วัตถุหรูหรา ธรรมแห้งผาก
วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2528 เวลา 19:00 น. ความยาว 65.12 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๒๘

วัตถุหรูหรา ธรรมแห้งผาก

จำไว้ให้ลึกในขั้วหัวใจนะ นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่พระกรรมฐานมาทะเลาะกัน เราไม่ปรารถนาไม่อยากพบอยากเห็น ยิ่งเราเป็นอาจารย์ด้วยแล้ว สอนหมู่สอนเพื่อนสอนด้วยอรรถด้วยธรรม สอนด้วยเหตุด้วยผลทุกแง่ทุกมุมจนไม่มีอะไรจะสอนหมู่เพื่อนแล้ว เรื่องทุกอย่างบรรดาที่เป็นมานี้ก็บอกไว้หมดสอนไว้หมดแล้ว ยังมาเป็นขึ้นได้ต่อหน้าต่อตาไม่มีความละอาย กิเลสมันไม่ละอายละดูเอาอย่างนั้น มันจะอายอะไรในเมื่อมันเป็นข้าศึกของธรรม นี่ฐานอนุโลมนะ ถ้าขืนเกิดขึ้นคราวหลังแล้วไม่ได้พูดอะไรเลย ให้ออกจากวัดทันทีจะอยู่ไปไม่ได้ เป็นเสี้ยนเป็นหนามเป็นอันตรายต่อวงคณะไม่ใช่ของดิบของดี ใครจะถูกหรือผิดถ้าลงได้ทะเลาะกันแล้วนั่นละตัวผิด ถ้ายังมีฝ่ายถูกอยู่ฝ่ายดีอยู่จะไม่ทะเลาะกัน ตรงนี้ตรงสำคัญ ใครก็เสียดาย ใครก็อวดของใคร แล้วกัดกันตรงนั้นละ

ในครั้งพุทธกาลก็มีพระธรรมกถึกกับพระวินัยธร นั้นไม่ได้อยู่ในวัดกับพระพุทธเจ้า ต่างองค์อยู่คนละสำนัก มีบริษัทบริวารองค์ละ ๕๐๐ กว่าขึ้นไป แล้วก็อาจารย์คือธรรมกถึกนั้นไปถ่าย เอาน้ำในกระบอกล้างส้วมแล้วเหลือน้ำเอาไว้ พระวินัยธรไปถ่ายก็เลยเห็นน้ำที่เหลือ ธรรมกถึกก็หมายถึงนักเทศน์นั่นเอง วินัยธรก็หมายถึงผู้ทรงพระวินัยแตกฉานในวินัย พระวินัยธรไปถ่ายก็เห็นน้ำเหลือไว้ในกระบอก เพราะเป็นกระบอกสาธารณะไม่ใช่กระบอกส่วนตัวพิเศษ ถ้าเป็นกระบอกพิเศษเหลือไว้ได้ ในพระวินัยท่านมีนี่

ดังผมเหลือไว้ในที่กุฏิผม ผมก็ปฏิบัติตามพระวินัยข้อนี้ ถ้าอยู่ในส้วมสาธารณะผมจะเหลือไว้อย่างนั้นไม่ได้ ล้างแล้วต้องให้หมดกระบอก น้ำนั้นจะเหลือไว้ไม่ได้ผิดพระวินัยข้อนี้ ท่านปรับอาบัติ เว้นไว้แต่กระบอกนั้นเป็นของส่วนตัว ใช้เฉพาะตัวเหลือน้ำไว้ได้ นั่น มีพระวินัยข้อนี้ ใครเห็นหรือไม่เห็นก็ตามมีอย่างนี้ เราจำไม่ลืม เพราะการดูพระวินัยเราดูเสียจนปรุ เพิ่งจะมาหยุดเอาระยะนี้แหละ บุพพสิกขา มหาขันธ์ อ่านไม่ทราบว่ากี่เที่ยว อะไรสำคัญ ๆ คัดลอกออกมาท่อง ขนาดนั้นนะ ส่วนวินัยมุขเล่ม ๑ เล่ม ๒ เล่ม ๓ ก็ออกจากบุพพสิกขา มหาขันธ์ นั่นแหละ นี่ก็เป็นหลักสูตรนักธรรมอยู่แล้ว

ทีนี้เวลาพระวินัยธรไปถ่ายออกมา ก็ไปพูดให้ลูกศิษย์ฟัง พระธรรมกถึกนี้ทำไมไม่รู้วินัย จึงเหลือน้ำไว้ในกระบอก ลูกศิษย์พระวินัยธรก็ไปว่าให้ลูกศิษย์พระธรรมกถึก ว่าครูบาอาจารย์ของคุณทำไม่ถูก ถ่ายแล้วเหลือน้ำไว้ในกระบอก สุดท้ายก็ถึงอาจารย์ อาจารย์ต่ออาจารย์ก็ทะเลาะกัน นี่ผมสรุปเอาเลย ทะเลาะกันไม่ลงรอยกัน ถึงขนาดพระพุทธเจ้าเสด็จมาเป็นประธานในการชำระอธิกรณ์ ทั้งสองยังไม่ยอมลงรอยกันเลย ฟังซิ กิเลสเวลาได้ต่อสู้มันเห็นศาสดาเมื่อไร มันเก่งทั้งสองเลยเชียว ไม่ยอมรับ

พระองค์เลยดัดสันดานพระเหล่านี้ โดยเสด็จหนีเข้าไปอยู่ในป่าเลไลยก์กับช้าง ไปจำพรรษาที่ป่าเลไลยก์ ทีนี้พวกญาติโยมเขารู้เรื่องรู้ราวว่าพระทะเลาะกัน พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ชำระอธิกรณ์นี้ยังไม่ยอมลงกัน จนถึงกับพระพุทธเจ้าเสด็จหนีไปอยู่ที่ป่าเลไลยก์ เรื่องก็แดงขึ้นซิ

พอมาเขาก็ชี้หน้า พระธรรมกถึกก็ดี พระวินัยธรก็ดี สุดท้ายเขาไม่เอาข้าวมาใส่บาตร ผอมโซ ๆ เอาเสียจริง ๆ มันจะตาย เขาไม่เคารพเขาไม่เลื่อมใส เขาชี้หน้าเอาด้วยไม่ใช่ธรรมดา มาเห็นโทษจึงยอมโทษของกันและกัน แล้วขอร้องพระอานนท์ไปทูลให้พระศาสดาเสด็จออกมาคราวอยู่ที่เมืองโกสัมพี พระองค์จึงได้มาชำระอธิกรณ์ ถึงขนาดนั้นญาติโยมเขาก็ยังจะไม่ใส่บาตร พระองค์จึงได้ชี้แจงเหตุผลให้เขาทราบเขาจึงได้ยอมลง เพราะเชื่อศาสดา พระเก่ง ๆ เหล่านั้นไม่เชื่อ เกือบเป็นเกือบตายเวลาเขาไม่เอาข้าวใส่บาตรให้กินจะว่ายังไง

นั่นละโทษแห่งความอวดดี มันเป็นอวดชั่วไม่ใช่อวดดี กิเลสมันหลอกว่าดี แต่หลักธรรมชาติแล้วมันอวดชั่ว เอาชั่วออกมากระจายก็เป็นอย่างนั้น ผลแห่งความชั่วจะทำให้ฉิบหายวายปวงไปหมด ศาสดาต้องได้เสด็จหนีไปจำพรรษาอยู่ที่ป่าเลไลยก์ในพรรษานั้น นั่นมีอยู่แล้วในตำรา นี่ผมก็ไม่ค่อยได้เอามาเล่าให้ฟัง ฟังเอาซิ

ถ้าไม่มีเหตุก็ระลึกไม่ได้เรื่องที่เรียนมามากน้อย นอกจากมีเหตุมีอะไรไปสัมผัส เหล่านี้เป็นของดิบของดีเมื่อไร ถ้าคนหนึ่งผิดคนหนึ่งยังดีอยู่ก็ไม่ทะเลาะกัน ก็รู้ว่าใครผิดใครถูก ถ้าลงได้ทะเลาะกันแล้วเป็นไม่มีใครถูก มีแต่ผิดท่าเดียวเท่านั้น เพียงกิเลสตัวหยาบ ๆ เท่านี้ยังบังคับมันไม่ได้แล้วจะทำยังไงพวกท่าน ผมพูดด้วยความสลดใจนะไม่ใช่พูดธรรมดา วันนี้อ่อนเพลียเต็มที่ยังบึกบึนมา ถ้าหากว่าไม่ได้เรื่องแล้วผมจะหนีจากหมู่เพื่อนหนึ่ง อย่างหนึ่งก็ไล่หนีหมดเลยไม่ให้อยู่ มันหนักใจ มี ๒ อย่าง

เราอยู่ไหนอยู่ได้นี่ไม่คุย อยู่กับหมู่กับคณะนี้ ก็อยู่ด้วยความเมตตาสงสารสงเคราะห์สงหา ไม่ได้อยู่ด้วยความสมัครใจ นิสัยเราเป็นคนวาสนาน้อยตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับใครต่อใคร ปฏิบัติ ๙ ปีเต็ม ๆ ที่เคยพูดให้หมู่เพื่อนฟังนั่น ผมไม่เคยเกี่ยวข้องกับใครเลย ฟังซิ การก่อการสร้างก็ไม่มี ขุดแต่ในหัวใจนี้ระหว่างกิเลสกับธรรมจนจะเป็นจะตาย เอาจริงเอาจังไม่ได้ทำเล่นทำอะไร เดนตายถึงได้มา เวลาจะตายอยู่ในป่าในเขาไม่มีใครทราบผมละ ออกมาหนองผือบางครั้งจนพ่อแม่ครูอาจารย์ตกตะลึง ตัวเหลืองเหมือนกับทาขมิ้น ยังเหลือแต่หนังห่อกระดูกลงมาจากเขา ท่านมองเห็นก็คงตกตะลึงแหละ โฮ้ ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะ ท่านว่า

เราไม่ได้ป่วยอะไรนะ คือทรมานตัวเองจนตัวเหลืองหมด ก็แสดงว่าดีซ่านนั่นแหละถึงได้เป็นอย่างนั้น เพราะเอาหนักนี่ ฝึกเจ้าของไม่ใช่ฝึกเล่น ๆ นะ ฝึกจริง ๆ ฝึกหนักจริง ๆ การแนะนำสั่งสอนหมู่เพื่อนดุด่าว่ากล่าวนี้มันขี้ปะติ๋ว นี่เพียงพูดแต่ปาก สอนเจ้าของไม่ได้พูดแต่ปาก ว่าอย่างไรเอาอย่างนั้นเลย ขาดสะบั้นไปเลย เอาคำสัตย์คำจริงลงตีเอาแหลกเลย ชีวิตจิตใจไม่มีความหมาย คำสัตย์นี้จะต้องให้อยู่กับโลกกับศาสนากับหัวใจเราต่อไป แต่เรื่องชีวิตจิตใจนี้ดีก็ตาย ชั่วก็ตายไม่สำคัญ ขนาดนั้นแล้วถึงได้ลงกันหนัก

เคยพูดให้ฟังแล้ว การฝึกทรมานตนเองเอาถึงขนาดนั้นเชียว ผมไม่ได้นึกว่าจะมาถูกเสกสรรปั้นยอให้เป็นครูเป็นอาจารย์นะ วาสนาผมเป็นอย่างนั้น ไม่ยุ่งกับใครไม่เกี่ยวกับใคร อยู่ป่าอยู่เขาก็มีแต่พระเณรรุม ๆ หลบทางโน้นหลีกทางนี้อยู่อย่างนั้นละ เพราะมันไม่สบายอยู่กับหมู่กับเพื่อน อยู่ด้วยกับเจ้าของมันพอดิบพอดี พอดี ๆ กับเจ้าของทั้ง ๆ ที่อายุหนุ่ม ๆ อยู่นั้นละ ไม่เกี่ยวข้องกับใคร แต่แล้วคนนั้นก็รุมคนนี้ก็รุม ยิ่งระยะพ่อแม่ครูอาจารย์มรณภาพลงไปเท่านั้นละ ถ้าจะเทียบก็มองหาตัวไม่เห็น มีแต่พระเณรรุม เข้าป่าเข้าเขาก็รุมไป ไปที่ไหนก็ไม่กี่วันละ เดี๋ยวองค์นั้นโผล่ไป เดี๋ยวองค์นี้โผล่ไป แน่นป่าไปหมด เต็มป่าไปหมด หลีกหนีไปอยู่ที่ไหนก็ไม่กี่วันละ รุมไปอีก สุดท้ายก็เลยได้รับอย่างเป็นมานี้

นี่ไม่ได้รับด้วยความสมัครใจนะ ความสงสารนั้นสงสาร แต่คิดเกี่ยวข้องกับหมู่กับเพื่อนแล้วเป็นเรื่องหนัก อยู่โดยลำพังเจ้าของ สูดลมหายใจไปวันหนึ่ง ๆ พอถึงวันเท่านั้นพอแล้ว ไม่ได้หวังอะไรแล้วในโลกนี้ ความหวังอะไร ๆ ก็หมดไปแล้ว แม้ที่สุดพูดให้เต็มปาก ความหวังมรรคผลนิพพานก็หมด ทั้ง ๆ ที่หมายมั่นปั้นมือเอาเป็นเอาตายถวายธรรมดวงนี้ ครั้นแล้วมันก็หมด อยากไปไหนก็ไม่อยาก อยากไปสวรรค์ก็ไม่อยาก อยากไปพรหมโลกก็ไม่อยาก อยากไปนิพพานก็ไม่อยาก มันหมด ก็รู้ชัด ๆ อยู่อย่างนี้ในหัวใจ เวลามันเป็น เป็นอย่างนั้นรู้อย่างนั้น

จนกระทั่งปัจจุบันนี้ก็เป็นอย่างนั้น ไม่อยากอะไร ใครจะว่าคุยก็ว่า อยากไปนิพพาน ๆ ก็ไม่อยากเสีย อยู่โดยลำพังเจ้าของพอประคองลมหายใจไปวันหนึ่ง ๆ พอถึงกาลแล้วก็ทิ้งเสียเท่านั้น หมายอะไรกับมัน หึงหวงอะไรกับมัน ก็รู้อยู่แล้วว่าธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ มีเต็มแผ่นดินเต็มโลกธาตุอยู่นี้แปลกอะไร อยู่ในธาตุขันธ์ของเรานี้ มาเป็นกายนี้ก็มาสมมุติกันเฉย ๆ หลักธรรมชาติก็คือธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นอากาศธาตุกับความรู้ที่ครองตัวอยู่ มีเท่านั้น แล้วเสียดายอะไร

เรียนธรรม ไม่ได้เรียนสิ่งเหล่านี้ให้รอบตัวจะเรียนอะไร รู้ธรรมก็ต้องรู้สิ่งเหล่านี้รอบตัวแล้วก็รอบจิต นั่น แล้วจะไปหวังอะไรอีก เมื่อพอแล้วก็รู้เองด้วยกันทุกคนนั่นแหละ สุดท้ายก็ถูกรุม มากต่อมากเข้าเป็นดังที่เห็นนี่แล้ว นี่นับวันมากขึ้น ยิ่งทุกวันนี้ด้วยแล้วสุขภาพอ่อนลง ๆ ภาระยิ่งมากขึ้น ๆ ทีนี้จิตหดไปหมดแล้วนะไม่เหมือนแต่ก่อน การแนะนำสั่งสอนใกล้ไกลพอไปก็ยังไปให้แต่ก่อน เดี๋ยวนี้หดเข้า ๆ อยู่ในวัดลำพังคนเดียวเป็นความพอดี ใครไปยุ่งใครไปเกี่ยวข้องเหมือนแบกซุงนี่นะ มันถอนเข้ามา ๆ หมู่เพื่อนก็น่าจะเห็นใจ

ทุกข์ลำบากขนาดไหนก็พยายามประคองตัว ถ้าไม่ประคองไว้อย่างนี้มันไปนานแล้วนะ ผมพูดตรง ๆ เพราะรู้อยู่นี่ เคยพูดให้ฟังแล้ว ทำไมจะไม่รู้ในเมื่อเป็นอยู่กับเจ้าของ โรคหัวใจนี่สำคัญมาก แต่ก่อนก็เพิ่งขึ้น ๙๘% พอโรคหอบเสริมเข้ามาเท่านั้นมันถึง ๙๙ ฟังซิ เหลือเปอร์เซ็นต์เดียวที่จะออกที่จะควบคุมกันไว้ หากเป็นหลักธรรมชาติของมัน เมื่อยังพอรั้งพอเยียวยากันได้ก็รั้งกันไว้ รู้จุดที่ยั้งก็รู้ จุดที่หักห้ามกันได้ก็รู้ หากหนักมากกว่านั้นใครจะไปชนะหักห้ามต้านทาน มันจำเป็นก็ต้องปล่อย ตอนมันไปก็คือปล่อยนั่นละ

ตั้งแต่เป็นมาแล้วถ้าปล่อยก็ไปจริง ๆ เห็นได้ชัดเจน ขนาดลมหายใจไม่มี หอบพุ่ง ๆ ๆ ๆ เหมือนลูกไฟพะเนียง ออกขึ้นมาทางปากนี้หมดแล้ว ทางข้างล่างลมหายใจไม่มีเลย แต่ความรู้มีอยู่ภายใน ได้บังคับกันไว้ที่นั่น ต่อมาลมหายใจก็ค่อยปรากฏขึ้น นั่น ถ้าปล่อยเสียในขณะนั้นมันก็ไป นี่จึงว่าโรคนี้ตายง่ายขนาดนั้นนะ นี่ ๙๙% ยังแต่คันรั้งเท่านั้นละ

ที่รั้งไว้ก็เพื่ออะไร เพื่อหมู่เพื่อเพื่อนนั่นเองไม่ได้เพื่อเจ้าของ เจ้าของนี้ไม่เสียดาย ไปเมื่อไรได้ไม่เคยเสียดาย เพราะเป็นความจริงด้วยกันทุกสัดทุกส่วน ธาตุขันธ์ก็เป็นความจริงแต่ละอย่าง ๆ ใจก็เป็นความจริงตามธรรมชาติของตนนั้นแหละ ไปขัดไปแย้งกันหาอะไร ไม่มีอะไรจะขัดแย้งกันถ้าต่างอันต่างจริง คือใจนั่นแหละจริงเสียก่อน สิ่งทั้งหลายก็จริงอยู่แล้ว แต่ถ้าใจไม่รอบก็จะไปเสกสรรปั้นยอว่า นั้นเป็นนั้น นี้เป็นนี้ พอรอบตัวแล้วมันก็รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจริงอยู่แล้ว ไม่จริงเฉพาะใจ บัดนี้ใจจริงแล้วเหรอ นั่นมันก็รู้ เมื่อใจจริงเต็มส่วนแล้วก็หมดที่ขัดที่แย้งกัน อยู่ก็ได้ ไปก็ได้ มีน้ำหนักเท่ากัน ไม่หนักไม่เบา เท่ากัน

เห็นไหมอำนาจของกิเลส ท่านทั้งหลายดูเอาซิ เราปฏิบัติธรรมอยู่ยังเป็นไปได้อย่างนี้ ถ้ายังไม่ยอมเห็นโทษอยู่แล้วก็หมดแล้วนะ ต่อไปจะไม่มีครูมีอาจารย์ ไม่มีใครเก่งกว่าเรา สุดท้ายก็จะไม่มีใครเลวกว่าเราละ เก่งกับเลวมันจะไปด้วยกัน

นี่พูดให้ฟังทุกแง่ทุกมุม เรื่องกลมายาของกิเลสที่ฉลาดแหลมคมมันรวดเร็ว พูดหมด สติปัญญาจะทันมันก็ไม่ทัน ปล่อยให้มันออกมาเหยียบย่ำทำลาย และกระจายไปทุกแห่งทุกหนได้อย่างที่เห็นนี่ นั่นละเลวไหม นี่เทศน์มาตลอด เห็นแล้วยังความรวดเร็วของมัน ตามทันเมื่อไร ถ้าตามทันจะไม่ทะเลาะกัน นั่น ทะเลาะกันหาอะไร

เดี๋ยวนี้วงปฏิบัติจะไม่มีเหลือแล้วนะ ที่ไหนก็มีแต่เลอะ ๆ เทอะ ๆ มีอะไรอีกนอกจากวัตถุออกหน้าออกตา วัตถุแบบโลก ๆ นี่เอามาแข่งศาสนา แข่งอรรถแข่งธรรม ทางจงกรมก็ไม่เห็น ภาวนาก็ไม่มี ถ้าลงเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้แล้ว

เขาก็มาขอสร้างกุฏิให้อีก บอกเขาว่ามาทำหาอะไร เราไม่ได้สบายใจเพราะมาสร้างกุฏิให้นะ แม้แต่ขนาดกุฏิหลังนี้ก็ละอายญาติโยมเขาอยู่แล้ว เขาอยู่กระต๊อบกระแต๊บตามบ้านตามเรือน เขายังหาข้าวมาให้เรากินได้ เราเป็นคนขอทานกุฏิหรูหราขนาดนี้จะหาอะไรอีก จะมาสร้างหอปราสาทราชมณเฑียรเพียงไรในวัดในวา เราว่าอย่างนี้

ศาสนธรรมเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากยิ่งกว่าวัตถุเครื่องก่อสร้างให้กังวลวุ่นวาย เราคำนึงถึงเรื่องนั้นต่างหากนะ กุฏิหลังที่สร้างขึ้นนี้เขาส่งเงินมา ก็บอกตรง ๆ เลย เขาเห็นเราอยู่กระต๊อบสูงแค่เข่า พื้นก็สับไม้ไผ่เป็นฟากปู สร้างด้วยฟางมุงด้วยหญ้า เราอยู่นั้นพังไป ๓ หลัง หลังที่ ๔ ถึงได้ปลูกหลังนี้ขึ้นมา เพราะปลวกกินต้นเสาล้มลงปลูกใหม่ ช่างพอทราบว่าเป็นกุฏิของเราก็มาต่อว่าเรา ที่ศาลาก็คนมาก ๆ นี้มาต่อว่าเรา ยังร้องไห้อีกด้วย บอกว่าครูบาอาจารย์ชื่อเสียงโด่งดังทั่วประเทศไทย มาดูกุฏิแล้วหลังเท่ากำปั้นจะอยู่ได้ยังไง เอ้า ตั้งแต่อยู่ในท้องของแม่นี้เป็นยังไง ท้องของแม่กับกุฏิหลังนี้อะไรใหญ่กว่ากัน

กุฏิหลังนี้ยืนได้เดินได้ นั่งได้นอนได้อย่างสะดวกสบาย ไปมาได้ ในท้องแม่ไปไหนได้ไหม คับแคบยิ่งกว่านี้ยังอยู่ได้ตั้ง ๙ เดือน ๑๐ เดือน อันนี้ขนาดนี้แล้วทำไมจะอยู่ไม่ได้ ถ้าต้องการกว้าง ๆ ก็ไปอยู่ทุ่งอยุธยานั่นซิ ก็ว่างั้น เขาไม่ยอมซิ กลับไปเขาส่งเงินตูมมา ทีนี้เราไม่ได้มีข้อสั่งเสีย หรือมีข้อแม้อะไรเอาไว้ จะส่งกลับคืนก็เหมือนประชดกัน นี่เลยได้ฝืนปลูกนะ เรื่องเป็นอย่างนั้น ใครไม่ทราบก็ให้ทราบเสีย

จากนั้นเราก็สั่งเลยเทียว ใครจะส่งสิ่งส่งของเงินทองมาให้ เกี่ยวกับการก่อสร้างในวัดป่าบ้านตาดนี้แล้ว ต้องให้เราทราบเสียก่อน ถ้าส่งมาสุ่มสี่สุ่มห้าก่อนหน้าอย่างนั้นไม่ได้ ถ้ายังไม่ได้ตกลงกันแล้วส่งมาเท่าไรก็ไม่สำเร็จ ต้องบอกอย่างนั้นเลย เราก็ถือปฏิบัติอย่างนั้นมา ใครจะมาสร้าง ไม่ได้ขออนุญาตให้เป็นที่ตกลงใจกันเสียก่อนเราไม่ให้ทำ ไม่อย่างนั้นวัดไหนจะหรูหรายิ่งกว่าวัดป่าบ้านตาด พูดถึงเรื่องความหรูหราของวัตถุแข่งโลกเขานั่น แต่ธรรมจะแห้งผากขนาดไหนนั่นซิเราไม่รับรอง ถ้าลงวัตถุหรูหราธรรมต้องยุบยอบไปหมดจนไม่มี

ที่อยู่พออยู่ ๆ ไป แต่ทางจงกรมให้เป็นเหวไปเป็นไร นั่นละธรรมเจริญ พระพุทธเจ้า สาวกท่านดำเนินอย่างนั้น ท่านไม่ได้เอาวัตถุออกหน้าออกตาอะไร นี่อยู่ที่ไหนมีแต่เรื่องก่อสร้าง ถือเป็นใหญ่เป็นโตเป็นหลักศาสนาใหญ่โตเชียว เห่อแข่งกันโน่นจะว่าอะไร อรรถธรรมไม่เคยสนใจ แทนที่จะสร้างตัวให้ดีเพื่อแข่งกับกิเลส สอนโลกให้เข้าอกเข้าใจถึงเรื่องศาสนาเรื่องอรรถเรื่องธรรมบ้าง ไม่สนใจ วัดกับบ้านเลยเหมือนกัน เลวกว่าบ้านไปอีก พระกับฆราวาสเหมือนกัน เลวกว่าเขาไปอีก นั่น

สุดท้ายวัดเป็นสถานที่เสียสละ เลยกลายเป็นสถานที่สั่งสมขึ้นมา เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ขึ้นมา แล้วธรรมจะเกิดได้ยังไง ธรรมจะเกิดได้เพราะความเห็นแก่ตัว เพราะความโลภได้ยัง ฟังซิ ธรรมต้องเสียสละถึงจะเกิดได้ นี่ละเราเห็นเหตุเห็นผลอย่างนี้เราถึงไม่ให้สร้าง เราบอกงั้น สร้างไปทำไม เราไม่ได้สบายใจนะ

พูดกันมากี่ครั้งกี่หนแล้ว เราพูดด้วยเหตุด้วยผล ห้ามด้วยเหตุด้วยผลทั้งนั้น นี่เปิดเต็มที่ บอกว่าเราไม่ได้สบายด้วยการสร้างกุฏิให้เรา แต่เราสบายเพราะอยู่สภาพนี้ต่างหาก บอกอย่างนั้น ถ้าต้องการให้เราสบายก็อย่ายุ่ง เขาว่าเขาละอาย มีคนมาทุกชาติชั้นวรรณะ จะเป็นอะไรไป ถ้าไม่มีคนนับถือลือหน้าว่าไม่มีคนมาสร้างอะไรให้ ก็บอกเขาซิว่าผู้ที่จะสร้างให้มีแต่ท่านไม่เอา ถ้าเขาจะตำหนิติเตียนลูกศิษย์ลูกหาศรัทธาญาติโยม ว่าไม่เอาใจใส่ครูบาอาจารย์ ไม่สมหน้าสมตาอะไรอย่างนี้ ก็ให้บอกว่าท่านไม่เอา บอกอย่างนั้นเลย เรายอมรับทั้งนั้นแหละ

ศาลานี่เขาก็อยากจะมาทำใหม่ให้เราก็ไม่เอา ตีเพดานให้เราก็ไม่ให้ตี นั่น นี้มันเหมาะแล้วพอดีแล้ว โก้หรูไปอะไรเรื่องโลก ๆ ให้โก้หรูอยู่ภายในหัวใจซิ ใสสว่างกระจ่างแจ้งอยู่ภายในใจ นั่น ของอัศจรรย์อยู่ตรงนั้นต่างหาก ไม่ได้อยู่กับหินกับทรายกับอิฐกับปูนกับเหล็กหลาอะไรนี่ อยู่กับธรรมต่างหาก ธรรมกลมกลืนกับใจแล้ว ใจกับธรรมต่างหากประเสริฐหรูหรา ทำพออยู่ได้พอ ไปตื่นอะไรกับโลกเขา โลกก็รู้แล้วว่าโลก ถ้าโลกกับธรรมเป็นอันเดียวกันจะมาแยกพูดทำไมว่าโลกว่าธรรม มันไม่เหมือนกันน่ะซิ วัดกับบ้านจะให้เหมือนกันได้ยังไง เราไม่อยากให้ขัดธรรม ขอให้ธรรมเจริญรุ่งเรือง อยู่ไหนอยู่ได้ทั้งนั้นแหละเรา บอกตรง ๆ อย่างนี้

รถยนต์ก็จะเอากี่คันถ้าจะเอาสำหรับวัดนี้ไม่ใช่คุยนะ เขาจะถวายรถยนต์ เอามาทำไมรถเต็มแผ่นดิน จะขึ้นคันไหน ลูกศิษย์คนไหนเขาพร้อมเสมออยากให้ขึ้นรถเขา เรามีเหตุมีผลทุกอย่างที่ห้ามอะไร พระหามาอะไรหารถ ไม่ใช่ฆราวาสนี่ อันนี้เป็นเรื่องของโลกเขาใช้กัน พระเป็นเพียงอาศัยความสะดวกไปกับเขาเท่านั้น จะมาเป็นเนื้อเป็นหนังเป็นตัวของตัว เป็นเจ้าของรถของราขึ้นมา มันก็เหมือนโลกเขาน่ะซิ

ไฟฟ้าเขาจะเอาเข้ามาเราก็ห้ามมานานแล้ว ตั้งแต่โรงไฟฟ้าอยู่โน่น อุดรฯ เขาจะขอเอาเข้ามานั่นก็เกือบ ๒๐ ปีแล้วแหละ ถ้าอนุญาตก็เข้ามาก่อนบ้าน นานเท่าไรแล้ว เราก็ไม่เอา เหตุผลต้นปลายของมันที่จะมีส่วนเสียกับเอาไฟเข้าวัดมีอะไรบ้าง เราคิดหมดแล้ว

ถ้าเรามีเหตุมีผลว่าจะไม่เอาแล้ว จะเข้ามาติดนี้เราก็ไม่เอา เพราะเหตุผลก็ต้องเป็นเหตุผลอยู่นั้นแล ใครจะมาลบล้างได้ถ้าว่าเหตุผลถูกต้องแล้ว นี่ถ้าเอาไฟเข้ามาลองดูซิ สิ่งที่แอบแฝงเข้ามา ที่จะตามเข้ามาให้วัดเสีย มาฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมกันเต็มวัดวาเลอะ ๆ เทอะ ๆ ไปหมด ไม่ทราบว่าวิทยุ โทรทัศน์ ตู้เย็น จะแอบตามกันมา เรื่องอะไรเกี่ยวกับไฟฟ้าตามกันเข้ามาหมด เราจึงไม่ให้มี เพราะไม่เห็นมีอะไรจำเป็น ถ้าจะดูหนังสือไฟเทียนเราก็มีอยู่แล้ว ส่วนมากกลางคืนยังงี้เป็นเวลาภาวนา ถ้าจะดูก็ดูเสียกลางวัน ขัดข้องสงสัยตรงไหนก็เปิดดูเสีย กลางคืนมีแต่ตั้งหน้าตั้งตาภาวนา ไม่เห็นจำเป็นอะไรกับไฟฟ้า

มีไฟฟ้าแล้วตู้เย็นมันจะมานี่ ก็เลยกลายเป็นพระตู้เย็นไปหมด เอามือล้วงลงในบาตรไม่ได้อะไรขึ้นมาจะร้องไห้โฮ ๆ ละ เห็นว่าลำบาก นี่เราคิดไว้หมดแล้วเรื่องที่จะตามกันมา เดี๋ยวโทรศัพท์ก็จะมาติดขึ้นอีก ตั้งแต่ไม่มีไฟฟ้านี่ก็ยังมีโทรศัพท์มา โทรศัพท์มาก็ต้องเอาไฟฟ้ามา มาขอ ๒ ครั้งแล้วนะ ผู้ว่ามาติดต่อเราจะขอตั้งโทรศัพท์ที่วัด เพื่อการติดต่อสะดวกสำหรับเกี่ยวกับท่านอาจารย์ นี้เราก็ไม่เอา เพราะผลประโยชน์ที่จะได้มีเพียงนิดเดียว ผลเสียที่ตามมานี้มากต่อมากพรรณนาไม่จบไม่สิ้นเลย สมควรแล้วเหรอจะเอาช้างแลกแมว มันจะกริ๊งกร๊าง ๆ ทั้งวันทั้งคืนไม่มีเวลาเลย ทางไหนก็โทรฯ มา ๆ ผู้รับสายหนีไปไหนไม่ได้แหละ นั่นฟังซิ ไม่เกิดประโยชน์อะไร มันโทรฯ มาได้หมดทั่วประเทศนี่ วันหนึ่ง ๆ จะเข้ามาเท่าไร แม้แต่มาจังหันมาวัดมาวาก็เข้ามาโทรฯ จะโทรฯ ไปไหนก็โทรฯ อย่าว่าแต่ข้างนอกจะโทรฯ เข้ามาเลย ข้างในนี้ก็เป็นบ้าไปเลยแหละ โทรฯ แหลก นั่นฟังซิ

เราก็ให้เหตุผลกับผู้ว่าไป ก็อุดรฯ กับวัดนี้ไม่เห็นไกลกัน มีเหตุผลอะไรมีความจำเป็นอะไร รถวิ่งไปหาครู่เดียวก็ได้ ไม่เห็นจะต้องก่อความยุ่งยากให้วัดให้วาตลอดเวลาไปเพราะการมีโทรศัพท์ เราว่าอย่างนี้ นั่นเหตุผลของเรา ความมีโทรศัพท์เป็นความเสียหายมากมาย แล้วพระเณรจะคึกคะนองขึ้นอีก เราว่ายังงี้เลย จึงไม่ยอมให้ตั้ง

เราได้ระวังอยู่ตลอด เพราะเรารักษาศาสนานี่ ไม่ระวังได้เหรอ ใครเคารพเลื่อมใสก็จะตายใจ ๆ เรื่องของเขาต่างหาก เรื่องของเรามันเรื่องของเรา มันคนละเรื่อง จะเอามาคละเคล้ากันทำไม ขอให้เราเต็มภูมิอยู่ในหัวใจนี่เถอะ อยู่ไหนก็พอตัว พอตัวอยู่ตลอดเวลา ใครจะเลื่อมใสไม่เลื่อมใสไม่ได้วิตกวิจารณ์กับใคร เมื่อเจ้าของหาความวิตกวิจารณ์ หาความตำหนิติเตียนตนเองไม่ได้แล้ว พออยู่นี้สมบูรณ์อยู่นี้แล้วก็อยู่ได้สบายเลย เพราะอยู่ด้วยความพอ ไม่ได้อยู่ด้วยความหิวโหย มันคิดอย่างนั้นนี่ ทุกสิ่งทุกอย่างเราคิดด้วยเหตุผลทั้งนั้น ไม่ว่าจะอนุญาตไม่ว่าจะห้าม เรามีเหตุผลของเราทุกอย่าง เอา ให้ค้านมาว่างั้นเลย ถ้าเหนือนี้เรายอมรับไม่ว่าใครก็ตาม ถ้าไม่เหนือแล้วเราไม่ทำนะ ทีนี้เหตุผลไหนมันไม่เหนือล่ะซิถึงได้รอดตัวมาเรื่อย ๆ แก้ตกไปเรื่อย ๆ เพราะเหตุผลของเราเหนือกว่านี้ ไม่ใช่เรามีทิฐิมานะไม่ให้ทำนะ เราต้องการเหตุผลนี่

รักษาศาสนาก็ต้องรักษาด้วยเหตุด้วยผล อะไรที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับวัดกับวา ศาสนาพระเณร ก็ต้องมีเหตุมีผลซิ ทำแบบสุ่มเดาได้เหรอ ยิ่งทางจิตใจด้วยแล้วให้วิตกวิจารณ์กับหมู่กับเพื่อน เพราะไม่มีอะไรเหนียวแน่นมั่นคงฉลาดแหลมคมยิ่งกว่ากิเลส นี่ซิเพียงหยาบ ๆ ก็ไม่ทันมัน จะเอาความละเอียดลออมาจากไหน เพราะเคยได้ฟัดกันมาแล้วนี่ไม่ใช่คุยนะ โอ้โห เดี๋ยวนี้กล้าพูดเต็มปากเลยเทียว

ในชีวิตนี้งานในโลกนี้ ไม่มีงานไหนที่จะหนักแน่นยิ่งกว่างานชำระกิเลสนะ ลืมไม่ได้เพราะเป็นสัจธรรม ตั้งแต่เริ่มปฏิบัติล้มลุกคลุกคลานเหมือนกับว่านั่งเฝ้าน้ำตา เอาจิตสงบไม่ได้ จิตมันคึกมันคะนองออกหน้าออกตา เหยียบหน้าผากเราอยู่ตลอดเวลา จะไม่เคียดไม่โกรธไม่แค้นยังไงมนุษย์เรา เพราะเอามันไม่ได้ ขนาดนั้นก็เป็น ทั้ง ๆ ที่เราออกปฏิบัติ นี่เวลากำลังของธรรมไม่เพียงพอมันเหยียบหัวเราต่อหน้าต่อตาเห็นอยู่นี่ และก็เห็นมาแล้วนี่ ยังไม่ลืมนะ เพราะนี้เป็นสัจธรรมลืมได้ยังไง แต่สำคัญที่จิตนี้ไม่ถอย จะขนาดไหนก็ไม่มีคำว่าถอย มีแต่จะเอาให้อยู่ ตายก็ตายเท่านั้น

ถ้ามีคำว่าถอยเสียอย่างเดียวเสร็จเลย เสร็จให้มัน นั่นละขนาดนั้นก็มี ผมเป็นมาแล้วนะ แต่สำคัญที่ความพยายามของเรานี้ซิ เอ้า ครั้งนั้นเป็นอย่างนั้น เอ้า ครั้งนี้เป็นอย่างนี้ สุดท้ายก็ลงได้ หากมีเวลาต่อยได้เหมือนกันกับนักมวยต่อยกันนั่นแหละ เมื่อต่างคนต่างจ้องใส่กันอยู่แล้วย่อมมีเวลาต่อยกันจนได้ นี่ก็มีเวลาต่อยกันจนได้ จนกระทั่งจิตสงบ พอจิตสงบแล้วสบาย ไม่วุ่นวาย เห็นคุณค่าของความสงบ ทีนี้ก็เร่งความเพียรเข้า หนักเข้า ๆ ส่วนจิตเคยเสื่อมไม่ต้องพูดหรอกเพราะเคยพูดแล้ว หนักเข้าจนขนาดที่ว่ามีตายเท่านั้น เรื่องจิตจะเสื่อมไปอีกอย่างนี้เป็นไปไม่ได้ ว่างั้นเลย

จิตเสื่อมเราต้องตาย จะตายแบบไหนก็ไม่รู้นะ หากเด็ดขนาดนั้น เพราะเห็นโทษเอาเหลือเกิน แหม เหมือนนั่งอยู่ในกองเพลิง แต่ก่อนเราไม่ได้ความสุขความสบายเราก็ไม่มีอะไรเทียบเคียงกัน ทีนี้จิตของเราเป็นสมาธิแน่นปึ๋ง ๆ แล้วก็เสื่อมจนไม่มีเหลืออะไรติดตัวนี้ แหม ทุกข์มากจริง ๆ นะ เมื่อเทียบกับเราเคยมีเงินเป็นล้าน ๆ แต่ไปล่มจมลงเสียด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง ยังเหลือเงินอยู่ในบ้านเป็นแสน ๆ ก็ตาม เงินที่เหลืออยู่ในบ้านเป็นแสน ๆ นี้ไม่มีความหมายยิ่งกว่าเงินที่สูญเสียไปเพราะเหตุต่าง ๆ เป็นล้าน ๆ นั้นเลย ขนาดนั้นละความเสียใจ

จะมาสานกระติบสานหวดสานตะกร้าขายเอาเงินล้าน ๆ นี่ได้เมื่อไร อย่างหนึ่งมันก็อ่อนใจ ก็ฟัดกัน ฟัดกันทุกวิถีทาง ดังที่เขียนไว้ในหนังสือและเคยเทศน์นั่น จนกระทั่งมันขึ้นถึงระดับเดิมได้ จากนั้นก็ขยับกันใหญ่เลยถึงนั่งตลอดรุ่ง ๆ เพราะความโกรธความแค้น ความโกรธแค้นนี้เป็นมรรคนี่ไม่ใช่เป็นกิเลส โกรธแค้นให้กิเลสเป็นมรรค มุมานะกับกิเลสเป็นมรรค ความมุมานะไม่รุนแรงไม่แข็งแกร่ง ความเคียดแค้นให้กิเลสไม่แข็งแกร่ง ความเพียรก็ไม่แข็งแกร่ง ทีนี้เมื่อสิ่งเหล่านี้ขึ้นเต็มหัวใจแล้ว ความเพียรมันหมุนตัวของมันเป็นกงจักรไปเลยเทียว เผลอไม่ได้เพราะความเข็ดความหลาบ หมุนติ้ว ๆ ๆ จนกระทั่งถึงขั้น เอ้อ คราวนี้ไม่เสื่อมก็รู้ ต้องอย่างนี้ เหมือนคุมผู้ต้องหาโทษอุกฉกรรจ์นั่นแหละ คุมกันแจตลอด คุ้นกับใครไม่ได้

นั่นซีที่ความเพียรมันเด็ด ไม่ยอมคุ้นกับใคร อยู่คนเดียว ๆ นอกจากนั้นอยู่กับครูบาอาจารย์ ออกจากนั้นก็ยิ่งเด็ด จนกระทั่งสมาธินี้เป็นอยู่ตลอด แน่นเหมือนหินเชียว เอาเมื่อไรได้เพราะอยู่ตัวแล้ว จะกำหนดบริกรรมภาวนาอะไร เพียงกำหนดอันนี้นิ่งก็พุบเลย จะชั่วกี่วินาทีอะไร นั่นถึงว่าชำนาญ เราถึงกล้าพูดได้นี่ จิตเป็นมาตั้งแต่ล้มลุกคลุกคลาน

อันนี้เคยเป็นมาอย่างนี้ทำไมกล้าพูดไม่ได้ เป็นในหัวใจดวงเดียวกัน หากเป็นสมาธิอยู่เท่านั้นถ้าเราไม่ออกทางด้านปัญญา พอออกทางด้านปัญญาแล้วกลับมาเห็นโทษของสมาธิ ออกปัญญาแล้วที่นี่ก็หมุนติ้ว ๆ เลย กลายเป็นปัญญาอัตโนมัติ ทั้งวันทั้งคืนตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจนกระทั่งถึงหลับมีเวลาเผลอเมื่อไร ไม่ปรากฏเลย ฟังซิ เป็นเอง หมุนรอบตัวตลอดเวลา

นั่นละที่นี่จิตดวงนี้เป็นโรงงานสร้างธรรมแล้ว แต่ก่อนเป็นโรงงานสร้างกิเลส เอะอะกิเลสออกก่อน ๆ ผลิตตัวออกมาทำลายเรา พอถึงขั้นสติปัญญาอัตโนมัติแล้ว ทีนี้จิตนั้นกลายเป็นโรงงานสร้างธรรมขึ้นมา เป็นเอง อยู่ไหนก็ตาม จะหมุนติ้ว ๆ ตลอด แม้ที่สุดฉันจังหันอยู่ก็ไม่อยู่กับรสกับชาติ มันจะหมุนในตัวของมันอยู่ตลอด แล้วเผลอได้ยังไงเมื่อเป็นอย่างนั้น

ความกระเพื่อมไม่กระเพื่อม เป็นการปลุกสติอยู่ตลอดเวลา ยิ่งความกระเพื่อมด้วยแล้ว ความคิดน่ะมันเป็นการปลุกสติปัญญาให้วิ่งรอบ ๆ กิเลสไม่มีกำลังที่จะสร้างตัวได้ มีแต่ปัญญาสร้างตัวอยู่ตลอดเวลา กิเลสตัวไหนขาดไปก็รู้ ๆ รู้เป็นลำดับลำดา สุดท้ายก็ม้วนเสื่อลงที่นี่ไปไหนพ้น

นั่นละที่นี่ สบายก็สบายตรงนั้นละ ไม่มีอะไรกวน มีกิเลสเท่านั้นกวนหัวใจว่าอย่างนี้เลย เราพูดได้เต็มปาก จะมีละเอียดขนาดไหนก็กวนอยู่นั้น เอาจนไม่มีเหลือเลยแล้วไม่มีอะไรกวน มีแต่ขันธ์มันดิ้นมันดีดอยู่ตามประสาของมันมีความหมายอะไร เพราะไม่มีอะไรมารับช่วง ไม่มีอะไรหนุนมันออกมาให้เป็นกิเลสตัณหา จึงว่าขันธ์ล้วน ๆ นั่นละขันธ์ล้วน ๆ เป็นอย่างนั้น ไม่มีเจ้าของ ธรรมท่านก็ไม่ยึดนี่ ไม่ถือเป็นเจ้าของของขันธ์ กิเลสมันถือนี่ นั่นละกิเลสเป็นเจ้าของ พอตัวการดับไปแล้วไม่มีเจ้าของ ก็ดุก ๆ ดิก ๆ อยู่เฉย ๆ คิดนั้นปรุงนี้ก็ปรุงไปตามธรรมชาติของมัน เช่นเดียวกับหางจิ้งเหลนขาดนั่นแหละไม่มีความหมายอะไร คิดไปอะไรมันก็ดับของมัน ๆ ไปตามหลักธรรมชาติ ก็มีเท่านั้น ที่จะไม่ให้คิดเลยไม่ได้

เพราะขันธ์ทั้งขันธ์นี่เป็นสมมุติทั้งนั้น มันก็ต้องทำงานตามหน้าที่ของมัน เวลาของมัน นอกจากเราจะระงับไปชั่วกาลชั่วเวลา เราจะระงับไปเลยไม่ให้มันคิดมันปรุงไม่ได้ นั่นจึงว่าเป็นขันธ์ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เต็มตัวของมัน ก็มีเท่านั้น เพียงคิดยิบ ๆ แย็บ ๆ ไปเท่านั้น จะไปเอาไปสร้างอะไรขึ้นมาให้มาเผาเราเหมือนอย่างแต่ก่อนมันไม่สร้าง เพราะไม่มีผู้หนุนมัน เจ้าของมันตายไปแล้ว ว่าธรรมเป็นเจ้าของ ธรรมก็ไม่ยึดเสีย ธรรมก็รู้เท่าเสียขันธ์อันนี้ แน่ะ ต่างกันอย่างนี้ ถ้าธรรมเป็นเจ้าของไม่ยึด ถ้ากิเลสเป็นเจ้าของยึด ยึดธาตุยึดขันธ์ยึดไปทุกสิ่งทุกอย่าง กว้างแคบไม่มีประมาณ ยึดลมยึดแล้งไปอย่างนั้น ถ้าธรรมได้เป็นเจ้าของไม่ยึดอะไรทั้งหมด แม้ตัวจิตเองไม่เห็นยึดกันวะ จะว่าอะไรกับสิ่งรอบขันธ์รอบจิตคือขันธ์เรานี้ แม้จิตเองยังไม่เห็นยึดกัน

นั่นถ้าพอแล้วไม่ยึดจนกระทั่งถึงจิต หากเป็นเองโดยหลักธรรมชาติ รู้นั้นรู้นี้ แย็บนั้นแย็บนี้ มีแต่เรื่องอาการของจิตที่แสดงออกมาเกี่ยวกับเรื่องของขันธ์ทั้งนั้น ว่าสังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ไปเสีย ก็มีเท่านั้น อันนี้ต้องดิ้นต้องดีดของมันอยู่ ธรรมชาติแท้ ๆ ไม่ดิ้นไม่ดีด เป็นเมื่อไรตายเมื่อไรไม่มีปัญหา ลงได้เป็น อกุปฺป อย่างสมบูรณ์แล้วไม่กำเริบ หมดทางกำเริบ หากรู้เอง

เอา ใช้ลงไปปัญญา หมุนในธาตุในขันธ์ของเรา แยกแยะดูให้เห็นความจริง มันเป็นความจริงมาดั้งเดิมอยู่แล้วแหละ มีแต่กิเลสเสกสรรให้เป็นยังงั้น ๆ ปัญญาฟัดกันลงไป แก้ความเสกสรรได้แล้วก็ฆ่าตัวเสกสรรได้ ฆ่าแล้วหมด โลกนี้จะว่ามีก็มี ไม่ว่าอะไรไม่มีมายุ่งกับเรา เราไม่ยุ่งนี่ นอกจากขันธ์ไปยุ่งกับเขา คิดว่าอันนั้นเป็นนั้น คิดว่าอันนี้เป็นนี้ ไปยุ่งกับเขา ถ้าอันนี้ไม่ไปยุ่งเสียอย่างเดียวปกติทุกอย่าง โลกมีก็เหมือนไม่มีเพราะเราไม่ยุ่งนี่ แน่ะ

จิตดวงเดียวนี้ไปยุ่ง จิตดวงเดียวนี้ไปหลง จิตดวงเดียวนี้รู้พอตัวเสียแล้วไม่มีใครไปยึดไปหลง ธรรมะว่ายุ่ง ๆ ก็ว่าไปตามเรื่องของขันธ์นั่นละ เพราะสิ่งเหล่านี้กวนขันธ์ให้คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ เป็นเรื่องของขันธ์ แล้วก็ไปกวนขันธ์ทำลายขันธ์ไปในตัว เหมือนตายผ่อนไปเรื่อย ๆ ถ้ายุ่งมาก ๆ ส่วนจิตนั้นเราจะเอาอะไรไปทำลาย ใครรู้เข้าเห็นเข้าก็รู้เอง สนฺทิฏฺฐิโก ประกาศกังวานอยู่ตลอด พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปกี่ล้านองค์ก็ตาม กี่เวล่ำเวลาก็ตาม ไม่ได้มาเกี่ยวข้องอะไรกับคำว่า สนฺทิฏฺฐิโก ของผู้ปฏิบัติที่เห็นเอง เพราะความจริงเหมือนกันหมดเลย นิพพานไปกี่ปีกี่เดือนก็เป็นเรื่องสมมุติ ความจริงอันนี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้น นี่ สนฺทิฏฺฐิโก ๆ

เลิกกันละ เหนื่อย ผมก็บืนมาเฉย ๆ นะ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก