หนังสือถึงฯพณฯ เมื่อมาตรา ๗ แห่งพ.ร.บ.คณะสงฆ์ เป็นโมฆะ // แถลงการณ์ // การดำเนินการของคณะศิษย์ฯ
Posted Date : วันที่ 7 ก.พ. 2559 เวลา 17:39 น.

 

=======================

 

 

 

หลวงตาพระมหาบัวฯ กล่าวว่า

              "การสถาปนา หรือการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชนี้ เป็นภาระหน้าที่และพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ                    เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ไม่มีใครเข้ามาเกี่ยวข้องก้าวก่ายหรือลุกลามแบบต่างๆ ดังที่ปรากฏอยู่เวลานี้เลย ทรงแต่งตั้งด้วยพระองค์เอง และ           ทรงทำหน้าที่ต่อสมเด็จพระสังฆราชก็เป็นพระภาระของพระองค์เอง หรือจะทรงรับสั่งผู้อื่นผู้ใดที่เข้ามาเกี่ยวข้องก็เป็นเรื่องของพระองค์เอง              ไม่เกี่ยวข้องกับผู้หนึ่งผู้ใดที่จะเข้ามาก้าวก่าย นี่เรื่องประเพณีเป็นมาอย่างนี้"

::::::::::::::::::::::::::::::

            จะเห็นได้ว่า "ขนบประเพณีเดิม" ไม่ว่าในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช(อดีตถึงพ.ศ.๒๔๗๕) หรือในระบอบประชาธิปไตยอันมี               พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (พ.ศ.๒๔๗๕ ถึงปัจจุบัน) ก็ตาม

ทั้งสังฆมณฑลและประชาชนต่างมีความจงรักภักดีต่อ "พระมหากษัตริย์" ตลอดมา ไม่เคยมีบุคคลใดบังอาจก้าวล่วงมาก่อน จึงปรากฏ              การสถาปนาพระสังฆราชตามภาพ (ปรับปรุงอีกครั้ง)

====================

เกร็ดความรู้

 (อักขรวิธี-ตัวสะกดตามต้นฉบับ)

====================

บันทึกเกร็ดประวัติเกี่ยวกับการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก           (เจริญ สุวฑฺฒโน) ทรงบันทึกไว้จากคำบอกเล่าของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (หม่อมราชวงศ์ชื่น นพวงศ์ สุจิตฺโต) มีความ    ตอนหนึ่งดังนี้

            “....ตั้งแต่รัชชกาลที่ ๔ พระเจ้าแผ่นดินทรงตั้งพระมหาเถระที่เปนพระอุปัชฌาย์อาจารย์ของพระองค์ ถ้าไม่มี ก็ไม่ทรงตั้ง ในรัชชกาลที่ ๔     ทรงตั้งกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส เพราะทรงนับถือเปนพระอาจารย์ เมื่อกรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ สิ้นพระชนม์แล้ว ไม่ได้ทรงตั้งอีกเลยตลอดรัชชกาล

ในรัชชกาลที่ ๕ จะทรงตั้งกรมสมเด็จพระยาปวเรศฯ พระอุปัชฌาย์ของพระองค์ แต่กรมสมเด็จฯ ทรงขอผัดให้ไหว้พระสวดมนต์ไปก่อน    จนจวนจะสิ้นพระชนม์จึงทรงรับมหาสมณุตฯ ทรงรับประมาณเกือบปีหรือปีกว่า ก็สิ้นพระชนม์ รัชชกาลที่ ๕ ทรงตั้งสมเด็จพระสังฆราชสา           ซึ่งเปนพระกรรมวาจาจารย์ (พระศพกรมสมเด็จฯ เอาไว้นานจนสมเด็จพระสังฆราชสาสิ้นพระชนม์ลงอีก เข้าพระเมรุเดียวกับเจ้านายอีกหลายพระองค์) เมื่อสมเด็จพระสังฆราชสาสิ้นพระชนม์แล้ว ก็ไม่ได้ทรงตั้งอีกตลอดรัชชกาล สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส           ได้ทรงรับมหาสมณุตฯ

            ในรัชชกาลที่ ๖ เพราะทรงเปนพระอุปัชฌาย์ในรัชชกาลที่ ๖....”

 

(ที่มา : บอร์ดสมเด็จพระสังฆราชไทย )

 

                                                                              ========================

                                                       คณะศิษย์ฯ จึงขอให้ยุติการก้าวล่วงต่อพระมหากษัตริย์โดยเด็ดขาด

                                          ขอให้ปฏิบัติตาม "ขนบประเพณีเดิม" ซึ่งสอดคล้องตามหลักพระธรรมวินัย อย่างสมบูรณ์

                                               หากมีผู้สนับสนุนวิธีอื่นใดนอกเหนือจากแนวทางนี้ย่อมเป็นที่ปรากฏชัดเจนว่า

                                                           ผู้นั้นถือเป็น "โมฆะบุรุษ" ผู้กำลังก้าวเดินตามรอยแห่ง "เทวทัต"

    

 

จากแหล่งข้อมูลที่ได้รับมายังไม่ละเอียดเพียงพอ

จึงค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือสูงขึ้น และขอปรับปรุงตามภาพต่อไปนี้

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ตำแหน่งพระสังฆราชมีการว่างเว้นยาวนานถึง ๒ วาระ คือ

๑) วาระที่ ๑

          สมัย ร.๔ – ร.๕ ว่างเว้นนานถึง ๓๘ ปี โดยภายหลังสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๗สิ้นพระชนม์ในปี ๒๓๙๖ ร.๔ มิได้

          สถาปนาพระสังฆราชอีกตลอดรัชสมัย (รวมว่างเว้นยาวนาน ๑๕ ปี)

 

          ต่อมา ร.๕ (ครองราชย์ในปี ๒๔๑๑) ทรงปรารภจะสถาปนาพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นบวรรังสีสุริยพันธุ์ขึ้นเป็นสมเด็จ

          พระสังฆราชองค์ที่ ๘ แต่พระมหาเถระรูปดังกล่าวไม่ทรงรับ ทรงถ่อมตนด้วยพิจารณาเห็นว่า ตนเองยังไม่เหมาะสม ร.๕ จึงโปรด   

          เลื่อนพระอิสริยยศและถวายพระเกียรติยศสูงสุดเท่ากับทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช

 

          ในที่สุดอีก ๒๓ ปี ร.๕ ทรงตัดสินพระทัยสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๘ ในปี ๒๔๓๔ (รวมว่างเว้นยาวนาน

          อีก ๒๓ ปี) และด้วยความมักน้อยของสมเด็จพระสังฆราชพระองค์นี้ ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชในวาระนี้จึงว่างเว้นต่อเนื่อง

          รวมกันยาวนานถึง ๓๘ ปี

๒) วาระที่ ๒

โดยภายหลังการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๙ ร.๕ มิได้สถาปนาพระองค์ใหม่อีกเลยตลอดรัชสมัย

             (รวมว่างเว้นยาวนาน ๑๑ ปี)

 

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

 

            ดังนั้น คำกล่าวขององค์หลวงตาฯ จึงถูกต้องตาม “ขนบประเพณีเดิม” ของชาติไทยเราที่พระมหากษัตริย์ทรงมี

            พระราชอำนาจในการสถาปนาพระสังฆราชอย่างสมบูรณ์ ไม่มีผู้ใดบังอาจแทรกแซงหรือบีบบังคับพระทัยของพระองค์แต่อย่างใด

            การบีบบังคับให้พระมหากษัตริย์ต้องสถาปนาตาม “สมณศักดิ์สูงสุด” เท่านั้น ห้ามวินิจฉัยเป็นอื่น จึงถือเป็น

            การก้าวล่วงต่อพระมหากษัตริย์อย่างร้ายแรงที่สุด ซึ่งองค์หลวงตาฯ คณะสงฆ์กรรมฐาน ตลอดจนคณะศิษย์ฯ ย่อมไม่อาจยอมรับสิ่งผิดทำนองคลองธรรมนี้ได้

 

 

                      

                                         >>ข้อมูลต่อไปนี้ เป็นสิ่งจำเป็นที่ชาวไทยต้องทราบ<<

                       1. ประเพณีเดิมในการสถาปนาสังฆราช แท้จริงเป็นอย่างไร

                       2. พระราชอำนาจก่อนปี 2535 กับภายหลังปี 2535 แท้จริงแตกต่างกันหรือไม่

                       3. ก่อนปี 2535 กับหลังปี 2535 ผู้มีอำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาด แท้จริงแล้วแตกต่างกันหรือไม่

                       4. ตำแหน่งสังฆราช แท้จริงแล้วว่างเว้นได้หรือไม่ เป็นอำนาจของใคร

                       5. มส.ก่อนปี 2535 กับหลังปี 2535 แท้จริงแล้วปฏิบัติหน้าที่แตกต่างกันหรือไม่

 

                                                                               ทั้งนี้ เพื่อท่านจะได้ไม่ถูกต้มตุ๋นหลอกลวงจากการได้รับข้อมูลอันเป็นเท็จ

                        ท่านจะสามารถตัดสินใจได้ด้วยความเป็นธรรม ไม่หลงผิดคิดสร้างบาปกรรมแก่ตน

                                     และจะซาบซึ้งในธรรมคำสอนขององค์หลวงตาฯ ยิ่งๆ ขึ้นไป

                                                                = = = = = = = = = = ==  

                         

                         

 

สังคมกำลังเกิดความสับสนเกี่ยวกับ "ประเพณีเดิม" ในการสถาปนา

พระสังฆราชว่ามีลำดับขั้นตอนที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมอย่างไร?

                                            …….

พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ตามกฎหมายปัจจุบัน (พรบ.สงฆ์ 2535)

เมื่อเปรียบกับตาม "ประเพณีเดิม" เหมือนกันหรือไม่?

                                             …….

ด้วยเหตุนี้หรือไม่ องค์หลวงตาฯ จึงสอนให้เรายึดถือ "ประเพณีเดิม" เทียบเท่า "กฎของชาติ"

 

และยังเมตตาเตือนศิษย์ด้วยว่า ข้อกฎหมาย(พรบ.สงฆ์ 2535) ที่ขัดต่อ

"ประเพณีเดิม" ไม่ให้ยอมรับ ไม่ให้ยึดถือ ไม่มีผลใดๆ (โมฆะ)

 (รายละเอียดแสดงดังภาพ)

vvvvvvv

                           

 

 

         

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอขอบคุณ : ภาพข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ แนวหน้า และไทยโพสต์

 

 

การถวายคืนพระราชอำนาจแด่พระเจ้าอยู่หัวฯ กรณีนี้นั้น หากจะทำให้มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายได้จริง

ทั้ง "รัฐบาล" และ "สมาชิกรัฐสภา" จะต้องมีมติให้ปรับปรุงแก้ไขพ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับปัจจุบันในมาตรา ๗ และ ๑๐ ก่อน เพื่อตราเป็นกฎหมายบังคับใช้ต่อไป

จึงขอนำข้อเสนอของคณะศิษย์ฯ มาเปิดเผยต่อสาธารณชนให้เห็นรูปธรรมยิ่งขึ้น (เฉพาะในมาตรา ๗ ก่อน) ดังนี้

>>>>>>>> 

**หมายเหตุ

:: เหตุผลที่ปรับปรุงแก้ไข ::

- ๑. เพื่อถวายคืนพระราชอำนาจแด่พระมหากษัตริย์ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช มิให้ผู้ใดก้าวล่วงหรือแทรกแซงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง “สถาบันศาสนา” กับ “สถาบันพระมหากษัตริย์” ซึ่งสืบทอดต่อเนื่องกันมานับพันปีถือเป็นโบราณราชประเพณีอันดีงาม

- ๒. เพื่อให้พระราชวินิจฉัยในคุณสมบัติของสมเด็จพระราชาคณะเป็นไปโดยอิสระตามความเหมาะสม มิให้เป็นเงื่อนไขที่เจาะจงตายตัวอันเป็นการบีบบังคับพระราชหฤทัยอย่างมิบังควร

- ๓. เพื่อมิให้คำนึงถึง “อาวุโสโดยสมณศักดิ์” ยิ่งกว่า “อาวุโสโดยพรรษา” และ “คุณธรรม” รวมถึงคุณสมบัติประกอบอื่นๆ ซึ่งเป็นไปตามหลักพระธรรมวินัย

- ๔. เพื่อป้องกันมิให้พระภิกษุหลงใหลฝักใฝ่ในลาภยศหรือสมณศักดิ์ยิ่งกว่าการมุ่งหน้าบำเพ็ญสมณธรรม และป้องกันมิให้อำนาจทางการเมืองเข้าแทรกแซงการสถาปนา

- ๕. เพื่อมิให้สังฆมณฑลและชาวพุทธเกิดความคาดหวังประชันแข่งในตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชอันเป็นเหตุนำไปสู่ความขัดแย้งแตกสามัคคีซึ่งกันและกัน

>>>>>>>> 

========

**ขอเชิญร่วมลงชื่อถวายคืนพระราชอำนาจแด่พระมหากษัตริย์ ในการสถาปนาและปฏิบัติต่อสมเด็จพระสังฆราช เพื่อการธำรงไว้ซึ่งหลักพระธรรมวินัยและโบราณราชพระเพณีอันดีงามสืบไป

=>ท่านสามารถร่วมลงชื่อออนไลน์ได้ คลิกที่นี่ : http://luangta.com/form/rm/

=>ดาวน์โหลดแบบฟอร์มถวายคืนพระราชอำนาจได้ในลิงค์นี้ : http://www.luangta.com/info/news_text.php?cginews_id=656&type

=======

 

 

 

 

 

 

================================

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

==========================================

 

 

 

 

=======================

แถลงการณ์ที่ ๑/๒๕๕๙ :: พระราชอำนาจ(ที่แท้จริง)ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช

 

 

 

 

=======================

 

คณะศิษย์ฯ ยื่นหนังสือต่อรัฐบาล เมื่อ ๒๐ ส.ค. ๔๗ ตามมติประชาชน ๑,๗๑๘,๓๙๙ รายชื่อ เพื่อถวายคืนพระราชอำนาจ

องค์หลวงตาพระมหาบัวฯ มีความเห็นอย่างไร?

กรณีประชาชน 1.7 ล้านรายชื่อ ร่วมแสดงประชามติเพื่อถวายคืนพระราชอำนาจแด่

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช

====================

รับชมคลิป คลิก

(เมตตาแสดงธรรมเพื่อกรณีนี้โดยเฉพาะ)

: 22 กรกฎาคม 2547

: ณ สวนแสงธรรม กรุงเทพมหานคร

====================

คณะศิษย์องค์หลวงตาพระมหาบัวฯ จำนวน ๑,๗๑๘,๓๙๙ รายชื่อ ได้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขข้อกฎหมายโดยเร่งด่วน เพื่อมิให้มีบทบัญญัติที่ขัดแย้งต่อพระธรรมวินัยและต่อราชประเพณีอีกต่อไป

คณะศิษย์ฯ จึงยื่นหนังสือเรียกร้องต่อรัฐบาลเมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๔๗ เพื่อการถวายคืนพระราชอำนาจแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการสถาปนาและปฏิบัติต่อสมเด็จพระสังฆราชในทุกกรณี

โดยขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไข ...คณะสงฆ์ในปี .. ๒๕๓๕ ให้กลับคืนไปใช้ข้อปฏิบัติตามหลักการเดิมใน ..๒๕๐๕ ซึ่งจะได้ไม่ขัดแย้งต่อหลักพระธรรมวินัยและหลักโบราณราชประเพณีอีกต่อไป

คลิปเหตุการณ์ฉบับสมบูรณ์ :: คลิก

คลิปเหตุการณ์บางส่วน :: คลิก


<< BACK

หน้าแรก