คติตัวอย่าง
วันที่ 10 มิถุนายน 2537
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๓๗

คติตัวอย่าง

 

เราตั้งหน้าตั้งตาที่จะทำประโยชน์ให้โลกได้รับความสุขความสงบเย็นใจ สมบัติภายนอกนั้นพอวิ่งพอหาได้เมืองไทยเรานี้ไม่อดตาย ใครอยู่ที่ไหนไม่อดตายแหละ พอวิ่งเต้นขวนขวายหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ ไม่ถึงกับต้องวิ่งเต้นเผ่นกระโดดไปเมืองนอกเมืองนา ให้เขาเอาเข้าคุกเข้าตะรางเรือนจำ เป็นหญิงโสเภณีเต็มไปหมดเวลานี้ เมืองไทยเรานี้เฟ้อทั้งหญิงทั้งชายแล้วนะ เฟ้อมาก ไปติดคุกติดตะราง เมืองไทยเราไม่มีคุกติดเหรอถึงต้องไปติดคุกติดตะรางเมืองนอกโน้น ดูแล้วสลดสังเวชมากนะ เฟ้อจริง ๆ เวลานี้ จนหาค่าหาราคาไม่ได้ ขายเนื้อขายตัวเหมือนกับขายเนื้อขายปลาไปยังงั้นแหละ เสียไปหมดเลย

นี่ละความไม่มีศีลธรรม ให้พี่น้องลูกหลานทั้งหลายจำเอาไว้ เสียศีลธรรมนี้เสียมากนะ เสียที่ใจมนุษย์เรา หน้าที่การงานเสียไปตาม ๆ กันหมด ถ้าลงหัวใจได้เสียแล้วเสียไปหมด เพราะฉะนั้นธรรมะจึงควรให้เข้าสู่จิตใจ ธรรมะเข้าสู่ใจเพื่อบำรุงจิตใจให้ชุ่มเย็น มีเหตุมีผลมีหลักมีเกณฑ์ การปฏิบัติตัวนี้เป็นสำคัญมาก และการที่จะปฏิบัติตัวได้ถูกต้องแม่นยำ ต้องอาศัยการศึกษาเล่าเรียน มีเจตนาดีที่จะตั้งเนื้อตั้งตัวให้เป็นหลักเป็นเกณฑ์ด้วย ไม่สักแต่ว่าเรียนมาแล้วเรียนทิ้งเปล่า ๆ

เรียนนั้นเรียนมากคนเราเรียนทุกคน พอตกคลอดออกมาก็จับหนังสือยัดใส่มือแล้ว จับยังไม่เป็นก็จับยัดใส่มือแล้วให้เรียนหนังสือ แต่เรียนไม่ตั้งอกตั้งใจเรียน เรียนมาเท่าไรก็เป็นเครื่องมือของความชั่วช้าลามกไปเสียทั้งสิ้น ๆ ๆ เวลานี้เป็นอย่างนั้นนะ ถ้าไม่มีธรรมแล้วยังไงโลกนี้จะพินาศฉิบหายจริง ๆ ขอให้พี่น้องลูกหลานทั้งหลายจำเอาไว้ คำนี้อย่าได้ลืม ฝังให้ลึกด้วย มีธรรมเท่านั้นเป็นเครื่องฉุดรั้งเอาไว้ ถ้าไม่มีธรรมเสียอย่างเดียวนี้จมเลย ๆ

เพียงความรู้ทางโลกที่เราเรียนมามากน้อยนั้น มันไม่ได้มีประมาณแหละ ความรู้อันนี้มันเป็นเครื่องส่งเสริมกิเลสตัณหาให้เอาไปใช้ได้อย่างคล่องตัว ๆ ผู้ที่ล่มจมก็คือเรา ๆ ผู้เรียนมานั้นแหละ เจ้าของไปเรียนมาด้วย ยื่นเครื่องมือให้ความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหาเอาไปใช้ด้วย เข้ามาบีบบี้สีไฟเจ้าของเองผู้เรียนมา สุดท้ายก็จมไป ๆ มีมากต่อมากเวลานี้ นี่เพราะไม่มีธรรมภายในจิตใจ ขอให้พี่น้องลูกหลานจำเอาไว้นะว่าธรรมนี้เป็นของสำคัญ

ธรรมคือความเที่ยงตรง คือหลักคือเกณฑ์ ศูนย์กลางแห่งความถูกต้องแม่นยำอยู่ที่ธรรม เข้าจุดศูนย์กลางแล้วไม่ผิด ท่านจึงเรียกมัชฌิมาปฏิปทา ทุกอย่างมีความพอดีนั้นแหละเป็นหลักเกณฑ์ ถ้าขาดความพอดีเสียอย่างเดียวเท่านั้นหาสาระไม่ได้ คนสูงเกินไปไม่น่าดู ต่ำเกินไปไม่น่าดู ขาวเกินไปไม่น่าดู ดำเกินไปไม่น่าดู อาหารเผ็ดเกินไปไม่น่ารับประทาน เค็มเกินไปไม่น่ารับประทาน ฟังแต่ว่าเกินไป ๆ นี่เผ็ดเกินไป เค็มเกินไป หวานเกินไป เปรี้ยวเกินไป อะไรที่เกินไป ๆ นั้นคือเกินความพอดีไปแล้ว ความพอดีได้แก่มัชฌิมา

มัชฌิมานั้นแลคือธรรมศูนย์กลางที่ยังโลกให้มีความสงบร่มเย็น ถ้าไม่มีธรรมศูนย์กลางเป็นจุดยุติกันแล้ว โลกนี้จะหาประมาณไม่ได้ วิ่งเต้นเผ่นกระโดด ใครก็หาแต่ความสุขความเจริญ เลยสุดท้ายได้แต่ความผิดหวัง ๆ มาสู่ตัวเอง เวลาระบายออกสู่กันฟังเป็นยังไง มีแต่ความเป็นฟืนเป็นไฟภายในจิตใจ แล้วทำไมต่างคนต่างเกิดมาแล้วเสาะแสวงหาความสุขความสมหวัง ทำไมจึงมีแต่ความผิดหวัง ก็เพราะเราไม่มีหลักเกณฑ์นั่นเอง

การเสาะแสวงหาด้วยความทะเยอทะยาน ส่วนมากมักจะพลาด ๆ ทั้งนั้นแหละ ไม่ค่อยถูกต้อง นี่ให้เอาธรรมไปอ่าน อ่านพินิจพิจารณา ธรรมเป็นแบบเป็นฉบับเครื่องดำเนินชีวิต ความประพฤติหน้าที่การงานของเราอยู่ในธรรมนั้นหมด ให้ดูประพฤติตัวยังไงจึงเป็นคนดีธรรมจะบอกไว้ การเลี้ยงชีพเจ้าของเป็นยังไงธรรมจะบอกไว้ การประพฤติตัวยังไง การแต่งเนื้อแต่งตัวเป็นยังไง ธรรมท่านจะบอกไว้หมด ๆ ความพอเหมาะพอดีเรียกว่ามัชฌิมา ๆ ความพอดีพองามท่านจะบอกไว้หมด

พวกเรามันพวกเตลิดเปิดเปิงหาความพอดีไม่ได้ อะไรก็เกินไป ๆ เสียทุกอย่างเลยใช้ไม่ได้ มีแต่คนเกินไป บ้านเกินไปเมืองเกินไป ประเทศชาติทุกสิ่งทุกอย่างเลยกลายเป็นเรื่องเกินไปเสียหมด ไม่มีความพอดีตกค้างอยู่ในประเทศไทยเราเลย เป็นยังไงเสียมากไหมเมืองไทยเรา มีแต่ความเกินไป ๆ เต็มบ้านเต็มเมือง ดูเด็กก็เลวเกินไปเหลวเกินไป ดูผู้ใหญ่ก็เลวเกินไปเหลวเกินไป ใหญ่เท่าไรยิ่งเหลวมากเลวมาก มีแต่ความเกินไป ๆ แล้วบ้านเมืองเรานี้อยู่กับความเกินไปอย่างนี้เป็นยังไงน่าดูไหม ไม่อยู่ในความพอดี

นี่พวกเราทั้งหลายก็กำลังศึกษาเล่าเรียน วิทยาลัยพยาบาล พยาบาลแปลว่ายังไง หลวงตาบัวนี้เรียนน้อยแค่ป.๓ ไม่ทราบพยาบาลแปลว่ายังไงก็ไม่รู้แหละ ไปแปลเอานะพวกนี้พวกเรียนพยาบาล อย่าให้แปลเถอะเดี๋ยวจะเป็นเอาอ้อยไปขายสวนไป เราเรียนพยาบาลนี้เรียนเพื่ออะไร เพื่อรักษาผู้รักษาคนรักษาตัวของเราด้วย เพื่อประสานความร้าวรานแห่งธาตุแห่งขันธ์จิตใจมนุษย์ที่มาเกี่ยวข้องกับเรา ประสานกันด้วยน้ำใจด้วยหยูกด้วยยา ด้วยมารยาทอันดีงาม

ประสานกันด้วยน้ำใจนี้คือด้วยกิริยามารยาทอันดีงาม ประสานคนไข้ ประสานญาติของคนไข้ พวกเหล่านี้พวกหมดที่พึ่งวิ่งเข้ามาหาหมอหาพยาบาล เราต้องเรียนที่พึ่งไว้ เรียนความร่มเย็นไว้ เรียนอัธยาศัยใจคอไว้ เรียนกิริยามารยาทเอาไว้ทุกอย่าง เพื่อต้อนรับให้ท่านเหล่านั้นมีความสมหวัง พอก้าวเข้ามาเป็นยังไงหนู เป็นยังไงคุณพ่อคุณแม่ เจ็บตรงไหนปวดตรงไหน ทั้งถามเจ็บปวดทั้งลูบทั้งคลำเป็นยังไงตรงไหน ๆ ไหนมาดูอย่างนั้นอย่างนี้ เป่าฟู้นั่นเป่าฟู้นี้คนไข้หายแล้วยังไม่ทันได้ใส่ยาเลย

นี่ละเข้าใจไหมยาความสมหวังรักษาคนไข้ ต้องมีกิริยามารยาท มีจิตวิทยาพร้อม พอมาเป็นยังไงพอเป็นคุณพ่อก็ว่าคุณพ่อ พอเป็นคุณแม่ก็ว่าคุณแม่ เราทั้งถามทั้งลูบทั้งคลำ ทั้งหาหยูกหายา เอาอะไรก็ตามไปเอาน้ำเฉย ๆ มาลูบก็หาย เพราะมันดีภายในแล้ว ต่อจากนั้นก็ยาใส่ลงไป มารยาทเป็นอันดับหนึ่ง คนไข้เข้ามาหาหมอนี่ คือพวกนี้พวกหมดที่พึ่ง เราต้องเรียนที่พึ่งไว้เต็มที่เต็มฐานสำหรับบรรจุ สำหรับต้อนรับท่านเหล่านั้นซึ่งมาหวังพึ่งเรา เราไม่ได้หวังอะไรกับท่านเหล่านั้นแหละในเวลานั้น มีแต่คอยปลอบใจเอาใจ ใส่หยูกยาเท่านั้น

ท่านเหล่านั้นมาหวังกับเราทุกอย่าง ความเจ็บปวดรวดร้าวก็หวังจะหายจากเรา ความเจ็บแสบภายในจิตใจก็หวังจะหายจากเรา เราเป็นผู้อนุโลมปฏิโลมมีความเมตตาอ่อนโยนนิ่มนวล นี่เป็นเครื่องเยียวยารักษาคนไข้ให้หายไป ญาติของคนไข้ก็หายไปตาม ๆ กัน หายไปแล้วยังระลึกถึงบุญคุณหมอคนนั้นดี พยาบาลนี้ดี เขาไม่ได้ว่าหมอคนนั้นเหมือนบ้า หมอคนนี้เหมือนหมา พยาบาลคนนั้นเหมือนยักษ์เหมือนผีดังที่มักมีอยู่เสมอ ต้องต่างคนต่างนิ่มต่างนวลใส่กันมันถึงดี

เฉพาะอย่างยิ่งคนไข้เข้ามาหาหมอต้องมาหวังพึ่งทั้งนั้น เราจะเตรียมวิชาเป็นที่พึ่งไว้ยังไงบ้าง กิริยามียังไงแสดงออกมาด้วยความนิ่มนวลอ่อนหวาน ยามียังไงควรจะรักษาก็รักษากันไปตามหน้าที่ หรือตามความจำเป็นของยาและโรคนั้น ๆ ที่จะควรรักษากัน กิริยามารยาทนี้ให้อ่อนโยนเสมอ ต้องเรียนอันนี้หนักกว่าหลักวิชา

มารยาทนี้เสีย ส่วนมากไม่ว่าหมอไม่ว่าพยาบาล คนไข้เขาจะเพ่งเล็งหมอเพ่งเล็งพยาบาลมากกว่าพยาบาลจะเพ่งเล็งคนไข้และญาติของคนไข้นะ เพราะฉะนั้นผิดน้อยก็เป็นผิดมาก เราจึงต้องระมัดระวังข้อนี้ เรียนวิชากิริยามารยาทที่จะประพฤติต่อคนไข้นี้ให้เรียนพร้อมทั้งหลักเกณฑ์ ความดีงาม ความเที่ยงตรงของเรานี้ให้เป็นไปด้วยกับหลักวิชา หลักวิชากับกิริยามารยาทที่จะปฏิบัติต่อกันนี้ต้องเรียนไปพร้อม ๆ กัน มีแต่วิชาเฉย ๆ กิริยามารยาทอันดีงามไม่มีคนก็ไม่ติด

คนไข้ที่มาหาเราก็มีคุณกับเรา เราก็มีคุณกับคนไข้ เราอย่าเข้าใจว่าหมอมีคุณ พยาบาลมีคุณต่อคนไข้อย่างเดียว เป็นเจ้าบุญเจ้าคุณแต่ตัวอย่างเดียวอย่างนั้นใช้ไม่ได้ คนไข้เขาก็มีคุณ เขามาแต่ละคน ๆ นี้พระเจ้าแผ่นดินแห่หน้าแห่หลังมา เคยเห็นไหมพระเจ้าแผ่นดินแห่หน้าแห่หลังมา ดูที่ในกระเป๋าเขานั่นน่ะ ธนบัตรใบหนึ่ง ๆ พระเจ้าแผ่นดินเสด็จตามมาสักกี่องค์ ๆ ใบละพันก็พันองค์ ใบละห้าร้อยก็ห้าร้อยองค์ ใบละร้อยก็ร้อยองค์ นั่นละเป็นเครื่องสนองตอบแทนซึ่งกันและกัน ถ้าหากว่าไม่มีคนไข้เลย หมอก็ไม่มีความหมาย พยาบาลไม่มีความหมาย เรียนมาแล้วไม่เกิดประโยชน์อะไร หางานทำก็ไม่มี ก็เหมือนกับโลกที่เรียนมาแล้วเตะขี้ฝุ่นอยู่นั่น ไม่มีงานทำ นี่งานทำของหมอของพยาบาลคือคนไข้ เพราะฉะนั้นจึงต้องปฏิบัติหน้าที่การงานของตนให้ดี ให้เหมาะสมกับงานของตน งานของตนคือการปฏิบัติต่อคนไข้ อันนี้เป็นสำคัญมากนะ

เวลาคนไข้มาหาเรา ชีวิตจิตใจทุกอย่างมอบกับเราหมด พวกนี้ไม่ได้หวังพึ่งอะไรเขาละ เรื่องที่จะพึ่งอันอื่นอันใดเขาน่ะ เขาจนตรอกจนมุมวิ่งมาหาเรา เราก็ต้องมีหน้าที่ปฏิบัติตาม ถึงจะเจ็บจะปวดจะแสบจะร้อนอยากจะโมโหสักเท่าใดก็อย่าเอามาโมโหเวลานั้น เข้าใจไหม เขามาพึ่งเรา สมมุติว่าเราวิ่งไปพึ่งคนอื่น เขาแสดงความโมโหใส่เรา เราเป็นยังไงบ้าง จิตใจเราจะเป็นยังไง หัวใจก็กำเริบ โรคก็กำเริบ ทุกอย่างกำเริบไปหมด ในเนื้อในตัวกำเริบไปหมด ไปถึงบ้านแล้วยังกำเริบอยู่ในบ้านอีก ไปที่ไหนกำเริบ นินทากาเลกันยุ่งไปหมดเลยแต่ของไม่ดีทั้งนั้นแหละ ที่เอาออกกระจายต่อกันไม่ใช่ของดี มันเป็นอย่างนั้นแหละ นี่ก็เหมือนกัน เวลาเราไปหาเขา แล้วเป็นยังไงเราไปหวังพึ่งเขา เขาแสดงอากัปกิริยายังไงต่อเราดีหรือไม่ดี นี่เป็นสิ่งที่จะเพ่งเล็งกันมนุษย์เรา ในระหว่างผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกัน

คนไข้มาหาหมอส่วนมากจะเพ่งเล็งหมอมากกว่าหมอจะเพ่งเล็งคนไข้นะ ว่าหมอนี้ดีหรือไม่ดี กิริยามารยาทเป็นยังไง มีความนิ่มนวลอ่อนหวาน มีความเอาใจใส่อย่างไรหรือไม่ หรือปล่อยให้คนไข้ตาย ตกเตียงลงไปตาย เหล่านี้เป็นเรื่องของคนไข้ที่เขาจะคิดทั้งนั้นแหละ ทีนี้เราเป็นหมอเราเตรียมรักษาเตียงให้ดีนะ เวลาคนไข้เข้ามาก็จับโยนใส่เตียงตูมลงไปเลย แล้วแต่จะตายจะเป็นเถอะ กูรักษาคนมาเกือบเป็นเกือบตายแล้ว อย่าไปว่าอย่างนั้น เข้าใจไหม ถ้าว่าอย่างนั้นถ้าหลวงตาบัวเป็นคนไข้นี่ หลวงตาบัวจะคว้าเอาเสาเตียงฟาดมันหลงทิศไปเลย หมอคนไหนพยาบาลคนไหนเอามันตกลงจากโรงพยาบาลเลย เราเพียงตกเตียงเอาหมอให้ตกโรงพยาบาลโน่น มันต้องอย่างนั้นซีมันถึงทันกัน ไม่งั้นไม่ทันกัน

ให้ลูกหลานทั้งหลายจำไว้ เตรียมยาภายนอกยาภายใน ยาตามหลักวิชาที่เราเรียนมานี้อันหนึ่ง ยาคือกิริยามารยาท ความนิ่มนวลอ่อนหวาน ความประพฤติที่จะให้เป็นน้ำใจต่อคนไข้นี้ เป็นยาสำคัญประเภทหนึ่ง อันนี้จะเข้าถึงตัวก่อน คือเข้าถึงตัวคนไข้ก่อนยาแหละ พอไปถึงเป็นยังไงคุณป้า เป็นยังไงคุณอา เป็นยังไงน้องหนูอย่างนั้นอย่างนี้เรื่อย ทั้งลูบทั้งคลำ เป็นยังไงเจ็บตรงไหนปวดตรงไหนบีบเรื่อยไป ๆ นี่เรียกว่ามารยาท ต้องปฏิบัติอย่างนั้น เรียกว่ามารยาทดี คนไข้ติด

คนไข้ถ้าลงได้เห็นคุณของหมอเห็นจริง ๆ นะไม่ใช่ธรรมดานะ เห็นอย่างลึกซึ้งฝากเป็นฝากตายจริง ๆ เหมือนหนึ่งเป็นสรณะ เหมือนหนึ่งเป็นพ่อเป็นแม่ของตัวเขาเองนั่นแหละ นั่นละคนไข้เวลาไปหาหมอ เพราะฉะนั้นจึงต้องหวังพึ่งพิงกับหมออย่างยิ่ง หมอก็ต้องให้ความพึ่งพิงให้ความอบอุ่นแก่คนไข้เต็มกำลังความสามารถของตัวเอง ส่วนที่มันสุดวิสัยแล้วไม่ว่าท่านว่าเราสุดวิสัยด้วยกัน อันนี้เห็นใจกัน แต่อยู่ในวิสัยที่จะทำได้นี้อย่าแฉลบออกไปข้างนอกซึ่งไม่เป็นของจำเป็น ให้ปฏิบัติต่อกัน

ทุกวันนี้คนยิ่งมากเรื่องยิ่งมาก คนไข้ก็ยิ่งมาก หมอจำเป็นต้องเรียนมากเรียนทุกสิ่งทุกอย่าง ให้รู้รอบขอบชิดกับคนไข้ แล้วก็ปฏิบัติต่อกันด้วยความสะดวกสบาย ถึงหลวงตาบัวเองไม่ได้เป็นหมอก็ตาม แต่เกี่ยวกับคนไข้เกี่ยวกับพยาบาลนี้เวลานี้ประมาณ ๖๐ โรงพยาบาลแล้วนะ ช่วยหมอช่วยพยาบาล คือช่วยโรงพยาบาลนั่นเอง ไปไหน ๆ แต่ละโรง ๆ นี้เป็นล้าน ๆ แสน ๆ นี้รู้สึกจะเริ่มมีน้อยแล้วเดี๋ยวนี้ มีแต่ล้าน ๆ ขึ้นไป

ไปนี่ไม่ใช่ไปให้เครื่องมือแพทย์เท่านั้นนะ ยังไปดูหมออีกดูพยาบาลอีก กิริยามารยาทของหมอเป็นยังไง เวลาเกี่ยวข้องกับคนไข้ดูอากัปกิริยาของเขาเป็นยังไง ๆ ดูไปหมด ไม่ใช่แต่ว่าใครจำเป็นอะไร ๆ แล้วเอามาให้ ๆ อย่างนั้นไม่ได้เราไม่ทำอย่างนั้น ให้ทั้งสิ่งของด้วย ดูทั้งน้ำใจดูทั้งกิริยามารยาทความประพฤติดีงามของหมอและพยาบาลด้วยเป็นยังไง จะพอพยุงเครื่องมือของเรานี้ไปได้ไหมเพื่อประโยชน์แก่คนไข้ได้จริงหรือไม่ หรือเสียเงินเปล่า ๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไรต้องดูอีก แล้วเครื่องมือเหล่านี้จะเป็นยังไง

หมอเหล่านี้เป็นหมอพ่อค้า พยาบาลพ่อค้า หรือเป็นหมอเป็นพยาบาลเพื่อรักษาคนไข้ เพื่อเอาหัวใจคนเอาชีวิตจิตใจคนจริงจังหรือเป็นยังไงบ้าง ดูไปหมด ไปทุกแห่งทุกหนไปดูอย่างนั้นนะที่เราไปโน้นไปนี้ วันนี้เปิดเสียให้ชัดเจน เราไม่เคยพูดแหละคำอย่างนี้ทั้ง ๆ ที่ไปปฏิบัติหน้าที่อย่างนี้แหละอยู่ ไปเรื่อย ๆ ไปโรงพยาบาลไหนไปดู ดูทั้งหมอดูทั้งพยาบาล หมอเป็นยังไง พยาบาลเป็นยังไง เกี่ยวข้องกับคนไข้เป็นยังไง แล้วก็ดูสภาพของโรงพยาบาล ดูสภาพของเครื่องมือ

ถ้าตรงไหนที่มีความจำเป็นมากทุ่มให้เลยเทียว เอ้า ขาดอะไร ๆ บอกมา ๆ บอกเท่าไรให้เท่านั้น ๆ ให้เลยเป็นล้าน ๆ นั่งครู่เดียวเอาไปสองล้านสามล้านก็มี นั่นอย่างนั้นละถ้าถึงใจเอาจริงเรา ถ้าไม่ถึงใจสตางค์หนึ่งก็ไม่ให้ ต้องไปดูทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะฉะนั้นการที่ไปเที่ยวไปดูโรงพยาบาลต่าง ๆ นี้ ไปดูหลายด้านหลายทาง ฉะนั้นขอให้ท่านทั้งหลายปฏิบัติหน้าที่ตามโรงพยาบาลต่าง ๆ อย่างดีงามต่อคนไข้ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตัวท่านเองและคนไข้ไม่มีประมาณที่มาหวังพึ่ง เป็นสิริมงคลโดยทั่วกัน

หลวงตานี้ช่วยตลอดเวลานี้ต้องพักบ้าง ที่ให้นี้ก็ต้องมีข้อกำชับเอาไว้ ว่าการให้นี้เราให้เป็นกรณีพิเศษไม่ได้ให้ดะไปเหมือนอย่างที่เคยให้ เพราะเหตุใด เพราะเครื่องร้อน เราพักเครื่องเวลานี้ ถ้าเราจะบอกว่าเงินหมดนี่มันเสียเกียรติเราไม่บอก เราบอกว่าพักเครื่องเพราะเครื่องร้อน ความจริงเงินหมด พักไปเรื่อย เครื่องติดไปเรื่อยเงินหมดไปเรื่อย แต่ไม่บอกเงินหมดมันเสียเกียรติ หลวงตาบัวมันมีเกียรติ โลกเขามีทำไมหลวงตาบัวจะไม่มี เรียนจบแค่ ป.๓ ก็มีเกียรติของ ป.๓

ไปดูที่ไหน ๆ เราดูจริง ๆ ช่วยจริง ๆ เวลานี้เฉพาะโรงพยาบาลไม่เกี่ยวกับโรงร่ำโรงเรียนสถานที่อื่น เพียงโรงพยาบาลนี้ก็ปาเข้าไป ๒๐๐ ล้านแล้วเวลานี้ แล้วยังจะมากกว่านี้อีก ถ้าเรายังไม่ตายแล้วเราจะช่วยตลอดไป ไม่ว่าโรงพยาบาลไหน ๆ ช่วยทั้งนั้น โรงร่ำโรงเรียนก็ปลูกให้เป็นหลัง ๆ ขาดอุปกรณ์อะไร ๆ บ้างให้ ๆ ๆ ไม่ว่าแต่โรงพยาบาล สถานสงเคราะห์ต่าง ๆ เราก็ให้ เช่นอย่างบ้านข้าวสารนี้เราก็ช่วยสถานสงเคราะห์

ที่อื่นเราก็ช่วยไม่ช่วยแต่ที่แห่งเดียว แล้วคนทุกข์คนจนมีความจำเป็นยังไงบ้างที่ควรจะช่วยเป็นรายบุคคล ๆ นั้นเราช่วยมาตลอด อันนี้กว้างขวางมาก ไปหลายจังหวัด ภาคไหนก็ไปหมด บางทีส่งแต่เงินไปให้ก็มี บางทีเจ้าของไปดูเอง ปลูกบ้านให้ก็มี ซื้อที่ให้ก็มี ทั้งซื้อที่ทั้งปลูกบ้านให้ก็มี นี่เรียกว่าช่วยรายบุคคลที่จำเป็นช่วยทั่วไป แต่นี้เราไม่ค่อยพูดไม่ค่อยประกาศระบุชื่ออะไรแหละ ให้แล้วเงียบไปเลย ๆ เพื่อรักษาเกียรติเขา สิ่งที่ควรจะพูดเราก็พูดได้เช่นรายที่ออกทางหนังสือพิมพ์แล้ว เป็นการเปิดเผยแล้วเวลาเราช่วยเราก็พูดบ้าง ถ้าเป็นเรื่องไม่มีหนังสือพิมพ์ เป็นเรื่องมาพูดขอความช่วยเหลือกันโดยเฉพาะ ๆ นี้เราก็ให้เป็นเรื่องเฉพาะ ๆ ไปเลยแล้วเหมือนไม่ให้ ให้แล้วผ่านไป ๆ เรื่อย ๆ อันนี้ช่วยตลอด

เงินวัดนี้เงินเพื่อโลก เราไม่ได้เก็บสำหรับวัดนี้ ใครจะมาสร้างอะไรให้เราไม่เอา นี่ดูซิศาลาของหลวงตาบัวนี้ ขยายทุกวัน สร้างทุกวัน ขยายทุกวัน นี่วันนี้พอลูกหลานกลับลงไปหมดแล้วเราก็จะขยายศาลาเรา เวลานี้คนแน่นมันขยายไม่ได้ นี่ขยายทุกวันไม่ให้ปลูกใหม่ นี่เขามาบุก ๔ หนแล้วศาลาหลังนี้ ๔ หนจำไม่ลืม เขาจะมาขอรื้อใหม่ ขยายใหม่ทำใหม่หมด ๒ ชั้น เราไม่เอา กุฏิเราก็ ๘ หนเขาจะไปรื้อทำใหม่ ถ้าไม่ให้รื้อทำใหม่จะทำหลังอื่นให้อีก ให้ใหญ่กว่านี้อีกให้มันสมเกียรติ นี่แหละสมเกียรติหลวงตาบัวแล้วเราก็บอกอย่างนั้น เกียรติอื่นไม่สมเราก็ไม่ให้ แต่เงินมีเท่าไรเราช่วยโลก เพราะโลกที่จำเป็นมีอยู่มาก เราไม่ได้จำเป็น

เมื่อเช้านี้รับบาตรได้ ๔๐ บาตร เราแย่แล้วเราทิ้งบาตรเมื่อเช้านี้ให้พระท่านรับแทนเรา ได้บอกลูกหลานว่าหลวงตาจะให้บาตรผ่านมานี้แทนนะ เราบิณฑบาตไม่ได้แล้ววิงเวียน ได้ ๔๑ บาตรเมื่อเช้านี้ ต้องปล่อยบาตรมันวิงเวียน นั่นจะเอามากินให้ตายเหรอ คำพูดก็หมายความว่าอย่างนั้น ได้ถึง ๔๑ บาตรจะเอามากินให้ตายเหรอ จะมามีความจำเป็นอะไรกับวัดนี้ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีความจำเป็น มีเท่าไรทุ่ม ๆ ข้างนอกทั้งหมดไม่ว่าใกล้ว่าไกล

จากนั้นก็ที่ดิน ที่ดินเวลานี้ก็ ๑๐ กว่าล้านแล้วที่ซื้อ เนื้อที่ดูเหมือนได้ ๗ พันกว่าไร่แล้ว หลายแห่ง ทางด้านเพชรบูรณ์ก็มี ที่เราซื้อไว้นี้ซื้อไว้เพื่อชาติบ้านเมืองนะ เราไม่ได้ซื้อโดยลำพังเราเองนะ มันเป็นต้นน้ำลำธาร เช่น ต้นน้ำจังหวัดเลยนี่ที่ผ่านมาทางอำเภอวังสะพุงนี้แหละ น้ำหมดได้ ๒ แล้งนี้แล้ว ต้นน้ำมันอยู่ตรงนั้นเราเลยซื้อครอบไว้หมดเลย เวลานี้ก็มีโครงการพระราชดำริประสานงานเข้ามาในเรา เราบอกเอาเลยให้เลย เพราะเราซื้อนี้ซื้อไว้เพื่อชาติ หลวงตาบัวไม่มีอำนาจวาสนาอะไรมากนัก วาสนาของพระอำนาจของพระไปเรื่องของพระ ไม่ใช่เป็นเรื่องแบบโลก ทีนี้เมื่อทหารมาขอประสานงานเกี่ยวข้องด้วย ทหารเป็นผู้มีอำนาจเป็นผู้รักษาได้ เราก็ยกให้ทหารเป็นผู้รักษาแทนเราไปเลย รู้สึกสะดวกดีทุกอย่าง

เหล่านี้เราซื้อไว้เพื่อชาติบ้านเมือง เอา ๆ เลย อยากจะปลูกป่าก็เอาช่วยกันปลูก รักษาตรงไหน ๆ ที่มันจะมีความแน่นหนามั่นคงต่อชาติแล้วเอาเลย เราก็มอบให้ทางทหารเลยเวลานี้ เราเบาใจมากแล้วเป็นแต่เพียงว่าซื้อให้ ๆ ให้ทางทหารเป็นผู้ดูแล ใครมาเกี่ยวข้องอะไรให้เกี่ยวข้องกับทหารไม่มายุ่งกับเรา นี่เราก็ทำ ทำอย่างนี้แหละ ทำเพื่อโลกเพื่อสงสาร เพราะฉะนั้นขอให้ลูกหลานทั้งหลายถือเป็นคติตัวอย่าง การพูดนี้ไม่ได้พูดเพื่อโอ้เพื่ออวด พูดให้เป็นคติตัวอย่างแก่ชาติบ้านเมืองของเรา

มนุษย์อยู่ด้วยกันอาศัยกัน พึ่งกันตลอดเวลา ไปที่ไหนก็ตามมนุษย์ต้องพึ่งมนุษย์เป็นสำคัญ ๆ นอกจากนั้นแล้วยังพึ่งสัตว์อีก ในบ้านก็พึ่งหมา พึ่งให้มันเห่าคนให้ เจ้าของนอนหลับ พึ่งวัวพึ่งควายพึ่งสัตว์พาหนะพึ่งทุกอย่าง มนุษย์เราไปที่ไหนยุ่ง จอมยุ่งคือมนุษย์เรา ทีนี้อยู่ด้วยกันก็ต้องยุ่ง ต้องพึ่งกัน ๆ เมื่อเป็นเช่นนั้นจงเห็นใจกันและช่วยเหลือกัน ใครมีมากมีน้อยให้ช่วยเหลือกัน ไม่จม การช่วยเหลือกันนี้ไม่มีความล่มจมแหละเราอย่ากลัวว่าล่มจม ความเก็บไว้ความตระหนี่ถี่เหนียวนั้นแหละคือความล่มจม คนอื่นก็หมดหวัง ๆ อาศัยไม่ได้ เจ้าของเองก็หมดหวัง กินไม่ได้เพราะเจ้าของตระหนี่ เจ้าของเองก็ไม่ยอมกิน สุดท้ายมันเลยจะตายคนคนนั้น

อย่าให้มันมีความตระหนี่ถี่เหนียว เอาเหตุผลเข้าไปจับ มีมากมีน้อยช่วยเหลือกันตามกำลังความสามารถที่จะช่วยเหลือกันได้ นี้ชื่อว่ามนุษย์เห็นโทษแห่งความอยู่คนเดียว และเห็นคุณค่าแห่งความอยู่หลายคนด้วยกัน มนุษย์อยู่ที่ไหนเป็นสัตว์พวก สัตว์พวกอยู่ที่ไหนก็ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน อันนี้ดี เราไม่ต้องพูดแหละว่าให้สามัคคีกันอย่างนั้นอย่างนี้ ให้มีความสามัคคีกันอย่าแตกร้าวกัน ความประพฤติการปฏิบัติ การเฉลี่ยเผื่อแผ่ การเห็นแก่เหตุแก่ผลแก่อรรถแก่ธรรมให้อภัยซึ่งกันและกัน นี้แลคือความสามัคคีต่อมนุษย์ ไม่ต้องบอกก็สามัคคีกันได้คนเรา ถ้ามีความเสียสละต่อกัน มีการให้อภัยกันแล้ว ถ้าสิ่งเหล่านี้ไม่มีหาไม่แล้ว เอาเถอะ จะสอนกันให้สามัคคีเท่าไรก็เท่ากับสอนให้มันแตกแยกกันตลอดเวลานั่นแล

มนุษย์แตกแยกไม่เหมือนอะไรแตกแยกนะ หม้อแตกลูกนี้ไปหาลูกนั้นมายังได้ มนุษย์แตกแยกนี่ไม่ได้นะ ถ้าลงแตกแยกแตกหมดบ้านหมดเมืองหมดประเทศชาติแล้วแหลกเหลวไปหมด ไม่มีอะไรที่จะมีโทษมากยิ่งกว่ามนุษย์แตกสามัคคีกันแตกแยกกัน เพราะฉะนั้นเราจึงต้องรักษาความสามัคคีกันไว้ด้วยความเมตตาสงสาร ให้อภัยซึ่งกันและกัน มีความเฉลี่ยเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน นี่พี่ได้สองน้องได้หนึ่ง แล้วเจือจานกันไปตามเกิดตามมี อันนี้เป็นความสมานสามัคคี เมื่อมีความสามัคคีแล้วก็มีความแน่นหนามั่นคงเรื่อย ๆ ไป ขอให้ลูกหลานทั้งหลายจำเอาไว้

วันนี้เทศน์เพียงเท่านี้แหละ ขอความสวัสดีจงมีแก่บรรดาลูกหลานทั้งหลายโดยทั่วกันเทอญ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก