แถลงการณ์ กรณีสถานีเสียงธรรมฯ วัดค่ายพม่า เข้าปรับแก้สำนวนให้ตรงตามข้อเท็จจริง
Posted Date : วันที่ 29 มี.ค. 2558 เวลา 20:09 น.

 

 

 

 

แถลงการณ์ฉบับที่ ๗ / ๒๕๕๘

เรื่อง ข้อเรียกร้องของคณะศิษย์ฯ

กรณีสถานีเสียงธรรมฯ วัดค่ายพม่า จ.สิงห์บุรี

 

          ตามที่เจ้าพนักงานสถานีตำรวจภูธรอำเภอพรหมบุรีได้บันทึกสำนวนคดีกรณีสถานีเสียงธรรมฯ วัดค่ายพม่าลงวันที่ ๑๐ ม.ค. ๒๕๕๘ มีถ้อยคำเป็นไปตามคำร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีของสำนักงาน กสทช. ต่อสถานีเสียงธรรมฯ วัดค่ายพม่า FM103.25 รายละเอียดตามหนังสือด่วนที่สุด ที่ สทช.๔๐๑๓/๑๗๐๑๖ ลว. ๒๖ ก.ย.๒๕๕๕ ซึ่งหนังสือดังกล่าวปรากฏข้อความอันเป็นเท็จ ใส่ร้ายสถานีเสียงธรรมฯ วัดค่ายพม่า FM103.25 ว่า ได้ใช้คลื่นความถี่เดียวกันกับสถานีวิทยุธุรกิจคลื่นเพลงแห่งหนึ่งในสิงห์บุรี จนเป็นเหตุให้เกิดการรบกวนกันนั้น

 

          บัดนี้ เจ้าพนักงานตำรวจได้ยอมรับความจริง โดยได้ทำการปรับแก้สำนวนที่ผิดหลงไปให้ถูกต้องตามจริงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว (ปรากฏตามเอกสารคำให้การ ๒๒ มี.ค. ๒๕๕๘ ที่แนบมาพร้อมนี้) จึงสรุปได้ว่า ในช่วงปี ๒๕๕๕ สถานีวิทยุธุรกิจคลื่นเพลงซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งการดำเนินคดีในที่นี้นั้น มิได้ใช้คลื่นความถี่ FM103.25 แต่อย่างใด หากแต่ออกอากาศด้วยคลื่นความถี่ FM103.35

 

          คณะศิษยานุศิษย์องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ขออนุโมทนาขอบคุณเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอพรหมบุรีไว้ ณ โอกาสนี้ที่ปรับแก้สำนวนให้ตรงตามข้อเท็จจริง ทั้งนี้เมื่อความจริงได้ปรากฏเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า "คลื่นธุรกิจ" ในจังหวัดสิงห์บุรีแห่งนี้ได้ใช้คลื่นความถี่ FM103.35 คณะศิษย์ฯ ซึ่งได้พิจารณาอย่างรอบคอบโดยธรรม จึงขอเรียกร้องในประการต่อไปนี้

 

          ๑. ในช่วงปี ๒๕๕๕ สำนักงาน กสทช. ได้รับรู้รับทราบเป็นอย่างดีว่า "คลื่นธุรกิจ" FM103.35 ไม่มีใบอนุญาตไม่ว่าจาก กทช. หรือ กสทช. แต่เหตุใดจึงเจาะจงเลือกประทุษร้ายแจ้งความดำเนินคดีเฉพาะ "คลื่นธรรมะ" แต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น แต่กลับเพิกเฉยต่อ "คลื่นธุรกิจ" ซึ่งใช้คลื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต มิหนำซ้ำยังส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาข่มขู่คุกคาม "คลื่นธรรมะ" อีกด้วย และหากมีการรบกวนกันและกันจริง เหตุใด กสทช. จึงไม่ส่งหนังสือแจ้งเตือนมาให้ทำการปรับปรุงแม้แต่ฉบับเดียว

 

          คณะศิษย์ฯ จึงเรียกร้องให้ผู้กำกับการสถานีตำรวจฯ เร่งสั่งการให้สอบสวนหาความจริงในเรื่องนี้ว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐมีผลประโยชน์ทับซ้อนใช่หรือไม่ และใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบใช่หรือไม่ เป็นโทษความผิดในคดีอาญาใช่หรือไม่ ทั้งนี้หากเจ้าพนักงานตำรวจละเลยไม่หาความจริงในเรื่องสำคัญที่ส่งผลให้เกิดความเสียหายร้ายแรงเช่นนี้ คณะศิษย์ฯ มีความจำเป็นต้องร้องต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอให้เปลี่ยนตัวผู้กำกับฯ คนใหม่ที่จะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรมโดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อย่างแท้จริง

 

          ๒. การที่ "คลื่นธุรกิจ" ใช้คลื่น FM103.35 เปรียบได้กับการขับขี่รถยนต์คร่อมเลนอยู่ตลอดเวลาเป็นการกินเลนผู้อื่น ในขณะที่ "คลื่นธรรมะ" วัดค่ายพม่า FM103.25 ขับขี่อยู่ในเลนอย่างถูกต้อง ทั้งนี้โดยข้อเท็จจริงในทางเทคนิคดังกล่าว สำนักงาน กสทช. ย่อมมีความรู้และเข้าใจดียิ่งกว่าองค์กรใดในแผ่นดินนี้ ซึ่งย่อมสรุปได้ว่า "คลื่นธุรกิจ" FM103.35 เป็นต้นเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดการรบกวน "คลื่นธรรมะ" FM103.25 ซึ่งอยู่เลนซ้ายของตน และเป็นต้นเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดการรบกวน "คลื่น FM103.50" ซึ่งอยู่เลนขวาของตน แต่เพราะเหตุใดเล่า? เจ้าหน้าที่ กสทช. จึงเลือกโอบอุ้ม "ผู้ใช้คลื่นที่ผิดคร่อมเลนผู้อื่น" แต่มุ่งเจาะจงทำร้าย "ผู้ใช้คลื่นตามเลนโดยชอบ"

 

          ดังนั้น เพื่อเป็นการรักษาความถูกต้องชอบธรรมในทางเทคนิค และเพื่อรักษามรดกธรรมขององค์หลวงตาฯ มิให้ถูกกลั่นแกล้งจากเจ้าหน้าที่ คณะศิษย์ฯ จำเป็นต้องเข้าแจ้งความดำเนินคดีตามมาตรา ๑๕๗ ต่อเจ้าหน้าที่ที่ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบชุดดังกล่าว

 

          ๓. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ให้ความเห็นว่า "คลื่นธรรมะ" กำลังถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ประกอบกับคณะศิษย์ฯ ได้พิจารณาเห็นว่า การใช้คลื่นธรรมะเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยไม่แสวงหากำไรในทางธุรกิจนั้น ถือเป็นประโยชน์สาธารณะอย่างสูงสุดทั้งต่อประเทศชาติและประชาชน ทั้งยังสอดคล้องกับแนวนโยบายของ คสช. และรัฐบาลอีกด้วย ซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้ว่า กสทช. ต้องใช้อำนาจหน้าที่ให้สอดคล้องด้วยการต้องสนับสนุน "คลื่นธรรมะ" อย่างเต็มที่ มิใช่ฝ่าฝืนกฎหมายด้วยการเล่นงานดำเนินคดีอย่างที่เป็นอยู่

 

          ดังนั้น คณะศิษย์ฯ เห็นว่า หากสำนักงาน กสทช. ยังปล่อยคดีความที่มีต้นเหตุมาจากความอยุติธรรมอย่างเลวร้ายที่สุด ให้เดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่ของตนแล้วไซร้ คณะศิษย์ฯ จะพร้อมเพรียงกันนำรายชื่อประชาชนที่รวบรวมไว้หลายแสนชื่อ เข้ายื่นต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ถอดถอนบุคคลใน กสทช. ที่เกี่ยวข้องในกรณีนี้ทุกคนให้พ้นจากตำแหน่งไป

 

          ๔. คณะศิษย์ฯ ได้ไตร่ตรองโดยรอบคอบแล้วเห็นถึงความสำคัญจำเป็นของธรรมะว่าทรงค่าเหนือสิ่งอื่นใด "ธรรมะ" เท่านั้นที่ช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ในสังคมได้อย่างถูกต้องแท้จริง คณะศิษย์ฯ จึงไม่อาจยอมให้สิ่งใด/บุคคลใดเข้ามาเป็นอุปสรรคกีดขวางทางเดินแห่งธรรมได้โดยเด็ดขาด

 

          คณะศิษย์ฯ ขอให้สาธารณชนพึงทราบว่า ข้อเรียกร้องข้างต้นนี้ มิได้เกิดขึ้นด้วยความโกรธเคืองคิดผูกเวรภัยแก่ผู้ใดทั้งสิ้น หากแต่จำเป็นต้องเดินตามแนวทางของบัณฑิตและตามธรรมที่องค์หลวงตาได้เมตตาไว้ เพิ่อรักษาประโยชน์สูงสุดของชาติบ้านเมือง

 

          จึงแถลงการณ์มาเพื่อกรุณาทราบโดยทั่วกัน

 

                                 ศาสตราจารย์ ดร.รัตนา ศิริพานิช

                    ในนามคณะศิษยานุศิษย์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

                                            ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๘

 

============================

ภาพจำลองสังคมไทย

 

============================

 

แถลงการณ์ฉบับที่ ๖ / ๒๕๕๘

 

เรื่อง กลุ่มข้าราชการ "รุมกินโต๊ะ" สถานีเสียงธรรมฯ วัดค่ายพม่า จ.สิงห์บุรี

 

 

            ด้วยปรากฏข้อเท็จจริงเมื่อต้นปี ๒๕๕๕ ว่า สถานีวิทยุธุรกิจคลื่นเพลงแห่งหนึ่งในสิงห์บุรี ซึ่งได้ก่อตั้งและเริ่มประชาสัมพันธ์คลื่น FM103.35 ต่อสาธารณชนทางเฟซบุ๊คของตนเมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๔ จากนั้นประสงค์จะแย่งชิงคลื่น FM103.25 ของสถานีเสียงธรรมฯ วัดค่ายพม่า ที่เกิดขึ้นก่อนไปเป็นของตน จึงสั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้ามาข่มขู่คุกคามถึงภายในวัดบีบบังคับให้ใช้คลื่นอื่น ทั้งๆ ที่ทราบเป็นอย่างดีว่าคลื่น FM103.25 ของวัดแห่งนี้เป็นคลื่นที่ชาวสิงห์บุรีได้ร่วมใจกันถวายต่อองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ณ กุฏิองค์หลวงตา ครั้นเมื่อไม่ได้ดั่งใจก็หวังประทุษร้ายให้มรดกธรรมองค์หลวงตาฯ พินาศทำลายด้วยข้อกฎหมายที่ตนอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบ โดยเข้าร้องเรียนต่อ กสทช.เขต ๑ (นนทบุรี) และให้การอันเป็นเท็จเพื่อหวังใส่ร้ายป้ายสีคลื่นธรรมะ FM103.25 ของวัดว่าเป็นคลื่นที่ตรงกับคลื่นธุรกิจของตน (ความจริงคือ FM103.35) กสทช.เขตซึ่งเสแสร้งแกล้งไม่เข้าใจก็จะได้ถือเอาเป็นเหตุแห่งการเล่นงานทางกฎหมายด้วยเหตุผลที่โก้หรูดูเป็นธรรมว่า "จะส่งผลให้เกิดการรบกวนกัน"

            จากนั้นเมื่อวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ กสทช.เขต ก็ได้ออกตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายด้วยการใช้เครื่องจับ Spectrum อย่างหยาบ (ภาพประกอบ-หากจะตรวจจับให้ถูกต้องแม่นยำอย่างแท้จริงต้องใช้เครื่องมือ DF มิใช่ Spectrum) เพื่อจะได้ด่วนสรุปตามเป้าประสงค์ที่มีอกุศลในจิตคิดทำลายคลื่นธรรมะ แม้ตนเองจะทราบเป็นอย่างดีก็ตามว่า การใช้เครื่องมือและวิธีการเพียงเท่านี้ไม่ชอบด้วยหลักวิชาการทางเทคนิคอย่างแท้จริงก็หาได้ละอายแก่ใจไม่ ดังนั้น สถานีเสียงธรรมฯ วัดค่ายพม่า FM103.25 จ.สิงห์บุรี จึงถูก กสทช.เขตแจ้งความดำเนินคดีตามเป้าด้วยโทษความผิดที่เสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาให้ว่า คลื่นธรรมะแห่งนี้ได้ใช้เครื่องส่งและใช้คลื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน คุณแม่ชีในวัยชราที่มีอายุมากถึง ๖๔ ปีแล้วในฐานะเป็นเจ้าบ้านจึงตกเป็นผู้ต้องหาอย่างโหดเหี้ยมอำมหิตที่สุด โดยที่คุณแม่ชีไม่เคยเปิดหรือปิดและไม่เคยรู้เรื่องระบบเครื่องส่งแม้แต่น้อย

            หากแต่ในขณะเดียวกัน สถานีวิทยุธุรกิจคลื่น FM103.35 ที่ก่อตั้งขึ้นภายหลังหวังช่วงชิงเอาคลื่น FM103.25 ไปเป็นของตน ซึ่งก็ใช้เครื่องส่งและใช้คลื่น FM103.35 โดยไม่มีใบอนุญาตจากเจ้าพนักงาน กลับไม่ถูกเจ้าหน้าที่ กสทช.เขตเข้าทำการตรวจสอบไปด้วยในขณะที่ได้ออกตรวจพื้นที่ในเขตจังหวัดสิงห์บุรีในคราวเดียวกันนั้น การก่อกรรมหนักในพระพุทธศาสนายังไม่หยุดเพียงเท่านั้น เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๗ ฝ่ายทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ กสทช.เขต ก็ได้ลุแก่อำนาจบุกรุกเข้าไปในสถานีเสียงธรรมฯ วัดค่ายพม่า จ.สิงห์บุรี และได้ยึดเอาสมบัติของสงฆ์ไปถึง ๒ ชิ้น (เครื่องรับสัญญาณดาวเทียม และเครื่อง Mixer) ทั้งที่ทราบดีว่าสิ่งนั้นมิใช่ของผิดกฎหมาย ที่น่าอดสูที่สุดก็คือ ขณะนั้นสถานีดังกล่าวก็มิได้ทำการออกอากาศแต่อย่างใดทั้งสิ้นก็ยังจะยึดเอาของสงฆ์ไปให้จงได้ สิ่งนี้แสดงถึงเจตนาที่มีอกุศลอย่างแรงกล้า นั้น

            คณะศิษยานุศิษย์องค์หลวงตาฯ ได้พิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวแล้วพอจะสรุปได้ว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างพากัน "รุมกินโต๊ะ" มรดกธรรมขององค์หลวงตาอย่างถึงที่สุด แต่กลับจงใจละเว้นปฏิบัติหน้าที่เข้าตรวจสอบการใช้คลื่นที่ไม่มีใบอนุญาตของสถานีวิทยุธุรกิจคลื่นเพลง FM103.35 อย่างน่าสมเพชเวทนาอย่างที่สุดกว่าที่เครือข่ายเสียงธรรมแห่งใดในประเทศไทย คณะศิษย์ฯ ได้ร่วมกันพิจารณากรณีดังกล่าวโดยยึดถือพระธรรมวินัย จารีตประเพณีชาวพุทธ และข้อกฎหมายเป็นสำคัญ จึงมีมติให้เรียกร้องดังนี้

            ๑. พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า "เมื่ออนารยชนก่อกรรมชั่ว อารยชนใช้อาชญาหักห้ามการกระทำนั้น เป็นการสั่งสอน หาใช่เป็นเวรไม่ บัณฑิตทั้งหลายเข้าใจกันอย่างนี้" และโดยที่ประกาศ กทช. ที่มีผลบังคับใช้ในขณะนั้นได้ห้ามสถานีที่ประสงค์จะออกอากาศทุกแห่งมิให้มีโฆษณาทางธุรกิจอย่างเด็ดขาด แต่ต้องกระจายเสียงรายการที่เป็นประโยชน์สาธารณะเท่านั้น เงื่อนไขดังกล่าวจึงสอดคล้องกับ "คลื่นธรรมะ" วัดค่ายพม่า FM103.25 อย่างสมบูรณ์ แต่ขัดแย้งกับ "คลื่นเพลง" FM103.35 ชนิดตรงกันข้าม เฉพาะอย่างยิ่ง การใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาข่มขู่พระสงฆ์ด้วยวิธีการแบบนักเลงโตทั้งๆ ที่เป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ต้องมีจิตสำนึกเพื่อ "ชาติ ศาสน์ กษัตริย์" ยิ่งกว่าสามัญชน แต่กลับใช้หน้าที่การงานของพระองค์เข้าโอบอุ้ม "คลื่นเพลงที่ผิดกฎหมาย"

            คณะศิษย์ฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่กลุ่มนี้ที่สมคบคิดกับ "คลื่นเพลง" นั้น ผิดทั้งทางโลกและทางธรรมอย่างร้ายแรง จึงมีมติให้ร้องขอความเป็นธรรมต่อรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๑ และสำนักงาน กสทช.เขตและส่วนกลาง เพื่อให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดแก่สถานีวิทยุธุรกิจคลื่น FM103.35 และแก่เจ้าหน้าที่กลุ่มนี้ที่เข้ามาข่มขู่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

            ๒. หากการดำเนินการในข้อ ๑. มีความล่าช้า ในเบื้องต้นคณะศิษย์ฯ ประสงค์จะรวบรวมรายชื่อเพื่อถอดถอนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกคน ทุกหน่วยงาน ที่ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ กระทำการปู้ยี่ปู้ยำมรดกธรรมขององค์หลวงตาฯ อย่างหาได้มีความเคารพยำเกรงไม่ แต่เมื่อพิจารณาถึงบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญในขณะนี้มิได้รองรับไว้ จึงมีมติให้ร้องทุกข์กล่าวโทษไปยัง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี โปรดพิจารณาปลดออกจากราชการหรือโยกย้ายไปทำหน้าที่อื่นที่ไม่ก่อเวรภัยในพระพุทธศาสนาอันเป็นที่เคารพบูชาของคณะศิษย์และพี่น้องชาวไทยอีกต่อไปได้

            ๓. คณะศิษย์ฯ ขอยกย่อง “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” ที่มีใจเป็นธรรม เมื่อทราบถึงการ "รุมกินโต๊ะ" ดังกล่าว ก็เร่งด่วนทำหนังสือส่งทางโทรสารเพื่อตักเตือนเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีภูธรอำเภอพรหมบุรี ให้ทราบถึงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในการเผยแผ่ธรรมะว่าเป็นสิ่งสำคัญจำเป็นที่สุดของมนุษย์และของสังคม อย่าลุแก่อำนาจทางกฎหมายเข้ารุมกินโต๊ะ "คลื่นธรรมะ" แห่งนี้อย่างเด็ดขาด มิฉะนั้น ประชาชนจะไม่ยอมรับถือว่าล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนในการฟังธรรมของประชาชน

            คณะศิษย์ฯ ขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนจับตาการดำเนินคดีของสถานีภูธรอำเภอพรหมบุรีต่อ "คลื่นเพลง" อย่างใกล้ชิดว่า ในเมื่อเจ้าพนักงานทราบชัดเจนมีพยานเอกสารครบถ้วนในความผิดที่ได้สำเร็จลงแล้วในคดีอาญาของ "คลื่นเพลง" แห่งดังกล่าวที่ใช้เครื่องส่งและใช้คลื่นโดยไม่มีใบอนุญาต และมีการโฆษณาที่ขัดต่อประกาศ กทช. สถานีตำรวจแห่งนี้จะละเว้นปฏิบัติหน้าที่ด้วยเห็นแก่ความเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยกันหรือไม่อย่างไร ขอให้ติดตามอย่างใกล้ชิดที่สุด

            ๔. ข้อความในแถลงการณ์นี้เป็นไปด้วยความสัตย์จริง มีพยานหลักฐานพยานบุคคลครบสมบูรณ์ คณะศิษย์ฯ มิได้กระทำการด้วยความโกรธเคืองคิดผูกเวรภัยแก่ผู้ใด หากแต่จำเป็นต้องเดินตามแนวทางของบัณฑิตและตามธรรมที่องค์หลวงตาได้เมตตาไว้

            ประการสำคัญ คณะศิษย์ฯ ประสงค์จะให้ความเลวร้ายทั้งหลายที่เกิดขึ้นในจังหวัดที่เคยเสียหายจากภัยคุกคามของประเทศพม่าแห่งนี้ ได้ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์แห่งพระพุทธศาสนาชาติไทยว่าสมัยปัจจุบันภัยคุกคามต่อความมั่นคงในสถาบันหลักของชาติที่วัดค่ายพม่าแห่งนี้ มิได้เกิดจากคนพม่าอีกต่อไป หากแต่เกิดขึ้นจากฝีมือกลุ่มข้าราชการไทยของเรานี่เอง จึงขอให้แถลงการณ์นี้เป็นคติเตือนใจแก่ลูกหลานไทยในวันหน้าให้รู้เท่าทันถึงความเลวร้ายของกลุ่มคนที่เห็นแก่ผลประโยชน์ในทางธุรกิจของตนยิ่งกว่า "ชาติ ศาสน์ กษัตริย์"

            ๕. เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้ศึกษาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม คณะศิษย์ฯ จึงขอนำเอกสารหลักฐานบางส่วนมาแสดง ณ โอกาสนี้

            จึงแถลงการณ์มาเพื่อกรุณาทราบโดยทั่วกัน

 

                                    ศาสตราจารย์ ดร.รัตนา ศิริพานิช

                          ตัวแทนคณะศิษยานุศิษย์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

                                           ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๘

 

============================

 

สำนวนทราบข้อกล่าวหาของแม่ชีในฐานะเป็นเจ้าบ้านสถานีเสียงธรรมฯ วัดค่ายพม่า FM103.25 จ.สิงห์บุรี

ซึ่งถูก กสทช.เขตแจ้งความดำเนินคดี

 

 

 

============================

 

ภาพแสดงการเปลี่ยนแปลงคลื่นตามอำเภอใจ และภาพในเฟซบุ๊คของคลื่นเพลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

 

 

เฟซบุ๊คแสดงการใช้คลื่นความถี่เปลี่ยนแปลงไปมาตามอำเภอใจในช่วงเวลาต่างๆ กัน

(สถานีที่ใช้คลื่น .35 หรือ .6 บ่งบอกถึงพฤติการณ์ได้อย่างชัดเจนในวงการวิทยุว่า สถานีนี้หาคลื่นว่างไม่ได้ จึงตั้งค่าคลื่นที่คั่นกลางกินเลนคลื่นของสถานีอื่นๆ จงใจรบกวนผู้อื่นอย่างไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคม)

 

คลื่นเพลง FM103.35 เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2554

 

เฟซบุ๊คแสดงการใช้คลื่นความถี่เปลี่ยนแปลงไปมาตามอำเภอใจในช่วงเวลาต่างๆ กัน

(สถานีที่ใช้คลื่น .35 หรือ .6 บ่งบอกถึงพฤติการณ์ได้อย่างชัดเจนในวงการวิทยุว่า สถานีนี้หาคลื่นว่างไม่ได้ จึงตั้งค่าคลื่นที่คั่นกลางกินเลนคลื่นของสถานีอื่นๆ จงใจรบกวนผู้อื่นอย่างไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคม)

คลื่นเพลง FM103.35 เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2555

 

เฟซบุ๊คแสดงการใช้คลื่นความถี่เปลี่ยนแปลงไปมาตามอำเภอใจในช่วงเวลาต่างๆ กัน

(สถานีที่ใช้คลื่น .35 หรือ .6 บ่งบอกถึงพฤติการณ์ได้อย่างชัดเจนในวงการวิทยุว่า สถานีนี้หาคลื่นว่างไม่ได้ จึงตั้งค่าคลื่นที่คั่นกลางกินเลนคลื่นของสถานีอื่นๆ จงใจรบกวนผู้อื่นอย่างไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคม)

คลื่นเพลง FM103.6 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2556

 

เฟซบุ๊คแสดงการใช้คลื่นความถี่เปลี่ยนแปลงไปมาตามอำเภอใจในช่วงเวลาต่างๆ กัน

(สถานีที่ใช้คลื่น .35 หรือ .6 บ่งบอกถึงพฤติการณ์ได้อย่างชัดเจนในวงการวิทยุว่า สถานีนี้หาคลื่นว่างไม่ได้ จึงตั้งค่าคลื่นที่คั่นกลางกินเลนคลื่นของสถานีอื่นๆ จงใจรบกวนผู้อื่นอย่างไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคม)

คลื่นเพลง FM103 เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2557

 

 

============================

 

เครื่องมือ DF ที่ใช้ตรวจจับให้ถูกต้องแม่นยำ

 

 

 

 

============================

หนังสือแสดงความคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของคณะกรรมการสิทธิมนุยชนแห่งชาติในการกระจายเสียงเผยแผ่ธรรมะของสถานีเสียงธรรมฯ วัดค่ายพม่า FM103.25 อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี

 

 


<< BACK

หน้าแรก