ทางเดินเพื่อความหลุดพ้น
วันที่ 2 พฤษภาคม 2528 เวลา 19:00 น. ความยาว 61.08 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๒๘

ทางเดินเพื่อความหลุดพ้น

จิตตวิสุทธิบุคคล ไม่มีที่จะแสดงความวิกลวิการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงตามธาตุตามขันธ์ แต่ก็อาศัยธาตุขันธ์เป็นเครื่องมือ เมื่อธาตุขันธ์ไม่อำนวยแล้ว ความเมตตาสงสารก็แสดงออกไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย สุดท้ายก็แสดงออกเป็นกิริยาเกี่ยวกับธาตุขันธ์นี้ไม่ได้ ดังพระพุทธเจ้าปรินิพพานหรือสาวกทั้งหลายท่านนิพพาน ก็คือเครื่องมือนั้นบรรลัย ใช้ได้เท่านั้น เมื่อถึงวาระแล้วก็เป็นไปตามสภาพของมัน นี่เป็นมาตั้งแต่กาลไหน ๆ เป็นอยู่อย่างนี้ตลอด คำว่า อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา จึงตีตราแห่งความสัตย์ความจริงไว้ประจำโลกทั้งสามนี้ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นจากสภาพทั้งสามนี้

หากจะพิจารณาตามอรรถตามธรรม ซึ่งเวลานี้ธรรมกำลังมีอยู่ หรือเป็นเวลาที่ศาสนายังมีอยู่ การชี้แจงบอกความสัตย์ความจริงตามสิ่งที่เป็นจริงทั้งหลายก็มีอยู่ พอจะเข้าใจได้สำหรับผู้สนใจนำธรรมเข้ามาสอดส่องแยกแยะคลี่คลายออก จะเห็นความจริงตามลำดับลำดาที่พระพุทธเจ้าประกาศไว้โดยไม่ต้องสงสัย นอกจากจะให้กิเลสเหยียบย่ำทำลายปิดหูปิดตา ปิดจิตปิดใจไว้เสียอย่างเดียวเท่านั้น แม้จะสัมผัสสัมพันธ์อะไรโดนจนกระทั่งศีรษะแตกขาหัก ถึงขนาดตายก็ไม่รู้ เพราะกิเลสไม่เคยจะทำผู้หนึ่งผู้ใดให้รู้ให้ฉลาดแหลมคม ให้หลุดพ้นจากเงื้อมมือของมันไปได้ เพราะมันมีความหวังอยู่อย่างนั้นตลอด อุบายวิธีทั้งปวงเพื่อความบีบบังคับ หรือหลอกลวงสัตว์ทั้งหลายให้อยู่ในเงื้อมมือของมันทั้งนั้น เหตุใดจะเปิดโอกาสหรือเปิดช่องเปิดทาง ให้บรรดาสัตว์ทั้งหลายได้รู้เหตุรู้ผลรู้ความสัตย์ความจริง แล้วสลัดปัดสิ่งที่เกี่ยวข้องพัวพันคือมันเสียเองออกไปโดยอิสระของจิตตามหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ไม่มี

หากว่าเราทั้งหลายผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมไม่สนใจในอรรถในธรรม นำเข้ามาแก้ไขจิตใจของตนแล้ว จะไม่เห็นของจริง ซึ่งประกาศกระเทือนอยู่ทั่วสรรพางค์ร่างกายทั้งขันธ์ ๕ และจิตใจเรา ไม่มีเวลาลดหย่อนผ่อนคลายลงไปบ้างเลย มีแต่ความจริงล้วน ๆ ในธาตุในขันธ์นี้

ความจริงก็คือว่า ทุกขสัจ นั่นฟังซิ ก็คือความจริงอันหนึ่ง สมุทัยสัจก็คือความจริงอันหนึ่ง ถ้ายกมรรคสัจขึ้นมาเพื่อสอดส่องมองสิ่งที่เป็นสัจจะด้วยกัน ทำไมจะไม่ทะลุปรุโปร่งออกไปถึงนิโรธสัจ คือความดับสนิทแห่งสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เล่า เพราะสัจธรรมมีอยู่ เอาธาตุเอาขันธ์เอาจิตใจนี้เป็นเครื่องประกาศยืนยันกันได้เลย ปฏิเสธกันไม่ได้เรื่องสัจธรรมซึ่งเต็มอยู่ในขันธ์นี้

สัจธรรมนี้แลเป็นทางเดินเพื่อความหลุดพ้น สัจธรรมนี้แลเป็นเครื่องยืนยันแห่งความจริงทั้งหลาย และเครื่องยืนยันของผู้รู้รู้สัจธรรมนี้คือใคร ถ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ท่าน จะเป็นใครเล่ารู้สัจธรรมซึ่งมีเต็มอยู่ภายในร่างกายคือ ขันธ์ ๕ กองรูป กองเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ด้วยสติปัญญาญาณทั้งหลาย นี่คือฝ่ายมรรค แยกแยะลงไปตรงนี้ทำไมจะไม่รู้ทำไมจะไม่เห็น สิ่งเหล่านี้เป็นของจริงมาดั้งเดิม นอกจากจะให้กิเลสเอาไปถลุงเสียอย่างเดียวเท่านั้น อาการทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้สัมผัสสัมพันธ์ มีแต่กิเลสกอบโกยเอาเรื่องผลประโยชน์ของมันเสียโดยถ่ายเดียว แล้วสุดท้ายก็มาทำลายตัวเองนั่นแหละ ไม่ได้ทำลายผู้หนึ่งผู้ใด ทำลายตนก่อนอื่น และกระจายออกไปให้เป็นความเสียหายแก่ผู้อื่นอีกด้วย ด้วยความเห็นที่เป็นพิษเป็นภัยของตน

นี่กิเลสมันแหลมคม ผมเคยสอนพวกท่านทั้งหลายไว้นานสักเท่าไร ตั้งแต่ออกสังคมมานี้ได้ ๓๐ กว่าปีนี้แล้ว ผมเคยได้พูดออกปากตั้งแต่เริ่มแรกในขั้นที่ได้เข้าใจในธรรมเบื้องต้น ตามความตะเกียกตะกายของตนที่เป็นมา ถามท่านเพ็งนี่แหละเป็นองค์แรก ไม่ต้องถามผู้หนึ่งผู้ใด ท่านเพ็ง นี่จะเล่าอันหนึ่งให้ท่านฟังนะ ผมมาอยู่สถานที่นี่ นี้ก็เล่าความจริงออกมาเลยเป็นอย่างนั้น ๆ นี่จะไม่แจง แต่เป็นเรื่องสัจธรรมส่วนละเอียดสุด ทั้งสมุทัยทั้งมรรคเป็นความละเอียดสุดของสัจธรรมทั้งสี่นี้ สุดจิตสุดคิดสุดทั้งเหตุสุดทั้งผลให้ท่านฟังโดยเฉพาะ ไม่มีใครเลยวันนั้น มีสองต่อสองเท่านั้น พอจบลงแล้ว คำพูดเช่นนี้ซึ่งท่านเคยติดสอยห้อยตามผมมานี้เป็นเวลานาน ทั้งอยู่กับพ่อแม่ครูจารย์มั่นของเรา ทั้งเที่ยวโดยลำพัง คำพูดเช่นนี้ผมเคยพูดให้ท่านฟังไหม ท่านก็ยอมรับ บอกว่าไม่เคยได้ยิน

นี่ละให้ท่านตั้งใจนะถ้าท่านจะตั้งใจ เพราะไม่ใช่เป็นคำโกหกเป็นคำหลอกลวง เป็นคำถอดออกมาจากหัวใจที่ได้ตะเกียกตะกายมาเต็มกำลังความสามารถ ทั้งเหตุและผล จึงได้ออกมาและพูดให้ท่านฟัง นี่เป็นคนแรกที่ได้ระบายให้ฟังหรือกระซิบให้ฟัง เพราะพูดสองต่อสองโดยเฉพาะ นี่คืออะไรที่พูดเหล่านี้ พูดเพื่อความโอ้อวดท่านทั้งหลายเหรอ นี่พูดยืนยันในความจริงทั้งหลายซึ่งมีอยู่ในขันธ์ ๕ นี้เอง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี่คือเครื่องมือ เป็นไปได้ทั้งเครื่องมือของธรรม เป็นไปได้ทั้งเครื่องมือของสมุทัยคือกิเลสประเภทต่าง ๆ ที่จะสร้างผลประโยชน์ของมันขึ้นมา โดยอาศัยขันธ์ทั้งห้านี้เป็นเครื่องมือ

ธรรมจะสร้างผลสร้างประโยชน์เพื่อสังหารกิเลส ให้ถึงสมุจเฉทปหาน ได้แก่ มรรคผลนิพพานเต็มภูมิ ก็ต้องอาศัยขันธ์ทั้งห้านี้เป็นเครื่องมือเป็นเครื่องยืนยัน เมื่อทราบก็จะทราบอยู่ในวงขันธ์นี้ ซึ่งเป็นสถานที่พระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลาย ทรงรู้ทรงเห็นทรงยืนยันพระองค์ แล้วนำธรรมชาตินี้ออกประกาศธรรมสอนโลก ซึ่งไม่มีใครที่จะค้านได้เลย เพราะเป็นความจริงเสมอกันหมด นอกจากไม่รู้ไม่เห็นเท่านั้น

ทีนี้เมื่อได้หยั่งสติปัญญาซึ่งเป็นมรรคสัจ เข้าไปที่จุดนี้อันเป็นความจริงด้วยกัน จริงต่อจริงเข้าถึงกันเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว ทำไมจะไม่ประกาศความบริสุทธิ์ความจริงของตนออกมาอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ และยืนยันพูดได้อย่างเต็มปากรู้ได้เต็มหัวใจเล่า นี่ละเครื่องยืนยันของศาสนาว่าศาสนาจริงขนาดไหน ใครเป็นผู้ทำศาสนาให้จริงในพุทธศาสนาของเรา ก็คือองค์ปัจจุบันนี้ ได้แก่ พระพุทธเจ้าสมณโคดม เป็นผู้ที่รู้จริงเห็นจริงในธรรมทั้งหลาย ระหว่างขันธ์กับจิตซึ่งรวมกันอยู่นี้ หรือตีสัจธรรมทั้งสี่นี้แตกกระจายออกให้เห็นอย่างแจ่มแจ้งชัดเจน แล้วเปิดเผยมรรคผลนิพพานขึ้นมาให้เต็มสัดเต็มส่วน ได้แก่ความบริสุทธิ์พระทัยความบริสุทธิ์ใจของพระพุทธเจ้าและสาวกขึ้นมาอย่างเต็มภูมิ

นี่ละเครื่องยืนยันแห่งความเป็นพระพุทธเจ้า เมื่อความยืนยันแห่งพระพุทธเจ้า ความยืนยันแห่งพระสงฆ์สาวก ปรากฏขึ้นมาภายในพระทัยและใจของตนด้วยความบริสุทธิ์แล้ว การประกาศธรรมสอนโลกจึงประกาศได้อย่างเปิดเผย อย่างอาจหาญ อย่างไม่สะทกสะท้าน เพราะเอาความจริงออกประกาศ ไม่ใช่เอาของปลอมออกประกาศ ทำไมจะไม่ประกาศได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทำไมจะไปสะทกสะท้าน นี่ละศาสนาเป็นของจริง-จริงอย่างนี้ เป็นตัวพยานได้อย่างชัดเจน พระพุทธเจ้าจะปรินิพพานนานสักเท่าไร เจ้าของมีอยู่นี่เห็นได้อย่างชัดเจน

เจ้าของเพื่อความเป็นศาสดาและสักขีพยานแห่งความเป็นศาสดา คืออะไร คืออริยสัจ ๔ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค สิ่งเหล่านี้ตั้งอยู่ตรงไหน ตั้งอยู่ในวงขันธ์ ๕ กับจิตเป็นตัวประธาน ไม่นอกเหนือไปจากขันธ์เราขันธ์ท่าน จิตเราจิตท่านนี้เลย ขอให้พิจารณาที่ตรงนี้แล้วจะยืนยันในความเป็นของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย กี่ร้อยกี่ล้านพระองค์ก็ตามเถอะจะไม่มีอะไรสงสัย ว่าศาสนานี้คือศาสนาที่จริงแท้ มีผู้ยืนยัน มีผู้เป็นเจ้าของโดยไม่ต้องสงสัย ไม่ได้มาหลอกกันอย่างปาว ๆ เราพูดเฉพาะวงศาสนาของพระพุทธเจ้า เรียกว่าพุทธศาสนา เอาสัจธรรมนี้เป็นเครื่องประกาศ เป็นเครื่องยืนยันแห่งความจริงของศาสนาทั้งหลายที่แสดงออกแก่โลกสงสาร เฉพาะอย่างยิ่งแสดงแก่พวกเรา

เราอยู่กันยังไงทุกวันนี้ ปฏิบัติกันยังไง สัจธรรมนี้ประกาศกังวานอยู่ทั้งวันทั้งคืนยืนเดินนั่งนอนไม่มีลดมีหย่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกข์กับสมุทัยสัจ เป็นสิ่งที่ประกาศกังวานออกหน้าออกตาไม่สะทกสะท้าน เพ่นพ่านเต็มวัดเต็มวาเต็มพระเต็มเณร ทำไมจึงไม่เอาสติปัญญาซึ่งเป็นมรรคสัจออกพินิจพิจารณาคลี่คลาย

ขันติความอดความทน ทนเพื่ออะไร ทนเพื่อต่อสู้กิเลสสังหารกิเลสด้วยอรรถด้วยธรรม ทำไมจึงไม่นำออกมาใช้ สติปัญญามีอยู่หุงต้มแกงกินได้เหรอ บอกแล้วหลายครั้งหลายหน อันนี้ไม่ใช่อาหารประเภทต้มแกงกิน เป็นเครื่องมือสำหรับสังหารกิเลสตัวเป็นภัยต่อจิตใจของพวกเราทั้งหลายเอง ทำไมจึงไม่คิดไม่ค้นขึ้นมา ที่ผมสอนทุกวันนี้เข้าใจว่าผมมาโกหกท่านทั้งหลายอย่างนั้นเหรอ จึงไม่มีใครสนใจจะประพฤติปฏิบัติ ถ้าสนใจก็ควรจะเข้าใจกันบ้างไม่มากก็น้อย ไม่ถึงกับอกจะแตกอย่างที่เป็นอยู่เวลานี้ ผมอดผมทนนะ

เข้ามามาก ตั้งใจมา องค์นั้นก็อยากมาศึกษา องค์นี้ก็อยากมาศึกษา มาเกะ ๆ กะ ๆ เก้อ ๆ เขิน ๆ ลุ่ม ๆ ดอน ๆ หาความสัตย์ความจริงอะไรก็ไม่ได้ เร่ ๆ ร่อน ๆ สุดท้ายก็เอาชื่อสถานที่อยู่และครูบาอาจารย์ไปขายกิน นี่อันหนึ่งไม่สงสัย เป็นไปได้จริง ๆ ทีแรกก็มามุ่งอรรถมุ่งธรรม สุดท้ายกลายเป็นเรื่องโลกเรื่องสงสาร เรื่องกิเลสตัณหาไปเสียหมด เรื่องอรรถเรื่องธรรมเลยไม่มี ถ้าไม่คิดแยกแยะจริง ๆ จะเอาตัวไปไม่รอดนะ จะแบกขันธ์ ๕ อยู่ด้วยอำนาจของกิเลสตัณหาอาสวะเหมือนโลกทั่ว ๆ ไป ไม่มีอะไรแปลกกันเลยในวงผู้ปฏิบัติเรา

เวลานี้ยิ่งครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่ได้เคยกราบไหว้บูชา และเคยได้ยินชื่อยินเสียงของท่าน ให้เป็นเครื่องอบอุ่นภายในจิตใจก็ร่อยหรอลงไป ๆ จะไม่มีอะไรเหลือเสียแล้วเวลานี้ เราจะสร้างเนื้อสร้างตัวของเราเพื่อเป็นหลักเป็นเกณฑ์ขึ้นไป เพราะอาศัยโอวาทคำสั่งสอนหรือความอบอุ่นจากท่าน ความพึ่งพิงอาศัยท่าน มาเป็นต้นทุนหนุนตนขึ้นสู่ระดับแห่งธรรมอันสูงไปโดยลำดับ เพื่อเป็นที่พึ่งของตนได้ที่เรียกว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ จะไม่ปรากฏบ้างเหรอเวลานี้ จะเสร็จสิ้นไปเสียทุกสิ่งทุกอย่างแล้วเหรอ เหลือแต่ร่างของพระของเณรผ้าเหลืองห่มคลุมอยู่เท่านั้นเหรอ จะไม่มีของจริงอะไรติดจิตติดใจบ้างเหรอ ศาสนานี้เป็นโมฆะถึงขนาดนั้นเชียวเหรอ เป็นที่สมบูรณ์พูนผลอย่างหาประมาณไม่ได้เฉพาะแต่กิเลส เต็มหัวใจของพระของเณรของนักปฏิบัติเราเท่านั้นเหรอเวลานี้ คิดให้ดีนักปฏิบัติ

ถ้าจะตักตวงเอามรรคผลนิพพาน ด้วยการปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า และเชื่อพระพุทธเจ้าอย่างจริงจัง ว่าพระพุทธเจ้าไม่ใช่องค์ปลอม ไม่ใช่ศาสดาปลอม เป็นศาสดาที่จริงแท้แน่นอนไม่สงสัย กิเลสเป็นของปลอม ทีนี้เราเสกสรรกิเลสขึ้นมาให้เป็นของจริง ธรรมะกลายเป็นของปลอมไปเสียหมดแล้วเวลานี้ จนจะไม่มีธรรมบทใดเข้ามาขัดแย้ง เข้ามาต้านทาน เข้ามาต่อสู้กับกิเลส พอที่จะเอาตัวของเรารอดไปได้ในวันหนึ่ง ๆ ให้มีความสงบเย็นแล้วนะ จะมีแต่ฟืนแต่ไฟเผาจิตเผาใจเราจะว่ายังไง

ผมก็ยิ่งอ่อนลงทุกวัน ๆ ท่านทั้งหลายก็ทราบอยู่แล้ว หลบหลีกปลีกตัวไปนี้เพื่ออะไร แต่ก่อนผมก็ไม่ได้หลบไม่ได้หลีก แนะนำสั่งสอนหมู่เพื่อนเต็มสติกำลังความสามารถ ทั้งประชาชนญาติโยมพระเณร มีมากเท่าไรก็สอนทุ่มลงไป ๆ ผลสุดท้ายธาตุขันธ์ก็อย่างที่ว่านั่นแหละ เครื่องมือ ๆ ฟังซิ ค่อยร่อยหรอลงไป ๆ อ่อนลงไป ๆ จนกระทั่งมันจะไปจริง ๆ ผมก็เคยพูดให้หมู่เพื่อนฟัง

ความที่สงสารหมู่เพื่อน ไม่อยากจะพูดอะไรให้กระทบกระเทือนจิตใจ ผมก็เคยรักษาเต็มเม็ดเต็มหน่วย ดังคราวที่ผ่านมาแล้วนี้เกือบไปจริง ๆ ยังเหลือไม่กี่เปอร์เซ็นต์ โรคหัวใจกับโรคอะไรที่มันหอบบวกกันเข้า ถึงกับเจ้าของได้กำหนดเองโน่น และถ้าหากว่ายาไม่ถูกนี้ก็เป็นจริง ๆ นะ ป่านนี้ไปแล้วไม่เหลือ เพราะได้คิดได้คาดมาแล้วไม่เคยผิด

นี้เรื่องธาตุเรื่องขันธ์ของเจ้าของ ทุกข์เกิดขึ้นในเจ้าของในขันธ์เจ้าของ กำหนดกันอยู่ ต่อสู้กันอยู่หรือยับยั้งกันอยู่ ทำไมจะไม่รู้สิ่งเหล่านี้มันหนักมันเบาขนาดไหน เคยยับยั้งกันเคยรั้งกันเอาไว้ก็เคยมานานแล้ว บทเวลาหนักเข้า ๆ จะสู้กันไม่ไหวนี่ก็ได้วิตกวิจารณ์เสียมากมาย ไม่อยากจะพูดให้หมู่ให้เพื่อนฟัง เกรงจะกระทบกระเทือน เพราะไม่มีอะไรเป็นผลเป็นประโยชน์เกิดขึ้นจากการพูดให้หมู่เพื่อนฟังเลย หากจะแย้มบ้างก็เป็นบางองค์นิดหน่อยเท่านั้น นอกจากจะดูอากัปกิริยาหรืออาการที่เคลื่อนไหวไปมาเท่านั้น หนักขนาดนั้นก็ได้เป็นแล้ว ก็ได้เห็นแล้ว

แต่ก่อนผมก็ไม่เคยเป็น โรคหัวใจก็เคยเป็นมานาน แม้จะว่าเป็นโรคที่ตายง่ายก็ตามแต่ก็พอทำเนา พอยับยั้งกันได้ พอโรคอะไรพูดไม่ถูกเป็นขึ้นมาชัด ๆ อย่างที่เล่าให้ฟัง เหมือนกับโรคหอบ มันจะพาให้ชักให้สลบไปในขณะนั้น ผมก็ยังไม่เคยเห็นโรคหัวใจผมนี้ได้ถึง ๙๙% ผมเคยเล่าให้ฟังแล้วว่า ๙๙% ตั้งแต่คราวถ่ายท้องอยู่หนองผือ ส่วนโรคหัวใจเพียง ๙๘ เท่านั้นยังไม่ถึง ๙๙ แต่คราวนี้ถึงเสียแล้ว จึงอดไม่ได้ที่จะวิตกวิจารณ์กับเรา คำว่าวิตกวิจารณ์กับเราก็คือกับหมู่กับคณะนั่นเองไม่ใช่อะไร ขันธ์นี้เราใช้เพื่อหมู่เพื่อคณะไม่ได้ใช้เพื่อเรา จึงได้วิตกวิจารณ์ อ๋อ ถ้าลงขนาดนี้แล้วเรานี้จะไม่เลย ๗ วันจะต้องไปแน่ ๆ เพราะรุนแรงขึ้นทุกวัน ๆ รั้งกันไว้ ๆ เมื่อเหลือกำลังแล้วก็จำต้องปล่อยเท่านั้นเอง

พระพุทธเจ้าก็ยังนิพพานจะว่ายังไง เราเพียงหนูตัวหนึ่งเท่านั้นจะไปวิเศษวิโสเกินพระพุทธเจ้ามาจากไหน พอที่จะค้ำโลกอยู่ได้ไม่ต้องตาย โรคนี้พอหอบเต็มที่เหมือนกับว่าชักไปเลย ชักไป ๆ ลมหายใจนี้หายไปข้างบนหมด เงียบ เหลือแต่ความรู้ เวทนาดับหมด เช่นเดียวกับที่ว่าถ่ายท้อง ๒๕ หน อาเจียน ๒ หนนั่นเอง ดับหมดเหลือแต่ความรู้ล้วน ๆ เท่านั้น ไม่มีอะไรปรากฏ แข้งขาอวัยวะทุกส่วนเป็นเหมือนท่อนไม้ท่อนฟืน ไม่มีความรู้สึกอะไร เวทนาอะไรดับหมด เหลือแต่ความรู้เท่านั้น นั่น ๙๙% อันนี้ก็มาเป็นแล้ว

ถ้าหากว่ายานี้ไม่ทัน ไม่ถูกกับยาหมอจีนนี้ ต้องไปแน่ ๆ ไม่สงสัย เพราะถึง ๙๙% แล้ว เนื่องจากโรคที่ว่าหอบนี่เข้าไปบวกกับโรคหัวใจ พอขึ้นถึงขีดแล้วลมหายใจนี้ดับเงียบไปเลย แต่ความรู้ยังไม่หมด บังคับไว้ไม่ให้ออก ไม่ให้ขึ้นไม่ให้ลงไปไหน ให้รู้อยู่กับรู้ บังคับไว้ ในขณะที่บังคับไว้นั้น ทุกขเวทนาหายหมดไม่มีอะไรเหลือเลย ร่างกายทุกส่วนเหมือนท่อนไม้ท่อนฟืน มีสักแต่ว่ารู้ บังคับกันไว้นั้น ไม่นานนักลมหายใจค่อยแสดงขึ้นมานิด ๆ ทั้งที่มันหมดไปแล้วนะ ถ้าธรรมดาก็ไปเลยเพราะคนเราต้องตื่นเต้น เวลาเป็นถึงขนาดนี้แล้วตื่นเต้น หาสติสตังไม่ได้ ต้องปล่อยเลย ความรู้มันก็ออกไปขณะนั้นเลย เจ้าของก็ไม่รู้ แต่นี้ สาธุ ไม่ได้อวด มันรู้นี่ อะไร ๆ หมดไป ๆ รู้หมด แต่ความรู้ไม่หมดนี่ รู้อยู่นี้ก็ต้องอาศัยนี้ บังคับไว้ไม่ให้ออก บังคับไว้ภายในตัว ไม่นานนักลมหายใจค่อยปรากฏขึ้นมานิด ๆ บังคับกันไว้ตรงนั้นไม่คิดไม่ปรุง ปล่อยให้ค่อยแสดงขึ้นมา

สักเดี๋ยวเวทนาความอ่อนเพลียทั้งหลายก็ค่อยปรากฏขึ้น พร้อมกันกับลมหายใจค่อยแสดงขึ้นมา นี่โรคหัวใจนี้ได้ปรากฏถึง ๙๙% เสียแล้ว นี่รั้งไว้ก็เพื่ออะไร ก็เพื่อหมู่เพื่อคณะ ลำพังผมเองไม่ได้เสียดายอะไรผมไม่ได้คุย พูดธรรมทุกบททุกบาทผมไม่ได้มาโกหกหมู่เพื่อน พูดเต็มอกเต็มใจ พูดด้วยความสัตย์ความจริงของเจ้าของโดยไม่มีอะไรสงสัย พูดด้วยความเมตตาสงสารหมู่เพื่อน ควรจะตั้งอกตั้งใจยังไงให้ตั้ง เวลาที่แนะนำสั่งสอนอยู่นี้ที่ฟังก็ฟัง จะจริงจะจังขนาดไหนก็เอา ตายแล้วไม่มีใครสอนนะ คนใดก็ตามตายแล้วก็ฟังไม่ได้สอนไม่ได้เหมือนกัน นี่ก็คือความจริงอันหนึ่ง เห็นชัด ๆ อยู่ในธาตุในขันธ์ของเรา

ถ้าจิตไม่ได้อบรมสั่งสอนเจ้าของบ้างแล้วจะเป็นยังไง ตายแล้วก็เหมือนหนูตัวหนึ่งตายเกิดประโยชน์อะไร มนุษย์ก็ว่าเฉย ๆ ให้ชื่อกันว่ามนุษย์ ๆ ตายเฉย ๆ ความมีสติสตังความเป็นหลักเป็นเกณฑ์ หาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้ก็เท่ากันกับสัตว์นั่นแหละ ถ้าไม่ได้ประพฤติปฏิบัติธรรม ใครจะว่าดีว่าเลิศว่าประเสริฐก็ตามเถอะ มีแต่ลมปากทั้งนั้นแหละ ลงไม่ได้ฝึกฝนอบรมจิตใจของเจ้าของให้ดีตามอรรถตามธรรม

คนเราดีตามธรรม ดีด้วยธรรม ดีด้วยการฝึกการฝนการอบรม จะดีมากดีน้อยดีด้วยเหตุนี้ ไม่ใช่ดีด้วยชื่อด้วยเสียง ด้วยกิตติศัพท์กิตติคุณที่ร่ำลือกันลั่นไปเฉย ๆ นั่นเป็นลมปากไม่เกิดประโยชน์อะไรแหละ ต้องให้เป็นภายในจิตในใจ ฝึกฝนอบรมเจ้าของให้มันจริงมันจังซิ ให้เห็นเรื่องตาย รู้กลมายาของการตายเสียตั้งแต่ยังไม่ตาย ไม่สะทกสะท้าน ถ้าลงรู้ขนาดนั้นแล้วตายก็ตายเถอะ เป็นเพียงแต่ว่าสภาพของธาตุของขันธ์สลายตัวลงไปเท่านั้น

ธรรมชาติที่รู้ไม่มีอะไรเกี่ยวไม่มีอะไรเกาะ ไม่ใช่ธาตุไม่ใช่ขันธ์อันนี้ ไม่ใช่สมมุติอันนี้มันจะมาเกี่ยวเกาะกันอะไร มีส่วนเกี่ยวเกาะ มีส่วนเกี่ยวข้องให้ดีใจเสียใจให้ได้ให้เสียต่อกันยังไงไม่มี ถ้าลงถึงความบริสุทธิ์ล้วน ๆ ท่านเรียกว่าวิมุตติ ๆ จะเกี่ยวกับสมมุติอะไรกัน เหล่านี้เป็นเรื่องของสมมุติทั้งนั้นที่แสดงตัว ที่ว่าได้ว่าเสีย ว่าล่มว่าจม ว่าเป็นว่าตาย ว่าทุกข์ว่ายาก ว่าลำบากว่าทรมานอะไรนี้ เป็นเรื่องสมมุติทั้งมวล เป็นเรื่องของขันธ์แสดงตัว เรื่องของจิตที่บริสุทธิ์ล้วน ๆ แล้วมีอะไรมาแสดง นั่นละพระพุทธเจ้าท่านทรงสมบัติอันนั้นละ สาวกอรหัตอรหันต์ท่านทรงสมบัติอันนั้นไว้ ท่านไม่ทรงด้วยขี้หมูราขี้หมาแห้งเต็มหัวใจเหมือนอย่างพวกเรา ซึ่งเต็มไปด้วยความขี้เกียจขี้คร้าน จะชำระออกก็กลัวมันจะไม่พอกหัวใจอยู่นั้นตลอดไปก็ขี้เกียจ นอนกอดกันอยู่นั้นไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย

ตั้งใจประพฤติปฏิบัติซิ ธรรมมีอยู่ สิ่งที่จะฟอกจิตชำระสะสาง สิ่งที่จะปราบสิ่งชั่วช้าลามกทั้งหลายมีอยู่ในสัจธรรมอันเดียวกันนั้น หัวใจเราเป็นที่รวมแห่งสัจธรรมทั้งสี่ ทุกข์ สมุทัย นี่ตัวทำลาย สมุทัยเป็นตัวก่อเหตุให้ทุกข์เกิดขึ้นมาทำลาย มรรคเป็นตัวก่อเหตุให้นิโรธเกิดขึ้นมาปราบทุกข์ทั้งหลายให้เรียบราบไปจากจิตใจ ทั้งสี่อย่างนี้ท่านเรียกว่ากิริยา ความบริสุทธิ์ไม่ใช่กิริยา คือจิตที่บริสุทธิ์

นี่ก็ได้สอนเต็มสติกำลังความสามารถจนไม่ทราบจะสอนอะไรอีก ทุกวันนี้ได้แนะนำสั่งสอนหมู่เพื่อน ได้อบรมอะไรที่ไหนเมื่อไรดูซิ อยู่แต่ลำพังเจ้าของก็จะตายอยู่แล้ว หลบนู้นซ่อนนี้ไปซึ่งไม่เคยเป็นก็เป็นแล้วนี่ ที่ไหนสะดวกสบายตามเรื่องอัธยาศัยตามธาตุตามขันธ์ไม่มีอะไรกวน ก็ไปเท่านั้นจะว่าไง เพราะสอนก็สอนมากต่อมากแล้ว อยู่ได้ก็อยู่ไป หากว่าอยู่ไม่ไหวจริง ๆ ก็สลัดขณะเดียวเท่านั้นจะยากอะไร ของนี้ไม่ใช่เป็นของยาก ดินน้ำลมไฟมันเป็นของมันอยู่แล้ว ยากอะไร หวงมันหาอะไร

อะไรเป็นความดิบความดีที่จะให้เป็นสาระแก่นสารแก่ตน พยุงตนให้เข้าสู่ความเจริญรุ่งเรืองจนถึงความพ้นทุกข์นั้นแหละให้ขะมักเขม้น ให้อุตส่าห์พยายาม อย่ามาหึงมาหวงแต่ความขี้เกียจขี้คร้าน ความอ่อนแอท้อแท้เหลวไหลอันนี้ ซึ่งเคยฝังจมมากับภพกับชาติ กับจิตกับใจดวงหมุนเวียนนี้ตลอดเวลาอยู่แล้ว สงสัยอะไรว่ามันจะพาเราดิบเราดีเราวิเศษวิโสอะไรจากสิ่งเหล่านี้ มีแต่พาให้จมมาเรื่อย ๆ อย่างนี้ ธรรมเท่านั้นที่จะพาคนให้มีความเจริญรุ่งเรือง ไม่เชื่อพระพุทธเจ้าจะเชื่อใคร

นี่ละที่กล่าวถึงเรื่องศาสดาองค์เอก อยู่ในวงขันธ์นี่ ให้เห็นนี่ชัด ๆ เถอะไม่สงสัย สงสัยอะไรสงสัยพระพุทธเจ้า เครื่องประกาศให้รู้พระพุทธเจ้า ให้เห็นพระพุทธเจ้า ให้เชื่อพระพุทธเจ้า ก็คือสัจธรรมทั้งสี่นี่ละ เอ้า เรียนลงไป อยู่ในวงขันธ์นี้ เมื่อเห็นอันนี้รู้อันนี้แล้วจะไม่สงสัยพระพุทธเจ้า สนฺทิฏฺฐิโก ๆ จะประกาศกังวานขึ้นมาที่นี่จนสุดขีดของ สนฺทิฏฺฐิโก ไม่นอกเหนือไปจากนี้เลย

นี่ก็หลั่งไหลกันมามากต่อมากจะทำยังไง ตั้ง ๔๐ กว่า ให้ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ อย่ามาเหลว ๆ ไหล ๆ ให้หนักอกหนักใจ ไม่ว่าชาติชั้นวรรณะใดละล้วนกิเลสเต็มหัวใจด้วยกัน อย่ามายึดมาถืออย่ามาสำคัญมั่นหมายให้กิเลสหลอกไป ชาตินั้นสูง ชั้นนี้สูง ยศถาบรรดาศักดิ์ใหญ่โต แล้วจะก้าวขาไม่ออกเพราะหนักยศ หนักความสำคัญ นั่นละคือกิเลสหลอกคนให้รู้ เอาให้มันพังลงไปในหัวใจเป็นไร ถ้ากิเลสพังในหัวใจไม่เสกสรรก็วิเศษเอง วิเศษในหัวใจ อย่าวิเศษด้วยความเสกสรรปั้นยอเถอะ ไม่เกิดประโยชน์อะไรทั้งนั้นแหละ ชาติไหนก็ชาติกิเลสบังคับหัวใจ กิเลสหุ้มห่อที่หัวใจ ต้องได้แก้ไขได้ถอดได้ถอนด้วยกัน

ฉะนั้นเวลามาอยู่ร่วมกันแล้วให้ สพฺเพ สตฺตา อันว่าสัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตาย ให้มีความสนิทสนมกลมกลืนกัน ด้วยอรรถด้วยธรรม ด้วยเหตุด้วยผลซึ่งเป็นข้ออรรถข้อธรรม แล้วจะอยู่ด้วยกันเป็นผาสุก อย่าให้มามีเขี้ยวมีเขาเหมือนสุนัขมาเห่ามากัดกัน ใช้ไม่ได้ในวงศาสนา วงพระวงเณรวงผู้ปฏิบัติ มาแสดงอาการอย่างนี้เลวที่สุดเลย เหลวที่สุด เราสลดสังเวชมากนะ เพราะงั้นรายใดที่ปรากฏขึ้นมาจึงไล่ออกเลยไม่ให้อยู่ ผลทำไมเป็นอย่างนี้ สอนมาเต็มเม็ดเต็มหน่วย สอนแทบล้มแทบตาย ผลแสดงออกมาทำไมเป็นอย่างนี้ น่าสลดสังเวชจะตายไปนี่

เอาแค่นี้แหละ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก