แถลงการณ์ ๑๓ และ ๑๔ เรื่อง นายกฯ กับกรณีปัญหาวิทยุเสียงธรรม
Posted Date : วันที่ 6 ธ.ค. 2558 เวลา 12:19 น.

 

แถลงการณ์ฉบับที่  ๑๔/๒๕๕๘

เรื่อง นายกรัฐมนตรีกับกรณีปัญหา “วิทยุเสียงธรรม”

 

ตามที่คณะศิษย์ทั้งฝ่ายสงฆ์และคฤหัสถ์ ได้อดทนพากเพียรยื่นหนังสือเพื่อร้องทุกข์กรณีปัญหา “วิทยุเสียงธรรม” ต่อพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ทั้งในฐานะหัวหน้า คสช. หรือนายกรัฐมนตรี ในราว ๕๐ ครั้ง ตลอด ๑ ปี ๖ เดือน ไม่นับความพยายามที่จะติดต่อขอเข้าหารืออีกหลายครั้ง ซึ่งแม้จะเพียรถึงเพียงนี้ก็หาได้เกิดผลดีใดๆ ไม่ จนอาจกล่าวโดยไม่ผิดเพี้ยนไปจากความจริงได้ว่า ตลอด ๑๒ ปีนับแต่องค์หลวงตาฯ เมตตารับเป็นประธานก่อตั้งวิทยุเสียงธรรมเป็นต้นมา สถานะของวิทยุเสียงธรรมในขณะนี้อยู่ในจุดเลวร้ายและวิกฤตที่สุดกว่ายุคสมัยใด

 

ด้วยเหตุนี้ คณะศิษย์จึงตัดสินใจ “ร่วมจับมือเป็นหนึ่งเดียว” เข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ เพื่อร้องขอให้ช่วยแก้ปัญหา ๑๕ สถานีถูกปิดกั้น และ ๔๙ สถานีจะถูกบั่นเสาอากาศ โดยได้ประกาศอย่างเปิดเผยชัดแจ้งด้วยว่าเป็น “การร้องขอครั้งสุดท้าย” จากนี้ไปแม้จะฝืนใดเพียงใด คณะศิษย์ก็ต้องยึดถือเอามรดกธรรมและคำสั่งสอนซึ่งเป็น “มติขององค์หลวงตาฯ” เป็นที่ตั้งแห่งการดำเนินงาน โดยต่างงดเว้นความคิดเห็นส่วนตัวซึ่งต่างมากมูนไปด้วยกิเลสอยู่เต็มหัวใจ มิให้นำมาใช้เป็นเครื่องตัดสิน

 

คณะศิษย์ยังประกาศให้ทราบในวันเดียวกันนั้นด้วยว่า หากนายกรัฐมนตรียังคงเพิกเฉยต่อมรดกธรรมขององค์หลวงตาฯ อีกต่อไป คณะสงฆ์ก็จำต้องน้อมนำหลักพระธรรมวินัยมาพิจารณา “คว่ำบาตร” ส่วนคณะศิษย์ทั่วประเทศครึ่งล้านรายชื่อก็จำต้องเข้าถวายฎีกาต่อในหลวงซึ่งทรงเป็นที่ “ปลงใจได้” ขององค์หลวงตาฯ ทั้งนี้เนื่องจากองค์หลวงตาฯ ได้เน้นย้ำอย่างหนักแน่นและเด็ดขาดหลายครั้งหลายหนว่า

 

“ผู้ที่มาสกัดลัดกั้นวิทยุเสียงธรรมฯ ถือเป็นมหาภัยต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์อย่างร้ายแรง”

 

คำเทศน์เตือนขององค์หลวงตาฯ ที่ผ่านมานั้น มีความแม่นยำสามารถนำพาชาติบ้านเมืองให้ผ่านพ้นจากวิกฤติมาได้จนเป็นที่ประจักษ์มาแล้วหลายวาระ ประการสำคัญ “วิทยุเสียงธรรม” ถือเป็นเจตนารมณ์สำคัญสูงสุดของการออกมาช่วยชาติขององค์หลวงตาฯ ถึงกับถือว่าเป็น “เจดีย์ธรรม” ฉะนั้น คณะศิษย์จึงไม่อาจยอมรับบุคคลหรือองค์กรใดที่จะมาเป็นอุปสรรคต่อ “เจดีย์ธรรม” อันทรงค่าชิ้นนี้ได้ ไม่มีเว้นแม้แต่นายกรัฐมนตรี

 

อย่างไรก็ตาม อาจมีผู้เคารพต่อองค์หลวงตาฯ แต่ยังไม่เข้าใจหรือซาบซึ้งเพียงพอในพระธรรมคำสอนขององค์หลวงตาฯ จึงยกเอามติความเห็นส่วนตัวเข้ามาตัดสินแทนพระธรรมคำสอนขององค์หลวงตาฯ แท้ๆ ทั้งที่เมตตาเตือนไว้แบบเฉียบขาดชัดเจนยิ่งกว่ากรณีอื่นๆ

 

ดังนั้น คณะศิษย์จึงจำเป็นต้องออกแถลงการณ์ ดังต่อไปนี้

๑. นายกรัฐมนตรีอยู่ในฐานะที่เกี่ยวข้องกับ “วิทยุเสียงธรรม” ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ดังนี้

- ต้องเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยวิทยุกระจายเสียงทุกฉบับ ซึ่งต้องควบคุม กสทช. ให้ปฏิบัติตามกฎหมายโดยเคร่งครัด จึงต้องห้าม กสทช. มิให้ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ หรือเลือกปฏิบัติอย่างที่กระทำอยู่

- ต้องปฏิบัติตามแนวนโยบายของรัฐที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาว่าด้วยการอุปถัมภ์พระศาสนา จึงต้องห้าม กสทช. ปิดกั้นทำลาย

- ต้องเคารพในสิทธิมนุษยชนว่าด้วยการใช้คลื่นความถี่ จึงต้องห้าม กสทช. เข้ามาล่วงละเมิดสิทธิ

- ต้องเคารพในหลักกฎหมาย จึงต้องสั่งการให้ กสทช. บังคับใช้กฎหมายแก่ “คลื่นธรรม” อย่างทัดเทียมกับ “คลื่นทุน” ห้ามเอื้อประโยชน์แก่ “คลื่นทุน” ปล่อยให้ใช้กำลังส่งหรือเสาได้อย่างเสรีเกินกว่าที่จดทะเบียนไว้

- ต้องเคารพในคำสั่งสอนขององค์หลวงตาฯ ที่ชี้ชัดอย่างที่สุดว่า กสทช. คือมหาภัยต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การออกกฎเกณฑ์ต่างๆ ล้วนมีผลกระทบเป็นการสกัดลัดกั้น “วิทยุเสียงธรรม” อย่างรุนแรงตลอดมา จึงต้องยุติความเป็นมหาภัยของ กสทช. ที่มีต่อสถาบันทั้ง ๓ อย่างสิ้นเชิง

- ต้องเคารพในมติสงฆ์กรรมฐานจากจตุรทิศ และเคารพเสียงประชาชนจำนวนมากซึ่งล้วนเป็นผู้เทิดทูนสถาบันทั้ง ๓ ของชาติอย่างแท้จริง

 

๒. หากนายกรัฐมนตรียังเพิกเฉยปล่อยให้ กสทช. ปิดกั้นทำลาย “วิทยุเสียงธรรม” จนส่งผลกระทบต่อ ๑๕ สถานี และ ๔๙ สถานี อยู่ต่อไป ก็เท่ากับมีเจตนาชัดเจนที่จะฝ่าฝืนสิ่งดีงามทั้งทางโลกทางธรรมในข้อ ๑. ซึ่งเมื่อเป็นนายกรัฐมนตรีผู้มีอำนาจเต็ม ก็ยิ่งไม่อาจพ้นจากความรับผิดชอบและโทษความผิดทั้งในทางธรรม ทางกฎหมาย หรือแม้กระทั่งในมาตรฐานทางจริยธรรมดังที่กล่าวมาแล้วได้

คณะศิษย์ไม่อาจยอมรับผู้ที่ขัดแย้งทั้งคติโลกและคติธรรมถึงเพียงนี้ได้ ทั้งนี้มิใช่ด้วยอคติส่วนตัว แต่ได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้วโดยธรรม

 

          ๓. หากสถานะในทางธรรมของนายกรัฐมนตรีได้ผ่านการพิจารณาโดยคณะสงฆ์แล้วมีมติว่าเป็น “โมฆะ” ห้ามสงฆ์คบค้าสมาคมด้วย  คณะศิษย์ซึ่งได้พิจารณาแล้วเช่นกันว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็หาได้เป็นปัญหาไม่ เนื่องจาก บัดนี้มีสมาชิกรัฐสภาอยู่อย่างครบถ้วนถือเป็นตัวแทนประชาชนชาวไทยอย่างสมบูรณ์ จึงย่อมมีสิทธิจะสรรหาและลงมติคัดเลือกบุคคลผู้มีคุณสมบัติดีเลิศ เป็นที่ยอมรับของพระสงฆ์และประชาชนอย่างกว้างขวาง เพื่อเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนได้ 

 

คณะศิษย์ไม่ยึดติดตัวบุคคล ขอเพียงเป็นนายกรัฐมนตรีที่ซื่อสัตย์สุจริต มีความเทิดทูนใน ๓ สถาบันอย่างแท้จริงมิใช่ลมปาก และขอได้อย่าขัดแย้ง ปีนเกลียว หรือดื้อรั้น ต่อโอวาทคำสั่งสอนขององค์หลวงตาฯ เท่านั้นก็เป็นที่พอใจแล้ว  ทั้งนี้มิใช่เพื่อเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีของคณะศิษย์ แต่เป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อประโยชน์สูงสุดที่จักบังเกิดแก่เยาวชนและประชาชนของชาติ เป็นผู้ยังความมั่นคงทั้ง “ทางวัตถุ” เฉพาะอย่างยิ่งความมั่นคง “ทางจิตใจ” มาสู่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อย่างแท้จริง ไม่เห็นแก่ “ทุน” หรือเห็นแก่ “กิเลส” ยิ่งกว่า “ธรรม”

 

๔. ในวาระสุดท้ายนี้ หากนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันเข้ามาเจรจาแก้ปัญหาจนกระทั่งผู้นำใน กสทช. ได้กลับประพฤติเป็นคนดี ด้วยการยุติปัญหาการปิดกั้น ๑๕ สถานี และการทำลาย ๔๙ สถานีแก่ “วิทยุเสียงธรรม” ให้คืนความสุขในทางพระพุทธศาสนามาสู่พี่น้องชาวไทยได้ดังเดิมแล้วไซร้

 

คณะศิษย์จะเชื่อมั่นอย่างไม่งมงายด้วยมีผลเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันเป็นผู้เทิดทูนต่อ ๓ สถาบันไม่ดื้อรั้นต่อโอวาทธรรมขององค์หลวงตาฯ อย่างแท้จริง คณะศิษย์จะกราบขอเมตตาต่อคณะสงฆ์โปรดน้อมนำพระธรรมวินัยเข้าพิจารณา “หงายบาตร” แก่ผู้นำใน กสทช. ที่เคยหลงผิดไป เพื่ออนุเคราะห์เขาให้พ้นจากโทษในทางศาสนาในทันที ผลดีในเรื่องนี้ยังหนุนนำให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่บุคคลอื่นๆ ในองค์กร กสทช. ให้ความเศร้าหมองมลายหายไปด้วย และยังจะเป็นแบบอย่างอันดีงามในการร่วมกันสร้างบรรยากาศแห่งความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในชาติไทยของเราให้จิรังสถาพรสืบไป

 

จึงแถลงการณ์มาเพื่อกรุณาทราบโดยทั่วกัน

 

ศาสตราจารย์ ดร.รัตนา ศิริพานิช

ในนามคณะศิษย์องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

๖ ธันวาคม ๒๕๕๘

 

 

 

 

=======================================

 

 

แถลงการณ์ฉบับที่ ๑๓/ ๒๕๕๘

เรื่อง เรียกร้อง "นายกรัฐมนตรี "ในฐานะรักษาการตามพ.ร.บ.วิทยุทุกฉบับ ให้บังคับใช้กฎหมายแก่กลุ่ม "วิทยุรายเดิม(คลื่นทุน)" โดยเคร่งครัด อย่าเลือกปฏิบัติอย่างที่กระทำอยู่

 

ด้วยปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนหลายแขนงว่า องค์กรการบินพลเรือนของสหรัฐอเมริกา (FAA) ได้ประกาศลดระดับมาตรฐานการบินพลเรือนของประเทศไทยจากประเภทที่ ๑ เป็นประเภทที่ ๒ ด้วยเหตุตรวจสอบพบมาตรฐานการบินของไทยไม่เป็นไปตามมาตรฐานองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (IKO) ซึ่งการลดอันดับดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อกิจการการบินของไทยในสหรัฐอเมริกา นั้น

ข่าวดังกล่าวนี้ได้ถูกขยายความให้เกินจริงเพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการเลือกโจมตี "กำลังส่งและความสูงเสา" ของกลุ่ม "วิทยุชุมชน" หรือ "วิทยุรายใหม่" ว่าเป็นต้นเหตุแห่งการรบกวนวิทยุการบินอีกวาระหนึ่ง โดยจงใจที่จะไม่แตะต้องและไม่ยอมกล่าวถึงกลุ่ม "คลื่นหลัก" หรือ "วิทยุรายเดิม(คลื่นทุน)" แม้แต่น้อย เนื่องจากเป็นเจตนาเดิมๆ ที่มุ่งใส่ร้ายป้ายสีเฉพาะกลุ่ม "วิทยุรายใหม่" ให้ต้องกลายเป็นแพะรับบาปในเรื่องนี้แต่เพียงฝ่ายเดียว นับเป็นการบิดเบือนความจริงอย่างรุนแรงหวังให้ผู้ไม่มีความรู้ในเรื่องนี้เกิดความเข้าใจผิดและตั้งแง่รังเกียจ "วิทยุรายใหม่" จากความอันเป็นเท็จที่ถูกขยายผลในลักษณะดังกล่าว

คณะศิษย์ได้พิจารณาโดยธรรม จึงขอแถลงการณ์ให้ผู้รักความเป็นธรรมได้ทราบความจริง ดังนี้

๑. นายกรัฐมนตรี อยู่ในฐานะเป็นผู้รักษาการตามพ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงฯ พ.ศ. ๒๕๕๑ และตามพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. ๒๕๕๓ จึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบในการกระทำใดๆ ของ กสทช. ที่ใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ เลือกปฏิบัติ และฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว

การเพิกเฉยของนายกรัฐมนตรีที่ปล่อยปละ ไม่เข้มงวดให้ กสทช. ปฏิบัติตามกฎหมายโดยเคร่งครัด ยิ่งหากพระสงฆ์และประชาชนจำนวนมากได้ทำหน้าที่ทักท้วงแล้วก็ตาม ย่อมถือเป็นความผิดของนายกรัฐมนตรีตามกฎหมายโทษฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยตรง และความผิดฐานไม่ฟังเสียงประชาชน

๒. หาก "กำลังส่งและความสูงเสา" ที่เกินมาตรฐานเทคนิคซึ่งได้จดทะเบียนไว้กับทางราชการคือต้นเหตุที่แท้จริงของการรบกวนวิทยุการบินจริงแล้วไซร้ เหตุใดรัฐบาลและ กสทช. จึงไม่บังคับใช้กฎหมายดังกล่าวอย่างเข้มงวดแก่กลุ่ม "วิทยุรายเดิม(คลื่นทุน)" ให้ลดกำลังส่งและความสูงเสาตรงตามที่ได้จดทะเบียนไว้กับกรมไปรษณีย์โทรเลข (ตามแผนความถี่วิทยุระบบ FM ของประเทศ พ.ศ. ๒๕๒๘) ในที่นี้ขอยกตัวอย่างเพียงรายเดียวจากนับร้อยๆราย

สถานีทหารบก FM94 กทม. ได้ให้สัมปทานกับ "ค่ายเพลงใหญ่" ทั้งที่ยังปิดบังอำพรางวันสิ้นอายุและรายละเอียดสำคัญอื่นๆ อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมาย แต่เพราะเหตุใดสถานีแห่งนี้จึงสามารถใช้กำลังส่งสูงถึง ๒๐,๐๐๐ วัตต์ ทั้งที่จดทะเบียนไว้เพียง ๑,๐๐๐ วัตต์ได้ โดย กสทช. ไม่ดำเนินคดี และเพราะเหตุใดรัฐบาลและ กสทช. จึงไม่โพนทะนาออกข่าวว่า ทั้ง "คลื่นหลัก(คลื่นทุน)" และ "วิทยุชุมชน" ต่างก็สามารถเป็นต้นเหตุแห่งการรบกวนวิทยุการบินซึ่งจะกระทบต่อมาตรฐานความปลอดภัยทางการบินได้ด้วยกัน ทำไมต้องเลือกปิดบังความจริงของกลุ่ม "คลื่นหลัก" ทั้งที่ทำผิดกฎหมาย

คณะศิษย์จึงขอสอบถามไปยัง นายกรัฐมนตรี และ กสทช. ที่ทราบชัดเจนแล้วว่ามีความเห็นตรงกัน ดังนี้

หากใช้คลื่นของรัฐ "ขัด" กับที่ได้จดทะเบียนไว้เพื่อ "กระตุ้นกิเลส" แล้ว จะ "ไม่ถือ" เป็นการรบกวนวิทยุการบินใช่หรือไม่

แต่หากใช้คลื่นที่ว่างอยู่ "ตรง" ตามที่ได้จดทะเบียนไว้เพื่อ "ขัดเกลากิเลส" จะ "ถือ" เป็นความผิดขั้นร้ายแรงที่รบกวนวิทยุการบินใช่หรือไม่

๓. คณะศิษย์ขอให้ทุกท่านร่วมสังเกตุว่า ความพยายามที่จะบิดเบือนปล่อยข่าวให้ผู้ไม่มีความรู้เกิดความหลงผิดคิดว่า "วิทยุรายใหม่" เป็นผู้ต้องหาเพียงฝ่ายเดียว แต่ปิดบังความจริงที่ "วิทยุรายเดิม(คลื่นทุน)" ได้ฝ่าฝืนมาตรฐานเทคนิคโดยใช้กำลังส่งและความสูงเสาเกินกว่าที่จดทะเบียนไว้ แต่ กสทช. ก็ไม่เคยถือเป็นความผิดฐานรบกวนวิทยุการบินแต่อย่างใดทั้งสิ้น

คณะศิษย์จึงสรุปได้ชัดเจนว่า กสทช. เห็นแก่ "คลื่นทุน" ยิ่งกว่า "คลื่นธรรม" จึงออกกฎระเบียบทั้งหลายเพื่อสนอง "คลื่นทุน" แต่หาญกล้าที่จะเหยียบย่ำทำลาย "คลื่นธรรม" จึงใช้อุบายปิดบังและโป้ปดได้แม้กระทั่งกรณีวิทยุการบิน จากนี้ไปนายกรัฐมนตรีจะปฏิเสธความรับผิดชอบในพฤติการณ์อันมิชอบของ กสทช. ไม่ได้อีกต่อไป

   

จึงแถลงการณ์มาเพื่อกรุณาทราบโดยทั่วกัน

 

                                          ศาสตราจารย์ ดร.รัตนา ศิริพานิช

                          ในนามคณะศิษยานุศิษย์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

                                                ๔ ธันวาคม ๒๕๕๘

 


<< BACK

หน้าแรก