ตอบปัญหากรรมาธิการศาสนาศิลปะและวัฒนธรรม ณ วัดป่าบ้านตาด
วันที่ 18 มกราคม 2545
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

ตอบปัญหากรรมาธิการศาสนาศิลปะและวัฒนธรรม ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๕ (กลางคืน)

หลวงตา : เอ้า เข้ามานี้ทั้งหมดเลย เข้ามานั่งฟังให้ชัดเจนด้วยกันทุกคน วันนี้เป็นวันสำคัญวันหนึ่ง เพราะฉะนั้นจึงขอให้พี่น้องชาวพุทธเราได้ฟังกันทุกคน เราจะฟังให้เต็มเหนี่ยววันนี้

ทองก้อน : ท่านผู้นี้คือ ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง ประธานกรรมาธิการศาสนาศิลปะและวัฒนธรรมของสภาผู้แทนราษฎรขอรับ

ร.ท.กุเทพ : ที่มากราบนมัสการเนื่องจากว่าตอนนี้พวกกระผม กรรมาธิการ กำลังศึกษาเรื่องของพระศาสนา อยากจะมาขอทราบข้อคิดเห็นคำแนะนำของพระเดชพระคุณซึ่งเป็นพระเถระที่พวกเราเคารพ ว่าอนาคตของพระพุทธศาสนาต่อไปเราจะทำกันอย่างไรใน ๓ ประเด็นก็คือว่า ในเรื่อง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ที่กำลังจะผ่านสภา จะเข้าสู่สภา ในความคิดเห็นของพระเดชพระคุณคิดว่าจะทำอย่างไร ถึงจะไปช่วยทำให้พระพุทธศาสนายั่งยืนต่อไป

หลวงตา : เรื่องที่เขาจะเข้าเสนอมีอะไรบ้าง เราอยากจะทราบเรื่องที่เสนอ เรื่องราวเนื้อความมันเป็นยังไงต่อยังไง มีขัดหรือไม่ขัดยังไงบ้าง เราอยากจะทราบชัดตรงนี้ก่อน เอ้า อ่านได้เลยเราจะฟัง วันนี้จะฟังให้ถึงพริกถึงขิงทีเดียว อ้าว จริง ๆ นะ หลวงตานี้ไม่เหมือนใคร ถ้าลงได้ขึ้นเวทีแล้วโบกมือเลย ถ้ายังไม่ควรจะขึ้นดึงก็ไม่ขึ้น เข้าใจไหม ถ้าควรจะขึ้นแล้วขึ้นเลย จึงว่าอยากจะฟังเหตุฟังผลถึงเรื่องที่จะเข้าในสภา เข้าแบบไหนต่อแบบไหน เอ้า ว่าไป

ร.ท.กุเทพ : คือในขณะนี้ทางรัฐบาลกำลังเสนอ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ เนื่องจากว่าจะมีการปฏิรูปการศึกษา ทีนี้ พ.ร.บ.ฉบับใหม่นี้ก็จะเอาสำนักพระพุทธศาสนาแยกออกมา แต่การบริหารคณะสงฆ์ก็ยังเป็นแบบเดิม จะตั้งองค์กรขึ้นมาชื่อว่า มหาคณิสสร โดยมหาเถรสมาคมจะเป็นผู้ตั้งขึ้นมาบริหารคณะสงฆ์ แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากไปกว่าเดิม

หลวงตา : แล้วเปลี่ยนแปลง-เปลี่ยนแปลงยังไงบ้าง เราอยากทราบความเปลี่ยนแปลง

ร.ท.กุเทพ : พวกกระผมในฐานะพุทธศาสนิกชนคิดว่า ถ้าเป็นแบบเดิมอยู่ จะไม่สามารถแก้ปัญหาของพระพุทธศาสนาที่ถูกรุกรานอยู่ขณะนี้ได้ ไหน ๆ จะแก้แล้วก็อยากแก้ให้สมบูรณ์ โดยเอาพระธรรมวินัยเป็นกรอบ ก็เลยคิดว่าอยากจะให้มีองค์กรที่จะให้พระทั่วประเทศท่านได้มีการประชุมตามหลัก อปริหานิยธรรม แล้วอีกส่วนหนึ่งเวลาพระมีคดีข้อกล่าวหา ก็อยากให้มีลักษณะคล้าย ๆ ศาลสงฆ์ พิจารณาโดยกรอบพระธรรมวินัย ไม่ทราบว่าแนวความคิดอย่างนี้ พระเดชพระคุณจะมองเห็นเป็นอย่างไร

หลวงตา : ก็อันนี้เป็นตามหลักธรรมวินัยอยู่แล้วเราไม่ค้าน ผิดถูกประการใดก็เอาหลักธรรมหลักวินัยตัดสิน อย่าเอาหลักกฎหมายบ้านเมืองซึ่งนอกจากธรรมวินัยหรือไม่นอกเราก็ไม่ทราบได้เข้ามาตัดสิน แต่เรื่องหลักธรรมวินัยนี้เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงประทานมาแล้วตั้งแต่ต้น คือธรรมวินัยนี้แลได้แก่ศาสนาพุทธเรา นอกนั้นก็เป็นการประกอบไปอย่างนั้น เช่นอย่างการปกครองสงฆ์นี้ ปกครองก็ไม่กระทบกระเทือนกับหลักธรรมหลักวินัย ดังที่ท่านปกครองมาโดยลำดับ ต้องถือธรรมวินัยเป็นกฎเป็นเกณฑ์ มากระทบกระเทือนธรรมวินัยไม่ได้ กฎข้อบังคับเหล่านั้นจะเป็นโมฆะทันที ในลักษณะปกครองสงฆ์ตั้งแต่ก่อนบอกอย่างนั้น

แต่การปกครองทุกวันนี้ หรือลักษณะสงฆ์มีกฎกติกาข้อใดก็ตามเราไม่ทราบได้นะ เขาจะปกครองกันแบบไหน หรือว่าปกครองเหยียบย่ำทำลายธรรมวินัยได้ดีเท่าไรยิ่งเยี่ยม อย่างนั้นเราก็ไม่ทราบได้ เพราะฉะนั้นเราจึงอยากจะทราบว่า การปกครองระบอบใหม่หรือระบอบเก่าปกครองกันแบบไหน โดยถือหลักธรรมวินัยเป็นที่ตั้ง ไม่ให้มากระทบกระเทือนหลักธรรมวินัย เพราะเรื่องหลักธรรมวินัยพระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้นี้สมบูรณ์แบบแล้ว ถ้าเราจะพูดถึงเรื่องความสมบูรณ์ไม่มีอะไรบกพร่องแหละ สมบูรณ์แบบแล้ว แต่การที่จะมีการปกครองอย่างนั้นอย่างนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมสิ่งที่สมบูรณ์แบบไม่ให้ถูกกระทบกระเทือน เราก็เห็นด้วย แต่ถ้าจะมาเป็นการบีบบี้สีไฟหลักธรรมวินัยซึ่งเป็นหลักใหญ่ของพุทธศาสนาประจำเมืองไทยเราแล้ว เราเห็นด้วยไม่ได้ว่างั้นนะ อันนี้พอเข้าใจไม่ใช่เหรอ

ร.ท.กุเทพ : เข้าใจครับ

หลวงตา : เอ้า ทีนี้มีตรงไหนเอ้าว่าซิ

ร.ท.กุเทพ : ประเด็นก็คือว่าการปกครองที่เป็นอยู่ ที่มีพระท่านบริหารเฉพาะกลุ่ม พระต่างจังหวัดก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง แล้วเวลาเกิดพิษภัยทางศาสนามาก็แก้กันไม่ทัน เราก็เลยคิดว่าน่าจะให้มีองค์กรตามพระธรรมวินัย เพราะพระพุทธองค์ก็วางหลักไว้แล้วแต่เราไม่ได้เอาหลักนั้นมาใช้

หลวงตา : ผิด ถ้าไม่เอาหลักนั้นมาใช้ก็ผิด ยันได้เท่านี้ ถ้าเอาหลักธรรมวินัยมาใช้แล้วถูกต้อง ไม่ตั้งอะไรก็ถูก ครั้งพระพุทธเจ้าท่านปกครองกันมายังไง ยิ่งละเอียดลออยิ่งกว่าพวกเราปกครอง ไม่เห็นมีเจ้าคณะนั้น เจ้าคณะนี้เลย ท่านก็ปกครองกันมาเรียบร้อย เพราะในสมัยนั้นพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ แล้วพระสงฆ์ส่วนมากก็มีแต่พระสงฆ์สาวกที่เป็นอรหันต์ ๆ ปฏิบัติกันด้วยความเป็นธรรม ๆ เรื่องราวจึงไม่ค่อยมี ทีนี้เมื่อเวลาหนักเข้ากิเลสก็หนาขึ้น เรื่องแทรกศาสนาที่จะให้มัวหมองหรือเป็นอันตรายไปได้ก็มี จึงต้องมีการปกครองแทรกเข้ามา ๆ เราก็ไม่ได้ขัดข้องที่ท่านปกครองมาโดยลำดับ เพราะเรากางธรรมวินัยออกกับอันนี้อยู่ตลอดมา ก็ไม่เห็นขัดข้องอะไร

แต่ที่นี่เวลามาทุกวันนี้เขาตั้งกฎข้อบังคับอะไร ๆ บ้างเรายังไม่ทราบ ได้ยินแต่ว่าจะเข้าสภา ๆ มันก็ไม่แน่ใจคำว่าเข้าสภา หมูก็เข้าได้ หมาก็เข้าได้ เปรตก็เข้าได้ ผีก็เข้าได้ บัณฑิตนักปราชญ์ก็เข้าได้ เพราะฉะนั้นเพื่อความรอบคอบนี้ สาธุชนเราซึ่งเป็นเจ้าของสมบัติด้วยกันทุกคนทั่วประเทศไทยนี้ จึงควรจะได้รับทราบเสียก่อน ก่อนที่จะเข้าสภา ให้ประชาชนยอมรับเสียก่อน ถ้าเอะอะจะมาเข้าสภา ตั้งขึ้นมาเป็นผู้แทนเป็นสภาแล้ว ตั้งขึ้นมาเป็นเปรตเป็นผีกินบ้านกินเมือง หรือบีบบังคับประชาชนก็ได้ ถ้าผู้แทนเช่นนั้นคือผู้แทนปล้นชาติบ้านเมือง ปล้นศาสนา เราไม่เห็นด้วย เข้าใจไม่ใช่เหรอ ต้องมีหลักเกณฑ์ยอมรับกันที่จะควรเข้าสภา เข้าสภาก็ต้องประชาชนทั้งหลายให้ได้ทราบด้วยนะ ไม่ใช่จะเข้าสุ่มสี่สุ่มห้าแล้วเอาอำนาจมาบีบบังคับกันอย่างนั้น นี้เห็นด้วยไม่ได้เลย ตามความเห็นของหลวงตาเป็นเช่นนั้น โดยถือหลักธรรมวินัยเป็นเครื่องยืนตัว อันอื่นเราไม่ถือใหญ่กว่า เพราะพุทธศาสนานี้ออกมาจากหลักธรรมวินัย อย่างอื่นไม่มี อะไรที่จะนอกเหนือจากหลักพุทธศาสนา

ร.ท.กุเทพ : โดยหลักก็คงเป็นแบบที่พระเดชพระคุณหลวงตาได้เมตตาให้ข้อแนะนำ ซึ่งพวกกระผมที่ทำงานอยู่ในกรรมาธิการก็คำนึงถึงหลักนี้ แต่เวลาจะออกกฎหมายอะไร ซึ่งเป็นความจำเป็นในสังคมปัจจุบันที่มีคนมาก พระสงฆ์ก็มาก ก็ต้องมีหลักในการปกครองบริหารให้มีประสิทธิภาพ ให้แก้ปัญหาได้ แต่ก็จะเอาเมตตาธรรมของพระเดชพระคุณหลวงตาไปใช้ ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่กำลังพยายาม จึงอยากจะกราบขอความเมตตาว่า ถ้าพระเดชพระคุณมีโอกาสบอกไปยังท่านนายก ซึ่งท่านเคารพพระเดชพระคุณมาก วางใจพระคุณมาก บอกว่าในเรื่องกฎหมายนี่ ให้ท่านได้ช่วยฟังในส่วนของทางกรรมาธิการ ทางผู้หวังดีต่อพระพุทธศาสนา เพราะว่าเดี๋ยวนี้ร่างมาจากทางพระอย่างเดียว พระผู้ใหญ่ท่านอยากได้อย่างไรท่านก็ร่างมาอย่างนั้น โดยท่านต้องการอยากจะคงอำนาจคงอะไรของท่านไว้ ซึ่งบางทีก็เพี้ยน

หลวงตา : อำนาจของท่านในครั้งพุทธกาลก็มี อำนาจพระเทวทัตจนกระทั่งทำสงฆ์ให้แตกกันก็มี มันมีอำนาจหลายอำนาจนะ ถ้าอำนาจเพื่อกลมกลืนพุทธศาสนา ส่งเสริมพุทธศาสนาเราก็เห็นด้วย อำนาจแบบเทวทัตเราไม่เห็นด้วย เพราะพระพุทธเจ้าท่านไม่พาเห็นด้วย เข้าใจไหม อำนาจนั้นเราไม่เอามาใช้ในวงนี้ จะตั้งอะไรก็ตามอย่าให้กระทบกระเทือนเรื่องพุทธศาสนาเป็นของสำคัญ

ร.ท.กุเทพ : อยากกราบขอความเมตตาให้พระเดชพระคุณหลวงตานี่ละ คือตอนนี้มีองค์เดียวที่จะบอกกับผู้มีอำนาจในบ้านเมืองให้หันถูกทาง ให้มีสัมมาทิฏฐิ จะได้แก้ปัญหาได้

หลวงตา : ผู้มีอำนาจก็หมายถึงนายกเราใช่ไหม หรือผู้ใด

ร.ท.กุเทพ : ท่านนายก ทางรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในสภานี่ละ ให้ฟัง ให้เห็นแก่พระพุทธศาสนาหน่อย ตอนนี้เรื่องพระพุทธศาสนาไม่ค่อยเห็นความสำคัญ

หลวงตา : ไม่เห็นความสำคัญ พวกนั้นก็เทวทัตจะทำลายศาสนา มันก็มีเท่านั้น ถ้าลงมาเกี่ยวข้องมาทำลายพุทธศาสนาแล้วจะไม่ยอมรับ จะถือว่าเป็นมหาโจรปล้นชาติปล้นศาสนาไปด้วยกันเลย เป็นอย่างนั้น ประชาชนมีสิทธิที่จะรักษาสมบัติทั้งของชาติทั้งของศาสนาไว้ด้วยกันทั่วหน้ากันหมด ส่วนผู้แทนราษฎรที่มาตั้งขึ้นแต่ละคน ๆ นี้ ประชาชนเป็นผู้หย่อนบัตรให้ เขาไม่ได้หย่อนบัตรให้มาทำลายเขานี่นะ ถ้าผู้แทนคนไหนที่จะมาทำลายอย่างที่ว่านี้แล้ว ผู้แทนคนนี้อย่างน้อยถูกสาปแช่ง ถ้าหนักกว่านั้นก็เอากันเลย ผู้แทนคนนี้ไล่ออกจากสภา ประชาชนไม่ยอมรับ ก็มีเท่านั้น เรื่องมันก็มีเขาพูดได้ ทำไมเราพูดไม่ได้ เขามีอำนาจ อำนาจนี้มาจากไหน ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องเราก็มีสิทธิที่จะคัดค้านหรือเห็นด้วยได้นี่นะ เรามีสิทธิด้วยกันทุกคน

พุทธศาสนาเป็นสมบัติของชาติบ้านเมือง ไม่ได้เป็นของผู้ที่มาเสกสรรปั้นยอว่าตัวใหญ่ตัวโตอย่างเดียวแล้วบีบประชาชนอย่างนี้ ไม่มีใครเห็นด้วย ดีไม่ดีไล่มันลงทะเล ส.ส.ผู้นี้ มันมีกี่คนเรียกมา หรือจดทะเบียนเอาใบแดงใส่มันหมดลงทะเลหมดเลยอย่าให้มันเหลือพวกนี้

ร.ท.กุเทพ : (หัวเราะ) ใบแดงเพิ่งออกมาเอง

หลวงตา : ว่ามา เวลานี้กำลังเริ่มขึ้นสภานะหลวงตา ถ้าลงได้ขึ้นแล้วไม่ถอย พระองค์นี้ไม่เหมือนใครนะ ถ้าว่ามาก็โบกมือเลยเทียว ถ้าไม่เล่น-ไม่เล่น เพราะฉะนั้นเราจึงอยากฟังเหตุผลด้วยดีทุกอย่าง ก่อนที่จะออกแสดงเหตุผลเพื่อรักษาพุทธศาสนาและสมบัติของชาติไทยเรา เราก็ปฏิบัติมาอย่างนี้นะ อะไรที่เป็นธรรมแล้วออกได้เต็มเหนี่ยวเลย อะไรไม่เป็นธรรมเราไม่เล่นด้วย คือถ้าสมมุติว่าเราจะออกของเรานี้ผิดถูกประการใด เราจะต้องเล็งธรรมเป็นเข็มทิศตลอด ถ้าธรรมพุ่งแล้วไม่อยู่ ขาดสะบั้นไปเลย ถ้าธรรมไม่เห็นด้วยแล้วเราไม่เล่นด้วย

ร.ท.กุเทพ : ก็คงเป็นแนวทางของพระเดชพระคุณหลวงตาละครับที่ทำอยู่ พวกเราก็มีความกล้าที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง

หลวงตา : กล้า กล้าเต็มที่ หลวงตาไม่บอกให้ถอยไม่มีใครถอย สามแดนโลกธาตุไม่เคยกลัวใครไม่เคยกล้าใครเลย มีแต่ธรรมเดินหน้า ขอให้ธรรมพาเดินเท่านั้น ขาด-ขาดไปเลย คอหลวงตาไม่ได้เสียดายยิ่งกว่าพุทธศาสนา เทิดทูนพุทธศาสนา ถ้าลงได้ถูกต้องแล้ว เอามา ใครจะมาตัดคอหลวงตาบัว เอาตัด บอกเลย ขอให้เดินตามแนวทางพระพุทธเจ้าพอ เราบูชาพระพุทธเจ้าอย่างนี้นะ เราไม่ได้บูชาพวกกิเลสหนา ๆ สรณัง คัจฉามิ นี่วะ เข้าใจไหม ไอ้นี้อยู่ไหนมันก็ไม่อดไม่อยาก ชำระเวลานี้ยุ่งยากเวลานี้ก็เพราะพวกนี้เอง เรื่องศาสนาจริง ๆ ยุ่งยากอะไร ธรรมวินัยมี ปฏิบัติตามหลักธรรมวินัย พระสงฆ์ท่านปกครองกันได้ทั้งนั้นไม่ต้องยุ่งกับการบ้านการเมืองอะไร ถ้าพระสงฆ์มีหลักธรรมหลักวินัยเป็นเครื่องปฏิบัตินะ

อันนี้มันเหลวแหลกแหวกแนวออกจากหลักธรรมวินัยนั่นซี มันถึงเกี่ยวกับกฎหมายบ้านเมืองใช่ไหมล่ะ ให้ต้องได้ยุ่งเหยิงวุ่นวายนั่นซี แล้วยุ่งเข้า ๆ ก็จะมาเหยียบพุทธศาสนาเข้าอีก ทั้ง ๆ ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่กับพุทธศาสนา แล้วผู้ที่ปฏิบัติดียังมีอยู่มาก แล้วพวกที่มันว่ามันปฏิบัติอะไรบ้าง เอามาจาระไนกับหลวงตาสักหน่อยน่ะ ไอ้พวกเก่ง ๆ ที่จะขึ้นสภาอยู่เวลานี้จะมาเหยียบศาสนาให้แหลกนี้ มันมีความรู้วิชาอะไร เลิศเลอมาจากไหน กว่าพระพุทธเจ้า กว่าพระธรรมวินัยวะ เอามายืนยันกันสักหน่อย หลวงตาจะออกทันที

ออกยังไง เอา ผิดวินัยข้อไหนตั้งแต่หลวงตาปฏิบัติมา ตั้งแต่บวชมาไม่เคยเรื่องที่จะมีเจตนาเรียกว่า อลัชชิตา ความไม่ละอาย ทำผิดธรรมวินัยด้วยเจตนา ตั้งแต่บวชมาพูด สาธุ พูดจริง ๆ นะหลวงตานี่ไม่เคยมีว่างั้นเลย ส่วนที่ผิดพลาดด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์มันก็มีด้วยกันใช่ไหม อันนั้นท่านไม่ได้ถือหลักธรรมวินัยนะ ถ้าเป็นอลัชชิตานี้น้อยก็มาก คนไม่มีละอายแล้วทำได้หมด

ร.ท.กุเทพ : ทีนี้โยงมาถึงปัญหาหนึ่ง คือพระพุทธศาสนานี่ตอนนี้มองในแง่ความมั่นคงแข็งแรงต่อไปก็มีปัญหาอยู่ว่า พุทธศาสนิกชนไม่ได้เข้มแข็งที่จะปกป้องเท่าไร ทีนี้มาโยงถึงระบบรัฐที่สอนโรงเรียนสอนเด็กสอนลูกสอนหลาน วิชานี้ก็ไม่ให้สอน ทีนี้คนรู้เรื่องก็ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี

หลวงตา : ใครไม่ให้สอน

ร.ท.กุเทพ : ก็ทางโรงเรียนทางนโยบายของรัฐนี่ละ บอกว่าวิชานี้สอนมากเดี๋ยวก็ไปกินวิชาอื่น

หลวงตา : ก็เขาตั้งไม่ให้สอนได้ เราเป็นผู้ที่จะรักษาสมบัติของชาติ สมบัติศาสนา เราก็ตั้งขึ้นได้ทำไมจะตั้งไม่ได้ ถ้าเขาห้ามเขาไม่ให้ตั้งเขายังห้ามได้ เราก็ห้ามเขาไม่ให้เขามายุ่งว่างั้นก็ได้นี่นะ เราเป็นเจ้าของสมบัตินี่ อ้าว จริง ๆ นะ มายุ่งทำไมพวกเทวทัตนี่ ว่างั้นเลย

ร.ท.กุเทพ : ทีนี้พระเดชพระคุณหลวงตาคิดว่าควรสอนไหมในเรื่องพุทธศาสนา เด็ก ๆ ให้ได้เรียน

หลวงตา : อันนั้นอย่าไปด่วนยุ่งกับเด็ก ขอให้เอาผู้ใหญ่เสียก่อน ตัวสำคัญผู้ใหญ่นี้กำลังจะทำลายศาสนาเอาตัวนี้เสียก่อน เรื่องเด็กไม่ยากอะไร ผู้ใหญ่พาเดินไปไหนก็เดิน เข้าใจไหม ผู้ใหญ่นี่สำคัญ เวลานี้เรื่องเกิดกับผู้ใหญ่ที่มายุ่งกันอยู่เวลานี้น่ะถึงได้เอามาพูดเดี๋ยวนี้ ขึ้นมาจากผู้ใหญ่ ไม่ได้ขึ้นมาจากเด็ก ๆ อมมือนะ ขึ้นมาจากผู้ใหญ่ ต้องเอาเรื่องผู้ใหญ่นี้เสียก่อน ได้ผู้ใหญ่เรียบร้อยแล้วจึงค่อยพิจารณา ผู้ใหญ่มีหน้าที่การงานหรืออำนาจที่จะปกครองได้ในกาลต่อไป เด็กปกครองไม่ได้ ผู้ใหญ่มีอำนาจที่จะปฏิบัติตนได้เท่าที่เห็นสมควรว่าจะไปในแง่ใดอำนาจนั้น อย่างนั้นเท่านั้นเอง

ส.ส.๑ : ตอนนี้ปัญหาก็คือผู้ใหญ่ห้ามไม่ให้สอนในโรงเรียน วิชาพุทธศาสนา

หลวงตา : ผู้ใหญ่คือใคร เอาชี้มาอีก

ส.ส.๑ : ผู้ใหญ่ก็พวกปฏิรูปการศึกษา

หลวงตา : โอ๋ย นี่พวกเทวทัต อย่าเอามายุ่งบอกงั้นนะ ไม่เอา ๆ บอกงี้เลย ซัดกันเลย ๆ แต่หลวงตานั่งอยู่นี้ยังคันมือแล้วอยากฟาดปากคน อ้าว จริง ๆ นี่นะ มาห้ามทำไม เขาจะรักษาชาติบ้านเมืองแล้วมาทำลายหาอะไร เขาไม่ให้สอนเราก็สอน ต้องค้าน เราไม่เล่นด้วยบอกอย่างนั้น ทีนี้เราจะสอนกันหรือไม่สอนกันยังไงเป็นเรื่องของเรา เข้าใจไหม เราต้องมีสิทธิมีอำนาจในการสอนหรือไม่สอนของเราใช่ไหม จะให้เขามามีอำนาจมาบีบบังคับเราไม่ให้สอนไม่ได้ เข้าใจเหรอ

ส.ส.๑ : ให้คงเรียนต่อไป ต้องรักษาเอาไว้ไม่ใช่งด

หลวงตา : อันนี้เป็นเรื่องผู้ใหญ่ของเราที่จะดำเนินตามคลองธรรมอยู่แล้วไม่เห็นผิดอะไรในการสอนเด็กเพื่ออรรถเพื่อธรรมผิดไปแต่ไหน ตั้งแต่ผู้ที่เขาจะมาทำลายทำไมเขามาทำลายได้ เรารักษาทำไมรักษาไม่ได้ ตีปากมันใครมาทำลาย ฟาดตรงนั้นซี เข้าใจเหรอ พูดเฉย ๆ ยังไม่ได้ตี ยังไม่เข้ามาถึง ถ้ามาถึงเอาจริง ๆ

ร.ท.กุเทพ : เวลาพระเดชพระคุณหลวงตาเทศน์กับรัฐมนตรีที่มานมัสการ บอกเขาว่านโยบายต้องส่งเสริมให้เยาวชนลูกหลานเราได้เรียนศีลธรรม เรียนพุทธศาสนา เพราะที่พระเดชพระคุณหลวงตาว่าผู้ใหญ่มีปัญหาก็ถูก แต่ว่าผู้ใหญ่ตอนนี้ก็เป็นไม้แก่ดัดยาก ไปทำอะไรก็ไม่ได้ เราเลยอยากจะเอาธรรมะลงไปยังเด็กนี้ก่อน เพื่อให้เขาเป็นผู้ใหญ่ที่ดี แต่ทีนี้ทางโรงเรียนมีนโยบายจากรัฐ รัฐมนตรีเรานี่แหละไม่กล้าที่จะประกาศปฏิรูปพลิกฟื้นจิตใจของคน ก็เลยบอกว่าต่อไปไม่ต้องสอนแล้ว แบ่งเขตการศึกษาสองร้อยสามร้อยเขต แล้วให้สอนแต่ละคนสอนไปคนละเรื่อง แล้วอย่างนี้ทำยังไง ต้องอาศัยพระเดชพระคุณหลวงตาเทศน์พวกนี้ถึงจะกลับ

หลวงตา : เทศน์เป็นเรื่องของธรรม เขาจะทำตามก็ได้ ไม่ทำตามก็ได้ แต่เรื่องการบ้านเมืองซึ่งผู้มีอำนาจที่จะนำไปปฏิบัตินั้นเป็นอีกแง่หนึ่ง เรื่องธรรมเราพูดเป็นกลาง ๆ เข้าใจไหม เราไม่ได้ไปบีบบังคับผู้ใด ธรรมเป็นอย่างนั้นมาตลอด แต่เรื่องที่จะนำไปอิงอำนาจของผู้ปกครองบ้านเมืองนั้นเป็นได้ไม่สงสัย เพราะอำนาจในทางที่ถูกที่ดีมีทางเป็นไปได้ทั้งนั้นแหละ

ร.ท.กุเทพ : เวลาหลวงตาเทศน์เขาฟัง

หลวงตา : ใครฟัง

ร.ท.กุเทพ : ก็พวกรัฐมนตรีนั่นแหละฟัง เวลาพวกผมเถียงในสภาเขาไม่ค่อยฟัง

หลวงตา : ก็ผมนี่ไม่ใช่หลวงตาเขาก็ไม่ฟัง (เสียงหัวเราะ) ถ้าหลวงตาเทศน์เขาไม่กล้าต่อล้อต่อเถียงหลวงตา ดีไม่ดีเขาปากแตก เขาต้องระวังปากเขาซี เขาสงวนไว้สำหรับกล้วยหอมกล้วยไข่ เขาไม่ได้สงวนไว้สำหรับหมัดของเราจะตีปากเขา เข้าใจหรือเปล่าล่ะ มันมีจริงบ้างมีตลกบ้างนะให้ฟังให้ดีทุกอย่าง

ร.ท.กุเทพ : พวกกระผมฟังแต่จริงครับ เพราะธรรมะของพระเดชพระคุณหลวงตามาในรูปทั้งความรุนแรงทั้งความนุ่มนวล แต่ว่าเนื้อหามันอยู่ข้างในพอจับได้ครับ

หลวงตา : เรายอมรับ เพราะการพูดเทศนาว่าการทุกอย่างเราพูดจริง ๆ เราไม่ได้มีกิเลสแม้เม็ดหินเม็ดทรายอยู่ในหัวใจเราเลย จะพุ่งออกมามากน้อยมีแต่ธรรมล้วน ๆ ออกเลย กิเลสเท่าเม็ดหินเม็ดทรายไม่มี ไม่งั้นจะเรียกว่ามันหมดเหรอ เราก็พูดแล้วว่ากิเลสได้สิ้นซากลงไปแล้วเป็นเวลา ๕๓ ปี ตั้งแต่นั้นมาไม่เคยมีกิเลสแทรกขึ้นมาได้เลย และทุกข์ที่เกิดขึ้นจากกิเลสสร้างขึ้นมาก็ไม่เคยปรากฏ ตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งบัดนี้ ทรงบรมสุขเรื่อยมาได้ ๕๓ ปีนี้แล้ว พูดเหล่านี้ตามปฏิบัติมาที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนด้วยความแม่นยำในสวากขาตธรรมที่ตรัสไว้ชอบแล้ว เราก็ปฏิบัติชอบตามนั้น เมื่อปฏิบัติตามที่ท่านสอนเพื่อให้รู้ให้เห็นทำไมจะไม่รู้ไม่เห็น

พระพุทธเจ้ารู้แล้วถึงมาสอนโลกเพื่อให้เห็น ให้ผู้ปฏิบัติตามได้เห็น นี่ก็ปฏิบัติตามนั้น เมื่อมันรู้มันเห็นตามนั้นแล้วจะให้พูดว่ายังไง หรือจะให้กิเลสมาปิดปาก ๆ หรือ ฟาดปากกิเลสมันหงายทั้งโคตรเป็นไรวะ เข้าใจหรือเปล่าล่ะ ปากสกปรกเป็นอย่างนั้นแล้ว

ส.ส.๑ : หลวงตาครับ ตอนนี้ปัญหาใหญ่ที่สุดก็อย่างที่พระเดชพระคุณหลวงตาพูดล่ะครับ ส่วนมาก พ.ร.บ.คณะสงฆ์ที่เขาทำมา

หลวงตา : อันนี้สำคัญที่ว่าพระที่จะมาปกครองนี้น่ะ เอากันตรงนี้นะ พระองค์ไหนที่จะมาปกครองมาเป็นใหญ่เป็นโตกว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ กว่าหลักธรรมวินัย องค์ไหนให้ชี้หน้ามา ทางนี้ไม่ยอมรับ ไม่ใช่พระพุทธเจ้า ไม่ใช่ สรณัง คัจฉามิ ของเรา นี้คือเทวทัต เราไม่ยอมรับ เอาตรงนี้ออกค้านกันในสภาเข้าใจเหรอ ต้องค้านไม่ค้านไม่ได้ ต้องซัดกันเลย อย่างนายกก็เหมือนกันเราก็ได้พูด พูดฝากไปอย่างนั้นละ บอกว่าเรื่องราวอะไร ๆ อย่าด่วนให้นายกเซ็นถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนา เราพูดตรง ๆ อย่างนี้นะ เราจะออกหน้าเราบอกอย่างนี้ ฟังซิว่าเราจะออกหน้า ให้เราฟังเหตุผลกลไกเสียก่อนเรียบร้อยแล้ว ควรจะออกอย่างไหนเราจะออกของเราเอง หลักธรรมวินัยมีอยู่เครื่องยืนยันใช่ไหมล่ะ ผิดถูกก็รู้กันอยู่ทุกคน

ส.ส.๑ : ทางกลุ่มที่ท่านร่างมาแล้วส่งให้ท่านนายก บอกว่าอย่าไปปรับปรุง ส่งมาสองสามเดือนแล้ว

หลวงตา : เขาบังคับเรา เราก็บังคับเขาได้ซี เขาบังคับเรื่องของเขา เราก็บังคับเรื่องของเราทำไมจะบังคับไม่ได้ ไม่งั้นจะว่าต่อสู้กันเหรอ เข้าใจไหมล่ะ เขาบังคับมายังไงก็จะหมอบไปตามเขา ไม่หมอบหลวงตาบัวนี่ ไม่หมอบ หลักธรรมวินัยมีอยู่ ตรงนี้จะเอากัน

ส.ส.๑ : อาศัยบารมีพระเดชพระคุณหลวงตา เพราะท่านนายกท่านก็จะลงชื่อภายในอาทิตย์สองอาทิตย์นี้

หลวงตา : ลงเราก็พูดไป ถ้าเหตุผลกลไกอันนี้ยังไม่ควรที่จะเอาเข้าสภา เอาเรื่องเปรตเรื่องผีมาเป็นใหญ่ในสภาไม่ได้ว่างั้นเลย เข้าใจเหรอ ต้องเอาเรื่องประชาชนพลเมืองทั้งประเทศนี้เห็นชอบ ตามหลักธรรมหลักวินัยไม่มีข้อแย้ง อันนี้ออกสภา เอา ค้าน-ค้านกันเลย เอาหลักธรรมวินัยนี้ค้านกันเลย สุ่มสี่สุ่มห้าอย่าเอามา เป็นมหาภัยต่อชาติบ้านเมืองต่อศาสนาเรา ไม่เล่นด้วย เข้าใจหรือเปล่าที่พูดนี่

ส.ส.๑ : ต้องให้ชาวพุทธมาช่วยกันดูให้รอบคอบก่อน

หลวงตา : ผู้ใหญ่ของเราก็มีหลาย พระสงฆ์ก็รวมหัวกัน ก็เราเป็นเจ้าของสมบัติด้วยกันทุกคน พุทธศาสนาเป็นสมบัติของชาติไทยเรา ทำไมเราจะรวมหัวกันต่อต้านไม่ได้วะ สมบัติของเราทุกคนนี่เราต้องต่อต้านได้ อะไรที่จะมาขัดแย้งที่จะมาทำลายต่อสมบัติอันล้นค่าของเราคือพุทธศาสนา เราต่อต้านได้ทั้งนั้น ประชาชนต่อต้านได้หมด มีสิทธิที่จะต่อต้านได้ พระต่อต้านได้ เพราะพุทธศาสนาเป็นสมบัติของชาติไทยเรา ทำไมชาติไทยเราจะต่อต้านไม่ได้จากสิ่งที่เข้ามารุกรานอยู่เวลานี้ ต้องเอากันซิ

ร.ท.กุเทพ : ตกลงพระเดชพระคุณหลวงตาก็คิดว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

หลวงตา : ก็นั่นแล้ว ต้องให้เป็นประจำชาติ เอาศาสนาใดเข้ามาแทรกไม่เอาไม่ยอมรับ ปัดหนีเลย

ร.ท.กุเทพ : แล้วในรัฐธรรมนูญปัจจุบันเขาไม่ได้เขียนไว้

หลวงตา : ไม่เขียนไว้ก็เขียนไว้ซี เขามีมือเราก็มีมือเหมือนกัน เขามีมือเขาเขียนได้เรามีมือเราก็เขียนได้ทำไมจะเขียนไม่ได้วะ จะไปน้อยกว่าเขาเหรอเรามีมืออยู่นี่น่ะ

ร.ท.กุเทพ : แล้วเขาไม่ยอมเขียนให้จะทำยังไง

หลวงตา : ไม่ยอมเขียนให้เราก็ไม่ยอมรับของเขา เขียนมาเอาปู่เอาย่ามันมา เอาโคตรมันมาเขียนเราก็ไม่ยอมรับ ยกโคตรของเราใส่กันเลย อย่าว่าแต่เราเลย โคตรของเราก็ไม่ยอมรับเหมือนกันว่าอย่างงั้น เข้าใจเหรอ อ้าว เอาจริง ๆ นี่ เราหาเหตุหาผลนี่พูดอย่างนี้

ร.ท.กุเทพ : เวลาพูดให้ผมสู้นี่ หลวงตาต้องแผ่บารมีเมตตาช่วย

หลวงตา : เดี๋ยวนี้ก็แผ่อยู่นี่ แผ่จนน้ำลายจะไม่มีแล้ว (เสียงหัวเราะ) จะให้แผ่อะไรอีก ดีไม่ดีทั้งหมัดทั้งมวยออกจะให้ว่ายังไงอีก

ร.ท.กุเทพ : เอ จำได้หรือเปล่าครับหลวงตา กรรณิการ์ เคยไปถวายหลวงตาที่..

หลวงตา : อ๋อ จำได้ เป็นยังไงฟังวันนี้ เป็นยังไง พอจะจับได้เงื่อนอะไรที่พูดบ้างไหม

กรรณิการ์ : ได้ค่ะหลวงตา แต่ว่าสิ่งที่กรรมาธิการทั้งหลายที่ต้องการก็คือว่า ถ้าเผื่อหลวงตาเมตตา หลวงตาพูดกับท่านนายกก่อนที่จะเซ็นกับคณะปฏิรูปการศึกษา เอาเรื่องของพระพุทธศาสนาให้ชัดเจนเสียก่อน ให้ท่านนายกมาถกกับหลวงตาเสียก่อน แล้วให้ปฏิรูปการศึกษามาถกกับหลวงตาเลยค่ะ อย่างนั้นอยู่หมัดแน่

หลวงตา : อันนี้เราก็ได้เผดียงนายกแล้ว เรื่องราวทั้งหมดที่เขาจะจับมือนายกเราเซ็น อย่าเพิ่งเซ็น เราพูดแล้วนะ ผลักนายกไว้ข้างหลังเราจะออกสนาม เราบอกอย่างนั้นนะ เพราะอันนี้เป็นเรื่องของศาสนาแท้ ๆ เป็นเรื่องของเราร้อยเปอร์เซ็นต์ นายกท่านเป็นฝ่ายบ้านเมืองเข้าใจไหม จะมาจับมือท่านเซ็นได้เหรอ เพราะฉะนั้นเราถึงปัดนายกไว้ เรายังไม่ให้เซ็น เราบอกไว้แล้วเรายังไม่ให้เซ็น เรื่องราวทั้งหลายเราจะออกหน้าเราบอกอย่างนี้ บอกตรง ๆ แล้วนะ เราคอยฟังเรื่องราวนี้เสียก่อนเราบอกอย่างงั้นนะ

ร.ท.กุเทพ : แต่พระผู้ใหญ่ข้างบนหลายรูปเร่งจะให้นายกเซ็น

หลวงตา : เร่งเราก็ไม่เซ็น เอาร้อยรูปมาเราก็ไม่เซ็น พันรูปมาก็ไม่เซ็น ถ้าจะให้เซ็นแบบนี้ไม่เซ็น เข้าใจหรือ ถ้าควรจะเซ็นแล้วไม่ต้องบอกเซ็นได้ทั้งนั้นแหละ ถ้าลงกันแล้วไม่ยากการเซ็นนี่นะ ถ้าไม่ลงกันเอากี่หมื่นกี่แสนมาก็ไม่เซ็น เรามีความรับผิดชอบมีสิทธิในสมบัติของเราคือพุทธศาสนา จะมาเซ็นสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ เป็นใหญ่มาจากไหน ใหญ่กว่าพระพุทธเจ้าหรือถึงจะมาบังคับให้เซ็น พระพุทธเจ้าไม่เห็นเซ็น ก็เซ็นลงในหลักธรรมหลักวินัยเรียบร้อยแล้ว นี้เอาไปปฏิบัติ ท่านเซ็นไว้ในนี้แล้ว ท่านไม่ได้แก้ไขตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งบัดนี้ เรามีความรู้เหนือพระพุทธเจ้ามาจากไหนจะไปแก้ไข ไม่ยอมรับ เข้าใจหรือเปล่าล่ะ ต้องเอาอย่างนั้นซิ

กรรณิการ์ : หลวงตาออกหน้านะคะ

หลวงตา : ออก อยากออกแต่เดี๋ยวนี้แหละ (เสียงหัวเราะ) จะมาว่าอะไร อ้าว จริง ๆ นะ เราไม่ได้ถอยใครง่าย ๆ ยังบอก มา ฟังแต่ว่ามา ถ้าลงได้ขึ้นเวทีแล้ว เอา มา หลักธรรมวินัยมีอยู่ เรียนมาด้วยกันทุกคน เอาคัมภีร์ไหนมา เอ้า ว่ามา ฟังซิว่า เอาว่ามา คัมภีร์ไหนน่ะ ว่างั้นเลย นี่ก็เรียน

ร.ท.กุเทพ : พระเดชพระคุณหลวงตาช่วยชาติไว้เยอะแล้ว แต่ว่าศาสนาต้องอยู่ด้วยนะ ศาสนายังเปราะบาง หลวงตาต้องมาช่วยศาสนาอีก

หลวงตา : ก็ช่วยอยู่เดี๋ยวนี้ยังไม่รู้อยู่เหรอว่าช่วยศาสนาน่ะ (เสียงหัวเราะ) หรือจะให้เอาไม้ไล่ตีถึงว่าช่วยเหรอ อู๊ย ยังไงกัน ยังไม่รู้เรื่องว่าช่วยศาสนาอยู่นี่ โธ่ ๆ ๆ

ร.ท.กุเทพ : ช่วยชาติช่วยไปเยอะแล้ว ทองก็ได้ตั้ง ๕ ตัน

หลวงตา : นี้ก็ฟังซิว่าขนาดปัดนายกไว้เราจะออกหน้า ช่วยหรือไม่ช่วย ฟังซิน่ะ คำนี้เป็นยังไง คิดดูซิเราเผดียงไว้แล้ว เราเผดียงไปทางนายกแล้ว ยังไม่ได้สั่งเด็ดขาดเท่านั้น เราจะรอฟังเหตุการณ์ต่าง ๆ นี้ก่อน เราว่าอย่างนั้นนะ ยังไงก็ตามยังไม่ให้เซ็นเราว่าอย่างนี้นะ จนกว่าว่าเรื่องราวทุกสิ่งทุกอย่างทราบกันแล้ว จะเซ็นหรือไม่เซ็นนั้น เราเข้าใจกันแล้วไม่มีปัญหาอะไร แต่เวลานี้ปัญหายังอยู่ในนี้แล้วยังเซ็นไม่ได้เราพูดอย่างนี้นะ เราจะออกสนามเราบอกอย่างนี้

ร.ท.กุเทพ : ที่มากราบนมัสการหลวงตาวันนี้ก็คือ คณะกรรมาธิการการศาสนาศิลปะและวัฒนธรรม มี ส.ส.มากันหลายท่าน ก็สามารถบอกได้ว่าพวกเราก็ห่วงอนาคตพระพุทธศาสนา จึงมากราบนมัสการหลวงตาเพื่อรับความเมตตา อยากให้ท่านได้ทราบว่าพวกเราก็ต่อสู้ในแนวทางของหลวงตา แล้วท่านนายกได้พบกับหลวงตาก็บอกว่า ทางกรรมาธิการเขาก็มาปรึกษามาห่วงใย ท่านต้องฟังเขา

หลวงตา : ท่านต้องฟังเขาหรือว่าไง (เสียงหัวเราะ)

ร.ท.กุเทพ : ท่านนายกต้องฟังหลาย ๆ คน ฟังให้รอบคอบ เพราะท่านนายกท่านก็มีหลายเรื่องท่านจะไม่ค่อยได้รู้เรื่องนี้เท่าไร เพราะปัญหาท่านก็เยอะ แต่ถ้าหลวงตาบอกว่าเรื่องศาสนาให้ถามกรรมาธิการเขาดูหน่อยว่าเป็นยังไง ก็จะได้ปรึกษากัน จึงมากราบนมัสการท่าน ท่านทองก้อน วงศ์สมุทร ท่านก็ไปพบที่สภา คณะศิษย์ของหลวงตาก็เอาจริงเอาจังเหลือเกิน สู้เหลือเกิน ตามแรงหมัดหลวงตานี่แหละ เขาก็สู้เต็มที่

หลวงตา : สู้ หลวงตาพาสู้ไม่ได้สู้ได้เหรอ ต้องสู้ เข้าใจไหม ให้ถอยไม่ถอย ฟังซิว่าปัดนายกเอาไว้เราจะออกหน้านายก ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ความอะไรให้รอไว้ก่อนนะ ฟังซิว่า ให้รอไว้ก่อนนะ ขนาดนั้นแล้วจะให้ว่ายังไง ต้องเอาให้เต็มเหยียดเต็มยันของเรา เราเป็นเจ้าของสมบัติ ใครจะมาทำลายง่าย ๆ ไม่ได้นะ จะมาอวดอำนาจบาตรหลวงใหญ่ ๆ ป่า ๆ เถื่อน ๆ กับเราอย่ามาอวดว่างั้นเลย ถ้าธรรมวินัยแล้วหมอบทันที เอาอำนาจป่า ๆ เถื่อน ๆ อย่ามาอวดว่างั้นเลย เอากันทันที มาเดี๋ยวนี้ก็ซัดเดี๋ยวนี้เลย เข้าใจไหม ไม่ได้ถอยใครง่าย ๆ เราพูดจริง ๆ ฟังแต่เหตุแต่ผลอรรถธรรมเท่านั้น เราเคารพกราบสุดหัวใจเราคือธรรมวินัย นอกนั้นเราไม่ได้กราบมันนะ มาพอต่อย-ต่อย พอด่า-ด่า พอดุ-ดุ พอไล่-ไล่ มีอะไรอีกว่ามา

หลวงตา : คุณทองก้อนจะเห็นว่ายังไง พิจารณายังไง ที่จะเอาไปออกเรื่องของหลวงตา ว่ามา

ทองก้อน : คือคณะกรรมาธิการมาวันนี้ก็ด้วยเกรงว่า ถ้ามีการต้านทานร่าง พ.ร.บ.สงฆ์ ที่มีสงฆ์ผู้ใหญ่ได้มอบหมายให้นายกไป เกรงว่าจะไปเกิดปัญหากับท่านนายก แล้ววันนี้หลวงตาได้เมตตาแสดงแล้วว่าให้เป็นเรื่องของหลวงตา (ใช่) ชัดเจนทีเดียวนะขอรับ

หลวงตา : ใช่แล้วว่างั้นเลย ไม่งั้นเราไม่ปัดนายกไว้ เราจะออกเราถึงได้ปัดนายกเอาไว้ ยังไม่ให้เซ็น อะไรก็ตามถ้าเรายังไม่ลงเอยแล้วนายกเรายังจะเซ็นไม่ได้ เข้าใจเหรอ เรื่องเหล่านี้ไปออกยังไง ๆ แล้วคณะกรรมาธิการได้พิจารณาแล้วเห็นสมควรแล้วขึ้นไปหานายก เป็นยังไงค่อยปรึกษากับเราอีกทีนึง แล้วก็เอาออกได้เข้าใจไหมล่ะ ถ้าแน่แล้วก็ออกได้ ถ้ายังไม่แน่อย่าด่วนออก เราเล่นกับมันง่าย ๆ หรือพวกนี้ พวกเปรตพวกผีพวกหน้าด้าน มันตั้งใจจะสังหารชาติ ศาสนา ของเราให้แหลกไปมาโดยลำดับ ๆ ยังไม่รู้อยู่หรือ เราจะอ่อนข้อกับมันไม่ได้พวกนี้ มันแข็งมาต้องแข็งไป คอมันขาดคอเราขาดใส่กันเลย จึงเรียกว่านักรบ ไม่ใช่นักหลบ (เสียงหัวเราะ) นักรบต้องสู้เรื่อย ๆ อย่างนั้นจึงเรียกว่านักรบ

เอา สู้ให้สุดขีดนะ เอาหลักธรรมวินัยเป็นที่ตั้ง ไม่มีอะไรเหนือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ไปได้ละ นี่คือหลักธรรมวินัยอยู่ในนี้ คนนอกนั้นมันไม่มีธรรมวินัย ไม่มีเราอยากพูดว่าอย่างนี้ ถ้ามีมันมาปีนหาอะไร ท่านก็สอนไว้แล้วหลักธรรมวินัย ปฏิบัติกันซิ ถ้าปฏิบัติจริง ๆ แล้วมันจะมีอะไรที่เป็นข้อผิดข้อพลาดได้มาฟ้องร้องกัน อย่างหลวงตาบัวที่พูดตะกี้นี้น่ะ ตั้งแต่บวชมาเราไม่เคยล่วงเกินธรรมวินัยด้วยเจตนา เรียกว่า อลัชชิตา ไม่เคยมี ไม่ละอายบาป ข้ามเกินธรรมวินัยเราไม่เคยมี นอกจากที่ไม่รู้หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็เป็นธรรมดาทั่ว ๆ ไปก็ยอมรับผิด พระพุทธเจ้าก็ให้อภัย ถ้าเป็น อลัชชิตานี้หยาบโลนมากที่สุด นี้เราก็ไม่เคยมีปฏิบัติมา การปฏิบัติหรือการโต้ตอบ เอา ผิดธรรมวินัยข้อไหน เอามาอ้างมาจะว่าไง

แล้วผู้ที่อ้างมันมีธรรมวินัยข้อไหนเป็นเครื่องยืนยัน ถ้ามีธรรมวินัยเป็นเครื่องยืนยันในการปฏิบัติของตัวเอง ไม่ควรจะเอาเรื่องยุ่งเหยิงวุ่นวายมาให้สกปรกต่อศาสนาอย่างนี้ ศาสนาไม่เคยมีเรื่องสกปรก ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามหลักธรรมหลักวินัยแล้วท่านอยู่สบายของท่านทั้งนั้นแหละ ครั้งพุทธกาลท่านไม่เห็นมีเจ้าคณะนั้นเจ้าคณะนี้อะไร ท่านปฏิบัติมาเป็น สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ของเราตลอดมา แต่พวกเราไม่ทราบว่ากี่คณะ ฟาดมาตั้งแต่เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค ฟาดไป แล้วใครไปอ้างว่าพวกนี้เป็นสรณะของพวกเรานะ เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค สรณัง คัจฉามิ ใครว่า ไม่มีใครพูด เข้าใจหรือ เพราะฉะนั้นเราจะถือเป็นความแน่นอนกับคนเหล่านี้ไม่ได้นะ ถ้าผิดจากหลักธรรมวินัยเราไม่ไว้ใจ เราไม่เล่นด้วย แล้วมีอะไรอีกล่ะ เอ้าว่ามา

ส.ส.๑ : คือตอนนี้เขาจะบีบให้ท่านนายกรีบเซ็นภายในอาทิตย์สองอาทิตย์

หลวงตา : รีบก็เราไม่เซ็น จะรีบมาขนาดไหนก็รีบมาเราไม่เซ็น เอากันตรงนี้นะ ใครไม่ให้เซ็น บอกว่าหลวงตาบัวไม่ให้เซ็น ก่อนที่จะให้เซ็นเอามาอ่านให้เราฟังเสียก่อน เรื่องที่อ่านมามันเป็นยังไง

ส.ส.๒ : อยากขออนุญาตกราบเรียนพระเดชพระคุณสักประเด็นหนึ่งนะขอรับ เกล้ากระผมนั้นก็สันทัดอยู่กับเรื่องงานทั่ว ๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับต่างประเทศ ก็มีขบวนการที่จะเข้ามาทำลายพระพุทธศาสนาของเราด้วยประการต่าง ๆ ทีนี้ถ้าองค์กรของเราอ่อนแอ เพราะไม่มี พ.ร.บ.ที่แน่นอน หรือ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ที่แน่นอนคุ้มครองนี่ เราก็จะเป็นเหยื่อเขาง่ายขึ้น จึงน่าเป็นห่วงครับ

หลวงตา : มันมาจากต่างประเทศ มาจากโลกไหนก็ให้มันมา นี้สมบัติของเรา นั้นคือมหาโจรจะมาปล้นชาติไทยของเรา ฟาดปากมันเลยนะ เอาปากมันก่อน มันขึ้นปากเสียก่อน

ทองก้อน : หนังสือที่หลวงตาเมตตาให้ถึงนายกมีข้อความดังนี้ขอรับ

เรื่อง กรุณาทบทวนการเสนอร่าง พ.ร.บ.สงฆ์ฉบับใหม่

เจริญพรมายัง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี

ด้วยร่าง พ.ร.บ.สงฆ์ฉบับใหม่ที่ ฯพณฯ ท่านได้รับมาเพื่อดำเนินการตราให้เป็นกฎหมายบังคับใช้ มีความขัดแย้งกับพระธรรมวินัย อาทิเช่น มีการรวบอำนาจการบริหารคณะสงฆ์ไว้ที่บุคคล และคณะบุคคลอย่างเบ็ดเสร็จ และมีการกำหนดให้สำนักพระพุทธศาสนาอยู่ในบังคับบัญชาและขึ้นตรงต่อบุคคลเพียงคนเดียว เป็นต้น อาตมาภาพมีความเห็นว่า จะไม่บังเกิดผลดีแก่พระพุทธศาสนา จึงขอเจริญพรมายังฯพณฯ ท่าน กรุณาทบทวนและดำเนินการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวให้บังเกิดความชอบธรรมแก่สงฆ์ทั้งปวง และให้สอดคล้องกับพระธรรมวินัย ก่อนที่จะนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร

เจริญพรมาด้วยความเมตตาอย่างยิ่ง

พระธรรมวิสุทธิมงคล

ร.ท.กุเทพ : แล้วที่บอกว่าจะให้แก้เหล่านี้ เรามีข้อเสนอแก้ให้ท่านไหม

ทองก้อน : การทบทวนแก้ไขก็สุดแล้วแต่ท่านนายกจะทบทวนแก้ไขยังไง ท่านนายกก็คงจะมากราบหลวงตา

ร.ท.กุเทพ : พระเดชพระคุณขอรับ เรื่องที่จะให้สำนักพระพุทธศาสนาขึ้นกับตัวบุคคล เขาเอาสำนักพระพุทธศาสนาขึ้นต่อนายก พระเดชพระคุณหลวงตาไม่เห็นด้วยใช่ไหมตรงนี้

หลวงตา : ไม่เห็นด้วย

ร.ท.กุเทพ : แล้วจะให้ขึ้นที่ไหนล่ะ

หลวงตา : ขึ้นกับพระพุทธเจ้าไม่ให้ขึ้นกับใคร พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติธรรมวินัย ให้ปฏิบัติตามหลักธรรมวินัยนี้

ร.ท.กุเทพ : ทีนี้ในระบบกระทรวงของเรานี้มันจะมีสำนักนายก มีกระทรวงต่าง ๆ มีกระทรวงศึกษา มันต้องขึ้นอยู่ที่ใดที่หนึ่ง

หลวงตา : ขึ้นที่ใดที่หนึ่งต้องเป็นความชอบธรรมแล้วถึงจะขึ้นได้ ขึ้นกับคนเดียวก็ได้ ถ้าไม่ชอบธรรมแล้วร้อยคนก็ขึ้นไม่ได้ มาเป็นเจ้าอำนาจไม่ได้

ร.ท.กุเทพ : คือแต่ก่อนเขาให้ขึ้นกระทรวงศึกษา ทีนี้ชาวพุทธส่วนหนึ่งก็บอกว่า ขึ้นกระทรวงศึกษาไม่สมเกียรติ ต้องไปขึ้นกับนายกเลย เพื่อให้ท่านนายกได้เอื้ออำนวยต่อศาสนาพุทธ คือถ้ามองในแง่ทางโลกนี่กระผมก็คิดว่า เป็นเรื่องที่เหมือนกับได้ความสำคัญอยู่ แต่ในเรื่องทางธรรม...

หลวงตา : ให้บุคคลคนเดียวเช่น นายก สมมุติว่านายกนี้เปลี่ยนไปเอานายกใหม่มา เป็นเปรตเป็นผีขึ้นมาเป็นเจ้าอำนาจคนเดียวมันดีไหมล่ะ เอาตรงนี้ซิ เพราะนายกก็จะมีการเปลี่ยนแปลงตามยุคตามสมัยเหมือนกัน

ร.ท.กุเทพ : ใช่ครับพระเดชพระคุณ แต่ว่าถ้าไม่ขึ้นกับนายกก็ต้องขึ้นกับรัฐมนตรีศึกษา

หลวงตา : จะขึ้นอยู่โน้นก็ไม่เห็นมีความเสียหายอะไร หาเกียรติมาจากไหน เกียรตินี้ได้มาจากไหน ได้มาจากความสงบร่มเย็นนี้เป็นเกียรติแล้ว ไม่เห็นจำเป็นหาหงอนไก่มาใส่อีก เอาดินเหนียวติดหัวก็ว่าตัวมีหงอนแล้วขันโอ๊ก ๆ ใช้ไม่ได้

ร.ท.กุเทพ : ตกลงพระเดชพระคุณจะไม่ให้ขึ้นกับใครเลย เป็นอิสระอย่างนั้นเหรอ

หลวงตา : เรื่องขึ้นเราก็ยอมรับมาแล้ว ขึ้นกับกระทรวงศึกษาเราก็ไม่เห็นคัดค้านอะไร ที่จะพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงร้อยสันพันคมที่จะมากลืนศาสนานี้เราไม่เห็นด้วย ให้ขึ้นกับนายกคนเดียวนี้ พอจากนั้นเขาก็จะพลิกนายกไปเป็นคนอื่นขึ้นมา มาเป็นใหญ่คนเดียวกลืนศาสนาอย่างนี้เราก็ไม่เห็นด้วย ถ้ากระทรวงศึกษาธิการดังที่ขึ้นมาแล้วนี้มันก็เหมาะอยู่แล้วไม่เห็นขัดข้องอะไร ผิดตรงไหนกระทรวงศึกษาที่ปฏิบัติมาแล้ว ก็ไม่เห็นมีอะไรผิดนี่นะ

ทองก้อน : เวลานี้มีกฎหมายที่สามารถที่จะตั้งให้เป็นอิสระอะไรก็ได้ขอรับ ยังมีทางอื่นที่จะพิจารณาอีกมากมายขอรับ แต่การขึ้นไว้กับเพียงบุคคลเดียวย่อมอันตรายแน่นอนขอรับ

หลวงตา : นั่นแล้ว ที่เราพูดนี้เป็นยังไง ผิดถูกประการใด ให้ขึ้นกับบุคคลคนเดียวเราก็ไม่เห็นด้วย จะมอบให้นายกเป็นเจ้าอำนาจคนเดียวนี้ สำหรับนายกเรานี้เราก็ไม่ว่าอะไร ทีนี้นายกมันเปลี่ยนได้นี่นะ พอออกจากนี้ปั๊บจากสันมาก็เป็นคมแล้วก็ฟันคอชาวพุทธเราอีกแหละ จึงควรเป็นอย่างนี้ก็ให้เป็น

ส.ส.๑ : ทางคณะกรรมาธิการของท่านประธานทำก็คือว่า ให้มีผู้แทนชาวพุทธทั้งฝ่ายพระและอุบาสกอุบาสิกามาช่วยกันดูแล บริหารงานเป็นอิสระอย่างแท้จริงไม่ใช่ขึ้นกับใคร แต่ว่าผู้แทนชาวพุทธทั่วประเทศช่วยกันดูแลสำนักนี้

หลวงตา : เห็นดีด้วยไหมล่ะ

ส.ส.๑ : แต่ทางโน้นเขายังไม่ยอมรับ

หลวงตา : ทางไหนไม่ยอมรับ

ส.ส.๑ : ทางด้านที่เขาจะบีบให้ท่านนายกเซ็น

หลวงตา : เราไม่ยอม เขาไม่ยอมรับเราก็ไม่ยอมรับเขาเหมือนกัน จะเอาเขามาเป็นใหญ่ได้เหรอ เขาเป็นมหาโจร เราเป็นเจ้าของสมบัติเราจะไปยอมรับเขาง่าย ๆ ได้เมื่อไร ไม่ยอมรับ

ส.ส.๑ : รายละเอียดกระผมจะปรึกษากับคณะทำงานอีกทีหนึ่ง

หลวงตา : เออ แล้วมาพิจารณาอีก แต่ยังไงก็ตาม จะเข้าสภาแล้วเอาอำนาจมาบีบอย่างที่ว่าไม่ได้เด็ดขาด เราจึงไม่ยอมให้นายกเซ็นเข้าสภา คือเซ็นแล้วเข้าสภาใช่ไหม(ขอรับ) ยังไม่ยอมให้เซ็น ต้องรอเสียก่อน

ทองก้อน : หลวงตาเมตตาเช่นนี้ก็เป็นการตัดไฟแต่ต้นลมนะขอรับ

หลวงตา : ที่หลวงตาพูดมานี้มีผิดพลาดอะไรให้ค้านมาได้เลยนะ เราไม่ได้สงวนนะ คือเราหาหลักหาเกณฑ์ทั้งนั้น

ร.ท.กุเทพ : หลวงตาไม่ได้ผิดพลาดอะไร แต่ที่นายกต้องรีบเซ็นเพราะมีชาวพุทธไปชุมนุมที่ทำเนียบสองหมื่น บอกว่าต้องรีบเซ็น ไม่เช่นนั้นเดี๋ยวสำนักพระพุทธศาสนาจะไปอยู่ใต้คณะกรรมการศาสนาศิลปะวัฒนธรรม ซึ่งเป็นองค์กรที่มีคนต่างศาสนามาอยู่ เขากลัวคนต่างศาสนาจะมาครอบครองพระพุทธศาสนา เขาเลยอยากจะให้รีบเซ็นเพื่อเอาพระพุทธศาสนาแยกออกมาก่อน

หลวงตา : ไม่เอาไป ก็อยู่ที่นี่จะเป็นอะไรไป

ร.ท.กุเทพ : เขากลัวว่าถ้าอยู่ที่นี่...

หลวงตา : กลัวก็กลัว ทางนี้ก็กลัวเหมือนกันจะว่าอะไร กลัวเขาจะมาขยี้ขยำเราก็กลัวเหมือนกันถึงได้ต้านทานกันอย่างนี้ ถ้าเราไม่ไปอย่างที่ว่าเขามารุกรานเราได้ยังไง

ร.ท.กุเทพ : เพราะว่าคณะปฏิรูปการศึกษาที่มีดอกเตอร์ ๕ คน ดอกเตอร์ที่เรียนจากฝรั่งมา มาบอกว่า ต่อไปนี้พระพุทธศาสนาต้องไปอยู่กับคณะกรรมการชุดหนึ่ง

หลวงตา : เราไม่ให้ไปว่าไง

ร.ท.กุเทพ : คือถ้าไม่แยกออกมาก่อนต้องไป

หลวงตา : ไม่ให้ไป ไม่แยกมันจะไปไหนได้ เราไม่ให้ไปนั้นแต่เราไม่ให้ออก เราจะรักษาของเรา

ร.ท.กุเทพ : ตกลงว่าพระเดชพระคุณหลวงตาว่าไม่ให้ไปทางโน้น แล้วยังไม่ให้ไปทางนี้ ให้อยู่ตรงนี้

หลวงตา : ตรงไหนที่มันจะปลอดภัย จุดศูนย์กลางนี้น่ะ

ทองก้อน : ให้พิจารณาถี่ถ้วนน่ะขอรับ ไม่ให้สุ่มสี่สุ่มห้ารีบลงไม้ลงมือไป เพราะว่าเป็นเรื่องใหญ่

หลวงตา : นั่นแล้ว คือไม่ให้สุ่มสี่สุ่มห้าว่างั้นเถอะนะ เราหาจุดที่จะลงตัวตรงนี้นะ

ร.ท.กุเทพ : ประเด็นที่พวกกระผมในฐานะ ส.ส.มอง เมื่อชาวพุทธเรียกร้องให้เร็ว ถ้าเข้าสภา ทีนี้สภามันมี ส.ส.เยอะมาฟังธรรมจากพระเดชพระคุณก็ไปแก้ตามนี้ ผมได้เคยเรียนท่านทองก้อนไปว่า จริง ๆ แล้วถ้าเข้าสภาแล้ว เดี๋ยวนี้ก็บรรจุอยู่แล้ว ถ้าเข้าสภาพิจารณา เราก็ไปตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ก็แก้ตามที่พระเดชพระคุณเห็นสมควรก็แก้ตรงนั้นได้ ถ้าไม่เข้าเลยบางทีจะไม่ได้เข้าเลย ท่านนายกก็อึดอัดเพราะว่า ทางคนอื่นก็บีบมาว่าให้เข้า

หลวงตา : เราก็ต้องพิจารณาหาเงื่อนนี้แล้วที่พูดเดี๋ยวนี้นะ เงื่อนไหนที่จะปลอดภัยต่อศาสนาของเรา อันไหนลุกลามมายังไงเราก็ต่อสู้ตลอด ทีนี้เราที่จะรักษาของเราเรารักษาแบบไหนเราก็รักษาของเราได้นี่ พยายามรักษาตรงนี้ซิ

ร.ท.กุเทพ : แต่อย่างไรก็ตามถ้าพระเดชพระคุณจะมีหนังสืออย่างนี้ มีลิขิตอย่างนี้ถึงท่านนายก ก็ต้องบอกว่าให้พิจารณาโดยรอบคอบแล้วเอาเข้าเสนอ ไม่งั้นท่านนายกไม่เอาเข้าเลยก็กลายเป็นว่าจะไม่มีเลย

หลวงตา : คำว่าไม่เอาเข้าเลยคือยังไม่ได้พิจารณาเรียบร้อยแล้วนั้นเองที่ยังไม่ให้เข้า เข้าใจหรือ ไม่ใช่ว่าห้ามเลย

ทองก้อน : ในหนังสือก็ไม่ได้เขียนว่ามิได้ห้ามให้นำเข้านะขอรับ ให้นำเข้าแต่ว่าให้พิจารณาให้ชอบธรรมเสียก่อน

หลวงตา : นั่นซิ ให้พิจารณาเสียก่อน จึงว่าให้เอาไปพิจารณากันเสียเงื่อนนี้นะ

ร.ท.กุเทพ : ต้องให้ชัดเจนจุดนี้นะครับ

หลวงตา : เออ ต้องให้ชัดเจนเสียก่อน เราต้องการอย่างนี้ต่างหากนะ ที่ว่านายกรอไว้เหตุผลคือว่าคณะกรรมาธิการมาวันนี้เราจะได้ฟังวันนี้ รอฟังอันนี้ ความหมายก็ว่าอย่างนั้น

ร.ท.กุเทพ : หลวงตาคุยนิดเดียวก็เข้าใจหมดเลย (เสียงหัวเราะ)

หลวงตา : ไหนว่าไง

ร.ท.กุเทพ : พระเดชพระคุณหลวงตาคุยนิดเดียวก็จับประเด็นได้หมด เข้าใจหมด

หลวงตา : เวลานี้จับได้หมดหรือยัง

ร.ท.กุเทพ : พระเดชพระคุณหลวงตาก็จับประเด็นของพวกกระผมได้หมด

หลวงตา : อ๋อ ทางโน้นก็ควรจะจับทางนี้ได้หมดเหมือนกัน (เสียงหัวเราะ) คนเดียวจับไม่ได้นะ เราต่างคนต่างช่วยกัน ต้องต่างคนต่างจับ

ร.ท.กุเทพ : ถือว่าคุ้มค่ามากที่พวกกระผมเดินทางมาวันนี้ ก็ถือว่าได้รับเมตตาธรรมอย่างสูงยิ่ง ถ้ามีอะไรก็จะได้ประสานกับคุณทองก้อน

หลวงตา : แล้วขอให้พิจารณากันด้วยความรอบคอบนะ แต่ที่จะให้พวกนี้มากลืนชาติของเราอย่างที่พูดตะกี้นี้ไม่ได้เด็ดขาด เขาจะเอาศาสนานี้ไปไหนไม่ได้เด็ดขาด ศาสนาเป็นของชาติไทย ตะกี้นี้พูดว่าอะไรที่ว่าอันนี้เขาจะเอาไป เป็นศาสนาอะไรที่พูดนี้นะ เดี๋ยวนี้ความจำเราไม่ดีนะ ไม่เหมือนแต่ก่อน

ทองก้อน : อ๋อ ที่จะเอาไปขึ้นอยู่กับคณะกรรมการเพียงคณะเดียวขอรับ อันนั้นทางท่านนายกก็รับปากแล้วว่าจะไม่เป็นไปอย่างนั้นขอรับ

หลวงตา : ไม่ให้พวกนี้ พูดง่าย ๆ ว่าไม่ให้เลย

ร.ท.กุเทพ : คือพูดง่าย ๆ ว่าไม่ให้ไปอยู่กับคณะกรรมการที่คณะปฏิรูปการศึกษาตั้งขึ้น เพราะว่ามีคนศาสนาอื่นมาอยู่ด้วย ไม่ให้เข้าไป เพราะว่าเป็นการมองแบบตะวันตก ไม่ใช่ไทย

หลวงตา : ไม่ให้เข้าไป ก็นั่นแล้วเขาตั้งใจจะทำลายเรารู้อยู่แล้วนี่ เพราะฉะนั้นจึงกั้นกันหรือต้านทานกันแบบนี้ ทีนี้เราจะตั้งที่มั่นที่ไหนที่จะรับอันนี้อีก นี่เราก็ต้องพิจารณาของเราอีกทีหนึ่ง

ร.ท.กุเทพ : ขออนุญาตกราบขอเมตตารับพรจากหลวงตา

หลวงตา : พูดอย่างนี้พอเข้าใจกันแล้วนะ เราก็พูดแต่เงื่อนสำคัญ ๆ เท่านี้แหละ เอาไปพิจารณาให้เป็นตามขั้นตามตอนกันนะ หลวงตาเดี๋ยวนี้แก่ความจำก็ไม่ดี ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร จะให้พร ดีแหละวันนี้ ให้พากันไปปฏิบัติ เราแน่ใจว่าชาติไทยของเราทั้งชาตินี้ จะรักษาพุทธศาสนาไว้ได้ พวกเปรตพวกผีนี้ตีมันลงทะเลทันที ถ้ามันเอาหมามาด้วยฟาดหมามันลงทะเลด้วยนะ เข้าใจไหม อย่าเอาแต่มันลงทะเล ถ้ามันจูงหมามาด้วยฟาดทั้งหมามันลงทะเลด้วยกันหมด มันลงทะเลทั้งตัวทั้งหมาของมันก็ได้นะ เข้าใจนะ ต้องตลกบ้างซี (หัวเราะ) ให้พร

พวกนี้ที่ว่าจะมีอำนาจมาบังคับของเราให้เป็นศาสนาอื่นนี้ เขาเข้ามากลืนศาสนาเรานี้ เขาจะเข้ามาแบบไหนน่ะ มันมีข้อข้องใจอยู่ เขาจะเข้ามากลืนแบบไหน กลืนก็รู้แล้วว่ามันเป็นมหาภัยเป็นมหาโจรเข้ามาปล้น นี่เราก็รู้กันอยู่แล้ว มันเป็นความผิดล้วน ๆ ที่จะมากลืนศาสนาเรา เราเป็นเจ้าของศาสนาทำไมจึงยอมให้เขากลืนได้ มันสำคัญอยู่อันนี้

ทองก้อน : เขาแทรกซึมเข้ามาทางระบบการศึกษาแผนใหม่นี้ขอรับ ที่แทรกซึมเข้ามาอยู่เวลานี้ที่เป็นปัญหามากครับ คือไม่ยอมให้สอนวิชาพระพุทธศาสนาในบ้านเมืองเรานี่ขอรับ (เขาบังคับมาหรือ?) คือเขาร่างขึ้นมาเวลานี้

หลวงตา : เขาร่างขึ้นมาเราก็ลบไปเลย ไม่เอา เราไม่เล่นด้วย

ทองก้อน : เกล้าได้เปิดต่อสื่อมวลชนไปแล้วว่าเราจะมีการเสนอร่างพระราชบัญญัติการสอนวิชาพระพุทธศาสนาขึ้นมาต้านพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้ได้ขอรับ ตามที่หลวงตาเมตตา

หลวงตา : จะบัญญัติไหนก็ตาม ข้อบัญญัตินี้เป็นมหาภัย เราจะรับไว้ไม่ได้ ใครเป็นคนบัญญัติมา คนนั้นก็เป็นเจ้าของมหาภัย เข้าใจเหรอ นี่แหละหลักใหญ่อยู่ตรงนี้


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก