พยายามดูข้าศึกในใจ
วันที่ 10 มกราคม 2545
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

พยายามดูข้าศึกในใจ

สรุปทองคำและดอลลาร์วันที่ ๙ เมื่อวานนี้ ทองคำได้ ๑๓ บาท ๕ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๕ ดอลล์ พี่น้องทั้งหลายให้เริ่มนะ เวลานี้ทองคำ ดอลลาร์ เงินสดเราเจออยู่เรื่อย ๆ นะ ต่อจากนี้ไปก้าวเดินอีกเพื่อชาติของเรา เท่าที่เราได้อุตส่าห์พยายามมา ด้วยความรักชาติ ความสามัคคี ความเสียสละของเรา รู้สึกว่าเป็นที่ภาคภูมิใจมาเป็นลำดับ อย่างที่ผู้ว่าการแบงก์ชาติมาชี้แจงให้ทราบที่สวนแสงธรรม ว่าเป็นที่พอใจ นี่ผลหรือคุณค่าแห่งการรวมตัวของผู้รักชาติทั้งหลาย แตกกระจายออกไปเป็นความสามัคคี ความเสียสละ คิดดูซิเงินติดหนี้เขารอจะจม หายใจแขม่ว ๆ อยู่แล้วยังฟื้นขึ้นมาได้อย่างเต็มตัวเลยเชียว นี่คุณค่าแห่งความสามัคคีกัน ออกมาจากความรักชาติของเรา รู้สึกว่าคราวนี้อบอุ่นขึ้นโดยลำดับนะ

อย่างดอลลาร์ที่ติดหนี้เขากำลังจะเป็นจะตาย ฟื้นขึ้นมาได้ถึงขนาดว่าใช้ปีนี้เหลือ ใช้ปีหน้าได้อีก เคยคิดเคยคาดเมื่อไรก็เป็นมาอย่างนี้ ฟังซิ นี่ก็เพราะอำนาจแห่งความรักชาติ ความพร้อมเพรียง ความสามัคคี ความเสียสละของพี่น้องทั้งหลาย ต่างคนต่างรวมกัน เห็นไหมล่ะอย่างนี้เราคาดเมื่อไร รอแต่จะจม ๆ อยู่ในอุ้งเล็บเขานี่ กำทีเดียวหมด ที่เรียกว่าสงครามเศรษฐกิจ แล้วก็ฟื้นขึ้นมาได้ขนาดนี้ เงินสามารถที่จะใช้หนี้ได้ตั้ง ๒ ปี เรียกว่าแสดงผลแห่งความพร้อมเพรียงสามัคคีกันอย่างเห็นได้ชัดในเมืองไทยของเรา คราวนี้ได้ชัดมากทีเดียว

อย่างอื่นเราก็ให้พิจารณาอย่างเดียวกันนะ การระมัดระวัง ประหยัด การกินอยู่ปูวายทั้งหลายก็ให้พากันระมัดระวังไปตามแถวเดียวกันนี้ แถวที่จะหนุนชาติของเรา ความระมัดระวัง ไม่สุ่มสี่สุ่มห้า ลืมเนื้อลืมตัวนั้น เป็นคุณสมบัติของผู้รักษาสมบัติของตนและส่วนรวม เมื่อต่างคนต่างมีความระมัดระวัง ประหยัดมัธยัสถ์แล้ว ทั่วประเทศไทยนี้ก็เป็นแบบเดียวกัน ขึ้น ให้คิดอย่างนั้นนะ ให้ต่างคนต่างรู้เนื้อรู้ตัว ธรรมะเตือน ๆ กิเลสฉุดลาก ๆ ธรรมะเตือน ๆ ฉุดขึ้นมา ๆ กิเลสมีแต่ฉุดลากลงไป ๆ โฮ้ เราสลดสังเวชเหมือนกันนะ เบื้องต้นถึงขนาดที่เราร้องโก้กเลยนะ แหมจะจมลงต่อหน้าต่อตา จะไม่ฟังเสียงใครเลย เหอ เมืองไทยเรานี้ครองตัวมาตั้งแต่บรรพบุรุษมานานสักเท่าไร แล้วจะมาจมคราวนี้ให้เห็นต่อหน้าต่อตานี้ละเหรอ ขึ้นเลยนะ กระเทือนใจมากทีเดียวเรา

โรคของเราก็อ่อนลง ๆ มันยังไงกัน ทั้งมองดูสภาพของบ้านเมืองก็ค่อยแต่จะจม ๆ มองดูธาตุขันธ์ของเราก็จะจมไปด้วยกัน มันยังไงกัน สุดท้ายก็มองหน้ามองหลังด้วยความเป็นกังวล ถึงขนาดร้องโก้กเชียวนะเรา เราไม่ลืมนะร้องโก้กนี่นะ บวชมาเราก็ไม่เคยได้ร้องโก้กอย่างนี้ ทุกข์ขนาดไหนความเพียรฟาดกิเลสก็ไม่เคยได้ร้องโก้กนะ บทเวลาเมืองไทยเราจะจมให้เห็นต่อหน้าต่อตานี้มันออกเอง ร้องโก้กเลยเชียว ถ้าเป็นอย่างนี้จะอยู่ได้ยังไง รอเวลาเท่านั้นที่จะจม จะทำยังไงเราอยู่ได้ยังไง มองดูตาใสแป๋วทั่วประเทศ แล้วก็จะไปจมลงน้ำทะเลด้วยกันหมดนี้มีความหมายอะไรนั่นซี โห เรากระเทือนมากจริง ๆ นะคราวนี้ กระเทือนใจ บวชมาก็มีครั้งนี้ว่างั้นเลย จึงได้พูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง กระเทือนใจมากทีเดียว

โรคของเรามันก็จะไปด้วยกัน แล้วจะเอาอะไรมาต่อสู้ เอาอะไรมาพาพี่น้องทั้งหลายแบกหามอุ้มชูชาติไทยของเราขึ้น ร่างกายของเราก็กำลังจะจมด้วยกันกับสมบัติเงินทองข้าวของทุกสิ่งทุกอย่าง พร้อมกับชีวิตของพี่น้องชาวไทย ๖๒ ล้านคน ก็จะจมไปด้วยกันนี้ อะไรจะยังเหลือ นี่ที่มันวิตกวิจารณ์ขนาดนั้น อยู่ ๆ ก็ยาเทวดา พูดอย่างอื่นเราไม่สนิทนะ ถ้าว่ายาเทวดาเราเห็นด้วย ฟื้นปึ๊บขึ้นเลยอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ขึ้นมาได้ยังไง เจ้าของเองจนไม่เชื่อ เพราะโรคอันนี้ไม่ใช่โรคจะอยู่ โรคดิ่งหัวลงสนาม ๘๐% แล้วนะ ได้เคยพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง เอาธรรมมาพูดกลาง ๆ ตามที่พิจารณาในหัวใจว่างั้นเถอะ สายหนึ่งดิ่งลงสนาม สายหนึ่งค้ำกันอยู่ เอ๊ ถ้ามันจะไปจริง ๆ ทำไมมีอะไรค้ำยันกันอยู่อย่างนี้นะ

อยู่ ๆ หมอก็มาปั๊บ นี่สายค้ำยัน ค้ำปั๊บถูกด้วย เป็นอย่างนั้นนะ ๘๐% ดิ่งลงสนามแล้วนี่ สนามตาย แล้วก็ยังมีอันหนึ่งค้ำยันกันอยู่ข้าง ๆ เคียงข้างกันมา ถ้าว่ามันจะตายจริง ๆ ทำไมมีสายค้ำยันกันอยู่นี้ พอดียามานี่ปั๊บค้ำกันได้เลย เชิดกันขึ้นตั้งหัวดิ่งบนอากาศเลย ไม่ใช่ดิ่งลงทะเล อย่างนี้เราลืมไม่ได้นะ อะไรถ้าลงได้ถึงใจลืมไม่ได้จริง ๆ คราวนี้คราวที่ถึงใจจริง ๆ เกี่ยวกับเรื่องวิตกวิจารณ์กับชาติบ้านเมือง โน่นคิดย้อนไปถึงบรรพบุรุษของเรา ปู่ย่าตายายของเราที่พาถ่อพาพายมา ตะเกียกตะกายมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ แล้วคนก็จำนวนมาก แต่ก่อนปู่ย่าตายายของเราที่เป็นผู้นำมาโดยลำดับ ก็ไม่เห็นมีมากมายอะไรนักยังประคองตัวมาได้ มันอดคิดไม่ได้นะ ทีนี้เมืองไทยเราก็ยิ่งหนาแน่นมากขึ้นจนกระทั่งถึง ๖๒ ล้านคน แล้วทำไมจะไม่มีใครสามารถ คนถึง ๖๒ ล้านคนที่จะอุ้มชูชาติไทยของเราขึ้นได้

บรรพบุรุษท่านก็ไม่เห็นมีมากมาย ท่านยังประคองมาได้ขนาดนี้ ให้เป็นมรดกของกุลบุตรสุดท้ายหลานเหลนทั้งหลาย แล้วพวกเราเป็นหลานเป็นเหลนทำไมจึงจะกลายเป็นเครื่องสังหารไปเสียทั้งหมด แล้วก็สังหารบรรพบุรุษท่านไปด้วย ไม่ใช่สังหารชาติอย่างเดียวนะ ท่านพาประคองมาสักเท่าไร นี่ที่มันดีดเอาแรงนะ เราพิจารณาย้อนหน้าย้อนหลัง เราจำนวนมากเท่าไรจะพากันมาจมในทะเลหลวงเสียทั้งหมดแล้วเหรอ เราก็ไม่เคยได้ยิน นี่ที่มันวิตกวิจารณ์มาก โรคก็บีบเข้า ๆ มองหน้ามองหลัง

พอดีก็เดชะดวงชะตาของชาติไทยเรายังพอเป็นไปได้ โรคของเราดีดขึ้น พอขึ้นก็ขึ้นเวทีเลยให้สมใจที่ร้องโก้กนั่นซี เพราะฉะนั้นพี่น้องทั้งหลายจึงได้เห็นแหละในทีวงทีวีใช่ไหม อ่อนแอไหมล่ะ ซัดดะเลย ๆ ไม่มีถอย ไม่อย่างนั้นไม่ได้ ต้องเอาอย่างรุนแรง คน ๖๒ ล้านคนไม่ช่วยกันอย่างรุนแรงไม่ได้นะ พี่น้องชาวไทยก็ตอบรับกันด้วยความราบรื่นดีงามตลอดมา เราไม่มีทางต้องติพี่น้องชาวไทยเรา ด้วยความรักชาติ ด้วยความสามัคคี เพียงหัวหน้าประกาศลั่นเท่านั้น ต่างคนก็ต่างสนับสนุนช่วยกันทุกแห่งทุกหนทั่วประเทศไทย จนกระทั่งถึงว่าเราไปไม่ได้ ยอมรับ เรียกว่าผู้นำนำไปเรื่อย ทางนั้นก็เดินตามหลังเรื่อย ไม่มีขัดข้องยุ่งเหยิงอะไรเรื่อยมา ๆ

ทองคำไปดูคลังหลวงมาแล้วก็ใจหาย เดี๋ยวนี้ก็ฟื้นขึ้นเกือบ ๕ ตันแล้วนั่นเห็นไหมล่ะ พุ่งขึ้นมาฟื้นขึ้นมา เพราะฉะนั้นการออกเวทีคราวนี้จึงออกอย่างเด็ดอย่างเดี่ยวเฉียบขาดตามอรรถตามธรรมล้วน ๆ ไม่มีกิเลสตัวใดเข้ามาแฝงมาขัดมาขวางในหัวใจของเรา เพราะฉะนั้นจึงออกได้เต็มเหนี่ยว อะไรมาขวางไม่ได้เลย พุ่ง ๆ เลย จึงได้ค่อยฟื้นขึ้นมา ๆ ดังพี่น้องทั้งหลายได้ทราบจากผู้ว่าการธนาคารชาติชี้แจงให้ฟังวันนั้น เป็นที่พอใจ สิ่งที่พอใจอย่างมากก็คือว่า การติดหนี้ติดสินเขาไม่คาดไม่ฝันเลยว่าจะได้มาอย่างนี้ ตีบตันอั้นตู้ไปหมด ครั้นแล้วก็ฟื้นขึ้นมา ๆ จนกระทั่งตามไม่ทัน

ขนาดนักวิชาการก็คาดไม่ถึง นั่นฟังซิ ยอมรับว่าคาดไม่ถึง มันเข้ามาได้ยังไง ๆ พอเงินทองข้าวของของเราเข้าสู่คลังหลวงปึ๋งได้ที่เท่านั้น ทีนี้ก็ไหลเข้าตามกันเลย ไหลเข้ามาเรื่อย ๆ ถึงขนาดว่าต้องลดดอกเบี้ยเขาลง ๑ สลึงไม่งั้นมันจะรุนแรง ดอลลาร์ไหลเข้าทุกทิศทุกทาง จึงต้องชะลอดอลลาร์เอาไว้ เพราะไม่ชะลอมันจะเสียอีกทางหนึ่ง อันนี้ไม่มีใครรู้ยิ่งกว่าธนาคารชาติแหละ เขารู้ดีเขาเลยลดพอค้ำยันกันไว้บ้าง ให้มีส่วนได้ส่วนเสียพอฟัดเหวี่ยงกันไป ลงสุดท้ายก็ว่าอบอุ่น เรื่องติดหนี้ติดสินที่เราหายใจแขม่ว ๆ ก็เป็นอันว่าอบอุ่น หายใจเต็มปอดแล้วเวลานี้ มีแต่เราจะตั้งหน้าตั้งตาพยุงชาติไทยของเราให้มีความแน่นหนามั่นคงมากขึ้นเท่านั้น ไม่งั้นไม่ได้นะ ต้องเอาไปเรื่อย ๆ

