ายภาษีสูงกว่าคนที่เขาทำธุรกิจเล็ก ก็ตรงไปตรงมา ถ้ากำไรปีละล้าน ก็เสียภาษีนิติบุคคล ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ก็จ่าย ๒ แสนห้า ถ้าบางบริษัทกำไรพันล้าน ก็จ่าย ๒ พันห้าร้อยล้าน ตรงไปตรงมา เป็นหลักคิดที่ท่านทั้งหลายรับได้ แต่อย่างที่คุณป้า(จากวิทยุสังฆทาน)พูด เราเข้าใจครับว่า ในบางกรณี สถานีทำเพื่อเป็นประโยชน์สาธารณะ แต่มีข้อขัดข้อง เพราะในการทำงานของ กสทช. ทุกอย่างต้องมีฐานกฎหมายรองรับ ในกฎหมายที่ออกมาเป็น พ.ร.บ. ทั้งหมดไม่มีช่องโหว่ ที่เราจะเลือกปฏิบัติให้กับประเภทศาสนา กับประเภทความมั่นคง หรือการเมือง ว่าจะกำหนดให้ต่างกันได้ ถ้าเรากำหนดให้ต่างกัน เราจะโดนแน่นอนครับ ใช้อำนาจโดยมิชอบ นี่คือความลำบากใจนะครับ”

 

คำพูดของนายประพันธ์ข้างต้นนั้นมีความขัดแย้งและสวนทางทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแบบตรงกันข้ามประหนึ่งเห็นประชาชนเป็นเด็กอมมือไม่รู้ประสีประสาอะไรเลย กล่าวคือ การตั้งอัตราค่าธรรมเนียมใหม่สำหรับกิจการประเภทบริการสาธารณะให้มี ๒ สูตรตามจำนวนสถานี นอกจากจะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมอย่างชัดเจนแล้ว ยังเป็นการลงโทษสถานีวิทยุที่บำเพ็ญประโยชน์สาธารณะโดยไม่แสวงหากำไรในทางธุรกิจอย่างไร้มนุษยธรรมอย่างที่สุดชนิดไม่เคยมีผู้ใดมีมุมมองคับแคบถึงกับเอางาน ๒ ประเภทต่อไปนี้มาเปรียบเทียบกันได้ งานประเภทหนึ่งทำเพื่อตักตวงกำไรเข้าสู่ตนเรียกได้ว่า "เห็นแก่ตน" เป็นสำคัญ ส่วนงานอีกประเภทหนึ่งมีจิตอาสาเสียสละทำ "เพื่อส่วนรวม" เป็นสำคัญ หากผู้ใดไร้สติปัญญามากำหนดกฎเกณฑ์ให้อัตรางาน ๒ ประเภทดังกล่าวมีค่าเท่ากันเมื่อใดก็ย่อมสะท้อนถึงภูมิปัญญาและความไร้วุฒิภาวะอย่างหนักหนาสาหัสที่สุดของผู้นั้น และหากทั้งๆ ที่รู้ดีว่างานนั้นๆ เป็นงานเพื่อพิทักษ์รักษาสถาบันหลักของชาติด้วยแล้วก็ยิ่งแสดงถึงความเป็นโมฆบุรุษที่เลวร้ายต่อชาติของผู้นั้นอย่างรุนแรงเป็นแนวคิดที่บ่อนทำลายชาติอย่างยิ่ง ด้วยผลของประกาศ กสทช.ฉบับใหม่นี้แทนที่จะถือเป็นคุณความดีน่าส่งเสริมสมดั่งพุทธสุภาษิต "ข่มคนที่ควรข่ม ยกคนที่ควรยก" ประกาศฉบับวิปริตฉบับนี้กลับกลายเป็นว่าเครือข่ายสถานีที่ดีเหล่านั้นมีมากเกินไปจนถึงกับต้องถูกลงโทษปรับสินไหมอย่างหนักให้สาสมอันเป็นการตอบแทนคุณความดีที่เสียสละและจะได้มีความเสมอภาคกับบุคคลผู้ใช้คลื่นของชาติจำนวนมากมาตักตวงเอาผลกำไรด้วยความเห็นแก่ตัวเป็น นับเป็นความอยุติธรรมที่น่าสมเพชเวทนาอย่างที่สุด

 

หลักเศรษฐศาสตร์ที่ดีย่อมคำนึงถึงผลลัพธ์ที่ก่อประโยชน์สูงสุดแก่สังคมนั้นๆ และนักเศรษฐศาสตร์ที่ดีก็ควรรู้จักการนำหลักการมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของแต่ละประเทศแต่ละสังคม มิใช่เพียงอ้างอิงหลักวิชาอันสวยหรูเพื่อตบตาประชาชน ราวกับนักเรียนที่เก่งในการนำเสนอหน้าชั้นเรียนแต่ยังอ่อนด้อยประสบการณ์มิรู้จักการแก้ปัญหาในทางปฏิบัติ รายได้ค่าธรรมเนียมจากกิจการประเภทธุรกิจกับรายได้ที่วัดค่ามิได้ซึ่งเกิดจากการพัฒนาคนให้เป็นคนดีมีคุณธรรม ในเชิงเศรษฐศาสตร์ สิ่งใดให้ประโยชน์สูงสุดกว่ากัน และในภาวะที่รัฐมุ่งเน้นพัฒนาแต่ด้านวัตถุละเลยการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมพื้นฐานซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการพัฒนาชาติ แต่ประชาชนผู้เห็นจุดบอดนี้ได้พยายามดิ้นรนเสียสละเพื่อร่วมกันอุดช่องว่างนี้ สมควรแล้วหรือที่จะถูกรีดไถซ้ำเติม ผู้มีสติปัญญาสมควรที่จะระลึกได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ได้รับความไว้วางใจให้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งในกสทช.ที่มีอำนาจและทรงเกียรติเช่นนี้สมควรเป็นผู้มีสติปัญญา มีคุณธรรมและทุ่มเททำงานตอบแทนบุญคุณภาษีของประชาชน หากมีภาวะผู้นำเพียงพอและพิจารณาแล้วว่าบกพร่องในข้อใดหรือทั้งหมดก็สมควรพิจารณาตนว่าสมควรดำรงตำแหน่งเช่นนี้ต่อไปหรือไม่

 

ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพความเลวร้ายอย่างชัดเจนตรงประเด็น เครือข่ายวิทยุเสียงธรรมฯ จำนวน ๑๒๘ สถานี เดิมจะต้องเสียค่าธรรมเนียมประเภทบริการชุมชน ๕๐๐ บาทต่อสถานี ถ้าเป็นประเภทบริการสาธารณะก็ ๒,๐๐๐ บาทต่อสถานี คิดรวมเป็นเงินค่าธรรมเนียมประเภทบริการสาธารณะรวมทั้งสิ้น ๒๕๖,๐๐๐ บาท (ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าภาษีอีก ๗ เปอร์เซ็นต์) แต่หากต้องใช้อัตราใหม่ที่เลวร้ายวิปริตเข่นว่านี้จริง เครือข่ายวิทยุเสียงธรรมฯ จำนวน ๑๒๘ สถานี จะต้องจ่ายมากถึง ๘,๒๔๐,๐๐๐ บาท (เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง ๔๐ เท่า) ซ้ำร้ายกว่านั้น หากมีสถานีเครือข่ายเพิ่มขึ้นอีก ๑ สถานีรวมเป็น ๑๒๙ สถานี มูลนิธิเสียงธรรมฯ ก็จะต้องจ่ายเพิ่มหนักขึ้นไปอีกรวมเป็น ๘,๓๖๐,๐๐๐ บาท หรือเพิ่มขึ้นอีก ๑๒๐,๐๐๐ บาทต่ออีก ๑ สถานีที่เพิ่มขึ้น (เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง ๖๐ เท่า) ทั้งๆ ที่การกำหนดเกณฑ์ดังกล่าวขัดแย้งกับข้อกฎหมาย โดยรัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า คลื่นความถี่เป็นสมบัติของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ และ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม มาตรา ๒๗ (๙) ยังบัญญัติ ให้ กสทช. มีอำนาจหน้าที่ “กำหนดโครงสร้างอัตราค่าธรรมเนียมและโครงสร้างอัตราค่าบริการในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ให้เป็นธรรมต่อผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการโดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ" ดังนั้น การกำหนดโครงสร้างอัตราค่าธรรมเนียมโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอย่างชัดเจน

 

นอกจากนี้ กสทช.และนายประพันธ์ต่างก็ทราบเป็นอย่างดีว่า มูลนิธิที่มีจำนวนสถานีเครือข่ายมากที่สุด ก็คือ มูลนิธิเสียงธรรมฯ ดังนั้นการมีเจตนาอันแรงกล้าที่จะกำหนดโครงสร้างอัตราค่าธรรมเนียมเช่นนี้จึงถือเป็นอุบายวิธีของเปรตผีทำร้ายพระพุทธศาสนาที่สกปรกที่สุด หวังจ้องจะพังทลายและล่มสลายเครือข่ายวิทยุเสียงธรรมฯ ให้หมดกำลังสนับสนุนในเร็ววันจะได้ท้อแท้เลิกราและสูญสลายไปในที่สุด ในเมื่อ กสทช.ไม่อาจคิดต่อต้านคัดค้านอำนาจชี้ขาดของศาลปกครองสูงสุดโดยตรงด้วยการออกประกาศทำลายเครือข่ายวิทยุเสียงธรรมฯ ทั้ง ๑๒๘ แห่ง ให้แตกออกจากกันได้ ศาลชี้ขาดว่าทุกแห่งล้วนเป็นสิทธิของมูลนิธิเสียงธรรมฯ แต่เพียงผู้เดียว กสทช.จึงคิดหาอุบายวิธีกลั่นแกล้งประทุษร้ายรังแกด้วยวิธีการอื่น เรียกง่ายๆ ว่า "อุบายวิธีปล้น/กลืนกินเงินบริจาคของสงฆ์หวังให้อ่อนแอลงจนเครือข่ายเสียงธรรมแตกสลายหมดสิ้น" ด้วยการกำหนดค่าธรรมเนียมในอัตราสูงแบบก้าวกระโดด ซึ่งหากนายประพันธ์คิดจะเทียบเคียงในเรื่องภาษีอย่างเป็นธรรมเพราะมีประวัติเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจหลายแห่งย่อมต้องทราบดีกว่าใครๆ ว่า การจ่ายภาษีนิติบุคคลนั้นยังมีการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่มูลนิธิหรือองค์การสาธารณกุศล และแม้แต่กิจการธุรกิจแสวงหากำไรแต่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนก็ยังได้รับการยกเว้นทั้งภาษีนำเข้าและภาษีจากกำไรสุทธิ เนื่องด้วยหน่วยงานรัฐที่มีความเชี่ยวชาญได้เล็งเห็นประโยชน์ในมุมกว้างที่กิจการหรือองค์กรเหล่านี้ได้ทำประโยชน์แก่สังคมในขณะที่รัฐไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง จึงได้ออกนโยบายสนับสนุนในหลายๆ ด้าน มิได้นำการคำนวณภาษีวิธีอัตราก้าวหน้าที่ใช้กับบุคคลธรรมดามาคิดกับกิจการเหล่านี้ ดังนั้น การเอ่ยอ้างเอาความเสมอภาคและนำหลักวิชาการที่เป็นเพียงทฤษฎีเบื้องต้นแม้นักศึกษาชั้นปีที่ ๑ ก็ทราบและกล่าวอ้างได้มาใช้ในการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการคลื่นเช่นนี้ ย่อมแสดงถึงวิสัยทัศน์ที่คับแคบ ขาดความรอบรู้แต่ยังทะนงในความคิดเห็นของตนเอง ซึ่งไม่สมควรมีในผู้บริหารระดับสูง นอกจากนี้ การกระทำดังกล่าวยังเป็นการจงใจเหยียบย่ำมองข้ามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่เป็นสาระสำคัญล้วนเป็นไปเพื่อความมั่นคงแห่งรัฐ คุ้มครองพระศาสนา และเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะทั้งสิ้น ซึ่งในเมื่อเครือข่ายวิทยุเสียงธรรมได้ก่อตั้งขึ้นมายาวนาน มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ว่าทำประโยชน์สาธารณะต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์อย่างชัดเจนและมหาศาล ย่อมสมควรได้รับการพิจารณาส่งเสริมสนับสนุนอย่างเต็มที่จาก กสทช.ด้วยการลดหย่อนค่าธรรมเนียมให้ถูกลง มิใช่การกลั่นแกล้งรังแกให้เลวร้ายลำบากยิ่งขึ้น เรียกว่า การกระทำชั่วสุดแสนแต่กลับพยายามหาเหตุผลป่า ๆ เถื่อน ๆ ข้าง ๆ คู ๆ มาเที่ยวแอบอ้างหลอกล่อประหนึ่งเห็นพระสงฆ์และประชาชนเป็นเด็กอมมือจะเห็นพ้องและคิดชั่วตาม พฤติการณ์ที่ดื้อรั้นคิดผลักดันประกาศ กสทช.ฉบับใหม่หวังให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วเช่นนี้ย่อมเป็นสิ่งที่น่าอิดหนาระอาใจแก่พระสงฆ์และประชาชนจนกลายเป็นการตอกย้ำครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งว่า ความเลวร้ายของ กสทช.เช่นนี้สมควรแล้วแก่ "การถูกพระสงฆ์สุปฏิปันโนทำสังฆกรรมคว่ำบาตร" และ "การถูกประชาชนจำนวนมากยื่นเรื่องแก่ ปปช.ให้ไต่สวนแล้วถอดถอนออกจากตำแหน่ง"

 

คณะศิษยานุศิษย์ขององค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน จึงขอเรียกร้องให้ กสทช.ยุติการกลั่นแกล้งเครือข่ายวิทยุเสียงธรรมอีกต่อไป ด้วยการปรับปรุงแก้ไขประกาศพิพาทฉบับเดิมและปรับปรุงแก้ไขร่างประกาศ กสทช.ฉบับใหม่นี้โดยเร็ว (หลักเกณฑ์การอนุญาตทดลองประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง (ฉบับที่ ๒ พ.ศ....) ให้สอดคล้องกับข้อกฎหมายและนิติธรรม เพื่อความผาสุกของประชาชนในชาติสืบไป

 

                             จึงแถลงการณ์มาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

                           ดร.ดาราวรรณ เด่นอุดม

                                       ในนามตัวแทนคณะศิษยานุศิษย์

                                     หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

                             ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗

 

============================================

 

=========================================


<< BACK

หน้าแรก