ขอความเป็นธรรม
วันที่ 21 มกราคม 2529 เวลา 19:00 น. ความยาว 58.35 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๒๙

ขอความเป็นธรรม

การปฏิบัติครูบาอาจารย์ที่พาดำเนินก็มี การอบรมสั่งสอนให้ถูกต้องตามแนวทางก็ได้รับจากท่านอยู่เสมอ หลักธรรมหลักวินัยตามตำรับตำราก็มี เราก็เคยได้สำเหนียกได้ศึกษา ทางตาก็ได้เห็นท่านพาดำเนิน ทางหูก็ได้ยินเสียงการอบรมสั่งสอน ทางใจซึ่งเป็นนักคิดอยู่แล้ว หากเราจะน้อมมาคิดทางอรรถทางธรรมก็ได้คิดเต็มหัวใจ เช่นเดียวกับกิเลสนำไปใช้นั่นเอง ความเห็นมีอะไรขัดข้องกัน ถ้าเราไม่ยอมให้สิ่งต่ำทรามทั้งหลายเหล่านั้น มาคว้าเอาหัวใจไปเป็นเครื่องมือของมันเสียเท่านั้น เราก็นำมาคิดเพื่ออรรถเพื่อธรรมได้เช่นเดียวกับมันนำไปคิดเพื่อประโยชน์ของมัน

การเสาะแสวงหาความดีก็ย่อมได้ขัดได้แย้ง หรือได้ต้านทานกับสิ่งไม่ดีทั้งหลาย ซึ่งมีอยู่รอบด้าน รอบตัวของเรา ปราชญ์ที่ได้เป็นสรณะของพวกเรามี พุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ เป็นหลักสำคัญ ล้วนแล้วแต่ท่านฝึกท่านทรมานอย่างหนัก ไม่ใช่อย่างธรรมดา ไอ้เรามีแต่ความมักง่าย ความสะเพร่า ความต้องการให้สุกก่อนห่าม มันเลยกลายเป็นลักษณะขายก่อนซื้อไปเสีย ผลประโยชน์ที่จะพึงได้จึงไม่ค่อยปรากฏหรือไม่ปรากฏ

สอนก็สอนกันมามากมาย ถ้าจิตไม่ดื้อไม่ด้านชินชาไปเสียอย่างเดียวแล้ว เราแน่ใจว่าต้องได้หลักได้เกณฑ์จากการประพฤติปฏิบัติธรรมทั้งหลาย นับแต่ขั้นสมาธิขึ้นไป ความเยือกเย็นน่าจะได้เพราะการฝึก ความฉลาดทางด้านปัญญาก็เช่นเดียวกัน นี่มันไม่ได้เรื่องได้ราว นี่ก็เท่ากับกิเลสมันห้ำหั่นเราอยู่ตลอดเวลา หาความเป็นธรรมแก่ตัวเองไม่มี มีแต่เรื่องของกิเลส เรื่องเหยียบย่ำทำลายตัวอยู่เสมอ แล้วจะเอาของดิบของดีมาจากไหน

สอนก็สอนมามากต่อมาก หลายปีหลายเดือนแล้วสอนหมู่สอนเพื่อนก็ดี ที่มาอยู่นี้อยู่นาน ๆ ก็มี แต่สำคัญที่มาด้วยความตั้งใจจริง ๆ สนใจจริง ๆ ในการสำเหนียกศึกษาและการประพฤติปฏิบัติตัว ผลก็จะไม่นอกเหนือไปจากการปฏิบัติเหล่านี้ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านก็เคยทำอย่างนั้นมา และได้ผลมาแนะนำสั่งสอนพวกเรา

เรื่องความหลักลอยในใจนี่สำคัญมาก ใจไม่มีหลักมีเกณฑ์ รวนเรเร่ร่อน ทั้ง ๆ ที่มีหลักยึดก็ไม่สนใจจะยึดจะเกาะ นี่ละชาวพุทธเราถึงเหลวไหล ทั้ง ๆ ที่ถือพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาเอกด้วย ก็เอกแต่ศาสนา คนที่นับถือก็ไม่ได้ผลได้ประโยชน์อะไร กลายเป็นคนรวนเรหาหลักยึดไม่ได้ เขาว่าอะไรก็หลงไปตามเขา คว้าไปตาม สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว ๆ ไปอย่างนั้น เพราะขาดความสนใจ เนื่องจากเอาความสนใจทุ่มเทไปในสิ่งอื่น หรือสิ่งที่ไม่เป็นสารประโยชน์อะไรเสียมากต่อมาก สิ่งที่เป็นสาระจึงไม่ค่อยมีหรือไม่มีภายในใจ ใครว่าอะไรใครทำอะไรมาก็เชื่อเขา เชื่อไป ๆ เสีย และเชื่อก็ไม่จริง อะไรก็ไม่จริงทั้งนั้นแหละ เหลว ๆ ไหล ๆ

ยิ่งทุกวันนี้ศาสนายิ่งมีสิ่งแทรกซึม มีสิ่งทำลายเอามากทีเดียว ในพวกเดียวกันเพศเดียวกันนี่แหละตัวทำลายสำคัญมาก เพราะจิตที่เป็นตัวข้าศึก สิ่งที่เป็นข้าศึกอยู่ภายในจิตนั้นมันอาศัยเพศอันนี้ อาศัยเพศสมณะนี้ออกทำลายได้อย่างองอาจกล้าหาญ ได้อย่างเปิดเผย มองไปที่ไหนก็เห็นอยู่ชัด ๆ นี่

ถ้าต่างคนต่างมีความสนใจจริงจังกับพุทธศาสนาแล้ว ทำไมจะไม่ทราบว่าอันไหนปลอมอันไหนจริง อันไหนเป็นข้าศึก อันไหนเข้ามาทำลาย อันใดเป็นคุณ ทำไมจะไม่ทราบ หัวใจดวงเดียวกัน เพื่อความคิดเช่นเดียวกัน เรียนจากอรรถจากธรรมจากคัมภีร์แห่งพุทธศาสนาอันเดียวกัน มันแยกมันแยะคิด ตรงไหนมันปลอมตรงไหนมันจริงทำไมจะไม่ทราบ ถ้าไม่หลับตาอยู่เสียอย่างเดียวเท่านั้นก็ช่วยไม่ได้ สุดท้ายศาสนาก็จมไป ๆ หาที่ยึดที่เกาะไม่ได้ มีแต่พวกเดียวกันทำลายกัน เตะกันอยู่อย่างนั้น หาผู้จะส่งเสริมเป็นความดิบความดีขึ้นมา เพื่อเป็นสาระแก่ตนและส่วนรวมมันไม่มีนะ มีแต่เรื่องทำลายกัน

ใครก็อยากอวดดีอวดเก่ง มีแต่เรื่องกิเลสทั้งมวลหาเรื่องธรรมไม่มี จะเอาความสุขความเจริญมาจากไหน ใครจะประกาศว่าตนเก่งขนาดไหนก็ตามเถอะ ถ้าประกาศด้วยวิธีที่เป็นข้าศึกต่อธรรมแล้ว มันจะต้องเลวลงเสื่อมลง ทำลายลงไปทั้งเขาทั้งเรา คือทั้งตัวผู้ประกาศนั้นโดยไม่ต้องสงสัย จะเอาความเจริญมาจากไหน ก็กิเลสซึ่งเป็นข้าศึกต่อธรรมอยู่แล้ว มันจะพาโลกพาสงสารให้มีความเจริญรุ่งเรืองไปไหน ถ้าหากพาโลกให้มีความเจริญรุ่งเรืองเพราะมันแล้ว ก็มันครอบหัวใจอยู่ทุก ๆ ดวงอยู่แล้วนี่ บ่นกันว่าทุกข์ว่าลำบากว่าทรมานอะไรกัน นี่ละเรื่องของมันเป็นอย่างนั้น มีอยู่รอบด้านเวลานี้

ศาสนาก็ล่วงมา ๒,๕๐๐ กว่าปีนี้ ยิ่งเห็นชัดเข้า ๆ เพราะความสนใจที่จะหาของจริงนั้นมีน้อยยิ่งกว่าเรื่องจอมปลอม เรื่องอวดฤทธิ์อวดเดช อวดหาเหตุหาผลไม่ได้ แต่อยากดิบอยากดีอยากโด่งอยากดัง เรื่องของกิเลสหากอยากอย่างนั้น แล้วมันก็ทำลายเราด้วยวิธีนั้น ทำลายทั้งตัวและทำลายทั้งส่วนรวมด้วย ถ้าเรื่องธรรมแล้วไม่อยากอวด อยากไปหาอะไร อวดทั้ง ๆ ที่ไม่มีความจริงเกิดประโยชน์อะไร ถ้ามีความจริงอยู่ในตัวแล้ว อวดไม่อวดก็มีก็จริง

ศาสนาหลักธรรมชาติจริง ๆ แล้วไม่เป็นภัยต่อผู้ใด เพราะฉะนั้นใครจึงมาแอบอ้างได้อย่างง่ายดาย เอาศาสนาไปเป็นเครื่องมือและทำลายกัน เวลาจะทำลายไม่เอาเรื่องของศาสนาไปทำลาย มันเอาเรื่องของกิเลส แต่อาศัยศาสนาเป็นโล่บังหน้า เพราะโลกทั้งหลายนับถือ โลกทั้งหลายลงใจ เช่นอย่างเขาขอความเป็นธรรมอย่างนี้เป็นต้น มันขออะไรความเป็นธรรม ต่างคนต่างหาความเป็นธรรมไม่ได้ จะขอความเป็นธรรมมาจากไหน มีแต่พวกอธรรมด้วยกันขอความเป็นธรรมทั้งนั้น แล้วเอาความเป็นธรรมมาจากไหน ถ้าต่างคนต่างเป็นธรรมแล้วจะหาขอกันที่ไหน ไม่ต้องขอ แน่ะ เรื่องก็มีเท่านั้น

ย่นเข้ามาถึงผู้ปฏิบัติเราก็เหมือนกัน ทุกวันนี้เราก็มุ่งต่ออรรถต่อธรรม ก็คือขอความเป็นธรรม แต่การประพฤติปฏิบัติเป็นอีกอย่าง ความเคลื่อนไหวของจิตเคลื่อนไปอีกอย่าง ไม่ตรงตามแถวตามแนวแห่งความเป็นธรรม มันก็หาความเป็นธรรมไม่ได้ นอกจากเป็นกิเลสไปหมด ทุกอาการที่เคลื่อนไหวแห่งความคิดความปรุง ตลอดถึงวาจาหรือกายความประพฤติ แสดงออกไปเป็นเรื่องของกิเลสทั้งมวล เพราะเรื่องขอความเป็นธรรมเป็นเจตนาที่คิดขึ้นชั่วขณะ แต่เวลาก้าวเดินมันเป็นเรื่องของความเป็นกิเลสทั้งมวล จะหาความเป็นธรรมมาจากไหน เช่น สมาธิธรรม สมาธิธรรมจะเกิดขึ้นได้ด้วยวิธีใดท่านก็สอนไว้แล้ว แต่เราไม่ดำเนินตามหลักหรือทางของสมาธิธรรม ก็หาความสงบหาความตั้งมั่นไม่ได้จิตใจคนเราพระเรา

หาอุบายวิธีฝึกทรมานกันหลายด้านหลายทาง หลายแง่หลายสันหลายคม แล้วกิเลสจะเหนือธรรมะไปได้อย่างไร ก็ธรรมะแท้ ๆ เป็นเครื่องปราบกิเลส ไม่มีอะไรจะปราบกิเลสได้ลงคอยิ่งกว่าธรรม พระพุทธเจ้าก็พาปราบมาแล้ว สอนโลกกระเทือนโลกธาตุมาได้เท่าไร เฉพาะองค์ปัจจุบันเรานี้ได้ ๒,๕๐๐ กว่าปีมาแล้ว นี่เรื่องของธรรมที่ประหารกิเลสทั้งนั้น ปราบปรามกิเลสทั้งมวล ถ้าเดินตามหลักที่ท่านสอนหรือท่านดำเนินมาแล้วได้ผลมาแล้ว ทำไมจะไม่ได้ ทีนี้มันไม่ได้เรื่องนั่นซิ สติสตังก็ไม่ได้เป็นหน้าเป็นหลังอะไรเลย

ฝึกให้มันหลายด้านหลายสันหลายคม หลายอุบายหลายวิธีการฝึก เพราะเราก็ทราบอยู่แล้วว่า กิเลสมันฉลาดแหลมคมมาก นี่เคยสอนมาไม่รู้กี่ครั้งกี่หน อะไรจะแหลมคมแยบคายยิ่งกว่ากิเลส ในโลกธาตุนี้มีแต่กิเลสเป็นเจ้าอำนาจ เพราะความฉลาดแหลมคมของมันนั่นเอง จะให้ธรรมเป็นเจ้าอำนาจก็ต้องผลิตธรรมขึ้นมาใช้เพื่อปราบกิเลส ก็ปราบได้อย่างพระพุทธเจ้าและสาวกอรหัตอรหันต์ท่าน นั่นก็เห็นตัวอย่างกันอยู่นี่ ถ้านำมาใช้ในทางที่เป็นธรรมก็เป็นธรรมภายในตัวของเรา ภายในใจของเราเอง

นี่เห็นทำความเพียรก็มีแต่กิริยา ๆ อาการ ใจไม่ทราบไปไหน หาความจดจ่อต่อเนื่องด้วยความมีสติสตังไม่ได้ แล้วทางจงกรมเป็นยังไงทุกวันนี้ มันไม่ใช่เป็นดงเสือไปหมดแล้วเหรอ มาอยู่นี้มาอยู่กันอะไร นั่งสมาธิมันได้ถึง ๕ นาทีไหมนี่ เดินจงกรมได้พอ ๓๐ นาทีไหม ผมอกจะแตกแล้วนะอยู่กับหมู่กับเพื่อน หนักมากทีเดียว มองดูแพล็บ ๆ ๆ มันหากขวางตาขวางหูอยู่นั่นแหละ มันทำไมถึงขวาง

เรารับหมู่เพื่อนไว้ด้วยความเมตตาสงสาร และแนะนำสั่งสอนด้วยความเมตตาแท้ ๆ เหตุใดมันจึงขวางหูขวางตา พิจารณาบ้างซิหมู่เพื่อน มันขวางธรรมมันก็ขวางตาซิ เราคิดเป็นธรรมแท้ ๆ กับหมู่กับเพื่อน ดูด้วยความเป็นธรรม บกพร่องตรงไหน ๆ มันมีแต่เรื่องกีดเรื่องขวาง ความบกพร่องทั้งนั้น มันจะไม่ขวางยังไง เพราะสิ่งเหล่านี้ได้ดำเนินมาแล้ว ไม่ใช่ไม่ได้ดำเนินมา แล้วมาคุยโม้โอ้อวดเพื่อนฝูงเฉย ๆ ได้ก้าวมาได้ดำเนินมาทุกสิ่งทุกอย่าง

ความเป็นผู้น้อยก็เคยมาแล้ว จนกระทั่งได้เป็นผู้ใหญ่ โดยความเสกสรรปั้นยออะไรก็แล้วแต่เถอะ มาถึงขนาดนี้ และวัยก็วัยใหญ่แล้ว แก่แล้วขนาดนี้ หมู่เพื่อนก็มาถือเป็นครูเป็นอาจารย์ ก็มีความเป็นผู้ใหญ่ตามสมมุตินิยม หรือตามหลักธรรมชาติมันก็เป็นด้วยวัย ดำเนินมาหมดแล้ว หมู่เพื่อนเป็นยังไงทำไมจะไม่รู้

มันอยู่กันเก้ง ๆ ก้าง ๆ อู๋ย ดูไม่ได้จะว่าไง ทนเอานะ จะตายแล้วนะนี่ ความเฉลียวฉลาดมองดูแง่ไหนก็ไม่เห็นแสดงออกมาให้เห็น แล้วก็จะไปปฏิบัติจิตให้มีความสงบเยือกเย็น เพราะอำนาจของสติธรรม ปัญญาธรรม วิริยธรรม ได้ยังไง นอกจากเป็นเรื่องของกิเลสฉุดลากไปตลอดเวลาทั้ง ๆ ที่ทำความเพียร แล้วเข้าใจว่าตนทำความเพียรอยู่เท่านั้น มันถึงไม่เห็นเหตุเห็นผลอะไร

สอนก็สอนเสียจน…จะให้สอนอะไรอีกนักหนา ทุกวันนี้กำลังวังชาก็ลดลง ๆ อยู่ไป ๆ เท่านั้นเอง พูดตามความจริงอย่างนี้ละ มันไม่ได้สนใจกับอะไรแล้วนี่เวลานี้ มันหดเข้า ๆ มา ความเมตตายอมรับว่าเมตตาสงสาร แต่เครื่องมือที่จะใช้ทำผลประโยชน์แก่โลกตามความเมตตานี้มันลดลง ๆ ไม่เอาไหนแล้ว หดเข้ามา ๆ ด้วนเข้ามา ๆ การแนะนำสั่งสอนหมู่เพื่อนมันไม่พร้อมเสียแล้ว ร่างกายก็คอยแต่จะพัง ใครก็รุมเข้ามา มาแล้วไม่ได้หน้าได้หลังอะไร นี่หนัก หนักอยู่ตลอด

เราแปลกใจเอามากที่พระพุทธศาสนาที่พระองค์ทรงแสดงไว้นี้ แสดงเรื่องมรรคเรื่องผล เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญา เรื่องวิมุตติหลุดพ้นทั้งนั้น ไม่มีอะไรบกพร่องเลย แล้วทำไมผู้ปฏิบัติเราถึงจะคว้าน้ำเหลว ๆ ก็ให้กิเลสพาคว้ามันก็คว้าน้ำเหลวละซิ ถ้าธรรมพาคว้าทำไมจะไม่ติดมือขึ้นมา นี่สำคัญตรงนี้

หัดคิดอ่านซิสติปัญญามีอยู่ อยู่ทำไมอยู่ไปวันหนึ่ง ๆ ตื่นอะไร ตื่นมืดตื่นแจ้ง ตื่นปีตื่นเดือนตื่นวันตื่นคืนตื่นอะไร มันมีมืดมีแจ้งมาตั้งแต่กัปไหนกัลป์ใด ได้ผลได้ประโยชน์อะไร ความคิดความปรุงการกระทำของตัวเองต่างหากจะทำให้ล่มจมเสียหายก็ดี ทำให้เจริญรุ่งเรืองก็ดี มันเรื่องของเรานี้ต่างหาก ไม่ใช่เรื่องของมืดของแจ้ง ดินฟ้าอากาศและแร่ธาตุต่าง ๆ อันใดเลย นอกจากใจดวงเดียวนี้เท่านั้น เป็นรากฐานอันสำคัญที่จะสร้างความดีและความล่มจมแก่ตน มีเท่านี้

ดูลงไปตรงนี้ซิ ธรรมอยู่ตรงนี้ไม่อยู่ที่อื่น ไม่อยู่กับมืดกับแจ้งวันคืนปีเดือน อยู่ที่หัวใจ กิเลสมันบีบอยู่หัวใจนั่น มีมากมีน้อยแสดงขึ้นที่ใจให้เห็นอยู่ชัด ๆ ธรรมก็เกิดขึ้นที่นั่น ผลิตขึ้นได้ที่นั่น ทำไมไม่มองดูตรงนั้น

ทำจิตให้สงบ หรือจะบริกรรมคำใดให้อยู่กับคำบริกรรมนั้น ด้วยความยืดยาวไปสักหน่อยพอให้สืบเนื่องกัน เพื่อจิตจะได้มีความสงบร่มเย็นก็ทำไม่ได้ ปล่อยให้แต่กิเลสลากไป ๆ เสีย ทั้ง ๆ ที่มันก็เคยลากอยู่ตลอดเวลาแล้ว ทำไมจึงเพลินกับมัน คล้อยตามมันตลอด ถ้าไม่คล้อยตามมันจะลากไปไม่ได้ ถ้าไม่เชื่อมันไม่คล้อยตามมัน มันจะลากไปไม่ได้ ถ้าลงได้เห็นว่ามันเป็นข้าศึกกับตนอยู่แล้ว ยังไงก็ต้องฟัดกันจนแหลกให้ได้ ในเวลาหนึ่งกาลหนึ่งอิริยาบถหนึ่งจนได้ ได้สติสตังไปเรื่อย ๆ คนเรา

อันนี้ซิมีแต่เรื่องมันหลอก ความปรุงมันปรุงยังไง คิดดูซิมาตั้งแต่วันเกิดมันปรุงเรื่องอะไรบ้าง ที่ว่าสังขาร ๆ มันปรุงเรื่องอะไร สัญญามันหมายโน้นหมายนี้ มันหมายเรื่องอะไร นี่ก็อาการของจิตทั้งนั้นมันวาดภาพขึ้นมาหลอกเจ้าของ ๆ เหมือนกับเป็นของจริงขึ้นมา นี่มันหลอก หลอกอยู่ทุกเวล่ำเวลา หลอกมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ทำไมจึงตื่นอยู่ตลอดเวลาไม่ชินชาเลย นี่ซิมันน่าแปลกใจเอามากทีเดียว

ลองดูซิจิตมันหลอก หลอกอยู่ตลอดเวลาไม่มีความเบื่อไม่มีความอิ่มพอ พอใจให้มันหลอกอยู่ตลอดไม่เห็นโทษของมัน นี่แหละที่ไม่เห็นธรรมเพราะอันนี้เอง จึงระงับมันไม่ได้ และเอาความปรุงอันจริงที่จะแก้กันขึ้นมา มันก็ไม่ยอมรับพอกี่นาทีละ เช่น คำบริกรรม ๆ นี่เป็นความปรุงเหมือนกัน เป็นสังขารเหมือนกัน แต่เป็นสังขารฝ่ายธรรม สังขารฝ่ายมรรค ความปรุงโดยลำพังของจิตเป็นสังขารฝ่ายสมุทัย กิเลสผลักดันออกมาให้คิดให้ปรุง อันนี้เป็นเรื่องของธรรม…บริกรรม นี่มันก็ไม่ได้เรื่องได้ราว แล้วก็เผลอไปตามมันเสียจนได้ หาความสงบที่ไหนมันก็ไม่สงบซิ

ประการหนึ่งร่างกายมีกำลังมากมันก็ทำลายเหมือนกัน…ความพากเพียร เวลาร่างกายมีกำลังมากตั้งสติไม่ได้ คำบริกรรมเอาอยู่ต่อหน้าต่อตา มันก็ล้มไปต่อหน้าต่อตา มันเคยเป็น เหล่านี้ผมได้ทำมาแล้วผ่านมาแล้ว จึงต้องได้ฝึกหลายเล่ห์หลายเหลี่ยมหลายสันหลายคมหลายอุบายวิธี จะเอาเป็นความแน่นอนตายตัวทีเดียวไม่ได้เรื่องการฝึก ต้องเอาเหตุเอาการณ์ เอาเหตุผลหรือเอาสภาพการณ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏขึ้นในใจ ซึ่งจะต้องฟัดต้องเหวี่ยงกันในแง่ใดเป็นสำคัญ นั่นละเอาตรงนั้น จึงพูดว่าแน่นอนไม่ได้

เวลาจะใช้ปัญญาก็หากมี เวลาจะใช้ทางสมาธิก็เอา มันพลิกไปพลิกมาอยู่ ขอให้เป็นธรรมเถอะ ถ้าเป็นธรรมแล้วถึงจะไม่สงบมันก็ฉลาดมันก็เป็นอุบาย และเข้ามาสู่ความสงบจนได้ นี่มันไม่มีซิ ปล่อยแต่ให้กิเลสมันฟัดมันเหวี่ยงด้วยความคิดความปรุง สัญญาอารมณ์ผ่านไปกี่ปีกี่เดือนแล้ว มันก็อบมันก็อุ่นขึ้นมาใหม่ ๆ สด ๆ ร้อน ๆ ให้ตื่นเป็นบ้าอยู่นั้นน่ะซิ มันน่าทุเรศตรงนี้นะ

จะว่าอนาคตมันก็เป็นลมเป็นแล้งอีกเหมือนกัน เป็นอารมณ์ ไม่มีความจริง มันก็ปรุงมันหลอกอยู่อย่างนั้นจนได้ ในขณะหนึ่ง ๆ มันอยู่ด้วยภาพหลอกภาพหลอนอันนี้ ไม่ได้อยู่ด้วยความจริงของจิต เพราะไม่เห็นโทษของมัน ถ้ามันได้สงบให้แน่วลงไปแล้วก็เห็นคุณละซิ และก็เห็นโทษแห่งความวุ่นวายความหลอกลวงนั้นในขณะเดียวกันนั้นแหละ นี่ไม่เห็นเพราะจิตมันไม่เป็น

คำว่าสงบ เราจะไปคาดไปหมาย ได้ยินท่านว่าสงบแบบนั้นสงบแบบนี้ ก็จะไปหมายให้เป็นอย่างนั้นให้เป็นอย่างนี้ก็ไม่ถูก มันต้องเป็นหลักธรรมชาติเกิดขึ้นกับตัวเอง จะสงบแบบใดวิธีใดเจ้าของจะรู้เจ้าของเอง นั่นละเป็นความถูกต้อง เพราะจิตจริตนิสัยของคนไม่เหมือนกัน จะสงบแบบไหนก็ให้รู้ว่ามันสงบ มันไม่ยุ่ง

ผมน่ะเหนื่อยนะทุกวันนี้ เพียงพูดไปเท่านี้ก็เหนื่อย มันไม่เหมือนแต่ก่อน พูดไป ๆ ก็เหนื่อย ถ้าเหนื่อยแล้วยกธรรมขึ้นมาเพื่อจะพูด ก็เหมือนยกซุงทั้งท่อนนั่นแหละ อยากให้หมู่เพื่อนได้รู้ได้เห็น นี่ก็อยากเต็มหัวใจเหมือนกัน แต่แล้วมันก็เป็นไปไม่ได้อย่างที่ว่านี่ เพราะอำนาจฝ่ายต่ำมันรุนแรง ฝ่ายธรรมเครื่องปราบมีกำลังน้อย ก็ถูกมันลบลายไปเสียหมด ให้พากันตั้งอกตั้งใจ

หลักเกณฑ์ก็มีอยู่ดังที่พูดแล้วนั้น ไม่ใช่ทำแบบลม ๆ แล้ง ๆ มันหากเป็นแบบลม ๆ แล้ง ๆ เฉพาะในหัวใจเจ้าของเองต่างหาก หลักเกณฑ์มีอยู่ ไม่ใช่ว่าเราไม่มีหลักมีเกณฑ์ มี ครูบาอาจารย์คอยแนะนำสั่งสอนทุกแง่ทุกมุม ถูกต้องตามอรรถตามธรรม แต่ใจมันหากเถลไถลไปตามเรื่องของมันต่างหาก ไม่ใช่เราไม่มีหลักเกณฑ์ที่จะประพฤติปฏิบัติ แล้วคว้าโน้นคว้านี้ไปอย่างนั้น หลักเกณฑ์มีอยู่แล้ว แต่จิตไม่ยอมรับหลักเกณฑ์นั่นซิ มันถึงได้เหลว ๆ ไหล ๆ อยู่เวลานี้

เรื่องโลกมันหนาแน่นขึ้นภายในใจ โลกก็คือกิเลสนั่นแหละ มันหนาแน่นขึ้นทุกวัน ๆ ไม่ได้จางลงไป นี่ซิยิ่งทำให้เราได้รับความทุกข์ความลำบากและท้อถอยอ่อนแอไปหมดนั่นแหละ นี่คิดวันหนึ่ง ๆ คิดเรื่องวัฏจักรเรื่องวัฏวนของสัตวโลกของเขาของเรา อดไม่ได้มันต้องคิด มองดูอะไร ๆ นี้มันหากเป็นไปของมันเอง มันคิดสัมผัสสัมพันธ์อะไร หากเป็นไปในหลักธรรมชาติของมัน แต่มันเป็นไปทางด้านธรรมะล้วน ๆ ไม่ได้เป็นไปด้านกิเลสตัณหาอาสวะเหมือนดังแต่ก่อนที่เคยเป็น มันหากมีแปลกต่างอันนี้

เวลามันหมุนไปทางธรรมก็อย่างที่เคยพูด มันเป็นแต่ด้านธรรมล้วน ๆ สัมผัสสัมพันธ์อะไรมันอด จะว่าอดมันก็ไม่อด มันหากเป็นของมันเอง เหมือนน้ำซับน้ำซึม ไหลไปคิดพิจารณาไปถึงเรื่องวัฏวนของจิต จิตทุกดวงเป็นอย่างนั้นทั้งหมด จะมีต่างกันว่าหนาบางกว่ากันอย่างนี้อันหนึ่ง หนามาก หยาบมาก แล้วปานกลาง บาง เบาบางต่างกัน เช่นท่านว่าวัฏวนมันมีระยะทางใกล้ไกล ก็คือความหยาบมากหยาบน้อยและละเอียด นี่เป็นลำดับลำดา ทำให้วัฏวนของใจนี้ย่นเข้ามาๆ คือความเกิดแก่เจ็บตายนี้ย่นเข้ามา แทนที่จะเป็นเพียงหมื่นชาติอย่างนี้ ก็ขาดหมื่นชาติเข้ามา ย่นเข้ามาเป็นพัน เป็นร้อย เป็นสิบเข้ามา ถึงเป็นเอกพีชี อย่างที่ท่านพูดถึงเรื่องพระโสดา

เรื่องหลักธรรมชาติของจิตนี้ แหม.เวลาเราพิจารณาเข้าไปแล้วมันสลดสังเวชจริง ๆ นะ มีธรรมชาติอันหนึ่งที่มันหมุนจิต พาให้จิตเกิดแก่เจ็บตาย แล้วมันปิดไปพร้อมปิดตัวไปพร้อม ไม่ให้สัตว์ทั้งหลายรู้เงื่อนมันได้เลย นี่ซิถึงว่ามันแหลมคมมาก ธรรมชาติอันนี้ท่านให้ชื่อว่ากิเลส ไม่มีใครจะรู้ได้เลยถ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้าเป็นพระองค์แรก พระสาวกยังได้ยินได้ฟังก่อน แม้จะไปรู้โดย สนฺทิฏฺฐิโก ของตัวเองก็ตามเถอะ แต่ได้เงื่อนจากพระพุทธเจ้ามาก่อน สำหรับพระองค์เองไม่ได้ทรงศึกษาเล่าเรียนจากใครที่เหมาะสม ควรแก่การฆ่ากิเลสสังหารกิเลสวัฏวนนี้เลย จึงเรียกว่า สยัมภู ทรงรู้เองเห็นเอง ก็เพราะทรงขุดค้นเอง

จิตแต่ละดวง ๆ มันมากขนาดไหนนั่นซิ หาประมาณไม่ได้เลย และทุกดวงเว้น แน่ะ เว้นแต่จิตพระพุทธเจ้าพระอรหันต์เท่านั้น นั้นไม่นับเข้ามาในประเภทวัฏวนนี้ เพราะนั้นนอกโลกแล้ว โลกวัฏวนนี้ นอกจากนี้ไปหมดแล้วจึงไม่นับเข้ามา ถึงเรายกเว้นก็ว่ากันไปอย่างนั้นละ เพราะคนอาจจะไปคิดเรื่องจิตของท่านอย่างนั้นอย่างนี้ ก็จะดึงเข้ามาในวัฏวนนี่ จึงยกเว้นไว้เพื่อให้ทราบไว้อย่างนั้นเท่านั้นเอง

จากนั้นมันหมุนอย่างนี้ หมุนเกิดหมุนตาย หมุนอยู่ตลอดเวลา หมุนไปทางต่ำชั่วช้าลามก ให้ได้รับความทุกข์ความทรมานมากที่สุดก็มี อย่างที่ท่านแสดงไว้นรกอเวจีอะไร มีหลายขั้นหลายภูมิ ล้วนแล้วแต่เป็นที่บรรจุของสัตว์ที่มีกรรมหยาบหนาสาโหดเป็นลำดับลำดาขึ้นมา จนกระทั่งถึงขั้นมนุษย์ เทวบุตรเทวดา อินทร์ พรหม สูงขึ้นไป ๆ ล้วนแล้วแต่จิตที่หมุนเหมือนกันหมด เกิดต่างกัน เกิดทางดีทางชั่ว

ถ้าไม่ใช่ทางด้านปฏิบัตินี้จะมองไม่เห็นเลย กัปไหนกัลป์ใดก็ต้องเป็นจิตดวงหมุนอยู่ตลอดเวลา มีภาคปฏิบัตินี้เท่านั้น และมีความดี พูดง่าย ๆ ก็ความดีทุกประเภท นั่นละเป็นเครื่องเสริมกันเข้ามา เหมือนกับเครื่องมือสังหารวัฏจักรมีหลายประเภท รวมตัวเข้ามาเป็นพลังอันสำคัญ แล้วก็ไหลรวมเข้าสู่จิตตภาวนา ภาคปฏิบัติจิตตภาวนา รวมลงตรงนั้น นั่นละตรงนี้ละตรงที่จะรู้เรื่องความเกิด แก่ เจ็บ ตายของตัวเอง

เมื่อทราบเรื่องความเกิดแก่เจ็บตายของตัวเองว่าเป็นยังไงมายังไง จนกระทั่งละได้ขาด กลายเป็นวิวัฏจิตคือไม่หมุนอีกแล้ว ทำไมจะไม่ทราบเรื่องจิตแต่ละดวง ๆ ของสัตวโลกที่เต็มไปด้วยความหมุนเวียนนี้เล่า ต้องทราบได้อย่างประจักษ์ใจ เพราะใจดวงนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าเคยเป็นมาอย่างนั้นแล้ว บัดนี้ไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว เพราะเหตุอะไร ก็ทราบด้วยว่าเพราะเหตุนั้น

ดังพระพุทธเจ้าของเรา อเนกชาติสํสารํ สนฺธาวิสฺสํ อนิพฺพิสํ คหการํ คเวสฺสนฺโต, ทุกฺขา ชาติ ปุนปฺปุนํ ท่านแสดงไว้ในปฐมโพธิกาลที่ได้ตรัสรู้ ท่านเย้ยอวิชชาตัณหาที่สร้างบ้านสร้างเรือน คือภพชาติต่าง ๆ ให้เรา บัดนี้เราได้ทำลายให้สิ้นไปหมดแล้ว ไม่มีกิเลสตัณหาตัวใดที่จะสร้างภพสร้างชาติ ให้เรา(ท่านว่า) จิตของเราถึงแล้วซึ่งพระนิพพาน นั่นท่านพูดไว้ใน อเนกชาติสํสารํ นั่นละเป็นพระพุทธพจน์ เป็นพระอุทานของพระพุทธเจ้าเอง นั่นละท่านรู้ด้วยเหตุนั้น

ทีนี้บรรดาสาวกปฏิบัติทำไมจะไม่รู้อย่างพระองค์ล่ะ เมื่อถึงขั้นรู้แล้วปิดไม่อยู่ ต้องทราบแบบเดียวกัน ยอมรับพระพุทธเจ้าเพราะยอมรับเจ้าของ ยอมรับว่าจิตดวงนี้พ้นแล้วจากความหมุนเวียน และทราบได้ชัดว่าแต่ก่อนเป็นเพราะอะไรพาให้หมุนเวียน นี่ก็เพราะธรรมชาติที่ว่านี้ กิเลสตัณหาอาสวะนั่นละ ท่านก็แสดงไว้ใน อเนกชาติสํสารํ นั่นแหละ

วิสงฺขารคตํ จิตฺตํ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา ตัณหาคือความทะเยอทะยาน ความอยากความดิ้นรน นี่ละเป็นยางเหนียว เป็นตัวสำคัญที่สุดพาให้จิตหมุน พอได้ถูกทำลายเสียหมดสิ้นโดยประการทั้งปวงแล้ว ท่านว่าจิตเราถึงแล้วซึ่งพระนิพพาน มีความไม่ปรุงอะไรอีกแล้ว หมด เชื้ออะไรหมด สาวกทั้งหลายก็รู้อย่างเดียวกัน ไม่มีสาวกองค์ใดที่จะไปรู้อย่างอื่น รู้แบบเดียวกันหมด

เมื่อรู้เจ้าของเป็นอย่างนี้ จิตเจ้าของเป็นอย่างนี้แล้ว ก็สามารถจะรู้จิตทั่ว ๆ ไปได้ เช่นเดียวกับเรารู้เรื่องของเรา เราเคยเป็นมายังไง ๆ มาแต่ก่อน จิตเหล่านั้นเคยเป็นมายังไง ๆ เวลานี้จิตของเราผ่านแล้วพ้นแล้ว ไม่ไปเป็นอย่างนั้นอีกแล้วก็ทราบ จิตทั้งหลายที่ยังไม่ผ่านเพราะยังมีนั้นฝังอยู่ แน่ะ ก็บอกชัด ๆ

อวิชชาตัณหา นี่ละยางเหนียวตัวนี้ ยางอันนี้ละที่ฝังจิต เป็นนามธรรมด้วยกันกับจิต มองไม่เห็นถ้าไม่ใช่ญาณวิถี ถ้าไม่ใช่ปัญญา คำว่าญาณ ๆ คือละเอียดมาก ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ คือละเอียดซึ้งลงไปโดยลำดับ ถอยขึ้นมา ๆ จนกระทั่งถึง วิชฺชา อุทปาทิ แล้วก็ อาโลโก อุทปาทิ คือสว่างไปหมดเลย รู้รอบไปหมด

แล้วจะมีใครมารู้ได้อย่างนี้ ก็มีพระพุทธเจ้า จึงเรียกว่าศาสดาองค์เอก ศาสนาเอก ถึงเหตุถึงผล ไม่มีคำว่าหลอกลวง ไม่มีคำว่าลูบ ๆ คลำ ๆ เป็นความจริงล้วน ๆ รู้จริงเห็นจริง นี่ละจิตวิญญาณที่ผ่านอันนี้ไปได้แล้วก็ไม่พูดอีกได้เลย ไม่พูด พูดไปทำไม ไม่มีปัญหานี่ ไม่มีเหตุไม่มีปัญหาพูดมาทำไม ไอ้พวกเจ้าปัญหาซิ จิตดวงที่เต็มไปด้วยยางเหนียวพาให้เกิดแก่เจ็บตายอยู่ตลอดนี่ซิ มันถึงมีบุญมีบาปแทรกกันไปแทรกกันมาอยู่นี้ อันนั้นพ้นไปแล้วพูดไปหาท่านทำไม

หาอุบายแก้ไขซิ ให้มันสิ้นมันสุดลงไป จะไม่ต้องมาเที่ยวเกิดแก่เจ็บตายอีก ถ้าหากว่าแก้ไม่ได้เมื่อไรก็เป็นอย่างนี้ตลอดไปเลย ฟังแต่ว่าตลอดไป อนมตคฺโค ท่านว่าไม่มีเบื้องต้นเบื้องปลาย ท่านเทียบอุปมาไว้ว่าเหมือนมดแดงไต่ขอบด้ง ดูเอา มันออกไปทางไหน ไม่เห็นทางออก วนไปวนมาอยู่งั้น ท่านว่างั้น นี่ละวัฏวน กามภพ รูปภพ อรูปภพ นี่ละขอบด้ง เหมือนขอบด้ง สัตว์ทั้งหลายหมุนอยู่นี่ หมุนไปหมุนมาอยู่นี้ ทางออกก็ตั้งแต่โสดา สกิทา อนาคา ขึ้นไป ผลเป็นขึ้นมาแล้ว โสตะก็แปลว่า กระแส พาดพิงแล้ว กระแสแห่งความสิ้นทุกข์พาดพิงถึงแล้วเรื่อย ๆ ขึ้นไป

ขั้นภูมิของท่านที่ท่านอยู่ก็เป็นแล้วละ จิตประเภทเหล่านี้ก้าวเข้าสู่ อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา พรหมโลก ๕ ชั้น เรียกว่า สุทธาวาส ๕ ชั้น เป็นที่อยู่ของผู้บริสุทธิ์ สุทธาวาส แปลเอา บริสุทธิ์นี่ท่านคงจะหมายถึงเรื่องกามกิเลส จะให้บริสุทธิ์จริง ๆ นั้นยัง ก็ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ยังมีอยู่นี่ในจิตของ ๕ ชั้นนี้ ผู้ก้าวเข้าสู่ ๕ ชั้นนี้ยังมีอยู่นี่ เป็นระดับแรก ระดับสอง ระดับสามขึ้นไป เช่น อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา พอถึงขั้นอกนิฏฐาแล้วก็ผ่านเข้าสู่นิพพานท่านว่า

นี้เป็นหลักธรรมชาติของจิตที่เป็นเอง เมื่อก้าวเข้าถึงขั้นนี้แล้วเป็นหลักธรรมชาติของตัวเอง เช่นเดียวกับผลไม้ที่แก่แล้ว จะสอยลงมาบ่มไม่บ่มก็ตาม จะสุกโดยถ่ายเดียวเท่านั้น ถ้ายิ่งได้บ่มก็ยิ่งเร็ว อันนี้ก็ยิ่งได้ปฏิบัติยิ่งได้อบรมในจิตขั้นนี้ ตั้งแต่ขั้นแรกที่ได้ระดับ อนาคา ได้รับการอบรมแล้วก็ยิ่งรวดเร็วขึ้นไป ๆ เรื่อย ๆ จนกระทั่งสิ้นสุดในชาตินั้นเลย ไม่ต้องไปรออยู่ในขั้นใดภูมิใด หรือภพแห่งอกนิฏฐาภพก็ตาม ไม่ต้องไปรอ ไม่ไปอยู่ ผ่านเลย

นี่เพราะได้รับการบ่ม บ่มอินทรีย์ คือการปฏิบัติอบรมตัวอยู่เสมออย่างนี้ละ อย่างนักปฏิบัตินี่ จิตได้ก้าวเข้าถึงขั้นนี้แล้วก็เร่งความเพียรอยู่ตลอด ไม่ปล่อยให้เป็นไปเองตามธรรมดา มีการหนุนกันด้วย มีความเพียรด้วย หนุนเข้าไปด้วยก็เร็วขึ้น เหมือนกับแก่แล้วก็ยังไม่แล้ว สอยมาบ่มด้วย ผลไม้ก็สุกได้ง่าย สุกได้เร็วกว่าอยู่กับต้น นั่นเป็นอย่างนั้น

นี่ทางออก เมื่อก้าวเข้านี้แล้วเป็นทางออกละนะ พอถึงโสตะแล้วก็เรื่อย ๆ ขึ้นไป สกิทา อนาคา แล้วก็อรหัตภูมิเต็มภูมิ ผ่าน รู้อยู่ในหัวใจนี่แหละผู้ปฏิบัติทำไมจะไม่รู้ สนฺทิฏฺฐิโก พระองค์ประกาศกังวาน ล้าสมัยที่ไหน เอาลงไปซิ พากันปฏิบัติ การปฏิบัติของเราไม่ล้าสมัยผลจะไม่ล้าสมัย จะเห็นชัดเจนขึ้นมาเลย แล้วพระพุทธเจ้าจะเหมือนกับว่าประกาศกังวานอยู่ต่อหัวใจเราอยู่นะ อยู่ในหทัยเรานี่

พระพุทธเจ้าประกาศกังวานคือความจริง พระพุทธเจ้าประกาศไว้อย่างนี้ ๆ เมื่อรู้ความจริงขึ้นมา เหมือนว่าพระพุทธเจ้าประกาศกังวานอยู่ในหัวใจเรานั้น นั่นความจริง ได้ผ่านนี้แล้วหมด ที่ว่าหมดคือรู้ไปโดยลำดับนะ จิตเวลาถึงขั้นรู้แล้วรู้จริง ๆ เช่นท่านได้ระดับของกามราคะ คือมันละได้กามราคะขาดอย่างนี้นะ พอได้ระดับมันก็รู้ มันจะละเอียดของมันไปเรื่อย ๆ เพราะเร่ง

เอาละพอ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก