ที่พึ่งเป็นพึ่งตาย
วันที่ 19 กรกฎาคม. 2528 เวลา 19:00 น. ความยาว 60.01 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๒๘

ที่พึ่งเป็นพึ่งตาย

ครูอาจารย์ที่เป็นที่เคารพนับถือ ฝากเป็นฝากตายในอรรถในธรรมได้อย่างแท้จริงก็ร่วงโรยไป ๆ ดังที่ทราบที่รู้กันอยู่ ซึ่งล้วนแต่เป็นองค์สำคัญ ๆ ในระยะ ๓-๔ ปี ๕ ปีมานี้ มีแต่ปีที่ร่วงโรยแห่งธรรมชาติที่อัศจรรย์ คือครูคืออาจารย์ที่รู้จริงเห็นจริงตามหลักธรรมดังพระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ และแบบเดียวกันกับพระสาวกทั้งหลายแต่ครั้งพุทธกาล คือท่านผู้ที่รู้จริงเห็นจริงจริง ๆ อย่างหลวงปู่ฝั้น หลวงปู่ขาว หลวงปู่คำดี หลวงปู่แหวน เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เพชรน้ำหนึ่ง ๆ ทั้งนั้น

ถ้าครั้งพุทธกาลก็เรียกอย่างธรรมดา ๆ สบาย ๆ ตามความรู้ความเห็นของคนที่มีความหนักแน่นในธรรมอยู่แล้ว ได้ยินได้ฟังก็ไม่แสลงใจเหมือนคนที่มีแต่กิเลสเต็มหัวใจ ว่าพระอรหันต์ นั่น ทุกวันนี้พูดอย่างนั้นไม่ได้ ข้าศึกของศาสนธรรมหรือของธรรมนี้มีมาก แม้แต่ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมเสียเอง และในวงผู้นับถือพุทธศาสนาเสียเอง ก็เป็นข้าศึกต่อคำพูดนี้ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเรื่องอุตริมนุสธรรมไว้นั้น จึงเป็นความชอบธรรมอย่างยิ่ง สมกับพระองค์เป็นจอมศาสดา ทรงทราบเรื่องอดีตอนาคตได้เป็นอย่างดี

ครูอาจารย์ที่ล่วงไปเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ทรงอรรถทรงธรรมทางภาคปฏิบัติ เป็นผู้ได้เสวยผลแห่งการปฏิบัติของตนอย่างแท้จริง ดังพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลายท่านเป็นมา ไม่ได้ทรงไว้แต่เพียงความจดความจำชื่อเสียงของกิเลสตัณหาอาสวะของอรรถของธรรมของมรรคผลนิพพานเท่านั้น แต่ซาบซึ้งถึงจิตถึงใจ สิ่งที่ควรถอดถอน ถอดถอนออกได้โดยสิ้นเชิง สิ่งที่ควรบำเพ็ญก็บำเพ็ญได้สมบูรณ์บริบูรณ์เต็มที่ เช่น อรหัตบุคคล องค์ท่านเป็นพระอรหันต์ได้โดยสมบูรณ์ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านรู้ท่านเห็นได้อย่างนั้นจริง ๆ

เพราะฉะนั้นการแนะนำสั่งสอนบรรดาลูกศิษย์ท่านจึงไม่สะทกสะท้าน ท่านจึงไม่มีข้อเคลือบแคลงสงสัยอันเป็นความไม่แน่ใจในตนแม้นิดหนึ่ง แต่ท่านจะสั่งสอนด้วยความเมตตาสงสารล้วน ๆ ซึ่งเป็นหลักใหญ่ของใจ ไม่มีวิตกวิจารณ์กลัวจะสั่งสอนบรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลายไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเพราะความรู้ไม่เพียงพอ อย่างนี้ไม่มีในท่านผู้ทรงอรรถทรงธรรมสมบูรณ์บริบูรณ์เต็มที่แล้ว ดังครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่ได้ยกมาเมื่อสักครู่นี้เป็นสำคัญ

ศาสนธรรมของพระพุทธเจ้านั้น ไม่มีคำว่าอดีตอนาคต แต่เป็นศาสนธรรมที่ทรงความจริงไว้ตลอดมา ตั้งแต่พระพุทธเจ้าจนกระทั่งบัดนี้ ทรงความจริงไว้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่เคยบกพร่องจากความจริงนั้นเลย นอกจากผู้นับถือศาสนาประพฤติปฏิบัติไปตามความรู้ความเห็นของตน ซึ่งมีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงต่างกันเท่านั้น จึงเป็นไปได้ในแง่ต่าง ๆ แล้วยังกลับกลายมาเป็นข้าศึกของศาสนธรรมได้อีก ไม่เพียงแต่ว่าตนไม่ได้รับประโยชน์ ยังกลายเป็นโทษแก่ศาสนธรรมซึ่งเป็นหลักใหญ่ได้อีกโดยไม่ต้องสงสัย เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมจึงต้องได้ใช้ความพินิจพิจารณา และหาครูหาอาจารย์ที่เป็นหลักเป็นเกณฑ์เป็นที่ยึดเหนี่ยว เป็นสิ่งสำคัญมากทีเดียว

ในครั้งพุทธกาลท่านเรียกว่า สาวก ๆ คือต้องได้ยินได้ฟัง ไม่ได้ยินได้ฟังจะบึกบึนไปเพียงลำพังคนเดียวนั้นเป็นไปไม่ได้ นอกจากพระปัจเจกพุทธเจ้าเท่านั้น นั่นท่านไม่ได้ศึกษาอบรมจากใครแหละ เป็นประเภทที่ทรงค้นพบเห็นโดยลำพังพระองค์ ๆ แต่ละพระองค์ในบรรดาพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย แต่ไม่มีแก่ใจที่จะแนะนำสั่งสอนผู้หนึ่งผู้ใด ทรงขวนขวายโดยลำพังตน รู้เห็นขึ้นมาแล้วก็เป็นอันว่าอยู่ไปด้วยความสะดวกสบายแต่ละราย ๆ

แม้ในครั้งก่อน ๆ ก็ยังมีพระปัจเจกพุทธเจ้าซึ่งอยู่ด้วยกันเป็นหลาย ๆ ร้อยองค์ก็ยังมี แต่ไม่ปรากฏว่าท่านได้ประกาศศาสนา เพราะเป็นเรื่องที่ทรงรู้ทรงเห็นโดยลำพังตนขึ้นมาเท่านั้น โดยไม่ต้องอาศัยครูอาศัยอาจารย์แนะนำสั่งสอนที่เรียกว่า สาวก ๆ คือผู้สดับผู้ฟัง ผู้สำเหนียกศึกษา ดังสาวกของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์

นั่นละธรรมมีอยู่มีได้ทุกกาลทุกสมัยอย่างนี้ พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ตรัสรู้ขึ้นมานี้เป็นประโยชน์แก่โลกมากมาย ผิดกับพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นไหน ๆ ส่วนพระปัจเจก ๆ ท่านทรงรู้เห็นโดยลำพังท่านแล้วท่านก็ผ่านไป ๆ ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ใด ไม่มีแก่ใจที่จะแนะนำสั่งสอน เรื่องความเมตตาท่านเมตตา แต่ไม่ถึงกับจะต้องเป็นผู้แนะนำสั่งสอนหรือเป็นศาสดาของใคร ท่านจึงเรียกว่าพระปัจเจก ปัจเจกก็แปลว่า รู้เฉพาะ ๆ โดยลำพัง ๆ เท่านั้น

ถึงจะพูดไปไหนก็ตาม ไม่ได้หายความกังวลที่เกี่ยวกับหมู่คณะซึ่งมาอบรมศึกษาอยู่นี้ก็ดี ที่ไม่ได้มาเกี่ยวข้องที่นี่ก็ดี ซึ่งปฏิบัติอยู่โดยลำพัง ๆ ตนเอง วิตกถึงเรื่องสิ่งที่จะทำให้ลุ่มหลงงมงายนั้น มันมีอยู่มากภายในจิตใจมีอยู่ทุกขณะ เราเป็นแต่เพียงว่าเอาความคิดความด้นความเดามาพูดมาคิดเฉย ๆ ว่าเรามาประพฤติปฏิบัติธรรม ว่าเรามีศีลเรามีธรรม เราไม่เบียดเบียนผู้หนึ่งผู้ใด เราไม่ฉกไม่ลัก ไม่ฆ่าไม่ทำลาย ไม่ขโมย ไม่ประพฤติผิดพรหมจรรย์ ไม่โกหกไม่หลอกลวง ไม่ดื่มสุราเมรัยซึ่งเป็นส่วนหยาบ ๆ เท่านั้น แต่สิ่งที่ละเอียดยิ่งกว่านั้นมันมีมากเกินกว่ามากภายในจิตใจของแต่ละดวง ๆ ซึ่งเป็นนักบวชและเป็นนักปฏิบัติ อันนี้ละสำคัญมาก สิ่งเหล่านี้มันกระซิบกระซาบ มันฉุดมันลากจิตให้เคลื่อนไหวไปตามอำนาจของมันอยู่ตลอดเวลา แต่เราทราบไม่ได้เมื่อยังไม่ถึงขั้นที่จะควรทราบได้

การปฏิบัติก็ต้องตะเกียกตะกายล้มลุกคลุกคลาน ล้มก็ล้มอะไร ก็เพราะถูกมันเตะมันถีบมันยันนั่นเอง คลานก็เพราะว่าเดินไม่ได้ มันไม่ให้เดิน ล้มก็เพราะถูกมันเตะ แน่ะ มีแต่เรื่องอันนั้นทั้งนั้น ที่ว่าล้มลุกคลุกคลานไปไม่สะดวก ก้าวไม่สะดวก นั่งไม่สะดวก ยืนไม่สะดวก เดินไม่สะดวก เพราะสิ่งเหล่านี้มันคอยขัดคอยขวางคอยเหยียบย่ำทำลาย คอยเตะคอยถีบคอยยันอยู่ตลอด แต่เราไม่ทราบ

ที่ว่าไม่สะดวก ไม่สะดวกเพราะอะไร ก็เพราะธรรมชาติอันนี้มันคล่องตัวของมันที่จะทำความไม่สะดวกแก่เรา เพื่อความสะดวกแก่มันเราไม่รู้ นี่จึงทำให้วิตก ทำไมจึงต้องวิตก ก็เพราะเคยผ่านมาแล้วเคยรู้มาแล้ว เคยเป็นอย่างนี้มาแล้วไม่ใช่ไม่เคย เพราะฉะนั้นผู้ปฏิบัติผ่านพ้นไปแล้วท่านจึงสามารถพูดได้เต็มปาก เพราะท่านผ่านมาทั้งหมดในเรื่องราวใด ๆ ดังที่กล่าวมาเหล่านี้ ผู้ปฏิบัติไม่ผ่านอย่างนี้จะรู้ไม่ได้เห็นไม่ได้ ต้องผ่านเสียก่อน

เช่นว่าล้มลุกคลุกคลาน คือความตะเกียกตะกายสู้มันไม่ได้ เมื่อสู้ไม่ได้ก็ล้มก็คลาน ไม่มีอะไรสะดวกในเวลาที่มันมีกำลังมากเรามีกำลังน้อย คือกำลังธรรมภายในใจเรามีน้อย กำลังของมันที่เป็นฝ่ายบุกรุกเราหรือเป็นข้าศึกต่อเรามีมาก เราจึงต้องหาความสะดวกไม่ได้ตลอดอิริยาบถยืนเดินนั่งนอน เพราะกำลังมันมากมันขัดมันขวางอยู่ตลอด แต่ยังไงก็ตามคำว่า วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ นี้เป็นธรรมที่เป็นรากฐานสำคัญมากทีเดียว เราจึงไม่ควรจะมองข้ามไป จะไม่พ้นจากธรรมะบทนี้ คือความพากเพียรความอุตส่าห์พยายาม เอ้า หนักก็เอาเบาก็สู้ไม่มีคำว่าถอย เช่นว่า วิริยะคือความพากความเพียร ความอุตส่าห์พยายาม ความอดความทน ตามกันไปนั่นแหละ ไปในช่องเดียวกันกับวิริยะ

สติพยายามตั้งเสมอ นั่งไม่ได้ เอ้า พยายามนั่ง เดินไม่ได้พยายามเดิน ยืนไม่ได้พยายามยืน ทำความเพียรท่าใดไม่ได้พยายามทำท่านั้นให้ได้ ได้มากได้น้อยทำไปอยู่เสมอ นี่เรียกว่าการต่อสู้ ไม่สะดวกก็สู้ด้วยความไม่สะดวกก่อน เมื่อสู้หลายครั้งหลายหนอาการต่าง ๆ จะค่อยสะดวกไปตาม ๆ กัน เช่น เดินจงกรมไม่สะดวกเพราะความหลงความลืมเหลว ๆ ไหล ๆ อยู่ภายในจิตใจ ก็จะค่อยมีสติสตังประคองความเพียรไปได้ ยืนเดินนั่งนอนที่ทำให้เผลอสติ จิตถูกกิเลสฉุดลากไปตลอดเวลาก็จะฉุดลากมาได้ หลายครั้งหลายหนเข้าก็อยู่ในเงื้อมมือของเรา พอฟัดพอเหวี่ยงกันไป

นี่ละเหตุที่เราจะทราบเรื่องความล้มลุกคลุกคลานของตน ทราบด้วยที่เราเป็นผู้สู้เองเป็นผู้ทำเอง เป็นผู้ประสบเองและเป็นผู้ต่อสู้กันเอง แล้วผ่านไปได้โดยลำดับลำดาเองทำไมจะไม่รู้ จนกระทั่งถึงขั้นราบรื่นก็ทราบ สมาธิมีในใจก็รู้ อยู่ที่ไหนก็เป็นสมาธิ เหตุใดจึงเป็นสมาธิ ก็เป็นมาจากล้มลุกคลุกคลานนั่นแหละ สู้ไม่ถอย สู้ไปสู้มาก็เป็นไปได้ กิเลสไม่ใช่ว่าเป็นของเที่ยงของแน่นหนามั่นคงอยู่ตลอดไป ถ้ามีสิ่งที่เข้าไปขัดไปแย้งเข้าไปทำลายได้อยู่ เช่นธรรม มันมีคู่ที่จะทำลายได้ เช่นอย่างธรรมก็เหมือนกัน เมื่อมีสิ่งเหล่านี้ทำลายได้ ธรรมก็หาความยั่งยืนแน่นอนไม่ได้ เมื่อธรรมเป็นสิ่งที่ทำลายกิเลสได้ กิเลสก็เป็นของที่ยั่งยืนแน่นอนไม่ได้ในเมื่อมีธรรมเป็นเครื่องทำลายกันอยู่

นี่เราจึงเรียกว่า วิริยธรรม ทำลายข้าศึกคือกิเลสประเภทต่าง ๆ ขันติธรรม สติธรรม ปัญญาธรรม นี้เป็นเครื่องทำลาย ทำลายลงเสียจนกระทั่งไม่มีอะไรเหลือเลย หมดคำว่าทำลาย นั่น ที่นี่พ้นจากวิสัยที่เป็นข้าศึกต่อกันแล้ว กิเลสก็บรรลัยไป ธรรมเครื่องต่อสู้เครื่องถอดถอนเครื่องทำลายนั้น ก็ผ่านไปตามหลักธรรมชาติของตน นั่น หมดการต่อสู้ หมดการแพ้การชนะ นั่นไม่ใช่แพ้ นั่นไม่ใช่ชนะแล้ว ทีนี้ท่านจึงเรียกว่าวิมุตติ หมายถึงหลุดพ้นจากระหว่างแห่งธรรมทั้งสองที่ต่อสู้กันนี้ไปแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้นทำไมจะไม่ทราบเรื่องราวที่เป็นมาอย่างไร

ขอให้ยึดหลักศาสดาสอนไว้ให้ดี อย่าไปสำคัญมั่นหมายตามกิเลสหลอกลวง ว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วนานเท่านั้นปีนานเท่านี้ปี กิเลสมันฝังจมอยู่ภายในจิตใจล่วงไปที่ไหน มีอดีตอนาคตที่ไหน มันฝังอยู่ในใจเราตลอด ทำไมธรรมของพระพุทธเจ้าจะไปอยู่ในอดีตโน้น อยู่อนาคตโน้น อยู่ประเทศอินเดียโน้น อยู่กับพระสรีระของพระองค์ที่ปรินิพพานไปแล้วโน้น ไม่ได้อยู่กับสติปัญญาที่พระองค์ทรงสอนไว้ในหัวใจเรานี้บ้างเลยเหรอ แน่ะ เราจะต้องคิดอย่างนั้น

นี่ละหลักการปฏิบัติต้องคิดย่นเข้ามาเสมอ ธรรมะเป็นมัชฌิมา ฟังซิว่ามัชฌิมา มีต้นมีปลายที่ไหน มีอดีตอนาคตที่ไหน มัชฌิมาอยู่ท่ามกลางหัวใจเรานี้ กิเลสก็เกิดขึ้นที่นี่ ราคะตัณหา ความโลภ ความโกรธ ความหลง ประเภทต่าง ๆ เกิดขึ้นที่ใจ สิ่งที่จะชำระสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นที่ไหน ถ้าไม่เกิดขึ้นที่ใจของผู้บำเพ็ญ ต้องเกิดขึ้นที่นี่ด้วยกัน แล้วแก้กันที่นี่ด้วยกัน หมดสิ้นข้าศึกเหล่านั้นไปก็หมดสิ้นที่ใจนี้ด้วยกัน วิมุตติหลุดพ้นพ้นกันที่นี่ บริสุทธิ์ที่นี่ ไม่ได้บริสุทธิ์ที่เมืองอินเดีย ไม่ได้บริสุทธิ์ที่ปีที่เดือน ที่กลางวันกลางคืนมืดแจ้งสว่างอะไรเลย มืดอยู่ที่หัวใจเพราะกิเลสปิดบัง แจ้งอยู่ที่หัวใจเพราะปัญญาทำลายกิเลสลงไปให้สิ้นซากไม่มีอะไรเหลือ

นตฺถิ ปญฺญาสมา อาภา ความสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี ปรากฏขึ้นที่ใจ ไม่อยู่กับมืดกับแจ้งกับสว่าง กับพระอาทิตย์พระจันทร์ กับกาลสถานที่เวล่ำเวลา เมืองอินดงอินเดีย กับพระพุทธเจ้าแต่ละองค์ ๆ ที่ไหน ๆ เลย แต่ปรากฏอยู่ที่นี่ นักปฏิบัติให้ย้อนเข้ามาที่นี่ อย่าหนีจากหลักนี้ เป็นอันว่าเราเป็นนักรบโดยถูกต้อง เป็นแนวทางที่เป็นไปเพื่อชัยชนะโดยลำดับลำดา

อย่าไปคาดไปหมายให้กิเลสหลอกไป มันหลอกอย่างนั้นละ ถ้าเวลาจะเป็นไปตามกิเลสไม่มีคิดมีอ่านอะไรเลย แต่ถ้าจะให้เป็นไปตามอรรถตามธรรม ถูกกิเลสมันขัดมันแย้งมันหลอกมันลวงว่า พระพุทธเจ้าปรินิพพานนานแล้วจะหาเอาอะไร ธรรมะท่านสอนไปแล้ว องค์ท่านก็นิพพานไปแล้วหวังเอาอะไร แน่ะฟังซิ หวังเอาอะไร ๆ มรรคผลนิพพานหมดแล้ว หมดเขตหมดสมัยแล้ว ปฏิบัติเท่าไร ๆ ก็ไม่ได้ นั่น ก็ตัวกิเลสมันปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพานที่ไหนกัน เราไม่คิดถึงตัวของมันบ้างเหรอ มันเป็นข้าศึกต่อธรรมล้วน ๆ มันจะมาสร้างมรรคผลนิพพานให้แก่เราได้อย่างไร

เพราะฉะนั้นการที่มันโกหก จึงเหมาะสมกับความที่มันเป็นภัยต่อธรรมอยู่แล้ว เราทำไมจึงเชื่อความเป็นภัยของมันว่าเป็นคุณแก่ตนเอง ถ้าไม่โง่จนหาที่อภัยไม่ได้เท่านั้น ทั้ง ๆ ที่เราเป็นนักบวชด้วย ถือพุทธศาสนาก็ว่าถือแล้ว จนถึงกับว่าตัวเป็นนักบวช ทำไมไม่คิดย้อนหน้าย้อนหลังถึงความได้ความเสียของมัน มันเอาความได้อะไรมาให้เรา คำว่ากิเลส ๆ ก็คือตัวมาร ตัวข้าศึกของธรรมทั้งนั้น เหตุใดจึงไปเชื่อมันเอานักหนา

ธรรมประกาศกังวานอยู่ตามคัมภีร์ใบลาน ตามครูตามอาจารย์ สุดท้ายก็มาประกาศกังวานอยู่ภายในจิตใจของเราเอง ทำไมเราไม่สนใจยึดเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นหลักเกณฑ์ของเรา นี่ละเราเสียเปรียบกิเลสที่ตรงนี้ ชาวพุทธทั้งหลายเราเสียเปรียบที่ตรงนี้ ถ้าไม่หยั่งเข้าภาคปฏิบัติเสียก่อนจะไม่เห็นเรื่องราวนี้เลย เรื่องราวนี้จะเกิดขึ้นจากภาคปฏิบัติในวงปัจจุบันจิตปัจจุบันธรรมล้วน ๆ ไม่เกิดจากอดีตอนาคตที่ไหน นั้นมีแต่กิเลสมันหลอกไป ๆ ส่วนธรรมท่านไม่ได้หลอก เอาตรงนี้เลย นักปฏิบัติให้ยึดหลักนี้ไว้ให้ดี

นี่ที่ว่าเป็นห่วง เป็นห่วงอย่างนี้แหละเป็นห่วงหมู่เพื่อน เพราะการปฏิบัตินี้ไม่เหมือนอะไร วิธีแก้ตัวเองก็เหมือนกัน ต้องฝืนกันทั้งนั้นฝืนกระแส คำว่ากระแสคือกระแสของกิเลส ไม่ใช่กระแสของธรรม โสตะ ๆ นั่นกระแสของธรรม ท่านว่าโสดาบัน ๆ ผู้ถึงกระแส คือกระแสแห่งพระนิพพานพาดพิงถึงแล้ว นั่น ส่วนกระแสของกิเลสมันทำลายกระแสแห่งธรรมโดยลำดับลำดา ให้ยึดหลักนี้เป็นสำคัญ

ธรรมที่พระพุทธเจ้านำมาประกาศสอนโลกนี้ เป็นธรรมที่พระองค์ทรงค้นพบโดยลำพังพระองค์เท่านั้น ไม่มีครูมีอาจารย์ใดที่จะสามารถนำธรรมเหล่านี้มาสอนพระองค์ได้เลย พระองค์ทรงค้นเองเห็นเอง แล้วนำธรรมอันออกจากผลคือความบริสุทธิ์พุทธะเรียบร้อยแล้วนั้นมาสั่งสอนสัตว์โลก เป็นกิริยาอาการออกมาทั้งฝ่ายเหตุฝ่ายผล คือฝ่ายละฝ่ายบำเพ็ญ ตลอดถึงผลที่ได้รับ แสดงไว้บอกไว้เป็นกิริยาอาการแต่ละอย่าง ๆ ยังไม่สำเร็จประโยชน์อันใดสำหรับผู้ได้ยินได้ฟัง เพราะเป็นกิริยาแห่งธรรม ต่อเมื่อตนได้นำกิริยาแห่งธรรมที่ท่านสอนไว้แล้วนั้นเข้ามาประยุกต์กับหัวใจของเรา มาประกอบกับหัวใจของเรา มารบกับข้าศึกที่มีอยู่ภายในจิตใจของเรานี่แหละ ทีนี้ความรู้อันนี้จะเริ่ม เช่นเดียวกับความรู้ของพระพุทธเจ้ากลายเป็นภาวนามยปัญญาขึ้นมา

ปัญญาทีแรกก็ได้ยินจากครูจากอาจารย์ เรียกว่า สุตมยปัญญา เกิดอุบายต่าง ๆ ขึ้นมาจากการได้ยินได้ฟังคิดอ่านไตร่ตรอง หรือนำธรรมของท่านที่เทศน์แล้วสอนแล้ว เราได้ยินได้ฟังแล้วจากท่าน ไปคิดอ่านไตร่ตรองพินิจพิจารณา นี่ก็เป็น จินตามยปัญญา เกิดขึ้นจากการพินิจพิจารณาไตร่ตรอง ปัญญาทั้งสองนี้เป็นกิ่งก้านของภาวนามยปัญญานั่นละ ภาวนามยปัญญานั้นแลเป็นองค์แห่งปัญญาแท้

เบื้องต้นก็ล้มลุกคลุกคลานเสียก่อนดังที่พูดตะกี้นี้ เมื่อบำเพ็ญไป ๆ สติก็ดีขึ้น ปัญญาก็เริ่มไหวตัว สมาธิมีความแน่นหนามั่นคง แต่ก่อนเคยได้ยินแต่อยู่ในตำรับตำราว่า สมาธิคือความตั้งมั่น สมาธิคือความมั่นคงของจิต ว่าไป ๆ นั้นเป็นชื่อของสมาธิซึ่งจะเกิดขึ้นภายในจิตใจของเราผู้ปฏิบัติ แต่ยังไม่เกิดเพราะเรายังไม่ได้ทำ จะได้ยินแต่ชื่อได้เห็นแต่ชื่อในตำราเสียก่อน

ทีนี้เอาชื่อในสมาธินี่แหละ คือความตั้งมั่น เราจะทำอย่างไรให้จิตตั้งมั่น ต้องภาวนาอย่างนั้น ๆ นี่บอกวิธีการ เช่น กำหนดพุทโธ ๆ หรือคำบริกรรมคำใดก็ตาม ยืนอยู่กับคำนั้น ๆ มีสติสตังตั้งไว้กับคำนั้น ๆ เป็นคำบริกรรม จิตมีความเชื่องเข้ามาโดยลำดับ ๆ จนกลายเป็นความสงบเย็นลงไป เรียกว่าจิตรวมจิตสงบ พอสงบหลายครั้งหลายหนเข้าไป จิตก็กลายเป็นสมาธิขึ้นมา คือความตั้งมั่นเป็นฐานของตัวเองมั่นคงขึ้นมา ที่เราเคยได้ยินได้ฟังได้อ่านในตำราซึ่งมีแต่ชื่อนั้น กลับมาเป็นตัวของตัวขึ้นมา เป็นสมาธิขึ้นมาที่ใจของเราแล้วทีนี้ นั่น

นี่ละถ้าพูดถึงว่าภาวนา ภาวนามยปัญญา หรือภาวนามยสมาธิ สมาธิสำเร็จขึ้นจากการภาวนาอย่างนี้ เราอย่าว่าแต่ภาวนามยปัญญา ภาวนามยสมาธิก็เป็นได้ คือสมาธิสำเร็จด้วยการภาวนา นี่เวลาแปลออกตามศัพท์นะ ส่วนภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดขึ้นหรือว่าสำเร็จขึ้นมาจากการภาวนา การอบรม การพิจารณาคลี่คลาย แน่ะ สมาธิก็เหมือนกัน ภาวนามยสมาธิ สมาธินี้เกิดขึ้นสำเร็จขึ้นด้วยการภาวนา เช่น เราบริกรรมคำนั้นคำนี้เป็นต้น ที่นี่ก็เริ่มปรากฏขึ้นมา สมาธิเมื่อเราทำอยู่โดยสม่ำเสมอยังไงก็ไม่พ้น เพราะความสม่ำเสมอของสมาธิความสงบของสมาธิ เป็นสิ่งที่ดึงดูดจิตใจให้มีความเพียรแก่กล้าขึ้นโดยลำดับลำดา จะไม่ขี้เกียจ

คนมีสมาธิภายในจิตใจ อยู่ตามปกติใจก็มีความเยือกเย็น ไม่วุ่นวาย ไม่ส่ายแส่ ไม่หิวโหยโดดโน้นโดดนี้ กินไม่อิ่มก็คือเรื่องอารมณ์ของใจที่คิด คิดไม่อิ่มไม่พอ คิดเท่าไรยิ่งฟุ้งซ่านวุ่นวาย ยิ่งคิดวุ่นไปหมด นี่คือคิดด้วยอำนาจของกิเลส ทำให้เกิดความหิวโหยไปเรื่อย ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงกับว่าเสียตัวไปด้วยความคิด เป็นบ้าเป็นบอไปด้วยความคิด ถ้าไม่มีสติธรรมปัญญาธรรมเข้ายับยั้งเข้าห้าม เพราะฉะนั้นจึงต้องอาศัยสติธรรม ปัญญาธรรม เข้าเป็นองค์ภาวนา และบังคับจิตให้อยู่ในคำบริกรรมบทใดบทหนึ่ง นี้ละเป็นการสร้างสมาธิขึ้นมา สร้างแบบนี้

พอสร้างขึ้นแบบนี้จนปรากฏเป็นความสงบขึ้นที่ใจของตนเองแล้ว ทีนี้ปัญญาเริ่มพินิจพิจารณา เพราะสมาธิคือความอิ่มตัวความอิ่มใจ ใจอิ่มตัวใจไม่หิวโหย อยากคิดโน้นอยากคิดนี้เหมือนแต่ก่อน เพราะใจมีธรรมเป็นเครื่องเสวย มีความสงบเย็นสบายอยู่ภายในจิต จากนั้นก็พาพิจารณาทางด้านปัญญา

นี่ท่านว่า สมาธิปริภวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา คือสมาธินั้นเป็นบาทเป็นฐาน เป็นเครื่องหนุนที่จะให้เกิดปัญญาได้เร็วผิดธรรมดาของผู้ไม่มีสมาธิเป็นไหน ๆ พูดง่าย ๆ ว่าอย่างนั้น ท่านว่าสมาธิเป็นเครื่องหนุนปัญญาทำปัญญาให้เกิดขึ้นได้ แน่ะ แต่ไม่ใช่สมาธิเป็นปัญญานะ ผู้ได้สมาธิแล้วจะเป็นปัญญาขึ้นมาเองอย่างนั้นไม่ถูก ต้องพาให้ทำงานปัญญาถึงจะเกิด เมื่อจิตไม่หิวโหยจิตมีความอิ่มตัว พาทำการทำงานอะไรย่อมยอมทำตาม ไม่ส่ายแส่เร่ร่อนเหมือนอย่างแต่ก่อนที่กำลังหิวโหยด้วยอารมณ์แห่งกิเลสทั้งหลาย

ใจมีความสงบเย็นแล้วย่อมพิจารณาในธรรมทั้งหลายได้ด้วยความสะดวก จากนั้นก็เห็นเหตุเห็นผลไปโดยลำดับลำดา เห็นตามความจริง ไม่ฝืนความจริงที่มีอยู่ทั้งหลายทั้งภายนอกภายใน นั่นละท่านเรียกว่าปัญญา เห็นตามความจริง สิ่งที่จะปล่อย ปล่อยไปเรื่อย ๆ สิ่งที่จะบำเพ็ญให้มากขึ้นก็บำเพ็ญให้มีความมากขึ้น หรือแน่นหนามั่นคงขึ้นโดยลำดับลำดา นั่นท่านเรียกว่าปัญญาทำให้แจ้ง ภาวิตา พหุลีกตา หรือ ภาวิโต พหุลีกโต ทำอยู่เรื่อย ๆ ไม่หยุดไม่ถอย ทำให้มากเจริญให้มาก นั่น ปัญญาก็เจริญให้มาก

ทีนี้เมื่อปัญญาได้ค่อยเข้าอกเข้าใจในแง่ต่าง ๆ แล้ว ย่อมจะค่อยปล่อยวางไปโดยลำดับลำดา นั่นละท่านเรียกว่าภาวนามยปัญญา ปัญญาอันนี้ละเป็นปัญญาที่รักษาตัวได้โดยไม่ต้องสงสัย ปัญญาในความจำมันเป็นสัญญา ไม่ใช่ปัญญาในความจริงที่เกิดขึ้นมาจากการปฏิบัติของตนเองมีจิตตภาวนาเป็นสำคัญ ท่านจึงเรียกว่าภาวนามยปัญญา ปัญญานี้เกิดขึ้นเองคล้ายคลึงหรือเช่นเดียวกับปัญญาของพระพุทธเจ้าเกิด

เวลาจะรู้จะเห็นสิ่งต่าง ๆ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราไม่ประมาทนะ นั้นเป็นเงื่อนเป็นโอวาท เป็นกิริยาอันหนึ่งที่เราจะยึดมาเป็นเครื่องมือ เพื่อถากเพื่อถาง เพื่อขุดเพื่อค้นลงไป ๆ แต่เวลาถากเวลาถางเราเป็นผู้ทำเอง เวลาขุดค้นลงไปเจอก็เราเป็นผู้เจอเอง อ๋อ เป็นอย่างนี้ ไม่ใช่พระพุทธเจ้ามาเจอให้นะ ไม่ใช่ครูอาจารย์มาเจอให้เรา เราเป็นผู้เจอเอง เช่น ขุดน้ำ เอ้า นี่จอบนี่เสียมขุดลงไป น้ำมีอยู่ตรงนี้แหละว่างั้น เราขุดลงไป ๆ แล้วไปเจอน้ำก็เราเป็นผู้เจอเอง นี่ละที่ท่านว่า สนฺทิฏฺฐิโก ๆ จากภาคปฏิบัติเป็นอย่างนี้

สรุปแล้วท่านว่า ภายนามยปัญญา ปัญญาเกิดขึ้นจากการภาวนา คือหมุนตัวเป็นเกลียวไปเลย ปัญญาประเภทนี้แหละเป็นปัญญาที่เข้มแข็ง เป็นปัญญาที่แน่ใจ เป็นปัญญาที่สนิทใจตายใจของตัวเองโดยลำดับลำดา จึงเรียกว่า สนฺทิฏฺฐิโก ๆ ประทับตราลงไปเรื่อย ๆ ๆ นี่ละพระสาวกทั้งหลายรู้อย่างนี้ รู้ทีแรกรู้ตามอาการที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนเสียก่อน ยังไม่เห็นด้วยตนเอง จึงเรียกว่า สาวโก ๆ แปลว่าผู้สดับผู้ฟัง ฟังแล้วนำมาคิดมาไตร่ตรอง นำมาขุดมาค้นจนกระทั่งเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่เราขุดค้นลงไปนั้น เช่น เห็นน้ำก็เห็นได้ชัด และเห็นอรรถเป็นธรรมเห็นอย่างไรบ้าง ก็เห็นด้วยปัญญาของตัวเอง ๆ ชัดเจนลงไป ๆ จนกระทั่งเห็นได้หมดโดยสิ้นเชิงไม่มีอะไรเหลือ รู้ได้หมด ละได้หมดบรรดาสิ่งที่ควรละ บรรดาสิ่งที่ควรรู้รู้ได้หมดด้วย สนฺทิฏฺฐิโก ๆ นี่เรียกว่าเป็นสมบัติของเราแท้ ๆ

เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้ามีธรรมเป็นสมบัติของพระองค์ เป็นศาสดาเอกขึ้นมาจากความมีธรรมเป็นสมบัติของพระองค์ และเราได้ยินได้ฟังได้หยิบยืมเอาธรรมะจากพระพุทธเจ้ามาประพฤติปฏิบัติ แล้วปรากฏเป็นผลขึ้นมาในตัวของเราเอง เห็นประจักษ์ในตัวของเราเอง ๆ โดยลำดับลำดา นี่ท่านเรียกว่าธรรมเกิด เกิดที่ใจ ปัญญาเกิดที่ใจ ปัญญาเกิดก็เพื่อทำลายกิเลสที่เป็นข้าศึกทั้งหลาย กิเลสบรรลัยไปธรรมก็เกิด ธรรมแท้ก็เต็มหัวใจของเรานี้ รู้ที่ตรงนี้ ๆ นี่เรียกว่าธรรมเกิด เกิดที่ใจ เกิดจากภาคปฏิบัติ

ทีนี้เป็นสมบัติของเราแท้แล้ว ไม่เสื่อมไม่สูญไม่อันตรธานหายไปไหน เมื่อถึงขั้นที่ควรอยู่ยงคงกระพัน หรือถึงขั้นที่คงเส้นคงวาแล้ว ไม่เปลี่ยนไม่แปลงไม่สูญหายไปไหน ไม่มีวันไม่มีคืน ไม่มีกาลสถานที่ ไม่มีเวล่ำเวลา เป็นหลักธรรมชาติอยู่อย่างนั้นตลอด ท่านจึงว่านิพพานเที่ยง อะไรเที่ยง นิพพานเที่ยง นิพพานคืออะไร ก็คือใจที่บริสุทธิ์ล้วน ๆ ธรรมกับใจเป็นอันเดียวกันแล้วอย่างสมบูรณ์ นั้นแลท่านเรียกว่านิพพานเที่ยง เอาตรงนั้น

นิพพานจึงไม่ใช่ อนิจฺจํ นิพพานจึงไม่ใช่ ทุกฺขํ นิพพานจึงไม่ใช่ อนตฺตา นิพพานจึงไม่ใช่ไตรลักษณ์ ว่านิพพานเป็น อนตฺตา ๆ ถ้านิพพานเป็น อนตฺตา แล้ว ไตรลักษณ์คืออะไร พิจารณาเพื่ออะไร ไตรลักษณ์คือ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา พิจารณาเพื่อพระนิพพาน เมื่อถึงพระนิพพานแล้วทำไมนิพพานจึงจะมากลายเป็น อนตฺตา ไปเสีย ซึ่งเป็นเรื่องของไตรลักษณ์ นิพพานวิเศษอะไรเมื่อเป็นเช่นนั้น

นั่นพิจารณาอย่างนี้ซิ ให้เห็นอย่างนี้ซินักปฏิบัติ ถ้าลงได้เห็นด้วยหัวใจเจ้าของแล้วไม่มีสะทกสะท้าน พูดได้เต็มปากทีเดียว ขอให้เห็นเถอะน่ะ นี่ไม่เห็นละซิมีแต่ความจำ เอามาโฆษณาป้าง ๆ ข้าก็ว่ารู้ เขาก็ว่ารู้ ใครก็ว่ารู้ มีแต่คนรู้ รู้แต่ลมแต่แล้งมองหาความจริงไม่ได้ในหัวใจ นี่ที่ว่ารู้ด้วยความจำเป็นอย่างนั้น รู้มากเท่าไรยิ่งเพิ่มกิเลสตัณหาทิฐิมานะความสำคัญมั่นหมายว่าตนรู้มากขึ้นเพียงนั้น เลยกลายเป็นเรื่องโง่ลงไปมาก แทนที่จะเป็นเรื่องฉลาดดังความสำคัญของตน

แต่ภาคปฏิบัติไม่เป็นอย่างนั้น ปฏิบัติรู้เท่าไร ๆ ยิ่งปล่อยยิ่งวางความสำคัญมั่นหมายต่าง ๆ หมดไป ๆ จนกระทั่งถึงความบริสุทธิ์เต็มที่แล้วปล่อยโดยประการทั้งปวงไม่มีอะไรเหลือเลย ว่าเรารู้เราฉลาดก็ไม่เห็นสำคัญ ว่าเราเหนือคนนั้นเราเหนือคนนี้ก็ไม่เห็นสำคัญ ว่าเราดีกว่าใครก็ไม่เห็นสำคัญ ว่าเราเลวกว่าใครก็ไม่เห็นมีความสำคัญภายในตัว เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าหรือพระสาวกทั้งหลายจึงเข้าได้กับสัตว์ทุกประเภทอย่างสนิทใจเพราะไม่ถือตัว มีแต่ความเมตตาสงสาร ไม่มีใครที่จะรู้ได้อย่างนี้เห็นอย่างนี้ อันนี้เป็นสิ่งที่ควรจะนำประกาศสอนโลกให้โลกได้เอื้อมมาให้ถึงธรรมชาติอันนี้ จึงทรงมีความเมตตาสั่งสอนสัตว์โลก นี่เพราะอันนี้เอง

เราอย่าเห็นแก่อะไรนะนักปฏิบัติ และอย่าตื่นเรื่องของกิเลสมันหลอก ให้หนักในธรรม ให้สังเกตสังกาเสมอ ได้เห็นได้ยินได้ฟังได้สัมผัสสัมพันธ์กับเรื่องอะไร อยู่ด้วยกันมีจำนวนมากน้อยเพียงไร อย่านำกิเลสมาคละเคล้ากัน อย่านำมาเตะมาถีบกันมาทำลายกัน เรื่องของกิเลสไปที่ไหนต้องทำลายนะ ให้เข้าใจเรื่องของมันเสมอ มันอยู่ในหัวใจของแต่ละดวง ๆ นี้แหละไม่ได้อยู่ที่ไหน ถ้าเล่ห์เหลี่ยมของเราไม่ทันมัน สติปัญญาเราไม่ทัน นั้นละมันจะทำลายทั้งเรา ทำลายทั้งคนอื่นให้.. ถ้าเป็นน้ำก็ขุ่นเป็นตมเป็นโคลนไปหมด ถ้าเป็นไฟก็เผาไหม้ไปหมดทั้งลำเป็นลำตายมอดไหม้ได้ทั้งนั้นละ กิเลสไม่ได้ไว้หน้าใคร เพราะฉะนั้นเราผู้เป็นนักปฏิบัติจึงไม่ควรไว้หน้ากิเลส ไม่ควรไว้ใจกิเลส

ต้องเอาให้ดีนักปฏิบัติ พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้มีกาลสถานที่เมื่อไร ดังที่พูดแล้วนั่น เอาลงไปที่หัวใจซี เวลานี้ใจไม่วิเศษวิโสมีแต่ความเลวก็เพราะกิเลสพาให้เลว กิเลสครอบหัวใจไว้ มองไปเห็นแต่กิเลสไม่ได้มองเห็นใจเลย กิเลสเป็นยังไงมันครอบหัวใจไว้หุ้มห่อหัวใจไว้มีแต่ขี้ ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง ก็อยู่ที่นั้น แน่ะ วิเศษวิโสอะไรฟังว่าขี้นั่น ทำลายให้แหลกแตกกระจายไปหมดไม่มีอะไรเหลือจะมีขี้มาจากไหน แสนสบาย ๆ

ท่านว่า นิพฺพานปรมํ สุขํ นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ เราไปหามองดูที่ไหน มองเมฆก็เป็นเมฆ มองหมอกเป็นหมอก มองฟ้าเป็นฟ้า มองไปไหนหลอกไปทั้งนั้นแหละ อะไรปิดพระนิพพานไว้เวลานี้ไม่มองตรงนั้น แน่ะ ก็มีแต่กิเลสเท่านั้นปิดพระนิพพานไว้ เหมือนความมืดปิดความสว่างไว้ เปิดไฟขึ้นซิ ความมืดจะเคยมืดมาตั้งกัปตั้งกัลป์ มันจะเอามาอวดอ้างไม่ได้นะ มาเป็นข้อยืนยันไม่ได้ เปิดไฟจ้าขึ้นทีเดียวเท่านั้น ความมืดจะกระจายไปหมดไม่มีอะไรเหลือเลย เหลือแต่ความสว่างจ้า นั่น ทีนี้กิเลสมันจะเคยมืดมากี่กัปกี่กัลป์ จะเอาเป็นข้อแก้ตัวไม่ได้ ขอให้ ปญฺญา ปทีโป เถอะ ฟาดลงไปในนั้นมันจะสว่างจ้าไปหมดเลย กิเลสพังทลายแล้วความมืดจะมีที่ไหน ก็กิเลสเท่านั้นพาให้มืด ธรรมท่านไม่ได้พาให้มืด นตฺถิ ปญฺญาสมา อาภา ปัญญาพาให้มืดเมื่อไร ฟาดลงไปให้เห็นชัดเจนนั่นซิ

ความจริงพระพุทธเจ้าสอนไว้อย่างไม่มีปัญหาอะไรเลย มีปัญหาแต่ตัวจิตดวงที่กิเลสครอบหัวใจไว้เท่านั้นเอง มันเป็นปัญหาไปหมด ถ้าลงกิเลสได้ครอบตรงไหนแล้วเป็นปัญหาไปทั้งนั้น สร้างแต่ปัญหาสร้างแต่เหตุแต่การณ์ เมื่อธรรมะได้พังทลายสิ่งที่เป็นปัญหานี้ออกหมดแล้ว อยู่ไหนก็ไม่เป็นปัญหาแหละ จะเอาปัญหาอะไรมาจากไหน ปัญหาจึงเป็นเรื่องของกิเลสทั้งมวล เรื่องสมมุติทั้งมวล เมื่อได้สิ้นสุดเรื่องปัญหาที่ว่าเป็นสมมุติทั้งมวลนี้แล้วจะเอาปัญหามาจากไหนไม่มี สบาย ไม่ถาม ถามหานิพพานถามทำไม นิพพานอยู่ตรงไหน ๆ ถามไปทำไม คนหลงถึงถาม ไม่หลงถามทำไม

พระพุทธเจ้าสอนไว้แล้ว สนฺทิฏฺฐิโก ๆ จะเห็นเอง จะรู้เอง เอ้า ๆ ปฏิบัติลงไปตามคำตถาคตที่สอนไว้แล้วนี้ สวากขาตธรรม ๆ ตรัสไว้ชอบแล้ว ๆ ไม่ว่าธรรมบทใดบาทใดมีแต่ชอบทั้งนั้น ปฏิบัติให้ชอบนี้เถอะ ไอ้เรื่อง นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ อยู่ที่ไหนนั้นจะรู้เองในหัวใจนี่แหละ ไม่ได้นอกเหนือไปจากนี้ผู้ที่จะรู้นิพพานน่ะ

อย่าตื่นโลกตื่นสงสาร มันเคยเป็นโลกมาเท่าไร เป็นกิเลสมาเท่าไร ตื่นมันหาอะไร วิเศษวิโสอะไร ตื่นธรรมซีเราไม่เคยได้รับ เห็นไหมเห็นธรรม เห็นแต่เรื่องกิเลส มันเอาถลอกปอกเปิกอยู่ตลอดเวลา อิริยาบถต่าง ๆ มีแต่เรื่องของกิเลสเอาถลอกปอกเปิก มันเตะมันถีบมันยันกลิ้งไปกลิ้งมายิ่งกว่าลูกฟุตบอลเรายังไม่รู้อีกเหรอ เอาธรรมให้ได้เตะกิเลสให้มันแหลกไปดูซี ทำไมธรรมจะเตะกิเลสไม่ได้ ธรรมเป็นของวิเศษยิ่งกว่ากิเลส เอาให้มันแหลกให้ได้ซิ ต้องแหลกได้ ไม่แหลกได้พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาเอกขึ้นมาไม่ได้ พระสาวกทั้งหลายสิ้นกิเลสไม่ได้ เเน่ะ

ต่อไปนี้จะไม่มีแล้วนะ หายาก ๆ โดยลำดับลำดา พอพูดนี้ก็เลยระลึกถึงท่านเจ้าคุณพรหมมุนี วัดนรนาถฯ วันหนึ่งเราไปกราบเยี่ยมท่าน ท่านก็พูดเรื่องผ้ากาสาวพัสตร์ คือผ้าย้อมฝาดที่เราครองไปนั้นเป็นเหตุเฉย ๆ ท่านไม่ได้มายกย่องเรา ท่านไม่ได้มาถือเราเป็นสำคัญอะไรหรอก ถึงจะสำคัญก็ให้เป็นเรื่องของท่าน แต่เราเองไม่ได้สำคัญว่าตนเป็นคนสำคัญดังที่ท่านว่านั้น เพราะงั้นเราจึงนำมาพูดได้อย่างเต็มปาก เพราะเราไม่ไปยึดไปถือคำเหล่านั้น แต่ยึดมาเป็นธรรมเพื่อผู้ได้ยินได้ฟัง เพื่อผู้มาศึกษาให้ได้นำไปคิดไปพิจารณา

พอก้าวเข้าไป ท่านพอเหลือบมองมาปั๊บท่านขึ้นผางเลยนะ ไม่ทราบว่าเป็นยังไง เอ้า พระหายากมาแล้ว คือหมายความว่าผ้ากาสาวพัสตร์นี่ สีนี้เป็นสีที่ทำลายกงจักรวัฏจักรวัฏจิตได้โดยไม่ต้องสงสัย ผ้ากาสาวพัสตร์อันนี้ พระหายากมาแล้ว ท่านพูด ๆ ติดปากยังไงไม่ทราบ มันเป็นยังไง คงไปสะดุดอยู่ในภายในใจของท่าน พระหายากนับวันจะหายากนะ และนับวันจะหายากเข้าโดยลำดับลำดา จนกระทั่งถึงหาไม่เจอนะ ท่านว่า แล้วไอ้พระหาง่ายนี้นับวันแต่จะหาง่าย ๆ ไปไหนมีแต่พระหาง่ายเกลื่อนตลาด น่าอิดหนาระอาใจ ก้าวไม่ระวังไม่ได้นะ โดนแต่พระหาง่าย ๆ ทั้งนั้น ขาหักแข้งหักไป ท่านว่าอย่างนี้ ไอ้สิ่งที่หายากมีแต่จะหายากไปโดยลำดับลำดาจนกระทั่งไม่มี สิ่งที่หาง่ายนับวันแต่จะหาง่ายขึ้นไปโดยลำดับลำดา ท่านว่ายังงี้ ท่านพูด ๆ ไม่ยิ้มไม่เยาะอะไรนะ ท่านพูดอย่างขึงขังตึงตัง รู้สึกว่าท่านจะมีอะไรของท่าน เราเป็นคนฟังก็นำมาพิจารณา

นี่เราไม่ได้หมายถึงว่าท่านมายกมายอเราว่าเป็นพระหายากอะไร ผมไม่ได้คิดอย่างนั้น ผมคิดว่าผ้ากาสาวพัสตร์แปลว่าผ้าย้อมด้วยน้ำฝาด เพราะส่วนมากในกรุงเทพฯ ไม่ค่อยมี มีแต่พระในวงกรรมฐานที่ครองผ้าสีแก่นขนุน สีผ้าย้อมฝาด ท่านก็ถือเอานั้นละเป็นเหตุ ท่านพูดท่านไม่ยิ้มนะ ท่านพูดแบบจริงจัง เพราะท่านก็เป็นผู้สนใจในทางด้านปฏิบัติองค์หนึ่งเหมือนกัน เราเคยคุยกับท่านมาไม่รู้กี่ปีแล้วแหละ สนิทสนมกับท่านมานาน ท่านไม่ค่อยจะเล่นกับโลกอะไรนักหนาละ พอไปเจอกันนี้ก็คุยกันแต่ธรรมะล้วน ๆ เช่นเดียวกับท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ วัดโพธิสมภรณ์ ซึ่งเป็นอุปัชฌายะเรา นี่คุยเท่าไรกี่ชั่วโมงก็มีแต่ธรรมล้วน ๆ ท่านก็เหมือนกันอย่างนั้น ทำให้สะดุดใจ ท่านพูดไม่หยุดปาก จนกระทั่งลาท่าน ท่านยังพูดอีก

หาที่ไหนหายาก ไอ้ความขยันมันไม่มี มันหายากในตัวของเราแต่ละองค์ ๆ เอาตรงนี้ เอามาสอนเจ้าของตรงนี้ซิ ศรัทธาก็หายาก ไม่ค่อยเชื่อเหตุเชื่อผลเชื่ออรรถเชื่อธรรมยิ่งกว่าเชื่อกิเลส แน่ะ ย้อนเข้ามานี้ซิ วิริยะที่เพียรอรรถเพียรธรรมก็ไม่มากยิ่งกว่าการเพียรไปตามกิเลส แน่ะ สติก็คิดจดจ่อไปกับกิเลส ต่อเนื่องไปกับกิเลส ปัญญาก็คิดอ่านเป็นเรื่องของกิเลสไปเสีย กลายเป็นปัญญาของกิเลสไม่ใช่ปัญญาของธรรมไปเสีย นั่น

มันหายาก ๆ หาที่ตรงไหน เอามาคิดซิ พินิจพิจารณาซิ นักปฏิบัติย้อนเข้ามาปฏิบัติ นำมาประพฤติปฏิบัติต่อตัวเองให้เป็นอุบายแก้ไขตนเองอย่างนี้ซิ ท่านพูดอย่างนั้น ไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องผู้หนึ่งผู้ใด โอปนยิโก น้อมเข้ามาหาตัวเอง มันหายากไหมสิ่งเหล่านี้ที่ว่าเหล่านี้ ศรัทธาเชื่อในอรรถในธรรมหายากไหมในตัวของเรา มีไหมศรัทธาจริง ๆ จัง ๆ นั่นน่ะ มันมีแต่ศรัทธาเชื่อกิเลสนั่นน่ะ นั่นหายากตรงนั้นแหละ

ไอ้ศรัทธาที่ว่าหาง่าย ๆ เหมือนอย่างว่าพระที่หาง่าย หาง่ายเรื่อย ๆ ไป คือว่าศรัทธาเชื่อกิเลสมันนับวันหาง่ายไปโดยลำดับลำดา วิริยะก็เพียรไปตามกิเลส นับวันหาง่ายไปโดยลำดับลำดา ความอดความทนสติปัญญาทุกแง่ทุกมุม มันคิดมันอ่านมันตรอง มันจดจ้องไปทางเรื่องของกิเลสทั้งนั้น กิเลสเอาไปใช้หมด นี่หาง่าย

ในตัวของเราแต่ละคน ๆ สิ่งเหล่านี้นับวันหาง่ายไปโดยลำดับลำดาถ้าไม่รู้สึกตัว ไอ้ส่วนที่หายากก็ตรงกันข้าม ความเชื่อในอรรถในธรรม ความตะเกียกตะกายในอรรถในธรรมนั้นหายาก ๆ แทบจะไม่มี นั่นละแยกเข้ามานี่ซิ ย้อนเข้ามาหาตัวเอง จึงว่า โอปนยิโก จะให้เสียผลเสียประโยชน์ไปอะไร

ท่านพูดอย่างนั้นเพื่ออะไร พิจารณาว่าอย่างไร พิจารณาว่าอย่างนี้แหละ ให้เป็นผลเป็นประโยชน์แก่เราผู้ได้ยินได้ฟังนี่หายาก ให้เป็นพระทรงอรรถทรงธรรม ทรงเหตุทรงผล ทรงศีลทรงสมาธิทรงปัญญา ทรงวิมุตติหลุดพ้น ทรงมรรคผลนิพพานเต็มหัวใจนี่ซิ

ศาสนธรรมของพระพุทธเจ้าไม่ใช่โมฆะนี่นา เป็นตลาดแห่งมรรคผลนิพพานล้วน ๆ ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ เป็นมัชฌิมาตลอดเวลา เป็นมัชฌิมาแห่งมรรคผลนิพพานอยู่ตลอด ขอให้ปฏิบัติตามหลักธรรมที่ท่านสอนนี้เถิด ไปมัวคำนึงคำนวณกับเรื่องกิเลสตัณหาอาสวะที่มันหลอกลวงสัตว์โลกทั้งหลาย ให้จมอยู่ในเรือนจำของมันตลอดมานั้นเกิดประโยชน์อะไร

เราเป็นนักธรรมะ ศาสดาของเราไม่ใช่คนโง่ คนผู้ปราบกิเลสให้ราบคาบไปแล้ว ทำไมเราจะไม่ยกศาสดา โอวาทของศาสดามาปราบกับกิเลสทั้งหลายบ้าง ให้มันราบไปจากจิตใจของเรานี้ ให้ได้เห็นบ้างซิว่าเป็นยังไงมรรคผลนิพพาน เมื่อกิเลสราบลงไปแล้วไม่ต้องถามแหละมรรคผลนิพพาน เดี๋ยวนี้กิเลสนั่นแหละเหยียบเอาไว้ไม่ให้เห็น พอกิเลสพังลงไปแล้วทำไมจะไม่เห็น

เอาละ พูดเท่านี้ละ เหนื่อยแล้ว


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก