สิ่งที่เป็นภัยและทำลายจิตใจ
วันที่ 23 กรกฎาคม. 2537 เวลา 19:00 น. ความยาว 53.54 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๗

สิ่งที่เป็นภัยและทำลายจิตใจ

 

พูดถึงเรื่องศาสนธรรมของพระพุทธเจ้าก็สมบูรณ์พูนผลอยู่ตลอดมา เช่นเดียวกับแม่น้ำมหาสมุทรมีสมบูรณ์อยู่ตลอดเวลา แต่สิ่งที่เป็นข้าศึกหรือเป็นภัยต่อแม่น้ำนั้นก็มีมากต่อมาก สิ่งที่จะทำให้น้ำสกปรกรกรุงรัง ไม่เป็นที่น่าอาบดื่มใช้สอยได้สะดวกสบายและใสสะอาดนั้นมีมาก สิ่งทำลายน้ำที่บริสุทธิ์ให้กลายเป็นน้ำสกปรกโสโครกมีอยู่ทั่วดินแดน

นี่เรื่องธรรมของพระพุทธเจ้าก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน มีเต็มอยู่ในแดนโลกธาตุนี้ไม่บกพร่องในธรรมทั้งหลายเลย นี่หมายถึงธรรมในหลักธรรมชาติแท้เป็นอย่างนั้น และธรรมที่เป็นกิริยาก็ได้แก่ที่พระพุทธเจ้าทรงนำมาแนะนำสั่งสอน ก็สมบูรณ์พูนผลไปด้วยเหตุด้วยผล แต่สิ่งที่รกรุงรังซึ่งเป็นข้าศึกต่อศาสนธรรมก็มีอยู่ทุกแห่งทุกหนตำบลหมู่บ้าน ทั้งใกล้ทั้งไกล ทั้งข้างในข้างนอก มีอยู่ทั่วไปหมด สิ่งที่จะทำให้ศาสนามัวหมองหรือขุ่นเป็นตมเป็นโคลนไปก็มีมาพร้อม ๆ กันและทำหน้าที่ของตนอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นจึงไม่ค่อยปรากฏผลเป็นธรรมที่พึงใจแก่ผู้ปฏิบัติบำเพ็ญทั้งหลาย

เพราะในผู้ปฏิบัติบำเพ็ญเสียเองก็เป็นผู้เสาะแสวงหา และกอบโกยเอาสิ่งสกปรกโสมมมาคละเคล้ากับธรรม คือภาคปฏิบัติของตน ให้เต็มไปด้วยสิ่งที่เป็นตมเป็นโคลนอยู่ภายในตัวนั้นแล สมาธิคือความสงบใจให้มีความเย็นจึงเป็นไปไม่ได้ พูดถึงเรื่องปัญญาก็ไม่มียิบ ๆ แย็บ ๆ ก็เพราะสิ่งสกปรกรกรุงรังทั้งหลายเหล่านี้ เข้าคละเคล้ารบกวนทำลาย แล้วไม่มีเพียงรายหนึ่งรายเดียว เฉพาะอย่างยิ่งเราพูดถึงชาวพุทธของเรา ย่นเข้ามาถึงผู้ปฏิบัติก็ไม่พ้นที่จะขวนขวายหาสิ่งสกปรกโสมมเข้ามาทำลายตน ซึ่งเป็นแหล่งที่สถิตแห่งธรรมได้แก่หัวใจแต่ละดวง ๆ นั้น ให้ขุ่นมัวไปตามอารมณ์ต่าง ๆ

คำว่ารูปก็หาประมาณไม่ได้ ซึ่งล้วนแล้วตั้งแต่สิ่งที่เป็นภัยต่อธรรมภายในจิตใจ เสียงก็หาประมาณไม่ได้ กลิ่น รส เครื่องสัมผัส เหล่านี้ซึ่งเป็นเหมือนกับตมกับโคลน ไหลเข้ามาคละเคล้าจนได้ ทำให้จิตใจมีความขุ่นมัวตลอดเวลา ถามหาสมาธิสิ่งเหล่านี้ก็เอาไปกินหมด ถามถึงเรื่องปัญญาสิ่งเหล่านี้ก็เอาไปกินหมด ถามถึงวิมุตติหลุดพ้นยิ่งไม่ปรากฏเลย เพราะสิ่งที่เป็นภัยนี้กลืนเข้าไปเสียหมด ๆ ศาสนาเลยถูกกิเลสตัณหาประเภทต่าง ๆ ที่เต็มอยู่ในสัตว์ในบุคคลกลืนเข้าไป ๆ จนแสดงอากัปกิริยาออกมาภายนอกให้เป็นที่สลดสังเวชมีมากมายเวลานี้

เรียนมากเท่าไรก็ยิ่งสั่งสมสิ่งไม่ดีทั้งหลายคละเคล้าเข้าไปให้มากเพียงนั้น สุดท้ายผู้เรียนมากก็ดี ผู้ไม่ได้เรียนก็ดี แต่ปฏิญาณตนว่าเป็นชาวพุทธนับถือพระพุทธศาสนาก็มีลักษณะเดียวกันหมด เลยไม่ทราบว่าใครยิ่งใครหย่อนกว่ากันในการเสาะแสวงหาธรรม หรือเป็นการเสาะแสวงหากิเลสไปในตัวด้วยกันหมดก็ไม่ทราบได้ นี่ขอให้ท่านนักปฏิบัติทั้งหลายพินิจพิจารณา เราเป็นพระนักปฏิบัติอย่าเสาะอย่าแสวงหาอารมณ์ที่กล่าวมาเหล่านี้ ซึ่งเป็นภัยต่อจิตใจมาแต่กาลไหน ๆ ธรรมของพระพุทธเจ้าก็ทรงประกาศโทษแห่งสิ่งเหล่านี้มาประจำกับศาสนธรรม ไม่เคยขาดวรรคขาดตอนเลย สิ่งเหล่านี้ก็ยังเป็นภัยต่อสัตว์โลกอยู่จนได้ เพราะการเสาะแสวงหาด้วยอำนาจแห่งการเชื่อฝ่ายต่ำนั้นแล จึงทำให้ได้ขวนขวายเข้ามาสู่ใจของตนโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

การปฏิบัติธรรมแทนที่จะเกิดผลเกิดประโยชน์ก็มีแต่โทษภายในตัวไปเสีย เมื่อถามถึงศาสนาก็เลยไม่ทราบว่าศาสนาคืออะไรอยู่ที่ไหน เพราะมีแต่สิ่งเหล่านี้คละเคล้าไปจนหมด ของปลอมกลายเป็นของจริงเข้าสิงสถิตอยู่ภายในจิตใจของผู้ปฏิบัติธรรมเสียโดยสิ้นเชิง ธรรมเลยไม่ค่อยปรากฏในหัวใจ นี่เป็นที่น่าวิตกมาก ขอให้ท่านทั้งหลายคิดให้ดี

ผมน่ะแก่มาทุกวัน ๆ ก็ยิ่งเป็นห่วงวิตกกังวลกับเพื่อนฝูงในวงปฏิบัติของเรามากขึ้นเพียงนั้น เพราะจะไม่ได้หน้าได้หลัง จะมีแต่สิ่งเหล่านี้เข้าไปคละเคล้าภายในจิตใจ คำว่ามรรคว่าผลว่าสมาธิปัญญา จะไม่ค่อยปรากฏและไม่ปรากฏแล้วเวลานี้ การปฏิบัติธรรมก็สักแต่ว่าเป็นกิริยา เดินจงกรมก็มีแต่ความเคลื่อนไหวเป็นกิริยา แต่กิเลสเข้าไปทำงานอยู่ในวงงานอันนั้นโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว นั้นมากยิ่งกว่าความเพียรจะแสดงตัวออกได้ทีละนิดละหน่อย ว่านั่งสมาธิก็เหมือนกัน วงงานแห่งการทำงานในวงสมาธิก็มีแต่สั่งสมอารมณ์ กว้านหาอารมณ์นั้นกว้านหาอารมณ์นี้มา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอารมณ์ที่เป็นข้าศึกของความสงบเย็นใจ จึงหาสมาธิไม่ได้ ภาวนาสักเท่าไรก็ได้แต่อารมณ์เหล่านี้เข้ามาครุ่นมาคิดมานึกมาฝันวาดภาพอยู่ภายในตัวเองนั้นแล ซึ่งล้วนแล้วตั้งแต่เป็นภาพของกิเลสทำงาน นี่จึงน่าสลดสังเวชเอามากนะ

ผู้ปฏิบัติยังเสียดายอารมณ์เหล่านี้อยู่แล้วจะก้าวไม่ออก อารมณ์เหล่านี้พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์แสดงไว้เต็มเม็ดเต็มหน่วยว่าเป็นภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ คำว่ารูปอย่างเดียวนั้น รูปไหนที่ไม่เป็นภัย เพราะใจชอบหมด ใจชอบรูปไหน ๆ ก็เป็นภัยกับรูปนั้น ๆ มาเป็นภัยต่อใจเสียเอง แล้วรูปที่เห็นว่าเป็นภัยมากเท่าไรจิตใจยิ่งชอบยิ่งรัก รูปที่พระพุทธเจ้าทรงตำหนิมากเท่าไรว่าเป็นภัยต่อจิตใจ ต่ออรรถต่อธรรม ผู้ปฏิบัติหรือเราเสียเองยิ่งชอบมากในรูปประเภทนั้น เพราะฉะนั้นจะมีมากมีน้อยเพียงไรก็ตามคำว่ารูป ๆ ก็รวมตัวกันมาเป็นภัยต่อจิตใจเสียทั้งมวล แล้วจะหาความสงบร่มเย็นมาจากไหน

คำว่าเสียงก็เหมือนกัน เสียงหาประมาณไม่ได้ แต่เสียงใดที่เป็นเสียงธรรมดา ๆ จิตใจก็ไม่ชอบ แต่ไปชอบเสียงที่เป็นภัยต่ออรรถต่อธรรมต่อจิตใจนั้นแล มีมากมีน้อยเท่าไรกว้านเข้ามาเผาหมดภายในหัวใจดวงนี้ กลิ่น รส เครื่องสัมผัส ก็เป็นเช่นเดียวกัน สิ่งเหล่านี้อันใดที่ไม่เป็นภัยจิตไม่ชอบ ไปปักลงไปและไปคิดลงไปในจุดนั้น ไปสั่งสมจุดนั้น ไปสนใจในจุดนั้น ถ้าเสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัสใด ที่เป็นภัยต่อจิตใจตามหลักธรรมที่ทรงแสดงไว้แล้ว จิตใจย่อมชอบในสิ่งนั้น ๆ เพราะกิเลสทำให้ชอบ ขอให้ทุกท่านจำเอาไว้

เราเองนั้นมุ่งอรรถมุ่งธรรมมาด้วยกัน ตั้งหน้าตั้งตามาเสาะแสวงหาอรรถหาธรรม ไม่ตั้งหน้าตั้งตามาเสาะแสวงหารูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส ซึ่งเป็นตัวภัยนี้เลย แต่ทำไมจิตใจมันถึงกลมกลืนกันกับภัยนี้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวตลอดมา จนกระทั่งถึงว่าธรรมที่เรามุ่งหวังอย่างแรงกล้ามาโดยลำดับลำดานั้น ไม่ค่อยจะปรากฏรสชาติขึ้นมาภายในจิตใจเลย ก็เพราะสิ่งเหล่านี้กลืนเอาไปกินหมด นี่ละมันลำบากการปฏิบัติธรรม เพราะกิเลสก็มีรสชาติมากที่จะหลอกลวงสัตว์โลกให้ล่มจมกับมันได้เกินกว่าธรรมจะเข้าแทรกถึง ในเวลาเริ่มแรกมีแต่สิ่งเหล่านี้ทำงานทั้งนั้น

อวัยวะของเรามีทุกสัดทุกส่วน พร้อมแล้วที่จะรับสิ่งเหล่านี้เข้ามาเป็นภัยต่อตนเอง ถ้าว่ารูปหรือตาเราก็มีเสีย เสียงหรือหูเราก็มีเสีย เครื่องรับกันที่จะมาเป็นภัย เครื่องต้อนรับที่จะมาเป็นภัยเผาไหม้ตัวเอง กลิ่นเป็นยังไง จมูกเราก็มีเสีย รส ลิ้นก็มีเสีย ความเย็นร้อนอ่อนแข็ง กายของเราที่คอยสัมผัสสัมพันธ์ก็มีเสีย รวมแล้วใจผู้คอยสัมผัสสัมพันธ์ก็มีเต็มตัวอยู่นั้น คอยแต่จะรับทราบคอยแต่จะรู้จะยึดจะถือจะปักใจลงในสิ่งนั้น ๆ มันจึงมีแต่ภัยเต็มตัว

นี่ละที่ว่าการบำเพ็ญธรรมลำบาก เพราะสิ่งที่เป็นภัยมันกลมกลืนไปด้วยกัน ยากที่จะแยกจะแยะให้รู้ว่าอะไรเป็นภัย อะไรเป็นคุณ ผลสุดท้ายก็มีตั้งแต่ภัยเต็มหัวใจ ผู้ปฏิบัติจึงไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวอะไร นี่เฒ่าแก่มาเท่าไรก็ยิ่งเป็นห่วงเป็นใยหมู่เพื่อน แล้วสิ่งที่ล่อแหลมต่อธรรมนั้นมีมากขึ้นทุกวัน ๆ แล้วก็พอใจอีกด้วย กิเลสตัวทำให้พอใจมันมี ส่วนธรรมที่ทำให้พอใจมีน้อยมาก คิดได้เป็นชั่วขณะแต่ละครู่ละยามเท่านั้น ต่อจากนั้นมันก็มีแต่เรื่องของกิเลสทำงานบนหัวใจเสีย

ศาสนาถึงจะว่ามีสมบูรณ์พูนผลเทียบกันกับน้ำมหาสมุทรทะเลหลวงก็ตาม แต่ก็ไม่พ้นที่จะคละเคล้าด้วยสิ่งสกปรกโสมมเหล่านี้ จึงแสดงตัวออกมาเป็นน้ำที่บริสุทธิ์ สมาธิปัญญาที่บริสุทธิ์ผุดผ่องตามขั้นภูมิของตนไม่ได้ ก็เพราะสิ่งเหล่านี้กวน สิ่งเหล่านี้คละเคล้า แต่เรื่องอรรถเรื่องธรรมนั้นเราหาประมาณไม่ได้แล้ว คำว่ากว้างว่าลึกซึ้งของธรรมมีอยู่ตลอดมา แต่ผู้ที่จะอาจเอื้อมฝ่าฝืนอุปสรรคดังที่กล่าวมาแล้วนี้ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นภัย ให้ก้าวเข้าสู่อรรถสู่ธรรมด้วยความอุตส่าห์พยายาม ความบึกความบึนนั้น มีกำลังน้อยและไม่มีกำลัง ทั้งความโง่เขลาเบาปัญญาก็ไม่ทันกับกิเลสที่เป็นตัวฉลาดแหลมคมบนหัวใจเรา มันจึงลำบากต่อการปฏิบัติ

เพราะฉะนั้นผู้ปฏิบัติจงเป็นผู้เอาจริงเอาจัง ประหนึ่งว่าโลกนี้ไม่มี ตาก็เหมือนไม่มีอะไรดู หูเหมือนไม่มีอะไรฟัง จมูก ลิ้น กาย เหมือนไม่มีอะไรมาสัมผัสสัมพันธ์ ให้มองเห็นความสัมผัสสัมพันธ์อยู่ระหว่างจิตกับอารมณ์ที่สัมผัสสัมพันธ์กับธรรมบทใด ให้จิตรู้ด้วยความมีสติอยู่ตรงนั้น ๆ นั่นละจะเริ่มเห็นความแปลกประหลาดของใจถ้ามีสติจดจ่อ ต้องเอาจริงเอาจัง

การฆ่ากิเลสฆ่าเล่น ๆ ไม่ได้ กิเลสเป็นสิ่งที่แหลมคมมาก เป็นสิ่งที่มีอานุภาพมากที่สุด ไม่เช่นนั้นไม่ครอบหัวใจสัตว์โลกได้ทั่วแดนโลกธาตุตลอดมาและยังจะตลอดไป ก็เพราะความฉลาดแหลมคม มีกลมายาหลายด้านหลายทางหลายสันพันคม ส่วนหยาบก็มีกลมายาหลอกสัตว์ให้ติด ส่วนกลางก็มีกลมายาหลอกสัตว์ให้ติด ส่วนละเอียดก็ยิ่งมีกลมายาอันละเอียดแหลมคมมากทำสัตว์ให้ติดได้ ๆ เช่นเดียวกันหมด เพราะฉะนั้นสัตว์จึงไม่สนใจที่จะก้าวออกจากความหลอกลวงต้มตุ๋นของมัน เข้าสู่แดนแห่งความบริสุทธิ์พุทโธคือธรรมทั้งแท่งได้ ก็เพราะอันนี้เอง

ผู้ปฏิบัติต้องหนักแน่นเรื่องสติ อย่าให้ขาดวรรคขาดตอน จิตไม่มีสติรู้เฉย ๆ ก็เหมือนกับคนบ้านั่นดูเอา นั่นแหละสติไม่มีเป็นบ้าร้อยเปอร์เซ็นต์ สติไม่มีเลยเป็นบ้าร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังที่เราเห็นอยู่ตามถนนหนทาง สติเรานี้มีอยู่ธรรมดาของคนมีกิเลส มันไม่ใช่เป็นสติธรรมดาของคนมีธรรม สติธรรมดาของคนมีกิเลสย่อมรู้ไปตามเรื่องของกิเลสไปหมด ๆ ถ้าสติของคนมีธรรมระลึกรู้ตัวเสมอ อะไรเข้ามาสัมผัสสัมพันธ์ระลึกรู้ตัวอยู่เรื่อย ๆ แล้วพยายามแก้ไขดัดแปลงกันเรื่อย ๆ ระมัดระวังไปเรื่อย ๆ นี่สติของผู้มีธรรมต่างกันอย่างนี้ จงเป็นผู้มีสติของผู้มีธรรมจะได้รักษาตัวคุ้ม ไม่งั้นรักษาไม่ได้ กิเลสจะกลืนไปหมด เหมือนเอาน้ำในมหาสมุทรทะเลมีแต่ขุ่นเป็นตมเป็นโคลนไปหมด กว้างลึกขนาดไหนก็ไม่พ้นสิ่งสกปรกโสมมที่จะคละเคล้าจนได้นั้นแหละ

ธรรมของพระพุทธเจ้ายิ่งกว้างลึกซึ้งยิ่งกว่ามหาสมุทรทะเลหลวงก็ตาม แต่สิ่งที่จอมปลอมซึ่งเป็นคู่เคียงกันเป็นข้าศึกกัน มันก็คละเคล้าได้ตลอดไปหมด ไม่ว่าจะลึกตื้นกว้างแคบขนาดไหน กิเลสนี้เป็นเอื้อมถึงทั้งนั้น ถ้าไม่มีธรรมเหนือมันแล้วเป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงต้องตั้งสติสตังให้ดี ตั้งหน้าตั้งตา

ตา หู จมูก ลิ้น กาย ของเรานี้มีให้เหมือนไม่มี อย่าเสียดายใช้ในสิ่งไม่เกิดประโยชน์อะไร อย่าเสียดายฟัง อย่าเสียดายความสัมผัสสัมพันธ์ เพราะสิ่งเหล่านี้เคยเกิดมากับตัวของเราแล้วตั้งแต่วันเกิดมาจนกระทั่งบัดนี้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใช้มาตั้งแต่วันเกิดจนกระทั่งบัดนี้ได้ผลประโยชน์อะไรบ้าง มีแต่กิเลสเอาไปใช้จะได้ผลประโยชน์อะไร ดูก็เพื่อกิเลส ฟังก็เพื่อกิเลส กลิ่นก็เพื่อกิเลส รสก็เพื่อกิเลส ทุกสิ่งทุกอย่างมันเพื่อกิเลสไปเสียหมด ไม่ได้เพื่อธรรม เพราะฉะนั้นจึงไม่มีคำว่าจืดจาง

กิเลสได้อาหารเท่าไรก็ยิ่งรุนแรงขึ้น มีกำลังมากขึ้นทำให้คนหลงเข้าไปเรื่อย ๆ คนหลงก็คือเรานั้นแลเป็นผู้หลง คนอื่นคนใดก็เป็นเรื่องของใครของเราไป แต่เราผู้ปฏิบัติหลงนี่ซิรู้สึกว่ามันผิดแปลกจากโลกเขา โลกที่เขาไม่ได้ปฏิบัติเขาหลงก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ไอ้เราผู้ปฏิบัติหลงนี้มันเกินเหตุเกินผลเกินประมาณ จึงขอให้พากันตั้งอกตั้งใจให้ดี

ศาสนาของพระพุทธเจ้าอย่ามองที่อื่น ให้มองดูใจของเรานั่นแหละ น้ำมหาสมุทรทะเลก็เป็นน้ำมหาสมุทรทะเล น้ำอรรถน้ำธรรมนั้นจะลึกตื้นหยาบละเอียดแค่ไหน มีใจเท่านั้นเป็นผู้หยั่งทราบ สิ่งอื่นสิ่งใดมาหยั่งทราบไม่ได้ เพราะฉะนั้นท่านจึงเรียกว่าธรรมเกิดกับใจ ใจมีธรรม คือใจเป็นนักรู้ที่จะคอยสอดส่อง ที่จะคอยสัมผัสสัมพันธ์กับธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับตน นอกนั้นรู้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องปรับปรุงจิตใจของเราให้เข้าในระบบที่ควรจะเป็นไปได้ในความรู้ความเห็นธรรมทั้งหลาย

เช่น คำว่าสมาธิ ๆ นี่ในแบบในตำรับตำราท่านก็ชี้เข้ามาในหัวใจของผู้ปฏิบัตินี้แล ทำไมใจจึงจะมีสมาธิ ถ้าไม่มีสติรักษาจิตเป็นสมาธิไม่ได้ จิตที่จะเป็นสมาธิจิตต้องมีความแน่วแน่ต่ออารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเกาะไว้ติด เช่น พุทโธ เป็นต้น คำบริกรรมคำใดก็ตามต้องเกาะไว้อย่างติดแน่น มีสติบังคับไม่ให้พลัดพรากจากกัน นี่เรียกว่าจิตเกาะติดในธรรม แล้วธรรมนั้นก็จะมีความเกี่ยวเนื่องหรือต่อเนื่องกันเป็นลำดับลำดา พลังของธรรมก็ปรากฏขึ้นมาเป็นจิตใจที่แน่นหนามั่นคงขึ้นโดยลำดับลำดา เพราะความสืบเนื่องกันแห่งความมีสติ นี่มีได้เป็นสมาธิได้ถ้าจิตมีการสืบเนื่องกันอยู่อย่างนี้

ดังที่เคยพูดให้ฟังเสมอเวลาไปอยู่ในสถานที่กลัว ๆ ห้ามจิตไม่ให้คิดออกหาสิ่งที่กลัวเช่นเสือเป็นต้น กลัวมากเท่าไรยิ่งหันเข้ามาสู่ภายในจิตใจให้ยึด เช่น ใจอยู่ในขั้นพุทโธก็ให้ยึดอยู่กับพุทโธจนติดแน่นเลย เป็นตายเสียสละหมด จิตไม่ยอมคิดออกหาสิ่งที่เป็นอันตรายมีเสือเป็นต้น คิดอยู่กับพุทโธคำเดียวติดแนบอยู่นั้น แล้วพุทโธเมื่อได้สัมผัสสัมพันธ์กันกับใจโดยสืบต่อกันอยู่แล้วไม่ขาดวรรคขาดตอนก็สร้างผลขึ้นมา สร้างผลขึ้นมาให้เกิดความแน่นหนามั่นคงขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งแน่นปึ๋งเลย ทีนี้จะคิดไปถึงเสือก็แล้ว คิดไปอะไรก็แล้ว เมื่อกำลังของธรรมกับใจได้เข้าสัมผัสกันแล้วมีกำลังมาก ทีนี้จิตจะเป็นสมาธิก็แบบเดียวกันนี้ จิตจะเป็นสมาธิคือจิตสงบแน่วแน่ เป็นกำลังใจขึ้นมาเป็นลำดับลำดาจนมีความแน่นหนามั่นคง ก็ต้องเป็นขึ้นมาจากการตั้งสติอย่างเหนียวแน่น ไม่ให้พลัดพรากจากกันนี้แล นี่ผู้นี้เป็นผู้จะได้ชมสมาธิไม่สงสัย

ถ้าตั้งสติแบบขาดวรรคขาดตอนแล้วแต่จะคิดได้เมื่อไร คิดไปตามโลกตามสงสารให้กิเลสตัณหาเอาไปถลุงเสียทั้งวัน แล้วแย็บเข้ามาหาพุทโธ ธัมโม สังโฆชั่วระยะวินาทีเดียวก็ไม่ได้ จากนั้นกิเลสก็เอาไปถลุงเสียอย่างนี้ จนกระทั่งวันตายก็ไม่มีสมาธิปรากฏขึ้นในใจเลย เอ้า จำให้ดีในคำบทนี้ ถ้าต้องการอยากชมสมาธิ ให้บำเพ็ญเหตุดังที่กล่าวนี้จะไม่ไปไหนแน่นอน ต้องรู้ต้องเห็น

อุบายวิธีการต่าง ๆ ก็เคยได้อธิบายให้ฟังแล้ว เช่น อดนอน ผ่อนอาหาร อดอาหารนี้เป็นวิธีการอันหนึ่ง คือเป็นเครื่องหนุนให้ความเพียรของเราสะดวกขึ้น ความเพียรขลุกขลัก ๆ เมื่อมีสิ่งหนุนมัน ฝ่ายกิเลสมากความเพียรย่อมไม่สะดวก เพราะฉะนั้นจึงตัดสิ่งที่จะหนุนฝ่ายกิเลสให้เบาลง ๆ เช่น อดนอนก็เพื่อจะทรมานร่างกายนั่นเองจะเป็นอะไรไป ไม่ให้มันสมบูรณ์เต็มที่กิเลสจะเอาไปใช้หมด ต้องให้มีอดหลับอดนอน จากนั้นก็ผ่อนอาหาร เมื่อผ่อนอาหารกำลังร่างกายไม่ค่อยมี ก็เรียกว่าตัดกำลังกิเลสลงไป ที่จะก้าวเดินของกิเลส เครื่องมือของกิเลสไม่สะดวก ทางธรรมะสะดวกกว่า ธรรมะก็ก้าวไปได้ อดอาหารเหมือนกัน วิธีทรมานนี่เป็นวิธีตัดทอนกิเลสประเภทต่าง ๆ ให้ลดกำลังลงไปเพื่อธรรมจะได้ก้าวออกไปนั้นแล ให้พากันจำไว้ให้ดี

การตั้งจิตให้เป็นสมาธินี้เป็นของลำบากอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน เมื่อเป็นสมาธิแล้วที่จะก้าวออกสู่ปัญญานั้น ถึงจะได้ดึงได้ลากออกก็ลากออกจากความสงบ ไม่ใช่ลากออกจากฟืนจากไฟ เป็นลากออกจากความสงบโดยเจ้าของถือว่าเย็นใจสบายใจแล้ว ไม่อยากออกทำงาน จึงต้องได้ลากได้เข็นกันออกไปพิจารณาถึงเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ เรื่อง อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อสุภะอสุภังในร่างกายของเขาของเราทั่วโลกดินแดน เอามาพินิจพิจารณาเทียบเคียงกันให้ได้สัดได้ส่วนแล้วจิตก็มีความแยบคาย แยกแยะสิ่งนั้นสิ่งนี้เข้าไปแล้วก็มีความละเอียดแหลมคมเข้าไป เพราะความรู้ของปัญญากับความรู้ของสมาธินี้ต่างกันมากทีเดียว ต่างกันไปเป็นลำดับ เริ่มขั้นปัญญาก็เริ่มรู้สึกแปลกแล้วจากขั้นสมาธิ ยิ่งมีความละเอียดลออเข้าไปเท่าไรปัญญานี้เป็นธรรมชาติที่บุกเบิกความโง่เขลาเบาปัญญาของตัวเอง เหมือนกับเมฆหมอกที่ปิดบังอยู่ท้องฟ้าอากาศ เมื่อเมฆหมอกกระจายออกไปแล้ว ย่อมมองเห็นท้องฟ้าอากาศสะดวกสบาย นี่ก็เหมือนกันอารมณ์ต่าง ๆ มันครอบอยู่ในภายในจิตใจ เมื่อปัญญาได้ส่องทะลุเข้าไป ๆ ก็ย่อมมีความสว่างกระจ่างแจ้งขึ้นไป นี่เรียกว่าปัญญา

ปัญญาเราจะไปหาที่ไหน ถ้าไม่หาที่ใจตามวิธีการซึ่งพระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้แล้วทุกแง่ทุกมุมไม่ผิด อุบายแห่งวิธีการที่จะทำจิตใจให้สงบก็มีถึง ๔๐ ห้องดังที่เคยอธิบายให้ฟังแล้ว อุบายใดในธรรมข้อใดบทใดที่จะถูกเหมาะสมกับจริตของตนก็ทำเพื่อความสงบ ต่อจากนั้นสิ่งเหล่านี้แม้จะเป็นอารมณ์ของสมถะก็ตาม เมื่อปัญญาก้าวเดินแล้วสิ่งเหล่านี้ก็กลายเป็นเรื่องอารมณ์ของปัญญา เป็นงานของปัญญาไปได้โดยไม่ต้องสงสัย คำว่าอสุภะอสุภังก็คือร่างกายของเรานี้ ก็พิจารณาเข้าไปนี้ให้เห็นชัดตามเป็นจริงของมัน แล้วแยกแยะออกไป ปัญญาจะก้าวเดิน

เมื่อปัญญาก้าวเดินแล้วความสว่างกระจ่างแจ้งของจิตนั้นจะค่อยเบิกกว้างออกไป ๆ ไม่มีสิ้นสุดเหมือนกัน ปัญญาก็ไม่มีสิ้นสุด จนกระทั่งวิมุตติหลุดพ้นเสียเมื่อใดแล้ว คำว่าสิ้นสุดก็สุดที่กิเลสเอื้อมไม่ถึงนั่นแล แต่เรื่องปัญญาจะให้สิ้นสุดโดยลำพังตนเองนั้นไม่สิ้นสุด อะไรมาสัมผัสจะรับทราบไปตลอด ๆ ทั้ง ๆ ที่กิเลสไม่มี ไม่ได้สู้กับกิเลสแหละ แต่เป็นเรื่องของปัญญาทำหน้าที่ของตนเอง เพียงไม่เรียกว่ามรรคเท่านั้นเอง เพราะคำว่ามรรคทางแก้กิเลส เครื่องมือแก้กิเลส เมื่อกิเลสสิ้นลงไปแล้วไม่เรียกว่ามรรค เป็นสมบัติของจิตวิมุตตินำออกใช้ต่อโลกต่อสงสาร เวลามีความจำเป็นแล้วก็นำออกมาใช้ เมื่อหมดความจำเป็นแล้วก็ระงับดับไปเองตามหลักธรรมชาติของตน

ธรรมที่กล่าวมาเหล่านี้อยู่ที่ไหน อยู่ที่ผู้ปฏิบัติ เราอย่ามองดินฟ้าอากาศ เราอย่ามองคัมภีร์ อย่ามองว่าผู้เรียนมากเรียนน้อยจะเป็นผู้ทรงคุณสมบัติ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรียนมากเรียนน้อย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ แต่ขึ้นอยู่กับผู้ที่เข้าอกเข้าใจในธรรมทั้งหลายที่ได้ยินได้ศึกษามาแล้ว มาปฏิบัติตัวเองให้เป็นผลขึ้นมาภายในใจ เป็นสมาธิขึ้นมา เป็นปัญญาขึ้นมา แล้วก็เป็นวิมุตติขึ้นมาภายในจิตใจนี้ต่างหาก ไม่ได้เป็นขึ้นจากที่ไหน

การเรียนใครเรียนก็รู้ เด็กเรียนก็รู้ ผู้ใหญ่เรียนก็รู้ ผู้หญิงผู้ชายเรียนรู้ทั้งนั้นไม่ว่าทางโลกทางธรรม เพราะเรียนให้รู้ แต่มันเพียงจำได้เฉย ๆ ถ้าไม่นำมาประกอบปฏิบัติตนเองขึ้นไปให้เป็นเนื้อเป็นหนัง ก็เป็นเนื้อเป็นหนังขึ้นมาไม่ได้ เช่นเดียวกับแบบแปลนแผนผังจะเขียนสักเท่าไรก็ได้ เต็มห้องเต็มหับก็ไม่เกิดประโยชน์เป็นบ้านเป็นเรือนเป็นตึกเป็นห้างขึ้นมาไม่ได้เพราะไม่มีภาคปฏิบัติ ถ้ามีภาคปฏิบัติแล้วจะทำให้ได้สักกี่ชั้นก็ได้

นี่ก็เหมือนกัน ภาคปริยัติได้แก่การศึกษาเล่าเรียนมา เรียนสมาธิเป็นยังไงท่านก็บอกวิธีการ แล้วนำมาปฏิบัติตามวิธีที่เรียนมานั้น การก้าวเดินทางด้านปัญญาเดินยังไง พิจารณาตามทางที่ท่านแนะนำสั่งสอนเอาไว้ก็รู้เห็นขึ้นมา นี้คือภาคปฏิบัติ ท่านจึงเรียกว่าปริยัติ ได้แก่การศึกษาเล่าเรียนเพื่อรู้เข็มทิศทางเดิน ปฏิบัติ แล้วดำเนินงานไปตามที่เรียนมาแล้วนั้น ปฏิเวธหรือปฏิเวธธรรมจะรู้แจ้งไปโดยลำดับลำดาจนกระทั่งถึงวิมุตติหลุดพ้น เรียกว่ารู้แจ้งแทงตลอด เรียกว่าปฏิเวธธรรม รู้แจ้งแทงตลอด ไม่นอกเหนือไปจากธรรมทั้งสามประการนี้เลย เพราะเกี่ยวโยงกัน

ธรรมทั้งสามประการนี้อยู่ในวงศาสนาแยกไม่ออก ถ้าใครไปแยกปริยัติเป็นอย่างหนึ่ง แยกปฏิบัติไปอย่างหนึ่ง ไม่ให้ทำงานประสานกันแล้วก็เรียกว่าศาสนานี้ขาดมรรคขาดผลขาดวรรคขาดตอน ศาสนาขาดตาเต็งตาชั่ง ไม่ใช่ศาสนาที่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเต็มตาเต็งตาชั่งดังที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ ถ้าอยากให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยก็ต้องมีปริยัติ แล้วการศึกษาเล่าเรียนมาแล้วก็ต้องปฏิบัติ ปฏิบัติปรากฏผลขึ้นมาแล้วก็เป็นปฏิเวธขึ้นมาโดยลำดับ นี้แลศาสนาที่ทรงมรรคทรงผลทรงอยู่กับผู้มีธรรมทั้งสามประเภทนี้เกี่ยวโยงกัน เบื้องต้นก็สองประเภท คือปริยัติกับปฏิบัติก่อน เมื่อพอสมควรแก่ผลที่จะรู้จะเห็นแล้วก็ย่อมเกิดขึ้นไปเอง ๆ เรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงวิมุตติหลุดพ้น พ้นขึ้นที่ใจนี้เองไม่พ้นที่ไหน

เราทั้งหลายเห็นศาสนาว่าเป็นอย่างไรทุกวันนี้ ปฏิบัติมานานแล้ว บวชมานานแล้ว เห็นศาสนาเป็นอย่างไรเราอยากถามข้อนี้เหลือเกิน โลกถึงได้ตื่นได้เต้นเป็นบ้ากับเรื่องของกิเลสตัณหาเอานักหนา จนไม่มีวันมีคืนยืนเดินนั่งนอน จะเป็นบ้ากันทั้งโลกแล้วเวลานี้ เรายังไม่รู้อยู่หรือว่ากิเลสหลอกคนได้ขนาดไหน ธรรมะซึ่งเป็นของเลิศเลอขนาดไหนเทียบกันไม่ได้เลยกับกิเลส แต่ทำไมจึงไม่มีใครสนใจ นั่นก็เพราะรสชาติของกิเลสมันครอบงำไว้หมด

ประหนึ่งว่าน้ำในบึงในบ่ออันใหญ่โตและลึกกว้างขวาง น้ำเต็มบึงเต็มบ่อที่สะอาด แล้วถูกจอกแหนปกคลุมไว้บาง ๆ ข้างหน้าเท่านั้น ใครมองมาจากไหนก็เห็นแต่จอกแต่แหนอยู่บนน้ำนี้เสีย ไม่มองเห็นน้ำซึ่งอยู่ใต้จอกแหนนั้นเลย เพราะฉะนั้นจอกแหนจึงเป็นความที่เด่นมากในบึงนั้น ไม่มีอะไรจะเด่นยิ่งกว่าจอกกว่าแหนที่ปกคลุมหุ้มห่อน้ำไว้ ฉันใดก็เหมือนกันธรรมของพระพุทธเจ้าเต็มบึงเต็มบ่อ เต็มหัวใจของโลกเต็มโลกธาตุก็ตาม แต่อำนาจแห่งความโลภความโกรธความหลงราคะตัณหาซึ่งเปรียบเหมือนกับจอกกับแหนนี้ ปกคลุมหุ้มห่อไว้หมดในหัวใจแต่ละดวง ๆ เวลากระดิกออกมาจึงเห็นแต่จอกแหนคือกิเลสนี้ทั้งนั้น เห็นแต่รูปแต่เสียงแต่กลิ่นแต่รสเครื่องสัมผัส ว่าเป็นของประเสริฐเลิศเลอไปเสียสิ้น ๆ เรื่องอรรถธรรมที่จะแก้สิ่งเหล่านี้มองไม่เห็น บึงทั้งบึงก็ไม่มีความหมายอันใดมีแต่จอกแต่แหน

นี้เหมือนกันธรรมของพระพุทธเจ้าจะลึกซึ้งเลิศเลอขนาดไหนก็ตามก็ไม่มีความหมาย เพราะจอกแหนได้แก่กิเลสตัณหาประเภทต่าง ๆ มันปกคลุมหุ้มห่อไว้หมด ไม่ให้มองเห็นความอัศจรรย์ของธรรมเลย ให้เห็นแต่จอกแต่แหนคือกิเลสทั้งมวลไปเสีย เพราะฉะนั้นศาสนาจึงกลายเป็นจอกเป็นแหนไปหมดตามกิเลสกลืนไป ๆ นั่นแลจะเป็นอะไรไป

การเรียนทุกวันนี้ใครจะเรียนมากยิ่งกว่าพวกนักบวชเราเรียนธรรม แต่มันไม่เรียนแต่ธรรมน่ะซิ ยังเรียนทางโลกด้วย นำโลกเข้ามา เอามาคละเคล้ากลืนธรรมไปเรื่อย ๆ ธรรมจนไม่มีเหลือแล้วเวลานี้ เรียนมากเท่าไรกิเลสยิ่งมาก ราคะตัณหายิ่งมาก ความทะเยอทะยานยิ่งมาก ก็เรียนเพื่อกิเลสไม่ได้เรียนเพื่อธรรม ถ้าเรียนเพื่อธรรมก็อย่านำวิชากิเลสเข้ามาคละเคล้าและกลืนธรรม เรียนแล้วต้องปฏิบัติตามหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน เห็นสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นซึ่งพระองค์แสดงไว้แล้วว่าเป็นภัย ว่าเป็นภัยเช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า แล้วกำจัดมันด้วยการระมัดระวังรักษา ด้วยการกำจัดด้วยทุกวิถีทางที่จะทำได้ สิ่งเหล่านี้มันก็ค่อยหมดไป ๆ จากจิตใจ จิตใจก็ค่อยเด่นขึ้นมา ให้ปรากฏของอัศจรรย์ขึ้นมา นี่เห็นแล้วที่นี่น้ำ เมื่อเอาจอกเอาแหนออก เวิกจอกเวิกแหนออกจากน้ำ น้ำย่อมปรากฏขึ้นมาเรื่อย ๆ

การขนจอกขนแหนออก รื้อจอกรื้อแหนออกนั้นด้วยวิธีใด คือด้วยวิธีปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมนั้นแลคือการรื้อจอกรื้อแหนออกจากน้ำ ให้มองเห็นน้ำได้ชัดเจน ปฏิบัติได้มากเท่าไรก็ยิ่งรื้อขนจอกแหนออกได้มาก ๆ จนกระทั่งโล่งหมดทั้งบึงแล้วเป็นยังไง มองไปที่ไหนก็ขาวจ้า ๆ แต่น้ำทั้งนั้น อาบดื่มตรงไหนสะดวกสบายไปหมดนี้ฉันใดก็เหมือนกัน จิตใจเมื่อได้รอบตัวแล้วเป็นเช่นนั้น จิตใจรอบตัวเหมือนกับน้ำที่เปิดแล้วในบึง ไม่มีอะไรปกปิดกำบังแล้วฉันนั้นเหมือนกัน ใจเมื่อได้เปิดตัวเต็มที่แล้วก็คือองค์แห่งมรรคผลนิพพานนั้นแลในหัวใจดวงนั้น ๆ

นี่ละพระพุทธเจ้าประเสริฐ-ประเสริฐอย่างนี้ พระสงฆ์สาวกประเสริฐ-ประเสริฐอย่างนี้ ไม่ได้ประเสริฐด้วยจอกด้วยแหนเหมือนอย่างที่พวกเรากำลังเป็นบ้ากันอยู่เวลานี้ นักบวชเรานี้น่ะมันไม่น่าจะเป็นบ้า นักปฏิบัติของเรานี้มันยิ่งเป็นบ้ากว่าโลกกว่าสงสาร อันนี้ซิที่มันน่าทุเรศ เก่งไหมกิเลส หลอกสัตว์โลกเก่งไหม ไม่มีใครมองเห็นได้เลย มีพระพุทธเจ้าพระสาวกอรหันต์เท่านั้นมองเห็นกิเลสได้เต็มตัวกิเลสร้อยเปอร์เซ็นต์ มองเห็นอรรถเห็นธรรมร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นจึงเอามาพูดได้ทั้งสองอย่าง มันเลวขนาดไหน แล้วความละเอียดแหลมคม ความเฉลียวฉลาดของมันขนาดไหนก็นำมาพูดหมด

อุบายวิธีการของกิเลสที่หลอกสัตว์โลก ให้ตกหลุมตกบ่ออยู่ตลอดมาจนกระทั่งตลอดไปอีกไม่มีที่สิ้นสุด เพราะอะไร ก็เพราะความฉลาดแหลมคมของกิเลสมันเลิศมันเลอของมันเหลือประมาณนั่นเอง ธรรมเข้าไม่ถึง ๆ ถูกกิเลสปัดออก ๆ หมด พอว่าจะบำเพ็ญคุณความดีประเภทต่าง ๆ นี้ถูกกิเลสปัดแล้ว ทำให้ขี้เกียจขี้คร้านท้อถอยอ่อนแอท้อแท้เหลวไหลเป็นไปตาม ๆ กันหมด ถ้าพูดถึงเรื่องของกิเลสนี่ถึงใจ ๆ ฟังก็ถึงใจ ดูก็ถึงใจ ขวนขวายก็ถึงใจ คิดก็ถึงใจ ถึงใจทุกอย่างขึ้นชื่อว่ากิเลส เพราะมันเสียบปักเครื่องต้มเครื่องตุ๋นเครื่องหลอกลวงไว้เต็มหัวใจหมดแล้วทำไมจะไม่ติดใจกับมันล่ะ เมื่อเป็นเช่นนั้นโลกจะไม่ติดมันได้ยังไง

ถ้ามีเงื่อนพอที่จะมองเห็นเงื่อนของกันและกัน ว่าผิดว่าถูกประการใดพอจะจับได้บ้างแล้ว ใครจะไปติดกิเลสจนจมดิ่งเหมือนอย่างที่เป็นมาอย่างนี้ล่ะ ดังท่านผู้ที่รู้ธรรมทั้งหลายยกขึ้นมาเฉพาะอย่างยิ่งก็คือตั้งแต่พระโสดาขึ้นไป นี่ท่านเริ่มรู้กระแสของธรรม เริ่มรู้เห็นโทษของกิเลสแล้ว สกิทาคา อนาคา ขึ้นไปก็ยิ่งเปิดโล่ง ๆ ถึงอรหัตผลอรหัตบุคคลแล้วเปิดโล่งหมด กิเลสมีเท่าไรพังหมดไม่มีอะไรเหลือ สนุกถ้าว่าสนุก สนุกดูโลกธาตุที่เต็มไปด้วยอำนาจของกิเลสหลอกลวงสัตว์โลก ต้มตุ๋นสัตว์โลกนี้มีอยู่ทุกแห่งทุกหน ไม่ว่าสูงว่าต่ำ ไม่ว่าดินฟ้าอากาศเต็มไปหมด นรกของสัตว์โลกเต็มไปหมด สัตว์ตัวไหนอยู่ที่ใดมีแต่เสวยกรรม ๆ ไม่มีใครที่จะเหนือกรรมไปได้นอกจากผู้สิ้นกิเลสแล้วเท่านั้น

เก่งไหมกิเลส แล้วเรายังจะมาทำย่อ ๆ หย่อน ๆ อ่อนกำลังอยู่อย่างนี้ได้หรอ เราต้องขึงขังตึงตังซิ การจมอยู่ในวัฏสงสารเหมือนสัตว์ทั้งหลายจมวิเศษวิโสอะไรบ้าง ดูเอามาเทียบเคียงกันซิ แล้วการหลุดพ้นชั่วระยะกาลเพียงเท่านั้นเป็นยังไงมันก็เห็นคุณค่าต่างกันอยู่แล้ว แล้วฟาดให้มันหลุดพ้นไปเสียหมดโดยประการทั้งปวงแล้วเป็นอนันตกาล เป็นยังไงที่นี่ธรรมพระพุทธเจ้าเลิศหรือไม่เลิศ เอาอะไรไปเทียบไม่ได้ ไม่มีคาดได้เดาได้คะเนได้แหละธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นขึ้นที่หัวใจพอเหมาะพอดีกับหัวใจดวงเดียวของผู้เป็นนี้เท่านั้น ผู้ไม่เป็นเดาเท่าไรก็ไม่ถูก ผู้เป็นแล้วไม่ต้องเดา

พอเหมาะพอดีทุกอย่างไม่มีอะไรเกินธรรมของพระพุทธเจ้า นั่นถึงเรียกว่าพอดี ท่านเรียกว่ามัชฌิมา การดำเนินก็เป็นมัชฌิมาพอเหมาะพอสมกับการแก้กิเลส เมื่อถึงขั้นบริสุทธิ์แล้วก็เป็นมัชฌิมาในหลักธรรมชาติ ไม่มีอะไรเกินหลักธรรมชาตินี้ไปได้ พอเหมาะพอดี คำตำหนินิดหนึ่งก็เข้าไม่ถึง ชมนิดหนึ่งก็ไม่ถึง เพราะเป็นส่วนเกิน ธรรมชาตินั้นพอเหมาะพอดีเรียบร้อยแล้วทุกอย่าง นี่ละพระพุทธเจ้าทรงธรรมประเภทนี้ไว้ พระสาวกอรหันต์ท่านทรงธรรมประเภทนี้ไว้ แล้วทรงไว้ตลอดอนันตกาลด้วย

ท่านว่านิพพานเที่ยง ๆ ก็หมายถึงใจดวงที่บริสุทธิ์พุทโธเต็มที่พอตัวแล้วนั้นแลเป็นผู้เที่ยงจะเป็นอะไรเที่ยง กิเลสมันไม่พาเที่ยงแหละ ถ้าลงกิเลสแทรกอยู่ตรงไหน อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ต้องเหยียบย่ำทำลายอยู่จนได้ เพราะอันนี้เป็นกฎของไตรลักษณ์ เรื่องสมมุติทั้งมวลนี้เป็นกฎของไตรลักษณ์ เรื่องวิมุตติหลุดพ้นนั้นเป็นหลักธรรมชาติของความพ้นจากกฎของไตรลักษณ์ไปแล้ว จึงเอื้อมไม่ถึง จึงขอให้ทุกท่านได้ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติ

ศาสนาเสื่อมอย่ามองที่อื่นนะ ให้ดูใจของเจ้าของ ดูหัวใจของเราเองมันเสื่อมยังไงมันเจริญยังไง วันหนึ่ง ๆ ผมก็คิดถึงหมู่เพื่อนก็คิดอยู่เท่านั้นแหละ ที่จะมาแนะนำสั่งสอนหมู่เพื่อนมาลำบากมากไม่เหมือนแต่ก่อน ท่านทั้งหลายดูก็รู้แล้วนี่แต่ก่อนเป็นยังไงเกี่ยวข้องกับหมู่กับเพื่อนในการแนะนำสั่งสอน แต่ทุกวันนี้เป็นยังไงก็ดูเอา อยู่โดยลำพังเจ้าของก็พอแล้ววันหนึ่ง ๆ แต่ความสงสารนั่นล้นหัวใจนอกจากไม่พูดเฉย ๆ

เพราะฉะนั้นการตะเกียกตะกายด้วยวิธีการต่าง ๆ นี้จึงออกมาจากอำนาจแห่งความเมตตาทั้งนั้น ทั้งทางวัตถุทั้งทางนามธรรมที่แนะนำสั่งสอนประชาชนพระเณรเราก็ดี ที่สงเคราะห์โลกด้วยวิธีการต่าง ๆ ก็ดี ล้วนแล้วแต่ทำด้วยความเมตตาสงสาร ที่จะพอเป็นไปได้อย่างไรก็ช่วยเหลือตามกำลังที่พออำนวยได้บ้าง เมื่อหมดนี้แล้วก็จะหมดผลประโยชน์ไป โลกทั้งหลายก็จะขาดไป จึงได้อุตส่าห์พยายาม นี่ก็ขอให้ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติตัว

การแสดงธรรมก็เห็นว่าสมควรขอยุติเพียงเท่านี้

พูดท้ายเทศน์

ให้ตั้งหน้าประกอบความเพียรนะ เข้าพรรษาไม่มีธุระอันใด วัดใหม่นั่นวันอุโบสถให้สัตตาหะมานะ เพราะไม่มีพระปาฏิโมกข์ ถ้ามีพระปาฏิโมกข์ก็ให้ลงที่นั่นได้เลย นี่พระปาฏิโมกข์ไม่มี พระจะครบองค์ก็ไม่มี ถึงวันนั้นก็มาค้างที่นี่ ลงอุโบสถเสร็จแล้วตอนเช้าค่อยไป ตั้งแต่วัดไม่มีพระปาฏิโมกข์ท่านยังให้สัตตาหะไปเรียน ไปเรียนปาฏิโมกข์ อันนี้ไม่มีพระปาฏิโมกข์ก็ต้องสัตตาหะมาลงปาฏิโมกข์กับคณะใหญ่ซิ ถ้าต่างคนต่างไปทำอย่างนั้นมันก็เป็นปลีกเป็นหางไปไม่ใช่ของดีนะ มันเป็นปลีกเป็นหางไปแล้วมีแง่มีงอนไปต่าง ๆ แหละ เป็นผลลบไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นการร่วมลงอุโบสถจึงเป็นเรื่องใหญ่โตอยู่มากทีเดียว ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะ พอมาร่วมได้ต้องมา

ผมไม่ได้เรื่องแหละทุกวันนี้ หมู่เพื่อนดูเอาก็รู้ มันไม่อยากเล่นกับอะไรแหละ ผ้าจีวรนี้เหมือนกับเสือดาวนะเดี๋ยวนี้ มันด่างมันดาวมันสกปรกซึ่งแต่ก่อนไม่เคยเป็น คิดก็คิดเฉพาะ แต่มันไม่อยากคิดกับอะไรมันหดของมันเองนะ มันไม่ซ่าน ๆ เหมือนแต่ก่อนความคิด ความคิดเรื่องเหตุเรื่องผลเรื่องอะไร ๆ เดี๋ยวนี้มันหดเข้ามา อะไรตกใส่ผ้าสกปรกรกรุงรังหมด มันไม่อยากคิดอยากอ่านไม่อยากดูอะไร ดูเฉพาะที่จำเป็น คิดเฉพาะที่จำเป็น

แทนที่จะห่วงเจ้าของกลับไม่ห่วงนะ บอกไม่มีมันก็ไม่ผิดนี่ ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยว่าไม่มีที่จะห่วงเจ้าของ ห่วงโลกห่วงสงสารเท่านั้นเองเวลานี้นะ ห่วงเพื่อนฝูงเพราะมันไม่ได้หน้าได้หลังดังที่ว่าตะกี้นี้ กิเลสมันเป็นไฟตลอดเวลา ใครหันหน้าเข้าไปหากิเลสทั้งนั้น เข้าไปหาฟืนหาไฟ ไม่ได้มีหันออกข้างนอกนะ นี่ซิที่มันทุเรศมากนะ

เดี๋ยวนี้นอนกลับเป็นภัยนะแทนที่จะสงบธาตุขันธ์สบาย ๆ พักนอนสบายนี้กลับไม่เป็นอย่างนั้น นอนเลยกลายเป็นเรื่องรำคาญไป มันไม่หลับนะ ไม่หลับให้ง่าย ๆ นะ ไม่ไปไหนจิตก็ไม่ไปไหนอยู่นี้ละ แต่มันไม่ลงภวังค์ความหลับของมัน พวกเส้นพวกเอ็นอะไรก็คอยดีดคอยดิ้นของมันแหละ เพราะมันจะหาทางแตกจะว่าไง เจ็บนั้นเจ็บนี้มันหากเป็นของมันอยู่ทั่วตัวแหละ บางทีก็ลุกออกมาเดินจงกรม

กลางคืนผมเดินจงกรมของผมตลอดนะ อยากออกเมื่อไรผมก็ออกไม่มีกำหนดแหละ เดินจงกรมเดินไปมานี้ไปนั้นมานั้น ทางจงกรมอยู่กุฏินั่นแล้ว นอนไม่ค่อยหลับ หลับงีบ ๆ คืนหนึ่งมันจะถึง ๓ ชั่วโมงเหรอ ให้มันเต็ม ๓ ชั่วโมงนี้น่ากลัวจะไม่เต็ม ก็มันหลับ ๆ ตื่น ๆ หลับงีบเดียวตื่นแล้ว ๆ ไม่ได้หลับเป็นวรรคเป็นตอนเหมือนแต่ก่อน แต่ก่อนพอนอนปั๊บก็หลับ ตื่นขึ้นปั๊บลุกเลยนะ เช่นอย่างที่ผมเคยนอน ๕ ทุ่มนี้ พอตี ๓ เป๋งตื่นแล้วลุกเลย ในย่านกลางไม่ตื่นนะ

ธาตุมันดี ตื่นได้เวล่ำเวลาพอดี๊พอดีเราฝึก ธาตุขันธ์มันก็อยู่ในอำนาจของการฝึกได้พอสมควร แต่ทุกวันนี้ โอ้โห ไม่ได้แล้ว นอนจนรำคาญ กลางวันนี้นอนก็ไม่ค่อยหลับนะ ถ้าหลับมันก็จะถึง ๑๕ นาทีเหรอ น่ากลัวไม่ถึง เคลิ้มไปงีบเดียวตื่นเรียกว่าไม่เป็นชิ้นเป็นอันแหละ กลางคืนก็เหมือนกันกลางวันก็เหมือนกันหลับ เพราะฉะนั้นธาตุขันธ์จึงไม่มีกำลัง มีแต่อ่อนเพลีย เดินจงกรมก็เพลีย

พออายุขนาดนี้เป็นอย่างนี้ ๆ จับมันได้ทุกระยะไป เมื่อใจไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับมันแล้ว ถ้าพูดถึงแบบโลก ๆ ก็เรียกว่าสนุกดูมัน ว่างั้นก็ได้จะเป็นไรไป ไม่ได้ห่วงมันนี่ จะไปเมื่อไรก็ไปซีเรื่องเฉพาะขันธ์ของเรา ถ้าเรื่องของโลกนั้นมันเป็นห่วงใย

โลกก็ยิ่งเป็นฟืนเป็นไฟเข้าโดยลำดับลำดา มันไม่รู้เนื้อรู้ตัวนะผมสลดสังเวชเอามาก เรื่องของกิเลสไม่รู้ไม่มีใครรู้นะ พระพุทธเจ้าโผล่ขึ้นมาจึงอัศจรรย์ซิ มารู้สิ่งเหล่านี้ พระอรหันต์ท่านรู้สิ่งเหล่านี้เต็มหัวใจ ๆ ว่าเป็นภัยขนาดไหนกับโลก โลกไม่รู้เลยทำไง โห มันกล่อมได้ขนาดนั้นนะ เป็นชั้น ๆ ๆ นะเรื่องภาคปฏิบัติ สติปัญญาขั้นนี้รู้กิเลสชั้นนี้ ถ้าสติปัญญายังไม่ถึงขั้นไหนไม่รู้มันแหละ มันก็เหนืออยู่เรื่อย ตามเข้าไปเรื่อย ๆ

นี่ซิแล้วใครคิดใครมาสังเกตมันหมดโลกนี่ สังเกตว่ามันเป็นกิเลสมันเป็นภัย ความเกิดก็เป็นคุณเสียจะว่าไง ได้ฆ่าเขาแล้วก็ว่าเป็นของดีเสีย แน่ะฟังซิ ทั้ง ๆ ที่มันเลวขนาดไหนนั่น มันกล่อมได้สนิทมาก พวกเรานี้ไม่ผิดอะไรกับควายตัวหนึ่ง แล้วสัตว์โลกนี่เหมือนควายตัวหนึ่ง ไม่รู้เลยนะ มันจูงไม่ให้รู้เลยเป็นขั้นเป็นตอน ๆ ไป ผู้ที่ละเอียดละตอนนี้มันก็จูงตอนนั้น ละตอนนั้นมันก็จูงตอนนั้นจนได้ เอาจนมันทะลุหมดไม่มีอะไรจูง ถึงได้รู้โทษของมันเต็มหัวใจ

นักปฏิบัติเราไม่ได้มีภาระอะไรมากพอที่จะยุ่งกวนใครต่อใครนะ เรื่องยุ่งกวนนี่ให้ระวังให้มากนะ นี่ไม่เคยมาแต่ไหน ไม่ยุ่งกวนใครขอใครเป็นมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว อยู่ตามลำพังเจ้าของอย่างนั้นแหละ เวลาเรียนหนังสืออยู่ก็ไม่รู้จักกับใคร ไม่ทราบจะไปขอใคร ออกปฏิบัติแล้วยิ่งแล้วเลย ไม่เคยกวนใครขอใครแหละ ให้ระมัดระวังให้ดีพระกวนนั้นกวนนี้ขอนั้นขอนี้ดูไม่ได้นะ ขออย่าให้มีในวัดป่าบ้านตาดนี่

ไปกวนเรื่องนั้นไปกวนเรื่องนี้นะ องค์ไหนเก่ง ๆ อยู่ในนี้มีไหม มีหรือไม่มีในพรรษานอกพรรษาขับเลยทันที ความเลวมีได้ทั้งในพรรษานอกพรรษาจะว่าไง ต้องปฏิบัติกันให้ทันกันซิจะมารอพรรษาได้ยังไง เดี๋ยวเรื่องนั้นเดี๋ยวเรื่องนี้กับญาติกับโยมนะ เรื่องพระมาปฏิบัติไปคุ้นกับใครว่ะ ตั้งแต่ดูหัวใจเจ้าของทั้งวันก็ยังสู้กิเลสไม่ได้ มันทำมาสุดเหวี่ยงแล้วมองดูเพื่อนดูฝูง ทนเอาเฉย ๆ นะแบบหูหนวกตาบอด เหมือนไม่ดูไม่ฟังอย่างนั้นมันถึงอยู่ได้ ถ้าจะอยู่ด้วยความคิดความอ่าน ให้ปฏิบัติตามความคิดความอ่านนี้ โอ๋ย ไม่ได้แล้วมันเซ่อ ๆ ซ่า ๆ

เรื่องอัดเทปก็อย่าไปทำมากมันจะกลายเป็นโรงงานขึ้นนะ เวลานี้มันหนักมากแล้วนะพวกที่เกี่ยวข้องกับเทปกับหนังสือ แจกก็แจกไปมากแล้ว ควรงดควรพักก็พักไปเสียบ้างซิ อย่ายุ่งกันมากนักนะ พระเลยจะตาย เลยไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร ช่วยแต่โลกเจ้าของจมมีอย่างเหรอ เราวิตกมานานแล้วนะไม่ใช่ไม่วิตก เรื่องเหล่านี้ไม่คิดได้หรือเรื่องหยาบ ๆ แจกก็แจกมามากต่อมากแล้วเทปก็ดี

วิตกในวงกรรมฐานเรานี่ แต่วงไหนก็ตามย่นเข้ามาในวงของเรานี่อีก ในสายของเรานี่มันเสียได้ง่ายมากนะ เรื่องกิเลสนี้เร็วที่สุดนะไม่ทันมันง่าย ๆ ถึงได้พูดอยู่เสมอ มันมาแอบกินแล้ว ๆ คิดดูซิใครจะคิดว่าศาสนาเป็นโรงสินค้าได้ เดี๋ยวนี้เป็นโรงสินค้าแล้วนะศาสนาน่ะ ใครคิดหรือไม่คิดก็ไม่รู้แหละ มันออกทุกแง่ทุกมุมกิเลสเข้าตีตลาดหมด อะไร ๆ เป็นสินค้าหมด จะให้กันด้วยความเต็มอกเต็มใจด้วยน้ำใจตามหลักศาสนาสอนไม่นะ มีแต่กิเลสเข้าไปตีตลาด

เดี๋ยวนี้ก็พระพุทธรูปแหละเกลื่อนโลกเกลื่อนสงสาร แม้แต่เทียนก็ดูซิ เทียนพรรษา ๆ ใหญ่เท่าขอนซุง ในตำรับตำราบอกว่าเทียนพรรษามีที่ไหน ไม่มี โฆษณาคุณภาพคุณสมบัติขึ้น ผู้เป็นบ้าก็เป็นบ้าไปตามกันซี อย่างงั้นแล้ว ธูปเทียนธรรมดาเป็นอามิสบูชาไม่เห็นทำกำเริบเสิบสานกันแบบนี้ มิหนำซ้ำยังเอาไปแข่งกัน วัดนั้นวัดนี้แข่งกันใครได้ที่ ๑ ใครได้ที่ ๒ ที่ ๓ พระพุทธรูปนี้ขายเกลื่อน

หนังสือธรรมะธัมโมใครคิดขึ้นได้แล้วกิเลสนี่อิ่มท้องแล้ว ดีแต่ของเราไม่ให้ออกสักเล่มเดียวเลย มีผู้มาเกี่ยวข้องกับผมน้อยเมื่อไรหนังสือนี่ เขาจะพยายามเอาจนได้ ผมก็เด็ดของผมนี่นะผมไม่ยอมให้ มันจึงยังอยู่นี่น่ะ ขายไปหาอะไร ถ้าเป็นนักบุญนักกุศลก็เสียสละให้กันไม่ได้เหรอ นี่มีแต่กิเลสตีตลาดก็บอกแล้ว ผลสุดท้ายน้ำมนต์ขายกันเกลื่อนจะว่าไง ทำรูปทำเหรียญออกขาย ทำน้ำมนต์ออกขาย อะไร ๆ มีแต่ขาย ๆ กิเลสตีเข้าไปหมด ธรรมแท้ ๆ จะไม่มีเป็นอย่างนี้เอง มันอดคิดไม่ได้นะ

เดี๋ยวนี้กำลังพระเรียนหนังสือนะ ศาสนาเป็นโลกไปหมดเลยดังที่เคยพูดเมื่อเช้าวานนี้หรือวันไหน เดี๋ยวนี้วิชาทางโลกเข้าไปในวัดในวา พระเณรเรียนเลยเป็นบ้าทางโลกกันไปหมดแล้วเวลานี้ ธรรมไม่มีความหมายแล้ว โลกกิเลสกลืนกินหมดแล้ว โห น่าทุเรศจริง ๆ นะ ถ้าคิดไปอย่างนี้แล้วมันอ่อนใจไม่อยากเล่นกับใครเลย ก็ไม่ทราบจะสอนไปทำไมมันเป็นอย่างนั้นนะ สอนไปแล้วก็อย่างว่าเหมือนเทน้ำใส่หลังหมา

เอาละเลิกกัน เท่านี้พอ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก