ผ้าป่า ๑๒ เมษาฯ” และพิธีมอบ “ทองคำ” ปี ๖๒
Posted Date : วันที่ 2 ก.พ. 2562 เวลา 00:00 น.

สรุปยอด “ผ้าป่า ๑๒ เมษาฯ สืบหน่อต่อแขนงคลังหลวง บูชาคุณองค์หลวงตา” 
ครั้งที่ ๘ ประจำปี ๒๕๖๒ 
รวมทั้งสิ้น ๑๖
,๐๐๙,๔๒๔.๐๒ บาท (,๐๐๔.๗๑ กอง)



          คณะศิษย์องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
ขอเชิญร่วมบุญ “ผ้าป่า ๑๒ เมษาฯ สืบหน่อต่อแขนงคลังหลวง บูชาคุณองค์หลวงตา”
ครั้งที่ ๘ ประจำปี ๒๕๖๒

 

๗ ปีผ่านมา “บุญ ๑๒ เมษา” นำทองคำเข้า “คลังหลวง” ได้ ๔๓ กก. ขาดอีก ๗ กก. (๙ ล้านเศษ) จะครบ ๕๐ กก.

เพื่อให้พี่น้องรักชาติตามอุบายธรรมหลวงตา ร่วมแสดงสามัคคีธรรมมีเป้าหมายตั้งไว้

ในปี ๒๕๖๒ จึงพร้อมใจกันจัดเป็น ผ้าป่า ๕๐๐๐ กองๆ ละ ๒,๐๐๐ บาท

 

กำหนดการ

ณ สวนแสงธรรม กรุงเทพมหานคร

วันเสาร์ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๒ :

๑๕.๓๐ น. ถ่ายทอดสดการเสวนา “คุณูปการกอบกู้ชาติ” ขององค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

๑๙.๐๐ น. สวดมนต์ทำวัตรเย็น ฟังพระธรรมเทศนารำลึกคุณ “โครงการช่วยชาติ” และการรักษาคลังหลวง

.

วันอาทิตย์ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๒ :

๐๗.๓๐ น. พระสงฆ์ออกบิณฑบาต อนุโมทนาให้พร ภัตกิจ

๐๙.๐๐ น. ทอดผ้าป่าบุญประเพณี “๑๒ เมษาฯ สืบหน่อต่อแขนงคลังหลวง บูชาพระคุณองค์หลวงตา”

               พระสงฆ์อนุโมทนาสาธุการความเสียสละเพื่อชาติ เสร็จพิธี

.

ณ วัดป่าบ้านตาด / วัดป่ากกสะทอน จ.อุดรธานี

วันพฤหัสบดี ๑๑ เมษายน ๒๕๖๒ :

๑๙.๐๐ น. สวดมนต์ทำวัตรเย็น ฟังพระธรรมเทศนาองค์หลวงตา บำเพ็ญจิตตภาวนา

.

วันศุกร์ ๑๒ – พุธ ๒๔ เมษายน ๒๕๖๒ :

๐๗.๓๐ น. พระสงฆ์ออกบิณฑบาต

๐๙.๐๐ น. ประชาชนผู้สืบทอดปณิธานองค์หลวงตาและมีใจรักชาติศาสน์กษัตริย์ ถวายผ้าป่าบุญประเพณี “๑๒ เมษาฯ สืบหน่อต่อแขนงคลังหลวง บูชาคุณองค์หลวงตา” ณ ศาลาวัด และอุทิศส่วนกุศลถวายแด่บูรพมหากษัตริย์ไทย ตลอดบรรพชนไทยผู้เสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง

.

พิธีมอบทองคำ : ณ สวนแสงธรรม กรุงเทพมหานคร
วันพฤหัสบดี ๒๕ เมษายน ๒๕๖๒ :

๑๔.๐๐ น. คณะสงฆ์/คณะศิษยานุศิษย์องค์หลวงตา มอบ “ทองคำแท่ง” ที่แปรรูปจากปัจจัยบริจาคในงานบุญประเพณีฯ ต่อผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เข้าสู่ “คลังหลวง”

.

การร่วมบุญ

ผู้ประสงค์จะร่วมบุญ “ผ้าป่าประเพณี ๑๒ เมษาฯ" ได้ทุกปีๆ ละ ๑ ครั้ง (ช่วงเวลาเดียวกันนี้) โดยบริจาคได้ที่

ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาถนนทหาร อุดรธานี บัญชีออมทรัพย์เลขที่ 721-2-36966-6

ชื่อ “วัดป่าบ้านตาด เพื่อบุญ 12 เมษา รักษาคลังหลวงตามปณิธานหลวงตาฯ”

.

ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาถนนทหาร อุดรธานี บัญชีออมทรัพย์เลขที่ 721-240795-1

ชื่อ “วัดป่ากกสะทอน เพื่อบุญ 12 เมษา รักษาคลังหลวงตามปณิธานหลวงตาฯ”

.

หมายเหตุ บัญชีจะถูกปิดในวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๒ เวลา ๑๕.๓๐ น. ถือว่าเสร็จสิ้นงานบุญประเพณีในปีนี้ และจะไม่มีการรับบริจาคเพื่อการนี้อีก จนกว่าจะถึงงานบุญประเพณีในปีถัดไป

งานบุญประเพณี “ผ้าป่า ๑๒ เมษา’

สืบหน่อต่อแขนงคลังหลวง บูชาพระคุณองค์หลวงตา” ประจำปี ๒๕๖๒

 

ความเป็นมาและความสำคัญ

 

สืบเนื่องจากในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ชาติไทยประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจอย่างรุนแรงตกเป็นหนี้สินต่างชาติด้วยเงินมูลค่ามหาศาล องค์หลวงตาเปรียบภาวะดังกล่าวเป็น “สงครามเศรษฐกิจ” ด้วยเมตตาธรรมขององค์ท่านจึงเสียสละออกมาเป็นผู้นำใน “โครงการช่วยชาติ” เทศนาธรรมนำพี่น้องประชาชนไทยให้รักชาติ พร้อมเพรียงสามัคคี และเสียสละด้วยการบริจาค ทองคำและเงินดอลลาร์เข้าคลังหลวง เพื่อเป็นหลักประกันของชาติสืบไป

องค์หลวงตาเมตตาก่อตั้ง “โครงการช่วยชาติ” อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๔๑ ณ สวนแสงธรรม กรุงเทพมหานคร โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จเป็นประธานฝ่ายฆราวาส โครงการช่วยชาติได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวางทั้งจากพระสงฆ์และประชาชนทุกหมู่เหล่าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ต่างมีน้ำใจเสียสละขวนขวายทุ่มเทอย่างจริงจังเพื่อชาติ จนมีผลานิสงส์ยิ่งใหญ่ค้ำชาติไทยให้แคล้วคลาดปลอดภัยหลุดพ้นจากภัยเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว

โครงการช่วยชาติได้ทำพิธีปิดอย่างเป็นทางการ ณ สวนอัมพร บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๔๗ โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเป็นประธานในพิธี อย่างไรก็ตาม แม้องค์ท่านจะได้ยุติการออกเดินทางไปรับผ้าป่าช่วยชาติในสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ พร้อมเทศน์เตือนพระเณรให้เร่งภาวนาตามปฏิปทาที่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้พาดำเนินตลอดมาเพื่อชดเชยช่วงเวลาที่สูญเสียไปจากภาระที่หนักหน่วงของชาติ

แม้โครงการช่วยชาติได้ปิดลง หากแต่ความห่วงใยขององค์หลวงตาต่อคลังหลวง หรือ ทุนสำรองเงินตราว่ามีความสำคัญจำเป็นอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของชาติกลับมิได้ลดน้อยถอยลงไปด้วยแต่อย่างใด ประกอบกับมีความพยายามหลายวาระจากผู้มีอำนาจชุดต่างๆ ที่มักหาอุบายเข้ามาแก้ไขกฎหมายหวังล้วงเอาคลังหลวงไปใช้โดยยกเอาเหตุผลต่างๆ มาเป็นข้ออ้างล่อหลอกประชาชน อาทิ เอาไปลงทุนให้ได้ดอกผลมากขึ้นบ้าง เอาไปใช้ลดหนี้สาธารณะเพื่อพัฒนาประเทศบ้าง เอาไปตั้งเป็นกองทุนเพื่อความมั่งคั่งบ้าง เอาไปแก้ปัญหาภัยธรรมชาติต่างๆ บ้าง หรือแม้กระทั่งเอาคลังหลวงไปใช้แต่เพียงตัวเลขทางบัญชีบ้าง 

ภยันตรายต่างๆ ต่อคลังหลวงเช่นนี้ น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้องค์หลวงตายังต้องอุตส่าห์เมตตารับ “ทองคำน้ำไหลซึม” เข้าสู่คลังหลวงติดตามมาอีกภายหลังปิดโครงการช่วยชาติแล้วดังคำเทศนาเมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๔๘ ว่า

“ เมื่อยังพอเป็นไปได้อยู่เราจึงได้พิจารณา ประสานให้มันค่อยเป็นไปๆ อย่างนี้ เป็นประเภททองคำน้ำซับน้ำซึมไป มันก็ไม่ได้ล่าได้สายอะไรนี่ ไม่รีบไม่ด่วนไม่เร่ง ค่อยเป็นค่อยไป มันก็ค่อยมา.....เราต้องคิดซิ เราอยู่ในบ้านอยู่ในเมือง อยู่ในชาติของเรา เราต้องคิดถึงบ้านถึงเมืองถึงชาติของเรา สังคมครอบครัวของเรา คิดย้อนหน้าย้อนหลังซิเราเป็นเจ้าของ จะอยู่เฉยๆ ไม่เหมาะนะเราเป็นเจ้าของ ปู่ย่าตายายที่ท่านพาถ่อพาพายมาท่านเป็นเจ้าของมา ท่านรับผิดชอบมาเรื่อยๆ แล้วพวกเราลูกหลานไม่รับผิดชอบต่อสายกันไปมันก็ฉิบหายได้ต้องต่อสืบทอดกันไปต้องคิดพวกเรา คิดทุกคนนะ คิดเพื่อความแน่นหนามั่นคงแห่งชาติของตน แล้วยังต้องคิดถึงความสงบสุขของบ้านเมืองอีก ต้องคิดหลายแง่หลายทาง อย่าเอาแต่ความอยากความทะเยอทะยาน ความเอาตามใจชอบๆ ความตามใจชอบมันมีแต่ฝ่ายต่ำนะ ไม่ได้มีฝ่ายสูงคือธรรมแทรกเลย ถ้ามีธรรมแทรกเข้าไป ถึงฝืนก็ฝืนเป็นยาๆ ไปเรื่อย ขมก็ขมเป็นยา เป็นอย่างนั้นนะ จึงควรพิจารณาพี่น้องทั้งหลาย”

          แม้กระนั้น อีกเพียง ๒ ปี ๔ เดือน ก่อนองค์หลวงตาจะเข้าสู่พระนิพพานในวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๔ องค์ท่านยังเทศน์ย้ำถึงความสำคัญจำเป็นเกี่ยวกับคลังหลวงเมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๑ อีกด้วยว่า

“ให้พี่น้องทั้งหลายช่วยกันนะ หลวงตาบัวไม่นานก็จะตาย ลูกหลานทั้งหลายไม่ตายให้ได้อาศัยนี้ หลวงตาพาพี่น้องทั้งหลายช่วยหาสมบัติอันสำคัญเข้าสู่คลังหลวงของเรา เพื่อให้ลูกหลานเราได้สืบหน่อต่อแขนงต่อไปอีก ที่เราได้มานี้ปู่ย่าตายายของเราหามาไว้ให้ ทีนี้ก็ให้สืบทอดกันไป อย่าให้กุดให้ด้วนไป ของเก่าที่ได้มากินหมด ของใหม่ไม่มีไม่ได้นะ ต้องหาของใหม่มาเพิ่มเข้าไป”

แม้ที่สุดถึงวาระนิพพาน องค์หลวงตายังเน้นหนักให้ความสำคัญไปที่คลังหลวงอย่างสุดกำลังดังปรากฏตาม “พินัยกรรม” ซึ่งเปรียบประหนึ่งว่า องค์ท่านยอมเสียสละเอาพระสรีระสังขารที่หมดลมหายใจขึ้นมาโอบอุ้มคลังหลวงตราบจนวาระสุดท้ายแห่งชีวิต ทำให้ได้ทองคำเข้าคลังหลวงเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมากรวมทั้งสิ้นตั้งแต่วันเริ่มต้นโครงการช่วยชาติเป็นน้ำหนักทั้งสิ้น ๑๓ ตัน เงินดอลลาร์ (รวมดอกเบี้ย) ๑๐,๘๐๓,๖๐๐ เหรียญสหรัฐอเมริกา

ด้วยเหตุผลตามอรรถธรรมขององค์หลวงตาที่ได้เมตตาพร่ำสอนกล่าวเตือนไว้อย่างจริงจังเด็ดขาดย้ำแล้วย้ำเล่าเช่นนี้ อีกทั้งเพื่อเป็นการสืบสานพระปณิธานขององค์หลวงตาให้ดำรงอยู่คู่ชาติไทยมิให้เสื่อมสูญไป ศิษยานุศิษย์ทั้งฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์จึงเห็นพ้องต้องกันว่า พวกเราจะตอบแทนพระคุณองค์หลวงตาด้วยการบำเพ็ญทานสืบสานประเพณีอันดีงามที่องค์ท่านได้เมตตาพาดำเนินมานี้ ให้ดำรงอยู่คู่ชาติศาสน์กษัตริย์ชั่วลูกชั่วหลานตลอดไป โดยมิได้ถือเอาความมากน้อยของปัจจัยทำบุญเป็นประมาณยิ่งกว่าการปฏิบัติบูชาตามที่องค์หลวงตาพร่ำสอนไว้อันเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบูรพมหากษัตริย์และบรรพบุรุษไทยอย่างเป็นรูปธรรม และต่อองค์หลวงตาที่ได้เมตตาเสียสละธาตุขันธ์วัยชรานำพาคนไทยให้รู้จักการเพิ่มพูนและปกปักรักษาคลังหลวงอันเป็นการเสียสละเพื่อส่วนรวมได้ชนิดยอมทุ่มเทเอาชีวิตเข้าแลกได้เลยทีเดียว

ประการสุดท้าย เพื่อเปิดโอกาสให้กุลบุตรสุดท้ายภายหลังที่เกิดไม่ทันหรือตกหล่นมิได้เข้าร่วมในกองบุญมหากุศลอันยิ่งใหญ่เพื่อชนทั้งชาติที่มีองค์หลวงตาเป็นผู้นำกองนี้ ให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการเพิ่มพูนและปกป้องคลังหลวงให้อยู่ยืนยงคู่ชาติศาสน์กษัตริย์เป็นมรดกตกทอดสู่ลูกหลานรุ่นแล้วรุ่นเล่าตลอดไป เราทั้งหลายจะมิยอมให้ผู้ใดหรือคณะบุคคลใดเข้ามาแตะต้องทำลายคลังหลวงโดยเด็ดขาด ประเพณีอันดีงามนี้จักได้สืบทอดต่อไปถึงลูกถึงหลานไม่มีที่สิ้นสุด ตราบที่ผ้าป่า ๑๒ เมษา นำทรัพย์สินเข้าคลังหลวงยังดำรงอยู่ ตราบนั้นจะไม่มีใครมาแตะต้องคลังหลวงโดยง่าย ทำให้ประเพณีการรักษาคลังหลวงที่องค์หลวงตาเป็นผู้นำไม่มีวันสิ้นสูญ ลูกหลานรุ่นต่อๆ ไปจะได้รู้จักและเห็นความสำคัญของคลังหลวง เห็นถึงความเสียสละและคุณูปการอันยิ่งใหญ่ของบรรพชนนำโดยองค์หลวงตาที่มีต่อชาติไทยของเรา ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็จักได้ตระหนักรู้จักระมัดระวังในการเกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ของแผ่นดิน พระธรรมเทศนาขององค์หลวงตาจักดังกึกก้องกังวาลอยู่ตลอดชั่วนิรันดร์กาลว่า

                                                                     “คลังหลวงคือหัวใจของชาติ หากคลังหลวงกุดด้วนไปเมื่อใด
                                              เมื่อนั้นหลวงตาเขียน
‘ใบตาย’ ให้กับชาติไทยในทันที”

และยังเมตตาให้คติธรรมแก่ลูกหลานในวันหน้าเพื่อถือเป็นข้อปฏิบัติที่สำคัญต่อชาติไทยไว้ด้วยว่า
“ให้พี่น้องทั้งหลายช่วยกันนะ หลวงตาบัวไม่นานก็จะตาย ลูกหลานทั้งหลายไม่ตายให้ได้อาศัยนี้
หลวงตาพาพี่น้องทั้งหลายช่วยหาสมบัติอันสำคัญเข้าสู่คลังหลวงของเรา
เพื่อให้ลูกหลานเราได้สืบหน่อต่อแขนงต่อไปอีก
ที่เราได้มานี้ปู่ย่าตายายของเราหามาไว้ให้ ทีนี้ก็ให้สืบทอดกันไป อย่าให้กุดให้ด้วนไป
ของเก่าที่ได้มากินหมด ของใหม่ไม่มีไม่ได้นะ ต้องหาของใหม่มาเพิ่มเข้าไป”

วัตถุประสงค์

๑. เป็นการแสดงความรัก ความพร้อมเพรียงสามัคคี และความเสียสละเพื่อชาติ เงินบริจาคจะมากน้อยไม่สำคัญยิ่งกว่าการได้ทำเพื่อชาติ
๒. เป็นการสืบทอดเจตนารมณ์ขององค์หลวงตา ตลอดจนบูรพมหากษัตริย์และบรรพชนไทยที่ยอมเสียสละทรัพย์สินเลือดเนื้อชีวิตได้เพื่อชาติ
๓. เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อธรรมคำสอนขององค์หลวงตาผู้เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์อย่างสุดหัวใจของเหล่าคณะศิษย์
๔. เปิดโอกาสให้กุลบุตรสุดท้ายภายหลังที่เกิดไม่ทันหรือไม่มีโอกาส ได้มีส่วนร่วมในกองบุญใหญ่ที่องค์หลวงตาเป็นผู้ดำริก่อตั้ง
๕. เป็นการตอกย้ำและประกาศให้สาธารณชนได้รับรู้ว่า จะมิยอมให้ผู้ใดเข้ามาแตะต้องคลังหลวง จะสืบทอดประเพณีรักษาคลังหลวง ให้ธำรงอยู่คู่สถาบันหลักของชาติสืบไป
 

"โครงการช่วยชาติ"

ก่อตั้งเป็นทางการเมื่อ ๑๒ เมษายน ๒๕๔๑ โดยมีสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงเป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์ องค์หลวงตาฯ สามารถรวบรวม “ทองคำ” เข้าสู่คลังหลวงมากถึง ๑๓ ตัน “เงินดอลลาร์” (รวมดอกเบี้ย) ๑๐,๘๐๓,๖๐๐ เหรียญสหรัฐอเมริกา

.

งานบุญประเพณี “๑๒ เมษาฯ สืบหน่อต่อแขนงคลังหลวง บูชาคุณองค์หลวงตา"

คณะศิษยานุศิษย์ทุกหมู่เหล่า มีความเคารพเทิดทูนบูชาในปณิธานขององค์หลวงตาอย่างยิ่งยวด จึงพร้อมใจกันจัดงานบุญดังกล่าวขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๕ และธำรงรักษางานบุญเป็นประเพณีเรื่อยมา จนสามารถนำทองคำและเงินดอลลาร์เข้าสู่คลังหลวงแล้ว ๗ ครั้ง ดังนี้

.

ครั้ง ๑ วันที่ ๑๒ เม.ย. ๒๕๕๕ มอบ “ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา” เข้าคลังหลวง

จำนวน ๑๙,๐๐๐.๐๐ เหรียญฯ

ประธานสงฆ์ผู้มอบ หลวงปู่ณรงค์ อาจาโร

ผู้รับมอบ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าธปท.

 

ครั้ง ๒ วันที่ ๑๒ เม.ย. ๒๕๕๖ มอบ “ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา” เข้าคลังหลวง

จำนวน ๒๒๓,๕๕๙.๖๓ เหรียญฯ

ประธานสงฆ์ผู้มอบ พระอาจารย์จิรวัฒน์ อัตตรักโข

ผู้รับมอบ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าธปท.

 

ครั้ง ๓ วันที่ ๑๑ เม.ย. ๒๕๕๗ มอบ “ทองคำ” เข้าคลังหลวง

จำนวน ๕ แท่งๆ ละ ๑ กิโลกรัม

ประธานสงฆ์ผู้มอบ พระอาจารย์จิรวัฒน์ อัตตรักโข

ผู้รับมอบ นางทองอุไร ลิ้มปิติ รองผู้ว่าธปท.

 

ครั้ง ๔ วันที่ ๒๑ เม.ย. ๒๕๕๘ มอบ “ทองคำ” เข้าคลังหลวง

จำนวน ๘ แท่งๆ ละ ๑ กิโลกรัม

ประธานสงฆ์ผู้มอบ พระอาจารย์บุญทัน ฐิตสีโล

ผู้รับมอบ นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน รองผู้ว่าธปท.

 

ครั้ง ๕ วันที่ ๑๙ เม.ย. ๒๕๕๙ มอบ “ทองคำ” เข้าคลังหลวง

จำนวน ๘ แท่งๆ ละ ๑ กิโลกรัม

ประธานสงฆ์ผู้มอบ พระอาจารย์สุธรรม สุธัมโม

ผู้รับมอบ ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าธปท.

 

ครั้ง ๖ วันที่ ๒๑ เม.ย. ๒๕๖๐ มอบ “ทองคำ” เข้าคลังหลวง

จำนวน ๑๐ แท่งๆ ละ ๑ กิโลกรัม

ประธานสงฆ์ผู้มอบ พระอาจารย์คลาด ครุธัมโม

ผู้รับมอบ ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าธปท.

 

ครั้ง ๗ วันที่ ๓๐ เม.ย. ๒๕๖๑ มอบ “ทองคำ” เข้าคลังหลวง

จำนวน ๑๒ แท่งๆ ละ ๑ กิโลกรัม

ประธานสงฆ์ผู้มอบ พระอาจารย์พระอาจารย์สุชิน ปริปุณโณ

ผู้รับมอบ ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าธปท.

 

ครั้ง ๘ วันที่ ๒๕ เม.ย. ๒๕๖๒ มอบ “ทองคำ” เข้าคลังหลวง

จำนวน ๘ แท่งๆ ละ ๑ กิโลกรัม

ประธานสงฆ์ผู้มอบ พระอาจารย์พระอาจารย์สุชิน ปริปุณโณ

ผู้รับมอบ ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าธปท.

.

ด้วยอานิสงส์ที่ท่านทั้งหลายมีขันติธรรมวิริยะธรรมได้ร่วมบุญ/อนุโมทนาบุญในครั้งนี้ ขอผลานิสงส์ผลบุญนี้ จงเป็นพลวปัจจัยเกื้อหนุนให้ท่านทั้งหลายเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ ธรรมสารสมบัติ ถึงความสำเร็จพร้อมในกิจการงานทางโลกและทางธรรม ให้คลังหลวงมีความมั่นคงยืนยาว แคล้วคลาดปลอดภัยพ้นจากภยันตรายใดๆ สถิตสถาพรอยู่คู่บ้านคู่เมือง คู่สถาบันชาติ พระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ ตลอดกาลนานด้วยเทอญ

================================================================


<< BACK

หน้าแรก