นี่เราเห็นผลแล้ว บรรดาพี่น้องชาวไทยทั้งประเทศไม่ได้นอนใจ ต่างคนต่างช่วยเหลือกันเต็มเม็ดเต็มหน่วยเรื่อยมา จนถึงขนาดนี้ แล้วเราก็พยุงกันให้ถึงจุดที่ต้องการ หัวหน้าต้องการนั้นก็เคยได้ประกาศให้พี่น้องทั้งหลายทราบแล้วว่า คราวนี้ยังไงก็ต้องเป็นประวัติการณ์เป็นประวัติศาสตร์แห่งชาติไทยของเรา ยังไงต้องเป็นแน่ ๆ เพราะฉะนั้นจึงให้สมเกียรติแห่งประวัติศาสตร์ของชาติไทยเรา ให้พากันตั้งอกตั้งใจ แล้วทองคำนั้น หลวงตาที่เป็นหัวหน้าพี่น้องทั้งหลาย ได้พิจารณาเต็มสัดเต็มส่วนเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะได้มาประกาศให้พี่น้องทั้งหลายทราบทั่วหน้ากันว่า ทองคำในประวัติศาสตร์คราวนี้ไม่ควรจะต่ำกว่า ๑๐ ตัน ว่างั้นเลย นี้จะเด่นทีเดียว สมประวัติศาสตร์ของเราแห่งชาติไทยคราวนี้ที่ออกมาอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากัน ๖๒ ล้านคนเมืองไทยเรา

คราวนี้เป็นคราวสำคัญขอให้พี่น้องทั้งหลาย ได้พยายามให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยของเรา หลวงตาตายไปแล้วจะนอนหลับ เพราะเป็นห่วงขนาดนั้น เป็นห่วงพี่น้องชาวไทยเรา ตะเกียกตะกายก็คิดดูซิ ร่างกายขนาดนี้แล้วยังบึกบึน นี่ก็จะไปที่ไหนกี่วันกว่าจะได้กลับมา ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนี่นะ โห หนักมากที่สุด ทองคำเราไม่ได้กำหนดวันเวลานี่นะ ให้พยายามกันอย่างนี้ ขอให้ได้เป็นประวัติศาสตร์ของเราที่ว่า ทองคำให้ได้ ๑๐ ตัน แล้วดอลลาร์ก็เคียงข้างกันไป เงินสดก็เคียงข้างกันไป ดังที่เคยปฏิบัติมา แต่ที่หนักมากเป็นจุดมุ่งหมายมากที่สุด ซึ่งตรงกับหัวใจแห่งชาติไทยของเราก็คือว่า งานประวัติศาสตร์แห่งพี่น้องชาวไทยทั้งชาติคราวนี้ ไม่ควรจะได้ทองคำต่ำกว่า ๑๐ ตัน อันนี้ให้ต่างคนต่างพยายามให้ได้ ๑๐ ตัน แล้วจะเป็นที่ภาคภูมิใจสมเหตุสมผล เราได้พิจารณาหมดแล้วเรียบร้อยแล้ว ถึงได้มาประกาศให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบทั่วหน้ากัน

ให้ต่างคนต่างบึกต่างบึน มีมากมีน้อยช่วยกันไปตามกำลังของเรา แล้วจะค่อยขึ้น ๆ พอถึงขั้นนี้แล้วจะหายใจได้ ไม่เต็มปอดก็หายใจสบาย ทองคำได้ ๑๐ ตันแล้วจะหายใจสบาย ถึงไม่เต็มปอดก็ตาม เพราะเราคาดไว้หมดเรียบร้อยแล้ว จึงได้ประกาศให้พี่น้องทั้งหลายทราบ พี่น้องทั้งหลายทั่วประเทศไทยเราจะยกชาติไทยของเราขึ้นด้วยงานประวัติศาสตร์ คือทองคำหนัก ๑๐ ตัน อันนี้จำไว้ให้ดีทั่วหน้ากัน ให้พยายามทุกคน ๆ แล้วต่อไปนี้ก็จะค่อยสะดวกสบายไป

เราเองก็หนักทั้งด้านชาติ ทั้งด้านศาสนา เวลานี้ช่วย ก็อยู่ในคน ๆ เดียว มันก็ไม่พ้นที่จะพูดเกี่ยวกับเรื่องศาสนา เพราะมันเลอะ ๆ เทอะ ๆ ไปด้วยกัน เพราะคนมีกิเลสครองบ้านครองเมือง คนมีกิเลสครองศาสนามันถึงไม่ราบรื่นดีงาม ต้องได้แนะนำสั่งสอนดุด่าว่ากล่าวตบตีกันไปตามธรรมดาของผู้มีเจตนาต่อส่วนรวมด้วยกัน ต้องทำอย่างนั้น ไม่สอนไม่บอกไม่เตือนไม่ได้นะ ถ้าจะปล่อยให้เป็นไปตามเรื่องของความชั่วแล้ว จะต่างคนต่างชั่ว ชั่วไปหมดทั้งบ้านทั้งเมือง ก็จมหมดทั้งชาติทั้งศาสนาจะไม่มีอะไรเหลือเลย เมื่อมีผู้ฉุดผู้ลากมีผู้ตักเตือนอยู่ คนดียังมีอยู่แล้วก็จะได้ค่อยพยุงกันไป ๆ ชาติศาสนาแห่งเมืองไทยของเราก็จะไม่ล่มจมไปตาม ๆ กันเสียโดยถ่ายเดียว ให้พี่น้องทั้งหลายจำอันนี้ไว้นะ

เรานี้พยายามเต็มกำลัง สำหรับตัวของหลวงตาบอกแล้วว่าไม่มีอะไร หายสงสัยหมดแล้ว ที่จะเป็นห่วงเป็นใยอะไรเกี่ยวกับเรื่องกิเลส จะมาสร้างขวากสร้างหนามแทงหัวใจเราไม่มี เราหมดโดยสิ้นเชิง ถ้าพูดถึงตามหลักธรรมก็คือว่าครองบรมสุขตลอดมาตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งป่านนี้ก็ ๕๓ ปี ยังจะครองนี้อีกเป็นอนันตกาล เรียกว่านิพพานเที่ยง จึงเป็นเหตุให้ได้คิดถึงพี่น้องชาวไทยเรา ธรรมชาติอันนั้นกับธรรมชาติที่พวกเราทั้งหลายคลุกเคล้ากันอยู่นี้ต่างกันอย่างไรบ้าง ที่เราคลุกเคล้ากันอยู่มีแต่ความสุขความทุกข์ ความดีดความดิ้นวุ่นวายทั่วบ้านทั่วเมืองทั่วโลกทั่วสงสาร ไม่มีใครได้อยู่เป็นตัวของตัวได้เลย มีตั้งแต่เรื่องความทุกข์ความทรมาน เพราะอำนาจแห่งความชั่วช้าลามก ที่เรียกว่ากิเลส ซึ่งเป็นข้าศึกของธรรมนั้นแหละ มาเป็นข้าศึกของโลกอยู่เวลานี้ เพราะมันอยู่ที่หัวใจโลก

ใครจะไปที่ไหนสูงต่ำ ยกยอปอปั้นขนาดไหน กิเลสมันเหนือตลอดเวลา เพราะฉะนั้นความทุกข์จึงไม่จางจากหัวใจคน ใครจะสูงต่ำขนาดไหนกิเลสจะสูงอยู่ตลอดเวลาไม่มีคำว่าต่ำ จึงต้องเอาธรรมไปปัดมันออก ๆ มันกลัวแต่ธรรมเท่านั้น ถ้าไม่มีธรรมแล้วหมด ทีนี้เมื่อพูดถึงเรื่องความคลุกเคล้าด้วยความทุกข์ความทรมาน ดีดดิ้นกันทั่วโลกดินแดน กับธรรมชาติที่ว่าบรมสุข ๆ ต่างกันยังไงบ้าง นี่ละเป็นเหตุให้เป็นบ้าอยู่เดี๋ยวนี้ก็ไม่ผิดละ ใครจะว่าหลวงตาบัวเป็นบ้าก็ว่าไป แต่อำนาจแห่งความสงสารมันก็เป็นอย่างนั้น ครอบโลกธาตุจะว่าไง มองไปที่ไหนมันมีแต่ความดีดความดิ้น หาความสงบเย็นใจไม่มี เพราะฉะนั้นจึงต้องให้มีธรรมเข้าแทรกใจนะ ถ้าอยากมีที่ยับยั้งชั่งตัวพอหลับนอนได้บ้างแล้วให้มีธรรม ไม่มีธรรมจมด้วยกันทั้งนั้น

ใครอย่าอวดเก่งกับกิเลส กิเลสไม่มีใครอวดกับมันได้ มีแต่ธรรมเท่านั้นอวดมันได้ ถ้ามีธรรม มีมากมีน้อยกิเลสจะถอยห่าง ถ้าไม่มีธรรมนี้กิเลสฮุบเอาแหลกหมด ตายจริง ๆ จมจริง ๆ จมทั้งปัจจุบัน จมทั้งอนาคตด้วย วันนี้ก็จม วันหน้าก็จม ชาตินี้ก็จม ชาติหน้าก็จะจมอีก ถ้าวิ่งตามกิเลส ถ้าวิ่งตามอรรถตามธรรมจะมีที่ปลีกแวะมีที่หลบภัยบ้าง ให้พากันตั้งอกตั้งใจ นั่นละธรรมพระพุทธเจ้า ท่านถึงได้ท้อพระทัยซิ เวลาตรัสรู้ปึ๋งขึ้นมาเท่านั้นท้อพระทัยทันที ทั้ง ๆ ที่ตั้งหน้าตั้งตาจะสั่งสอนสัตวโลก หลังจากตรัสรู้แล้วจะสั่งสอนสัตวโลกตามพระอัธยาศัย นี่เป็นความคาดหมาย ในเวลานั้นพระองค์ยังมีกิเลสอยู่ก็เหมือนโลกทั่ว ๆ ไป พอตรัสรู้ขึ้นมานี้เป็นคนละโลกแล้ว ทีนี้มองดู ๆ สัตวโลกเลยกลับท้อพระทัย นั่นน่ะเห็นไหมขนาดนั้น เป็นยังไงไม่น่าท้อพระทัย พระองค์จะท้อได้ยังไง ก็ตั้งหน้าตั้งตาจะสอนสัตวโลกอยู่แล้วถึงปรารถนามา พระพุทธเจ้าของเราถึง ๔ อสงไขย แสนมหากัป จึงได้สำเร็จตามความมุ่งหมายของพระองค์

เวลาตรัสรู้ขึ้นมาแล้วแทนที่จะสั่งสอนสัตวโลกตามพระอัธยาศัย กลับกลายเป็นว่าสอนไม่ได้ไปแล้ว ท้อพระทัยไปหมด มันหนาขนาดไหนฟังซิ ถึงพระพุทธเจ้าทั้งพระองค์ท้อพระทัย นี่ละให้รู้ตัวนะ ให้ไปฟิตตัวเองบ้าง ที่พระองค์ครองอยู่มันเลยเสียทุกอย่างแล้ว ไม่มีอะไรจะไปเทียบแล้วจึงได้มาท้อพระทัย เห็นพวกเราเหมือนสัตว์ทั้งหลายนั่นแหละอยู่ในถังขยะ ก็เรียกว่ายังมีการให้เกียรติกันอยู่นะ มันเลยไปนั้นท่านไม่อยากจะพูดแหละ ขนาดนั้นถึงได้ท้อพระทัย ให้ฟื้นตัวขึ้นมา ปฏิบัติทางด้านจิตใจอย่าปล่อยอย่าวาง ศีลธรรมอย่าให้ห่างจากตัวถ้าอยากมีที่ยึดที่เกาะ ที่พึ่งเป็นพึ่งตาย ในเวลาจนตรอกจนมุมศีลธรรมเท่านั้น อย่างอื่นไม่มี

ที่โลกทั้งหลายดีดดิ้นมีแต่ดีดดิ้นลม ๆ แล้ง ๆ หาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้ทั้งเขาทั้งเรา เหมือนกับสัตว์ที่ตกน้ำอยู่ในมหาสมุทร ว่ายน้ำป๋อมแป๋ม ๆ ในมหาสมุทร หาฝั่งหาแดนที่จะเกาะจะยึดไม่มี มองลงไปป๋อมแป๋ม ๆ ทั่วมหาสมุทรเป็นยังไง กับผู้ที่มีเกาะมีดอนหรืออยู่บนฝั่งมองลงไปดูสัตว์ที่จมน้ำในมหาสมุทร ว่ายน้ำป๋อมแป๋ม ๆ อยู่นั้น เป็นยังไงพิจารณาซี นี่ละพระพุทธเจ้าดูพวกเรา พ้นแล้วจากความทุกข์ทั้งหลาย มองลงไปหาสัตว์ทั้งหลายที่ว่ายน้ำป๋อมแป๋ม ๆ อยู่ในมหาสมุทร ที่จมไปด้วยกองทุกข์นั้น เป็นยังไงบ้าง ต่างกันอย่างนั้นละ ให้เราพยายามฟิตตัวของเรา ให้อุตส่าห์พยายามนะ

เรื่องกิเลสนี้เราจะสร้างความดีมันจะขวางทันที ๆ ออกเร็วที่สุดคือกิเลส เพราะมันเคยเป็นเจ้าอำนาจครองหัวใจสัตวโลกมานานแสนนานแล้ว มันจะไม่ให้หนีจากอำนาจของมันเลย คิดดูตั้งแต่พระพุทธเจ้าจะเสด็จออกทรงผนวชมันยังว่า สมบัติจะเกิด ๗ มุมเมือง ฟังซิน่ะ จะมาหลอกพระพุทธเจ้า อย่าว่าแต่ ๗ มุมเมือง ร้อยมุมเมืองพระองค์ก็ไม่อยู่ เสด็จออกบวชเสียจนได้ สมบัติเหล่านั้นก็ตามไม่ทัน สมบัติก็คือจะเอาคนให้ตายจมลงในนรกนั่น เอามาหลอกล่อเอาไว้ว่าสมบัติจะเกิดขึ้น ๗ มุมเมือง ธรรมนี้เลิศเลอจะมาเทียบกับสมบัติอะไร มันเข้ากันได้เมื่อไร

นี่ละต้องให้มีศีลมีธรรมนะ ให้พยายามดูข้าศึกอยู่ในใจของเรา พอจะคิดถึงเรื่องความดีมันจะมาทันที หัวใจใครก็ตามกิเลสมีอยู่ในนั้นจะแสดงออกก่อนเพื่อนละ พอเราจะคิดเรื่องความดิบความดีอะไรนี้มันจะมาทันที ๆ มีมากมามากถึงขนาดไปไม่ได้เลย ไปสร้างความดีไม่ได้ ถูกกล่อมแหลกไปเลย เมื่อฟัดไปเหวี่ยงกันมาหลายครั้งหลายหนเข้าก็พอถูพอไถไปได้ ดังที่เราเคยเล่าให้ฟัง นิทานโยมคนนี้ละ ก็เคยมาเล่าเสมอมันถึงใจนะ แกพูดถึงเรื่องแกโมโหให้ตัวแกเอง แต่ก่อนแกบอกว่า แหมมันมืดหนาสาโหด ใจดวงนี้ละ แกว่าอย่างนั้นนะ พูดแล้วขึงขึงตึงตัง โกรธให้เจ้าของแกโกรธจริง ๆ เวลามันมืดมันมืดจริง ๆ

ก็เพื่อนฝูงที่อยู่บ้านเดียวกันเขาจะไปวัดไปวา เขาเดินผ่านมาหน้าบ้าน เขาก็ชวนเราไปวัด โถ.โกรธแค้นให้เขา โกรธเอาจริง ๆ มันอยากไปมันก็ไปซิมาชวนกูทำไม แกว่าอย่างนี้นะ โกรธแค้นให้เขา ถ้าหากเป็นธรรมดาผิดใจอย่างอื่นแล้วตามฆ่าเลย แต่นี่เขามาชวนไปวัด แกว่างั้นนะ เขาชวนไปวัด แกย้ำแล้วย้ำเล่าแกโกรธให้แก เขาไม่ได้ชวนไปอะไร เขาชวนไปทำความดี ชวนไปวัด ทำไมไปโกรธเขา แล้วเคียดแค้นให้เขาทั้งวันวันนั้น แหมมันเป็นขนาดนั้นนะ ใจดวงนี้ แกว่าอย่างนั้น

เวลาหนามันหนาขนาดนั้น เขาชวนไปวัด แกย้ำอยู่นั้นนะ เขาไม่ได้ชวนไปฆ่าไปแกงที่ไหน ก็เขาชวนไปวัด แกเจ็บใจแกมาก แล้วทำไมไปโกรธให้เขา ทีนี้เวลาได้ยินธรรมจากครูบาอาจารย์แล้วมาปฏิบัติธรรมก็ค่อยกระจ่างขึ้นมา ๆ เริ่มเห็นโทษขึ้นมา ทีนี้จึงเห็นโทษมันได้อย่างถนัดเลย โถ.ตัวนี้มันเป็นตัวภัยมหาภัยต่อหัวใจของเรา ทีนี้เวลาเราไปที่นั่นแกจะสั่งลูกหลานแกไว้เลย สูอย่ามายุ่งกับกูนะ บอกเลย นี่ได้ทราบว่าท่านอาจารย์มาแล้วกูจะไป ท่านอาจารย์กลับเมื่อไรกูถึงจะกลับ ถ้าท่านไม่กลับสูอย่าตามกูยุ่งกับกูนะว่างั้น มาเลย คน ๆ นี้แหละที่แกเคียดให้แก แกเคียดแค้นให้แกมาก เขาไม่ได้ชวนไปฆ่าไปแกงที่ไหนละ แล้วก็ย้ำอีก เขาชวนไปวัดอยู่นั่นแหละ.เราก็ไม่ลืมนะ

พูดโอ้โห แกขึงขังแกโกรธให้แก แหมใจดวงนี้มันพิลึกนะ เวลามันโหดมันโหดอย่างนั้นจริง ๆ แล้วก็ไม่พ้นละ ถ้าเป็นธรรมดาแล้วตามฆ่าเลยแกว่าอย่างนั้นนะ มันเคียดมันแค้น แล้วสุดท้ายก็มา แต่นี่เขาชวนไปวัด โอ๊ย.เราไม่ลืมนะ ย้ำแล้วย้ำเล่าอยู่นั่นละ เรียกว่าแกเคียดแค้นแก มันก็เข้ากันได้กับที่เราน้ำตาร่วง เหอ.มึงเอากูขนาดนี้เชียวเหรอ อันนี้ก็แบบเดียวกัน ไม่มีถอยเลย พอได้ที่ก็ฟัดลงเลย นี่แหละเวลามันหนาเป็นอย่างนั้นหัวใจดวงนี้ น้ำตาร่วงก็อย่างนี้แหละ เขาชวนไปวัดก็แบบเดียวกันนี้ มันก็แก้ด้วยกันได้ ได้ทั้งสองนั่นแหละ

โยมคนนี้แกรู้จิตของใคร ๆ รู้หมด ของเล่นเมื่อไร นั่งอยู่ด้วยกันแกรู้ ท่านสิงห์ทองยังหัวเราะ แฮะ ๆ อายแกละซิ นั่งอยู่ด้วยกัน ท่านสิงห์ทองก็นั่งเราก็นั่งอยู่ทางนี้ แกพูดอย่างเปิดเผยไม่มียิ้มนะ นิสัยแกตรงไปตรงมา เข้มแข็งมาก เพราะฉะนั้นถึงว่าจะไปทางชั่วนี้แกจมได้จริง ๆ ไปทางดีก็อย่างที่แกว่า แกเด็ดจริง ๆ พูดไม่มียิ้ม พูดอย่างคึกคักขึงขังตึงตัง ที่นี้เวลามันสว่างมามันเห็นไปหมดจะให้ว่ายังไง แต่ก่อนมันเห็นอะไร เดี๋ยวนี้มองไปที่ไหนมันก็เห็นไปหมด จิตผู้ใดเป็นยังไง เศร้าหมอง ผ่องใส นั่นเห็นไหม จิตใครเศร้าหมอง ผ่องใส ฟังซินะ มันอยู่ที่จิตนะ ไม่ได้บอกว่าร่างกายเศร้าหมอง ผ่องใสนะ แกพูดก็พูดที่จิตเลย จิตใครมีความเศร้าหมองผ่องใสยังไง มองไปมันเห็นหมดว่าอย่างนี้นะ

ทีนี้ท่านสิงห์ทองก็ว่า ถ้าอย่างนั้นจิตของอาตมาเป็นยังไง ซัดเลยนะ จิตของท่านก็ยังไม่พ้น ไม่เหมือนจิตของท่านอาจารย์ ขึ้นเลยนะ ขึ้นทั้งสองเลย จิตของท่านอาจารย์นี้จ้าไปหมด หมดปัญหาแล้ว ท่านสิงห์ทองแฮ่ ๆ ๆ จิตของท่านยังไม่พ้น แกพูดอย่างนิสัยของแก ตรงไปตรงมา จิตของท่านก็ยังไม่พ้น ไม่เหมือนจิตท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์จ้าไปหมดเลย หายสงสัยไม่มีปัญหา จิตของท่านยังมีปัญหา แฮ่ ๆ ๆ นั่นเห็นไหมอย่าว่าเก่งนะ เห็นไหมล่ะให้โยมเขาตีหน้าผากเอา นี่ละแกเห็นจริง ๆ รู้จริง ๆ แกได้หลักแล้วว่างั้นเถอะ แกถึงได้ตำหนิโทษของแกที่จะไปตามฆ่าเขา นั่นเห็นไหมอำนาจของความชั่ว เขาชวนไปวัด ๆ ๆ อยู่อย่างนั้นละ แกโมโห เขาไม่ได้ชวนไปฆ่าไปแกงที่ไหน เขาชวนไปวัดอยู่อย่างนั้นละ แกโมโหมาก

อยู่ที่จันท์มีอยู่ ๓ คน ผู้หญิง ๒ คน กับคนนี้คนหนึ่ง คนหนึ่งอยู่จังหวัดตราด อันนั้นก็เก่งเหมือนกัน คนหนึ่งอยู่ที่ใกล้ ๆ กับที่เราสร้างวัด เป็นผู้หญิง คนนี้ก็อยู่วังสะเก๊า ฟากตะวันตกกันไป ที่ได้หลักเกณฑ์สำคัญ ๆ แล้ว ๓ คน เรื่องจิตใครนี้รู้ พูดนี้ก็ทำให้ระลึกได้ แกเป็นคนปากเปราะ เราเดินบิณฑบาตมา แกนั่งอยู่ศาลา มันหากปากเปราะ พอเดินเข้าไปแกนั่งอยู่ที่ศาลา ศาลาก็ปูพื้นธรรมดา เอาอะไรพอมุงอยู่ได้เท่านั้นแหละ พอไปแกนั่ง เราก็เดินบิณฑบาตมา แกโวยวายขึ้น โอ๊ย.รัศมีของท่านอาจารย์ทำไมถึงจ้าไปหมด ครอบไปหมดอย่างนี้ รัศมีรัดสะหมาอะไร ตีปากเอานะ เราว่าอย่างนั้น มันอะไรถึงปากเปราะอย่างนี้ อุ๊ย.มันทนไม่ได้ มันอัศจรรย์ ปากเปราะนี่ เราตีปากเอานะ เราว่าอย่างนั้น เราเลยไม่ลืม

ผู้หญิงคนนี้แหละเป็นคนสำคัญคนหนึ่ง ๓ คนนี่แหละ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรา เรียกว่าเป็นลูกศิษย์ ที่เด่น ๆ อยู่ ๓ คนนี้ นั่นเห็นไหมจิต เวลาได้ช่วยเหลือบำรุงรักษาแล้วก็แสดงความแปลกประหลาดอัศจรรย์ให้เจ้าของดู ถ้าให้กิเลสเข้าไปดูแลแล้วมันไม่รักษานะ มันเหยียบย่ำเอาแหลก ๆ จนกระทั่งแกมาพูดอยู่ไม่หยุดไม่ถอย ตามล้างตามผลาญกิเลส ว่าเขาชวนไปวัด ๆ แกโมโห .วันนี้ก็พูดเพียงเท่านั้นละนะ พูดไปพูดมามันก็มากไปแล้ว ให้พากันจดจำทุกคน ๆ นะ เอาละทีนี้จะให้พร มันสายแล้ว เก้าโมงกว่าแล้ว

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร ทาง internet

www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก