หนังสือตอบจาก ฯพณ.ฯ นายกรัฐมนตรี กรณีแผนความถี่วิทยุฯ / มติสงฆ์จากจตุรทิศ
Posted Date : วันที่ 15 ก.ย. 2558 เวลา 18:30 น.

 

===============================

                                         =======================================

 

 

=================

 

=================================

มูลนิธิเสียงธรรมฯ และคณะศิษย์เข้าแจ้งความ

กรณี กสทช.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ออกร่างแผนความถี่ที่ขัดต่อกฎหมาย

 

 

=================================

 

 

 

 

 

 

============================

 

 

เหตุใดคณะศิษย์จึงเรียก "ร่างแผนความถี่วิทยุฯ ของ กสทช." ว่า "สุดอุบาทว์" และร่างฯ ที่ดีควรเป็นแบบใด

เชิญชมภาพจำลองเปรียบเทียบแผนความถี่ฯ ระหว่าง คณะศิษย์ กับ กสทช.

ขอเชิญร่วม vote ฝ่ายใดเป็น ธรรม : อธรรม ?

 

 

======================================

 

เลขที่ ม.ธ.ป.๑๐๖๘/๒๕๕๘                                                            มูลนิธิเสียงธรรมเพื่อประชาชนฯ

                                                                                            สำนักงานใหญ่  ๓๐๙/  หมู่

                                                                                            ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี

                                                       ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๘

เรื่อง          มูลนิธิเสียงธรรมเพื่อประชาชนฯ และประชาชนจำนวน ๓๐๑,๐๑๘ คน ร่วมคัดค้านร่างแผนความถี่วิทยุและมาตรฐานทางเทคนิคสำหรับกิจการวิทยุกระจายเสียงระบบเอฟเอ็ม (Practical Principle and Technical Standards for FM Planning)

เจริญพร     ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

อ้างถึง        การจัดประชุมของ กสทช.เพื่อรับฟังความเห็นสาธารณะต่อแผนความถี่วิทยุและมาตรฐานทางเทคนิคสำหรับกิจการวิทยุกระจายเสียงระบบเอฟเอ็ม (Practical Principle and Technical Standards for FM Planning) ในวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๘ ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์

สิ่งที่ส่งมาด้วย  

               ๑. รูปภาพประชาชนพร้อมกล่องรายชื่อ ๑๕๑,๗๖๗ คน (คัดสำเนาจากศาลปกครองกลาง) ร่วมแสดงเจตนาไม่ยอมรับร่างแผนความถี่ FM ฉบับใหม่ เนื่องจากเอื้อประโยชน์กำลังส่งและความสูงเสาแก่ “วิทยุรายเดิม” ให้เอาเปรียบ “วิทยุรายใหม่” เป็นการถาวร แผนฉบับนี้จะส่งผลเป็นการทำลายและจำกัดพื้นที่กระจายเสียง “วิทยุธรรมะ” ให้คับแคบตีบตันตลอดไป

               ๒. รูปภาพประชาชนพร้อมกล่องรายชื่อ ๑๔๙,๒๕๑ คน ร่วมแสดงเจตนาไม่ยอมรับร่างแผนความถี่ FM ฉบับใหม่ ฯ พร้อมหน้าเว็บไซต์หลวงตาแสดงรายชื่อประชาชนอีกจำนวน ๒๘,๙๒๖ คน ไม่ยอมรับความไม่เสมอภาคในการใช้คลื่นความถี่  (http://www.luangta.com/1million/complete.php)

               ๓. แถลงการณ์คณะศิษยานุศิษย์องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ฉบับที่ ๘/๒๕๕๘ วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๘ เรื่อง แผนความถี่วิทยุฉบับใหม่ จะกระทบต่อการฟังเสียงธรรมของประชาชนหนักยิ่งกว่าเดิม และแผนภาพเปรียบเทียบการจัดสรรคลื่นความถี่ตามร่างแผนฯ นี้ กับการจัดสรรคลื่นความถี่ตามแบบที่คณะศิษย์ฯเสนอ

               ๔. ITU-R Recommendation BS.412-9 : Planning standards for terrestrial FM sound broadcasting at VHF

               ๕. ITU-R BS.450-3 “Transmission standards for FM sound broadcasting at VHF”

               ๖. ITU-R BS.599 recommendation in “Directivity of antennas for the reception of sound broadcasting in band 8 (VHF)”

               ๖. ElectroMagnetic Compatibility (EMC) standard for radio equipment and services EN 301 489-11

               ๗. Nuts and Bolts of FCC FC Allocation

          ตามที่ กสทช.ได้ว่าจ้างบริษัท  LS Telecom Limited ให้เป็นที่ปรึกษาในร่างแผนความถี่วิทยุและมาตรฐานทางเทคนิคสำหรับกิจการวิทยุกระจายเสียงระบบเอฟเอ็ม (Practical Principle and Technical Standards for FM Planning) ตามกรอบ TOR ที่ กสทช.กำหนด โดย กสทช.ได้รับรองร่างแผนฯแล้ว จึงนำมาสู่การประชาพิจารณ์ ความละเอียดตามเว๊บไซต์ของ กสทช. เป็นที่ทราบโดยทั่วกันแล้วนั้น

          ​มูลนิธิเสียงธรรมเพื่อประชาชน ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้ศึกษาร่างแผนความถี่วิทยุระบบเอฟเอ็มฉบับใหม่นี้ เห็นว่า ร่างเผนความถี่ฯ ไม่เป็นตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ และยังเป็นร่างแผนที่ขัดต่อคำให้การของ กสทช. ที่มีต่อศาลปกครองอีกด้วยว่า การกำหนดมาตรฐานทางเทคนิคแบบ ๒ มาตรฐานเกิดความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมดังที่ปรากฏในประกาศ กสทช.ที่เกี่ยวกับวิทยุกระจายเสียงนั้นเป็นเพียงการชั่วคราว แต่เมื่อจัดทำร่างแผนความถี่วิทยุระบบเอฟเอ็มฉบับใหม่กลับยังคงเอื้อประโยชน์กำลังส่งและความสูงเสาแก่ “วิทยุรายเดิม” ให้เอาเปรียบ “วิทยุรายใหม่” เป็นการถาวร แผนฉบับนี้ย่อมจะส่งผลเป็นการทำลายและจำกัดพื้นที่กระจายเสียง “วิทยุธรรมะ” ให้คับแคบตีบตันตลอดไป พฤติการณ์ไม่ชอบธรรมดังกล่าวจึงขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย และขัดต่อเสียงคัดค้านจากประชาชนที่ลงลายมือชื่อพร้อมเลขบัตรประชาชนจำนวน ๓๐๑,๐๑๘+ ๒๘,๙๒๖ คน

          มูลนิธิเสียงธรรมเพื่อประชาชนฯ และประชาชนจำนวน ๓๐๑,๐๑๘+ ๒๘,๙๒๖ คน จึงร่วมคัดค้านร่างแผนความถี่วิทยุและมาตรฐานทางเทคนิคสำหรับกิจการวิทยุกระจายเสียงระบบเอฟเอ็ม (Practical Principle and Technical Standards for FM Planning) ฉบับนี้ พร้อมกับแถลงการณ์คณะศิษยานุศิษย์องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ฉบับที่ ๘/๒๕๕๘ วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๘ เรื่อง แผนความถี่วิทยุฉบับใหม่ จะกระทบต่อการฟังเสียงธรรมของประชาชนหนักยิ่งกว่าเดิม รูปภาพแสดงกล่องรายชื่อประชาชนที่ร่วมคัดค้านร่าง และเอกสารทางเทคนิค ได้แก่มาตรฐาน ITU จำนวน ๓ ฉบับ มาตรฐาน EMC จำนวน ๑ ฉบับ และเอกสารวิจัยศึกษาการจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุระบบ FM ของ FCC ซึ่งเป็นองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ในสหรัฐอเมริกา เพื่อประกอบเหตุผลในการคัดค้านดังต่อไปนี้

          ๑. เป็นร่างแผนความถี่วิทยุระบบเอฟเอ็มที่ขัดต่อกฎหมาย เนื่องจาก โอบอุ้มจับจองที่เจาะจงไว้เพื่อวิทยุรายเดิม  มิใช่ร่างแผนความถี่วิทยุที่รองรับสถานีวิทยุทั้ง ๓ ประเภทด้วยมาตรฐานทางเทคนิคที่มีความเสมอภาค มิได้เข้าสู่ระบบโดยพร้อมเพรียงกันด้วยหลักเกณฑ์เดียวกัน และยังมิใช่แผนความถี่ที่เกิดจากการเรียกคืนความถี่เพื่อจัดสรรใหม่ อีกด้วย

          กฎหมายบัญญัติให้ กสทช. จะต้องจัดสรรคลื่นความถี่ให้เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ แต่เพื่อมิให้กระทบกระเทือนต่อสัญญา สัมปทานที่ภาครัฐได้ทำไว้แล้ว กฎหมายจึงได้คุ้มครองการประกอบกิจการของวิทยุเอฟเอ็ม รายเดิมไปก่อน จนกว่าสัญญาสัมปทานที่ได้ทำไว้จะสิ้นสุดลง อย่างไรก็ตาม กสทช.จะต้องตรวจสอบความชอบด้วยสัญญาสัมปทาน และแจ้งผลของการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของสัญญาสัมปทานนั้นต่อสาธารณชน และ เรียกคืนความถี่มาเพื่อนำไปจัดสรรใหม่ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย มาตรา ๘๒ และมาตรา ๘๓  แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. ๒๕๕๓  ซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่ กสทช.ได้ใช้อ้างต่อศาลหลายครั้งว่า ต้องรอให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของสัญญาสัมปทานนั้นให้แล้วเสร็จก่อน ทั้ง ๆ ที่ล่วงเลยกำหนดเวลาในแผนแม่บทกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๕๕ - ๒๕๕๙) มานานหลายเดือนแล้ว

          แต่นอกจาก กสทช. จะไม่เรียกคืนคลื่นความถี่เพื่อเริ่มทำการจัดสรรใหม่โดยพร้อมเพรียงกันด้วยหลักเกณฑ์เดียวกันแล้ว กสทช.ยังจับจองแก่วิทยุรายเดิมก่อนและยังเพิ่มกำลังส่งให้แก่วิทยุรายเดิมอีกหลายสถานีจากเดิมที่เคยขออนุญาตไว้ในแผนความถี่วิทยุกระจายเสียงระบบ เอฟ. เอ็ม. ของประเทศ พ.ศ. ๒๕๒๘ อีกด้วย โดยไม่มีเหตุผลใดที่จะอธิบายได้ว่า ทำไม กสทช.จึงเพิ่มกำลังส่งให้แก่วิทยุรายเดิม โดยไม่มีกฎหมายรองรับ และยังไม่มีหลักประกันด้วยว่าวิทยุรายเดิมเหล่านั้นจะประกอบกิจการด้วยตนเองจริงหรือไม่ หรือยังจะใช้ระบบเดิมที่ให้สัมปทาน สัญญา หรือใบอนุญาตแก่เอกชนได้ ซึ่งย่อมผิดกฎหมาย

          การที่ กสทช. ได้รับรองร่างแผนคลื่นความถี่ของบริษัทที่ปรึกษานี้แล้วจึงได้นำมาให้ประชาชนมาร่วมแสดงความเห็นนั้น ทั้ง ๆ ที่ กสทช.ได้เรียนต่อศาลไว้ ประหนึ่งว่า จะเป็นแผนความถี่ทำให้เกิดความเสมอภาคเป็นธรรม แต่กลับปรากฏว่า กลับเป็นแผนความถี่วิทยุระบบเอฟเอ็ม ที่ยังคงโอบอุ้มวิทยุรายเดิม แม้กฎหมายจะไม่ได้คุ้มครองอีกต่อไปแล้วก็ตาม ทำให้เป็นร่างแผนความถี่ฯ ที่มูลนิธิฯ และประชาชนมิอาจจะยอมรับได้

          พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความและกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.๒๕๕๓

            มาตรา ๘๒ เมื่อมีการแต่งตั้ง กสทช. แล้ว ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐหรือบุคคลใดที่ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่หรือใช้คลื่นความถี่เพื่อการประกอบกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มีหน้าที่แจ้งรายละเอียดการใช้ประโยชน์คลื่นความถี่ รวมทั้งเหตุแห่งความจำเป็นในการถือครองคลื่นความถี่ต่อ กสทช. ตามหลักเกณฑ์ และระยะเวลาที่ กสทช. กำหนด

                ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐ แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญา รวมถึงอายุสัญญาและค่าสัมปทานหรือค่าตอบแทนต่าง ๆ ตามการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญานั้น ต่อ กสทช. ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กสทช. กำหนด และให้ กสทช. ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการอนุญาต สัมปทานหรือสัญญานั้น พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลและผลการตรวจสอบให้สาธารณชนทราบ

                มาตรา ๘๓ ผู้ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่หรือใช้คลื่นความถี่เพื่อการประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ที่ชอบด้วยกฎหมาย อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและได้ปฏิบัติตามมาตรา ๘๒ แล้ว ให้ถือว่าได้รับอนุญาตจาก กสทช. ตามพระราชบัญญัตินี้ และให้กสทช. กำกับดูแลให้ผู้ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่หรือใช้คลื่นความถี่นั้นปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้กฎหมายอื่นและตามหลักเกณฑ์ที่ กสทช. กำหนด ทั้งนี้ จนกว่าจะถึงกำหนดที่ต้องคืนคลื่นความถี่ตามวรรคสาม

                ความในมาตรา ๔๓ มิให้ใช้บังคับกับส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่นำคลื่นความถี่ที่ได้รับจัดสรรไปให้ผู้อื่นประกอบกิจการโดยการอนุญาต สัมปทาน หรือตามสัญญาที่ชอบด้วยกฎหมายและให้ผู้ได้รับอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาประกอบกิจการต่อไปได้เฉพาะในช่วงระยะเวลาที่เหลืออยู่ตามการอนุญาต สัมปทาน หรือตามสัญญานั้น

                ให้ กสทช. กำหนดระยะเวลาที่แน่นอนในการให้ผู้ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่หรือใช้คลื่นความถี่คืนคลื่นความถี่ดังกล่าวเพื่อนำไปจัดสรรใหม่หรือปรับปรุงการใช้คลื่นความถี่ตามที่กำหนดไว้ในแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ตามมาตรา ๔๘ โดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะและความจำเป็นของการประกอบกิจการและการใช้คลื่นความถี่ ทั้งนี้ ให้นำเหตุแห่งความจำเป็นในการถือครองคลื่นความถี่ตามที่ได้รับแจ้งตามมาตรา ๘๒ มาพิจารณาประกอบด้วย

          ๒. กสทช.ให้ข้อมูลของสถานีวิทยุที่ได้รับอนุญาตในออกอากาศในระบบเอฟเอ็มไม่ครบถ้วน ทำให้ร่างแผนความถี่ระบบเอฟเอ็มนี้ ไม่ถูกต้อง ไม่สามารถนำมาใช้ได้ในประเทศไทย

          บริษัทที่ปรึกษาระบุว่า กสทช.ได้ให้ไฟล์ชื่อ “FM_Database V16 150857 (ERPGaindBW)” แสดงถึงสถานีวิทยุเอฟเอ็มปกติที่มีอยู่ในปัจจุบัน (existing regular FM stations) เพื่อใช้ในการจัดทำร่างแผนความถี่ระบบเอฟเอ็ม แต่ปรากฏว่า เป็นเพียงสถานีวิทยุรายเดิม ๓๑๔ สถานี 

          การที่ กสทช.กระทำราวกับว่า สถานีวิทยุอื่นที่ได้รับอนุญาตออกอากาศจาก กสทช.ไม่มีตัวตนนั้น เป็นการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ด้วยเหตุว่า แม้สถานีวิทยุรายเดิมจะได้รับสิทธิคุ้มครอง แต่อยู่ภายใต้หลักการจะต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการ ซึ่งเป็นหลักการที่ กสทช.ได้เรียนต่อศาลปกครองกลางเอาไว้แล้ว แต่ก็ยังไม่ปรากฏว่า สถานีวิทยุรายเดิมทั้ง ๓๑๔ สถานี ยังไม่มีสถานีใดที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงแม้แต่รายเดียว

          นอกจากนี้ แม้ TOR ที่ กสทช.กระทำกับบริษัทที่ปรึกษา จะกำหนดให้จัดสรรคลื่นให้กับกิจการ       ๓ ประเภทคือ บริการสาธารณะ บริการชุมชน และธุรกิจ แต่ กสทช.กลับให้รับข้อมูลของสถานีวิทยุเพียง ๓๑๔ สถานี แล้วยังไม่ได้ระบุด้วยว่า สถานี ๓๑๔ สถานีนี้อยู่ในประเภทใด บริษัทที่ปรึกษาจึงสันนิษฐานเอาว่า สถานีทั้ง ๓๑๔ สถานีนี้จะเป็นประเภทบริการสาธารณะและธุรกิจ เหตุที่ กสทช.ระบุไม่ได้ว่า สถานีวิทยุรายเดิมใดเป็นประเภทใด ก็เพราะยังไม่ได้รับใบอนุญาตนั่นเอง สิ่งนี้เป็นการยืนยันอย่างชัดเจนว่า วิทยุรายเดิมไร้สถานภาพทางกฎหมายภายใต้พระราชบัญญัติเดียวกัน

          ๓. มาตรฐานทางเทคนิคตามร่างแผนความถี่ฯ จะเป็นการคุ้มครองรัศมีการออกอากาศของคลื่นรายเดิม ทำให้สถานีข้างเคียงไม่อาจจะออกอากาศได้

          ​มูลนิธิเสียงธรรมฯ ได้หารือกับผู้เชี่ยวชาญ และได้นำเอกสารทางเทคนิค ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย ๔.- ๗. มาประกอบการพิจารณา จึงพบว่า หากยินยอมให้ใช้คลื่นรายเดิมใช้ กำลังส่ง ERP และสายอากาศตามที่กำหนดไว้ในแผน (ไม่ต้องให้ถึง ๔๐,๐๐๐ วัตต์ตามที่กำหนดในร่างแผน ฯ) เพียงเท่านี้ ก็จะกระทบต่อสถานีข้างเคียงซึ่งแม้กำหนดให้ใช้กำลังส่ง ERP  ๒๐,๐๐๐ วัตต์ และสายอากาศ ๑๒๐ เมตร ได้ ก็ไม่สามารถออกอากาศได้จริงอีกต่อไป ทั้งนี้เนื่องจาก ด้วยมาตรฐาน ITU ย่อมบังคับให้ระยะห่างระหว่าง ๒ สถานีที่ใช้คลื่นเดียวกัน และ ๒ สถานีที่ใช้คลื่นใกล้เคียงกัน ต้องอยู่ไกลออกไปจนไม่มีสถานีอื่นใดสามารถตั้งอยู่ในกทม.และปริมณฑลได้แม้แต่สถานีเดียว จึงเป็นแผนฯ ที่สร้างมาปลอมๆ เพื่อเอื้อประโยชน์อย่างมหาศาลแก่ "วิทยุรายเดิม" เท่านั้น วิทยุอื่นถูกพังทลายเสียสิ้นในทางเทคนิคภายใต้มาตรฐาน ITU

          ดังนั้น ควรลดมาตรฐานทางเทคนิคลงทั้ง "วิทยุรายเดิม" และ "วิทยุรายใหม่" ให้มีความเสมอภาคกันภายใต้มาตรฐาน ITU อย่างแท้จริง เพื่อให้ทุกสถานีตามคลื่นความถี่ที่จัดสรรใหม่ สามารถออกอากาศได้

          นอกจากนี้ รายละเอียดอื่นในการคัดค้านปรากฏใน แถลงการณ์คณะศิษยานุศิษย์องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ฉบับที่ ๘/๒๕๕๘ วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๘ เรื่อง แผนความถี่วิทยุฉบับใหม่ จะกระทบต่อการฟังเสียงธรรมของประชาชนหนักยิ่งกว่าเดิม

           ​จึงเจริญพรมาเพื่อโปรดทราบ และแก้ไขร่างแผนคลื่นความถี่ระบบเอฟเอ็มเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ และสอดคล้องกับกฎหมายที่บัญญัติไว้ด้วย จักขอบคุณยิ่ง

                                                ขอเจริญพรมาพร้อมหนังสือนี้

                                                              

                                                (พระมนฑน์จิตต์เกษม ธัมมธโร)

                                            กรรมการมูลนิธิเสียงธรรมเพื่อประชาชน       

                                      ทำการแทนประธานมูลนิธิเสียงธรรมเพื่อประชาชนฯ

 

ประสานงาน : ๐๔๒๒๑๔๑๑๔

 

ภาพประชุมของ กสทช.เพื่อรับฟังความเห็นสาธารณะต่อแผนความถี่วิทยุและมาตรฐานทางเทคนิคสำหรับกิจการวิทยุกระจายเสียงระบบเอฟเอ็ม (Practical Principle and Technical Standards for FM Planning) ในวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๘ ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์

 

======================================

 

 

 

=================================

 

แถลงการณ์ฉบับที่ ๘/๒๕๕๘
เรื่อง "ร่างแผนความถี่ฉบับใหม่" ส่งผลกระทบต่อการฟังเสียงธรรมหนักยิ่งกว่าเดิม

          ตามที่ประชาชนผู้สนใจฟังธรรมได้เข้าพึ่งอำนาจศาลปกครอง กรณี กสทช. ออกประกาศพิพาทไม่ชอบด้วยกฎหมายลิดรอนสถานีวิทยุให้มีกำลังส่งเพียง ๕๐๐ วัตต์ เสา ๖๐ เมตร และยังละเลยหน้าที่ ไม่ออกประกาศวิทยุภาคประชาชนในเชิงความสนใจร่วมกัน ซึ่ง กสทช. อ้างว่า ผู้ประกอบการรายเดิม (๓๑๔ สถานี) มีมาตรฐานเทคนิคที่ได้เปรียบกว่ามากเพราะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย กสทช. ยังอ้างอีกด้วยว่า แม้เป็นคลื่นธรรมะก็จะใช้คลื่นความถี่ตามอำเภอใจมิได้ และจะกระทบต่อสิทธิของรายเดิมก็มิได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม กสทช. ยืนยันต่อศาลว่า มาตรฐานเทคนิคตามประกาศพิพาทซึ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมเช่นนี้เป็นเพียงการทดลองชั่วคราวในช่วงเปลี่ยนผ่านเท่านั้น

          ส่วนประเด็นไม่ออกประกาศวิทยุภาคประชาชนในเชิงความสนใจร่วมกันนั้น กสทช. ได้อ้างว่าตนมิได้ละเลยหน้าที่ ต่อเมื่อทำการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกอบการรายเดิมแล้ว ตนจะคืนคลื่นความถี่และนำมาจัดสรรใหม่ตามแผนความถี่ฉบับใหม่ในทันที ซึ่งบัดนี้ "ร่างแผนความถี่วิทยุฉบับใหม่" ก็ได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว (รายละเอียดตามเอกสารที่แนบและไฟล์ที่ลิงค์มานี้) นั้น

          คณะศิษยานุศิษย์องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ได้นำคำกล่าวอ้างของ กสทช. ดังกล่าวขึ้นพิจารณาโดยยึดถือความจำเป็นแห่งพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นรากฐานนำสังคมไทยให้เกิดศีลธรรมอันดีงามและความสงบเรียบร้อย เมื่อได้ศึกษา "ร่างแผนความถี่วิทยุฉบับใหม่" แล้วมีมติให้ออกแถลงการณ์ดังนี้

          ๑. การกล่าวอ้างของ กสทช. เกี่ยวกับความเห็นของพยานผู้เชี่ยวชาญ ๓ องค์กร อันได้แก่ บริษัทวิทยุการบินจำกัด กรมประชาสัมพันธ์ และกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ นั้น มีความบกพร่องด้วยเจตนาที่ขาดหิริโอตตัปปะอย่างมาก เหตุใดจึงปิดบังอำพรางความจริงที่เป็นคุณเป็นประโยชน์ต่อคลื่นธรรมะซึ่งจะส่งผลดีต่อประเทศชาติและประชาชนด้วยเล่า?  ทั้งนี้ พยาน ๒ องค์กรหลังได้ยืนยันความเห็นต่อศาลไว้อย่างชัดเจนว่า สถานีวิทยุที่ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะนั้น เห็นควรให้ กสทช. ใช้มาตรการ "ข้อ ๘ วรรคท้าย" ปรับปรุงมาตรฐานเทคนิคให้เกิดความเหมาะสม โดยไม่ต้องถูกลิดรอนกำลังส่งหรือเสาลง

          คณะศิษย์ฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ กสทช. ปิดบังอำพรางความจริงที่สำคัญต่อคลื่นธรรมะและต่อประเทศชาติเช่นนี้ไว้ เป็นการตอกย้ำถึงการเอื้อประโยชน์ในทางมิชอบ และจะส่งผลให้เกิดความเสียหายร้ายแรงในระยะยาวแก่ประเทศชาติและประชาชนที่หนักที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งพระพุทธศาสนาชาติไทย กล่าวง่ายๆ กสทช. เหยียบ "คลื่นธรรมะ" แต่ยก "คลื่นเพลง" ขัดแย้งต่อความเห็นของพยานผู้เชี่ยวชาญแห่งคดี

          ๒. แม้จนบัดนี้ยังไม่ปรากฏหลักฐานใดๆ ทั้งสิ้นอันสามารถยืนยันได้ว่าผู้ประกอบการรายเดิม (๓๑๔ แห่ง) มีใบอนุญาตจาก กสช. และ กทช. แล้วจริง ก็ในเมื่อไม่มีหลักฐานใบอนุญาตดังกล่าวมายาวนานหลายปี เปรียบได้กับการขับรถที่ไม่มี “ใบขับขี่” ตลอดมา

          คณะศิษย์ฯ จึงเห็นว่า บรรดาผู้ประกอบรายเดิม ๓๑๔ สถานี ล้วนมิใช่ผู้ประกอบการที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงย่อมไม่อาจได้รับความคุ้มครองใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าด้วยกฎหมายฉบับใดๆ หาก กสทช. ฝ่าฝืนเข้าไปทำการรับรองย่อมจะมีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ประการสำคัญ ความบกพร่องเหล่านี้เข้ากันได้กับหลักการที่ กสทช. ได้ให้การไว้ต่อศาลเรื่อยมาว่า หลักกฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการวิทยุต้องได้รับ "ใบอนุญาต" เท่านั้น ซึ่งเมื่อความจริงได้ปรากฏขัดแจ้งแล้วว่า คลื่นรายเดิม ๓๑๔ สถานีล้วนขัดแย้งต่อหลักกฎหมายนี้ ดังนั้น การประกอบการของคลื่นรายเดิมจึงเป็น "โมฆะ"

          ๓. ความ "โมฆะ" ของ "คลื่นรายเดิม" ตามข้อ ๒ แทนที่จะเริ่มต้นใหม่ด้วยเดินเข้าสู่กระบวนการจัดสรรคลื่นความถี่แบบเสมอภาคเท่าเทียมกัน แต่เมื่อคณะศิษย์ได้พิเคราะห์ดู "ร่างแผนความถี่วิทยุฉบับใหม่" แล้วกลับมีสาระสำคัญที่เลวร้ายอย่างยิ่ง สรุปได้ว่า "คลื่นรายเดิม ๓๑๔ สถานี" (ตามภาพประกอบ) ได้พากันจับจองคลื่นความถี่ไว้ในแผนจนหมดสิ้นแล้ว โดยยังผูกขาดมาตรฐานทางเทคนิคที่เอารัดเอาเปรียบ "คลื่นธรรมะ" ไว้อย่างไร้หิริโอตตัปปะ ไม่เพียงเท่านั้น "ร่างแผนความถี่ฯ" ฉบับนี้ ยังจะส่งผลร้ายต่อบรรดา "คลื่นรายใหม่ทุกแห่ง" ในเขตกทม.และปริมณฑล จะถูก "คลื่นรายเดิม" แย่งความถี่ไปใช้จนหมดสิ้น ไม่เหลือที่ว่างให้ผู้ประกอบการรายใหม่อีกต่อไปเป็นการถาวร ทั้งนี้หาก "คลื่นรายใหม่" ประสงค์จะใช้คลื่นในเขตพื้นที่ดังกล่าว ก็จะถูกบีบบังคับให้เป็นประเภทวิทยุชุมชน (Community Station) ขนาดเล็กเท่านั้น ห้ามใช้มาตรฐานเทคนิคทัดเทียม "คลื่นรายเดิม" เป็นอันขาด

          คณะศิษย์ฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า  คำกล่าวที่ กสทช. อ้างต่อศาลตลอดมาว่า ประกาศลดกำลังส่งและเสาเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวเท่านั้น จึงได้รับการพิสูจน์แล้วในบัดนี้ว่า เป็นการกล่าวด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อศาล "ร่างแผนความถี่ฯ" ฉบับนี้จึงเป็นหลักฐานยืนยันความเป็น "นักโป้ปดระดับโลก" ของ กสทช. และยังผลาญงบประมาณแผ่นดินด้วยการยืมมือบริษัทต่างชาติให้เข้ามาทำ "ร่างแผนความถี่ฉบับอุบาทว์" นี้อีกด้วย

          ๔. "ร่างแผนความถี่ฉบับอุบาทว์" ตามข้อ ๓ เป็นการสนับสนุนประกาศพิพาทของตนในคดีว่าเป็นไปโดยมิชอบ ตอกย้ำการเหยียบย่ำ "คลื่นธรรมะ" และรังแกประชาชนผู้สนใจฟังธรรมให้ไม่ได้รับความเป็นธรรมสาหัสยิ่งขึ้น

          คณะศิษย์จึงเห็นว่า กสทช. มีเจตนาร้าย หวังให้ผู้ประกอบการ "รายเดิม" และ "รายใหม่" ได้รับสิทธิที่เหลื่อมล้ำกันอย่างสาหัสรุนแรงยิ่งกว่าเดิม พฤติการณ์ของ กสทช. ดังกล่าวจึงขัดแย้งต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และยังขัดแย้งต่อแนวนโยบายของ คสช. และรัฐบาล อย่างสิ้นเชิง

          ๕. โดยข้อเท็จจริง มูลนิธิเสียงธรรมฯ ได้รับการยอมรับจากฝ่ายนิติบัญญัติให้ตรากฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ที่รับรองสถานภาพ “วิทยุภาคประชาชนในเชิงความสนใจร่วมกัน” ที่เสมอภาคทัดเทียมกับ "คลื่นรายเดิม" ในทุกกรณี ส่งผลให้มาตรฐานเทคนิคต้องเท่าเทียมกันโดยสมบูรณ์

          คณะศิษย์ฯ เห็นว่า  พฤติการณ์ที่ กสทช. ได้ "ร่างแผนความถี่ฉบับอุบาทว์" โดยมีเจตนาฝ่าฝืนบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าวให้จงได้นี้ บ่งบอกถึงความหน้าไม่อายต่อประชาชีประหนึ่ง “การแก้ผ้าล่อนจ้อนอยู่กลางตลาด” ฉะนั้น พฤติการณ์ที่ กสทช. ละเลยต่อหน้าที่ทั้งๆ ที่รู้และเข้าใจดีเช่นนี้ ถือเป็นลักษณะของ "คนเก้อยาก"

          ๖. ข้อกฎหมายที่เป็นสาระสำคัญจำเป็นอย่างที่สุดต่อ "การปฏิรูปศาสนา" ก็คือ กสทช. ต้องปฏิบัติตามแนวนโยบายของรัฐบาลและ คสช. ในการทำนุบำรุงพระศาสนา ซึ่งมติคณะรัฐบาลก็ได้รับรองอย่างเป็นทางการในผลการประชุมระหว่างหน่วยงานของรัฐกว่า ๑๐ แห่งว่า กสทช. ต้องไม่ลดทอนประสิทธิภาพการกระจายเสียงของ "คลื่นธรรมะ" ที่มีมาแต่เดิม หากแต่บัดนี้ กสทช. กำลังจะตระบัดสัตย์คิดกระทำการฝ่าฝืนข้อกฎหมายดังกล่าวจนหมดสิ้น ไม่ว่าจะอ้าง "ประกาศพิพาท" หรือ "แผนความถี่ฉบับอุบาทว์" ก็ตาม

          ๗. หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระมหาเถระผู้เป็นปรมาจารย์แห่งวงกรรมฐาน ได้เมตตาปรารภธรรมไว้อย่างเด็ดว่า "หาคนดีมีศีลธรรมในใจ หายากยิ่งกว่าเพชรนิลจินดา ได้คนเป็นคนดีเพียงคนเดียว ย่อมมีคุณค่ามากกว่าเงินเป็นล้านๆ เพราะเงินเป็นล้านๆ ไม่สามารถทำความร่มเย็นให้แก่โลกได้เหมือนได้คนดีทำประโยชน์"

          คณะศิษย์ฯ จึงเห็นตรงกันอย่างสุดจิตสุดใจว่า การจัดสรรคลื่นความถี่ของ กสทช. ตาม "แผนความถี่ฉบับอุบาทว์" ในครั้งนี้ มีความขัดแย้งกับหลักธรรมในพระพุทธศาสนาอย่างเลวร้ายที่สุด และหาก กสทช. ยังคงยืนยันในแนวคิดที่อุบาทว์ดังกล่าวอยู่ร่ำไปเช่นนี้ กสทช. จะกลายเป็นผู้ประทุษร้ายได้ก่อกรรมทำเข็ญที่หนักที่สุดแก่สังคมไทยให้ถึงซึ่งความวิบัติฉิบหาย วิบากกรรมของผู้ปฏิบัติหน้าที่ใน กสทช. คราวนี้จะส่งผลให้ประสบภพภูมิแห่งสัตว์นรกเป็นที่สุดแห่งชีวิต หากไม่ทบทวนเสียใหม่

          จึงแถลงการณ์มาให้ทราบโดยทั่วกัน พร้อมเป็นข้อคิดเตือนใจแก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย โปรดพิจารณาทบทวนโดยเร็วที่สุดก่อนจะสายเกินแก้

 

                                        ศาสตราจารย์ ดร.รัตนา ศิริพานิช

                    ในนามคณะศิษยานุศิษย์องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

                                                 ๙ มิถุนายน ๒๕๕๘

 

 

=================

 

 

 

 

 

เอกสารจาก กสทช. คลิกลิงค์เพื่อดาวน์โหลด แผนความถี่วิทยุและมาตรฐานทางเทคนิคสำหรับกิจการวิทยุกระจายเสียงในระบบ เอฟ.เอ็ม. 
  • Practical Principle and Technical Standards for FM Planning
  • Appendix C Station Coverage
  • เอกสารประกอบการบรรยาย


<< BACK

หน้าแรก