ถือศาสนาพุทธ (อบรมคณะ มศว.มหาสารคาม)
วันที่ 23 มิถุนายน 2528 เวลา 7:40 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมคณะ มศว. มหาสารคาม ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๒๘

ถือศาสนาพุทธ

วันนี้พี่น้องทั้งหลายมาแสวงบุญ บุญก็คือความสุข ความสุขไม่ว่าคนไม่ว่าสัตว์ ต้องการกันทั้งนั้น ไม่เคยครึไม่เคยล้าสมัยความสุข เพราะฉะนั้นการที่จะทำตนของตนให้เป็นไปเพื่อความสุข จึงไม่ควรทำตนให้ล้าสมัย ให้ทันสมัยเสมอสมกับว่าความสุขที่เราต้องการนั้น เป็นสิ่งที่ทันสมัยเหมาะสมอยู่ตลอดเวลา หากเราทำตัวของเราเป็นคนล้าสมัยเสียความสุขก็จะล้าสมัยไป ความดีทั้งหลายก็จะกลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัยไป สิ่งที่ทันสมัยก็คือความชั่วความทุกข์ความเดือดร้อน ซึ่งเผาอยู่ทุกหย่อมหญ้า อันนี้ไม่ใช่ของดี ควรจะเห็นว่ามันล้าสมัยไปนานแล้วสิ่งเหล่านี้ แต่ทำไมมันมาอยู่บนหัวใจคนอันดับแรก จากนั้นก็อยู่ที่สกลกายทุกด้านของคนของสัตว์ไม่เคยล้าสมัย เราควรจะทำให้มันล้าสมัยไปเสียนานแล้ว

วันนี้ท่านทั้งหลายพากันมาเสาะแสวงหาบุญคือความสุข การที่จะให้เกิดความสุข ก็ต้องมีสาเหตุ เหตุคือการดำเนินต้องเป็นไปเพื่อความสุข ผลจะพึงปรากฏขึ้นมาเป็นความสุข สมดังใจที่เรามุ่งหวัง แหล่งที่จะให้ความสุข หรือผลิตคนให้ฉลาดในโลกมนุษย์เรานี้ก็คือศาสนา และศาสนาก็มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงต่างกัน ศาสนาของคนมีกิเลสอย่างหนึ่ง ศาสนาของผู้สิ้นกิเลสแล้วอย่างหนึ่ง

ศาสนาของคนมีกิเลสก็ดังที่เรารู้เห็น ๆ ทั่ว ๆ ไป เขาไม่ได้ประกาศว่าเจ้าของศาสนาของเขาเป็นผู้สิ้นกิเลสไปแล้ว เป็นคนมีกิเลสเหมือนกันกับเรา ๆ ท่านนี้ แต่พุทธศาสนาเรานี้ประกาศกังวานมาตั้งแต่วันพระพุทธเจ้าตรัสรู้ทีแรกเลยจนกระทั่งบัดนี้ ว่าเจ้าของศาสนาคือศาสดาองค์เอก เป็นผู้สิ้นกิเลสอาสวะโดยประการทั้งปวง เป็นโลกวิทู รู้จักเรื่องโลกเรื่องธรรมทุกสิ่งทุกอย่างรอบพระทัยพระพุทธเจ้าแล้ว ถึงได้มาเป็นศาสดาสอนโลก

ศาสนาของท่านผู้นี้แลเป็นศาสนาที่สามารถให้ความร่มเย็น และให้ความเฉลียวฉลาดเพื่อความร่มเย็นแก่สัตว์โลกได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ หากว่าสัตว์โลกมีความสามารถอาจเอื้อมดำเนินตามหลักศาสนธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนแล้ว จะไม่สงสัยในเรื่องความสุขความสมหวัง ที่จะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์นั้นเป็นไปไม่ได้ ต้องเป็นได้โดยถ่ายเดียว เช่นเราเดินทางมาจากจังหวัดมหาสารคามมาถึงวัดป่าบ้านตาดนี้ เราจะต้องได้เห็นวัดป่าบ้านตาด นอกจากว่าเอาคนตาบอดมาด้วยมันจะไม่เห็น อยู่ในสารคามก็ไม่เห็น มาในวัดนี้แล้วก็ไม่เห็นวัดป่าบ้านตาด ก็เดินยุ่มย่าม ๆ ซุ่มซ่าม ๆ อยู่ในวัดมันก็จะไม่เห็น ให้เรายกไว้คนประเภทนี้ นี่เราพูดถึงคนตาดี

วัดป่าบ้านตาดเป็นสิ่งที่คงเส้นคงวามีอยู่ดั้งเดิม ตั้งแต่วันสร้างวัดมาแล้วจนกระทั่งบัดนี้ เรามาจากโน้นเดินทางมา จะมาด้วยวิธีการใดก็ตาม จนกระทั่งสามารถมาถึงวัดป่าบ้านตาดแล้ว เราก็จะได้เห็นได้ชมวัดป่าบ้านตาดว่ามีสภาพเช่นไร โดยไม่ต้องสงสัยไม่ต้องถามใครอีกต่อไปแล้ว พอเรามาเห็นด้วยตาของเราเอง

นี่เรื่องศาสนธรรมของพระพุทธเจ้า ก็วางสายทางไว้สายทางสายนี้ไปสวรรค์ ๆ ชั้นนั้น ๆ ไปมนุษย์ ไปพรหมโลก ไปนิพพาน พระพุทธเจ้าทรงแสดงชี้แจงบอกทางไว้หมด ถ้าผู้เดินไปตามสายทางนั้น ๆ เพื่อไปสู่จุดหมายนั้น ๆ ไม่ลดละท้อถอยแล้ว ผู้นั้นจะต้องถึงจุดหมายปลายทางที่ตนต้องการโดยไม่ต้องสงสัยเช่นเดียวกัน เช่นเดียวกับผู้มาจากมหาสารคาม มาด้วยวิธีการต่าง ๆ โดยไม่ลดละท้อถอย จนกระทั่งมาถึงวัดป่าบ้านตาดแล้ว จะได้เห็นวัดป่าบ้านตาดโดยไม่ต้องถามใครเช่นเดียวกัน ขอแต่การเดินทางของเรามาให้ถึงจุดหมายนี้เถอะ

นี่เรื่องความสุขความเจริญก็มีเป็นขั้น ๆ ตามขั้นตามภูมิของผู้ปฏิบัติ และผลจะพึงได้รับจากการปฏิบัตินั้น ๆ มีเหลื่อมล้ำต่ำสูงต่างกัน เพราะฉะนั้นคำว่าสวรรค์จึงมีต่างกันชั้นนี้ชั้นนั้น ๆ เรื่อยขึ้นไป พรหมโลก ๑๖ ชั้น ก็มีตั้งแต่ชั้นต่ำเรื่อยขึ้นไปจนกระทั่งถึงชั้นสูงสุดของพรหมโลก จากนั้นก็ก้าวเข้าสู่นิพพาน เป็นอันว่าหมดปัญหาโดยประการทั้งปวง นั่นละความสุขก็เป็นบรมสุข ท่านเรียกว่าบรมสุข คือไม่มีสิ่งใดเสมอเลย ในสามแดนโลกธาตุนี้นิพพานเป็นที่หนึ่ง

นี่ก็ไม่มีใครเป็นผู้สอนนอกจากพระพุทธเจ้าของเราเท่านั้น ที่ทรงรู้ทรงเห็นชัดแจ้งประจักษ์พระทัยเรียบร้อยแล้ว จึงได้นำธรรมนั้นนำสภาพเหล่านั้นมาสอนโลก และวิธีการดำเนินเพื่อจะไปสู่จุดนั้น ๆ ก็ได้แนะนำสั่งสอนไว้ทุกบททุกบาททุกแง่ทุกมุม ให้เราทั้งหลายผู้เป็นชาวพุทธได้ประพฤติปฏิบัติ

ตะกี้นี้เราได้พูดถึงเรื่องศาสนามีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงต่างกัน โดยศาสนาของคนผู้มีกิเลสเป็นอีกชนิดหนึ่ง อาจแน่บ้างไม่แน่บ้าง จริงบ้างไม่จริงบ้าง ศาสนาของผู้สิ้นกิเลสแล้วเป็นอีกประเภทหนึ่ง ต่างจากโลกทั้งหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ อันนี้จึงเป็นสวากขาตธรรม ที่ตรัสไว้ชอบแล้วเรียกว่า สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม เป็นศาสนธรรมที่ทรงประกาศสอนไว้ด้วยความถูกต้องแม่นยำหาที่สงสัย หรือหาสิ่งที่มีความผิดพลาดไม่ได้เลย จึงเรียกว่าสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้ว บริสุทธิ์สุดส่วนร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีอะไรเสมอเหมือน เพราะผู้เป็นเจ้าของศาสนาเป็นผู้สิ้นกิเลสอาสวะ รู้แจ้งเญยธรรมทั้งปวงแล้วโดยไม่ต้องสงสัย

การประกาศศาสนธรรมออกมา จึงเป็นศาสนธรรมที่สมบูรณ์พูนผลทุกสิ่งทุกอย่างทุกแง่ทุกมุม ทั้งเหตุทั้งผลพร้อมมูลกันไปเลย มีความบกพร่องหรือสมบูรณ์ก็ขึ้นอยู่กับพวกเรา ถ้าจะบกพร่องก็ดีถ้าจะสมบูรณ์ก็ดี ในการประพฤติปฏิบัติของเราว่าจะปฏิบัติได้มากน้อยเพียงไร หากปฏิบัติได้มากก็ได้ไกล ไปไกล ๆ เรื่อยจนกระทั่งสูงสุดวิมุตติพระนิพพาน ถ้ามีแต่นอนอยู่กับหมอน นอนอยู่กับหมอน ก็เป็นอยู่กับหมอนตายก็ติดหมอนไปด้วย ก็ได้แค่หมอนถึงป่าช้า หมอนมันวิเศษวิโสอะไรนัก ล้มหัวลงตูมก็นอนได้ครอกๆ สองสามครอกตื่นขึ้นมาก็หมอนของเก่านั่นแหละ ไม่ทำคนให้วิเศษวิโสอะไร

เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ควรเห็นหมอนเป็นของสำคัญยิ่งกว่าอรรถกว่าธรรม ให้พึงประพฤติปฏิบัติอรรถธรรมนั้นซึ่งเป็นของวิเศษวิโสยิ่งกว่าหมอน หมอนนั้นเป็นเพียงเครื่องบรรเทาทุกข์ชั่วเล็กน้อยเท่านั้นแหละ ไม่ใช่จะเป็นสิ่งจีรังถาวรให้อยู่เย็นเป็นสุขตลอดไป เหมือนอย่างความสุขที่เราได้สร้างไว้ด้วยความดีของเรา ทำดี คือ เจตนาดี การกระทำดี การพูดดีของเรา สั่งสมได้ผลขึ้นมาก็เป็นบุญเป็นกุศล ฉะนั้นขอให้พี่น้องทั้งหลายรักษาเอา

รักษาตัวของเรานั้นแหละ ตัวของเรานี้แลเป็นผู้จะชั่ว ตัวของเรานี้แลเป็นผู้จะดี เป็นผู้จะสุขเป็นผู้จะทุกข์ ขึ้นอยู่กับตัวของเราแต่ละราย ๆ ไม่ขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ ขึ้นอยู่กับตัวของเราโดยตรง เพราะฉะนั้นตัวของเราในเมื่อมีชีวิตอยู่ จึงควรรับการอบรมสั่งสอนในทางที่ถูกต้องแม่นยำ เช่นพุทธศาสนาดังที่กล่าวมาแล้วสักครู่นี้เป็นต้น ควรนำศาสนามาชี้แจงแนวทาง หรือมาดัดแปลงกายวาจาใจของเรา ให้เป็นไปตามแถวธรรมนั้น เราจะได้กลายเป็นคนดีขึ้นมาเรื่อย ๆ คนดีหนึ่งการทำก็ดีไม่ได้ตำหนิติเตียน การพูดออกมาก็มีเหตุมีผลไพเราะเพราะพริ้ง การคิดออกมาก็สัมปยุตด้วยเหตุด้วยผล ด้วยอรรถด้วยธรรม ด้วยผลประโยชน์แก่ตนและคนอื่นเสมอไป นี้เรียกว่าการคิดดีพูดดีทำดีผลเป็นความสุขทั้งแก่ตนและผู้อื่น ให้พากันเสาะแสวงหาความดีอย่างนี้

เมื่อความดีมีอยู่ในกายวาจาใจของเราแต่ละท่าน ๆ ที่ได้รับการอบรม และฝึกฝนตนเองอยู่โดยสม่ำเสมอแล้ว คนดีจะไม่สูญจากโลก โลกนี้จะไม่ขาดคนดี เมื่อโลกไม่ขาดคนดีแล้วโลกก็จะต้องมีความสงบสุข เพราะคนดีความดีนั้นแลทำโลกให้สงบสุขได้ ความเดือดร้อนวุ่นวายเกิดขึ้นจากความชั่วช้าลามก ของคนก็ตาม ของสัตว์ของใครก็ตาม แล้วทำความเดือดร้อนวุ่นวายไปตลอด ขึ้นชื่อว่าความชั่ว จึงไม่ควรเสาะแสวงหา ไม่ควรพอใจ ไม่ควรยินดีในของไม่ดีทั้งหลาย ให้พึงยินดีในสิ่งที่ดีงามดังศาสนาที่ว่า แหล่งแห่งความสุขที่ให้ความสุขกับผู้ที่นับถือพุทธศาสนา

เราเวลานี้มันมีแต่ชื่อแล้วนะ มันจะมีแต่ชื่อ ผู้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติศาสนาจริง ๆ จะไม่ค่อยมี ถามปุ๊บบอกแล้วว่า ข้าถือศาสนาพุทธ แล้วศาสนาพุทธเป็นยังไง ไม่รู้เรื่อง ข้อยรู้เรื่องแต่หมอนข้อย ข้อยรู้เรื่องแต่พ่อกับแม่ข้อย เกิดมาแต่พ่อกับแม่ข้อย หมดท่าเลย

พุทธเป็นยังไง พุทธก็คือท่านผู้เฉลียวฉลาด ท่านผู้ทำประโยชน์ให้โลก ท่านผู้รู้รอบขอบชิดโลกอย่างจำเจ ไม่มีใครที่จะเสมอพระพุทธเจ้า ถ้าพูดถึงเรื่องความฉลาดแหลมคม นี่พุทธะนี่เป็นศาสดาของเราท่านสอนว่าอย่างไร ท่านประพฤติตัวของท่านจนกระทั่งถึงเป็นศาสดาองค์เอก เราดำเนินตามครูของเรานี้ นี่เราถือศาสนาพุทธคือถืออย่างนี้ ถือตามพระโอวาทคำสั่งสอนของท่านว่าให้ละชั่วทำความดี เราก็ละ ให้ประพฤติปฏิบัติคุณงามความดีต่อตนอยู่เสมอและคนอื่น เราก็ทำอย่างนี้อยู่ตลอดมา นี่เรียกว่าเราถือศาสนาพุทธ ถือคำสอนของท่านกราบไหว้บูชาพระพุทธเจ้า พระธรรมคือคำสั่งสอนอันสะอาดของท่าน เราก็ได้กราบไหว้บูชาได้ปฏิบัติตาม พระสงฆ์สาวกผู้ท่านดำเนินไปตามพระพุทธเจ้า ได้บรรลุธรรมถึงขั้นอรหัตอรหันต์เป็นผู้วิเศษตามเสด็จพระพุทธเจ้าทัน เราก็กราบไหว้บูชาท่านเราปฏิบัติตามท่าน นี่เรียกว่าผู้นับถือพุทธศาสนา คือนับถือ พระพุทธเจ้าหนึ่ง พระธรรมหนึ่ง พระสงฆ์หนึ่ง นี่ที่พระพุทธเจ้าพระธรรมพระสงฆ์สั่งสอน

สอนว่ายังไง คือสอนให้ละชั่วทำดี เช่นอย่างการให้ทาน ท่านสอนให้ให้ทาน สอนให้รักษาศีล สอนให้เจริญเมตตาภาวนา สอนให้มีความเสียสละต่อกัน นี่พุทธศาสนาท่านสอนยังงี้ ท่านไม่ได้สอนว่าให้ตระหนี่ถี่เหนียว ให้เห็นแก่ตัวให้กอบให้โกยให้รีดให้ไถ ท่านไม่สอนอย่างนั้น ให้ฉกให้ลักให้ปล้นจี้สะดม นั่นเป็นเรื่องของโจรของมารของศาสนาต่างหาก ไม่ใช่ศาสนา ผู้นับถือพุทธศาสนาไม่ควรจะไปทำอย่างนั้นซึ่งเป็นข้าศึกต่อตัวเอง และข้าศึกต่อศาสนาด้วยที่ตนนับถือ ยิ่งเป็นความเสียหายมากมาย เป็นบาปไปอีกชั้นหนึ่ง จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายได้นำนี้ไปประพฤติปฏิบัติ

อย่างน้อยเวลาจะหลับจะนอนอย่าได้ลืม พุทโธ ธัมโม สังโฆ ให้หลับกับหมอนนั่นแหละ อย่าหลับไปเฉยๆ เวลานอนลงไปก็ให้นึกถึง พุทโธ ธัมโม สังโฆ หรือจะเอาบทใดก็แล้วแต่ จากนั้นไปแล้ว เอา พุทโธ ๆ ก็ได้จนกระทั่งหลับกับพุทโธ แล้วเวลาหลับลงไป ถ้าจะฝันก็ฝันเป็นมงคล ฝันเป็นสิริมงคล ตื่นขึ้นมาก็แช่มชื่นเบิกบาน นั่นแหละนอนก็ได้บุญ ตื่นขึ้นมาก็ได้บุญ หลับตื่นลืมตาได้บุญ คือความสุขๆๆตลอดเวลาจากศาสนา อย่าได้พากันลืม การแสดงธรรมก็เห็นว่าสมควรจึงไม่แสดงมากอะไรมากนักละ เพราะโรคหัวใจมันคอยแต่จะสะกิดอยู่เรื่อยๆ บอกว่าหยุดได้นะ หยุดได้นะบอกงั้น ต่อไปต้องหยุดพูดง่ายๆ นะ ไฟเหลืองขึ้นก็ต้องหยุด เอาละ ขอให้พี่น้องทั้งหลายทุกๆท่านมีความสุขกายสบายใจโดยทั่วกัน

(อยากเรียนถามหลวงตาว่า เวลากำหนดพุทโธ พอคำบริกรรมหายไป จิตเริ่มละเอียด ช่วงนี้ไม่ทราบว่าจะกำหนดต่ออะไร)

หลวงตา ให้อยู่กับความรู้ เออ! อย่างงี้ซีนักปฏิบัติ ต้องอย่างนี้ซี เราอยากฟัง ศาสนาพระพุทธเจ้าไม่ใช่ตุ๊กตาเป็นเครื่องเล่นของเด็ก มาโฆษณากันปาวๆ หาเหตุหาผลหาหลักความจริงกันไม่ได้ ไม่ใช่อย่างนั้นนะ ศาสนาเป็นของเลิศของประเสริฐจริงๆ ผู้ปฏิบัติตามศาสนาจะเห็นอย่างที่พูดตะกี้นี้ เราเข้าใจทันทีเราไม่ได้คุยนะเราเข้าใจทันที เพราะอะไรเราจึงเข้าใจก็คนนี้เล่าให้เราฟัง เอาแค่นั้นพอแล้ว ไม่ต้องเอาที่อื่นละ ก็คนนี้เล่าให้เราฟังพอแล้ว ไม่รู้จะว่ายังไง

นี่ละเวลาเรากำหนดทีแรกนะ คำบริกรรมไม่ว่าคำใดก็ตามมันจะหยาบแล้วมันฝืนกันทีแรกนะ เช่นอย่างพุทโธ พุทโธ นี้มันจะรู้สึกฝืนๆ เราก็พุทโธเรื่อยไม่ให้เผลอ เข้าไปเรื่อยๆ พุทโธนี้จะค่อยละเอียดเข้าไป ละเอียดเข้าไป ละเอียดเข้าไป จนกระทั่งสุดท้ายคำว่าพุทโธกับความรู้นั้นกลมกลืนเป็นอันเดียวกัน เราจะไม่ต้องว่าพุทโธก็ได้ ให้อยู่กับความรู้นั้นเสีย เข้าใจไหมล่ะ ทีนี้พอความรู้มันอยู่ เช่นเดียวกับคนนอนหลับนะ คือคนนอนหลับเมื่อเวลาควรแก่กาลของมันแล้วมันก็ตื่น ไม่ว่าเด็กไม่ว่าผู้ใหญ่มันควรแก่ธาตุขันธ์มันควรแก่กาลของมันแล้วมันก็ตื่นขึ้นมา นี้จิตเมื่อควรแก่ตนเองแล้ว มันก็ขยับตัวของมันเรียกว่าถอนออกมา ทีนี้เวลาถอนออกมา ถ้าเราจะภาวนาต่อไปอีกเราก็กำหนดพุทโธ ๆ อีกนะ ถ้าเราไม่ภาวนาต่อไปเราจะทำงานยังไง เราก็ทำงาน เราจะนอนเราก็นอน นี่คุณเป็นอย่างนั้นใช่ไหม

(คือกำหนดรู้ตลอดสุดท้ายคำบริกรรมจะหายไป)

หลวงตา ถ้าคำบริกรรมหายก็แสดงว่าคำบริกรรมกับความรู้นั้นมันเข้าเป็นอันเดียวกันแล้ว เช่นเดียวกับเราตามรอยโคนี่นะ เราไปปล่อยโคที่ตรงนี้ตอนเช้านะ แล้วตอนเย็นหรือตอนบ่ายเราจะไปตามเอาโค ถ้าเราจะไปดักโน้นดักนี้กลัวจะไม่พบมัน เราเลยไปตามเอารอยโคตรงที่เราปล่อยนั้นทีเดียว ไปตรงนั้นแหละ ตามมันเรื่อยไป ทีนี้พอไปถึงตัวโคแล้ว พบรอยนี้เราก็หยุดแล้วเราไม่ต้องตามแล้ว เพราะถึงตัวโคแล้วนี่ รอยมันก็อยู่กับโคนั่นแหละ รอยอยู่กับตัวมันแหละ อันนี้ก็เหมือนกัน คำว่าพุทโธนี้คือรอย องค์พุทธะแท้นั่นแหละคือตัวโค พอถึงนั้นแล้วก็อยู่ เข้าใจ หือ ให้ทำบ้างซิให้มันรู้ซี ถ้ารู้จริงๆมันอัศจรรย์นะ ไม่มีอะไรอัศจรรย์ยิ่งกว่าจิตนะ จิตไม่รู้ตัวเองน่ะซี ยุ่งโน่นยุ่งนี่ วุ่นนั่นวุ่นนี่ ไปเป็นบ๋อยกลางบ้านกลางเรือน เป็นบ๋อยของรูปของเสียงของกลิ่นของรสของอารมณ์ต่างๆ ยุ่งไปหมดหาเหตุหาผลไม่ได้ จนจะตายยังไม่รู้เจ้าของว่าจะตาย ทีนี้เวลาทำจิตให้สงบ คือวิธีทำจิตให้สงบไม่มีใครสอนน้า นอกจากพระพุทธเจ้าเท่านั้นละสอน พอทำจิตให้สงบเข้ามาแล้ว เมื่อสงบแล้วมันเย็น เย็นแล้วอัศจรรย์ให้เห็นอยู่ภายในตัวเองนั่นแหละ โห เป็นอย่างนี้เหรอนั่น ทีนี้ความขยันหมั่นเพียรไม่ต้องบอกมันขยับเองแหละ

(สตินี้เป็นการทำงานของจิตอันหนึ่งใช่ไหม)

หลวงตา ใช่ ตั้งสติพับก็คือทำงานพับเหมือน ๆ กัน

(อันนี้เราใช้คอยคุมจิตไม่ให้มันคิดฟุ้งซ่าน)

หลวงตา นั่นแหละคือการทำงานอันหนึ่งสติ คือความรู้มันจะระลึกได้เป็นระยะๆๆเรียกว่าสตินะ ทีนี้เวลาให้มันระลึกอยู่ตลอดจนกระทั่งมันระลึกได้ตลอดนี้เป็นสัมปชัญญะ ที่เลยจากนั้นไปอีกมันก็เป็นมหาสติ มหาสตินี้จะเป็นโดยอัตโนมัติของตัวเอง คือสติที่จะให้เป็นสติขึ้นมาได้อาศัยการระลึกๆๆ เช่นอย่างเราจะข้ามแม่น้ำนะเราไต่ไม้ลำเดียวกัน เราจะต้องมีสติอย่างเต็มที่ไม่งั้นตกตายใช่ไหมล่ะ เราต้องขยับ สติก็ต้องจ่อ เดินทุกก้าวขยับ ๆ ไป ทุกก้าวสติต้องมี นี่เรียกว่าสตินะ ทีนี้พอผ่านไปแล้วมันก็หลับครอก พอมันผ่านฝั่งไปแล้ว มันก็หลับครอกคือสติหายไปแล้วพูดง่าย ๆ มันหลับครอก มันลืมตาเฉยๆความจริงสติมันหลับครอกแล้ว นี่เรียกว่าสติ

ทีนี้สัมปชัญญะ ตั้งสติไว้โดยลำดับลำดา จะทำจะเดินจะเหินไปไหนก็ตามจะพูดจะจาอะไรก็ตาม มันมีความตั้งอยู่นะ มีความตั้งๆตลอด นี่เรียกว่าสัมปชัญญะ คือความรู้มันสืบต่อกัน สติอย่างงี้มันสืบต่อกันเรียกว่าสัมปชัญญะ นี่เป็นขั้นที่สอง พอถึงขั้นที่สามแล้วมหาสติมหาปัญญา หรือสติอัตโนมัติมันจะเป็นของมันเองไม่ว่าจะทำการทำงานอะไรก็ตาม ยืนเดินนั่งนอนเว้นแต่หลับเท่านั้นนะ สตินี้จะทำงานเป็นของตัวเองตลอดเวลาเรียกว่าอัตโนมัติ Automatic อัตโนมัตินี่แล้วทำงานของเขาอยู่อย่างนั้น โดยไม่ต้องบังคับบัญชานะ เป็นเรื่องของธรรมชาติอันนั้นเอง นี่ท่านเรียกว่ามหาสติ มันสามชั้น หนึ่งสติ สองสัมปชัญญะ สามมหาสติ นี่เรายังไม่ได้พูดถึงเรื่องปัญญา หลวงตาบัวก็ยังเรียนไม่ถึงเอาไว้ก่อนเถอะ ให้หลวงตาบัวเรียนถึงก่อนแล้วจะพูดนะ มันต้องมีบทตลกแม่นบ่

เอาละ จะให้พรทั่วหน้ากันนะ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก