มรสุมของกิเลส
วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2537
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๓๗

มรสุมของกิเลส

เมื่อวานซืนเขาก็ลากไปเพชรบูรณ์ เราพึ่งกลับมาเมื่อวานนี้ เหนื่อย มาแขกก็มาอีกแล้ว มารออยู่แล้ว ตั้งแต่เราไปแขกก็เต็มอยู่ตลอด ที่โน่นคนก็มากเหมือนกัน เทศน์ก็ไม่สะดวกหรอกมันเหนื่อย ทั้งความจดจำหลงลืม เทศน์หลงหน้าหลงหลัง เพราะฉะนั้นจึงหยุด เดี๋ยวนี้ไม่เอานะ ไม่เทศน์เดี๋ยวนี้ หยุดหมดเลย ที่ไหนก็ไม่เทศน์ ในงานต่าง ๆ เมื่อก่อนไปนี้ ๒ วันเขาก็มานิมนต์ให้ไปเทศน์ที่โรงพยาบาลอำเภอท่าบ่อเราก็ไม่รับ ที่ไหนเหมือนกัน ทางศาลากลางเหล่านี้ ทหาร ตำรวจ พวกศาล นิมนต์ไปเทศน์ แต่ก่อนไปเทศน์ให้อยู่นะ แต่ ๒ ปีมานี้หยุดแล้ว ขอผ่านเลยไม่เอา แต่ก่อนไปเทศน์ให้อยู่ เทศน์ศาลก็เทศน์ ศาลากลางก็เทศน์ ตำรวจก็เทศน์ ทหารก็เทศน์ เดี๋ยวนี้ของดหมดเลย

เทศน์มันไม่ได้เทศน์แบบเดียวกันนี่จะว่าไง ไปหาทหารก็เทศน์แบบทหารละซี ไปหาตำรวจก็เทศน์แบบตำรวจ ไปหาหมอเทศน์แบบหมอ เทศน์ศาลากลางเหมือนกันก็ไปอีกแบบหนึ่ง คนละแบบ ๆ ไม่เทศน์แบบเดียวกัน มันเทศน์ยากลำบากขนาดไหน ผู้ฟังนั่งฟังอยู่เฉยๆ ผู้เทศน์จนจะตายยังไม่รู้อีก เพราะฉะนั้นถึงมานิมนต์เรื่อย สบาย..นั่งฟัง อยากหลับก็หลับไปเรื่อย ผู้ง่วงก็ง่วงไปเรื่อย มันแสนสบายผู้ฟัง ผู้เทศน์จะตาย เพราะฉะนั้นถึงไม่รับละซี มันเอารัดเอาเปรียบกันมากไป มาครอก ๆ แครก ๆ อยู่ตามเก้าอี้เก้าแอ้เหล่านี้ คนหนึ่งเทศน์จะตายคนหนึ่งยังหลับครอก ๆ สบาย

เทศน์หมอยิ่งขบขันดีเทศน์หมอ เขาคงหดตัวเข้า เทศน์ตีเอา บอกหมอให้รู้หน้าที่ของหมอนะ...ขึ้น มารยาทไปก่อนยานะ ไปก่อนหมอนะ มารยาทกิริยาที่แสดงต่อคนไข้นั้นเป็นโอสถอันดับแรกนะ ถ้าเขามาละหน้าบึ้งใส่เขา ถ้าเขาไม่มารักษาหมอมีความหมายอะไร นั่นซิบัดจะเอาเห็นไหมล่ะ ก็อย่างงั้นซี ใส่ปั๊วะเข้าไปอย่างงั้นแล้ว ถูกไหมที่ว่านี่ ถ้าเขามาละหน้าบึ้งใส่เขา ถ้าเขาไม่มารักษาหมอมีความหมายอะไร ไม่รู้จักคนไข้เขามีคุณต่อหมอมากมายเหรอ นั่น หมอเป็นหมอมีคุณค่าอยู่เวลานี้ มีสาระอยู่เวลานี้ก็เพราะคนไข้นั่นเอง แน่ะเข้าไปนั่นนะ

อย่างนั้นแล้วเทศน์หมอก็ไปแบบนั้นจะไปแบบอื่นได้ยังไง ก็ต้องเข้าตรงนั้นซี มารยาทเป็นที่หนึ่งนะ จากนั้นเราก็บอกเป็นหมอพ่อค้า อธิบายหมดนะ เวลานี้กำลังแปรสภาพเป็นหมอพ่อค้าไปแล้ว ขาดความเมตตา ขาดหลักกฎเกณฑ์ของหมอไปหมดแล้วนะเวลานี้ สอนหมดละเหล่านี้ให้รู้ มันกลายเป็นพ่อค้าไปหมดแล้วหมอ ไม่ว่าจะอยู่โรงพยาบาลอยู่ไหนเหมือนกันหมดเลย ก็ว่าอย่างงั้นแล้ว ก็เป็นความจริงนี่ เดี๋ยวนี้มันแปรเพราะเห็นแก่เงิน

นั่นละจึงว่าเทศน์ลำบากนะ เทศน์ที่หนึ่งก็เป็นแบบหนึ่ง เทศน์กับเด็กก็อีกแหละ เทศน์กับเด็กก็ ก.ไก่ ก.กา ก็ต้องเทศน์แบบ ก.ไก่ ก.กา ไม่เอา ข.ไข่ ข.ขวด เด็กไม่เข้าใจ ก็ต้องเอา ก.ไก่ ก.กาซิ เทศน์เด็กประถม มัธยม เทศน์พวกนักศึกษาไปอีกแบบเรื่อย ๆ ๆ ทหาร ตำรวจ ผู้พิพากษา อัยการ ไปอีกคนละแบบ ๆ จะเทศน์แบบเดียวได้ยังไง หน้าที่ของคนนั้นเป็นยังไงที่จะต้องปฏิบัติให้เหมาะสมยังไง ก็ต้องเข้าตรงนั้นซี มาเทศน์สอนพระนี้ก็ สมมุติว่าเขามาสอนหลวงตาบัว ก็อย่าดุเขานักซี ก็จะเทศน์ว่าอย่างนั้นเข้าใจไหม ก็อย่าดุเขานักซี เทศน์ธรรมดาดี ๆ ไม่ได้หรือ มันจะดีได้ยังไง เพราะมันเหมือนลิงนี่เข้าใจไหม ผู้ใดมาหาเหมือนลิงนี่จะให้ดีได้ยังไง การโต้ตอบกับลิงก็ต้องเอาแบบลิงน่ะซี มันก็ไปอย่างนั้นอีก

ไปเทศน์ที่นู่นก็เทศน์ลำบากมาก ไปก็ไม่ได้พักทั้งวัน...เหนื่อย แล้วความจำเทศน์ไปก็หลง อ้าว ไปถึงไหนแล้วล่ะ ว่าอย่างนี้แล้วอยู่บนธรรมาสน์นั่น ลืมแล้ว ไม่ทราบเทศน์เรื่องอะไรมา เอ้า ตั้งใหม่ ๆ อย่างงั้นนะเดี๋ยวนี้ ความจำไม่เป็นท่า มันไม่เอาไหนแล้วความจำ การเทศน์ไม่เอาความจำไปเทศน์จะเอาอะไรไปเทศน์ ขันธ์ ๕ เป็นเครื่องมือของธรรม เป็นทั้งเครื่องมือของกิเลสด้วย เป็นทั้งเครื่องมือของธรรมด้วย เวลากิเลสเป็นเจ้าของมันก็เอาเป็นเครื่องมือ สนุกฟัดเหวี่ยงกัน ทีนี้มาเป็นเครื่องมือของธรรม ธรรมก็นำมาใช้ซี ก็ใช้ขันธ์อันเดียวกันนี้ เป็นแต่เพียงว่าธรรมท่านไม่ยึดเท่านั้นเอง กิเลสมันยึดเป็นของมัน

ขันธ์ ๕ ทั้งหมดเป็นของกิเลสทั้งหมด กิเลสยึดแต่ธรรมท่านไม่ยึด ใช้เป็นเครื่องมือเฉย ๆ ต่างกันเท่านั้นเอง แต่ต้องเอาขันธ์ ๕ เทศน์ มันชำรุดตรงไหนก็ไม่สะดวกตรงนั้นแหละ อย่างเช่นความจำนี้ เทศน์ไป ๆ มันหลงลืมไปแล้วจะเอาอะไรมาเทศน์ต่อกันไป เมื่อเงื่อนต้นหลงลืมไปแล้วจะต่อไปหาเงื่อนปลายยังไงได้ จำไม่ได้ก็ตั้งใหม่ มันก็เป็นแบบใหม่ไปอีก หยุดมา ๒ ปีแล้วไม่เอา เทศน์ที่ไหน ๆ เขานิมนต์ไปที่ไหนไม่เอาแล้ว เทศน์ลำบาก....เหนื่อย ทั้งความจดจำก็ยิ่งเลวลงทุกวัน ๆ

ทุกวันนี้ยิ่งวิตกวิจารณ์มากนะ เป็นห่วงเป็นใยบรรดาเพื่อนฝูงนี่เป็นอันดับหนึ่ง พระเณรซึ่งเป็นผู้นำซิ อันนี้แหละไปไหนถึงจี้เรื่อย แต่ก่อนไปวัดนั้นวัดนี้ ไปก็มีความหมายอย่างนี้แหละ ไปวัดไหน ๆ ควรจะว่ายังไง แนะนำตักเตือนสั่งสอนดุด่าว่ากล่าวยังไงก็ไปตามทัศนียภาพที่ปรากฏอยู่ในสายตาเรานี่ หู ตา จมูก ลิ้น กายนี้ไปด้วยกัน อะไรเข้ามาสัมผัสสัมพันธ์เป็นธรรมไม่เป็นธรรม ผิดถูกชั่วดีประการใดมันจะมาผ่านตรงนี้ ๆ ทีนี้ก็นำเรื่องราวออกแสดงละซี อันนี้นาน ๆ จะไปทีหนึ่ง ไม่ค่อยได้ไปละหมู่นี้เหนื่อย ไม่จำเป็นจริง ๆ ไม่ไป แต่ก่อนไป เมื่อมันไปไม่ได้ทำงานไม่ได้มันเป็นห่วงมากนะ แต่ก่อนทำงานได้ไม่ค่อยเป็นห่วงเท่าไรนัก

เวลานี้ทำงานไม่ได้แล้ว เรื่องราวมรสุมมันยิ่งขึ้นหนาแน่นขึ้นทุกวัน ๆ ธรรมะนี้อ่อนเปียก วิ่งหัวซุกหัวซุนเข้าหาที่หลบที่ซ่อน ไม่งั้นถูกกิเลสทำลายแหลกหมดนะ ธรรมะเวลานี้กำลังเป็นอย่างนี้แล้วจะไม่ให้เป็นห่วงยังไง ตามีหูมีเห็นอยู่ตลอดเวลา ไปไหนมาไหนเหมือนจับโยนขึ้นใส่กระสอบ กระสอบจริงแต่ภายในมันไม่ได้เป็นกระสอบ พูดให้เต็มยศเสียวันนี้..ยศหลวงตาว่ะ มันไม่ได้นอนนี่ภายใน สัมผัสพับปุ๊บจับแล้ว สัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย นี่มันจะวิ่งรับกันพับ ๆ ๆ ปล่อยไว้ ๆ ไว้เข้าลิ้นชัก ๆ ถึงกาลเวลาที่ควรจะพูดหนักเบามากน้อย ดึงออกมาจากลิ้นชักพับ ๆ ๆ

ทีนี้เรื่องมรสุมของกิเลสตีตลาดนี้มันพิลึกพิลั่นนะ โอ้โห ทานไม่ไหว มันไม่ทานกันละซี ถ้าทานกันก็พอไหวบ้าง อันนี้ที่ไหนมีแต่ปล่อยเนื้อปล่อยตัว ไม่ว่าเด็กไม่ว่าผู้ใหญ่ชาติชั้นวรรณะใดก็ตาม มันพอ ๆ กันเวลานี้ พูดให้เต็มยศเลยจะว่าไง ใหญ่เท่าไรยิ่งปล่อยตัวมากยิ่งเหลิงมากเทียว ลืมเนื้อลืมตัว ไม่ทราบจะเอาอะไรไปปกครองบ้านเมือง เอานิสัยโกโรโกโสเหรอปกครองบ้านเมืองมันถึงจะได้ดี มันเคยดีแล้วเหรออย่างงั้น แม้แต่เด็กตาสีตาสาเขาก็รู้ว่ามันไม่ดี แล้วผู้ใหญ่ทำไมถึงทำได้ลงคอ นี่ซีมันน่าคิด ไม่ให้เป็นห่วงจะทำไง บ้านเมืองเป็นของเล่นไปได้ เป็นหนูตะเภาไป เป็นเครื่องทดลองของพวกนี้ไปจะทำไง มันเป็นจริง ๆ นี่ไม่ใช่พูดธรรมดานะ มันทนไม่ไหวก็พูดออกมาบ้างซี หูมีตามีแสดงกันออกมาเรื่องใด ๆ โอ๊ย มีแต่เรื่องทำลาย ๆ เรื่องส่งเสริมไม่ค่อยมี

เรื่องความเห็นแก่ตัวนี่สำคัญมาก ความโลภมาก ความเห็นแก่ตัวมาก จากเห็นแก่ตัวก็เห็นแก่เพื่อนของตัว พวกเพื่อนของตัว กว้านออกมา ๆ เรื่อยซี แล้วทีนี้บ้านเมืองใหญ่ ๆ ก็เท่าหนูเท่านั้นเอง ใหญ่โตขนาดไหนก็เท่าหนู สู้เพื่อนของเราไม่ได้ สู้เราไม่ได้ นั่นมันก็โยงมาตรงนี้ละซี อันนี้มันใหญ่กว่าแล้ว แล้วบ้านเมืองก็เลยเป็นของเล็กของน้อย เป็นเครื่องทดลองไปเสียแล้ว เป็นหนูตะเภาไป นี่ซีมันน่าทุเรศ โห ปกครองกันยังไงบ้านเมืองจึงเป็นอย่างนี้

เวลามีการมีงานมันน่าอายขนาดไหนถ้าธรรมดาเราแล้ว เอาแก้วเหล้าไปโชว์ ให้เขาถ่ายลงหนังสือพิมพ์ ถือแก้วเหล้าโชว์ ผู้ใหญ่ขนาดไหนถือแก้วเหล้ามาโชว์ มันน้ำบ้ารู้ไหม เด็กเขายังรู้เขายังไม่เอาแก้วเหล้ามาโชว์ ผู้ใหญ่ขนาดนั้นเอาแก้วเหล้ามาโชว์หาอะไร ถ้าไม่ขายความเลวทรามของตัวที่สุดเลย นี่หรือจะปกครองบ้านเมือง คือแก้วเหล้านี้เหรออยากถามว่างั้นนะ เขาตำหนิกันทั้งโลกทั้งสงสารว่าเป็นของไม่ดีทำไมจึงเอามาโชว์ พิจารณาซิ

หลวงตามันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นถึงถูกเทศน์ละซี ถ้าสมมุติว่ามีผู้มาเทศน์สอนเรา จะเทศน์ว่ายังไง ก็อย่าดุเขามากนัก เขาจะว่าอย่างนั้น จะไม่ดุยังไงแก้วเหล้ามันไม่ปล่อย ครั้นเวลาตอบ จะไม่ดุยังไงแก้วเหล้ามันติดมือตลอดเวลานี่ เวลาเกิดมาพ่อแม่ไม่เห็นเอาเหล้ากรอกปากวะ หาแต่ของดิบ ๆ ดี ๆ ทั้งนั้น เวลาโตขึ้นมาแล้วทำไมหาน้ำบ้ามากรอก มันดูหมิ่นคุณพ่อคุณแม่ถึงตายยังไม่รู้อีกเหรอ

นี่เฒ่าแก่มาเทศน์ไม่ได้แล้วก็ยิ่งเป็นห่วงมาก เพราะเรื่องราวมันขึ้น แหม ถ้าว่าเป็นนักมวยแล้วเรียกว่าไม่ถึงยกเลยถูกน็อกจากกิเลส ขนาดนั้น ความรุนแรงของกิเลสกับการต้านทานนั้น ยังไม่ถึงยกเลยหงายทันที น็อก ดีไม่ดีได้หามลงเปลไม่ได้สติสตังเลย นี่กิเลสเอาขนาดนั้น เวลานี้กำลัง แต่นี่ใครดูหรือไม่ดูก็ไม่รู้ แต่นี้มันอดดูไม่ได้นั่นซี ไปไหนนี้ไปด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างไปด้วยหมดพร้อม เครื่องรับเครื่องฟังไปพร้อมหมดเลย

มันหากเป็นธรรมชาติของมันเอง เหมือนกับพูดให้มันเต็มยศเลย เหมือนเรดาร์นี่จะว่าไง ว่างั้นเลยก็ได้จะเป็นไรไป นอกจากจะพูดหรือไม่พูด ที่หนวกก็หนวกไปเสีย ที่บอดก็บอดไปเสีย ที่เคลิ้มก็เคลิ้มไป ที่หลับก็หลับไปเสีย เหมือนเขาเป็นบ้าเราก็บ้าไปกับเขาเสียอย่างนั้น ไม่สนใจเรื่องของเขา เรื่องของเราก็รู้กันอยู่แล้วนี่ แต่เวลาจะนำมาพูดก็เอาสิ่งเหล่านั้นแหละมาพูด สิ่งที่ผ่านไปผ่านมาอยู่นั้น สิ่งที่เฉย ๆ นั่นแหละเวลาจะเอามาพูด ถ้าจะเป็นสารประโยชน์ก็นำมาพูด ถ้าไม่เป็นประโยชน์พูดทำไม พูดไปก็ไม่เกิดประโยชน์อยู่แล้วจะพูดไปหาอะไร หูหนวกตาบอดไปเสียดีกว่า

พุทธศาสนาของเรานี่เป็นเครื่องเล่น เหมือนกับเป็นเครื่องประดับร้านไปอย่างนั้นแหละ เดี๋ยวนี้กลายเป็นเครื่องประดับร้านไปแล้ว เป็นของประดับบ้านประดับเมือง เหมือนกับเครื่องลายครามไปอย่างนั้น ใครเรียนมามาก ๆ ก็ว่าตัวรู้หลักนักปราชญ์ไปเสีย ประสาความจำเอามาอวด ถ้าพูดกันตามหลักความจริง ความจำกับความจริงมันต่างกัน จำมาเฉย ๆ ใครก็จำได้ เด็กเรียนก็จำได้ ผู้ใหญ่เรียนจำได้ ผู้หญิงผู้ชายเรียนจำได้ทั้งนั้น ไม่ว่าวิชาทางโลกทางธรรมใครเรียนจำได้ด้วยกันทั้งนั้นแหละ แต่ไม่นำมาปฏิบัติก็ไม่เกิดประโยชน์ทั้งสองทาง โลกก็เหมือนกัน เรียนมาสักเท่าไรก็เรียนมา ถ้าไม่นำมาทำประโยชน์เป็นภาคปฏิบัติ ธรรมะก็เหมือนกันอย่างนั้น ผลประโยชน์เกิดขึ้นจากภาคปฏิบัติ

ท่านถึงว่าปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ปริยัติคือการศึกษาเล่าเรียนเข็มทิศทางเดินให้รู้ให้เข้าใจแบบแปลนแผนผังให้เข้าใจแล้วสร้าง ถ้าเป็นบ้านเป็นเรือนก็สร้างตามแบบแปลนแผนผังนั้น สำเร็จรูปขึ้นมาเป็นปฏิเวธ นั่นเป็นอย่างนั้น ถ้าธรรมเหล่านี้ได้แยกจากกันเมื่อไรแล้ว ศาสนาเลยเป็นคนละอย่างไปเลยแหละ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ถ้าไม่มีปฏิบัติ ปริยัติก็ไปแบบหนึ่งเสียไม่มีความหมายอะไร เต็มตู้เต็มหีบคัมภีร์ใบลานเต็มพุงมันก็ไม่ได้เรื่อง ไม่เกิดประโยชน์ ถ้านำมาปฏิบัติ เอ้า ได้

ตั้งแต่พระฝรั่งท่านทำด้ามมีดนี่ ไปเห็นท่านทำด้ามมีดอยู่ เขียนแปลนด้ามมีด มีดน้อย ๆ ท่านทำแปลนเขียนแปลน อะไรล่ะนี่ แปลนด้ามมีด ไม่เขียนแปลนทำเอาเลยไม่ได้หรือ บอกทำแปลนแล้วไม่ต้องคิด ทำตามแปลนนี้เลย ถ้าไม่มีแปลนต้องคิดต้องอ่าน บางทีผิดพลาดไปท่านว่า แบบถ้าทำแปลนแล้วนี้ เวลาเรามาทำมันไม่ได้คิดยากลำบากอะไร แต่เวลาข้าวในบาตรไม่เห็นทำแปลนเราว่างี้ มัวแต่ทำแปลนกว่าจะเสร็จก็เหลือแต่บาตรเปล่า ๆ โอ๊ย ข้าวลงในบาตรแล้วไม่จำเป็นต้องทำแปลน มันเป็นแปลนในนั้นเสร็จแล้ว นั่นกลัวตายเราก็ว่างั้น

นี่พูดถึงเรื่องแปลน แม้แต่ด้ามมีดก็ยังมีแปลน ทีนี้คนจะทำตัวให้เป็นคนดี ไม่มีแบบแปลนแผนผังจะก้าวเดินได้เหรอ นี่ศาสนามีแต่แปลนเต็มบ้านเต็มเมืองเวลานี้ เป็นตำรับตำราเป็นแปลนอยู่เฉย ๆ ไม่ได้นำออกมาปฏิบัติ ถ้าปฏิบัติแล้วใครจะไปดีเท่ามนุษย์วะ มนุษย์นี่ฉลาดยิ่งกว่าสัตว์ทั้งหลาย ศาสนาจึงสอนลงแดนมนุษย์ แต่นี้ไม่นำมาปฏิบัติก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เป็นแปลนบ้านแปลนเรือนอยู่เฉย ๆ เป็นเครื่องประดับร้านไปอย่างนั้น เรียนมาโก้ ๆ จำมาโก้ ๆ ได้พัดมาโก้ ๆ จะว่าไง ไม่มีภาคปฏิบัติมันก็อย่างนั้นแล้ว มีภาคปฏิบัติมันหากเป็นในตัวเอง ๆ อะไรสำเร็จรูปขึ้นมาในนี้ ๆ เป็นหลักธรรมชาติ นี่เรียกว่าความจริง

ธรรมท่านสอนว่าอย่างไร เราปฏิบัติมันก็เห็นอย่างนั้นจริง ๆ นี่เป็นของตัวแล้ว ทั้งเป็นของจริงด้วยทั้งเป็นของตัวด้วย เรียนมาเป็นความจำไม่ใช่ของตัว เรียนมาจากแบบจากแผนจากตำรับตำรา มันก็เป็นสมบัติของพระพุทธเจ้าอยู่นั่นแหละ ต่อเมื่อมาปฏิบัติแล้วปรากฏในตัวเองเมื่อไร นั้นละเป็นของตัวเองด้วย เป็น สนฺทิฏฺฐิโก หรือเป็นภาคความจริงด้วย มันก็รู้อยู่นี้เห็นอยู่นี้ เช่น สมาธิในตำรา ท่านชี้เข้ามาที่นี่ ให้ทำอย่างนั้น จิตเกิดมีความสงบ เราเรียนก็ได้จนปากฉีกก็ไม่สงบถ้าไม่ทำไม่ปฏิบัติ

พอมาปฏิบัติจิตมันสงบ อ๋อ สมาธิเป็นอย่างนี้เอง นั่นเห็นแล้ว ที่ท่านแสดงไว้ในแบบแปลนตำรับตำราว่าสมาธิคือความสงบ หรือสมาธิคือความตั้งมั่น อ๋อ มาตั้งมั่นอยู่ตรงนี้เอง บทเวลาตั้งมั่นมาตั้งมั่นอยู่ที่ใจ อ๋อ ๆ แล้ว นั่นแหละความจริงขึ้น อ๋อเลยนะ อ๋อ เป็นอย่างนี้ หายสงสัยเรื่องสมาธิเป็นยังไงในตำราที่เราเรียนมาแต่ก่อน พอมาปฏิบัติมาเจอเข้า อ๋อ เป็นอย่างนี้เอง สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี ตลอดวิมุตติหลุดพ้น อ๋อ เป็นอย่างนี้เอง ขึ้นในนี้หมด ๆ พระพุทธเจ้าถอดออกจากนี้ไปสอนเรา แล้วปราชญ์รุ่นหลังมานี่ท่านก็จดจารึกไว้ในคัมภีร์ใบลาน ความจริงออกจากพระทัยพระพุทธเจ้าทั้งนั้น ธรรมทั้งหมดออกจากพระทัยออกจากใจนี่ไปกางไว้ในตำรับตำรา เพราะฉะนั้นเวลาสอนจึงสอนเข้ามาที่นี่ สอนเข้ามาที่ต้นตอนี้ รู้ก็รู้ที่นี่เห็นที่นี่ ละก็ละกันที่นี่ ผูกมัดรัดรึงกันเป็นทุกข์ก็เป็นทุกข์ที่นี่ แก้ก็แก้กันที่นี่ แก้กันที่นี่แล้วมันโล่งไปหมดเลย

ถ้าไม่แก้ที่นี่จะไปแก้ที่ไหน มันคันตรงนั้นมาเกาตรงนี้ก็ถลอกปอกเปิกเฉย ๆ เอ้า มันคันตรงนี้ไปเกาตรงนั้นก็ถลอกปอกเปิกเฉย ๆ คันตรงไหนเกาลงตรงนั้นซิ กิเลสมันอยู่ตรงไหนมันถึงคัน มันถึงเดือดร้อนมากนักมนุษย์เราเวลานี้ สิ่งอะไร ๆ สมบูรณ์พูนผลเต็มบ้านเต็มเมือง ไม่น่าจะมีความเดือดร้อนวุ่นวาย แต่ทำไมมนุษย์เจอหน้าไหนมีแต่บ่นทุกข์หากัน รายไหนที่ทรงความสุขไว้ให้เป็นที่น่าแจกจ่าย พอที่จะแจกจ่ายเพื่อนฝูงไม่เห็นมี มีแต่กองทุกข์ มาระบายแต่กองทุกข์ใส่กัน

ทั้ง ๆ ที่ต่างคนต่างหาความสุข สิ่งที่เราหามันก็เต็มบ้านเต็มเมืองไม่เห็นอดอยากอะไร มันอดอยากอยู่ที่หัวใจ หัวใจมันหิวมันโหย มันไม่มีธรรมเป็นเครื่องดื่ม ถ้ามีธรรมเป็นเครื่องดื่มเท่านั้นใจก็เริ่มอิ่มเข้ามา อิ่มตัวเข้ามา ปล่อยอารมณ์เหล่านั้นเข้ามา ใจอิ่มตัว ๆ เพราะใจไม่ได้เอานั้นเป็นอาหารนี่ เอาธรรมต่างหากเป็นอาหาร แล้วเอากิเลสยัดเข้าไปอย่างนี้มันก็เป็นไฟขึ้นมาเท่านั้น เดี๋ยวนี้กิเลสเท่านั้นเป็นไฟ ไม่ใช่กิเลสเป็นอาหาร เป็นฟืนเป็นไฟเผาเข้ามา ให้ดีดให้ดิ้นกันทั่วโลกดินแดน

พอแก้เข้ามา ๆ ถึงจุดนี้แล้วด้วยอำนาจของธรรมแล้วก็เปิดโล่งออก ๆ จิตได้ดื่มธรรมแล้วที่นี่ เบา ๆ ปล่อยละที่นี่ ปล่อยข้างนอกแล้วเข้ามาข้างใน ๆ ปล่อยเข้ามาเรื่อย ๆ ฟาดเสียจนปล่อยหมดแล้ว อะไรจะมีความสุขยิ่งกว่าใจหมดเครื่องผูกพันล่ะ นี่ตรงนี้ต่างหากนี่ สุขอยู่ตรงนี้ต่างหากนี่นะ ไปหาดิ้นกันอะไรทั่วโลกสงสารโน่น เขาก็ดิ้น เราก็ดิ้น ครั้นเวลาเอามาแข่งกันมีแต่ความทุกข์ เพียงเท่านั้นก็ไม่รู้อยู่หรือว่าผลของมันเป็นความทุกข์ ไม่ใช่เป็นความสุขพอที่จะนำมาแข่งกันต่อไปอีกล่ะ ไม่เข็ดไม่หลาบมนุษย์เรานี่

เพราะฉะนั้นโง่ที่สุดก็คือมนุษย์เรานี่จะเป็นอะไรไป แต่เรายังภูมิใจนะว่ามนุษย์เรานี่ฉลาด ฉลาดแต่ชื่อ เหมือนกับนายฉลาดอยู่ในเรือนจำ ชื่อแกชื่อว่ายังไง ชื่อฉลาด แล้วฉลาดทำไมมาติดคุกติดตะราง เขาหาว่า ไม่ได้ว่ามันทำผิดนะ แล้วความจริงเป็นยังไง ไปทำของเขาจริง ๆ แหละ หากันให้ถูกจุดบ้างซิ ไปหาเกาแต่ที่ไม่คัน ไปที่ไหนๆ พวกเรานี่นะ ไปที่ไหนหมาขี้เรื้อนวิ่งเข้าป่าหมดเลย สู้ไม่ได้ สู้เราไม่ได้ คือหมาขี้เรื้อนเขาจะเกาเฉพาะที่คัน ไอ้เรานี่คันไม่คันเกาดะเลย หมาสู้เราไม่ได้มันก็วิ่งเข้าป่าหาที่หลบที่ซ่อน ไม่งั้นพวกนี้เอาตาย พวกเกาไม่มีที่หมายหมาเขาก็กลัว สู้ไม่ได้ ถึงที่สุดหมาขี้เรื้อนยังวิ่งเข้าป่า ถ้าลงขนาดหมาขี้เรื้อนวิ่งเข้าป่า แสดงว่าเรานี่เก่งมาก กองปราบว่างั้นเถอะ พวกนี้พวกกองปราบ หมาราบไปเลย นี่หมาเรา ๑๑ ตัวอยู่ในวัดอย่าไปยุ่งมันนะเดี๋ยวกำแพงแตก หมาเรามี ๑๑ ตัว

เราอยากเห็นพวกประชาชนศรัทธาทั้งหลายสนใจในอรรถในธรรม ให้เห็นความสุขความสงบเย็นใจเกิดขึ้นภายในตัวเอง เพราะศาสนาพระพุทธเจ้าพร้อมที่จะให้ผลอย่างเด่นชัดภายในผู้ปฏิบัติไม่สงสัย แต่สำคัญที่ไม่นำมาปฏิบัติเลย โอ๊ย ท่องบ่นสังวัธยายปากแฉะแต่ไม่สนใจปฏิบัติก็ไม่ได้เรื่องอะไร ความทุกข์เต็มบ้านเต็มเมืองจนจะล้นแล้วจะว่าไง ถ้ามนุษย์มีมากกว่านี้ล้นนะ ความทุกข์นี่ล้นโลก แต่นี้มนุษย์ยังไม่ล้น โลก ความทุกข์จึงเต็มโลกพอดี ไม่สนใจปฏิบัติกัน

ถ้าจะว่าปฏิบัติ เพียงหยาบ ๆ ก็ยังดี ในครอบครัวเหย้าเรือนหนึ่ง ๆ ต่างคนต่างมีศีลมีธรรม ปฏิบัติต่อกันให้ถูกต้องในครอบครัวนั้นจะสงบร่มเย็น ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งซึ่งกันและกัน ถือหลักเกณฑ์ความถูกต้องเป็นศูนย์กลาง ให้ต่างคนต่างก้าวเข้าไปสู่ความถูกต้อง ในหลักแห่งการปกครองครอบครัว สามีเป็นยังไง ทำหน้าที่ถูกต้องตามหลักของสามีไหม ภรรยาเป็นยังไง ปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องตามหลักของภรรยาไหม เพียง ๒ ข้อเท่านี้ เย็นกระทั่งเด็กจะว่าไง

แต่นี้มันไม่มีซี โกโรโกโส มีเท่าไรไม่พอเป็นบ้ากัน พวกบ้ากามร่านตัณหา เพราะฉะนั้นโลกมันถึงร้อน ตัวนี้ตัวรุนแรงมากนะ อยากรู้ว่ามันรุนแรงขนาด ไหน เอาภาคปฏิบัติเข้าจับกันซี ไม่มีตัวใดที่จะรบยากแสนยาก ทุกข์แสนทุกข์ทรมานที่สุด หนักมากที่สุดยิ่งกว่าตัวนี้ ตัวนี้รุนแรง ออกฉากหน้าฉากหลังมีตัวนี้ทั้งนั้น ข้างหลังดันเข้าไป ข้างหน้าออกแนวรบก็ตัวนี้ ตัวนี้รุนแรงมาก เพราะฉะนั้นสัตว์โลกถึงป่วนปั่นไปหมดทั้งโลกทั้งสงสาร เพราะต่างคนต่างสนใจอันนี้

ในเวลานี้กำลังสนใจหาฟืนหาไฟเข้ามาเผาบ้านเผาเมือง เราอดไม่ได้ก็เทศน์เสียบ้างบางทีนะ เอาเจ็บ ๆ เหมือนกัน ให้กิเลสเจ็บต่างหากนะ กิเลสถ้าหากอยู่บนต้นไม้ภูเขา เราจะไปฟาดภูเขาให้แหลก แต่นี้มันอยู่กับคน คนก็ต้องเจ็บบ้างน่ะซี มันถูกคนใช่ไหมล่ะ เทศน์กิเลสคนไม่จับแยกออกมา เทศน์ก็เข้าไปนั่นซี เจ็บ บ้างนะบางที เอาเสียเจ็บ ๆ นะกิเลสมันก็ยังไม่สะทกสะท้าน ขนาดนั้นนะจะว่าไง ธรรมไม่พอกับกิเลสพอให้สะดุ้งตัวบ้าง ธรรมอ่อนเปียกมากเชียว กิเลสถึงได้สนุกเพ่นพ่าน

เอาเท่านั้นละ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก