อาคันตุกะลิขิต / Guest Book
ก่อนหน้า 
 หน้า 2/25ลงนามในสมุดได้ที่นี่ 
 ถัดไป

 ลำดับที่ 766
มรณัสสติ
...เฒ่าแก่แล้วเนื้อเหี่ยวหนังยาน หูตาเสียก็บ่คือยังน้อย ตีนมือเศร้าตนโตกะหมองหม่น หูบ่แจ้งตานั้นกะบ่ใส บาดสิลุกย่างย้าย ย้ายย่างไปมา ขาคดโขแ้ข้งโงงอโง้ง เลยบ่แสนแพนหน้า โสภาคือเก่า เฒ่าแก่แล้วหากแนวนี้สู่คน หลีกบ่พ้นมัจจุราชสังหาร ยามถึงกาลสู่คนบ่มีเว้น
ความตายเป็นอาจารย์ใหญ่ของเราทุกคน มีให้เห็นไม่เว้นแต่ละวัน เพียงเจ้ายักษ์สึนามิกินคนวันเดียว 155,000 คน เราจนเกือบจะรับอาจารย์ใหญ่ไม่ไหว น่าเวทนาจริงๆ นี่แหละคือสัจจธรรม ขอบัณฑิตผู้รู้แจ้งเห็นจริงหลายอย่าประมาทเทอญ


 โดยคุณ :   เลื่อน [ 12 ม.ค. 2548 22:07 ] IP : 203.150.217.112


 ลำดับที่ 765
สืบเนื่องก่อนววิกฤตสึนามิและหลังผ่านพ้น
ทำให้ระลึกถึงคำกล่าวชาวจีนที่ว่า
อิก เต็ก?
ยี่ เห็ง?
ซา ฮวงจุ้ย?
น่าจะหมายถึงทุกสรรพสิ่งบนโลกล้วนอยู่ภายใต้ปัจจัย 3ข้อดังกล่าว
ซึ่งผู้น้อยได้จารึกบนกระบอกข้าวหลำ เพื่อเป็นสิ่งบอกตนเองถึง
เหตูการณ์เกี่ยวเนื่องที่เผอิญพบเห็นผ่านมา


 โดยคุณ :   เผอิญ [ 12 ม.ค. 2548 16:31 ] IP : 203.146.94.141


 ลำดับที่ 764
หมวด น้ำตาร่วงจากธรรม

1. (ลูกศิษย์ : หลวงตาเจ้าขา เมตตาสอนการพิจารณาให้ถึงฐานความตายด้วยเจ้าค่ะ) ฐานความตายก็อยู่ในนั้น ดูเอาตรงนั้นซิ ตายกับเกิดอยู่ในจิตดวงนั้น ตัวจิตไม่เกิดไม่ตาย สิ่งแทรกพาให้เกิดให้ตาย เข้าใจหรือเปล่า ดูตัวจิตไม่เห็นพิษของจิตจะไม่เห็นพิษของสิ่งเหล่านี้ จิตเป็นภัยเวลานี้ เข้าใจหรือเปล่า อย่าว่าจิตเป็นคุณอย่างเดียวนะ ภัยอยู่กับจิตนั่น ฟาดตัวจิตเป็นตัวภัยแล้ว ตัวนั้นอยู่ด้วยกันมันก็พังลงไป เข้าใจหรือเปล่าล่ะ ถ้ายังมายอจิตอยู่เมื่อไรจมนะอย่าว่าไม่บอก เท่านั้นแหละ ถึงกาลเวลาแล้วปัดหมดเลยไม่มีอะไรเหลือ สงวนอะไรไว้นั้นละคือกองมหาพิษมหาภัย

เราพูดอย่างนี้แล้วมันก็กระเทือนถึงที่ว่าหลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ ตอนเช้าก่อนจังหันอย่างนี้ จิตมันอัศจรรย์อย่างว่านั่นแหละ อัศจรรย์บ้าอะไรก็ไม่รู้ เจ้าของอัศจรรย์เจ้าของน่ะซี โอ้โห ทำไมจิตของเราถึงได้สว่างไสวอัศจรรย์เอาขนาดนี้เชียวนา รำพึง เดินจงกรมยืนอยู่ มันจ้าไปหมดเลย ทำไมถึงได้อัศจรรย์ขนาดนี้จิตดวงนี้ ๆ นั่นละตัวมหาภัย คือตัวที่ว่าอัศจรรย์นั่น เห็นไหมล่ะ นั่นละธรรมท่านกลัวไปหลงน่ะซี ก็เราติดอยู่แล้วหลงอยู่แล้วว่าไง ไม่มีอะไร ๆ ก็มาเอาจุดสุดท้าย นั่นละวัฏจักร เรียกว่าอวิชชาตรงนั้นเอง นั่นละยอดอวิชชา ยอดวัฏจักรวัฏจิต คืออวิชชา มันไม่มีอะไรแล้วก็ไปชมเชยตรงนั้น สักเดี๋ยวขึ้นละซี ธรรมท่านเตือนขึ้นมา เพราะว่าที่ว่าสว่างไสวมันมีจุดของมันอยู่นั้น เหมือนตะเกียงเจ้าพายุ ไส้ตะเกียงเจ้าพายุมันจ้าอยู่นั้น ออกไปข้างนอกมันก็ออกจากไส้ตะเกียงที่สว่างจ้า นั่นละตัวสำคัญ

เราก็อัศจรรย์ตัวนั้นเอง ขึ้นอุทานในใจเทียวนะ โอ้โห จิตของเราทำไมถึงสว่างไสวอัศจรรย์เอาเสีย เหมือนหนึ่งว่าเหนือโลกเหนือสงสาร นั่นเห็นไหมอวิชชาแผลงฤทธิ์เวลาสุดท้ายเห็นไหม เรารู้มันเมื่อไร ไม่รู้จะไปหลงอัศจรรย์มันหาอะไร สักเดี๋ยวธรรมะท่านกลัวหลง ท่านก็ผุดขึ้นมาเป็นคำ ๆ เราลืมเมื่อไร ถ้ามีจุด จุดไส้ตะเกียงนั่นเองสว่าง นี่จุดกับต่อมเป็นไวพจน์ของกันและกัน ใช้แทนกันได้ ถ้ามีจุดหรือต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ นั่นเห็นไหมบอกตรงนี้ ตัวนี้ตัวภพ ถึงขนาดนั้นยังจับไม่ได้นะ งงไปเลย มีจุดมีต่อม คือตัวนี้เอง ถึงได้คิดถึงพ่อแม่ครูจารย์มั่นท่านมรณภาพจากไปแล้วนั้น เราไปติดปัญหานี้อยู่บนหลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ ถ้าท่านยังมีชีวิตอยู่ พอกราบเรียนอย่างนี้เท่านั้น ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ ก็จุดนั้นเอง ท่านก็ใส่เปรี้ยงเข้าไปนั้นมันก็พังทันที พอรู้ปั๊บเห็นโทษของมัน คอยจะไปอยู่แล้วนี่นะ แต่เราประคองมันไว้นั่นซี

นั่นละมหาภัยแท้ ตรงนั้นทีเดียว จุดที่รวมแห่งมหาภัยอยู่จุดที่สว่างกระจ่างแจ้งอัศจรรย์เต็มที่ของวัฏจักรของแดนสมมุติ อยู่จุดนั้นหมด เราไม่ลืม ตอนเดือนกุมภาฯ เผาศพพ่อแม่ครูจารย์มั่นเสร็จแล้วก็ขึ้นบนเขา ติดปัญหาอันนี้ งงไปเลยนะ ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยธรรมที่ท่านเตือนขึ้นมา แทนที่จะให้เป็นประโยชน์อย่างมหาศาลในเวลานั้น กลับเป็นความหลงมหาศาลเหมือนกัน เอ๊ จุดต่อมที่ไหนนา ๆ ก็จุดนั้นน่ะ นั่นละเดือนกุมภา เดือน ๓ เผาศพท่านเสร็จแล้วขึ้นบนเขา ไปติดปัญหาอันนี้ ไม่คิดไม่คาดว่าอันนี้เป็นตัวมหาภัย ยังว่าเป็นมหาคุณอยู่ เห็นไหมกิเลสหลอก ขนาดว่าตัวมหาภัยมันเสกว่าเป็นมหาคุณ เห็นไหม ก็แบกปัญหานี้ไปลืมเมื่อไร ลงจากวัดดอยธรรมเจดีย์ปั๊บขึ้นไปทางอำเภอบ้านผือ ศรีเชียงใหม่

แต่ก่อนศรีเชียงใหม่ยังไม่มีอำเภอ มีแต่อำเภอท่าบ่อ อ.บ้านผือ เข้าไปอยู่โน้นลึก ๆ เขาเรียกถ้ำผาดัก จนกระทั่งย้อนกลับมาถึงเวลานี้เข้าอีกก็เป็น ๓ เดือนพอดี นี่ที่ติดปัญหาตั้งแต่ขณะนั้นเดือน ๓ เดือน ๖ กลับมา เป็นเวลา ๓ เดือน กลับมาก็ขึ้นที่เก่าอีก แบกปัญหานี้ไป ๓ เดือนกลับลงมา หลังเขานั่นแหละ แต่ที่ติดปัญหาอยู่ทางจงกรมข้างกันนั้นกับด้านตะวันตก ปัญหานี้จบลงก็อยู่บนหลังเขาในภูเขาลูกเดียวกัน วัดดอยธรรมเจดีย์ บทเวลามันจะม้วนเสื่อกันนั้น มันไม่มีละเรื่องกาลสถานที่เวล่ำเวลา จะมายุ่งไม่ได้นะ มีเฉพาะธรรมชาตินี้ เวลามันจะประมวลลงมา คือมันไม่มีที่พิจารณาแล้ว อะไรมันก็หมดทุกอย่าง ปล่อยหมดแล้ว ยังเหลืออยู่อันเดียวนี้เท่านั้น โลกธาตุนี้ว่างไปหมดปล่อยไปหมดวางไปหมดเลย ยังเหลืออันจุดอันต่อมนี้ เห็นไหมล่ะ จึงเรียกว่ามหาภัยอยู่จุดนี้

ทีนี้มันก็ประมวลมาซิที่นี่ อะไร ๆ มันก็ไม่มีแล้วจิตใจ ก็มาพิจารณาอยู่จุดนี้ ลงถึงที่ว่า จิตดวงเดียวนี้ทำไมเป็นได้หลายอย่างนักน้า แผ่ทั่วโลกธาตุก็จิตดวงนี้ คือมันถอนเข้ามาหมดแล้วมาอยู่จุดเดียวนี้ มันก็พูดได้สนิทล่ะซี อะไร ๆ มันก็รู้ไปหมด ๆ แล้วรู้ไปตรงไหนเปลี่ยนแปลงไปตรงนั้น เดี๋ยวว่าอันนั้นดีอันนี้ชั่ว มันพรรณนามา ม้วนเข้ามา ๆ จิตดวงเดียวนี้ทำไมจึงเป็นได้หลายอย่างนักหนาน้า ไม่อยู่เป็นสุข มันจับจุดได้นะ มันหากรู้พลิกอย่างนั้นพลิกอย่างนี้ตามความละเอียดของมัน จับจนได้ ๆ ถึงขั้นมันละเอียดพอ ๆ กัน ขั้นนั้นก็คือมหาสติมหาปัญญานั่นเองจะเป็นอะไรไป มันก็ประมวลเข้ามา ๆ จับจุดของจิต กำลังเอาจิตนี้เป็นผู้ต้องหาที่นี่นะ

จิตดวงนี้ทำไมเป็นได้หลายอย่างนักน้า เดี๋ยวว่าดี แล้วเดี๋ยวว่าชั่ว พลิกออกจากนี้ละ แน่ะมันจับนะที่นี่นะ เดี๋ยวว่าสุข เดี๋ยวว่าทุกข์ คือธรรมดาสมมุติถ้ามีอยู่มากน้อย จะมีสิ่งเหล่านี้ประกอบอยู่กับจิตเป็นประจำ ทีนี้มันไม่มีที่พิจารณามันก็เข้ามาตรงนี้ละซี เดี๋ยวว่าสุข แล้วเดี๋ยวว่าทุกข์ เดี๋ยวว่าผ่องใส เดี๋ยวว่าเศร้าหมอง คือคำว่าสุขว่าทุกข์ว่าผ่องใสเศร้าหมอง มันเป็นพอจับได้เท่านั้นนะไม่ได้มาก พอรู้สึกจับได้ เพราะสติก็เป็นมหาสตินี่ มันก็ทันกันตลอดเวลา มันทำไมถึงเป็นได้หลายอย่างนักจิตนี้ ทีนี้เข้ามาหาผู้ต้องละที่นี่ ปล่อยหมดแล้วเข้ามาหาผู้ต้องหา มาวินิจฉัย คือมันวินิจฉัยจริง ๆ ว่าอะไรมันถึงกัน ๆ เพราะมหาสติมหาปัญญาอย่างละเอียดซึมซาบทีเดียว มหาสติมหาปัญญาขั้นสุดยอดกลายเป็นซึมซาบไปเลย ซ่านไปหมดเลย ไม่เป็นวรรคเป็นตอนเหมือนเรายำลาบเหมือนสติปัญญาอัตโนมัตินะ สติปัญญาอัตโนมัติมันเป็นวรรคเป็นตอน มันหมุนของมันไปเอง อันนี้ก็หมุนไปเอง แต่พอถึงขั้นซึมซาบ ๆ ไปเอง

มันก็มาจับจุดนี้ มาวินิจฉัยตัวจิตนี้ มันหมดที่พิจารณาแล้ว อะไรก็ปล่อยหมดแล้วเหลือแต่อันนี้นิดเดียวที่ปรากฏอยู่กับความรู้นั้น มันก็มาวินิจฉัยเหล่านี้ เดี๋ยวว่าสุข แล้วเดี๋ยวว่าทุกข์ ออกจากอันนี้ เดี๋ยวว่าผ่องใส เดี๋ยวว่าเศร้าหมอง มันก็ออกจากนี้ ทำไมมันเป็นหลายอย่างนักจิตดวงนี้น่ะ สักเดี๋ยวธรรมท่านก็ผุดขึ้นมา แน่ะอย่างนั้นนะ นี่เรียกว่าธรรมเกิด กิเลสเกิดเป็นเครื่องผูกมัด ธรรมเกิดเปิดออก นั่นเรียกว่าธรรมเกิด กิเลสเกิดมันแทรกอยู่ด้วยกัน สักเดี๋ยวขึ้นมาเป็นคำ ๆ เหมือนเราพูด ขึ้นมาเป็นคำ ๆ คำว่าเศร้าหมองก็ดี นั่นเวลาจะขึ้นนะ คำว่าผ่องใสก็ดี คำว่าสุขก็ดี คำว่าทุกข์ก็ดี ธรรมเหล่านี้เป็นอนัตตานะ นั่นเวลาตัดกันจริง ๆ ลงในขั้นอนัตตา ในไตรลักษณ์นี้จะเป็นอะไรขึ้นได้ทั้งนั้น ขึ้นบทสุดท้ายขึ้นได้ไตรลักษณ์นี่ แต่นี้สำหรับนิสัยเราขึ้นบทอนัตตา ปล่อยให้หมด ความหมายว่างั้น

ธรรมเหล่านี้เป็นอนัตตานะ คือความเศร้าหมองก็ดี ความผ่องใสก็ดี ความสุขก็ดี ความทุกข์ก็ดี รวมลงมาแล้วเรียกว่าธรรมเหล่านี้เป็นอนัตตา พอว่าเป็นอนัตตาจิตมันก็ตั้งจ่อนิ่งเลย เพราะมันลงในอนัตตาแล้วไม่มีที่ไปแล้ว อันนี้เปิดให้หมดหัวอกเลยวันนี้นะ พอเท่านั้นแหละ จิตจะว่าทำงานอะไรอยู่ก็ไม่ใช่ เป็นวางเฉยในธรรมขั้นนี้ ไม่ทำการทำงานอะไรเลย จะไปสนใจกับว่าอัตตาก็ดี อนัตตาก็ดี หรือสนใจว่าสุขว่าทุกข์ เศร้าหมอง ผ่องใส ก็ดี ไม่ไป อยู่จุดศูนย์กลางเฉย เฉยด้วยมหาสติมหาปัญญานะ ไม่ได้เฉย ๆ แบบเซ่อ ๆ ทั้งอ้าปากอย่างพวกเรานะ

นั่นละถ้าเราจะพูดเป็นแบบโลกก็เรียกว่า ปล่อยบทเผลอ แต่นี้มันไม่ได้เผลอ เป็นแต่เพียงวางเฉย ๆ ไว้ มันไม่เผลอไม่ทำอะไร มันก็ผางขึ้นมาเลย อันนี้ก็ว่า อัตตาก็ดี อนัตตาก็ดี เรียกว่ามันพรึบคว่ำลงไปเลย ปัดอันนี้ทั้งหมดที่ว่าจุดว่าต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ นี่คือตัวนี้ก็มารวมกันแล้ว เศร้าหมองผ่องใสอะไร ลงในอนัตตาอันเดียวผางนี้ขาดสะบั้นไปหมดเลย นี่เวลามันลบนะ มันลบหมดเลย ผางขึ้นมานี้เหมือนฟ้าดินถล่มนู่นน่ะ ฟังซิน่ะ กระเทือนทั่วแดนโลกธาตุ อวิชชาตัวเดียวนี่คว่ำลงจากจิตกระเทือนทั่วแดนโลกธาตุ เพราะอวิชชาตัวนี้พาเที่ยวแดนโลกธาตุเข้าใจไหม พอคว่ำอันนี้ลงแล้วก็เหมือนกับว่าแดนโลกธาตุนี้คว่ำลงพร้อมกันหมด ประหนึ่งว่าฟ้าดินถล่มเลยนะ

ทีนี้พอมันพรึบทีเดียวเท่านั้น อันนี้ไม่ได้มีอันใดที่จะเข้าไปตัดสิน หลักธรรมชาติตัดสินเองเป็นเองขึ้นมา ฟ้าดินถล่มก็เป็นเองทั้งนั้นเลย ไม่ได้มีอะไรตั้งสติสตังตอบรับกันเลย เป็นลักษณะกลาง ๆ ขึ้นมาผางทีเดียวนี้ เหมือนกันกับว่าโลกธาตุนี้คว่ำหมดเลย พรึบทีเดียวหมดเลย ทีนี้จ้าเลยที่นี่ อู๋ย อัศจรรย์จริง ๆ นี่เห็นไหมขันธ์ทำงานพี่น้องทั้งหลายดูเอา ความอัศจรรย์ที่มาสอนโลกเวลานี้พิลึกพิลั่น แหมดูซิน้ำตานี่พังเลย เดี๋ยวนี้ก็ยังพังเห็นไหม นี่ละขันธ์ทำงาน ธรรมชาตินั้นไม่มีเข้าใจไหม นี่ละผางเท่านี้ โถ อัศจรรย์จริง ๆ ให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบว่า ธรรมพระพุทธเจ้าเป็นยังไง อยากถามผู้มันนอนตายอยู่นี้ว่างั้นนะ โอ๊ย อัศจรรย์จริง ๆ แหม น้ำตานี้พังพราก ๆ ๆ โถ ๆ ขึ้นมาเลยเทียวนะ พระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างนี้ละหรือ ๆ ๆ ย้ำอยู่นั่นน่ะ ธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละหรือ ๆ ไม่เคยคาดเคยคิดนะมันผางขึ้นมา อู๊ย อัศจรรย์พูดไม่ถูก คิดดูซิเดี๋ยวนี้ยังเป็น มันสด ๆ ร้อน ๆ ทำไมเป็นไม่ได้วะ

จากนั้นแล้วมีตั้งแต่ความอัศจรรย์ เรียกว่ากายนี้ไหวเลยเทียวนะ มันเป็นอะไรก็ไม่รู้แหละ เป็นพร้อมกันหมดเลยเวลานั้น ฟ้าดินถล่ม แดนโลกธาตุดับพรึบลงหมดเลย จากนั้นก็ย้ำทีเดียวว่า เหอ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ๆ อย่างนี้ละเหรอ ถามท่านหาอะไร มันเจออยู่นั้นแล้วจะว่าไง พระธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ ๆ พระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ ๆ รวมเป็นอันเดียวกันหมดแล้ว เรียกว่าธรรมอัศจรรย์เลิศเลอ หรือว่าธรรมธาตุแล้วเท่านั้น เหอ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง แต่ก่อนเราเคยคิดเมื่อไรว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ จะมาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันน่ะ

พุทโธก็พุทโธ ธัมโมก็ธัมโม สังโฆก็สังโฆ ติดหัวใจมาตั้งแต่รู้เดียงสา แล้วมาจ้าขึ้นเวลานั้นแล้ว ธรรมชาติอันนี้มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง เป็นอันเดียวกันแล้วนะนั่น โอ้โห เป็นอย่างนี้เหรอธรรมอัศจรรย์ นั่น ทีนี้เวลามันจ้าหมดแล้วสิ่งไม่เคยรู้มันรู้ไปหมดนี่ทำไงล่ะ นี่เหรอเอามาสอนโลกหลอกโลกน่ะ หลอกอย่างนี้เหรอ โห เราพูดเราอัศจรรย์ พิลึกพิลั่นจริง ๆ ธรรมอันนี้น่ะ ทีนี้ดูธรรมชาตินี้แล้วมันครอบโลกธาตุหมดแล้วนี่นะ มันจ้าไปหมดเลย ไม่ได้มีอะไรปิดบังลี้ลับ บาปบุญนรกสวรรค์มันตีหน้าผากอยู่นี่ มีหรือไม่มีอยากว่าอย่างนั้นนะ มันอยากฟาดหน้าผากนั่นน่ะ ให้กิเลสมันหลอกมาเท่าไรว่า บาปไม่มี บุญไม่มี นรกสวรรค์ไม่มี มันจ้าครอบอยู่หมดตั้งแต่กัปไหนกัลป์ใด มันไม่เห็นเฉย ๆ เข้าใจไหมล่ะ มันมีอยู่กี่กัปกี่กัลป์สิ่งเหล่านี้ที่เผาสัตว์ทั้งหลายด้วยความงมงาย ด้วยความมืดความบอดที่กิเลสหลอกไม่ให้เห็นไม่ให้รู้

อะไรจะร้อนยิ่งกว่าไฟนรก ในแดนสมมุตินี้ไฟนรกที่ประเภทกรรม ๕ อย่าง คืออนันตริยกรรม ๕ ฆ่าบิดาหนึ่ง ฆ่ามารดาหนึ่ง ฆ่าพระอรหันต์หนึ่ง ทำลายพระพุทธเจ้าแม้ไม่ตายหนึ่ง แล้วก็สังฆเภท ยุยงให้สงฆ์แตกจากกันหนึ่ง กรรมทั้งห้าประการลงในนี้หมดเข้าใจไหม มันจ้าอยู่ด้วยกันนี่จะว่าไง แล้วไปถามหาที่ไหนนรกสวรรค์น่ะ พระพุทธเจ้าองค์ไหนมาโกหกไม่มี จ้าอย่างเดียวกันนี้ บอกอย่างเดียวกันนี้หมด

พวกเรามันโง่ชะมัดนี่นะ โอ๋ย.มันพิลึกพิลั่นนะ ไม่ว่าอะไรมันครอบอยู่ในหัวใจนี้หมด มันจ้าไปหมดแล้วจะไปถามหาที่ไหนอีกล่ะ ก็มันพร้อมอยู่บนหัวใจนี้หมด มันจ้าไปหมดแล้วนี่ จะไปถามหาอะไรก็มันจ้าอยู่นี้แล้ว ทีนี้เวลาขนาดนั้นแล้วก็พิจารณาซิที่นี่ พอหลังจากนั้นมาพิจารณาดูโลก โถ.โลกนี้ทำไมเราสยดสยองความเป็นมาของเรา ความเกิดความตายความตกนรกหมกไหม้ขึ้นสวรรค์ชั้นพรหมลงนรกนี้ เหมือนไปขึ้นบันไดนะ แต่ละดวง ๆ จิตดวงนี้มันไม่ตาย เข้าใจไหม จิตดวงนี้มันไม่ตาย กรรมฝังอยู่ในมันนั้นน่ะ กรรมดีก็พาขึ้น พอหมดกรรมดี อ้าว กรรมชั่วมันก็มีมันก็ดึงลง ขึ้นสวรรค์พรหมโลก ลงแดนนรกนี้ เหมือนขึ้นบันไดลงบันไดเข้าใจไหม นี่ละขนาดนั้น ให้พากันตื่นเสีย ถ้าจะตื่นนะ

วันนี้เปิดให้พี่น้องทั้งหลายฟังเต็มที่ จนกระทั่งน้ำตาร่วงให้เห็นต่อหน้าต่อตา บ้าหรือดีดูเอานะ ฟังเสียวันนี้ ขนาดนั้นนะ ธรรมมาสอนโลก เพราะฉะนั้นจึงตัดคอขาดไว้เลยว่าอะไรไม่มี คำว่ากล้าว่ากลัวจะมีอะไร ก็มันเหนือทุกอย่างแล้วนี่ ทีนี้ก็พออย่างนั้นมันดูโลก มาดูตัวเองกำหนดพิจารณาภพชาตินี้ แหม ศพของเราคนเดียวทิ้งประเทศไทยนี้ไม่มีที่วาง คนเดียวนี้นะ นานหรือไม่นาน มันเกิดตายอยู่นี้ เวลามันจับตรงนี้ได้แล้ว มันกระจายออกไปหมด โอ๊ย.ถ้าจะนับนับไม่ได้ อย่าไปนับ เท่านั้นแหละ มันเลยเถิด นี่ละศพแต่ละศพคนแต่ละคน จิตแต่ละดวง ของบุคคลแต่ละคน ของสัตว์แต่ละตัวเป็นแบบเดียวกันหมด ไม่มีใครยิ่งหย่อนกว่าใคร ความหนาแน่นความมากมายนี้เหมือนกันหมดเลย แล้วดูโลกมันดูไม่ได้ที่นี่ ดูภพชาติเจ้าของที่เคยเป็นมานี้ขยะแขยงย้อนละที่นี่นะ

โอ้โห.มันเกิดมาขนาดนี้มันก็ยังบึกบึนเกิดมาได้ ถ้าไม่มีอันนี้ตัดสินมันจะไปอีกอย่างเดียวกันนี้ มันพิจารณา ออกจากนี้แยกดูโลกละซิ ดูโลกยิ่งดูไม่ได้อีกละ มันก็แบบเดียวกันหมด ทั่วแดนโลกธาตุเป็นแบบเดียวกับเรานี้หมด ไม่มีใครยิ่งหย่อนกว่ากัน อู๊ย.จะสอนไปยังไงสอนโลก อ่อนใจนะ มันเป็นเองของมัน สอนไปหาอะไร ธรรมประเภทนี้ใครจะรู้ได้เห็นได้ สอนไปให้เสียเวล่ำเวลาไปทำไม อยู่ไปกินไปพอถึงวันตายแล้วก็ไปเสียเท่านั้น นั่น เห็นไหมลงแล้วนะ พระพุทธเจ้าเรียกว่า ท้อพระทัย เราก็ท้อใจ มีความขวนขวายน้อยแล้ว เหมือนว่าตัดช่องแล้วไปแต่ผู้เดียว อยู่ทำไมสอนทำไมไม่เกิดประโยชน์อะไรไปแล้วนะ เราเอาเรื่องนี้มาเทียบ โถ ๆ แต่มันไม่แล้วนะ อันนี้มันไม่แล้วมันว่าของมันเป็นพัก ๆ ของมัน

เวลาดูโลกดูด้วยความอ่อนใจ ผู้ที่มืดนี้ก็เรียกว่าหมดคุณค่าเอาเลย มนุษย์ทั้งคนนี้ละ อยู่ด้วยกันอย่างนี้ ผู้มันมืดขนาดหมดคุณค่าเลย นั่นท่านเรียกว่า ปทปรมะ เข้าใจไหม แย็บขึ้นมาก็มีลักษณะอะไร ๆ แย็บขึ้นมาสูงขึ้น ๆ แย็บขึ้นมาถึงพวกปทปรมะ แล้วก็พวกเนยยะ พวกวิปจิตัญญู พวกเนยยะ ดูขึ้นเป็นขั้น ๆ ไปถึงขั้นพวกเนยยะนี้ พอลากพอเข็นไปได้ ทั้งจะขึ้นทั้งจะลง เนยยะคือพอแนะนำสั่งสอนไปได้ถ้าเผลอก็ลงได้ ถ้าเจ้าของเอาจริงเอาจัง ดีดได้ ๆ อันนี้ทั้งขึ้นทั้งลงได้ด้วยกันหมด เนยยะ อันที่สามนี้มีแต่จะขึ้น ๆ ถ่ายเดียวคำว่าลงไม่มี มีแต่จะขึ้น แต่ช้ากว่าอุคฆฏิตัญญู อุคฆฏิตัญญูนี้พร้อมแล้วที่จะผางออก ถ้าเป็นวัวก็รออยู่ปากคอก คอยแต่จะเปิดประตูคอกนี้พุ่งเลย นี่ประเภทอุคฆฏิตัญญู ผู้ที่จะรู้เร็วผ่านได้เร็ว มีเป็นขั้น ๆ มาอย่างนั้น เรามาก็พิจารณา

แล้วที่กล่าวเหล่านี้มีในสัตว์โลกนี้ทั้งนั้น นั่นมันแยกนะ ประเภทเยี่ยมมี ในกองที่ว่าอิดหนาระอาใจนี่แหละ มันมีอยู่ในนั้น มันแยกของมันเองนะ อุคฆฏิตัญญู ประเภทที่รอที่จะข้ามผึง ๆ มี แล้ววิปจิตัญญู ลดกันกว่านั้นก็มี จะขึ้นจะออก ๆ เนยยะนี่กำลังแย่งตำแหน่งกันระหว่าง เสื่อกับหมอนกับทางจงกรม เข้าใจไหม นี่กำลังแย่งกันไป แย่งกันมา พวกปทปรมะนั้น เป็นร่างมนุษย์เฉย ๆ ไม่ได้มีอะไรติดตัวเลย นี่แหละพวกที่ตายแล้วก็ไม่มีความหมายอะไร ลงผึงเลย ลงไปอีกตามเดิม ไม่มีทางขึ้น ไม่มีประโยชน์ติดตัวเลยแม้นิดหนึ่ง ลงถ่ายเดียว จำให้ดีคำนี้น่ะ ถอดออกมาจากหัวใจมาสอนพี่น้องทั้งหลาย โกหกเหรอ

นี่แหละท่านว่า ประเภทถังขยะ คำว่าถังขยะนั้นมี ๔ ประเภท อยู่ในถังขยะอันเดียวกันเข้าใจไหม ประเภทที่เยี่ยม คือ อุคฆฏิตัญญู นี่ในถังขยะอันนี้แหละ ประเภทวิปจิตัญญู ลดกันลงมาก็อยู่ในถังขยะอันนี้ ประเภทเนยยะ ก็มีอยู่ในถังขยะอันนี้ ประเภทปทปรมะก็มีเต็มอยู่ในถังขยะนี้ โลกอันนี้เป็นโลกสมมุติเป็นโลกถังขยะ เจือปนไปด้วยสิ่งดีสิ่งชั่ว สับสนปนเปกันอยู่ในกองถังขยะนี้ เข้าใจไหมล่ะ แยกออกเป็นสี่ประเภทในถังขยะนี้ ทีนี้มันก็แยกแยะ ๆ พิจารณา แล้วทีนี้ก็ขึ้นมาอีกอันหนึ่งนะ ตอนที่เหมือนว่าทอดอาลัยตายอยากกับโลกที่จะไม่สั่งสอนใคร เรียกว่าทำความขวนขวายน้อย

สักเดี๋ยวก็ผุดขึ้นมาอีกนะ นี่แหละที่จะให้มีแก่ใจ ผุดขึ้นมาอีก ถ้าว่าธรรมเป็นของวิเศษเลิศเลอไม่มีใครสามารถจะรู้ได้ แล้วเราเป็นเทวดามาจากไหน เอาตรงนี้นะขึ้นตรงนี้ขึ้นในจิต เราเป็นเทวดามาจากไหน ทำไมจึงรู้ได้ รู้ได้เพราะเหตุใด นี่คำว่าเพราะเหตุใด มันก็จับสายทางนั่นซี เรารู้ได้เพราะอะไร มันก็มีสายทางมา ตามทางที่พระพุทธเจ้าสอนว่า การให้ทานรักษาศีลภาวนา นี้คือทางเดินเข้ามา เข้าใจไหมล่ะ เข้ามาจุดนี้ ทางอื่นไม่มี นี่รู้ได้เพราะเหตุใดมันก็วิ่งย้อนหลังมา เป็นทางที่เราเดินมาแล้วทั้งนั้น ๆ มาถึงจุดนี้ อ๋อ ขึ้นยอมรับที่นี่ อ๋อได้ ถึงไม่มากก็ได้ นั่น มีแล้วนะที่นี่ ปฏิเสธไม่ได้เลย บอกว่าได้ไม่มากก็ได้ ถึงไม่มากก็ได้อยู่ มีแก่ใจเริ่มที่จะแนะนำสั่งสอนผู้ที่สมควรจะสอน อยู่ในป่าในเขาพระเณรก็รุม ๆ อยู่นั้นแหละ

จากนั้นก็ค่อยแย็บออกมาสอนออกมา ๆ กว้างออกมา จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ดูเอาซิ ทั่วแดนโลกธาตุ ประเทศไทยเมืองนอกอะไร ได้ฟังธรรมจากหลวงตาบัวทั้งนั้นใช่ไหมล่ะ หนึ่งออกทางปากสด ๆ ร้อน ๆ เทศน์สอนพระ พูดธรรมะขั้นเด็ด จากนั้นก็ออกจากเทป จากเทปก็เขาออกทางวิทยุ ออกทางอินเตอร์เน็ต เวลานี้กระจายทั่วประเทศไทย ธรรมะที่หลวงตาแสดงนี้รับรองร้อยเปอร์เซ็นต์ ๆ ไม่มีเคลื่อนคลาดจากหลักความจริงที่รู้ที่เห็นมาเลย เข้าใจไหม พระพุทธเจ้าสอนโลกก็สอนแบบเดียวนี้ จึงพูดแล้วสาธุ ตัวเท่าหนูก็ตาม เครื่องยืนยันมีอยู่ในหัวใจ รู้สิ่งใดค้านพระพุทธเจ้าไม่ได้ เห็นสิ่งใดค้านพระพุทธเจ้าไม่ได้ ยอมรับหมด เมื่อยอมรับหมดแล้วก็เต็มหัวใจ ที่จะนำออกแสดงตามหลักความจริงที่ยอมรับเรียบร้อยแล้ว เข้าใจไหมล่ะ นี่แหละมันถึงผาง ๆ สอนโลก จากนั้นก็กระจายออกมา เดี๋ยวนี้ก็ทั่วประเทศไทยแล้วเราสอน

เราจึงกล้าหาญชาญชัย ถ้าพูดแบบโลกสงสาร แต่หลักธรรมแล้วไม่มีคำว่ากล้าก็ไม่มี กลัวไม่มี คำว่าได้ว่าเสียไม่มี คำว่าแพ้ว่าชนะไม่มีในธรรม สอนด้วยความเมตตาล้วน ๆ เช่นกรณีที่หมากัดกันอย่างนี้ ไปจับหมาแยกออกจากกันอย่างนี้ เราไม่มีส่วนแพ้ส่วนชนะใช่ไหม หมาต่างหากมี นั่น ผู้เจ็บปวดก็คือหมาต่างหากเจ็บ มันกัดกัน เราไปจับแยกหมาออกจากกันไม่ให้มันกัดกัน นั่นเป็นเรื่องของธรรม แยกคนที่เห็นผิดเห็นถูกต่อสู้กันอยู่ พวกทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่ นั้นละ

อย่างที่เราพูดในประเทศไทยของเราเวลานี้ มันก็ไม่พ้นที่จะย้อนจากนี้แหละ นี่เอาธรรมออกมายันนะ เรายุ่งกับโลกอยู่เวลานี้ไม่มีใครยุ่งเกินหลวงตาบัวไป คือจับหมามันแยกออก หมามันกำลังกัดกันเวลานี้ ทั้งหมาพระหมาโยม หมาฆราวาส หมาพระมันกำลังกัดกัน มันแย่งดีชิงดีชิงเด่นกัน กำลังกัดกันอึกทึก เราก็นำธรรมมาสอน นี่เรียกว่าจับหมาแยกไม่ให้กัดกัน ให้สงบระงับ ธรรมมีอยู่ให้อยู่กับความจริง อันใดถูกต้องให้จับอันนั้น ปล่อยวางอันที่ผิดไปเสียให้หมด บ้านเมืองและศาสนาเราก็จะสงบร่มเย็น พระเณรประชาชนทั่วแดนไทยก็จะสงบร่มเย็น เวลานี้ที่ไม่สงบร่มเย็นก็คือหมามันกัดกัน ทั้งหมาดีหมาชั่วมันกัดกันต่อสู้กันอยู่เวลานี้ เวทีของพุทธศาสนาโดยถือหัวใจประชาชนเป็นสนามใหญ่ เป็นเวทีอันใหญ่กำลังแตกกระจัดกระจายกันเวลานี้ เพราะหมามันกัดกันอยู่บนเวทีคือพุทธศาสนา ซึ่งเป็นหัวใจของชาติชาวไทยชาวพุทธเรา

เราจึงขอบิณฑบาต ขอให้แตกให้แยกกันออกไป การกัดกันไม่เป็นประโยชน์ทั้งผู้แพ้ผู้ชนะมันเจ็บช้ำไปด้วยกันนั่นแหละ ไม่มีตัวไหนดี ให้แยกจากกันเสีย ยอมรับเหตุรับผลดีชั่วแล้วมาประคองตัว ชาติศาสนาของเมืองไทยของเราก็จะขึ้นเป็นความสงบร่มเย็นแก่ชาติไทยของเรา จะไม่มีอะไรเสื่อมเสียและฉิบหายไป ดังที่อวดเก่งกันว่ากัดกันเพื่อความชนะ ๆ มันล้วนแล้วแต่พวกแพ้อย่างหลุดลุ่ยด้วยกันนั่นละ ไม่มีใครดี การกัดกัน การรบกันไม่ดี มันเจ็บทั้งผู้แพ้ผู้ชนะ เหมือนนักมวยเขาต่อยกัน ใครจะอวดดีอวดเด่นไปไหน ไม่ใช่ของดี การกัดกันเป็นเรื่องเจ็บปวดแสบร้อนทั้งสองฝ่าย นี่การรบรากัน ด้วยความรู้ความเห็นความอยากเด่นอยากดัง ความถูลู่ถูกังไม่ยอมฟังเสียเหตุเสียงผลเลย นี้คือหมากัดกันจะเอาให้พินาศจริงๆ โดยถือเมืองไทยของเราทั้งประเทศนี่แหละเป็นสนามหมากัดกัน

ให้พี่น้องทั้งหลายทุก ๆ ฝ่ายพินิจพิจารณา เรานำธรรมที่ออกมาจากน้ำตาร่วงในเวลาสด ๆ ร้อน ๆ นี้มาพูดให้พี่น้องชาวไทยเราฟัง ด้วยความจริงใจ ถ้าแยกอย่างนี้แล้วจะไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ผู้แพ้ก็แพ้เพื่อดี ผู้ชนะถ้าพูดแบบโลกว่าชนะ ผู้ชนะก็ชนะเพื่อดี ผู้แพ้ก็แพ้เพื่อดี เข้ากันได้สนิท ไอ้แบบที่กัดกันไม่ถอยไม่มีใครแพ้ใครชนะ แต่เลือดสาดทั้งสองฝ่ายนี้ดูได้ไหม พิจารณาซิ เราไม่อยากเห็น เมืองไทยเราเป็นเมืองพุทธ ระหว่างพุทธบริษัทประชาชนพระเณรเต็มวัดเต็มวา มากัดกันเหมือนหมาเลือดสาดเต็มประเทศไทย เราไม่อยากได้ยิน ขอให้พากันเลิกล้มกันไป ใครผิดใครถูกนรกอเวจีนั้นรับรองด้วยกัน สวรรค์พรหมโลกนิพพานรับรองคนชั่วคนดีได้ด้วยกัน เราอย่าพูดให้เหนือนรกอเวจีด้วยความผิดของเรา แล้วอย่าพูดให้นอกเหนือความดิบความดีที่นอกเหนือไปจากธรรมพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นแดนสวรรค์นิพพานที่จะบรรจุคนดีไว้ ให้พินาศฉิบหายลงมาสู่เวทีหมากัดกัน มีแต่เลือดสาดอย่างเดียว เข้าใจเหรอ พากันจำเอานะ

วันเทศน์อย่างสุดขีดสุดแดน เราปฏิบัติมา ๕๓ ปี นี้มาแสดงให้ท่านทั้งหลายได้เห็นวันนี้เข้าใจไหม นี่ละธรรมไม่อัดไม่อั้นไม่ตีบไม่ตันไม่ผลักไม่ดัน เหตุการณ์อะไรที่ควรจะออกหนักเบามากน้อยออกเต็มเหนี่ยว ๆ อย่างวันนี้ออกเต็มเหนี่ยวเลย ถึงขนาดน้ำตาหลวงตาบัวร่วงให้พี่น้องทั้งหลายเห็น จากความอัศจรรย์ของธรรมเป็นอย่างนั้นละ นี้ละธรรมที่มาสอนพี่น้องทั้งหลายไม่ได้เอาธรรมเล่น ๆ มาสอนนะ สอนจริง ๆ เราปฏิบัติเอาตายเข้าว่าเลย ดังที่เคยกล่าวให้พี่น้องทั้งหลายฟัง ความเพียรของเราไม่มีใครเชื่อได้นะ ความเพียรของเราเพื่อธรรมอันเลิศเลอ ไม่มีใครเชื่อได้เพราะเขาไม่ทำเหมือนเรา

เราทำอย่างว่านั่นละ เวลาได้ก็ได้อย่างนี้ละ นี่ละอำนาจแห่งความอุตส่าห์พยายามบึกบึน เพื่ออรรถเพื่อธรรมเพื่อความดี เด็ดเท่าไรยิ่งดี ตายก็ตายดี เป็นอย่างนั้นนะ ไม่ได้ตายเลวนะ จำให้ดีนะ เอาละวันนี้เหนื่อยพอ

[คัดจากกัณฑ์เทศน์ ณ วัดป่าบ้านตาด วันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๔๕ เรื่อง น้ำตาร่วงจากธรรมอัศจรรย์]

2. เมื่อวานนี้ก็น้ำตาร่วงเห็นไหม อำนาจแห่งเมตตานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะ มองไปที่ไหนความเมตตาจะซึมไปหมดเลย เม็ดหินเม็ดทรายก็หยาบไป ซึมยิ่งกว่านั้นไปอีก ทีนี้ผู้เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ เห็นแก่เอา เอารัดเอาเปรียบเพื่อนฝูงตาดำๆ หัวใจมีด้วยกันนี้ มันจึงเป็นบาปมากอยู่นะ สลดสังเวชนะเรา เห็นคนใดเป็นอย่างนั้นแล้วมันสลดสังเวชนะ คือเห็นแก่ตัว ไม่ได้คิดดูหัวใจเขากับหัวใจเรามันมีน้ำหนักเท่ากัน นี่ละธรรมให้เสมอกันอย่างนี้

ยกตัวอย่างเช่น เราจัดเราแจกอาหารนี้ก็เป็นแบบเดียวกันเลย ส่วนที่จะมาเกี่ยวกับเรานี้ไม่เลยนะ เสมอกันหมดเลย มิหนำซ้ำเราเป็นหัวหน้ายังให้ลดกว่าเพื่อนเอาไว้ จะเอาเมื่อไรก็ได้ใช่ไหม ต้องตีหัวมันไว้เข้าใจไหม ยกทางโน้นเสมอ เวลาแจกอาหารที่ไหนสุดๆ สั่งให้ไปทางโน้นๆ อย่างนั้นนะ เพื่อความเสมอกัน ความเสมอนี้จะกินมากกินน้อย ได้มากได้น้อยเป็นธรรมด้วยกัน อบอุ่นตรงนี้นะ ไม่ได้อบอุ่นที่ท้องป่องนะ อบอุ่นที่ความสม่ำเสมอ นั้นคือความเป็นธรรมแทรกซึมอยู่ทุกหัวใจ ไม่มีหัวใจใดจะแสดงความกำเริบขึ้นมา เพราะความไม่เป็นธรรมของผู้อื่นผู้ใดมากระทบ นี่เรียกว่าธรรม ต้องให้เสมอหมดเลย เรียกว่าธรรม หัวใจทุกดวงเทียบ

ยิ่งที่มาอยู่ร่วมกันด้วยแล้วก็ยิ่งใกล้ชิดติดพัน ยิ่งเทียบหนักกว่าเพื่อนอีก ไกลก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง นี่พูดจริงๆ เราทำไม่ลง หมู่เพื่อนอด เจ้าของอิ่มอย่างนี้ โอ๋ย ไม่ได้เลยนะ มันฝืนเอาอย่างหนัก อย่างเต็มที่เลย เป็นข้าศึกกับตัวเองขึ้นทันที นั่นเห็นไหม คือสิ่งที่ไม่เป็นธรรมมันมาเป็นข้าศึกต่อธรรม มันก็กระเทือนในตัวเอง อะไรที่มันจะขัดอยู่ในนี้แล้วปัดออกทันทีเลย ให้เป็นแต่ธรรมล้วนๆ ออก เช่นอย่างเราอยู่ร่วมกัน มีอะไรๆ ให้เสมอกันหมด ของในวัดนี้เราบอกคำเดียวเท่านั้น สั่งขาดไปเลยไม่ต้องมาขอ ของมีอยู่ในนี้เป็นของทุกคน เว้นแต่บริขาร ๘ ที่มีตามหลักพระวินัย เป็นสมบัติประจำตัว เช่น บาตร สบง จีวร สังฆาฏิ อย่างนี้เป็นต้น นอกจากนั้นมีอะไรให้แจกให้เสมอกันหมดเลย

ผู้รับแจกไปก็ต้องเป็นธรรมอีก ไม่ใช่เอาไปแบบไม่เป็นธรรม อันนี้ก็เข้ากันไม่ได้ เอาไปเท่าไรเอาไป ความจำเป็นมีเท่าไร สิ่งของที่จะสนองความจำเป็นมีมากมีน้อยเอาไป ไม่ว่า เป็นธรรม ถ้าเอาด้วยความโลภไม่ได้นะ ขัด ผิด อย่างนั้นนะ ผู้ให้ก็ให้ด้วยความเป็นธรรม เปิดโล่งไว้หมดเลย ผู้มาเอาก็ต้องมาเอาด้วยความเป็นธรรม จะมาเอาด้วยความโลภขัดกับธรรม เข้ากันไม่ได้ นั่น เอามากเอาน้อยให้เอาไปด้วยความเป็นธรรม คือความจำเป็นเต็มสัดเต็มส่วนแล้วเรียกว่าธรรม จึงเป็นเหมือนอวัยวะเดียวกัน ความเป็นธรรมคิดดูใจเขาใจเรา เทียบเข้าทันที ๆ เลย จะเอาใจเราเป็นใหญ่นี้ไม่ได้ ต้องเทียบธรรมเสมอไปหมดเลย

[คัดจากกัณฑ์เทศน์ ณ วัดป่าบ้านตาด วันที่ ๑๓ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖

เรื่อง นักภาวนาต้องดูหัวใจ (อ่านเต็มกัณฑ์ได้ที่ www.Luangta.com)]



3. หลวงตาได้อุตส่าห์กับพี่น้องทั้งหลายมาเต็มที่แล้วนะ เต็มเหยียดเต็มยันไม่มีอะไรเหลือเลย พูดแล้วสลดสังเวช เราอุตส่าห์พยายาม เต็มที่เต็มฐาน โอ๊ย.พิลึกพิลั่นจริง ๆ นะ เต็มหัวใจเรา พี่น้องทั้งหลายฟังซิ เป็นความโกหกท่านทั้งหลายเหรอที่พูดเวลานี้ โห มันจริงขนาดนั้นนะเรากับพี่น้องชาวไทยเรา หัวขาด ๆ ไปเลยบอกแล้ว อะไรมาผ่านไม่ได้ท่านทั้งหลายเคยเห็นขึ้นเวทีไหม อ่อนแอที่ไหนเคยเห็นไหม คราวนี้จะมาอ่อนแอกับทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตันให้คอขาดไปเลย อย่าให้เหลืออยู่ในประเทศไทย มันจะเลอะเทอะเป็นเชื้อโรคติดต่อไปเรื่อย ๆ ไม่เอาไหน ๆ ไปเรื่อยนะ ชาติไทยเรานะ อย่าให้มีนะ ขนาดนั้นละกับพี่น้องชาวไทยเรา

เราเด็ดขนาดนั้นนะ ขอให้พี่น้องทั้งหลายทราบในหัวใจดวงนี้ไว้นะ เอาจริงเอาจัง เอ้า ทุ่มลงไปมันจะไม่มีอะไรติดในกระเป๋า เอ้า ให้มันเห็นเสียทีน่ะ ขอให้ชาติไทยเราขึ้น เงินในกระเป๋าเราไม่มี เงินอันใหญ่มีอยู่แล้วไม่เป็นไร ซุกหัวนอนที่ไหนได้ เงินในกระเป๋าเราเต็มแต่ชาติไทยของเราจมมันดูได้ไหม เอาตรงนี้ซิ ฟัดกันตรงนี้ซิ นี่ละที่ว่าคอขาด ๆ ได้เลยว่างั้น สู้ไม่ถอยคอขาด นั่น ถึงคราวเด็ดมันต้องเด็ดอย่างนั้นซิ ไม่เด็ดไม่ได้นะ

นี่มันเคยมาแล้วนะ ความเด็ดนี่ จนพูดอะไรไม่อยากมีใครเชื่อนะ เราพูดอะไรขึ้นมาไม่มีใครเชื่อ คือเขาไม่ได้ทำแบบเราทำ ก็คิดดูซิไปอยู่ที่ไหนเขาจนตีเกราะประชุมว่าเราตายแล้ว ๆ ฟังซิ ไปที่อื่น ๆ เราก็ทำอย่างนั้นมาตลอด แต่เขาไม่ตีเกราะเราก็บอกไม่ตี ที่บ้านนั้นเขาตีเกราะประชุมว่าเราตายแล้ว ยังไงมันถึงตาย ไม่กินข้าวละซี ทางกิเลสกับธรรมนี้ฟัดกันไม่มีถอยเลย ร่างกายอ่อนเท่าไรจิตยิ่งดีดยิ่งดิ้นยิ่งพุ่ง ๆ ๆ มันจะเสียดายทางจิตละซิ ก็เราบำเพ็ญมาเพื่อจิต เราไม่ได้บำเพ็ญเพื่ออาหารการกิน กินเมื่อไรก็ได้ยากอะไร หิวโหยว่าจะตายกินแล้วดีดผึงไปทันทีทันใด แต่เรื่องจิตใจนี้ดีดยากนะ นี่ถึงได้เอากันอย่างหนัก ๆ ถึงขนาดเขาตีเกราะประชุมไปดูเราว่าเราตายแล้ว

ทั้งๆ ที่เราก็เป็นผู้ดูเองดูร่างกายเจ้าของ เจ้าของยังไม่รู้จักเจ้าของจะตาย คนอื่นเขาได้ตีเกราะประชุมมาดูเราพิจารณาซิ พูดอย่างนี้ใครเชื่อเมื่อไร ก็เรื่องมันเป็นมาอย่างนี้จะให้พูดว่าอย่างไรอีก มันก็ชัดๆ อยู่อย่างนั้น นี่ที่หมายถึงเด่น ที่เราทำโดยลำพังเรานี้เขาไม่ได้ตีเกราะประชุมนี้เป็นไปตลอดเลย ยังพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง ๙ ปีเต็ม ถ้าหากว่าไม่ติดคุกติดตะรางเราสมัครเข้าเป็นนักโทษเลยนะ เพราะนักโทษจักตอก เหลาตอก ๓-๔ เส้น ๕ เส้น ฆ่าเวลาให้หมดไป ๆ พอได้ออกจากเรือนจำเท่านั้นเอง เขาไม่ได้ทุกข์อะไรมากนัก เขาอยู่ด้วยการบังคับของผู้มีอำนาจเขา แต่เรานี้เอาอำนาจของธรรมบังคับสิ่งชั่วช้าลามกอ่อนแอทั้งหลายขาดสะบั้น ๆ เอาธรรมบังคับไว้เลย ด้วยความสมัครใจเรา เป็นก็เป็นตายก็ตายด้วยความสมัครใจ ซัดกันอย่างนั้นตลอดมา

จนกระทั่งถึงว่า มันจะตายจริง ๆ บางครั้งมอบไปเลย นู่นน่ะฟังซิจิต มันของง่ายเมื่อไร ไม่มีคำว่าถอย เพราะฉะนั้นจึงพิจารณาย้อนหลังถึงเรื่องความเพียรของเรานี้แหม ขยะ ๆ นะ โถ อย่างนั้นมันก็ทำได้ ๆ ๆ คือปัจจุบันนี้ทำตายเลย เพราะธาตุขันธ์ก็ไม่อำนวย แต่ก่อนธาตุขันธ์ก็แข็งแรงด้วย จิตใจความมุ่งมั่นนี้เด็ดขาดด้วย มันพร้อมกัน ทุกวันนี้ความหวังก็ไม่มี พูดตรงๆ ไม่มีก็บอกไม่มี ธาตุขันธ์ก็ให้กินอยู่ทุกวันมันคอยแต่จะตาย จะเอาอะไรไปสู้ ตายเท่านั้นเอง นั่น ถ้าเราจะเทียบแล้วนะ อย่างทุกวันนี้ตายเลย แต่ก่อนมันไม่ตาย

นี่ละความเด็ดเดี่ยว เอาตรงไหนมันก็ได้จุดนั้น ๆ อย่างที่ทำมานี้ ภูมิใจเจ้าของ เจ้าของจนจะลุกไม่ขึ้นจะไปไม่ได้ก็ตาม ทางใจนี้ภูมิใจเหมือนจะเหาะเหินเดินฟ้า จิตใจมันสง่างามด้วยอำนาจแห่งความเพียร เด็ดเดี่ยวอาจหาญของเรา นี่ผลได้มาอย่างนี้ นี่ก็เพื่อจะอุ้มเมืองไทยของเราทั้งชาติ ก็ไม่ได้เอามากเอาขนาด ๑๐ ตัน มันเป็นยังไงเมืองไทยของเราจะไม่มีเชียวหรือทองคำ ๑๐ ตันนี่น่ะ ให้ถามตัวเจ้าของทุกคนๆ นะ เราเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่าให้ขาดบาทขาดตาเต็ง ทั้ง ๆ ที่มีหัวหน้าพูดจนน้ำตาร่วงกับพี่น้องทั้งหลายด้วยความห่วงใย ให้ท่านทั้งหลายพิจารณาให้ดี

นี่เอาจริงเอาจังทุกอย่างยังบอกแล้ว ถ้าลงได้ตั้งแล้วไม่มีถอย นี่ตั้งเพื่อชาติไทยของเราจึงว่าไม่ถอย ลงในจุดที่ว่าทองคำต้องให้ได้ ๑๐ ตัน ดอลลาร์ ๑๐ ล้าน จากนั้นแล้วไม่มีปัญหาอะไร ล้มตูมเลยก็ได้ ที่จะให้ไปเที่ยวหาทุบหาตีกระเป๋าคนนั้นคนนี้อย่างทุกวันนี้ไม่ทำ บอกตรง ๆ เลย พูดต้องมีคำสัตย์คำจริง ถ้าได้ ๑๐ ตันแล้วหยุดกึ๊กทันที แต่การห้ามบรรดาศรัทธาทั้งหลายที่จะนำมาบริจาคมากน้อยเราไม่ห้าม แต่จะให้เราไปรบตีกระเป๋านั้นกระเป๋านี้อย่างที่เป็นอยู่เวลานี้ไม่ทำ ขาดสะบั้นไปเลยเหมือนกัน ก็มีเท่านั้นละ ขอให้พี่น้องทั้งหลายจำเอานะ

ชาติไทยของเราเป็นชาติที่สง่างามมาด้วยบรรพบุรุษ ที่นำพี่น้องชาวไทยของเรามา ไม่เคยมีความล่มจมที่ตรงไหนๆ จะมาจมที่คราวนี้ พอจะฟื้นขึ้นมาบ้างแล้วเพียงจะเอาทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตันเพื่อเป็นเครื่องประดับชาติของตนเองนี้ไม่ได้ แล้วตายหมดกันทั้งเมืองไทย หมู หมา เป็ด ไก่ อย่าเอาไว้มันหนักชาติไทยเรา ให้มันเหลวไปด้วยกันกับเจ้าของเสียให้หมด หมู หมา เป็ด ไก่อะไร แม้ที่สุดหมัดอยู่ในหลังหมาก็อย่าให้มันเหลือ ให้มันไปกับเจ้าของ จมกับเจ้าของมันเสียเลย เพราะเจ้าของไม่เป็นท่าหมาก็ไม่เป็นท่า เจ้าของหมาก็ไม่เป็นท่า ให้มันจมไปด้วยกันเสียเลย นี่เราอยากเป็นอย่างนั้นไหม

เราก็ไม่เป็นท่าหมาเราก็ไม่เป็นท่า หมัดในหลังหมาก็ไม่เป็นท่า หมู หมา เป็ด ไก่ไม่เป็นท่า จมไปด้วยกันอยากฟังไหม ถ้าไม่อยากฟัง เอ้า ซัดเข้าไป หลวงตาบัวจะพาพี่น้องทั้งหลายจมทั้ง ๆ ที่หัวใจขาดดิ้นอยู่เพื่อพี่น้องทั้งหลายเวลานี้ให้เห็นสักทีน่ะ เมืองไทยเราจะจมด้วยอำนาจแห่งการอุ้มชู ด้วยความสละทุกสิ่งทุกอย่างในหัวใจของเรานี่ แล้วจะพาเมืองไทยให้จมให้มันเห็นสักทีน่ะ จำให้ดีนะคำนี้ เอาละพอ

[คัดจากกัณฑ์เทศน์ ณ วัดป่าบ้านตาด เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๔๖ เรื่อง

น้ำตาร่วงด้วยความห่วงใย (ชมภาพและเสียงเทศน์ได้หน้าธรรมะหลวงตา)]



4. นี่ละเทศน์ที่ว่าต้นตอหรือรากแก้วใหญ่อยู่ตรงนี้ออกจากนี้ไป อันนี้ก็ทั่วโลกอีกนะ คือเทศน์ที่นี่แล้วก็อัดเทป จากเทปพิมพ์เป็นหนังสือออกหนังสือนี้ก็ออกทางอินเตอร์เน็ต เทปก็ออก ๆ หมด จากนั้นก็เทศน์ทั่วประเทศไทยออกไปด้วยกันหมดเลย เรียกว่าเทศน์มากที่สุดแหละ ถ้าหากว่าควรจะเป็นประโยชน์ได้บ้างเราก็ไม่เสียกำลัง ว่าอย่างนี้เลยนะ ไม่เสียกำลังที่ทุ่มเทเพื่อประเทศชาติของเรา เพื่อชาติไทยของเรา ถึงขนาดน้ำตาร่วง ๆ ก็มี เรายังไม่เคย มีแต่เราฟัดกับกิเลส นี่แหละน้ำตาร่วงเหมือนกัน

นี่ก็มาฟัดกับความจนของชาติไทยเรา อุ้มพี่น้องชาวไทยเราขึ้น นี่ก็น้ำตาร่วงเหมือนกัน ทั้งสองอย่างนี้เสมอกัน เราฟัดกับกิเลสสู้กิเลสไม่ได้เราไม่ลืม ฝังลึกมากทีเดียว เพราะฉะนั้นมันถึงได้ฟัดกันถึงขนาดม้วนเสื่อว่างั้นเลยนะ เพราะความเคียดแค้นอันนี้ นี่ละความเคียดแค้นนี้เรียกว่าเป็นธรรม ฟาดตัวข้าศึกได้ขาดสะบั้นไปได้เลย ความเคียดแค้นแบบกิเลส เคียดแค้นนี้เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้เป็นเถ้าเป็นถ่านไปหมด ฆ่ากันเอง นี่อำนาจของกิเลสพาเคียดพาแค้น ทำลายกันเองแหลกเหลวไปหมด ส่วนความเคียดแค้นของธรรมให้กิเลสนี้ ฟาดกิเลสให้แหลกเหลวไปหมด

จึงได้เอามาพูด คำพูดเช่นนี้ก็ไม่เคยมีใครพูด ท่านทั้งหลายฟังเอา ถอดออกมาจากหัวใจที่เป็นในเราเองจริง ๆ น้ำตาของเราเองร่วง ขึ้นไปบนภูเขาตั้งหน้าตั้งตาจะไปฟัดกับกิเลสอย่างเต็มเหนี่ยว ขึ้นไปไม่ถึงไหนมันฟาดเอา โอ๊ย.หงายไม่เป็นท่าเขาเรียก หงายหมา หงายแล้ว แหง็ก ๆ หงายไม่เป็นท่าสู้กิเลสไม่ได้ ถ้าหงายแมวมันตบได้นะ หงายแมวพอตบได้ หงายหมาไม่มีท่า ร้องแหง็ก ๆ นี้เราแบบหงายหมา คือไม่เป็นท่า เรียกหงายหมา แต่ที่มีแมวอยู่ในนั้นแทรกอยู่ในนั้นบ้างว่า เหอ มึงเอากูขนาดนี้เชียวเหรอ คือเคียดแค้นสู้มันไม่ได้ ลวดลายมันเก่งกว่าเราทุกด้านทุกทาง เรียกว่า สู้ไม่ได้เลย ก็มีแต่ปากมีแต่ความคิดตอบรับกัน โห มึงเอากูขนาดนี้เชียวเหรอ คือถึงขนาดน้ำตาร่วงเคียดแค้นให้กิเลส เอาละยังไงให้กูถอยกูไม่ถอย กูจะเอามึงให้พังวันหนึ่งจนได้ นี่เรียกว่า หงายอันนี้เป็นลักษณะแมว ยังจะต่อสู้

นี่ละในชีวิตของเราการต่อสู้กิเลสถึงขนาดน้ำตาร่วง เคียดแค้นให้กิเลสเคียดถึงเหตุถึงผลถึงพริกถึงขิงคราวนี้เองนี้อันหนึ่ง นี่ก็น้ำตาร่วง กลับไปก็ไปหาพ่อแม่ครูจารย์มั่น ไปอีกฟิตอีกกลับมาอีกเอาอีก แต่คราวหลังมานี้มันน้ำตาร่วงแต่หงายเหมือนกันหากไม่น้ำตาร่วง สู้มันไม่ได้หงาย ไปอีกกลับมาอีกเอาอีกอยู่อย่างนั้น พอต่อไปทีนี้ก็เริ่มแล้วนะที่นี่ เริ่มแล้ว นี่ละอำนาจแห่งความเคียดแค้น ความมุมานะ ความเจ็บแสบให้กิเลสภายในหัวใจของเรามันฝังลึกมาก เพราะฉะนั้นจึงได้คุ้ยเขี่ยขุดค้นกำลังวังชาทุกด้านทุกทางมา ได้มาทีไรก็ไปต่อยกัน สู้มันไม่ได้หงายมาเสียก่อน เอาอีกกลับไปอีกอยู่อย่างนั้น

หลายครั้งหลายหนมันก็สู้เราไม่ได้ เพราะทางหนึ่งเคียดแค้นอย่างไม่มีจืดจางเลย มีแต่จะฟัดตลอดโดยถ่ายเดียวเท่านั้น สุดท้ายมันก็ค่อยอ่อนให้เห็น ทางนี้ก็ค่อยตั้งตัวได้บ้าง ๆ เรื่อยขึ้นจนกระทั่งเริ่มตั้งตัวได้ ไม่มีกลัวเลยกับกิเลส ฟัดกันตลอดเลย นั่น น้ำตาร่วงหนหนึ่ง นี่เราได้มาพูดให้พี่น้องชาวไทยฟัง ที่เราเกี่ยวข้องกับตัวของเราและพี่น้องชาวไทยเรา และช่วยพี่น้องชาวไทยก็ถึงขนาดน้ำตาร่วงเหมือนกัน จึงเรียกว่าฝังลึกทีเดียว

อย่างที่ว่าทองคำนี้ถ้าไม่ได้ ๑๐ ตัน แล้วให้เอาคอหลวงตานี้ไปตัดเสียเลย อย่าเอาไว้ให้หนักแผ่นดินไทย หลวงตานี้เป็นผู้นำของพี่น้องทั้งหลาย พาช่วยฟัดกับความจนมันจะเอาเราให้จมทะเล ทีนี้เราพาพี่น้องทั้งหลายฟัดความจนให้ลงทะเล แล้วสิ่งที่เราจะเป็นเครื่องต้อนรับหรือเครื่องต่อกรกับกิเลสคืออะไร คือทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตัน และดอลลาร์ ๑๐ ล้านนี้ ขอเป็นเครื่องประกันบนเวที ถ้าหากไม่ได้อันนี้ตามที่มุ่งหมาย ดังที่ได้ตั้งไว้แล้วถึงขนาดน้ำตาร่วงนี้แล้ว อย่าให้เหลือเลยนะหลวงตาองค์นี้ ให้ตัดคอขาดโยนลงทะเลเลยทีเดียว ไม่เป็นท่า มานำพี่น้องทั้งหลายไม่เป็นท่าแล้ว

ฟัดกับตัวเองก็เรียกว่าเต็มเหนี่ยวแล้ว ได้ชัยชนะมาอย่างภาคภูมิใจ น้ำตาร่วงสู้กิเลสไม่ได้หนึ่ง น้ำตาร่วงเวลากิเลสขาดสะบั้นลงจากหัวใจบนหลังวัดดอยธรรมเจดีย์นี้หนึ่ง นี่น้ำตาร่วงอีกเหมือนกัน คราวนี้คราวชัยชนะ น้ำตาร่วงไม่ลืม ๒ อย่างนี้นะ ร่วงอันหนึ่งร่วงแพ้กิเลสอย่างหลุดลุ่ย ร่วงที่ ๒ กิเลสแพ้แล้วขาดสะบั้นลงจากใจอย่างหลุดลุ่ยไม่มีอะไรเหลือ อันนี้ก็น้ำตาร่วง ประหนึ่งว่าฟ้าดินถล่ม นี่ ๒ พักแล้ว ๒ พักนี้ช่วยตัวเอง

พักที่ ๓ นี้ช่วยพี่น้องชาวไทยทั้งชาติ นำตนออกประกาศเป็นผู้นำของพี่น้องทั้งหลาย แล้วสิ่งที่จะประกันบนเวทีนี้ก็คือทองคำให้ได้น้ำหนัก ๑๐ ตัน และดอลลาร์ก็ ๑๐ ล้าน นี้เป็นจุดที่หมายแห่งชัยชนะของพี่น้องชาวไทย โดยมีหลวงตาเป็นผู้นำ ว่าได้ชัยชนะมาแล้ว เครื่องหมายแห่งชัยชนะคือทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตัน และดอลลาร์ ๑๐ ล้าน เมื่อก้าวถึงจุดหมายปลายทางแล้ว หงายลงเลยทองคำไม่ได้น้ำหนัก ๑๐ ตัน ดอลลาร์ขาดสะบั้นไปแล้ว หลวงตานี้คอขาดไปพร้อมกันเลย ไม่ต้องมองดูหน้าหลวงตาเลยนะ แล้วหลวงตาก็จะไม่มองดูใครเลย จะไปตามบุญตามกรรมของตัวเอง เรียกว่าไม่เป็นท่าแล้ว ที่ได้ฟัดกับกิเลสก็เป็นพอใจทุกอย่าง แต่ฟัดกับความจนเพื่อช่วยชาติไทยของเราไม่เป็นท่าหงายลงไปเลย จนถึงขนาดคอขาด

เพราะฉะนั้นจึงขอให้พี่น้องทั้งหลายอย่าดูหน้าหลวงตาบัว ดูคอหลวงตาบัวเลยนะ ถ้าช่วยพี่น้องทั้งหลายไม่เป็นท่าเป็นทางในคราวนี้แล้ว ให้ขาดไปเลย โยนให้ปลาฉลามกินไปเลย อย่าไปถามถึงโคตรถึงแซ่หลวงตาบัว อย่าถามทั้งหมดเลย ไม่เป็นท่าแล้ว นี่ละยังกำลังมีเครื่องต่อกรกันอยู่ตรงนี้ เอ้า ขอให้พี่น้องทั้งหลายตั้งใจทุกคน ถ้ายังเสียดายคอหลวงตาบัวอยู่แล้ว เอาให้เต็มเหนี่ยวทุกคน ถ้าคอหลวงตาบัวไม่มีความหมายไม่เป็นท่าแล้ว ให้ต่างคนต่างเฉื่อยชาไม่เอาไหน เขาจะทำเราจะทำปล่อยไปตามเรื่องตามราวจืดชืดไปหมดเลย นี้เมืองไทยก็จม ผู้นำพี่น้องทั้งหลายก็จมไม่มีความหมายเลย ที่ให้ได้ตามความหมายก็คืออย่างที่ว่านี้ ทีนี้ทองคำนี้จะเป็นเครื่องประดับชาติพี่น้องชาวไทยเราทั้งประเทศ ทองคำ ดอลลาร์

ทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตัน ดอลลาร์อย่างน้อย ๑๐ ล้าน นี้เป็นเครื่องประดับเกียรติยศชื่อเสียงของชาติไทยเรา ที่ได้ออกประกาศโดยมีศาสนาเป็นผู้นำ ว่าได้ชัยชนะมาแล้วได้ทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตัน ดอลลาร์เป็นจำนวน ๑๐ ล้าน นี้เป็นที่พอใจของเรา เพราะเราตั้งจุดไว้ตรงนี้ ในการรบ ชัยชนะคราวนี้เราจะเอาจุดนี้ให้ได้ ไม่ได้เราก็ต้องตายเสียอย่างเดียว ดังที่ประกาศให้พี่น้องทั้งหลายทราบ จะไม่มีเงื่อนใดเป็นชิ้นต่อกันเลยถ้าลงไม่ได้ในจุดนี้แล้ว จุดนี้เป็นจุดที่ขาดสะบั้นเพื่อพี่น้องชาติไทยทั้งชาติเรา เอาคอเราตัดเป็นประกันเลยทีเดียว ให้อุตส่าห์พยายาม

เวลาได้นี้แล้ว ชื่อเสียงของประเทศไทย กิตติศัพท์กิตติคุณของประเทศไทยสมชื่อสมนามว่าชาติไทยเป็นผู้รักชาติ เป็นนักเสียสละ เป็นผู้มีความพร้อมเพรียงสามัคคีกัน ได้มาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ตามที่หัวหน้าได้ประกาศก้องออกมาให้ทราบตั้งแต่วันเริ่มแรกจนกระทั่งบัดนี้ ได้ชัยชนะขึ้นมาอย่างสมใจแล้ว เราจะตบมือเพียบพร้อมกันเลยก็ได้ในวันเช่นนั้น นี้รอวันเวลาของเราที่จะตบมือ อย่าให้ได้ยินเสียงตบมือให้ปลาฉลามนะ ตบมือเอาชัยชนะ อย่าตบมือแพ้ให้ปลาฉลามเอาไปกิน อย่างนี้ดูไม่ได้เลยนะ

เราพูดเรื่องช่วยชาติบ้านเมือง เราเอาถึงขนาดน้ำตาร่วง ทั้งสองอย่างนี้ไม่ลืมในตัวของเราคนเดียว น้ำตาร่วงกับกิเลสเป็น ๒ ครั้ง น้ำตาร่วงกับเมืองไทยของเรายังไม่ทราบว่าจะกี่ครั้งแหละ แต่นี้ก็เริ่มปรากฏขึ้นมาแล้ว นี่ก็ด้วยน้ำใจ น้ำหนักของใจถึงขนาดน้ำตาร่วง มีกำลังมากขนาดไหนถึงเรียกน้ำตาได้ อย่างไม่ต้องไปออกหาที่ไหน ออกมาเลยเทียว

ขอให้พี่น้องทั้งหลายได้ตั้งอกตั้งใจช่วยชาติบ้านเมืองของเรา บ้านนอกบ้านนาเวลานี้เขามองดูเราเป็นตาเดียวกันหมดเลยนะ เป็นยังไงเมืองไทยช่วยชาติตัวเอง เป็นท่าเป็นทางบ้างไหม นี่เขากำลังดู เมื่อเราได้ตามจุดหมายนี้แล้ว ทั้งหลายเขาอย่างหนึ่งก็ชม เพราะเขาหาทางตำหนิไม่ได้เขาก็ต้องชมเรา ว่าเมืองไทยเราเป็นเมืองเอาจริงเอาจัง ถึงคราวเอาจริง ๆ ที่สุดเมืองไทย ได้ตามมักตามหมาย นี่เขาก็จะชมเรา ถ้าไม่ได้นี้แล้วเขาจะชี้หน้าด่าทอเรา ไปที่ไหนไปไม่ได้นะ หมาก็มีหน้าถูกเขาชี้หน้าหมา หมามีเจ้าของเขาชี้หน้าเจ้าของหมา แล้วเขาชี้หน้าหมา ไอ้หมาตัวนั้นมีหมัดกี่ตัว หมัดนั้นหมาเป็นเจ้าของ เขาชี้หมัดด้วยชี้หมาด้วย ชี้พวกเป็ดพวกไก่อยู่ในวัดในวาอยู่ตามบ้านตามเรือน พวกไม่เป็นท่าทั้งนั้น ถูกเขาชี้หน้าด่าทอ ท่านทั้งหลายวาดภาพดูซิ ฟังได้ไหม เมื่อฟังไม่ได้ เอ้า ฟัดให้ได้อย่างที่ว่านี้ ทุกสิ่งทุกอย่างมีคุณค่าขึ้นมาหมด ไม่ว่าหมู หมา เป็ด ไก่ ผู้คน เจ้าของชาติบ้านเมืองมีหน้ามีตาขึ้นมาด้วยกันหมด มีศักดิ์ศรีดีงาม ให้จำข้อนี้เอาไว้นะ ขอฝากไว้กับบรรดาพี่น้องทั้งหลาย

นี่พูดถึงเรื่องช่วยชาติบ้านเมือง ทีนี้ย่นเข้ามาช่วยตัวเองแต่ละคน ๆ เพื่อเป็นกำลังของชาติบ้านเมืองอีก ก็คือการอบรมตัวให้เป็นคนดี อย่าเหลาะแหละอย่าคลอนแคลนนะ ให้มีความเหนียวแน่นมั่นคง ถึงเวลาเด็ดให้เด็ด เพราะความชั่วนี้ จอมปราชญ์ทั้งหลายทรงตำหนิมาเป็นเสียงเดียวกัน คือพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ทรงตำหนิกิเลสเป็นเสียงเดียวกัน แล้วชนะก็ชนะกิเลสนี้แหละ ได้เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา ถ้าไม่ชนะกิเลสเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ นี้ท่านเป็นพระพุทธเจ้ามาสักกี่พระองค์ ล้วนแล้วตั้งแต่ชำระกิเลสด้วยการตำหนิติเตียนกิเลส แล้วยกพระองค์ขึ้นมาเป็นศาสดาของโลกด้วยความเอาจริงเอาจัง ได้ชัยชนะมาแล้วมาสอนบรรดาลูกศิษย์ลูกหา พวกเราทั้งหลายเดินตามเสด็จพระพุทธเจ้า ขอให้พากันใช้ความคิดความอ่าน อย่าเห็นแก่ได้แก่เอา เห็นแก่กิน แก่อยู่ แก่หลับ แก่นอน แก่ใช้สอยต่าง ๆ ไม่คำนึงคำนวณถึงการได้มาเสียไปเพราะเหตุผลกลไกใด อันนี้ไม่ดีนะ

กินก็ให้มีเหตุมีผล กินมากกินน้อย การใช้สอยสุรุ่ยสุร่ายไม่ดี การกินสุรุ่ยสุร่ายไม่ดี ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเรา เราเป็นผู้รับผิดชอบ คุณค่าราคา และหาคุณค่าราคาไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราคนเดียว เราต้องเป็นผู้พินิจพิจารณาเพื่อมีราค่ำราคาในตัวเอง สมบัติของเราทุกอย่าง เมื่อต่างคนต่างมีเจ้าของด้วยความพินิจพิจารณาแล้วจะราบรื่นดีงาม ไม่ย้อนเข้ามาทำลายตัวของเราเอง ด้วยความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ความลืมเนื้อตัว ในการกินอยู่ปูวายใช้สอยต่าง ๆ ไม่มีขอบเขต เหล่านี้ละเป็นข้าศึกต่อพวกเราเอง ก็ขอให้นำไปใช้ในครอบครัวเหย้าเรือนของเราด้วยนะ

เวลามาบำเพ็ญคุณงามความดีก็ให้ระงับ จิตดวงนี้เป็นที่เกิดขึ้นของ ๒ ประเภท กิเลสหนึ่ง เกิดขึ้นที่ใจแล้วอยู่ที่ใจของสัตว์ กิเลสนี้เป็นภัยของสัตว์ทั่วโลกดินแดนมานานแสนนานกี่กัปกี่กัลป์ ไม่เคยเป็นคุณต่อผู้ใดเลย เพราะฉะนั้นจอมปราชญ์ทั้งหลายจึงต้องสาปแช่งมัน และอันที่สองคือธรรม เกิดขึ้นในใจเหมือนกัน แต่สร้างตัวเองขึ้นเป็นคุณธรรมให้เป็นประโยชน์ ความสงบร่มเย็น บรรเทาทุกข์แก่โลกทั้งหลายจนกระทั่งถึงความพ้นทุกข์ได้ เพราะอำนาจแห่งธรรมที่เกิดขึ้นภายในใจของพวกเรา ของสัตว์โลกนี้แหละ แต่ละดวง ๆ ธรรมเกิดที่นี่ เมื่อบำรุงรักษาธรรมแล้ว ธรรมจะให้คุณค่าแก่เราถึงขั้นมหาศาล

กิเลสก็อยู่ที่ใจของเรา อารมณ์ของกิเลสเป็นไปเพื่อความทำลาย ไม่เป็นไปเพื่อความเจริญรุ่งเรือง มีแต่เพื่อการทำลาย แต่อารมณ์ของธรรมเป็นไปเพื่อการบำรุงรักษา หรือส่งเสริมให้เป็นคนดิบคนดี มีความสุขความเจริญ รักใคร่ใฝ่ธรรม คุณงามความดีทั้งหลายจิตใจรักชอบ ถ้ากิเลสไม่รักไม่ชอบ เห็นอรรถเห็นธรรมเป็นคู่จองกรรมจองเวรกัน นี่คือกิเลสมันอยู่ในหัวใจเรา เวลาไหนมันยินดีในการทำบุญให้ทาน เวลานั้นใจเรามีธรรม ธรรมเครื่องบำรุงรักษาใจเรา เวลาไหนจิตใจเรามันเฉื่อยชาเรื่องอรรถเรื่องธรรม แต่มันเข้มข้นไปกับสิ่งเลวร้ายทั้งหลาย ความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหา ความไม่รู้จักเพียงพอ ไม่รู้จักประมาณ ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม นี้คือเวลานั้นกิเลสกำลังก่อไฟเผาหัวใจเรา ให้เอามาคิดแล้วให้พินิจพิจารณาแยกแยะออก แล้วบำรุงตัวเองด้วยความเป็นผู้มีธรรมในใจ จะเป็นผู้มีความสุขความเจริญ

วันนี้ก็พูดเพียงเท่านี้ แยกเอาธรรมมาเป็นเกี่ยวกับเรื่องอบรม เฉพาะอย่างยิ่งผู้ภาวนาให้ตั้งอกตั้งใจนะ เรื่องกิเลสนี้ติดแนบกับเราเร็วที่สุดด้วยนะ ไม่ทัน เวลาเราโง่เง่าเต่ากว่ามันนี้มันฉลาดมากนะ แต่มันไม่ฉลาดเสมอไป เมื่อธรรมมีมากเท่าไรมันจะค่อยอ่อนตัวลง สุดท้ายโง่กว่าธรรม ธรรมฟาดขาดสะบั้นไปเลย เข้าใจเอาละพอ

[คัดจากกัณฑ์เทศน์ ณ วัดป่าบ้านตาด วันที่ ๑๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖ เรื่อง น้ำตาร่วง ๓ พัก (ชมภาพและเสียงเต็มกัณฑ์ได้ที่หน้าธรรมะหลวงตา)



5. เราก็ได้ปฏิบัติเต็มกำลังความสามารถของเรามาตั้งแต่วันออกปฏิบัติ กำจัดกิเลสไม่มีคำว่าอ่อนข้อย่อหย่อน จากการได้ยินได้ฟังอรรถธรรมจากหลวงปู่มั่นเป็นที่ถึงใจแล้ว เป็นที่พอใจ มีความมุ่งมั่นต่อแดนพ้นทุกข์ ขอเรียนให้ทราบตามความสัตย์ความจริงที่ฝังใจมา ตั้งแต่เริ่มแรกจากการได้ยินได้ฟังธรรมะจากหลวงปู่มั่นแล้ว ขอหลุดพ้นจากทุกข์ในชาตินี้เท่านั้น คือขอให้เป็นพระอรหันต์ เมื่อทราบชัดเจนแล้วว่ามรรคผลนิพพานมีอยู่โดยสมบูรณ์ เป็นธรรม อกาลิโก คำว่าอกาลิโกไม่มีคำว่าครึว่าล้าสมัย เป็นความเสมอภาคตลอดมาจึงเรียกว่าอกาลิโก ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลาที่จะมาตัดทอนมรรคผลนิพพานของผู้บำเพ็ญด้วยความชอบธรรมนี้ ให้ขาดสะบั้นลงไปโดยไม่มีผลประโยชน์อะไรตอบแทน อย่างนี้ไม่มี

ธรรมเป็นอกาลิโกเสมอต้นเสมอปลายสำหรับผู้บำเพ็ญธรรม ผู้ทำความชั่วช้าลามกก็เป็น อกาลิโกเหมือนกัน คือกิเลสก็เป็นอกาลิโก ใครหมุนไปทางกิเลสก็เป็นกิเลสและสร้างความชั่วช้าลามกไปได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยจนเต็มหัวใจ หาที่ปลงที่วางไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะกิเลสกับธรรมเกิดที่ใจ อยู่ที่ใจ เราหมุนใจไปทางกิเลสก็เกิดกิเลสขึ้นมาเรื่อย ๆ หมุนตามกิเลสมากน้อยเพียงไรก็เป็นกิเลสขึ้นมาเรื่อย ๆ หมุนไปตามธรรมก็เป็นบุญเป็นกุศล เป็นอรรถเป็นธรรมขึ้นมา เพราะเหตุนั้นธรรมกับกิเลสจึงเป็นความเสมอภาคกันมาตั้งแต่ดั้งเดิม ไม่มีคำว่าสูญว่าหายไปไหน เป็นแต่เพียงว่าสัตว์โลกนี้ติดพันกับกิเลสมากกว่ากับอรรถกับธรรมเท่านั้น สัตว์โลกที่ได้รับความทุกข์ความทรมาน จึงมีมากยิ่งกว่าผู้ที่ได้ไปสู่ความสุขความเจริญ มีสวรรค์ นิพพานเป็นที่สุด ความต่างกันต่างกันที่ผู้บำเพ็ญมีมากมีน้อยต่างกัน

แต่สำหรับมรรคผลนิพพานก็ดี กิเลสก็ดีมีที่หัวใจอันเดียวกัน ใครมุ่งไปทางไหน มุ่งไปทางธรรม ธรรมจะเกิดขึ้นจากการบำเพ็ญของตน ความสนใจของตัวเอง ใครหมุนไปทางกิเลส ความโลภจะเกิดขึ้น ความโกรธจะเกิดขึ้น ราคะตัณหาจะเกิดขึ้น ไฟกองใหญ่ทั้งสามประเภทนี้จะหมุนตัวเข้ามาเผาจิตใจสัตว์โลกได้มาเท่าไร ๆ เป็นเครื่องแผดเผาจิตใจให้เกิดความเดือดร้อนวุ่นวายไปตลอดเวลา นี่เรียกว่าธรรมกับกิเลสมีความสม่ำเสมอกัน

อย่าพากันเข้าใจว่า ศาสนาจะเรียวจะแหลม จะสิ้นจะสุดไปตามคนหูหนวกตาบอดที่มันไม่เคยบำเพ็ญความดี แต่มันมาคอยตัดคะแนนให้คะแนนของศาสนาคือธรรมชั้นเอกของพระพุทธเจ้า นี่โง่ขนาดไหนคนประเภทนี้ ถ้าเราเชื่อตามคนประเภทที่ไม่เคยสนใจกับอรรถกับธรรมแล้วมาตัดคะแนนให้คะแนน ให้ประชาชนทั้งหลายซึ่งโง่อยู่แล้วฟัง เราก็ต้องติดร่างแหมันไป ไปจมลงในนรก ใครจะไปช่วยได้ ถ้าธรรมของพระพุทธเจ้าช่วยไม่ได้แล้วไม่มีทางใดที่จะช่วยได้เลย เวลานี้เราทั้งหลายได้เกิดมาเป็นมนุษย์ขอให้รู้สึกตัวตั้งแต่บัดนี้ต่อไป

หลวงตาได้กล่าวถึงเรื่องความพอของหลวงตา ให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบตามลำดับลำดามา ในธรรมที่กล่าวเหล่านี้เราได้ผ่านมาโดยลำดับลำดา ทุกสิ่งทุกอย่างเชื่อบาป บุญ นรก สวรรค์ถึงนิพพานอย่างถึงใจ ไม่มีอะไรบกพร่องเลย จนกระทั่งฟาดกิเลสให้ขาดสะบั้นลงไปจากจิตใจไม่มีสิ่งใดเหลือแล้ว โล่งไปหมด ในสามแดนโลกธาตุนี้ว่างไปหมด ไม่มีอะไรมาข้องแวะภายในจิตใจเลย ก็มีกิเลสตัวเดียวเท่านั้นที่เป็นภัย มากีดมาขวาง มาผลักมาดัน บีบบี้สีไฟให้ได้รับความทุกข์ความทรมานเรื่อยมา พอกิเลสอันนี้ขาดสะบั้นลงไปจากใจ ไม่มีอันใดเลยที่จะมาผ่านหัวใจให้ได้รับความทุกข์ความทรมานตั้งแต่บัดนั้น

คือบัดนั้น ได้แก่ตั้งแต่ขณะที่กิเลสได้ขาดสะบั้นลงจากใจด้วยการบำเพ็ญอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย อย่างเอาเป็นเอาตายของเรา ผลก็ปรากฏขึ้นมาเป็นที่พึงพอใจ ถึงขั้นที่ว่าเมื่อกิเลสหลุดลอยลงไปจากใจหมดแล้ว ระหว่างจิตกับกิเลสขาดสะบั้นจากกันนั้นประหนึ่งว่าฟ้าดินถล่ม กระเทือนไปหมดประหนึ่งว่าทั่วแดนโลกธาตุ แต่มันกระเทือนอยู่ภายในจิตใจกับกิเลสเท่านั้น อานุภาพที่แสดงออกนี้จึงประหนึ่งว่ากระเทือนทั่วแดนโลกธาตุ ความจริงแล้วกระเทือนเฉพาะกิเลสกับใจที่ขาดสะบั้นจากกัน จากสมมุตินี้กลายเป็นวิมุตติขึ้นมาในใจดวงนั้น ถึงขนาดเจ้าของได้เกิดความตื่นเต้นโดยไม่รู้สึกเนื้อรู้สึกตัวอะไร ๆ

ความตื่นเต้นนี้คืออะไร ร่างกายไหวเลยทีเดียว ในขณะที่บำเพ็ญถึงธรรมขั้นนี้ ไม่คาดไม่ฝัน ธรรมประเภทอัศจรรย์เลยโลก ล้นโลกล้นสงสารนี้ได้ประกาศก้องขึ้นมาภายในจิตใจ พร้อมทั้งความสว่างไสว โลกธาตุนี้จ้าไปหมดเลย นี่ละเป็นความตื่นเต้นของธาตุของขันธ์ที่ไปสัมผัสสัมพันธ์กับแดนวิมุตติ คือธรรมธาตุ หรือนิพพานธาตุที่หลุดพ้นจากแดนสมมุติไปแล้ว ธาตุขันธ์ของเรานี้จึงได้กระเทือนกัน รับทราบกับธรรมชาติที่เลิศเลอนั้นเกิดความหวั่นไหว เกิดความกระทบกระเทือน เกิดมีความปีติหรืออะไรพูดไม่ถูก ถึงน้ำตาร่วงออกมาในเวลานั้น

น้ำตานี้ไม่ใช่น้ำตาของพระนิพพาน ไม่ใช่น้ำตาของดวงอรหันต์ ไม่ใช่น้ำตาของธรรมธาตุ แต่เป็นน้ำตาของธาตุของขันธ์ที่กระทบกันกับธรรมธาตุที่เลิศเลอนั้นตื่นเนื้อตื่นตัว สะดุ้งขึ้นอย่างแรงจึงถึงกับน้ำตาร่วงลงมา ร่างกายไหวไปเลย นี่คือขันธ์ซึ่งเป็นเรื่องสมมุติล้วน ๆ น้ำตาก็เป็นสมมุติ เรื่องขันธ์ของเราทั้งหมดนี้เป็นสมมุติ แต่ไปกระทบกระเทือนกันกับวิมุตติหลุดพ้นของใจดวงนั้น จึงมีความตื่นเต้นถึงขนาดที่ว่าน้ำตาร่วง ขอให้ท่านทั้งหลายทราบเอาเสีย น้ำตาไม่ใช่นิพพาน น้ำตาคือธาตุคือขันธ์ ความไหวตัวแห่งธาตุขันธ์ทุกสัดทุกส่วนแห่งร่างกายของเรานี้เป็นธาตุขันธ์ เป็นสมมุติทั้งหมด แต่ตื่นเนื้อตื่นตัวสะดุ้งอย่างสุดตัว ในขณะที่ได้สัมผัสหรือกระทบกระเทือนกันในจิตที่เลิศเลอนั้น ที่หลุดลอยจากสมมุติออกไป

นี่แหละเรื่องใจมันก็เป็นอย่างนั้น หลวงตานี้ก็เป็นมาแล้ว ๒ ครั้ง เป็นครั้งนั้นเป็นอยู่คนเดียวบนภูเขาหลังวัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ เวลา ๕ ทุ่มพอดี บำเพ็ญธรรมถึงธรรมขั้นที่ว่าฟ้าดินถล่มนี้ในเวลา ๕ ทุ่ม นั้นแหละที่ออกอุทานกันอย่างเต็มเหนี่ยวโดยไม่คาดไม่ฝัน จะว่าวัดรอยพระพุทธเจ้าก็ไม่สนใจ ไม่มีเจตนาที่จะวัดรอย พอจิตดวงนี้เรียกว่าระหว่างกิเลสกับใจขาดสะบั้นจากกันเท่านั้น จิตนี้แสดงขึ้นอย่างผาดโผนโจนทะยานถึงกับน้ำตาร่วงลงมา แล้วออกอุทานขึ้นมาทางใจว่า เหอ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ท่านตรัสรู้อย่างนี้ละเหรอ ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้มันถึงใจที่ได้ประสบในขณะนั้น และพระธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ ๆ พระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ ๆ และพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง นั่นคือเป็นธรรมแท่งเดียวแล้ว พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ซึ่งรวมเป็น ๓ ชื่อ เป็นกิริยา ๓ กิริยา มารวมเป็นหลักธรรมชาติตายตัวอันเดียวกันแล้ว คือธรรมแท่งเดียว เรียกว่านิพพานธาตุหรือธรรมธาตุ นี่ขึ้นอุทานอย่างเต็มเหนี่ยวโดยไม่คาดไม่ฝันและไม่คิดว่าเราวัดรอยของพระพุทธเจ้า นี่เป็นอย่างนั้น

เมื่อความสว่างไสวได้เกิดขึ้นกับใจจนกระทั่งผาดโผนโจนทะยาน ตัวเองก็อัศจรรย์ เราอยากจะยกทั้งโคตรพ่อโคตรแม่เรามาพูดแต่เวลานั้นไม่แสดง ที่จะให้ถึงน้ำหนักจริง ๆ แล้ว ธรรมประเภทนี้เกิดขึ้นในใจของเราได้ยังไง อัศจรรย์ล้นโลกล้นสงสาร แม้แต่โคตรพ่อโคตรแม่ของเราก็ไม่เคยได้ยิน แต่ทำไมเราได้รู้ได้เห็นอย่างนี้ประจักษ์ใจของเรา ก็เพราะว่าโคตรพ่อโคตรแม่ของเราไม่ปฏิบัติอย่างเราท่านถึงไม่รู้ เราปฏิบัติแต่เราคนเดียวรู้ขึ้นมา จิตใจผาดโผนโจนทะยานจนกระทั่งคิดถึงโคตรพ่อโคตรแม่ เพราะเป็นแดนอัศจรรย์ เสียดายคิดถึงพ่อแม่ให้ได้มารู้มาเห็นอย่างนี้ นี่ไม่ใช่เป็นคำหยาบโลนแต่เป็นคำที่ถึงใจ เป็นน้ำหนักของธรรมที่ตอบรับกันอย่างนั้น

ท่านผู้ฟังทั้งหลายกรุณาอย่าเข้าใจว่าพูดหยาบพูดโลน ไม่หยาบไม่โลนคือน้ำหนักของธรรมที่ตอบรับกันให้ถึงใจ ท่านพูดอย่างนั้น ตั้งแต่บัดนั้นมาแล้ว จิตสว่างจ้านั้นแล้วหายสงสัยทุกสิ่งทุกอย่าง บาป บุญ นรก สวรรค์ พรหมโลก นิพพาน ตลอดเปรตผีประเภทต่าง ๆ ที่พระพุทธเจ้าประกาศก้องมานานได้ประกาศขึ้นในหัวใจ หายสงสัยทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว การสอนธรรมแก่โลกเราจึงไม่เคยสะทกสะท้านว่าจะผิดไปในสิ่งใดที่แสดงออกมา ไม่ว่าธรรมขั้นใด ธรรมขั้นต่ำ ขั้นสูง ขั้นสูงสุด ถอดออกมากจากหัวใจที่ได้ปฏิบัติมาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย พร้อมกับผลซึ่งเป็นที่พึงใจในหัวใจของเรา ออกมาสอนโลกโดยไม่มีความสะทกสะท้านหวั่นไหว และไม่สนใจที่จะไปหาใครมาเป็นสักขีพยาน ว่าเทศน์ที่แสดงไปเหล่านี้ในธรรมทุกขั้น ผิดถูกประการใด ไม่มี เพราะเป็นที่แม่นยำในหัวใจที่ได้รู้เห็นมาแล้ว นี้คือภาคปฏิบัติ

ไม่ได้เหมือนภาคความจำ ภาคความจำเราเรียนตั้งแต่ต้นถึงนิพพาน ก็มีแต่เรียนแต่ชื่อ ชื่อศีล ชื่อสมาธิ ชื่อมรรคผลนิพพาน ชื่อเทวบุตรเทวดา อินทร์ พรหม สวรรค์ชั้นพรหม เราก็ได้ยินแต่ชื่อ อ่านแต่ชื่อ ตัวจริงเราไม่เคยพบเคยเห็น ในภาคปฏิบัตินี้ได้รู้ได้เห็นทั้งจำได้ในชื่อในเสียง ทั้งเห็นตัวจริงจากภาคปฏิบัติ พูดถึงศีลก็เต็มตัวแล้ว สมาธิก็เต็มหัวใจ จนกระทั่งวิมุตติหลุดพ้นก็เต็มหัวใจ นี่เรียกว่าเป็นภาคความจริง จึงไม่มีที่สงสัยประการใดเลยในหัวใจนี้ เป็นยังไงพี่น้องทั้งหลายได้คิดยังไงหรือไม่ หรือศาสนาพระพุทธเจ้านี้เป็นโมฆะ เป็นศาสนาที่ครึที่ล้าสมัยไปแล้วเหรอ มีที่ทันสมัยตั้งแต่กิเลสคือความโลภ ความโกรธ ความหลงที่เหยียบหัวใจเราทั้งหลายอยู่เวลานี้ บางรายจนนอนไม่หลับ ถึงขนาดจะเป็นบ้าไปก็มี

[คัดจากกัณฑ์เทศน์ ณ โรงเรียนวัดวชิรธรรมสาธิต กรุงเทพฯ วันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๔๕ เรื่อง ให้มีเครื่องหมายพุทธศาสนาประจำตัว]


 โดยคุณ :   ดวงจันทร์ [ 12 ม.ค. 2548 15:37 ] IP : 202.28.169.165


 ลำดับที่ 763
หมวด : ธุดงควัตร



1). “การเข้าพรรษาทุก ๆ ปีมาขอให้มีหลักมีเกณฑ์สำหรับพวกประชาชนทั้งหลายก็ดี พระท่านมีหลักมีเกณฑ์ของท่าน เช่น สมาทานธุดงค์ ตั้งแต่มาตั้งวัดนี้ก็สมาทานธุดงค์ เฉพาะในพรรษารับเฉพาะมาถึงเขตวัดเท่านั้น เพื่อทำความมักน้อยในการขบการฉันไม่ให้โลเลไปกับลิ้นกับปากมากกว่าธรรม เวลาเข้าพรรษาพระไม่ได้ไปที่ไหนมาที่ไหน รวมกันอยู่ในเวลา ๓ เดือน ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติประกอบความพากเพียร มีความสัตย์ความจริงประจำตนตามแต่ละราย ๆ ที่จะตั้งกฎกติกาเพื่ออรรถเพื่อธรรมต่อตนเอง สำหรับพระเป็นอย่างนั้น

เช่น บิณฑบาตรับเอาเฉพาะที่มาถึงเขตวัดแล้วก็หยุด ไม่รับต่อไป นั้นเรียกว่าไม่รับอาหารที่ตามมาทีหลัง อย่างนี้ก็เพื่อความมักน้อยในการขบการฉันไม่ให้กังวลมาก นอกจากนั้นท่านยังมีความคิดละเอียดเข้าไปกว่านั้นอีก ได้มามากน้อยเพียงไรท่านจะเอาแต่เพียงเล็กน้อย ๆ เท่านั้น นี่ขยับลงไป นี่ละเรื่องของกิเลสถ้าไม่ดัดอย่างนี้ไม่ได้นะ หาความสุขไม่ได้โลกของเรา โลกร้อนเพราะวิ่งตามกิเลส กิเลสมันไม่มีเมืองพอ ทุกอย่างอยากตลอดเวลา ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสสัมพันธ์อะไรอยากไปพร้อม ๆ แล้วก็ลากเจ้าของไปด้วย เพราะฉะนั้นจึงต้องมีธรรมเป็นเครื่องกำกับ หักเอาไว้ ๆ มันจะเลยเถิด ๆ เหยียบเบรกห้ามล้อ แล้วก็เร่งความเพียรทางด้านจิตใจเข้าเป็นลำดับ

นี่ท่านชำระสะสางสิ่งที่สกปรก ทำการรบกวนและสร้างความทุกข์ให้แก่สัตวโลกตลอดมาก็คือกิเลสเท่านั้น กับธรรมที่เป็นเครื่องชะล้างกัน นอกจากนั้นไม่มี กิเลสไม่กลัวอะไรกลัวแต่ธรรมอย่างเดียว อย่างอื่นไม่มีกลัว สามแดนโลกธาตุเป็นบริษัทบริวาร อยู่ใต้อำนาจของกิเลสทั้งมวล โลกุตรธรรมเหนือกิเลสอีก จึงต้องเอาธรรมมาปราบมาปรามชะล้าง ไม่เช่นนั้นจะอยู่ไม่เป็นสุขมนุษย์เราถ้าไม่มีธรรม นี่เคยปฏิบัติอย่างนี้ตลอดมาตั้งแต่อยู่กับพ่อแม่ครูจารย์มั่นเรื่อยมา ปีแรกเป็นปีไปสังเกตดูข้อวัตรปฏิบัติของท่านทุกแง่ทุกมุม ไปศึกษาเอาจริง ๆ นะ ไปดูไปสังเกตทุกอย่าง ท่านทำยังไงต่อยังไง ๆ สังเกตมาหมด นั้นเป็นปีที่ตั้งรากฐานในการเข้มงวดกวดขันต่ออรรถต่อธรรม ที่จะมากำจัดปัดเป่ากิเลสภายในจิตใจของตัวเอง โดยอาศัยครูอาจารย์เป็นแนวทางเดิน

ในพรรษาแรกจะว่ามีธุดงควัตรหรือจะพูดว่าไม่มีก็ได้ เพราะปีนั้นปีสังเกตที่จะสมาทานธุดงค์ข้อใด ๆ แม้เรียนมาตามปริยัติสมบูรณ์แล้ว ไม่มีผู้นำปฏิบัติก็ไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นจึงต้องเอาออกมาทดสอบดูกับท่านพาดำเนินเป็นยังไง ตั้งแต่ปีนั้นมาละ ปีแรกนั้นยังไม่ได้อะไร คอยเก็บไปก่อนคติเครื่องเตือนใจทุกอย่างจากครูบาอาจารย์มีหลวงปู่มั่นเป็นสำคัญ พอได้หลักได้เกณฑ์แล้วปีหลังตั้งปุ๊บเลยสมาทานธุดงค์ ตั้งแต่วันเข้าพรรษาตลอดทะลุ ๆ จนกระทั่งมาทุกวันนี้เฒ่าแก่ เดี๋ยวนี้เฒ่าแก่มันเลยเถิดมันไม่มีธุดงควัตร นี่เราพูดถึงเรื่องเราดำเนินมาอย่างนั้น จริงจังทุกอย่าง จับปุ๊บ ๆ ติดมับ ๆ เลย เคลื่อนคลาดไม่ได้ แล้วก็พาหมู่เพื่อนมาดำเนิน ตั้งแต่อายุก้าวเข้ามาในย่านนี้แล้วเราค่อยปล่อยวางเรื่องของเราแล้ว เพราะสอนหมู่เพื่อนหมดทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรเหลือแล้วในพุง สอนหมด ให้พากันดำเนินตามที่สอนและพาดำเนินมาแล้วนี้ เพราะฉะนั้นธุดงค์ข้อนี้จึงมีประจำตลอด สำหรับพระเณรทั้งหลายมีประจำตลอดในพรรษา

ธุดงค์มี ๑๓ ข้อ ธุดงค์ แปลว่าเครื่องกำจัดกิเลส แปลออกแล้ว มี ๑๓ ข้อที่นำมาปฏิบัติ เช่น บิณฑบาตเป็นวัตร ถ้ายังฉันอยู่ต้องไปบิณฑบาตทุกวันเป็นวัตร ไม่ให้ขาด เว้นแต่ไม่ฉัน ไม่ฉันก็ไม่ขาดธุดงค์เพราะไม่ฉัน ถ้ายังฉันอยู่ต้องไปบิณฑบาตมาฉัน ฉันมื้อเดียวเท่านั้น ฉันหนเดียวตลอด แล้วก็ฉันในบาตร นอกจากฉันในบาตรแล้วก็ห้ามรับอาหารที่ตามมาเป็นข้อ ๆ ไปโดยลำดับลำดา เราก็ไม่บรรยายไปมากละ ที่อยู่ในป่าเป็นธุดงค์ข้อหนึ่ง ๆ เช่น ป่าช้า ป่ารกชัฏ ตั้งสมาทานอยู่ในนั้น ๓ เดือนก็ต้องอยู่อย่างนั้นจึงเรียกว่าธุดงค์ เป็นลำดับมา สำหรับวัดนี้ได้ปฏิบัติมาอย่างนั้น

เวลาในพรรษาเร่งความเพียร ไม่ให้มีงานใดเข้ามายุ่งเลย ประกอบความพากเพียรชำระจิตใจ ได้โอกาสหรือเวล่ำเวลาที่จะได้รับการอบรม ครูบาอาจารย์ท่านจะบอก เวลาเท่านั้นประชุมวันนี้ นั่นคือประชุมอบรมธรรมะ ตามปรกติที่เคยปฏิบัติมา ก็ประมาณสักอาทิตย์หนึ่งประชุมหนหนึ่ง หรืออย่างมากก็ ๑๐ วันเว้น ๑๐ วันบ้าง ประชุมทุกระยะ ๆ ตลอดมาอย่างนี้ สอนพระสอนเณร สอนสำคัญที่สุดคือภาคจิตตภาวนา ภาคจิตตภาวนาเป็นสิ่งสำคัญมากทีเดียว จึงต้องเน้นหนักทางด้านจิตตภาวนาตลอดเวลา คำว่าจิตตภาวนาท่านสอนว่า ให้ดูหัวใจตัวเอง”

[คัดจากกัณฑ์เทศน์ของท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน ณ วัดป่าบ้านตาด วันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๔๔ (เปิดอ่านจาก www.Luangta.com)]



2). (เป็นธรรมบรรยายของท่านพระอาจารย์มหาบัว) “การปฏิบัติต่อธุดงควัตรที่ท่านนับถือเป็นแบบฉบับอย่างฝังใจประจำองค์ท่านและสั่งสอนพระเณรให้ดำเนินตามมีดังนี้

การบิณฑบาตเป็นกิจวัตรประจำวันมิได้ขาด ถ้ายังฉันอยู่ เว้นจะไม่ฉันในวันใดก็ไม่จำต้องไปในวันนั้น กิจวัตรในการบิณฑบาตท่านสอนให้ตั้งอยู่ในท่าสำรวมกายวาจาใจ มีสติประจำตนกับความเพียรที่เป็นไปอยู่เวลานั้น ไม่ปล่อยใจให้พลั้งเผลอไปตามสิ่งยั่วยวนต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาสัมผัสกับอายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั้งไปและกลับ ท่านสอนให้มีสติรักษาใจตลอดความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ไม่ให้เผลอตัวและถือเป็นความเพียรประจำกิจวัตรข้อนี้ทุก ๆ วาระที่เริ่มเตรียมตัวออกบิณฑบาต หนึ่ง

อาหารที่ได้มาในบาตรมากน้อยถือว่าเป็นอาหารที่พอดีและเหมาะสมกับผู้ตั้งใจจะสั่งสมธรรมคือความมักน้อยสันโดษให้สมบูรณ์ภายในใจ ไม่จำต้องแสวงหาหรือรับอาหารเหลือเฟือที่ตามส่งมาทีหลังอีก อันเป็นการส่งเสริมกิเลสความมักมาก ซึ่งมีประจำตนอยู่แล้ว ให้มีกำลังผยองพองตัวยิ่ง ๆ ขึ้น จนตามแก้ไม่ทัน อาหารที่ได้มาในบาตรอย่างใดก็ฉันอย่างนั้น ไม่แสดงความกระวนกระวายส่ายแส่อันเป็นลักษณะเปรตผีตัวมีวิบากกรรมทรมาน มีอาหารไม่พอกับความต้องการ ต้องวิ่งวุ่นขุ่นเคืองเดือดร้อน เพราะท้องเพราะปาก ด้วยความหวังอาหารมากยิ่งกว่าธรรม ธุดงค์ข้อห้ามอาหารที่ตามส่งมาทีหลังนี้เป็นธรรมหรือเครื่องมือหักล้างกิเลสความมักมากในอาหารได้เป็นอย่างดี และตัดความหวังความกังวลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับอาหารได้อย่างดีเยี่ยม หนึ่ง

การฉันมื้อเดียวหรือหนเดียวในวันหนึ่ง ๆ เป็นความพอดีกับพระธุดงคกรรมฐาน ผู้มีภาระและความกังวลน้อย ไม่พร่ำเพรื่อกับอาหารหวานคาวในเวลาต่าง ๆ อันเป็นการกังวลกับปากท้องมากกว่าธรรมจนเกินไป ไม่สมศักดิ์ศรีของผู้แสวงธรรมเพื่อความพ้นทุกข์อย่างเต็มใจ แม้เช่นนั้น ในบางคราวยังควรทำการผ่อนอาหาร ฉันแต่น้อยในอาหารมื้อเดียวนั้น เพื่อจิตใจกับความเพียรจะได้ดำเนินโดยสะดวก ไม่อืดอาดเพราะมากจนเกินไป และยังเป็นผลกำไรทางใจอีกต่อหนึ่งจากการผ่อนนั้นด้วยสำหรับรายที่เหมาะกับจริตของตน ธุดงควัตรข้อนี้เป็นธรรมเครื่องสังหารลบล้างความเห็นแก่ปากแก่ท้องของพระธุดงค์ที่มีใจมักจะละโมบโลเลในอาหารได้ดี และเป็นธรรมข้อบังคับที่เหมาะสมมาก ทางโลกก็นิยมเช่นเดียวกับทางธรรม เช่น เขามีเครื่องป้องกันและปราบปรามสิ่งที่เป็นข้าศึก ไม่ว่าจะเป็นข้าศึกต่อทรัพย์สินหรือต่อชีวิตจิตใจ เช่น สุนัขดุ งูดุ ช้างดุ เสือดุ คนดุ ไข้ดุ หรือไข้ทรยศ เขามีเครื่องมือหรือยาสำหรับป้องกันหรือปราบปรามกันทั่วโลก พระธุดงคกรรมฐานผู้มีใจดุ ใจหนักในอาหารหรือในทางไม่ดีใด ๆ ก็ตามที่ไม่น่าดูสำหรับตัวเองและผู้อื่น จึงควรมีธรรมเป็นเครื่องมือไว้สำหรับปราบปรามบ้าง ถึงจะจัดว่าเป็นผู้มีขอบเขตและงามตาเย็นใจสำหรับตัวและผู้เกี่ยวข้องทั่ว ๆ ไป ธุดงค์ข้อนี้จึงเป็นธรรมเครื่องปราบปรามได้ดี หนึ่ง

การฉันในบาตรไม่เกี่ยวกับภาชนะอื่นใดจัดเป็นความสะดวกอย่างยิ่งสำหรับพระธุดงกรรมฐาน ผู้ประสงค์ความมักน้อยสันโดษและมีนิสัยไม่ค่อยอยู่กับที่เป็นประจำ การไปเที่ยวจาริกเพื่อสมณธรรมในทิศทางใดก็ไม่ต้องหอบหิ้วพะรุงพะรังอันเป็นความไม่สะดวก และเหมาะสมกับพระผู้ต้องการถ่ายเทสิ่งรกรุงรังภายในใจทุกประเภท เครื่องบริขารใช้สอยแต่ละอย่างนั้นทำความกังวลแก่การบำเพ็ญได้อย่งพอดู ฉะนั้น การฉันเฉพาะในบาตรจึงเป็นกรณีที่ควรสนใจเป็นพิเศษสำหรับพระธุดงค์ คุณสมบัติที่จะเกิดจากการฉันในบาตรยังมีมากมาย คือ อาหารชนิดต่าง ๆ ที่รวมลงในบาตรย่อมเป็นสิ่งที่สะดุดตาสะดุดใจและเตือนสติปัญญามิให้นิ่งนอนใจต่อการพิจารณา เพื่อถือเอาความจริงต่าง ๆ ที่มีอยู่กับอาหารที่รวมกันอยู่ได้อย่างดีเยี่ยม ท่านเล่าว่า ท่านเคยได้รับอุบายต่างๆ จากการพิจารณาอาหารในขณะที่ฉันมาเป็นประจำ แม้ข้ออื่น ๆ ก็มีนัยเช่นเดียวกัน ท่านจึงได้ถือเป็นข้อหนักแน่นในธุดงควัตรตลอดมามิได้ลดละ การพิจารณาอาหารในบาตรเป็นอุบายตัดความทะเยอทะยานในรสชาติของอาหารได้ดี การพิจารณาก็เป็นเครื่องถอดถอนกิเลส เวลาฉันใจก็ไม่ทะเยอทะยานไปกับรสอาหาร มีความรู้สึกอยู่กับความจริงของอาหารโดยเฉพาะ อาหารก็เพียงเป็นเครื่องยังชีวิตให้เป็นไปในวันหนึ่ง ๆ เท่านั้น ไม่กลับเป็นเครื่องก่อกวนและส่งเสริมให้ใจกำเริบ เพราะอาหารดีมีรสอร่อยบ้าง เพราะอาหารไม่ดีมีรสไม่ต้องใจบ้าง การพิจารณาโดยแยบคายทุก ๆ ครั้งก่อนลงมือฉัน ย่อมทำให้ใจคงตัวอยู่ได้โดยสม่ำเสมอ ไม่ตื่นเต้น ไม่อับเฉา เพราะอาหารและรสอาหารชนิดต่าง ๆ วางตัวคือใจเป็นกลางอย่างมีความสุข ฉะนั้น การฉันในบาตรจึงเป็นข้อวัตรเครื่องกำจัดกิเลสตัวหลงรสอาหารได้เป็นอย่างดีด หนึ่ง

ท่านถือผ้าบังสุกุลเป็นกิจวัตร พยายามอดกลั้นไม่ทำตามความอยากอันเป็นความสะดวกใจ ซึ่งมีนิสัยชอบสวยงามในความเป็นอยู่ใช้สอยโดยประการทั้งปวงมาดั้งเดิม คือ เที่ยวเสาะแสวงหาผ้าที่เขาทิ้งไว้ในที่ต่าง ๆ ที่ป่าช้า เป็นต้น เก็บเล็กผสมน้อยมาเย็บปะติดปะต่อเป็นเครื่องนุ่งห่มใช้สอย โดยเป็นสบงบ้าง เป็นจีวรบ้าง เป็นสังฆาฏิบ้าง เป็นผ้าอาบน้ำฝนบ้าง เป็นบริขารอื่น ๆ บ้าง เรื่อยมา บางครั้งท่านชักบังสุกุลผ้าที่เขาพันศพคนตายในป่าช้าก็มีที่เจ้าของศพเขายินดี เวลาไปบิณฑบาตมองเห็นผ้าขาดตกทิ้งอยู่ตามถนนหนทาง ท่านก็เก็บเอาเป็นผ้าบังสุกุล ไม่ว่าจะเป็นผ้าชนิดใดและได้มาจากที่ไหน เมื่อมาถึงที่พักแล้วท่านนำมาทำการซักฟอกให้สะอาด แล้วเอามาเย็บปะสบงจีวรที่ขาดบ้าง เย็บติดต่อกันเป็นผ้าอาบน้ำฝนบ้าง อย่างนั้นเป็นประจำตลอดมา ต่อมาศรัทธาญาติโยมทราบเข้าต่างก็นำผ้าไปบังสุกุลถวายท่านที่ป่าช้าบ้าง ตามสายทางที่ท่านไปบิณฑบาตบ้าง ตามบริเวณที่พักท่านบ้าง ที่กุฏิหรือแคร่ที่ท่านพักบ้าง การบังสุกุลที่ท่านเคยทำมาดั้งเดิมก็ค่อยเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุการณ์ที่พาให้เป็นไป ท่านเลยต้องชักบังสุกุลผ้าที่เขามาทอดไว้ตามที่ต่าง ๆ ในข้อนี้ปรากฏว่าท่านพยายามรักษามาตลอดอวสานแห่งชีวิต ท่านว่าพระเราต้องทำตัวเหมือนผ้าขี้ริ้วที่ปราศจากราคาค่างวดใด ๆ แล้วจึงเป็นความสบาย การกินอยู่หลับนอนและใช้สอยอะไรก็สบาย การเกี่ยวข้องกับผู้คนก็สบาย ไม่มีทิฏฐิมานะความถือตัวว่าเราเป็นพระเป็นเณรผู้สูงศักดิ์ด้วยศีลธรรม เพราะศีลธรรมอันแท้จริงมิได้อยู่กับความสำคัญเช่นนั้น แต่อยู่กับความไม่ถือตัวยั่วกิเลส อยู่กับความตรงไปตรงมาตามผู้มีสัตย์มีศีลมีธรรมความสม่ำเสมอเป็นเครื่องครองใจ นั่นแลคือศีลธรรมอันแท้จริง ไม่มีมานะเข้ามาแอบแฝงทำลายได้ อยู่ที่ใดก็เย็นกายเย็นใจ ไม่มีภัยทั้งแก่ตัวและผู้อื่น การปฏิบัติธุดงควัตรข้อนี้เป็นเครื่องทำลายกิเลสมานะความสำคัญตนในแง่ต่าง ๆ ได้ดี ผู้ปฏิบัติจึงควรเข้าใจระหว่างตนกับศีลธรรมด้วยดี อย่าปล่อยให้ตัวมานะเข้าไปยื้อแย่งครอบครองศีลธรรมภายในใจได้ จะกลายเป็นผู้มีเขี้ยวมีเขาแฝงขึ้นมาในศีลธรรมอันเป็นธรรมชาติเยือกเย็นมาดั้งเดิม การฝึกหัดทรมานตนให้เป็นเหมือนผ้าเช็ดเท้าจนเคยชิน โดยไม่ยอมให้ตัวทิฏฐิมานะโผล่ขึ้นมาว่าตัวมีราคาค่างวดนี้ เป็นทางก้าวหน้าของธรรมภายในใจโดยสม่ำเสมอ จนกลายเป็นใจธรรมชาติ เป็นธรรมธรรมชาติ ไม่หวั่นไหวเหมือนแผ่นดิน ใครจะทำอะไร ๆ ก็ไม่สะเทือน จิตที่ปราศจากทิฏฐิมานะทุกประเภทโดยประการทั้งปวงแล้ว ย่อมเป็นจิตที่คงที่ต่อเหตุการณ์ดีชั่วทั้งมวล การปฏิบัติต่อบังสุกุลจีวรท่านถือว่า เป็นทางหนึ่งที่จะช่วยตัดทอนลบล้างตัวมีราคาที่ฝังอยู่ในใจอย่างลึกลับให้สูญซากลงได้อย่างมั่นใจข้อหนึ่ง

การอยู่ป่าเป็นวัตรตามธุดงค์ระบุไว้ ท่านก็เริ่มเห็นคุณแต่เริ่มฝึกหัดอยู่ป่าเป็นต้นมา ทำให้เกิดความวิเวกวังเวงอยู่คนเดียว ตาเหลือบมองไปในทิศทางใดก็ล้วนเป็นทัศนียภาพเครื่องปลุกประสาทให้ตื่นตนอยู่เสมอ ไม่ประมาทนอนใจ นั่งอยู่ก็มีสติ ยืนอยู่ก็มีสติ เดินอยู่ก็มีสติ นอนอยู่ก็มีสติ กำหนดธรรมทั้งหลายที่มีอยู่รอบตัว เว้นแต่หลับเท่านั้นในอิริยาบถทั้งสี่เต็มไปด้วยความปลอดโปร่งโล่งใจ ไม่มีพันธะใด ๆ มาผูกพัน มองเห็นแต่ความมุ่งหวังพ้นทุกข์ที่เตรียมพร้อมอยู่ภายใน ไม่มีวันจืดจางและอิ่มพอ ยิ่งพักอยู่ในป่าเปลี่ยวอันเป็นที่อยู่ของสัตว์ทุกชนิด ซึ่งตั้งอยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านด้วยแล้ว ใจปรากฏว่าเตรียมพร้อมอยู่ทุกขณะ ประหนึ่งจะทะยานเหาะขึ้นจากหล่มลึกคือกิเลสในเดี๋ยวนั้นราวกับนกจะเหาะบินขึ้นบนอากาศฉะนั้น ความจริงกิเลสก็คงเป็นกิเลสและฝังอยู่ในใจตามความมีอยู่ของมันนั่นแล แต่ใจมันมีความรู้สึกไปอีกแง่หนึ่ง เมื่อไปอยู่ในที่เช่นนั้น ความรู้สึกในบางครั้งเป็นเหมือนกิเลสตายลงไปวันละร้อยละพัน ยังเหลืออยู่บ้างประปรายราวตัวสองตัวเท่านั้น เพราะอำนาจของสถานที่ที่พักอยู่ช่วยส่งเสริม ทั้งความรู้สึกโดยปกติและเวลาบำเพ็ญเพียรกลายเป็นเครื่องพยุงใจทุกระยะที่พักอยู่ ความคิดเกี่ยวกับสัตว์ต่าง ๆ ทั้งสัตว์ร้ายและสัตว์ดีที่มีอยู่ทั่วไปในบริเวณนั้น ก็คิดไปในทางสงสารมากกว่าจะคิดในทางเป็นภัย โดยคิดว่าเขากับเราก็มีความเกิดแก่เจ็บตายเท่ากันในชีวิตที่ทรงตัวอยู่เวลานี้ แต่เรายังดีกว่าเขาตรงที่รู้จักบุญบาปดีชั่วอยู่บ้าง ถ้าไม่มีสิ่งนี้แฝงอยู่ภายในใจบ้างก็คงมีน้ำหนักเท่ากันกับเขา เพราะคำว่า “สัตว์” เป็นคำที่มนุษย์ไปตั้งชื่อให้เขาโดยที่เขามิได้รับทราบจากเราเลย ทั้ง ๆ ที่เราก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง คือสัตว์มนุษย์ที่ตั้งชื่อกันเอง ส่วนเขาไม่ทราบว่าได้ตั้งชื่อให้พวกมนุษย์เราอย่างไรหรือไม่ หรือเขาขโมยตั้งชื่อว่า “ยักษ์” ก็ไม่มีใครทราบได้ เพราะสัตว์ชนิดนี้ชอบรังแกและฆ่าเขา แล้วนำเนื้อมาปรุงเป็นอาหารก็มี ฆ่าทิ้งเปล่า ๆ ก็มี จึงน่าเห็นใจสัตว์ที่พวกมนุษย์เราชอบเอารัดเอาเปรียบเขาเกินไปประจำนิสัย และไม่ค่อยยอมให้อภัยแก่สัตว์ตัวใดง่าย ๆ แม้แต่พวกเดียวกันยังรังเกียจและเกลียดชังกัน เบียดเบียนกัน ฆ่ากันไม่มีหยุดหย่อนและผ่อนเบาบ้างเลย ในวงสัตว์ก็ร้อนเพราะมนุษย์เบียดเบียนและฆ่าเขา ในวงมนุษย์เองก็ร้อนเพราะมนุษย์เบียดเบียนและฆ่ากันเอง ฉะนั้น สัตว์จึงระเวียงระวังมนุษย์ประจำสันดาน ท่านว่าการอยู่ในป่ามีทางคิดทางไตร่ตรองได้กว้างขวาง ไม่มีทางสิ้นสุดทั้งเรื่องนอกเรื่องใน ซึ่งมีอยู่รอบตัวตลอดเวลา ใจที่มีความใคร่ต่อธรรมแดนพ้นทุกข์ จึงรีบเร่งตักตวงความเพียรไม่มีเวลาลดละ บางครั้งหมูป่าเดินเข้ามาหาในบริเวณที่นั้นและมองเห็นท่านกำลังเดินจงกรมอยู่ แทนที่มันจะกระโดดโลดเต้นวิ่งหนีเอาตัวรอด แต่เปล่า มันมองเห็นแล้วก็เดินหากินไปตามภาษาของมันอย่างธรรมดา ท่านว่ามันจะเห็นท่านเป็นยักษ์ไปกับมนุษย์ผู้ร้ายกาจทั้งหลายด้วย แต่มันไม่คิดเหมาไปหมด มันจึงไม่รีบวิ่งหนี และเที่ยวขุดกินอาหารอย่างสบายเหมือนไม่มีอะไร ในตอนนี้ผู้เขียนขอแทรกบ้างเล็กน้อยเพื่อเรื่องกระจ่างขึ้นบ้าง อย่าว่าแต่หมูมันกลัวท่านพระอาจารย์มั่นที่อยู่องค์เดียวในป่าเลย แม้แต่วัดป่าบ้านตาด เมื่อเริ่มสร้างวัดใหม่ ๆ และมีพระเณรอยู่ด้วยกันหลายรูป หมูป่าเป็นฝูง ๆ ยังพากันมาอาศัยนอนและเที่ยวหากินอยู่ตามบริเวณหน้ากุฏีพระเณรในเวลากลางคืนห่างจากที่ท่านเดินจงกรมราว ๒-๓ วาเท่านั้น ได้ยินเสียงมันขุดดินหาอาหารด้วยจมูกดังตุ๊บตั๊บ ๆ อยู่บริเวณนั้น ไม่เห็นมันกลัวท่านเลย เวลาท่านเรียกกันมาดูในบริเวณนั้นแทบทุกคืน ทั้งหมูและพระเณรเคยชินกันไปเอง แต่ทุกวันนี้ยังมีเหลือเล็กน้อยและนาน ๆ พากันมาเที่ยวหากินทีหนึ่ง เพราะยักษ์ที่สัตว์ตั้งชื่อให้ดังท่านพระอาจารย์มั่นว่าไว้ เอาไปรับประทานเกือบจะไม่มีสัตว์เหลือค้างแผ่นดินแถบนั้นอยู่แล้วเวลานี้ ต่อไปไม่กี่ปีคงจะเรียบไปเอง ที่ท่านเล่าคงเป็นความจริงในทำนองเดียวกัน เพราะสัตว์แทบทุกชนิดชอบมาอาศัยพระ พระอยู่ที่ไหน สัตว์ชอบมาอยู่ที่นั้นมาก แม้วัดที่อยู่ในเมืองสัตว์ยังต้องมาอาศัย เช่น สุนัข เป็นต้น บางวัดมีเป็นร้อย เพราะท่านไม่เบียดเบียนมัน เพียงเท่านี้ก็พอทราบได้ว่าธรรมเป็นของเย็น สัตว์โลกจึงไม่มีใครค่อยรังเกียจ เว้นกรณีที่สุดวิสัยจะกล่าวเสีย เท่าที่ท่านปฏิบัติมาก่อน ท่านว่าป่าเป็นสถานที่ช่วยพยุงใจได้ดีมาก ฉะนั้น ป่าจึงเป็นจุดที่เด่นของพระผู้มีความใคร่ตอทางพ้นทุกข์ จะถือเป็นสมรภูมิสำหรับบำเพ็ญธรรมทุกชั้น โดยไม่ระแวงสงสัยว่าป่าจะกลับเป็นข้าศึกต่อการบำเพ็ญธรรม ตรงกับอนุศาสน์ที่พระอุปัชฌาย์อบรมสั่งสอนภิกษุผู้อุปสมบทใหม่ ให้พากันเสาะแสวงหาอยู่ป่าตามอัธยาศัย ท่านพระอาจารย์จึงถือธุดงค์ข้อนี้จนวาระสุดท้ายแห่งขันธ์ นอกจากสมัยที่จำต้องอนุโลมผ่อนผันไปตามเหตุการณ์เท่านั้น เพราะทำให้ระลึกว่าตนอยู่ในป่าซึ่งเป็นที่เปลี่ยวกายเปลี่ยวใจตลอดเวลา จะนอนใจมิได้ คุณธรรมจึงมีทางเกิดไม่เลือกกาล หนึ่ง

ธุดงควัตรข้อรุกขมูลคือร่มไม้ ก็มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ท่านอาจารย์มั่นเล่าว่าขณะที่จิตของท่านจะผ่านโลกามิสไปได้โดยสิ้นเชิง คืนวันนั้นท่านก็อาศัยอยู่รุกขมูลคือร่มไม้ ซึ่งตั้งอยู่โดดเดี่ยวต้นเดียว ตอนสำคัญนี้จะรอลงข้างหน้าตามลำดับของการเที่ยวจาริกและการบำเพ็ญของท่าน จึงขออภัยท่านผู้อ่านทั้งหลายโปรดรออ่านข้างหน้า วาระนี้จำจะเขียนไปตามลำดับความจำเป็นก่อน เพื่อเนื้อเรื่องจะไม่ขาดความตามลำดับ การอยู่ใต้ร่มไม้ซึ่งปราศจากที่มุงบังและเครื่องป้องกันตัวย่อมทำให้มีความรู้สึกตัวอยู่เสมอ จิตที่ตั้งความรู้สึกไว้กับตัวย่อมเป็นทางถอดถอนกิเลสไปทุกโอกาส เพราะกาย เวทนา จิต ธรรม หรือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ที่เรียกว่า “สติปัฏฐานและสัจธรรม” อันเป็นจุดที่ระลึกรู้ของจิตแต่ละจุดนั้น ย่อมเป็นเกราะเครื่องป้องกันตัวเพื่อทำลายกิเลสแต่ละประเภทได้อย่างมั่นเหมาะ ซึ่งไม่มีที่อื่นใดจะยิ่งไปกว่า ฉะนั้น จิตที่ระลึกรู้อยู่กับสติปัฏฐานหรืออริยสัจ เพราะความเปลี่ยวและความกลัวเป็นเหตุ จึงเป็นจิตที่มีหลักยึดเพื่อการรบชิงชัยเอาตัวรอดโดยสุคโต ตามทางอริยธรรมไม่มีผิดพลาด ผู้ประสงค์อยากทราบเรื่องของตัวอย่างละเอียดทั่วถึงโดยทางที่ถูกและปลอดภัย จึงควรแสวงหาธรรมและสถานที่เหมาะสมเป็นเครื่องพยุงทางความเพียร จะช่วยให้มีความสะดวกรวดเร็วขึ้นกว่าธรรมดาที่ควรจะเป็นอยู่มาก ดังนั้น ธุดงควัตรข้ออยู่รุกขมูลจึงเป็นธรรมเครื่องทำลายกิเลสได้เป็นอย่างดีเสมอมา ที่ควรสนใจเป็นพิเศษข้อหนึ่ง

ธุดงควัตรที่เกี่ยวกับการเยี่ยมป่าช้าเป็นธุดงค์เครื่องปลุกเตือนพระและหมู่ชนมิให้ประมาทในเวลามีชีวิตอยู่ โดยเข้าใจว่าตัวจะไม่ตาย ความจริงก็คือคนที่เริ่มตายเล็กตายน้อยตามไปอยู่ทุกเวลานั่นเอง เพราะคนที่ตายจนถึงกับย้ายบ้านใหม่ไปปลูกสร้างกันอยู่ที่ป่าช้าจนดาษดื่นแทบจะหาที่เผาและที่ฝังกันไม่ได้ ก็ล้วนแต่คนที่เคยตายเล็กตายน้อยมาแล้ว เช่น พวกเราผู้ยังมีชีวิตอยู่นี่เอง จะเป็นคนแปลกหน้ามาจากที่ไหน พอจะเห็นว่าเราเป็นคนที่แปลกกว่าเขา แล้วประมาทว่าตนจะไม่ตาย ที่ท่านสอนให้เยี่ยมญาติพี่น้องผู้เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกัน ก็เพื่อเตือนไม่ให้หลงลืมญาติพี่น้องอันดั้งเดิมในป่าช้านั่นเอง เพื่อจะได้ท่องบ่นไว้ในใจว่า เรามีความแก่ เจ็บ ตายอยู่ประจำตัวทั่วหน้ากัน ไม่มีใครจะกล้าอุตริเย่อหยิ่งตัวว่า จะไม่เกิด แก่ เจ็บ ตายได้ เมื่อสายทางแห่งวัฏฏะที่ตนยังท่องเที่ยวเรียนสูตรอยู่ยังไม่จบ พระซึ่งเป็นเพศที่เตีรยมพร้อมแล้วเพื่อความหลุดพ้นจึงควรศึกษามูลเหตุแห่งวัฏฏทุกข์ที่มีอยู่กับตน คือความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งภายนอกคือการเยี่ยมป่าช้าอันเป็นที่เผาศพ ทั้งภายในคือตัวเองอันเป็นป่าช้าร้อยแปดพันเก้าแห่งศพที่นำมาฝังหรือบรรจุอยู่ในตัวตลอดเวลา ทั้งเก่าและใหม่จนนับไม่ครบและแทบเรียนไม่จบ ให้จบสิ้นลงด้วยการพิจารณาธรรมสังเวชโดยทางปัจจเวกขณะ คือ องค์สติปัญญาเครื่องทดสอบ แยกแยะหามูลความจริง ไม่นิ่งนอนใจทั้งนักบวชและฆราวาสที่ชอบเข้าเยี่ยมทั้งป่าช้านอกและป่าช้าในตัวเอง โดยการพิจารณาความตายเป็นต้น เป็นอารมณ์ย่อมมีทางถอดถอนความเผลอเย่อหยิ่งในวัยในชีวิตและในวิทยฐานะต่าง ๆ ออกได้อย่างน่าชม ไม่ชอบผยองพองตัวในแง่ต่าง ๆ ตามนิสัยมนุษย์ซึ่งมักมีความพิสดารประจำใจอยู่เป็นนิตย์ ทั้งจะเห็นโทษแห่งความบกพร่องของตัวและพยายามแก้ไขไปเป็นลำดับ มากกว่าจะไปเห็นโทษคนอื่นแล้วนำมานินทาเขา ซึ่งเป็นการสั่งสมความไม่ดีใส่ตนประจำนิสัยมนุษย์ที่ชอบเป็นกันอยู่ทั่วไป เหมือนโรคระบาดเรื้อรังชนิดแก้ไม่หายหรือไม่สนใจจะแก้ นอกจากจะเพิ่มเชื้อให้มากขึ้นเท่านั้น ป่าช้าเป็นสถานที่อำนวยความรู้ความฉลาดให้แก่ผู้สนใจพิจารณาอย่างกว้างขวาง เพราะคำว่าป่าช้าเป็นจุดใหญ่ที่สุดของโลก ทุกคนทุกเพศทุกวัยและทุกชาติชั้นวรรณะจำต้องประสบด้วยกันจะกระโดดข้ามไปไม่ได้ เพราะไม่ใช่คลองเล็ก ๆ พอจะก้าวข้ามไปอย่างง่ายดายโดยมิได้พิจารณาจนรู้รอบขอบชิดก่อน ดังพระพุทธเจ้าและพระสาวกอรหันต์ท่านข้ามไป แม้เช่นนั้นก็ปรากฏว่า ท่านต้องเรียนวิชาจากสถาบันใหญ่ คือ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย จนเชี่ยวชาญทุก ๆ แขนงก่อน แล้วจึงโดดข้ามไปอย่างสบายหายห่วง ไม่ต้องติดบ่วงแห่งมารอยู่เหมือนพวกที่ลืมตนลืมตาย ไม่สนใจพิจารณาเรื่องของตัวคือมรณธรรมอันขวางหน้าอยู่ ซึ่งจะต้องโดนในไม่ช้านี้ การเยี่ยมป่าช้าเพื่อพิจารณาความตายจึงเป็นทางผ่อนคลายหายกลัวทั้งเรื่องของตัวและเรื่องของคนอื่นได้อย่างไม่มีประมาณ จนเกิดความอาจหาญต่อความตาย ทั้ง ๆ ที่โลกกลัวกันทั่วดินแดน ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ก็ได้เป็นไปในวงของนักปฏิบัติธรรมมาแล้ว มีพระพุทธเจ้าและพระสาวกเป็นตัวอย่างอันยอดเยี่ยมเสร็จแล้วจึงประกาศพระโอวาทเกี่ยวกับการพิจารณาความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไว้ทุกแง่ทุกมุม เพื่อหมู่ชนผู้มีความรับผิดชอบในตนและผู้เกี่ยวข้องได้นำไปพิจารณาหาทางแก้ไข บรรเทาความมัวเมาเขลาปัญญาของตนขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งเป็นเวลาที่พอดิบพอดี ยังไม่สายเกินไป เมื่อสิ้นลมหายใจจนไปถึงสถาบันใหญ่แล้ว ต้องนับว่าหมดหนทางแก้ไข มีอยู่เพียงอย่างเดียวคือ ถ้าไม่เผาก็ต้องฝังเท่านั้น จะพาไปรักษาศีลภาวนาทำบุญสุนทร์ทานอย่างแต่ก่อนนั้นเป็นไปไม่ได้แล้ว ท่านพระอาจารย์มั่นท่านเห็นคุณของการเยี่ยมป่าช้า ว่าเป็นสถานที่ที่ให้สติปัญญารอบรู้กับเรื่องของตนตลอดมา ท่านจึงสนใจเยี่ยมป่าช้านอกและป่าช้าในอยู่เสมอ แม้พระบางองค์ที่เป็นลูกศิษย์ท่านก็ยังพยายามตะเกียกตะกายปฏิบัติตามท่าน ทั้ง ๆ ที่ตนเป็นพระที่กลัวผีมาก ซึ่งเราไม่ค่อยได้ยินกันในคำว่าพระกลัวผีและธรรมกลัวโลก แต่พระองค์นั้นได้เป็นพระที่กลัวผีเสียแล้ว

ท่านเล่าให้ฟังว่า พระองค์หนึ่งเที่ยวธุดงค์ไปพักอยู่ในป่าใกล้กับป่าช้า แต่เจ้าตัวไม่รู้ว่าถูกโยมพาไปพักริมป่าช้า เพราะไปถึงหมู่บ้านนั้นตอนเย็น ๆ และถามถึงป่าที่ควรพักบำเพ็ญเพียร โยมก็ชี้บอกตรงป่านั้นว่าเป็นที่เหมาะ แต่มิได้บอกว่าเป็นป่าช้า แล้วพาท่านไปพักที่นั้น พอพักได้เพียงคืนเดียว วันต่อมาก็เห็นเขาหามผีตายผ่านมาที่นั้นเลยไปเผาที่ป่าช้า ซึ่งอยู่ห่างจากที่พักท่านประมาณ ๑ เส้น ท่านมองตามไปก็เห็นที่เขาเผาอยู่อย่างชัดเจน องค์ท่านเองพอมองเห็นหีบศพที่เขาหามผ่านมาเท่านั้นก็ชักเริ่มกลัว ใจไม่ดี และยังนึกว่าเขาจะหามผ่านไปเผาที่อื่น แม้เช่นนั้นก็นึกเป็นทุกข์ไว้เผื่อตอนกลางคืนอยู่อีก กลัวว่าภาพนั้นจะมาหลอกหลอนทำให้นอนไม่ได้ตอนกลางคืน ความจริงที่ท่านพักอยู่กลับเป็นริมป่าช้า และยังได้เห็นเขาเผาผีอยู่ต่อหน้าซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลเลย ท่ายิ่งคิดไม่สบายใจและเป็นทุกข์ใหญ่ คือทั้งจะคิดเป็นทุกข์ในขณะนั้น และคิดเป็นทุกข์เผื่อตอนกลางคืนอีก ใจเริ่มกระวนกระวายเอาการอยู่ นับแต่ขณะที่ได้เห็นศพทีแรก เมื่อตกกลางคืนยิ่งกลัวมาก และหายใจแทบไม่ออก ปรากฏว่าตีบตันไปหมด น่าสงสารที่พระกลัวผีถึงขนาดนี้ก็มี จึงได้เขียนลงเพื่อท่านผู้อ่านที่เป็นนักกลัวผี จะได้พิจารณาดูความบึกบึนที่ท่านพยายามต่อสู้กับผีในคราวนั้น จนเป็นประวัติการณ์อันเกี่ยวกับส่วนได้ส่วนเสียมีอยู่ในเนื้อเรื่องอันเดียวกันนี้ พอเขากลับกันหมดแล้ว ท่านเริ่มเกิดเรื่องยุ่งกับผีแต่ขณะนั้นมาจนถึงตอนเย็นและกลางคืน จิตใจไม่เป็นอันเจริญสมาธิภาวนาเอาเลย หลับตาลงไปทีไร ปรากฏว่ามีแต่ผีเข้ามาเยี่ยมถามข่าวถามคราวความทุกข์สุกดิบต่าง ๆ อันสืบสาวยาวเหยียดไม่มีประมาณ และปรากฏว่าพากันมาเป็นพวก ๆ ก็ยิ่งทำให้ท่านกลัวมาก แทบไม่มีสติยับยั้งตั้งตัวได้เลย เรื่องเริ่มแต่ขณะมองเห็นศพที่เขาหามผ่านหน้าท่านไปจนถึงกลางคืน ไม่มีเวลาเบาบางลงบ้างพอให้หายใจได้ นับว่าท่านเป็นทุกข์ถึงขนาดที่จะทนอดกลั้นได้ นับแต่วันบวชมาก็เพิ่งมีครั้งเดียวเท่านั้นที่ต่อสู้กับผีในมโนภาพอยู่เป็นเวลาหลายชั่วโมง ท่านจึงพอมีสติระลึกได้บ้างว่า ที่เราคิดกลัวผีก็ดี ที่เข้าใจว่าผีพากันมาเยี่ยมเราเป็นพวก ๆ ก็ดี อาจไม่เป็นความจริงก็เป็นได้ และอาจเป็นเรื่องราววาดมโนภาพศพขึ้นมาหลอกตนเองให้กลัวเปล่า ๆ มากกว่า อย่ากระนั้นเลย เพราะถึงอย่างไรเราก็เป็นพระธุดงคกรรมฐานทั้งองค์ ที่โลกให้นามว่าเป็นพระที่เก่งกาจอาจหาญเอาจริงเอาจัง และเป็นพระประเภทที่ไม่กลัวอะไร ๆ ไม่ว่าจะเป็นผีที่ตายแล้ว หรือเป็นผีเปรต ผีหลวง ผีทะเลอะไร ๆ มาหลอกก็ไม่กลัว แต่เราซึ่งเป็นพระธุดงค์ที่โลกเคยยกยอสรรเสริญอย่างยิ่งมาแล้ว ไม่กลัวอะไร แล้วทำไมจึงมาเป็นพระที่อาภัพอับเฉาวาสนา บวชมากลัวผี กลัวเปรต กลัวลม กลัวแล้ง อย่างไม่มีเหตุมีผลเอาได้ เป็นที่น่าอับอายขายหน้าหมู่คณะ ซึ่งเป็นพระธุดงคกรรมฐานด้วยกัน เสียเรี่ยวแรงและกำลังใจของโลกที่อุตส่าห์ยกยอให้ว่าเป็นพระดีพระไม่กลัวผีกลัวเปรต ครั้นแล้วก็เป็นพระอย่างนี้ไปได้ เมื่อท่านพรรณนาคุณของพระธุดงค์และตำหนิตัวเองว่าเป็นพระเหลวไหลไม่เป็นท่าแล้ว ก็บอกกับตัวเองว่า นับแต่ขณะนี้เป็นต้นไป ซึ่งขณะนั้นเป็นเวลากลางคืน เรามีความกลัวในสถานที่ใด จะต้องไปในสถานที่นั้นให้จงได้ ก็บัดนี้ใจเรากำลังกลัวผีที่กำลังถูกเผา ซึ่งมองเห็นกองไฟอยู่ในป่าช้านั้น เราต้องไปที่นั้นให้ได้ในขณะนี้ ว่าแล้วก็เตรียมตัวครองผ้าออกจากที่พัก เดินตรงไปที่ศพซึ่งกำลังถูกเผาและมองเห็นอยู่อย่างชัดเจนทันที พอออกเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ขาชักแข็ง ก้าวไม่ค่อยออกเสียแล้ว ใจทั้งเต้นทั้งสั่น ตัวร้อนเหมือนถูกแดดเผาเวลากลางวัน เหงื่อแตกโชกไปทั้งตัว เห็นท่าไม่ได้การจึงรีบเปลี่ยนวิธีใหม่ คือเดินแบบเท้าต่อเท้าติด ๆ กันไป ไม่ยอมให้หยุดอยู่กับที่ ตอนนี้ท่านต้องบังคับใจอย่างเต็มที่ ทั้งกลัวทั้งสั่นแทบไม่เป็นตัวของตัว เหมือนอะไร ๆ มันจะสุด ๆ สิ้น ๆ ไปเสียแล้วเวลานั้น แต่ท่านไม่ถอยความพยายามที่จะก้าวไปให้ถึงแบบเอาเป็นเอาตายเข้าว่ากัน สุดท้ายก็ไปจนถึง พอไปถึงศพแล้ว แทนที่จะสบายตามความรู้สึกในสิ่งทั่ว ๆ ไปว่า “สมประสงค์แล้ว” แต่เวลานั้นปรากฏว่าตัวเองจะเป็นลมและลืมหายใจไปจนแล้วจนรอด จึงข่มใจพยายามดูศพที่กำลังถูกเผาทั้ง ๆ ที่กำลังกลัว แทบจะเป็นบ้าเป็นหลังไปอยู่แล้ว พอมองเห็นกระโหลกศรีษะผีที่ถูกเผาจนไหม้และขาวหมดแล้ว ใจก็ยิ่งกำเริบกลัวใหญ่ แทบจะพาเหาะลอยไปในขณะนั้น จึงพยายามสะกดใจไว้ แล้วพานั่งสมาธิลงตรงหน้าศพห่างจากเปลวไฟเผาศพพอประมาณ โดยหันหน้ามาทางศพเพื่อทำศพให้เป็นเป้าหมายของการพิจารณา บังคับใจที่กำลังกลัว ๆ ให้บริกรรมว่า เราก็จะตายเช่นเดียวกับเขาคนนี้ ไม่ต้องกลัว เราก็จะตาย ไม่ต้องกลัว เราก็จะตาย กลัวไปทำไม ไม่ต้องกลัว ขณะที่นั่งบังคับใจให้บริกรรมภาวนาความตายอยู่ด้วยทั้งความกระวนกระวาย เพราะกลัวผีนั้น ได้ปรากฏเสียงแปลกประหลาดขึ้นข้างหลัง เสียงบาทย่างเท้าดังเข้ามาเป็นบทเป็นบาทเหมือนมีอะไรเดินมาหาท่าน ซึ่งกำลังนั่งสมาธิภาวนาอยู่ และเดิน ๆ หยุด ๆ เป็นลักษณะจด ๆ จ้อง ๆ คล้ายจะมาทำอะไรท่าน ซึ่งเป็นความรู้สึกที่คิดขึ้นในขณะนั้น ก็ยิ่งทำให้ใจกำเริบใหญ่ ถึงขนาดจะวิ่งหนีและร้องออกมาดัง ๆ ว่า ผีมาแล้ว ช่วยด้วย ถ้าเทียบทางวัตถุก็ยังอีกเส้นผมเดียวที่ท่านจะออกวิ่ง ท่านอดใจรอฟังไปอีกก็ได้ยินเสียงค่อย ๆ เดินมาข้าง ๆ ห่างท่านประมาณ ๓ วา แล้วก็ได้ยินเสียงเคี้ยวอะไรกร้อบแกร้บ ยิ่งทำให้ท่านคิดไปมากว่า มันมาเคี้ยวกินอะไรที่นี่ เสร็จแล้วก็จะมาเคี้ยวเอาศรีษะเราเข้าอีก ก็เป็นอันว่าเราต้องจบเรื่องกับผีตัวร้ายกาจไม่ไว้หน้าใครอยู่ที่นี้แน่ ๆ พอคิดขึ้นมาถึงตอนนี้ ท่านอดรนทนไม่ไหว จึงคิดจะลืมตาขึ้นดูมัน เผื่อเห็นท่าไม่ได้การจะได้เตรียมวิ่งหนีเพื่อเอาตัวรอด ดีกว่าจะมายอมจอดจมให้ผีตัวไม่มีความดีอะไรเลยกินเปล่า เมื่อชีวิตรอดไปได้เรายังมีหวังได้บำเพ็ญเพียรต่อไป ยังจะมีกำไรกว่าการเอาชีวิตของพระทั้งองค์มาให้ผีกินเปล่า พอปลงตกแล้วก็รีบลืมตาขึ้นมาดูผีตัวกำลังเคี้ยวอะไรกร้อบ ๆ อยู่ขณะนั้น พร้อมกับเตรียมตัวจะวิ่งเพื่อตัวรอดหวังเอาชีวิตไปจอดข้างหน้า พอลืมตาขึ้นมาดูจริง ๆ สิ่งที่เข้าใจว่าผีตัวร้ายกาจ เลยกลายเป็นสุนัขบ้านออกมาเที่ยวเก็บกินเศษอาหารที่เขานำมาเพื่อเซ่นผู้ตายตามประเพณี ซึ่งไม่สนใจกับใครและมาจากที่ไหน คงเที่ยวหากินไปตามภาษาสัตว์ซึ่งเป็นผู้อาภัพทางอาหารประจำชาติตามกรรมนิยม ส่วนพระธุดงคกรรมฐาน พอลืมตาขึ้นมาเห็นสุนัขอย่างเต็มตาแล้ว เลยทั้งหัวเราะตัวเอง และคิดพูดทางใจกับสุนัขตัวไม่รู้ภาษาและไม่สนใจกับใครนั้นว่า แหม! สุนัขตัวนี้มีอำนาจวาสนามากจริง ทำเอาเราแทบตัวปลิวไปได้ และเป็นประวัติการณ์อันสำคัญต่อไปไม่มีสิ้นสุด ทั้งเกิดความสลดสังเวชตนอย่างยิ่งที่ไม่เป็นท่าเอาเลย ทั้ง ๆ ที่ได้พูดกับตัวเองแล้วว่า จะเป็นนักสู้แบบเอาชีวิตเข้าประกัน แต่พอเข้ามาเยี่ยมศพในป่าช้า และได้ยินเสียงสุนัขมาเที่ยวหากินเท่านี้ก็แทบตั้งตัวไม่ติด และจะเป็นกรรมฐานบ้าวิงเตลิดเปิดเปิงไปจนได้ ยังดีที่มีพระธรรมท่านเมตตาไว้ให้รออยู่ประมาณผมเส้นหนึ่ง พอรู้เหตุผลต้นปลายบ้าง ไม่เช่นนั้นคงเป็นบ้าไปเลย โอ้โฮ! เรานี้โง่และหยาบถึงขนาดนี้เชียวหรือ ควรจะครองผ้าเหลืองอันเป็นเครื่องหมายของศิษย์พระตถาคตผู้องอาจกล้าหาญไม่มีใครเสมอเหมือนอีกต่อไปละหรือ และควรจะไปบิณฑบาตจากชาวบ้านมากินให้สิ้นเปลืองของเขาเปล่า ๆ ด้วยความไม่เป็นท่าของเราอยู่อีกหรือ เราจะปฏิบัติต่อตัวเองที่แสนต่ำทรามอย่างไรบ้าง จึงจะสาสมกับความเลวทรามไม่เป็นท่าของตนซึ่งแสดงอยู่ขณะนี้ ลูกศิษย์พระตถาคตผู้โง่เขลาและต่ำทรามขนาดเรานี้จะยังมีอยู่ให้หนักพระศาสนาต่อไปอีกไหมหนอ ขนาดมีเราเพียงคนเดียวเท่านี้ก็นับว่าจะทำพระศาสนาให้ซวยพอแล้ว ถ้าขืนมีอีกเช่นเรานี้พระศาสนาคงแย่แน่ ๆ ความกลัวผีซึ่งเป็นเรื่องกดถ่วงให้เราเป็นคนต่ำทรามไม่เป็นท่านั้น เราจะปฏิบัติต่อกันอย่างไร รีบตัดสินใจเดี๋ยวนี้ ถ้ารอไปนานก็ขอให้เราตายเสียดีกว่า อย่ามายอมตัวให้ความกลัวผีเหยียบย่ำบนหัวใจอีกต่อไปเลย อายโลกเขาแทบไม่มีแผ่นดินจะให้คนหนักพระศาสนาอยู่ต่อไปอีกแล้ว พอพร่ำสอนตนจบลง ท่านทำความเข้าใจกับตัวเองว่า ถ้าไม่หายกลัวผีเมื่อไร จะไม่ยอมหนีจากที่นี้อย่างเด็ดขาด ตายก็ยอมตาย ไม่ควรอยู่ให้หนักโลกและพระศาสนาต่อไป คนอื่นยังจะเอาอย่างไม่ดีไปใช้อีกด้วย และจะกลายเป็นคนไม่เป็นท่าไปหลายคน และหนักพระศาสนายิ่งขึ้นไปอีกมากมาย นับแต่ขณะนั้นมา ท่านตั้งใจปฏิบัติต่อความกลัวอย่างกวดขัน โดยเข้าไปอยู่ป่าช้าทั้งกลางวันกลางคืน ยึดเอาคนที่ตายไปแล้วมาเทียบกันตน ซึ่งยังเป็นอยู่ ว่าเป็นส่วนผสมของธาตุเช่นเดียวกัน เวลาใจยังครองตัวอยู่ก็มีทางเป็นสัตว์ เป็นบุคคลสืบต่อไป เมื่อปราศจากใจครองเพียงอย่างเดียว ธาตุทั้งมวลที่ผสมกันอยู่ก็สลายลงไป ที่เรียกว่าคนตาย และยึดเอาความสำคัญที่ไปหมายสุนัขทั้งตัวที่มาเที่ยวหากินในป่าช้าว่าเป็นผีมาสอนตัวเองว่า เป็นความสำคัญที่เหลวไหลจนบอกใครไม่ได้ ไม่ควรเชื่อถือว่าเป็นสาระต่อไปกับคำว่าผีมาหลอก ความจริงแล้วคือใจหลอกตัวเองทั้งเพ การกลัวก็กลัวเพราะใจหลอกหลอนตัวเอง ทุกข์ก็เพราะความเชื่อความหลอกลวงของใจจนทำให้เป็นทุกข์แบบจะเป็นจะตายและแทบจะเสียคนไปทั้งคนในขณะนั้น ผีจริงไม่ปรากฏว่ามาหลอกหลอน เราเคยหลงเชื่อความคิดความมั่นปั้นเรื่องหลอกลวงต่าง ๆ ของจิตมานาน แต่ยังไม่ถึงขั้นจะพาตัวให้ล่มจมเหมือนครั้งนี้ ธรรมท่านสอนไว้ว่า สัญญาเป็นเจ้ามายานั้น แต่ก่อนเรายังไม่ทราบความหมายชัดเจน เพิ่งมาทราบเอาตอนจะตายทั้งเป็นและจะเหม็นทั้งที่ยังไม่เน่า ขณะกลัวผีที่ถูกเข้าสัญญาหลอกและต้มตุ๋นนี้เอง ต่อไปนี้สัญญาจะมาหลอกเราเหมือนแต่ก่อนไม่ได้แน่นอน เราจะต้องอยู่ป่าช้านี้จนกว่าเจ้าสัญญาที่เคยหลอกตายไปเสียก่อน จนไม่มีอะไรมาหลอกให้กลัวผีต่อไปถึงจะหนีไปที่อื่น เวลานี้เป็นเวลาที่เราจะทรมานสัญญาตัวปลิ้นปล้อนหลอกลวงเก่ง ๆ นี้ให้ตายไป จนได้เผาศพมันเหมือนเผาศพผีตายดังที่เราเห็นเมื่อวานเสียก่อน เมื่อชีวิตยังอยู่ อยากไปที่ไหนเราถึงจะไปทีหลัง ตอนนี้ถึงขั้นเด็ดขาดกับสัญญา ท่านก็เด็ดจริง ๆ และทรมานถึงขนาดที่สัญญาหมายขึ้นว่า ผีมีอยู่ ณ ที่ใด และเกิดขึ้นในขณะใดท่านต้องไปที่นั้น เพื่อดูและรู้เท่ามันทันที จนสัญญาเผยอตัวขึ้นไม่ได้ในคืนวันนั้น เพราะท่านไม่ยอมหลับนอนเอาเลย ตั้งหน้าต่อสู้กับผีภายนอก คือสุนัขซึ่งเกือบเสียตัวไปกับมัน พอได้เงื่อนและได้สติ ท่านก็ย้อนกลับมาต่อสู้กับผีภายในให้หมอบราบไปตาม ๆ กัน นับแต่ขณะที่รู้ตัวแล้ว ความกลัวผีไม่เคยเกิดขึ้นรบกวนท่านได้อีกตลอดทั้งคืน แม้คืนต่อมา ท่านก็ตั้งท่ารับความกลัวนั้นอย่างแข็งแกร่งต่อไป จนกลายเป็นพระองค์กล้าหาญต่อหลาย ๆ สิ่งขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ แต่เรื่องก็เป็นความจริงจากท่านมาแล้ว จนเป็นเรื่องฝังใจและตั้งตัวได้เพราะผีเป็นเหตุแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ความกลัวผีจึงเป็นธรรมเทศนากัณฑ์เอกโปรดท่านให้กลายเป็นพระอันแท้จริงขึ้นมาองค์หนึ่ง ถึงได้นำมาแทรกลงในประวัติของท่านพระอาจารย์มั่น เผื่อท่านผู้อ่านได้นำไปเป็นคติต่อไป คงไม่ไร้สาระไปเสียทีเดียว เช่นกับประวัติของท่านผู้เป็นอาจารย์ ซึ่งเป็นประวัติที่ให้คติแก่โลกอยู่เวลานี้ ฉะนั้น การเยี่ยมป่าช้าจึงเป็นความสำคัญสำหรับธุดงควัตรประจำสมัยตลอดมา หนึ่ง

การถือไตรจีวรคือผ้า ๓ ผืนเป็นวัตร ท่านพระอาจารย์มั่นถือปฏิบัติมาแต่เริ่มอุปสมบทไม่ลดละ จนถึงวัยชราจึงลดหย่อนผ่อนตามธาตุขันธ์ที่ต้องการความบำรุงมากขึ้นทุกระยะที่ท่านปฏิบัติเช่นนั้น โดยเห็นว่าพระธุดงคกรรมฐานครั้งนั้นไม่อยู่ประจำที่นัก นอกจากในพรรษาเท่านั้น ต้องเที่ยวไปในป่านั้น ในภูเขาลูกนี้อยู่เสมอ การไปก็ต้องเดินด้วยเท้าเปล่า ไม่มีรถราเหมือนสมัยนี้ มีบริขารมากน้อยต้องสะพายไปเอง ช่วยตัวเองทั้งนั้น ของใครของเรา ช่วยกันไม่ได้ เพราะต่างคนต่างมีพอกับกำลังของตัว จะมีมากกว่านั้นก็เอาไปไม่ไหว ทั้งเป็นความไม่สะดวก พะรุงพะรังอีกด้วย จึงมีเฉพาะที่จำเป็นจิรง ๆ นานไปก็กลายเป็นความเคยชินต่อนิสัย แม้ผู้มีมาถวายก็ให้ทานผู้อื่นไป ไม่สั่งสมให้เป็นการกังวล เพราะสมณะเรามีความสวยงามอยู่กับการปฏิบัติดีและไม่สั่งสม เวลาตายไป ให้มีแต่บริขารแปด ซึ่งเป็นของจำเป็นสำหรับพระเท่านั้น เป็นความงามอย่างยิ่ง เมื่อมีชีวิตอยู่ก็สง่าผ่าเผยด้วยความจนแบบพระ เวลาตายก็เป็นสุคโต ไม่มีอารมณ์กับสิ่งใด อันเป็นเกียรติอย่างยิ่งของพระผู้ตายด้วยความจน มนุษย์และเทวดาสรรเสริญ ธุดงควัตรข้อนี้จึงเป็นเครื่องประดับสมณะให้งามตลอดอวสานข้อหนึ่ง



ธุดงควัตรเหล่านี้ ท่านเคยปฏิบัติมาเป็นประจำไม่ลดละ ปรากฏว่าเป็นผู้คล่องแคล่วชำนิชำนาญในทางนี้อย่างยากจะหาผู้เสมอได้ในสมัยปัจจุบัน และได้อบรมสั่งสอนพระเณรผู้มาศึกษาอบรมด้วยธุดงควัตรเหล่านี้ คือ ท่านพาอยู่รุกขมูลร่มไม้ ในป่า ในเขา ในถ้า เงื้อมผา ป่าช้า ซึ่งล้วนเป็นสถานที่เปล่าเปลี่ยวน่ากลัว พาบิณฑบาตเป็นกิจวัตรประจำวัน ไม่พารับอาหารที่มีผู้ตามมาส่งทีหลัง ข้อนี้คณะศรัทธาเมื่อทราบอัธยาศัยท่านแล้ว เขามีอาหารคาวหวานอย่างไร ก็พากันจัดใส่บาตรถวายท่านไปพร้อมเสร็จ ไม่ต้องไปส่งให้ลำบาก พาฉันสำรวมในบาตร ไม่มีภาชนะชนิดสำหรับใส่อาหาร ทั้งคาวหวานรวมลงในบาตรใบเดียว พาฉันมื้อเดียวคือวันละหนมาเป็นประจำจนอวสานสุดท้าย

เวลาท่านประชุมให้โอวาทแก่พระเณรตอนกลางคืน จะได้ยินเฉพาะเสียงท่านที่ให้โอวาทเท่านั้น เสียงจากพระเณรแม้จะอยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมาก ไม่ปรากฏในขณะนั้น กระแสเสียงและเนื้อธรรมที่ท่านให้โอวาทแก่พระเณร รู้สึกซาบซึ้ง จับใจ ไพเราะ ทำให้เคลิ้มไปตามกระแสธรรมจนลืมเนื้อลืมตัว ลืมความเหน็ดเหนื่อย ลืมเวล่ำเวลา ไม่รู้สึกกับสิ่งอื่นใดในขณะนั้น นอกจากกระแสธรรมกับใจสัมผัสสัมพันธ์กันอยู่อย่างเพลินตัว ไม่รู้จักอิ่มพอเท่านั้น การประชุมครั้งหนึ่ง ๆ เป็นเวลาหลายชั่วโมง เพราะถือเป็นการทำความเพียรทางสมาธิและปัญญาอันเป็นภาคปฏิบัติอยู่กับการฟังในขณะนั้นด้วย พระธุดงค์มีความเลื่อมใสในอาจารย์และในการฟังมากเป็นพิเศษ เนื่องจากอาจารย์ผู้คอยให้โอวาทตักเตือนและการฟังถือเป็นเส้นชีวิตจิตใจแห่งการปฏิบัติทางภายในของพระธุดงค์จริง ๆ ท่านจึงมีความเคารพรักต่ออาจารย์มาก แม้ชีวิตก็ยอมสละได้

ท่านพระอาจารย์มั่นเที่ยวจาริกและอบรมสั่งสอนในที่ต่าง ๆ เกือบทุกจังหวัด เริ่มผ่านไปแต่จังหวัดนครราชสีมา ศรีสะเกษ อุบลฯ นครพนม สกลนคร อุดรธานี หนองคาย เลย หล่มสัก เพชรบูรณ์ และข้ามไปเวียงจันทน์ ท่าแขก ประเทศลาว กลับไปมาหลายตลบในแต่ละจังหวัด จังหวัดที่มีป่ามีเขามาก ท่านชอบพักอยู่นานเพื่อการบำเพ็ญเป็นแห่ง ๆ ไป เช่นทางทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้ของตัวจังหวัดสกลนคร มีป่ามีเขามาก ท่านจำพรรษาอยู่แถบนั้น คือจำพรรษาที่หมู่บ้านโนสว่าง อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร แถบนั้นมีแต่ป่าแต่เขา พระธุดงค์จึงมีประจำมิได้ขาดตลอดมาจนทุกวันนี้ เพราะท่านเหล่านี้ชอบป่าชอบเขามาก เวลาท่านเที่ยวจาริกในหน้าแล้ง ที่พักหลับนอนโดยมากก็เป็นร้านหรือแคร่เล็ก ๆ ปูด้วยฟากที่ทำด้วยไม้ไผ่สับแผ่ออกเป็นแผ่นแบน ๆ ยาวประมาณ ๑ วา กว้าง ๒ หรือ ๓ ศอก สูงประมาณ ๒ ศอก เฉพาะแต่ละรูปอยู่ห่างกันตามแต่ป่าที่ไปอาศัยกว้างหรือแคบ ถ้าป่ากว้างก็อยู่ห่างกันออกไปประมาณ ๒๐ วา มีป่าคั่น มองไม่เห็นกัน ถ้าป่าแคบและอยู่ด้วยกันหลายรูป ก็ห่างกันราว ๑๕ วา แต่โดยมากตั้งแต่ ๒๐ วาขึ้นไป อยู่น้อยองค์ด้วยกันเท่าไรก็ยิ่งอยู่ห่างกันออกไปมาก พอได้ยินเสียงไอหรือจามเท่านั้น

ถ้ามีพระขี้กลัวผี หรือกลัวเสือไปอยู่ด้วย ท่านมักจะให้อยู่ห่าง ๆ หมู่เพื่อนเป็นพิเศษ เพื่อเป็นการฝึกทรมานให้หายพยศความขี้ขลาดของตัวเสียบ้าง จนมีความเคยชินต่อป่าดงพงลึกและสัตว์เสือหรือผีต่าง ๆ ที่จิตไปทำความสำคัญมั่นหมายสิ่งนั้น ๆ มาหลอกตัวเอา ถ้าไปอยู่ใหม่ ๆ ต่างองค์ก็นอนกับพื้นดินไปก่อน ท่านว่าหน้าเดือน ๑-๒ ซึ่งเป็นฤดูฟ้าใหม่ฝนเก่าประปนกันนี้รู้สึกลำบากอยู่บ้าง เวลาฝนตกต้องเปียกและตากฝนทุกปี บางครั้งนอนตากฝนตลอดคืนจนกว่าจะหยุด กลดก็สู้ไม่ไหว เพราะทั้งฝนทั้งลม ต้องทนหนาวตัวสั่นอยู่ในกลดนั่นแล ตามองไม่เห็น จะหนีไปไหนก็ไม่ได้ ถ้ากลางวันก็ค่อยยังชั่วบ้าง แม้จะเปียกก็พอมองเห็นนั่นเห็นนี่ และคว้านั่นคว้านี่มาช่วยปิดบังฝนได้บ้าง ไม่มืดมิดปิดตายเสียทีเดียว ผ้าสังฆาฏิและไม้ขีดไฟซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น ต้องเก็บไว้ในบาตร เอาฝาปิดไว้ให้ดี ส่วนจีวรเอาไว้สำหรับห่มกันหนาวขณะฝนกำลังตก มุ้งที่กางไว้กับกลดต้องลดลงเพื่อกันฝนสาดเวลาลมพัดแรง ไม่เช่นนั้นก็เปียกหมด ตกตอนเช้าไม่มีผ้าห่มบิณฑบาตก็ยิ่งแย่ใหญ่ พอตกเดือน ๓ เดือน ๔ หรือเดือน ๕ อากาศเริ่มร้อนขึ้น ก็ขึ้นบนภูเขา หาพักตามถ้ำหรือเงื้อมผา พอบังแดดบังฝนได้บ้าง

ถ้าไปตอนเดือน ๑-๒ ซึ่งพื้นที่ยังไม่แห้งดี ก็ทำให้เป็นไข้และชนิดจับสั่นที่เรียกกันว่ามาเลเรีย ซึ่งใครเป็นเข้าแล้วไม่ค่อยหายเอาง่าย ๆ เสียเวลาตั้งหลาย ๆ เดือนกว่าจะหายขาด หรือบางทีก็กลายเป็นไข้เรื้อรังไปเลย คิดอยากไข้เมื่อไรก็เป็นขึ้นมา ชนิดที่เขาเรียกว่า “ไข้พ่อตาแม่ยายหน่ายเกลียดชัง” รับประทานได้ แต่ทำงานไม่ได้ คอยแต่จะไข้ ถ้าเป็นอย่างนี้ ไม่ว่าแต่พ่อตาแม่ยายใคร ๆ ก็คงจะเบื่อหน่ายเหมือนกัน ไข้ประเภทนี้ไม่มียารับประทาน ในสมัยโน้นใครเป็นเข้าต้องปล่อยให้หายไปเอง ไข้ที่น่าเข็ดหลาบ ประเภทนี้ผู้เขียนเอง (ท่านพระอาจารย์มหาบัว) เคยถูกมาบ่อยที่สุด เวลาเป็นขึ้นมาแล้วก็ต้องปล่อยให้หายไปเอง เช่นกัน เพราะไม่มียารักษา ท่านพระอาจารย์มั่นเล่าเรื่องพระธุดงค์เป็นไข้ป่า ไข้มาเลเรีย นับแต่องค์ท่านลงไปถึงลูกศิษย์ บางองค์ถึงกับตายไปก็มี ฟังแล้วเกิดความสงสารสังเวชท่านและคณะของท่านมากมาย รอดตายมาแล้วถึงได้มาสั่งสอนธรรมพอเป็นร่องรอยแก่คณะลูกศิษย์ได้ยึดถือและปฏิบัติตามท่าน”

[คัดจากงานเขียนธรรมะของท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน ในหนังสือ ประวัติหลวงปู่มั่นฯ ฉบับพ.ศ. ๒๕๔๔ หน้า ๔๐–๔๕


 โดยคุณ :   ดวงจันทร์ [ 12 ม.ค. 2548 15:36 ] IP : 202.28.169.165


 ลำดับที่ 762
หมวด สอนเรื่องการแต่งตัว



1. ดูไม่ได้นะแต่งเนื้อแต่งตัวมานี่ อย่าเข้ามา เข้ามาแบบนี้ แบบศีลแบบธรรมมีทำไมไม่มาศึกษา เอามาทำไมพวกเปรตพวกผี พวกนรกอเวจี พวกส้วมพวกถาน แต่งจิ๊กโก๋จิ๊กเก๋มาอวดกัน กิเลสส้วมถานมันของวิเศษอะไร แต่งนี้แต่งแบบส้วมแบบถาน แบบสกปรกโสมม จิตใจมันเลวจิตใจมันต่ำทราม หาความดิบความดีมีวี่แววประจำใจไม่มีเลย กิริยาจึงดูไม่ได้เข้าใจไหมล่ะ มันเป็นอย่างนั้นนะเวลานี้ เพราะฉะนั้นเราจึงบอก อย่าเอามานะ อย่าเอาอะไรมาให้หลวงตาบัวกิน แต่งตัวแบบนี้มา จะเอามาอวดหลวงตาบัว กูจะฟาดใส่โคตรพ่อโคตรแม่มึง ใส่หน้าผากมันเข้าใจไหมล่ะ กูไม่กินกูไม่ตาย อดกูก็อดได้สบายเลย เคยอดเคยอิ่มมา ขอให้ธรรมชุ่มใจ อย่าได้อิ่มด้วยมูม ๆ มาม ๆ แบบส้วมแบบถานอย่างนี้เลย

พระพุทธเจ้าไม่ประสงค์อย่างยิ่งนะ ให้พากันจดจำทุกคน ดูไม่ได้นะเวลานี้ ยิ่งเลวเข้าทุกวัน ๆ เฉพาะวัดป่าบ้านตาดเห็นได้ชัดทีเดียว เขาก็เขียนติดไว้นั้นก็ยังมี เราไปอ่านดู ติดไว้นั้นก็ยังมี ความเลอะ เทอะ ๆ ของพวกเปรตพวกผีพวกส้วมพวกถาน มันไม่ได้มองดูนะ ดูหนังสือเขียนเพื่อความดีงามให้มัน มันไม่ดู มันดูแต่ของเลอะ ๆ เทอะ ๆ แต่งออกว่าโก๋เก๋อวดกัน อวดอะไรประสาส้วมประสาถาน กิเลสตัณหากามกิเลสมันเป็นของดิบของดีอะไร มันเหมือนส้วมเหมือนถาน เอามาอวดอรรถอวดธรรมได้เหรอ นี่ละมันพาสัตว์ทั้งหลายให้จมอยู่ในนรกไม่มีวันฟื้นขึ้นมา เพราะส้วมเพราะถานนี้เองเป็นเครื่องหลอกลวง

มันชอบเท่าไรมันก็ยิ่งจมลงไป ๆ ถ้าเห็นภัยของสิ่งเหล่านี้แล้วจะฟื้นตัวขึ้นมา สะอาดสะอ้านขึ้นมา ทุกข์ทั้งหลายก็จะค่อยเบาลง ๆ ฟาดตัวเป็นต้นเหตุอันใหญ่หลวงขาดสะบั้นออกจากใจแล้วพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าไม่มีทุกข์เข้าใจไหม มีอันนี้เท่านั้นเป็นตัวทุกข์สำคัญที่ทำสัตว์โลกเดือดร้อนระส่ำระสายเต็มทั่วโลกทั่วสงสาร มีแต่กิเลส กามกิเลสราคะตัณหาเท่านั้นเป็นตัวสำคัญมากทีเดียว มันห่วงอะไรหวงอะไรกันประสากระดูก เอาผ้าห่อไว้เฉย ๆ นี่นะ พอดูได้เท่านั้นเอามาอวดกันประสากระดูก อรรถธรรมที่เลิศเลอยิ่งกว่านี้มี ทำไมไม่ฟังเสียงบ้างวะ มันน่าทุเรศเหลือประมาณนะ

มันจวนจะตายแล้วได้เห็นผลประโยชน์ที่แนะนำสั่งสอนพอได้มีวี่แววบ้าง เราก็พอใจนะ อันนี้ยิ่งเลวร้ายลงไปทุกวัน ๆ มันก็โมโหละซิ พระนี้ไม่ใช่พระตายโมโหก็ได้ แต่ว่าโมโหมีกิเลสหรือไม่มีนั้นเป็นอีกอย่างหนึ่งนะ โมโหนี้เอาได้ทั้งนั้นละ ปั๊วะป๊ะซัดเลย พอตี ๆ แต่ข้าไม่โมโหแต่ข้าตีเด็กได้นะ ผู้ใหญ่พอเอาอาจจะเอาเหมือนกัน แต่เด็กนี้เอาเรื่อยละเข้าใจไหม พากันจำเอานะ โห มันเลอะเทอะลงทุกวัน ๆ นะเวลานี้ ศาสนาจะไม่มีเหลือในแดนประเทศไทยเราเลยนะ มันขนาดนั้นละ ดูใครก็ดูซิ ดูไปตั้งแต่ตัวเราหัวโล้น ๆ อีตาบัวนี้ไป ดูออกไป ๆ ตามวัดตามวาต่าง ๆ พระเณรทั่วแดนประเทศไทยเป็นยังไง หลักธรรมวินัยท่านสอนไว้ยังไง การปฏิบัติตัวปฏิบัติยังไง มันกีดมันขวางธรรมหรือมันล่องไปตามอรรถตามธรรม ทำไมมันไม่ดูบ้าง ดูบ้างมันจะได้รู้เห็นเหตุเห็นผลคนเรานะ

[เทศน์ ณ วัดป่าบ้านตาด วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๖ เรื่อง เห็นบุญเห็นคุณสถานที่]



2. นี่ละการแต่งเนื้อแต่งตัวคนไทยเราดูสวยงามมาก ดูแล้วชื่นตาชื่นใจ เป็นศีลเป็นธรรม ยิ้มแย้มแจ่มใสต่อกัน ไม่ได้เหมือนกิเลสพาแต่งเนื้อแต่งตัว ดูแล้วเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้กัน ของชาติไทยเราเป็นหลักเป็นเกณฑ์ต่อชาติตัวเองนะ อย่าไปเหลาะ ๆ แหละ ๆ คว้านู้นคว้านี้แล้วเข้ามาทำลายกฎระเบียบ หรือประเพณีอันดีงามของชาติไทยให้เสียไป ไม่สมควรอย่าง บรรพบุรุษของเราไม่เห็นด้วย เพราะท่านแต่งมาเป็นระเบียบเรียบร้อยมาตลอด บรรพบุรุษของเรา ปู่ ย่า ตา ยาย พาปฏิบัติดำเนินตลอดการแต่งเนื้อแต่งตัวสวยงามน่าดู มองเห็นกันแล้วยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นฐานะที่ควรเคารพนับถือเป็นชั้น ๆ เพราะการแต่งเนื้อแต่งตัวสวยงามที่ควรเคารพยิ้มแย้มแจ่มใสต่อกัน

ไม่ได้เหมือนกิเลสที่พาให้แต่ง พาให้แต่งนี่เหมือนเปรตเหมือนผี ยิ่งเข้ามาในวัดด้วยแล้ว เราจะดูไม่ได้ ดีที่เราไม่เอาค้อนปาเอา มาในวัดป่าบ้านตาด มันดูไม่ได้จริง ๆ มันถือนี้เป็นมงคล มงคลอะไรมันจะมาเผาทั้งชาติบ้านเมืองให้ล่มจม ศาสนาก็จะไม่มีเหลือนะ ยิ่งหนาแน่นขึ้น ยิ่งหน้าด้านขึ้นนะคนไทยเรา การแต่งเนื้อแต่งตัว เลยจะไม่ได้อะไรติดเนื้อติดตัว มันจะปิดเฉพาะหีมันเท่านั้น นอกนั้นมันจะเปิดไว้หมดเลย นี้ยิ่งดูไม่ได้ ยิ่งเลวกว่าเปรตกว่าผี อย่าทำเมืองไทยเรา เรามีหัวใจ

เราเป็นลูกคนไทยขอให้ระลึกถึงชาติไทยเรา ปู่ ย่า ตา ยาย เราพาดำเนินยังไง อย่าระลึกถึงเรื่องฟืนเรื่องไฟที่จะมาเผาไหม้บ้านเมืองของเรา อย่าคิด อย่าพากันตำหนินะพี่น้องทั้งหลาย การแต่งเนื้อแต่งตัวตามกฎระเบียบของเมืองไทยเราไม่มีอะไรเสียหาย เราดูมาตลอดนะ เอามาเทียบมาเคียงทุกอย่างก็เพื่อชาติไทยของเรานั้นเอง การแต่งเนื้อแต่งตัว ประเพณีของคนไทยเต็มตัวแล้วสวยงามหมด คนเฒ่าคนแก่มองเห็นกัน เคารพกันยิ้มแย้มแจ่มใส

ไม่ได้เหมือนกิเลสตัณหาเป็นฟืนเป็นไฟ เข้าไปแล้วเป็นไฟต่อกันเลยไม่มีวัย กิเลสเข้าไปเป็นอย่างงั้น ทำให้จิตใจกำเริบเสิบสาน หาความเคารพกันไม่ได้นะ มีแต่ราคะตัณหา แต่สำหรับธรรมะนำมาเป็นขนบประเพณีอันดีงามนี้ เช่นการแต่งเนื้อแต่งตัว ไปที่ไหนสวยงามน่าดู เคารพกันได้อย่างสนิทใจ ยิ้มแย้มแจ่มใสต่อกัน ด้วยการแต่งเนื้อแต่งตัวนี่สำคัญมากนะ ขอให้พี่น้องทั้งหลายจำเอาไว้

[เทศน์ ณ สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ วันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๔๖]


 โดยคุณ :   ดวงจันทร์ [ 12 ม.ค. 2548 15:34 ] IP : 202.28.169.165


 ลำดับที่ 761
หมวด วัดกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น



1. วัดภูวัวเราไม่ได้ไปนานแล้วนะ แต่อาหารประจำนั้นเรียกว่าประจำ จวนสิ้นเดือนทุกๆ เดือนเลย เพราะพระมีไม่ต่ำกว่า ๓๐ สามสิบกว่า หรือ ๒๘-๒๙-๓๐ กว่า ๔๐ นี้เป็นประจำ ตอนค่ำท่านเอาเทปมาเปิดฟัง เทปที่ไหนก็มีแต่ที่นี่ จะเรียกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ไม่ผิด ที่นี่เลย พอตกค่ำเริ่มมืด อย่างทุกวันนี้ก็เรียกว่าทุ่มพอดี เพราะทุ่มหนึ่งก็มืดพอดีกัน ท่านจะมารวมที่กุฏิ กุฏิมันเป็นสองชั้น ข้างล่างมันเป็นทำเล ข้างบนไม่ค่อยมีใครขึ้นไปแหละ หัวหน้าท่านจะเปิดฟัง แล้วพระที่มาอยู่นั่นทั้งหมด ต่างองค์ต่างมานั่งภาวนา เทปเปิดขึ้นเหมือนเทศน์ นั่งภาวนาฟัง อย่างน้อยเรียกว่าวันละหนึ่งกัณฑ์ เป็นอย่างน้อย หรือไปเปิดพิเศษอันนั้นก็แล้วแต่ แต่ที่เป็นพื้นฐานก็คือวันละหนึ่งกัณฑ์ๆ เราอยากจะพูดว่าร้อยทั้งร้อยออกไปจากวัดทั้งนั้นๆ ภาคปฏิบัติจิตตภาวนาล้วนๆ เลย มีแต่แกงหม้อเล็กหม้อจิ๋วๆ ตลอดเลย

พอฟังจบแล้ว องค์ไหนอยากจะไปก็ไปตามอัธยาศัย ผู้ยังไม่อยากไปก็นั่งภาวนาต่อเลยก็ได้ หรือจะเปิดเทปฟังเป็นกรณีพิเศษก็ได้ นี้เป็นประจำ ที่เราเข้าเกี่ยวข้องนี้มันสิบกว่าปีแล้วนะ แต่ก่อนก็ได้ยินได้ฟังมาเฉยๆ ว่า ท่านอุทัยท่านอุตส่าห์พยายามอยู่ที่นั่นประจำมา สององค์หรือสามองค์เป็นอย่างมาก เพราะที่โคจรบิณฑบาตไม่มี ลำบาก แต่ที่ภาวนาร้อยทั้งร้อย สะดวกไปหมดเลย

สถานที่นี่แต่ก่อนท่านอาจารย์ฝั้นท่านผ่านมาพักที่นั่น อยู่ไม่ได้ก็เพราะเหตุนี้เอง ต่อไปท่านอุทัยเลยไปพักที่นั่น ทางต้องบุกด้วยเท้าไป ไปด้วยเท้า ไม่มีรถมีรา ไปอย่างสมบุกสมบัน นั่นเหมาะกับผู้เสาะแสวงหาธรรม ต้องเป็นผู้สมบุกสมบันทั้งนั้น พวกเสาะแสวงหาธรรมจะเอาความสะดวกเข้ามาเกี่ยวข้องไม่ได้ ขัดกับธรรม ธรรมนี้เรียกว่าบุก บุกคืออุปสรรคต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องความมักง่าย ความสะดวกสบายของกิเลสอยากให้เดินทางนั้น เห็นว่าไม่สะดวกสบายไม่ไป กิเลสกลืนแล้ว นั่น

พอได้โอกาสเราก็เลยไปเยี่ยม เพราะได้ยินข่าวมานานแล้วว่า สถานที่นี่สงัดมากเป็นที่หนึ่งเลย พอได้โอกาสเราก็ไปเลย ตอนนั้นรถพอไปได้นะ มันเป็นหน้าแล้ง ดูเหมือนเดือนเมษา ละมั้งเราไป ตอนหน้าแล้งไป รถก็บุกเข้าไปอย่างนั้นละ พอลงรถแล้วเราไปเลยที่นี่ ไปเที่ยวหมดเลย เพราะแต่ก่อนแข็งแรง ไปไหนสะดวกสบาย ไปตระเวนดูหมด ดูมีแต่ความเงียบสงัดตลอด เป็นที่พักเป็นแห่งๆ เป็นดงๆ แล้วที่โล่งแจ้ง หินดานก็มีทั่วไป อยากนั่งภาวนากลางแจ้งก็ได้ กลางวี่กลางวันก็อยู่ในป่า สงบสงัดตลอด น้ำท่าไม่อด อดแต่อาหารเท่านั้นเอง

ไปดูจนหมดจริงๆ เที่ยวดูหมดอย่างละเอียดลออ เหมาะสมทั้งหมดเลย พอมาก็ประกาศในเวลานั้นเลยว่า ตั้งแต่นี้ต่อไปท่านอุทัยจะพักที่นี่ เวลานี้ก็มีพระจำนวนที่เห็นนี้แหละ ครั้นต่อไปนี้ท่านต้องการจะรับพระรับเณรมากน้อยเพียงไร ให้ท่านรับได้ตามสบาย ผมจะรับเลี้ยง บอกงั้นเลย เอา ถ้าพระตั้งใจภาวนาแล้วมาเลย บอกงั้น ผมเปิดทางให้ทั้งหมด จะรับเลี้ยงทั้งหมด ถ้ารับเลี้ยงสู้ไม่ไหวผมจะบอก บอกงั้นเลย ตั้งแต่บัดนั้นมา พอมาถึงวัดแล้วก็จัดอาหารส่งไปเลยเรื่อย สิบกว่าปีแล้วนะ ทีนี้พระก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว เพราะสถานที่นั่นเหมาะสมมาก แต่พระเข้าไปอยู่ไม่ได้เท่านั้นเอง

ทีนี้พอได้รับความสะดวกท่านก็ตั้งจุดหมาย ๓๐ ไว้เป็นจุดกลาง ลดบ้างขึ้นบ้างประมาณ ๔๐ บ้าง ลดลงมา ๓๐-๒๘-๒๙ อยู่งี้ตลอด บางทีถึง ๕๐ ก็มี แต่นั้นเป็นบางกาลเวลา ท่านไปชั่วระยะ ที่เป็นพื้นฐานก็ ๓๐ กว่านี่มาก ลดมีน้อยมากเทียว ตั้งแต่บัดนั้นมาอาหารจัดให้เพียงพอ ใส่รถๆ เต็มเอี๊ยดๆ ไปเลย ทุกวันนี้ก็ประจำอยู่มานานเหมือนกัน เรียกว่า ๔ คันรถเลย หกล้อก็มี สี่ล้อบองขึ้นเต็มรถๆ เลยตลอดจนกระทั่งทุกวันนี้ ไปแล้วยังถามไถ่อีกด้วยว่ามีพระจำนวนมากน้อยเพียงไร หากว่าบกพร่องจะเอามาเพิ่มอีก อย่างนั้นตลอด

วัดนั้นจึงเป็นวัดที่สะดวกสำหรับบำเพ็ญธรรมล้วนๆ ใครไม่ให้เข้าไปยุ่งนะ เราเป็นคนขู่เองเลย ท่านอุทัยท่านไม่มีอำนาจแหละ ใครจะไปอยู่ไปอะไรท่านก็ไม่ว่าอะไร เราไปเองสั่งเสียหมดเลย บอกสถานที่นี่ไม่ให้ใครเข้ามายุ่ง บอกตรงๆ เราจะสงวนพระไว้สำหรับทำประโยชน์ให้โลก ประชาชนมีจำนวนมากเท่าไรสู้พระไม่ได้ ที่ทำประโยชน์ให้โลก จึงไม่ให้ใครเข้าไปอยู่ที่นั่นนะ ให้มีแต่พระ แล้วพวกเขามาทำอาหาร บ้านเขามี ๓-๔ หลังคาเรือน เขามาทำอาหารสำหรับพระเป็นประจำๆ ตลอดมาจนกระทั่งทุกวันนี้ คืออาหารไม่ให้อด สถานที่นั่นจึงเป็นสถานที่บำเพ็ญสะดวกสบาย ไม่ให้ใครเข้าไปยุ่งเลย ให้มีแต่พระล้วนๆ เลย เราเป็นผู้คอยดูแลตลอด ฟังเสียงอยู่ตลอด ไปก็ไปดู ไปดูแล้วสั่งเสียหมดเลย สั่งเสียอย่างเด็ดขาดๆ เลย ให้ท่านอุทัยปฏิบัติตามนี้

เทศน์ ณ วัดป่าบ้านตาด เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๔๖



2. ที่ถ้ำภูวัว ที่เราส่งของไปให้วัดภูวัว ๑๐ กว่าปีแล้วนะ ทีนี้เวลาทราบที่เขาจำรายละเอียดได้มัน ๒๒ ปี ไม่ใช่เล่น ปีพ.ศ.เท่านั้น ๆ ว่างั้น เราก็ยอมรับเลย โห ว่า ๒๑-๒๒ ปีแล้ว เมื่อวานนี้ก็ให้เขาไปวัดถ้ำภูวัว ดูว่าพระมี ๔๔ หรือไง เณร ๒ องค์ พระ ๔๒ หรือ ๔๓ น้า

เท่าไรก็ไม่เป็นปัญหา เราพูดครอบไว้หมดแล้ว ว่าพระที่ตั้งใจปฏิบัติเพื่ออรรถเพื่อธรรมจริง ๆ เอามาเท่าไรมา ผมจะรับเลี้ยง เราว่างี้เลย นี่เราก็ถามไปอย่างงั้นละ แต่ท่านคงจะตั้งจุด ๓๐ เป็นจุดกลาง มากกว่านั้นบ้าง ลดลงบ้าง แต่ส่วนมากมีแต่ขึ้น ลดลงมีน้อยมาก ท่านคงตั้งจุด ๓๐ องค์เป็นจุดกลาง จะขึ้นบ้างลงบ้างก็อยู่ในย่านนี้ เมื่อวานนี้เขาเอาของไป มาทราบว่าที่ไปส่งของภูวัวนี้เราว่า ๑๐ กว่าปี ถ้าว่า ๑๘-๑๙ ปี ก็ยังอยู่ในเขตอยู่นะ นี่มัน ๒๑-๒๒ ปี เรียกว่าผิดอันนี้ ๒๑-๒๒ ปีแล้ว พระท่านตั้งใจมาปฏิบัติ เราพอใจ เราส่งเสริมพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

เพราะฉะนั้นจึงว่าถ้าตั้งใจปฏิบัติเพื่ออรรถเพื่อธรรมจริง ๆ เอ้า เอามาเท่าไรให้มา เราบอกอย่างงั้นเลยนะ เราจะรับเลี้ยง ตรงกันข้ามกันอีกก็คือว่า ถ้าพระโกโรโกโสอย่าให้มาอยู่ที่นี่นะ ให้ไล่ลงภูเขาให้หมด มันหนักภูเขาเราว่า เอาเด็ดด้วยกันทั้งสอง ตั้งแต่นั้นมาพระก็มากมาเรื่อย ๆ เพราะเราไปดูเองหมด ทำเลไปดูหมดแล้ว เหมาะ เหมาะสมทุกอย่าง กลางวันกลางคืนมันเป็นความรื่นเริงในใจ สำหรับผู้มุ่งต่อธรรมนะ ไปอยู่สถานที่เช่นนั้นมันรื่นเริง ๆ ภายในใจ นี่เราก็ได้ยินมานานกว่านั้นแล้ว ว่าที่นั่นสงบสงัดดี มีท่านอุทัยอยู่ที่นั่น สององค์ สามองค์ อยู่มากกว่านั้นไม่ได้ ไม่มีที่โคจรบิณฑบาต ว่างั้น เราก็ฟัง ว่าที่นั่นสงัดมาก ท่านอาจารย์ฝั้นเคยไปพักชั่วระยะเดียว เพราะไม่มีทำเลบิณฑบาต ท่านอุทัยเลยไปอยู่ที่นั่น ท่านอยู่นั้นมานานกว่าที่เราจะไปช่วยสนับสนุน

ไปทีแรกก็ตั้งหน้าจะไปดูวัดนี้แหละ เพราะได้ยินมานานว่าเป็นที่สงบสงัดดีมาก เราเลยไป พอลงรถแล้ว ตั้งแต่ก่อนอายุมันยังหนุ่มน้อยนี่ ลงรถแล้วปั๊บนี่เข้าเลย บนภูเขาลูกนั้นเที่ยวตระเวนดูหมดเลย โห ไปที่ไหนเหมาะสม ทำเลที่โล่งแจ้งก็มี ที่เป็นป่าชุ่มเย็นก็มี เลือกเอาได้ว่างั้นเถอะ กลางคืนนี้อยากออกมาเดินจงกรมอยู่หินลาดหินดานก็ได้ กลางวันอยู่ใต้ร่มไม้ก็ได้ มีอยู่ทั่วไป เราไปหาดูแล้ว โอ๋ย ชอบใจ พอกลับมาถึงก็สั่งท่านอุทัย ตั้งแต่บัดนั้นมาจนบัดนี้ พระท่านจะต้องการมาพักภาวนา พระที่มุ่งอรรถมุ่งธรรมจริง ๆ ตั้งใจอยากจะภาวนาแล้วมาอยู่กับท่าน ให้รับท่านนะ เอ้า มาเท่าไรมาเราจะรับเลี้ยง บอกตรงๆ เลย แต่พระโกโรโกโสอย่าให้มา ให้ไล่ลงภูเขาให้หมด เสียศักดิ์ศรีภูเขา หนักภูเขา ว่างี้เลย เด็ดทั้งสองนั่นแหละ พระตั้งใจปฏิบัติดี เอา มา อย่างที่ว่า ๔๐ หรือเท่าไร ก็เราเปิดครอบไว้แล้วนี่นะ เอ้า มาเท่าไรมา มาเท่าไรเราพอใจที่จะเลี้ยง แล้วเรายังได้บอกไว้แล้วด้วยว่า ถ้าเลี้ยงไม่มีกำลังพอแล้วผมจะบอก บอกงั้นนะ เอามาเท่าไรให้มา ถ้าไม่สามารถจะเลี้ยงได้แล้วผมจะบอก เรียกว่ายอม พูดง่าย ๆ ว่างั้นเถอะ

อยู่ในเกณฑ์ส่วนมากจะ ๓๐ กว่า หรือ ๔๐ อยู่ในย่านนี้ ปีนี้ดูว่า ๔๐ ในพรรษา ในพรรษามักจะอยู่ในย่าน ๔๐ ปีนี้ก็ดู ๔๓-๔๔ เท่าไรอยู่เถอะเราพอใจ ท่านมาอยู่ในที่อย่างนั้นเราพอใจกับท่าน ให้ท่านบำเพ็ญสมณธรรม

[เทศน์ ณ วัดป่าบ้านตาด เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๔๖]


 โดยคุณ :   ดวงจันทร์ [ 12 ม.ค. 2548 15:33 ] IP : 202.28.169.165


 ลำดับที่ 760
หมวด มัชฌิมาธรรม



1. “ธรรม” ก็ทรงชี้แจงทั้งทางกุศล อกุศล และอัพยากตธรรม คือเป็นกลาง ๆ ไม่ดีไม่ชั่ว เป็น “สวากขาตธรรม” ที่ตรัสชอบแล้ว คือถูกต้อง และสงเคราะห์ลงในองค์แห่งมรรค ๘ อันเป็นทางสายกลาง ถ้าเปรียบกับอาหารก็มีรสอร่อย ไม่เค็ม จืด เผ็ดเกินไป ถ้าเป็นเสื้อ กางเกงก็วัดตัดใส่เหมาะสมพอดีพองามแก่ผู้สวมใส่ ไม่เหมือนใส่เสื้อโหลที่ตัดเย็บแบบขายส่งมาก ๆ ศาสนธรรมจึงเป็นธรรมสายกลาง เหมาะสมทั้งเหตุและผลแต่ต้นจนอวสาน

ไม่เพียงแต่ธรรมเป็นมัชฌิมาเท่านั้น แม้สิ่งอาศัยในโลก ถ้าพยายามทำให้เป็นมัชฌิมา ย่อมจะเป็นสิ่งที่น่าดูน่าชมน่าอยู่น่าใช้สอย เป็นผู้คนหญิงชายพระเณรที่ประพฤติในหลักธรรมที่เป็นมัชฌิมาย่อมจะน่าเอ็นดูสงสารน่าเคารพเลื่อมใสไม่จืดจาง โลกและธรรมย่อมมีความสงบเย็นเป็นโลกที่น่าอยู่อาศัย ไม่ได้บ่นกันว่า “โลกร้อน, เราร้อน, เขาร้อน” ดังที่เป็นอยู่ ความที่อะไรก็เป็นไฟไปตาม ๆ กัน แทบจะไม่มีโลกอยู่ก็เพราะความไม่คำนึงถึงหลักธรรมอันถูกต้องดีงามนั้นแล โลกที่ปราศจากธรรมคือความดีงาม จึงเป็นโลกที่ตรงกันข้าม บุคคลตรงกันข้าม ความตรงข้ามกับธรรม จึงมีอำนาจผลิตความเดือดร้อนวุ่นวายให้แก่กันไม่มีสิ้นสุดยุติ ถ้าไม่ยอมเห็นโทษและยุติความปีนเกลียวแห่งธรรมเสีย โลกจะพึงรับทุกข์กันต่อไป

“มรรค” คือทางดำเนิน พระพุทธเจ้าทรงประกาศด้วยหลักมัชฌิมาล้วน ๆ จึงเป็นทางดำเนินที่ตรงแน่วต่อแดนวิมุตติหลุดพ้นโดยถ่ายเดียวตลอดกาล ไม่มีล้าสมัยที่ควรเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุการณ์ต่าง ๆ แม้อะไรจะเปลี่ยนแปลงไปจนกลายเป็นร้อยสันพันคมก็ตามแต่มัชฌิมาธรรมย่อมเป็นธรรมคงเส้นคงวาอยู่เสมอ ถ้าเป็นยาก็เท่ากับยาที่แพทย์ได้ทดลองแล้วจึงนำมาใช้ในการรักษาโรค ธรรมทั้งปวงก็ได้รับการพิสูจน์และทดลองจากพระพุทธเจ้าแล้วโดยสมบูรณ์ ไม่มีทางสงสัย ผลที่เกิดจากการพิสูจน์ก็คือพระองค์ได้ตรัสรู้ด้วยธรรมเหล่านี้ และพระสาวกทั้งปวงก็ได้บรรลุถึงแดนแห่งวิมุตติด้วยธรรมเหล่านี้เช่นกัน

[คัดจากหนังสือธรรมคู่แข่งขันรวมเล่ม (ท่านอาจารย์มหาบัวในกรุงลอนดอน) หน้า ๑๓๑]



2. ความรู้จักประมาณในมัชฌิมาที่จะบริโภคใช้สอยแต่พอดีงามในปัจจัยทั้งหลาย คำว่าประมาณ หรือมัชฌิมา มีความหมายกว้างขวาง คือกินอยู่หลับนอนก็ให้เป็นมัชฌิมา การไปมาก้าวหน้าถอยกลับก็ให้เป็นมัชฌิมาพองาม ปฏิปทาข้อปฏิบัติทุกอย่างก็ให้เป็นมัชฌิมา ความรู้ความเห็นก็ให้เป็นมัชฌิมา การทำ การพูด การคิด ทุกกิริยาที่เคลื่อนไหวก็ให้เป็นมัชฌิมา คือความพอดีพองาม แม้ที่สุดความบริสุทธิ์ของจิตก็ต้องเป็นมัชฌิมา คือรู้กลาง ๆ ซึ่งสัมปยุตด้วยญาณ แต่ไม่ใช่กลางทาง คือมรรค สรุปความเรียกว่า กลางสมมุติ กับวิมุตติ สมมุติก็รู้เท่า วิมุตติก็รู้ทัน ปล่อยวางทั้งสองเงื่อนไว้ตามเป็นจริง เพราะศาสนธรรมเป็นมัชฌิมา ไม่เข้าใครออกใคร ผู้ปฏิบัติและรู้ธรรมแล้วตามเป็นจริง ยังจะเหยียบย่ำ อนัตตา ลงและยก อัตตาขึ้น ซึ่งเป็นการเข้าข้างโน้นออกข้างนี้อยู่ จะจัดว่ารู้รอบคอบในธรรมอย่างไรได้ เพราะส่วนที่ตนสำคัญว่าเป็นอัตตายังถือไว้อยู่ ก็เรียกว่ารู้โลกแล้วกลับหลงธรรมและถือธรรมเท่านั้น

คนทั้งโลกข้ามแม่น้ำด้วยเรือ ขึ้นถึงฝั่งซึ่งเป็นที่ปลอดภัยแล้วปล่อยเรือไว้ในลำแม่น้ำ เพราะเรือเป็นสิ่งอาศัยชั่วคราวในเวลาเดินทางมิได้แบกหามไปด้วย อนัตตาเปรียบเหมือนลูกคลื่นหรือสัตว์ร้ายในน้ำ อัตตาเปรียบเหมือนเรือซึ่งขับขี่ข้ามแม่น้ำในเวลาเดินทาง เมื่อถึงฝั่งซึ่งเป็นที่ปลอดภัยแล้ว อัตตาซึ่งเปรียบเหมือนเรือเป็นธรรมอาศัยชั่วคราว จะพึงเป็นธรรมที่ควรปล่อยวางโดยแท้ ไม่ควรยึดถือเอาไว้โดยประการทั้งปวง จิตทรงความเป็นยถาภูตญาณทัสสนะตลอดกาล คือรู้เห็นตามเป็นจริง ทั้งธรรมฝ่ายอนัตตา ทั้งธรรมฝ่ายอัตตา ทั้งพุทธธรรม ธรรมคือผู้รู้ ไม่มีช่องโหว่ไว้ซึ่งพอที่จะให้เกิดความลุ่มหลงและยึดถือแม้แต่น้อย

เรียกว่า มัชฌิมา โดยธรรมชาติ คือเป็นกลางระหว่างธรรมทั้งหลายกับจิต ระหว่างจิตกับธรรมทั้งหลาย และระหว่างจิตกับจิตอีกวาระหนึ่งเป็นบทสุดท้าย ขณะรากเหง้าเค้ามูลของวัฏจักรเริ่มถอนตัวออกจากใจ เปลี่ยนบทบาทพลิกสันมาเป็นคม จากมีดเล่มเดียวซึ่งมีทั้งสันทั้งคม กลายเป็นจิตที่ควรแก่ตนเองและธรรมทั้งหลาย มิได้ถือในสภาวธรรมทั้งหลายว่าเป็นศัตรูคู่มิตร เมื่อจิตหมดความเป็นพิษในตัวเอง ไม่ตื่นเงาซึ่งเกิดกับตัวเองมาแต่กาลไหน ๆ พร้อมกับความรู้เท่าตัวเองว่าเป็นความจริงเสมอธรรมใด ๆ แล้ว สภาวธรรมใด ๆ ทุกส่วน ทั้งใกล้ทั้งไกล ทั้งภายในภายนอก เลยกลายเป็นสภาพปกติ หรือเอนอ่อนไปตาม ๆ กันหมด ไม่ปรากฏธรรมทั้งนี้แสดงตัวเป็นศัตรูคู่มิตร หรือแสดงตัวเป็นเจ้าบุญเจ้าบาปของผู้ใด คงเป็นปกติธรรมดาแต่เริ่มตั้งแผ่นดินมา และจะเป็นสภาวะปกติอย่างนี้ไปตลอดอนันตกาล

[คัดจากหนังสือธรรมคู่แข่งขันรวมเล่ม (ท่านอาจารย์มหาบัวในกรุงลอนดอน) หน้า ๕๕-๕๖]



3. พระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ตรัสรู้ธรรมด้วยความเหมาะสม ทั้งฝ่ายเหตุคือทางปฏิบัติบำเพ็ญ และฝ่ายผลคือธรรมเนื้อแท้ที่ทรงรับเสวย แม้การประกาศธรรมสอนโลกก็ทรงพิจารณาความลึกตื้นหนาบางสุดส่วนแห่งธรรมทุกแขนงแล้ว ก่อนจะนำมาสั่งสอนโลก ซึ่งรวมลงในมัชฌิมา อันได้แก่มรรค ๘ ที่เป็นธรรมสายกลาง ไม่ยิ่งไม่หย่อน ทรงผ่อนผันให้เหมาะสมกับจริตนิสัยของสัตว์ทั้งมวลจะพึงนำไปปฏิบัติ เพื่อกำจัดกิเลสประเภทต่าง ๆ ที่รกรุงรังขวางมัชฌิมาธรรมอยู่ภายในใจโดยไม่มีปัญหา

มัชฌิมาธรรมที่ประทานไว้แล้วนี้แล เป็นธรรมเหมาะสมอย่างยิ่งในการแก้หรือปราบปรามกิเลสทั้งมวล ตัวดื้อด้านหาญทำในทุกสิ่ง โดยไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ ไม่รู้จักเป็นจักตาย ไม่รู้จักความล่มจมฉิบหายใด ๆ ทั้งสิ้น เวลามันขึ้นบัลลังก์ว่าความบนหัวใจสัตว์ จึงมีธรรมเท่านั้นที่กิเลสกลัว นอกนั้นไม่เคยปรากฏว่ากิเลสกลัวอะไรพอจะนำมาหลอกให้มันหัวเราะเยาะเย้ย เอาชนิดน่าอับอาจขายหน้าไปจนวันตาย ผู้มีธรรมในใจและความประพฤติอันดีงามยังพอมีความหวังติดตัว ความสงบติดใจบ้าง กิเลสไม่กล้าปราบให้ราบไปเสียหมด เหลือแต่ไฟราคะตัณหา เคลื่อนย้ายไปที่ไหนเหมือนจะเหาะจะบินทั้งที่ไม่มีปีก ไหม้สุมหัวใจอยู่ตลอดเวลาด้วยความทะเยอทะยานเห่อเหิม ราวกับไม่มีป่าช้าติดตัวเหมือนโลกทั่วไป ใครยังไม่ยอมเห็นโทษปล่อยให้มันตั้งสภาว่าความอยู่บนหัวใจตลอดไป ผู้นั้นต้องถูกตัดสินโทษอยู่ตลอดไปไม่มีที่หมาย ที่ยึดเหนี่ยวไปตลอดอนันตกาล ไม่มีวันจะถูกปลดปล่อยได้เลย แม้จะเกิดในภพใดก็เท่ากับนักโทษเคลื่อนออกจากที่คุมขัง เพื่อทำงานตามนายเหนือหัวสั่งอยู่นั่นแล จะมีอิสรภาพเป็นตัวของตัวได้อย่างไรกัน

[คัดจากหนังสือธรรมคู่แข่งขันรวมเล่ม (ท่านอาจารย์มหาบัวในกรุงลอนดอน) หน้า ๘๓-๘๔]



4. “ธรรม” ก็ทรงชี้แจงทั้งทางกุศล อกุศล และอัพยากตธรรม คือเป็นกลาง ๆ ไม่ดีไม่ชั่ว เป็น “สวากขาตธรรม” ที่ตรัสชอบแล้ว คือถูกต้อง และสงเคราะห์ลงในองค์แห่งมรรค ๘ อันเป็นทางสายกลาง ถ้าเปรียบกับอาหารก็มีรสอร่อย ไม่เค็ม จืด เผ็ดเกินไป ถ้าเป็นเสื้อ กางเกงก็วัดตัดใส่เหมาะสมพอดีพองามแก่ผู้สวมใส่ ไม่เหมือนใส่เสื้อโหลที่ตัดเย็บแบบขายส่งมาก ๆ ศาสนธรรมจึงเป็นธรรมสายกลาง เหมาะสมทั้งเหตุและผลแต่ต้นจนอวสาน

ไม่เพียงแต่ธรรมเป็นมัชฌิมาเท่านั้น แม้สิ่งอาศัยในโลก ถ้าพยายามทำให้เป็นมัชฌิมา ย่อมจะเป็นสิ่งที่น่าดูน่าชมน่าอยู่น่าใช้สอย เป็นผู้คนหญิงชายพระเณรที่ประพฤติในหลักธรรมที่เป็นมัชฌิมาย่อมจะน่าเอ็นดูสงสารน่าเคารพเลื่อมใสไม่จืดจาง โลกและธรรมย่อมมีความสงบเย็นเป็นโลกที่น่าอยู่อาศัย ไม่ได้บ่นกันว่า “โลกร้อน, เราร้อน, เขาร้อน” ดังที่เป็นอยู่ ความที่อะไรก็เป็นไฟไปตาม ๆ กัน แทบจะไม่มีโลกอยู่ก็เพราะความไม่คำนึงถึงหลักธรรมอันถูกต้องดีงามนั้นแล โลกที่ปราศจากธรรมคือความดีงาม จึงเป็นโลกที่ตรงกันข้าม บุคคลตรงกันข้าม ความตรงข้ามกับธรรม จึงมีอำนาจผลิตความเดือดร้อนวุ่นวายให้แก่กันไม่มีสิ้นสุดยุติ ถ้าไม่ยอมเห็นโทษและยุติความปีนเกลียวแห่งธรรมเสีย โลกจะพึงรับทุกข์กันต่อไป

“มรรค” คือทางดำเนิน พระพุทธเจ้าทรงประกาศด้วยหลักมัชฌิมาล้วน ๆ จึงเป็นทางดำเนินที่ตรงแน่วต่อแดนวิมุตติหลุดพ้นโดยถ่ายเดียวตลอดกาล ไม่มีล้าสมัยที่ควรเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุการณ์ต่าง ๆ แม้อะไรจะเปลี่ยนแปลงไปจนกลายเป็นร้อยสันพันคมก็ตามแต่มัชฌิมาธรรมย่อมเป็นธรรมคงเส้นคงวาอยู่เสมอ ถ้าเป็นยาก็เท่ากับยาที่แพทย์ได้ทดลองแล้วจึงนำมาใช้ในการรักษาโรค ธรรมทั้งปวงก็ได้รับการพิสูจน์และทดลองจากพระพุทธเจ้าแล้วโดยสมบูรณ์ ไม่มีทางสงสัย ผลที่เกิดจากการพิสูจน์ก็คือพระองค์ได้ตรัสรู้ด้วยธรรมเหล่านี้ และพระสาวกทั้งปวงก็ได้บรรลุถึงแดนแห่งวิมุตติด้วยธรรมเหล่านี้เช่นกัน

วันนี้เราพากันมาอบรมจิตใจเพื่อความสงบเย็น ปกติของใจ ไม่มีมัชฌิมาย่อมจะเลยเถิดอยู่เรื่อย ความคิดความปรุง อารมณ์ ยุ่งเหยิงเกี่ยวกับหน้าที่การงาน หรือความเคยชินชอบใจพาให้เป็นไป เพราะฉะนั้น ต้องอาศัยหลักธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องอบรมให้จิตสงบไม่มากก็น้อย

[คัดจากหนังสือธรรมคู่แข่งขันรวมเล่ม (ท่านอาจารย์มหาบัวในกรุงลอนดอน) หน้า ๑๒๙-๑๓๐]



5.

ถ.๖–ช.๓ ครูสอนสมาธิชื่อ อลกมาลา (Alakamala) ว่า การเอาจิตไว้ที่สิ่งของไม่ได้วิมุตติ ทำไม่จึงไม่ถึงวิมุตติจิต?

หลวงตาตอบ ก็เพราะสิ่งของเป็นสิ่งของ มิใช่วิมุตติ จะให้จิตถึงวิมุตติได้อย่างไร การพิจารณาสิ่งนั้นก็มิได้เพื่อจะเอาสิ่งนั้น แต่เพื่อรู้จักปล่อยวางต่างหาก

ในเรื่องอรหัตมรรค-อรหัตผลนั้น พูดเรื่องสติปัญญาด้วย ถ้าใช้สติอย่างเดียวไม่ใช้ปัญญาก็ไม่ได้ผลตามที่ปรารถนา จะถอดถอนกิเลสได้โดยสิ้นเชิงก็ต้องเอาสติกับปัญญาไปใช้ให้เต็มที่สติปัญญาเปรียบเสมือนเครื่องมือ การใช้เครื่องมือก็ต้องรู้ว่าอะไรจะใช้กับอะไร วิธีใช้เครื่องมือนั้น ๆ ทำอย่างไร สติมีมากก็จริง แต่บุคคลทำหน้าที่ของตนบกพร่อง เพราะไม่ได้ใช้ปัญญาตามที่ควรแล้ว ผลสำเร็จในเรื่องนั้น ๆ ย่อมไม่เกิดเต็มภูมิที่ควรจะเกิด ความบกพร่องต่อหน้าที่ไม่ใช่ของดี ผลจึงไม่สมบูรณ์ ถ้ามีเครื่องมือดี เวลาเจ้าของใช้ผิดที่ก็ไม่ได้ผลดีตอบแทนความต้องการ ฉะนั้นที่เรียนมัชฌิมาจึงควรคำนึงถึงความพอดีเสมอ จะสมชื่อของธรรมคือมัชฌิมาที่เคยเรียนมา

[คัดจากหนังสือธรรมคู่แข่งขันรวมเล่ม (ท่านอาจารย์มหาบัวในกรุงลอนดอน) หน้า ๑๔๐]


 โดยคุณ :   ดวงจันทร์ [ 12 ม.ค. 2548 15:32 ] IP : 202.28.169.165


 ลำดับที่ 759
แม้พระพุทธองค์ก็ไม่ทรงตอบปัญหาหรือคำถามที่เป็นอจิณไตยดอกคุณคนไม่ไกล หรือ No. 745 และ 757
เอาความสงสัยอันเกินเหตุวางไว้ แล้วปฏิบัติเถิด


 โดยคุณ :   หวังดีและอนุโมทนา [ 11 ม.ค. 2548 10:20 ] IP : 4.41.135.175


 ลำดับที่ 758
กำหนดการงานพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อคำแหง ชิตมาโร

ขอเชิญร่วมทำบุญงานพระราชทานเพลิงศพ
พระครูสิริธรรมโกศล (หลวงพ่อคำแหง ชิตมาโร)
วัดศิริราษฎร์วัฒนา อ.เจริญศิลป์ จ.สกลนคร
วันที่ 15-16 มกราคม 2548

หลวงพ่อคำแหง ชิตมาโร เกิดเมื่อวันอังคารที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ.2485 ณ บ้านโคกพุทรา ต.ตาลเนิ้ง อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร ด้วยความศรัทธาอันแรงกล้าในพระพุทธศาสนาแต่วัยเด็ก ทำให้ท่านเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์ด้วยอายุ 22ปี ท่านได้บรรพชา อุปสมบทเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2507 ณ วัดศิริราษฎร์วัฒนา โดยมีพระครูศรีภูมานุรักษ์ (พระอาจารย์คำมี สุวรรณสิริ) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์เกิ่ง วิฑิโต เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์ บุญมา อภัสสโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ท่านนับเป็นผู้มีความเพียรอย่างยิ่ง ได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนด้านปริยัติธรรม จนสอบได้นักธรรมชั้นตรี พร้อมกับท่อง ปาฏิโมกข์ได้ในพรรษานั้น และสอบได้นักธรรมชั้นโท เอก ตามลำดับ
หลวงพ่อคำแหง ชิตมาโร นับเป็นพระสุปฏิปันโนในฝ่ายปฏิบัติกรรมฐานสำคัญองค์หนึ่ง ท่านได้ออกศึกษาข้อวัตรปฏิปทากับพ่อแม่ครูอาจารย์สำคัญ อาทิ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ พระอาจารย์วัน อุตตโม หลวงพ่อคำบุ ธัมมธโร พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ฯลฯ
ต่อมาหลวงพ่อคำแหงได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ชั้นพระครู ฉาญาว่า “พระครูสิริธรรมโกศล” เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2543 คนทั่วไปมักกล่าวขานท่านในนาม “หลวงพ่อขยัน” เพราะท่านเป็นผู้มีความเพียรในการประกอบกิจอันเป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา จนทำให้ร่างกายของท่านทรุดโทรม และอาพาธเรื่อยมา ต่อมาภายหลังหลวงพ่อได้อาพาธด้วยโรคมะเร็งท่อทางเดินน้ำดี และได้ละสังขารลง ในวันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ.2547 สิริรวมอายุ 62 ปี 40 พรรษา


กำหนดการพระราชทานเพลิงศพ
พระครูสิริธรรมโกศล (หลวงพ่อคำแหง ชิตมาโร)
ณ เมรุชั่วคราววัดศิริราษฎร์วัฒนา อ.เจริญศิลป์ จ.สกลนคร

วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ.2548 ขึ้น 6 ค่ำ เดือนยี่
เวลา 08.30 น. ถวายภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์ สามเณร 200 รูป
10.00 น. พระสงฆ์ 10 รูป สวดพระพุทธมนต์
13.00 น. เคลื่อนศพสู่เมรุ วัดศิริราษฎร์วัฒนา
13.30 น. แสดงพระธรรมเทศนา 1 กัณฑ์
14.00 น. พระสงฆ์ 63 รูป มาติกาบังสุกุล
16.00 น. ประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพ

วันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม พ.ศ.2548 ขึ้น 7 ค่ำ เดือนยี่
เวลา 07.00 น. พิธีสามหาบในการเก็บอัฐิ
พระสงฆ์ 10 รูป เจริญพระพุทธมนต์
ฉลองอัฐิ
ถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ทั้งหมด (เสร็จพิธี)
……………………………………………
สาธุชนผู้สนใจร่วมงานกุศลในครั้งนี้ สามารถร่วมทำบุญโดยโอนปัจจัยไปยัง
บัญชีชื่อ เพื่อพระครูสิริธรรมโกศล (พระคำแหง ชิตมาโร)
เลขที่ 264-2-52291-3 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.สาขาสว่างแดนดิน) (สมุดคู่ฝากเลขที่ 9308746)

ผู้สนใจร่วมทำบุญสามารถนำปัจจัยไปฝากกับคุณป้ามานี ตั้งตรงจิต มูลนิธิพระอาจารย์มั่น ซ.จรัญ37 (แมคโคร) ก่อนวันที่ 14 มค.48 เพราะคุณป้าจะไปร่วมงานครั้งนี้ด้วย


 โดยคุณ :   ดวงจันทร์ [ 11 ม.ค. 2548 08:32 ] IP : 202.28.169.165


 ลำดับที่ 757
ผมขอยกข้อความในหนังสือประวัติหลวงปู่มั่นมากล่าวเพื่อเป็นข้อสังเกตต่อไปอีกว่า
หลังจากท่าน(หลวงปู่มั่น)เดินทางถึงแดนวิมุตติแล้ว คืนต่อๆมามีพระพุทธเจ้าพร้อมพระสาวกจำนวนมากเสด็จมาอนุโมทนาวิมุตติธรรมกับท่านเสมอมิได้ขาด คืนนั้นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นกับพระสาวกบริวารเป็นจำนวนหมื่นเสด็จมาเยี่ยม คืนนั้นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นกับพระสาวกบริวารเป็นจำนวนแสนเสด็จมาเยี่ยม คืนนั้นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นกับพระสาวกบริวารเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้เสด็จมาเยี่ยมอนุโมทนา จำนวนพระสาวกที่ตามเสด็จพระพุทธเจ้า มาแต่ละพระองค์นั้นมีจำนวนไม่เท่ากัน...........ฯลฯ........
ในพระโอวาทของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่ประทานอนุโมทนาแก่พระอาจารย์มั่นนั้น ส่วนใหญ่มีว่า “ เราตถาคตทราบว่า เธอพ้นโทษจากอนันตรทุกข์ในที่คุมขังแห่งเรือนจำของวัฏฏทุกข์ จึงได้มาเยี่ยมอนุโมทนา ” .......ฯลฯ.
เมื่อยังต้องเกี่ยวกับสมมติในเวลาต้องการอยู่ วิมุตติก็จำต้องแยกแสดงออกโดยทางสมมติเพื่อความเหมาะสมกัน ถ้าเป็นวิมุตติล้วนๆเช่นจิตที่บริสุทธิ์รู้เห็นจิตที่บริสุทธิ์ด้วยกันก็เพียงแต่รู้อยู่เห็นอยู่เท่านั้น ไม่มีทางแสดงให้รู้ยิ่งกว่านั้นไปได้ เมื่อต้องการทราบลักษณะอาการของความบริสุทธิ์ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ก็จำต้องนำสมมติเข้ามาช่วยเสริมให้วิมุตติเด่นขึ้น พอมีทางทราบกันได้ว่าวิมุตติมีลักษณะว่างเปล่าจากนิมิตทั้งปวง ........ฯลฯ.

เอาแค่นี้ก่อนครับ........

ผมมีข้อสังเกตเป็นประเด็นที่ 1 ว่า...
จากเนื้อความที่มีในย่อหน้าแรก ย่อมแสดงว่ามีพระพุทธเจ้าและเหล่าสาวกจำนวนหลายล้านๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ....ฯลฯ. ดำรงอยู่ในนิพพาน ใช่มั้ยครับ แล้วเมื่อหลวงปู่มั่นหลุดพ้นแล้วพระพุทธเจ้าทุกองค์ย่อมต้องทรงรู้พร้อมกันเสมอกันใช่มั้ยครับ เพราะความเป็นสัพพัญญูย่อมเสมอกัน ที่นี้เมื่อพระพุทธเจ้าทุกองค์ต่างรู้ แล้วแต่ล่ะพระองค์จะจัดคิวกันยังไงครับ จะตกลงกันอย่างไรว่า พระพุทธเจ้าองค์นั้นให้ไปวันนั้นพระพุทธเจ้าองค์นี้ให้ไปเยี่ยมหลวงปู่มั่นในวันนี้ เป็นต้น ถ้าพระพุทธเจ้ายังสามารถมาตกลงนัดแนะกันได้ แบบนี้ผมว่ามันไม่ใช่อนุปาทิเสสนิพพานแล้วมั้งครับ ผู้มีปัญญาลองพิจารณาดู แม้การตกลงนัดแนะจะใช้ทางจิตก็ตาม เพราะตอนที่พระพุทธเจ้าในนิพพานทั้งหลายจะรู้ว่าหลวงปู่มั่นหลุดพ้นตอนนั้นพระพุทธเจ้าเหล่านั้นยังอยู่ในนิพพานล่ะมั้งครับ แล้วผู้ที่อยู่ในนิพพานกลับเกิดมีความดำริได้หรือ....
พระสาวกที่มีมากมายในนิพพานนั้นเล่า ก็เกิดมีความดำริที่จะติดตามพระพุทธเจ้าที่เป็นศาสดาของตนเพื่อมาเยี่ยมหลวงปู่มั่นด้วย แบบนี้แสดงว่าพระอรหันต์ทั้งหลายที่อยู่ในนิพพานก็ต้องมีความสมมติตั้งใจตั้งเจตนาขึ้นมาอย่างชัดเจน ถ้าในอนุปาทิเสสนิพพานยังมีความดำริมีการตั้งเจตนากันได้อย่างมโหฬารแบบนี้ ผู้ที่นิพพานไปแล้วมีมากกว่าล้านๆๆๆๆๆๆๆๆๆ มากจนนับไม่ได้ครับ แล้วอยู่ดีๆท่านเหล่านี้ที่อนุปาทิเสสนิพพานไปแล้วกลับมามีความคิดมีเจตนาที่จะเคลื่อนไหวไปมาได้อีก แถมยังจำได้อีกว่าพระพุทธเจ้าของตนๆคือองค์ไหน ผู้ที่นิพพานไปแล้วอยู่ๆกลับมามีความจำได้หมายรู้ขึ้นมาอีกอย่างนั้นหรือครับหลวงตาบัว

ข้อสังเกตประเด็นที่ 2 ...
จากย่อหน้าที่ 2 ผู้ที่นิพพานไปแล้วรู้ได้อย่างไรว่าในโลกสมมติมีใครบางคนกำลังหลุดพ้น จริงอยู่ที่ว่าจิตที่หลุดพ้นจะสว่างครอบโลกครอบจักรวาลเหล่าเทวดาหรือผู้มีทิพย์จักขุย่อมสัมผัสได้ ....คำว่าสัมผัสได้แปลว่ามีอายตนะอันเป็นเครื่องรับ ผู้ที่อนุปาทิเสสนิพพานไปแล้วยังมีเครื่องรับอยู่หรือครับ ท่านเหล่านั้นยังมีอายตนะยังใช้อายตนะเพื่อรับรู้สิ่งต่างๆอยู่หรือครับ ก็นามรูปทำให้เกิดอายตนะ ท่านที่อนุปาทิเสสนิพพานยังมีนามรูปอยู่หรือครับ ( ท่านที่คิดจะแย้งตรงนี้พึงทราบไว้ว่ามันคนละกรณีกันกับพระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่ยังดำรงธาตุขันธุ์อยู่ พระอรหันต์ไม่มีอวิชชาแต่ยังมีสังขาร-วิญญาณ-นามรูป-อายตนะ ได้ครับ)
มันเหมือนๆกับว่าผู้ที่อนุปาทิเสสนิพานไปแล้วยังล่วงรู้ความเป็นไปต่างๆนานาในโลกสมมติอยู่อย่างนั้นแหละครับ ถ้าแบบนี้จะเรียกว่านิพพานไม่เหลือเชื้อได้อย่างไรก็ความอยากรู้อยากเห็นอยากไปไหนมาไหนนี่ เอาแค่ในระดับฌาน4 มันก็ไม่มีแล้วครับ แล้วผู้ที่อนุปาทิเสสนิพานไปแล้วยังมีความอยากรู้อยากเห็นอยากไปไหนมาไหนได้ยังไงครับหลวงตาบัว

ข้อสังเกตประเด็นที่ 3 ...
ความหลุดพ้นของจิตผู้หลุดพ้นย่อมมีความเสมอเหมือนกันหมดเพราะวิมุตติคือความสิ้นสมมติทั้งปวง เมื่อสิ้นสมมติย่อมไม่มีข้อแตกต่างว่านี้คือความหลุดพ้นของหลวงปู่มั่น นี้คือความหลุดพ้นของหลวงปู่แหวน หรือนี้คือความหลุดพ้นของหลวงตาบัว แต่จิตที่พ้นไปย่อมเป็นเพียงความบริสุทธิ์หมดจดสว่างไสวเสมอเหมือนกันหมด และความบริสุทธิ์หมดจดย่อมไม่มีบัญญัติใดๆในขณะนั้นที่จะเรียกขานได้ แม้หากว่า(สมมติ)พระพุทธเจ้าในนิพพานจะรู้ว่ามีผู้หลุดพ้นก็เพียงรู้แค่ว่าจิตหลุดพ้น จะไม่มีทางทราบได้เลยว่าจิตที่กำลังหลุดพ้นนี้เป็นของคนชื่อนั้นชื่อนี้ เพราะสมมติบัญญัติย่อมไม่ปรากฏในขณะหลุดพ้น จิตที่อยู่ในช่วงขณะแห่งการหลุดพ้นนั้นไม่มีป้ายชื่อน่ะครับ
แล้วในขณะที่พระอรหันต์องค์อื่นในประเทศไทยได้หลุดพ้นไปนั้น ได้ปรากฏว่ามีพระพุทธเจ้ากับเหล่าสาวกเสด็จมาเยี่ยมกันบ้างมั้ยครับ แล้วหลวงตาบัวผู้เป็นศิษย์เอกของหลวงปู่มั่นเล่าครับได้ปรากฏว่ามีพระพุทธเจ้ากับเหล่าสาวกเสด็จมาเยี่ยมมั้ยครับ ถ้าพระพุทธเจ้าไม่มาหลวงปู่มั่นน่าจะมาเยี่ยมหลวงตาบัวน่ะครับ หรือยังไงครับหลวงตาบัว หลวงตาว่าในขณะที่หลวงตาบัวหลุดพ้นแล้วนั้นหลวงปู่มั่นจะรู้มั้ยครับว่าหลวงตาบัวผู้เป็นศิษย์เอกของท่านหลุดพ้นแล้ว ถ้าหลวงปู่มั่นที่อนุปาทิเสสนิพพานไปแล้วสามารถรู้ได้ว่าหลวงตาบัวหลุดพ้น หลวงปู่มั่นท่านน่าจะออกมาจากนิพพานเพื่อมาอนุโมทนากับหลวงตาบัวน่ะครับผมว่า แล้วในวันที่หลวงตาบัวหลุดพ้นนั้นได้ปรากฏหลวงปู่มั่นท่านได้มาแสดงสมมติเพื่ออนุโมทนากับหลวงตาบัวมั้ยครับ ถ้าหลวงปู่มั่นไม่มา ทำไมจึงไม่มาครับหลวงตาบัว แปลว่าหลวงปู่มั่นที่อนุปาทิเสสนิพพานไปแล้วไม่สามารถรู้ได้หรือไงครับ ก็ทีพระพุทธเจ้าตั้งหลายพระองค์กับพระสาวกเป็นล้านๆยังสามารถรู้ได้เลยครับว่าหลวงปู่มั่นหลุดพ้นแล้วแล้วยังเสด็จออกมาจากนิพพานมาเนรมิตรูปสมมติขึ้นเพื่อมาเยี่ยมหลวงปู่มั่นได้ แล้วทีหลวงตาบัวและพระอรหันต์ท่านอื่นๆในประเทศไทยนี้หลุดพ้นแล้วทำไมไม่เห็นมีใครกล่าวมามีพระพุทธเจ้าเสด็จมาเยี่ยมเล่าครับ อะไรคือเหตุปัจจัยที่ทำให้พระพุทธเจ้าทั้งหลายในนิพพานเลือกที่จะมาเยี่ยมเฉพาะแต่หลวงปู่มั่นเท่านั้น ส่วนพระอรหันต์องค์อื่นๆนั้นไม่อยู่ในสายตาหรือไงครับ.

ข้อสังเกตประเด็นที่ 4 ...
จากย่อหน้าสุดท้ายข้อความที่ว่า
( เมื่อยังต้องเกี่ยวกับสมมติในเวลาต้องการอยู่ ) ........แปลว่าผู้ที่อนุปาทิเสสนิพพานไปแล้วยังมีความต้องการได้อีกหรือครับ อะไรคือปัจจัยให้ผู้ที่นิพพานไปแล้วเกิดความต้องการหรือความปรารถนาได้ครับ
(วิมุตติก็จำต้องแยกแสดงออกโดยทางสมมติเพื่อความเหมาะสมกัน) .......วิมุตติของผู้ที่อนุปาทิเสสนิพพานไปแล้วยังสามารถแบ่งแยกได้อีกหรือครับแล้วที่ว่าแบ่งแยกนี้แบ่งแยกจากอะไร
แล้ววิมุตติในที่นี้หมายถึงอะไรครับหลวงตาบัว หมายถึงจิตบริสุทธิ์หรือไงครับ จิตบริสุทธิ์ของผู้ที่นิพพานไปแล้วยังเป็นรูปเป็นร่างยังดำรงอยู่ในดินแดนอีกแห่งหนึ่งหรือไงครับ แถมยังแบ่งแยกได้อีกว่านี้สมมตินี้วิมุตติ ยังมาเนรมิตเป็นรูปเป็นร่างอย่างนั้นอย่างนี้ได้อีก อย่างนั้นหรือครับ
(เมื่อต้องการทราบลักษณะอาการของความบริสุทธิ์ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ก็จำต้องนำสมมติเข้ามาช่วยเสริมให้วิมุตติเด่นขึ้น ) ใครเป็นผู้นำสมมติเข้ามาช่วยเสริมวิมุตติครับ ตัววิมุตติเองนำเข้ามาหรือครับ แล้วตัววิมุตติเองจะไปเอาสมมติมาจากไหนครับ อนุปาทิเสสนิพพานไปเอาสมมติมาเสริมให้อนุปาทิเสสนิพพานปรากฏเป็นรูปเป็นร่างขึ้นได้อีก.....แบบนี้มันใช่นิพพานหรือครับหลวงตาบัว
(วิมุตติมีลักษณะว่างเปล่าจากนิมิตทั้งปวง ) ถ้าวิมุตติ(ของผู้ที่อนุปาทิเสสนิพพาน)มีลักษณะว่างเปล่าจากนิมิตทั้งปวงแล้วมันไปรู้นิมิตอันเป็นส่วนสมมติได้อย่างไรครับหลวงตาบัว ...ประเด็นนี้ก็เช่นกันวิมุตติของพระอรหันต์ที่ยังครองธาตุขันธุ์กับวิมุตติของผู้ที่อนุปาทิเสสนิพพานนั้นต่างกัน วิมุตติของ พระอรหันต์ที่ยังครองธาตุขันธุ์ยังสามารถรู้สมมติได้ไม่แปลกเพราะยังมีวิบากสังขารธรรมเป็นตัวเชื่อมโยงจิตกับกายเอาไว้อยู่ แต่วิมุตติของผู้ที่อนุปาทิเสสนิพพานนั้นย่อมไม่มีวิบากสังขารธรรมเป็นตัวเชื่อมโยงจิตกับกายเอาไว้แล้วมั้งครับหลวงตาบัว แล้วถ้าเป็นดังนี้ผู้ที่อนุปาทิเสสนิพพานไปแล้วนั้นจะมารู้นิมิตอันเป็นส่วนสมมติได้อย่างไรครับหลวงตาบัว อะไรจะเป็นตัวเชื่อมโยงให้วิมุตติ(อนุปาทิเสสนิพพาน)มารู้สมมติได้อีก

ข้อสังเกตประเด็นที่ 5 ...
เท่าที่ได้อ่านประวัติหรือธรรมเทศนาของหลวงพ่อหลวงปู่ต่างๆที่หลุดพ้นแล้ว ก็ไม่เคยพบข้อความยืนยันว่ามีพระพุทธเจ้าอยู่ในนิพพาน จะมีบ้างก็คือในประวัติหลวงปู่ขาวแต่ไม่ใช่พระพุทธเจ้า คือหลวงปู่ขาวท่านรู้สึกคลายกับว่าเวลาจะทำอะไรที่เป็นข้อวัตรปฏิบัติต่างๆก็มักจะรู้สึกว่ามีหลวงปู่มั่นมาคอยแนะนำตักเตือนอยู่เสมอ แต่ท่านก็ไม่ได้บอกว่าเป็นหลวงปู่มั่นออกมาจากอนุปาทิเสสนิพพานเพื่อมาตักเตือนหลวงปู่ขาวน่ะ ใช่มั้ยครับหลวงตาบัวเพราะประวัติหลวงปู่ขาวก็หลวงตาบัวเป็นผู้เขียนเองใช่มั้ยครับ ถ้าหากว่าหลวงปู่มั่นออกมาจากอนุปาทิเสสนิพพานมาหาหลวงปู่ขาวจริง แล้วปรากฏว่าหลวงปู่มั่นได้มาหาหลวงตาบัวมั้ยครับ
เรื่องมีพระพุทธเจ้าอยู่ในนิพพานนี้ผมว่าสำคัญมาก หากว่ามีอยู่จริงทำไมพระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน เช่นพระอาจารย์แบน ธนากโร(วัดดอยธรรมเจดีย์) พระอาจารย์ตั๋น ถิรจิตโต(วัดบุญญาวาส) พระอาจารย์เกษม อาจิณณสีโล(วัดป่าภูสามแยก) และอีกหลายๆท่าน ท่านกลับไม่เคยกล่าวถึงเลย จะมีก็วัดธรรมกายและฤษีลิงดำที่ออกมาโฆษณาอย่างชัดเจนเป็นจุดขายของพวกเขาเหล่านั้นจนร่ำรวยเป็นกอบเป็นกำ แต่พระสุปะฏิปันโนที่เป็นศิษย์สายหลวงปู่มั่นแท้ๆกลับไม่กล่าวถึง นอกจากหลวงตาบัวที่กล่าวถึง...ผมต้องการความชัดเจนตรงนี้


ด้วยรักและห่วงใยให้หลวงตาบัว
คนไม่ไกล...


 โดยคุณ :   คนไม่ไกล... [ 11 ม.ค. 2548 02:54 ] IP : 202.5.88.138


 ลำดับที่ 756
เว็บไซค์นี้เป็นเว๊บที่ดีมากค่ะเห็นภาพสังขารของมนุษย์แล้วรู้สึกปลงมากเลย


 โดยคุณ :   tonaor [ 10 ม.ค. 2548 18:09 ] tonaor.ch1@thaimail.com IP : 202.47.247.130


 ลำดับที่ 755
ผมได้เข้ามาศึกษาเรื่องกรรมภาพ เกี่ยวกับการปลงอสุภ มีประโยชน์มากครับ


 โดยคุณ :   พระ สุรสิทธิ์ กลฺยาณธมฺโม / สำเภาทง [ 10 ม.ค. 2548 15:52 ] IP : 202.28.110.17


 ลำดับที่ 754
กำหนดการทำบุญสตมวาร และ พิธีพระราชทานเพลิงศพพระนพีสีพิศาลคุณ (พระมหาทองอินทร์ กุสลจิตฺโต )

ขอเชิญร่วมทำบุญ ฟังพระธรรมเทศนาและสวดพุทธมนต์
ในการบำเพ็ญกุศลสตมวาร (ครบ ๑๐๐ วัน)
ถวายแด่พระนพีสีพิศาลคุณ
(หลวงพ่อพระมหาทองอินทร์ กุสลจิตฺโต น.ธ.เอก, ป.ธ.๔, ศน.ม กิตติมศักดิ์)
อดีตเจ้าอาวาสวัดสันติธรรมและเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ – ลำพูน – แม่ฮ่องสอน (ธรรมยุต)
ณ อุโบสถ วัดสันติธรรม ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
-----------------------
กำหนดการ
วันพุธที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๘
เวลา ๐๙.๓๐ น. แสดงพระธรรมเทศนา ๑ กัณฑ์
โดยหลวงปู่บุญเพ็ง กัปปโก
วัดป่าวิเวกธรรม จังหวัดขอนแก่น
เวลา ๑๐.๐๐ น. พระสงฆ์ ๒๕ รูปสวดพุทธมนต์ บังสุกุล
ถวายวัตถุไทยธรรม พระสงฆ์อนุโมทนา
เวลา ๑๑.๐๐ น. ถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุ-สามเณร
เป็นเสร็จพิธี
*****************
คณะศิษยานุศิษย์พระนพีสีพิศาลคุณทุกท่าน เจ้าภาพ
หมายเหตุ ท่านที่จะร่วมทำบุญติดต่อบริจาคได้ที่ พระครูวิมลธรรมรัต รักษาการแทนเจ้า-อาวาส หรือพระมหาฉลอง อริยวํโส วัดสันติธรรม ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ๕๐๓๐๐ โทร.๐๗–๑๙๓๓๑๖๙ เลขาฯ โทร ๐๕๓-๒๒๑๗๙๒หรือโทร ๐๖-๑๘๗๓๙๔๒ (ธนาณัติสั่งจ่าย ปท.ช้างเผือก) หรือโอนเงินผ่านธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาประตูช้างเผือก ชื่อบัญชี “วัดสันติธรรม” หมายเลขบัญชี 390-4-292400
กำหนดการ

งานพระราชทานเพลิงศพ ท่านเจ้าคุณพระนพีสีพิศาลคุณ (ทองอินทร์ กุสลจิตฺโต น.ธ.เอก, ป.ธ.๔,ศน.ม กิตติมศักดิ์) อดีตเจ้าอาวาสวัดสันติธรรม, อดีตเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ – ลำพูน – แม่ฮ่องสอน (ธรรมยุต) ในวันที่ ๑๓-๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๘ ณ เมรุพิธีชั่วคราว วัดสันติธรรม ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ดังต่อไปนี้
วันอาทิตย์ที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๘
เวลา ๐๙.๐๐ น. แสดงพระธรรมเทศนา ๑ กัณฑ์
เวลา ๑๐.๐๐ น. พระสงฆ์ ๑๐ รูป สวดพุทธมนต์ (อนัตตลักขณสูตร)
เวลา ๑๑.๐๐ น. ถวายภัตตาหารเพล
เวลา ๑๙.๐๐ น. แสดงพระธรรมเทศนาและสวดพระอภิธรรม
วันที่ ๑๔ – ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๘
เวลา ๑๙.๐๐ น. แสดงพระธรรมเทศนาและสวดพระอภิธรรม
วันเสาร์ที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๘
เวลา ๑๐.๐๐ น. พระสงฆ์ ๑๐ รูป สวดพุทธมนต์ (ธรรมนิยามสูตร)
เวลา ๑๑.๐๐ น. ถวายภัตตาหารเพล
เวลา ๑๓.๐๐ น. อาราธนาศพขึ้นประดิษฐานบนจิตกาธาน ณ เมรุชั่วคราว
เวลา ๑๙.๐๐ น. แสดงพระธรรมเทศนาและสวดพระอภิธรรม
วันอาทิตย์ที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๘
เวลา ๑๐.๐๐ น. พระสงฆ์ ๑๐ รูป สวดพุทธมนต์ (อาทิตตปริยายสูตร)
เวลา ๑๑.๐๐ น. ถวายภัตตาหารเพล
เวลา ๑๔.๐๐ น. พระสงฆ์เถรานุเถระ จำนวน ๘๐ รูป สวดมาติกาและ
พิจารณาผ้าไตรบังสุกุล ถวายไทยธรรม
เวลา ๑๕.๐๐ น. ขบวนอัญเชิญไฟพระราชทานมาถึงบริเวณพิธี
ประธานในพิธีทอดผ้ามหาบังสุกุล พระมหาเถระพิจารณา
ผ้ามหาบังสุกุล
พระสงฆ์ สามเณรและคณะศรัทธาศิษยานุศิษย์
วางดอกไม้จันทน์ พระราชทานเพลิงศพ

วันจันทร์ที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๘
เวลา ๐๖.๐๐ น. พิธีสามหาบเก็บอัฐิ
เวลา ๐๗.๐๐ น. ถวายภัตตาหารเช้าแด่พระภิกษุสามเณร


****************


 โดยคุณ :   คงเดช [ 9 ม.ค. 2548 23:19 ] t_kongdet@hotmail.com IP : 203.113.50.16


 ลำดับที่ 753
คุณNO.745 ใช้นามแฝงเหมาะดีนะขอรับ ถ้าจะให้กระจ่างอีกนิดน่าจะระบุว่าไม่ไกลจากขุมไหนนะขะรับ


 โดยคุณ :   คนสงสัย [ 9 ม.ค. 2548 19:27 ] IP : 202.28.116.252


 ลำดับที่ 752
พระอรหันต์หลาย ๆองค์ในอดีตกาล บรรลุได้เพียงฟังธรรมของพระพุทธองค์เพียงครั้งเดียว แม้ในปัจจุบันพระอรหันต์เหล่านั้นท่านก็บรรลุได้ด้วยความเพียรของท่านเอง ไม่ใช่จากการถกเถียง ปฏิบัติเท่านั้นจึงรู้แจ้ง พระพุทธเจ้าทรงประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานก็ในป่ารวมทั้งพระอรหันตเจ้าองค์อื่น ๆด้วย ตราบใดที่ยังมีผู้ปรารถนาความหลุดพันอย่างแท้จริง แม้หลวงตาจะไปนิพพานเร็วหรือช้าก็ยังมีผู้ปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นอยู่ไม่ว่าจะเป็นพระป่า พระปริยัติ หรือแม้แต่ฆราวาสเช่นเรา รู้จากตำราและรู้จากปฏิบัติจากใจนั้นต่างกัน หลวงตาทำงานหนัก เหนื่อย ที่ช่วยทั้งชาติ ศาสนา อยากบรรลุจริงก็ไปปฏิบัติเข้มกับหลวงตาเลยเถิดคุณ 745 ถามมาที่เว็บนี้ก็เพียงส่อเจตนาเท่านั้น


 โดยคุณ :   หวังดีและอนุโมทนา [ 8 ม.ค. 2548 23:43 ] IP : 4.41.152.199


 ลำดับที่ 751
ทำไม่คลื่นวิทยุที่สวนแสงธรรมถึงปิดสถานีเร็วจังเลย ผมนอนดึกเพราะมีงานทำตอนกลางคืนอยู่คนเดียว ก็ได้เทศหลวงตานี้แหละเป็นที่ระลึกนึกถึงไม่ให้กลัว น่าจะเพิ่มเวลาอีกนะครับ


 โดยคุณ :   อุบาสก [ 8 ม.ค. 2548 13:11 ] IP : 203.150.217.111


 ลำดับที่ 750
สมเด็จพระสังฆราชประทานเงิน 2 ล้านช่วยผู้ประสบภัยคลื่นยักษ์
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 7 มกราคม 2548 18:21 น.
สมเด็จพระสังฆราช ประทานเงิน 2 ล้านบาทแก่รัฐบาลเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์ พร้อมประทานพรเนื่องในศุภวาระดิถีขึ้นปีใหม่ ให้ พล.อ.ชวลิต พร้อมคณะจงประสบอันพึงประสงค์ทั้งปวง โดยธรรมทั่วกัน
เมื่อเวลา 16.15 น.ที่ตึกวชิรญาณวงศ์สามัคคี ชั้นที่ 6 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงมีพระเมตตาโปรดประทานเงิน จำนวน 2 ล้านบาท แก่รัฐบาลเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์ในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งส่งผลให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินให้แก่ประชาชน โดยมี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรีเข้ารับมอบในฐานะผู้แทนรัฐบาล ในโอกาสนี้สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ยังได้ประทานพรเนื่องในศุภวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2548 ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย อำนวยพรให้ พล.อ.ชวลิต พร้อมคณะจงประสบอันพึงประสงค์ทั้งปวง โดยธรรมทั่วกัน
ทั้งนี้ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า จะนำเงินดังกล่าวสมทบกองทุนสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนี้มีจำนวน 500-600 ล้านบาท โดยจะนำไปช่วยเหลือ ดูแลพระภิกษุ สามเณร และวัด เป็นลำดับเร่งด่วน รวมถึง คนเจ็บป่วยและประสบภัยพิบัติทั้งหมด ก็อยู่ในเกณฑ์ดังกล่าว นับเป็นความปลาบปลื้มปิติที่เห็นพระอาการของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ดีขึ้นมาก ทรงแข็งแรงขึ้น พระสุรเสียงก็เข้มแข็ง ซึ่งคณะแพทย์และเจ้าหน้าที่ก็รู้สึกชื่นใจและเป็นบุญที่ได้มีโอกาสถวายการรับใช้และถวายการรักษา


 โดยคุณ :   ฟังธรรม [ 7 ม.ค. 2548 21:02 ] IP : 61.91.110.228


 ลำดับที่ 749
ผมเพิ่งย้ายมารับราชการที่อุดรธานี โดยส่วนตัวแล้วมีความศรัทธาในตัวหลวงตาเป็นอย่างยิ่ง รู้สึกผิดอยู่เหมือนกันที่ยังไม่ได้ไปกราบนมัสการท่าน แต่จะไปแน่นอนครับ


 โดยคุณ :   วิชัย [ 6 ม.ค. 2548 19:51 ] pwichai2503@csloxinfo.com IP : 203.146.66.226


 ลำดับที่ 748
กำหนดการณ์พระครูสมณกิจจาทร (หลวงปู่สว่าง โอภาโส) อยู่ข้อความด้านล่าง


 โดยคุณ :   สุจินต์ [ 6 ม.ค. 2548 12:18 ] IP : 202.28.169.165


 ลำดับที่ 747
กำหนดการ
งานประชุมเพลิงศพ พระครูสมณกิจจาทร
อดีตเจ้าคณะอำเภอโนนสะอาด – หนองแสง (ธรรมยุต)
และเจ้าอาวาสวัดป่าศรีอุดมรัตนาราม ตำบลทมนางาม อำเภอโนนสะอาด อุดร
วันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม พ.ศ.2548
ณ เมรุชั่วคราววัดป่าศรีอุดมรัตนาราม ตำบลทมนางาม อำเภอโนนสะอาด จังหวัด
อุดรธานี
วันอังคาร ที่ 4 มกราคม 2548
เวลา 07.00 น. พระภิกษุสามเณรออกรับบิณฑบาตรอบ
ศาลาการเปรียญ
เวลา 19.00 น. สวดอภิธรรม
เวลา 20.00 น. แสดงธรรมเทศนา 1 กัณฑ์
วันพุธ ที่ 5 มกราคม 2548
เวลา 07.00 น. พระภิกษุสามเณรออกรับบิณฑบาตรอบ

ศาลาการเปรียญ
เวลา 19.00 น. สวดอภิธรรม
เวลา 20.00 น. แสดงธรรมเทศนา 1 กัณฑ์
วันพฤหัสบดี ที่ 6 มกราคม 2548
เวลา 07.00 น. พระภิกษุสามเณรออกรับบิณฑบาตรอบ
ศาลาการเปรียญ
เวลา 19.00 น. สวดอภิธรรม
เวลา 20.00 น. แสดงธรรมเทศนา 1 กัณฑ์
วันศุกร์ ที่ 7 มกราคม 2548
วันศุกร์ ที่ 7 มกราคม 2548
เวลา 07.00 น. พระภิกษุสามเณรออกรับบิณฑบาตรอบศาลาการเปรียญ
เวลา 19.00 น. สวดอภิธรรม
เวลา 20.00 น. แสดงธรรมเทศนา 1 กัณฑ์
วันเสาร์ ที่ 8 มกราคม 2548
เวลา 07.00 น. พระภิกษุสามเณรออกรับบิณฑบาตรอบ
ศาลาการเปรียญ
เวลา 09.00 น. เคลื่อนศพสู่เมรุ
เวลา 19.00 น. สวดอภิธรรม
เวลา 20.00 น. แสดงธรรมเทศนา 1 กัณฑ์
วันอาทิตย์ ที่ 9 มกราคม 2548
เวลา 07.00 น. พระภิกษุสามเณรออกรับบิณฑบาตรอบ
ศาลาการเปรียญ
เวลา 13.00 น. แสดงธรรมเทศนา 1 กัณฑ์
- มาติกาบังสกุล
- ประชุมเพลิง
เวลา 19.00 น. พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์
วันจันทร์ ที่ 10 มกราคม 2548
เวลา 06.00 น. เก็บอัฐิ
เวลา 07.00 น. พระภิกษุสามเณรออกรับบิณฑบาตรอบ
ศาลาการเปรียญ


 โดยคุณ :   สุจินต์ [ 6 ม.ค. 2548 12:16 ] IP : 202.28.169.165


 ลำดับที่ 746
ถึงคุณ pichit ลำดับที่ 742

ให้สร้างไฟล์ชื่ออะไรก็ได้ เช่น pati.htm
แล้วใส่ข้อความดังต่อไปนี้ ในไฟล์ (ตัดข้อความเฉพาะในขีด)
----------------------------------------
<a href="http://www.luangta.com/archive2/audio/a-uunla/patimoke_a_uunla.wma"> http://www.luangta.com/archive2/audio/a-uunla/patimoke_a_uunla.wma </a>
----------------------------------------

เซฟไฟล์ แล้วเปิดด้วย ie ..คลิกเม้าขวาที่ลิงค์ แล้วเลือก save as เท่านี้ก็ได้ไฟล์แล้วครับ

ใช้โปรแกรม notepad เพื่อบันทักไฟล์ก็ได้นะครับ

---------------------------------------------

สำหรับคุณลำดับที่ 745 มีผู้ตอบไว้เยอะแล้วใน

http://www.luangta.com/salawatpa/board/showcontent.php?BoardID=483&ona=0#1

การที่มากล่าวไว้หลายแห่ง ก็พอจะทราบเจตนาของผู้โพสต์อยู่แล้ว...ว่าเป็นเช่นใด


 โดยคุณ :   ชิน [ 4 ม.ค. 2548 22:31 ] IP : 202.57.149.27


 ลำดับที่ 745
กราบเรียนถามหลวงตาบัว...
กระผมได้อ่านหนังสือประวัติหลวงปู่มั่นแล้วรู้สึกตะขิดตะขวงใจตรงเรื่องที่ เมื่อหลวงปู่มั่นหลุดพ้นแล้ว มีพระพุทธเจ้ากับพระสาวกมาเยี่ยม
(ขอยกเนื้อความในหนังสือที่ว่า) “ ...พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งแม้มีความบริสุทธิ์ทางใจด้วยดีแล้ว แต่ยังครองร่างอันเป็นส่วนสมมติอยู่ ฝ่ายอนุปาทิเสสนิพพาน ก็ต้องแสดงสมมติตอบรับกัน คือต้องมาในร่างสมมติ ซึ่งเป็นเครื่องใช้ชั่วคราวได้...”
เนื้อความเหล่านี้คงเคยมีคนไปถามหลวงตามาบ้างแล้วมั้งครับ เช่น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์(การโต้แย้งนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2515 ซึ่งผมยังไม่เกิดเลยด้วยซํ้า) ผมเคยอ่านข้อโต้แย้งของหลวงตาบัวที่มีไปถึง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ แล้วครับ แต่ผมว่ามันก็ยังคลุมเครืออยู่ดีนั่นแหละครับหลวงตา ไม่มีความชัดเจนในคำตอบของหลวงตา ปัญหาที่ผู้คนสงสัยในตอนนั้นก็ยังคาใจผู้คนอยู่น่ะครับหลวงตา แต่ที่เขาเงียบ(รวมทั้งบางคนก็คงตายไปบ้างแล้ว)เพราะเกรงใจหลวงตาผู้เป็นพระอรหันต์ผู้อาวุโสสูงสุดในขณะนี้ ความเกรงใจไม่ได้แปลว่าไม่สงสัย แต่บังเอิญผมเป็นคนต้องการความจริงมากกว่าจะต้องมานั่งเกรงใจ แล้วปล่อยให้ปัญหานี้งอกงามต่อไป
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ เคยสงสัยและโต้แย้งกับหลวงตาเพราะอาศัยว่าเขาอ่านพระไตรปิฎกจบ แล้วหลวงตาก็ตอบไปว่าพระไตรปิฎกมันไม่สมบูรณ์จะเอามาเป็นบรรทัดฐานไม่ได้ ผมก็มาคิดว่าแล้วเราจะเอาอะไรมาพูดกันได้บ้างล่ะครับต่อปัญหานี้ ซึ่งผมว่าปัญหานี้มันเป็นหญ้าปากคอกของชาวพุทธเราน่ะครับ ผมเองก็อายุยังน้อยการปฏิบัติก็เพียงพอตัวไม่กว้างขวางอะไร
โดยส่วนตัวแล้วผมอยากจะขออนุญาตพูดออกมาตรงๆกับหลวงตาบัวเลยน่ะครับว่า ผมว่าไม่จริงครับ ไม่มีพระพุทธเจ้าในนิพพาน เป็นไปไม่ได้เลยครับที่จะมีใครออกมาจากนิพพานแล้วมาแสดงสมมติตอบรับกับผู้ที่หลุดพ้นแล้วแต่ยังครองร่างของสมมติอยู่ เนื้อหาตรงนี้ที่หลวงตาบัวเขียนมาในประวัติหลวงปู่มั่นนี้มันผิดน่ะครับ เพราะนิพพานไม่ใช่เมืองหรือความตั้งอยู่อะไรๆอีก หลวงตาเองก็เป็นผู้หลุดพ้นแล้วตรงนี้หลวงตาก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้ว เวลาที่หลวงตาเขียนประวัติพระอาจารย์มั่นครั้งแรก หลวงตาไม่รู้สึกกังขาเรื่องนี้หรือครับ ผมเองก็เคยไปถามพระอรหันต์ท่านอื่นๆแล้ว ท่านก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ก็มันหมดแล้วจะเอาอะไรมามีอีกเล่า...
ลักษณะของ(จริงๆแล้วมันไม่มีลักษณะ)อนุปาทิเสสนิพพานนั้น ก็พอจะเทียบได้รางๆกับสัญญาเวทยิตนิโรธ ทีนี้เราลองเอาสัญญาเวทยิตนิโรธมาเทียบกับฌาน๔สิครับ...ฌาน๔มีแต่ความรู้อยู่เพียงแค่สักว่ารู้เฉยๆเท่านั้น ส่วนสัญญาเวทยิตนิโรธนั้นหมดไม่มีอะไรเหลือให้จับเค้าใดๆได้อีก(จริงมั้ยครับหลวงตาบัว) แล้วทีนี้เราลองมาเทียบอีกทีสิครับ เอาแค่ฌาน๔ก็พอ ผู้ที่อยู่ในฌาน๔นั้นยังสามารถมีดำริอะไรได้มั้ยครับ ผู้ที่อยู่ในฌาน๔นั้นยังสามารถมีเจตนาอะไรได้อยู่อีกมั้ยครับ ....ไม่มี.... ใช่มั้ยครับหลวงตา เพราะอะไร....เพราะมันไม่มีเครื่องมือที่จะใช้มาก่อให้เกิดเจตนาอะไรๆได้อีกใช่มั้ยครับ แล้ว(สมมติ)ถ้าถือเอาตามที่หลวงตาบัวเขียนไว้ในหนังสือประวัติพระอาจารย์มั่นว่า
พระพุทธเจ้าทั้งหลายที่นิพพานไปแล้วยังดำรงอยู่ในสภาพบางประการในอนุปาทิเสสนิพพาน แล้วสภาพที่ว่านี้ยังสามารถมีเจตนาที่จะมาหาผู้ที่หลุดพ้นแล้วแต่อยู่ในโลกสมมติได้อยู่อีก......ผมขอถามหลวงตาบัวว่า ผู้ที่นิพพานไปแล้วจะเอาอะไรมาเป็นที่ตั้งเพื่อก่อให้เกิดเจตนาได้อีกครับ ผู้ที่นิพพานไปแล้วเอาอะไรมาก่อรูปสร้างร่างกายให้ปรากฏขึ้นมาได้อีกเล่าครับ การปรากฏมีขึ้นของร่างหรือรูปนั้น นั่นเป็นภพเป็นชาติมั้ยครับ อย่าตอบน่ะครับว่าพระอรหันต์ก็มีร่างกายยังกินอาหารได้...มันคนละกรณีครับสำหรับผู้ที่หลุดพ้นแล้วแต่อายุสังขารยังไม่สิ้น พระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่ย่อมทำสิ่งต่างๆไปด้วยความไม่เป็นภพไม่เป็นชาติ เช่นหลวงตาบัวที่ออกมาเคลื่อนไหวทำสิ่งต่างๆไงครับหลวงตาทำไปก็ไม่เป็นภพไม่เป็นชาติ.....แต่กรณีของผู้ที่หลุดพ้นแล้วนิพพานไปแล้วมาก่อรูปสร้างร่างนี่สิครับที่ผมสงสัย แล้วผู้ที่ยังมีเจตนาที่จะไปจะมาที่นั่นที่นี่อยู่อีกแบบนี้จะเรียกว่าหมดสมมติได้อย่างไรครับ ผมจะยกตัวอย่างคำพูดของหลวงปู่เจี๊ยะที่ว่า “ สูเอ๊ย ! ถ้ายังมีการคืนมาอยู่ มันก็ไม่ใช่พระนิพพานนะสิวะ ” แล้วการที่พระพุทธเจ้าที่อนุปาทิเสสนิพพานไปแล้วมาปรากฏร่างโดยยังคงสำคัญหมายว่าตัวเองเป็นพระพุทธเจ้าได้อีก แบบนี้จะเรียกว่าเป็นการคืนมามั้ยครับ อะไรคือแรงผลักดันให้ผู้ที่นิพพานไปแล้ว เกิดความต้องการที่จะมาปรากฏร่าง ให้ผู้อื่นเห็นได้แล้วแถมยังมาสนทนากันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวได้อีก คนจะพูดจะคุยกันได้นั้นต้องอาศัยอะไรครับหลวงตาบัว.... คนเราถ้าไม่มีความทรงจำไม่มีความจำได้หมายรู้ จะคุยกันได้มั้ยครับแม้จะเป็นการสนทนาด้วยภาษาใจก็ตาม แล้วผู้ที่นิพพานไปแล้วเขาจะเอาความจำได้หมายรู้มาจากไหนครับ ถ้านิพพานแล้วยังเหลือความจำได้หมายรู้ หรือยังสามารถคิดได้ ยังมีสมมติบัญญัติ ยังระบุได้ว่าตัวเองเป็นพระพุทธเจ้า แล้วยังสามารถพาพระอรหันต์สาวกของตนไปไหนมาไหนได้อีก แบบนี้จะเรียกว่านิพพานได้อย่างไรครับหลวงตา เพราะแค่สัญญาเวทยิตนิโรธนั้นก็ยังไม่มีสัญญาหรือสมมติใดๆปรากฏแล้ว แล้วยิ่งเป็นอนุปาทิเสสนิพพานไปแล้วนั้นผมว่าไม่น่าจะมีอะไรให้พูดถึงได้อีกแล้วน่ะครับหลวงตาบัว
ข้อสังเกตุอีกอย่างหนึ่งก็คือเห็นว่ามีเณรอรหันต์มาด้วยในกลุ่มนั้นใช่มั้ยครับ แล้วเณรอรหันต์เหล่านี้เขาไม่มีการเติบโตเป็นผู้ใหญ่กันหรือไงครับหลวงตาบัว ถ้าเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็คือเวลาเขาเหล่านั้นนิพพานก็ต้องนิพพานในสรีระร่างของพระอรหันต์ แล้วทำไมในนิมิตที่หลวงปู่มั่นเห็นเขาเหล่านั้นกลับมาในร่างของเณรครับ อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เขาเหล่านั้นเลือกที่จะมาในร่างของเณรหรือของพระครับ....
แล้วอีกอย่างหนึ่งในวันที่หลวงตาบัวหลุดพ้นนั้น ได้ปรากฏว่ามีพระพุทธเจ้ากับเหล่าพระสาวกเสด็จมาเยี่ยมหลวงตาในวันที่หลุดพ้นมั้ยครับ เอาเถอะถ้าพระพุทธเจ้าไม่มา ผมว่าหลวงปู่มั่นท่านน่าจะมาเยี่ยมหลวงตาบัวผู้เป็นศิษย์เอกของท่านน่ะครับ หรือไงครับหลวงตาบัว หลวงปู่มั่นได้มาอนุโมทนากับความหลุดพ้นของหลวงตาบัวมั้ยครับ.
ความตั้งมั่นในพระศาสนานี้มันขึ้นอยู่กับความชัดเจนของหลักธรรมและวินัย หลักวินัยเราถือเอาตามพระไตรปิฎกได้ครับ หากหลักธรรมหลวงตาบัวว่าพระไตรปิฎกมันไม่สมบูรณ์พอ หลวงตาก็เสนอมาสิครับว่า เราจะเอาอะไรมาเป็นหลักของธรรมในพระศาสนานี้ได้ หากว่าเอาหลักใจหลักปัจจัตตังของแต่ละบุคคล ผมว่าถ้าผู้ที่หลุดพ้นแล้วย่อมมีเสียงเดียวกันเป็นแน่เพราะวิมุตติรสมีรสเดียวคือรสของความไม่มี...
แต่ตอนนี้เสียงของหลวงตาบัวมันแปลกกว่าเขาหน่อยก็เพราะเนื้อหาที่มีในประวัติท่านพระอาจารย์มั่นนี่แหละครับ ผมว่าถึงเวลาแล้วละครับที่หลวงตามหาบัวจะต้องมาทบทวนข้อความเหล่านี้ ที่หลวงตาเขียนเอาไว้ในหนังสือประวัติพระอาจารย์มั่นน่ะครับ เพราะหนังสือเล่มนี้มันแพร่ไปทั่วประเทศไทยครับ แล้วถ้าใครมายึดมั่นในเนื้อหาตรงนี้ที่ว่า พระพุทธเจ้ายังอยู่ในนิพพาน และยังไปไหนมาไหนได้อีก ผมขอถามหลวงตาว่าคนที่ถือมั่นตรงนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิมั้ยครับ
ถ้าพระอรหันต์ในพระพุทธศาสนานี้ไม่ออกมาพูดเรื่องนิพพานให้กระจ่างชัด ผมก็ไม่รู้ว่าจะมีใครอีกที่เหมาะสมไปกว่านี้อีกแล้ว ในขณะที่พวกมิจฉาทิฏฐิกล้าเอาเรื่องนิพพานแบบผิดๆมาโฆษณาหลอกลวงชาวโลกอยู่ได้อย่างหน้าไม่อาย
ผมก็เป็นชาวพุทธคนหนึ่งที่ต้องการให้พระศาสนานี้ตั้งมั่น หากว่าสักวันหนึ่งมีคนเอาเรื่องพระพุทธเจ้าไปเยี่ยมหลวงปู่มั่นมาถามผม แล้วหลวงตาบัวจะให้ผมตอบเขาว่าไงครับ ถ้าผมจะตอบไปว่าให้ไปถามผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เอาเอง ก็ถ้าตอนนั้นหลวงตานิพพานไปแล้วก็คงไม่มีใครตอบปัญหาที่ยังคลุมเครือนี้ได้แล้วครับ แล้วก็ได้โปรดเถอะครับอย่าบอกให้ผมไม่ต้องใส่ใจในเรื่องนี้ ผมทำไม่ได้ครับ วันนี้ถ้าปัญหาเรื่องมีหรือไม่มีพระพุทธเจ้าในนิพพานไม่กระจ่างชัดออกมาจากปากของหลวงตาบัวซึ่งเป็นผู้เขียนประวัติอาจารย์มั่น วันหน้าปัญหานี้จะเป็นปัญหาสำคัญของพระพุทธศาสนานี้แน่ครับ(ทุกวันนี้มันก็เป็นปัญหาอยู่แล้ว)
เพราะเสียงหนึ่งจะยึดถือเอาประวัติหลวงปู่มั่นที่เขียนโดยหลวงตาบัวมาเป็นหลักเพื่อบอกกันว่ามีพระพุทธเจ้าอยู่ในนิพพาน แต่อีกเสียงหนึ่งจะบอกว่าไม่มีพระพุทธเจ้าอยู่ในนิพพานโดยอ้างคำพูดของพระอรหันต์องค์อื่นๆที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันนี้ ปัญหานี้ก็จะกลายเป็นว่าพระอรหันต์มีความเห็นเรื่องนิพพานไม่ตรงกัน ซึ่งมันไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น ระหว่างสองเสียงนี้เสียงไหนถูกครับหลวงตาบัว พระพุทธศาสนานี้จะตั้งมั่นหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับคำตอบของหลวงตาบัวนี่แหละครับ เพราะถ้าพระอรหันต์ทั้งหลายที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันนี้ไม่ทำเรื่องนี้ให้ชัดเจน ผมเองก็ไม่รู้ว่าใครจะมีความสามารถและความเหมาะสมมากไปกว่าท่านเหล่านี้อีกแล้วครับ.....โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็หลวงตามหาบัวนี่แหละครับควรเป็นผู้ตอบ
และอีกอย่างหนึ่งคำตอบประเภทที่ว่าทำให้ถึงเสียก่อนแล้วจะรู้เอง หรือจะหมดสงสัยได้ด้วยการปฏิบัติ คำพูดเหล่านี้จริงครับ...แต่จริงสำหรับผู้ที่เริ่มด้วยสัมมาทิฏฐิ ถ้าหากว่าผู้เริ่มต้นปฏิบัติ มาเริ่มด้วยความเชื่อที่ว่ามีพระพุทธเจ้าอยู่ในนิพพาน แล้วพระพุทธเจ้าเหล่านั้นสามารถออกมาปรากฏร่างให้คนนั้นคนนี้เห็นได้ หากว่าผู้ที่เชื่อเช่นนี้ได้ปฏิบัติไปๆ แล้วเกิดนิมิตซึ่งจิตของตัวเองปรุงแต่งหลอกตัวเอง หลวงตาว่าผู้ที่เดิมก็มีความเชื่อไปในทำนองนั้นอยู่แล้วจะมีปัญญารู้เท่าทันจิตตัวเองได้มั้ยครับ แล้วถ้าเขาไม่รู้เท่าทันจิตตัวเองเขาจะเป็นยังไงครับ...หลงใช่มั้ยครับ อย่างพระอาจารย์หลายๆท่านที่ก็หลงนิมิตที่จิตหลอกตัวเอง แล้วก็เอาความหลงผิดของตัวเองมาตั้งสำนักสอนผู้คนให้หลงผิดตามกันไปอีก หลงนานเข้าก็กลายเป็นเลวโดยสันดาน แถมยังรํ่ารวยด้วยการหลอกลวงผู้คนให้หลงผิดอีกต่างหาก....ดีมั้ยครับแบบนี้หลวงตาบัว
การปฏิบัตินั้นพระพุทธเจ้าท่านทรงให้เริ่มที่สัมมาทิฏฐิ เพราะสัมมาทิฏฐิจะเป็นเครื่องป้องกันความหลงได้ในระดับหนึ่ง แล้วความเชื่อที่ว่ามีพระพุทธเจ้าดำรงอยู่ในนิพพานแล้วยังมาปรากฏร่างมาพูดคุยได้อีก อย่างนี้คือสัมมาทิฏฐิมั้ยครับหลวงตาบัว...
ครับ...ไหนๆหลวงตาบัวก็ทำเพื่อพระศาสนานี้มามากแล้ว ผมขอให้หลวงตาทำเรื่องนิพพานนี้ให้กระจ่างอีกเรื่องหนึ่งแล้วกันครับ ถ้าหลวงตาบัวจะกรุณาต่อ กุลบุตรสุดท้ายภายหลังที่จะเข้ามาศึกษาในพระศาสนานี้......
ส่วนความหลุดพ้นของหลวงปู่มั่นกับหลวงตาบัวนั้น โดยส่วนตัวแล้วผมไม่สงสัย ผมสงสัยก็เฉพาะแต่เพียงแค่เนื้อหาในหนังสือประวัติหลวงปู่มั่นที่ผมเล่ามานี้แหละครับ ผมว่าหลวงตาไม่เอาเนื้อหาตรงนั้นมาลงไว้เสียยังดีกว่า แต่เมื่อหลวงตาเอามาลงในหนังสือแล้ว หลวงตาบัวก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ....คำตอบต่อปัญหานี้สมควรมีความชัดเจนน่ะครับ คำตอบสมควรมีสองนัย คือ 1.มีพระพุทธเจ้าดำรงอยู่ในนิพพานจริง 2.ไม่มีพระพุทธเจ้าดำรงอยู่ในนิพพาน เพราะนิพพานมิใช่สถานที่หากแต่เป็นเพียงแค่ถ้อยคำที่ใช้เรียกความหมดไม่มีอะไรเหลือเท่านั้น เป็นแค่โวหารภาษาคนภาษาธรรม ที่ว่าเข้าสู่นิพพานหมายถึงการดับหมดเหตุหมดปัจจัยโดยสมบูรณ์ไม่เหลือเชื้อใดๆเพื่อความมีความเป็นอะไรๆอีก ไม่ใช่ว่ามีนิพพานเป็นดินแดนให้จิตที่บริสุทธิ์เข้าไปอยู่อาศัยในนั้น.
และต้องขอยํ้าว่าผมไม่ได้กำลังกวาดต้อนธรรมอันเป็นของจริงเข้ามาสู่วงจำกัดคือพระไตรปิฎกน่ะครับ แต่ที่ผมกำลังทำอยู่คือการตั้งคำถาม ...ถามพระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันนี้ทุกๆองค์ หลวงตาบัวไม่ได้เป็นพระอรหันต์องค์เดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันนี้ แต่หลวงตาบัวเป็นพระอรหันต์องค์เดียวที่กล่าวว่ามีพระพุทธเจ้าดำรงอยู่ในนิพพาน ดังนั้นถ้าหากว่าพระอรหันต์ทั้งหลายที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันนี้จะทำให้ปัญหาเรื่องนิพพานนี้ให้เป็นเรื่องธุระไม่ใช่ ผมก็ไม่ว่าอย่างไรครับ...ก็คนอย่างผมจะไปว่าอย่างไรได้ในเมื่อกลุ่มบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นที่สุดของพระพุทธศาสนาเองก็ยังปล่อยปละละเลยต่อปัญหานี้เสียแล้ว
ส่วนข้อโต้แย้งที่ว่าถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าในนิพพานก็จะต้องไม่มีพระพุทธานุภาพ ในปัจจุบันด้วยสิ อันนี้มันคนละเรื่องกัน พุทธานุภาพในแง่หนึ่งเกิดจากการอธิษฐานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อานุภาพแห่งการอธิษฐานนี้จะยาวนานแค่ไหนจะมีปาฏิหาริย์ปรากฏเป็นไปอย่างไร ขึ้นอยู่กับอายุศาสนาและความปรารถนาของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ดังจะเห็นว่าในช่วงกาลอันเป็นสูญกัปที่ไม่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ในช่วงนั้นจะหามีใครรำลึกถึงคำว่าพุทโธๆหาได้ไม่
การมีอยู่ของพุทธานุภาพไม่ได้แปลว่าต้องมีบางส่วนของจิตพระพุทธเจ้าหลงเหลืออยู่ในนิพพาน เพราะหากว่ามีพระพุทธเจ้าดำรงอยู่ในนิพพานตลอดกาลและพระพุทธเจ้าที่ว่านี้ยังคงไปไหนมาไหนได้อีก เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นจะต้องมีพระโพธิสัตว์องค์อื่นๆที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปหรอกครับ
พุทธานุภาพจะเป็นสิ่งมีอยู่ตลอดกาลก็ไม่ใช่หรือจะเป็นสิ่งที่ดับสูญสิ้นไปได้ก็ไม่ใช่ เพราะการมีอยู่ของวัฏสงสาร การมีอยู่ของหมู่สัตว์ที่ยังเวียนว่ายตายเกิดนั่นแหละเป็นเหตุเป็นปัจจัยในการมีอยู่ของพระพุทธเจ้า
พุทธานุภาพเป็นอจินไตยแต่ก็อาศัยเหตุปัจจัยที่พอเหมาะพอดีจึงเกิดขึ้นมาได้เช่นศรัทธาที่ตั้งมั่นของเหล่าพุทธศาสนิกชน พุทธานุภาพไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นมาลอยๆโดยการดลบันดาลของใครในนิพพานอย่างที่หลายๆคนเชื่อกัน พุทธานุภาพคือศรัทธาอันบริสุทธิ์ของพุทธศาสนิกชน...ตราบเท่าที่พุทธศาสนิกชนยังมีศรัทธามั่นในพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์...ด้วยสัมมาทิฏฐิ (ขอยํ้า ด้วยสัมมาทิฏฐิ) ตราบนั้นพระพุทธานุภาพก็จะยังคงอยู่ ...อยู่ในใจของชาวพุทธทุกคนนั่นเอง
พุทธานุภาพ ไม่ใช่เครื่องมือหากินของกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่กำลังกว้างขวางอยู่ในเวลานี้ ฉะนั้นเราทั้งหลายที่ได้ชื่อว่าเป็นชาวพุทธจึงควรใช้ปัญญาไตร่ตรองให้รอบคอบอย่างได้หลงเชื่อปาฏิหาริย์แปลกๆง่ายๆ เพราะปาฏิหาริย์แปลกๆไม่ได้แปลว่ามันต้องมาจากพุทธานุภาพ เสมอไป เพราะพวกมารมันก็มีฤทธิ์มันก็เนรมิตอะไรๆได้หลายๆอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดลจิตดลใจให้คนยุคนี้สมัยนี้หลงเชื่อพวกกาฝากพระพุทธศาสนา อาศัยคราบพระพุทธศาสนาเพื่อหลอกลวงต้มตุ๋นผู้คนกวาดต้อนผู้คนอย่างโจ๋งครึ้ม พวกที่คิดว่าเป็นปัญญาชนนี่แหละหลอกง่ายดีนัก คนเราพอฉลาดมากเข้าก็โง่มากขึ้น....มีความฉลาดแต่ขาดความเฉลียว
และก็ขออภัยอย่างยิ่งหากว่าถ้อยคำบางคำที่มีในกระทู้นี้ของผมนี้ บางถ้อยคำอาจจะดูเป็นการล่วงเกินต่อหลวงตาบัว ก็ขอให้หลวงตาบัวอดโทษให้แก่กระผมคนยังมีกิเลสคนนี้ด้วยครับ เพราะที่ผมเขียนมานี้ก็เขียนโดยธรรม ขอให้พิจารณาโดยความเป็นธรรม ผมว่าจะได้ประโยชน์และเป็นข้อคิดที่ดีประการหนึ่งแก่พระพุทธศาสนาสืบไป.....ขออภัยอย่างยิ่ง

สรุปประเด็นก็คือ
1. นิพพานไม่ใช่เมืองหรือสถานที่ หากแต่เป็นเพียงสภาวะที่ดับหมดสิ้นไม่เหลืออะไรอีก
2. หรือนิพพานคือดินแดนอีกฝ่ายหนึ่งที่ตั้งอยู่เป็นดินแดนแยกต่างหากจากสมมติ ที่ยังมีบางสิ่งดำรงอยู่ในนั้นและบางสิ่งที่ว่านั้นยังสามารถแสดงสมมติตอบรับกับโลกสมมติได้อีก....

ปล. ท่านที่มีหน้าที่ดูแลเว็บไซด์ของหลวงตามหาบัว เมื่อเห็นข้อความเหล่านี้ที่ข้าพเจ้าได้ส่งมาให้แล้วนี้ ได้โปรดเอาไปอ่านให้หลวงตาบัวฟังสักครั้งก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งครับ (เพราะที่สำคัญนั้นผมเพียงแค่อยากจะบอกข้อความเหล่านี้ให้หลวงตาบัวฟังเท่านั้น ส่วนหลวงตาบัวจะเห็นสมควรทำอย่างไรก็สุดแท้แต่วิจารณญาณของหลวงตาแล้วกันครับ)

ปล.2 ผมขอถามอีกอย่างหนึ่งครับหลวงตาบัว ถ้าหลวงตาบัวนิพพานเมื่อไหร่ ใครจะเป็นหลักให้พระป่า พระลูกศิษย์สายหลวงตาบัวจะทะเลาะเบาะแว้งกันมั้ยครับ จะยังลงรอยเดียวกันได้อยู่มั้ยครับ ถ้าไม่ได้ ผมพอจะเห็นรางๆแล้วครับว่าสายพระป่าจะเป็นยังไงต่อไป

ปล.สุดท้าย กระทู้นี้ของข้าพเจ้า มิได้มีเจตนาที่จะสนับสนุนหรือทำลายบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือคณะใดคณะหนึ่ง ท่านที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับกระทู้นี้ของข้าพเจ้าก็ตาม รวมทั้งท่านที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับหลวงตาบัวก็ตาม ได้โปรดใช้วิจารณญาณด้วยความระมัดระวัง
ด้วยรักและห่วงใยต่อพระพุทธศาสนา
...คนไม่ไกล


 โดยคุณ :   คนไม่ไกล [ 4 ม.ค. 2548 20:59 ] IP : 202.5.88.147


 ลำดับที่ 744
ประชุมเพลิงศพหลวงปู่สว่าง โอภาโส ณ วัดศรีอุดมรัตนาราม อ.โนนสะอาด จ.อุดรธานี วันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม 2548 เวลา 13.00 น.


 โดยคุณ :   สุจินต์ [ 4 ม.ค. 2548 11:41 ] IP : 202.28.180.201


 ลำดับที่ 743
หลวงปู่สว่าง โอภาโส (พระครูสมณกิจจาทร) วัดศรีอุดมรัตนาราม บ.ทมนางาม อ.โนนสะอาด จ.อุดรธานี ละสังขารวันที่3 มกราคม 2548 เวลา 02.20น. และหลวงปู่นิล มหันตปัญโญ วัดป่าสุมนามัย อายุ 90 พรรษา 70 อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ละสังขารวันที่ 2 มกราคม 2547 เวลา 05.15 น. ตอนนี้ศพตั้งที่วัดคุ้มจัดสรรค์; ณ ศาลามหันตปัญญานุสรณ์ อ.บ้านไผ่; จ.ขอนแก่น


 โดยคุณ :   สุจินต์ [ 3 ม.ค. 2548 15:51 ] IP : 202.28.169.165


 ลำดับที่ 742
ผมอยากจะโหลดเสียงสวดปาฏฺโมกข์ แต่ทำใม่ได้ช่วยชี้แนะด้วยจะเป็นพระคุณอย่างสูง


 โดยคุณ :   pichit [ 3 ม.ค. 2548 13:57 ] pichit@thaimail.com IP : 202.176.86.57


 ลำดับที่ 741
อุทิศกถา
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ประทานแก่ประชาชนผู้ประสบมหันตภัยใน 6 จังหวัดภาคใต้
.........................

โดยที่มหาคลื่น ซัดถล่มพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามัน ประชาชนใน 6
จังหวัด ภาคใต้ของไทย มีผู้บาดเจ็บ สูญเสียชีวิต และสูญหาย จำนวนมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏ ได้รับทุกข์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ
จากเหตุการณ์ดังกล่าว ความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทาน พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อให้ความช่วยเหลือราษฎรผู้ประสบมหันตภัย พร้อมทั้งรัฐบาล ข้าราชการ องค์กรเอกชน
พ่อค้า ประชาชน ทุกหมู่เหล่า และมิตรประเทศ ได้ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง มิย่อท้อ อีกทั้งพระสงฆ์ในวัดทั่วประเทศ ได้สวดพระพุทธมนต์อุทิศส่วนกุศล เพื่อแสดงความระลึกถึงผู้เสียชีวิต ที่ได้สูญเสียครั้งใหญ่ และแสดงถึงความสามัคคี ห่วงใยต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และอำนาจแห่งบุญกุศลที่ทุกท่าน ได้บำเพ็ญอุทิศแล้วนี้ จงสัมฤทธิ์แก่ผู้ประสบมหันตภัย ตามเจตนาอุทิศโดยสมควร.


 โดยคุณ :   ฟังธรรม [ 31 ธ.ค. 2547 13:07 ] IP : 61.90.15.131


 ลำดับที่ 740
ผมDOWNLOAD ธรรมของครูบาอาจารย์ ไม่ได้ครับ
อยากฟังเสียงท่าน มาก
แนะนำด้วยครับ
nok2499@hotmail.com


 โดยคุณ :   กมลขนก [ 31 ธ.ค. 2547 07:54 ] nok2499@hotmail.com IP : 203.150.217.112


 ลำดับที่ 739
น้ำใจไทย
...อันความกรุณาปราณี จะมีใครบังคับก็หาไม่ หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน
เมื่อมีภัยวิปโยค จึงเห็นน้ำใจไทย สุดจะกลั้นน้ำตาไว้ได้ ขอเชิญชาวเวปบริจาคเงินและสิ่งของตามกำลังของตน ผ่านธนาคารต่างๆและสถานีโทรทัศน์ทุกช่องได้ ขออนุโมทนาในส่วนกุศลครั้งนี้และอุทิศให้ดวงวิญญาณ 24,000 กว่าดวงของผู้ประสบภัยพิบัติครั้งนี้ ขอให้ไปสู่สุคติเทอญ สาธุ สาธุ สาธุ


 โดยคุณ :   เลื่อน [ 28 ธ.ค. 2547 17:57 ] IP : 203.150.217.119


 ลำดับที่ 738
Don't let bad people having power in มหาเถรสมาคม.


 โดยคุณ :   Sidt Dhamma [ 27 ธ.ค. 2547 20:02 ] IP : 83.248.49.40


 ลำดับที่ 737
เคารพหลวงตาอย่างยิ่งค่ะ


 โดยคุณ :   ไพบูรณ์ ทวีวรรณกิจ [ 27 ธ.ค. 2547 09:52 ] IP : 202.176.134.80


ก่อนหน้า   หน้า 2/25  ถัดไป

  ขอความกรุณาทุกท่าน งดเว้นส่งข้อความลง อาคันตุกะลิขิต / Guest book ชั่วคราว