พลังจิต
วันที่ 12 มิถุนายน 2537
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๓๗

พลังจิต

 

เราไม่ได้คิดว่า จะได้ถูกเสกสรรปั้นยอให้เป็นครูเป็นอาจารย์สอนคนดังที่เป็นอยู่เวลานี้นะ เพราะเราเป็นคนนิสัยวาสนาอาภัพ คับแคบตีบตันในทางเดินของตน ไม่ค่อยกว้างขวางแหละ ไปตีบ ๆ ตัน ๆ คับแคบ เวลาเรียนหนังสือก็ตั้งหน้าเรียนจริง ๆ ไม่สนใจส่ายแส่จนพระเพื่อนฝูงเขาว่าเป็นพระผู้หญิง เขาว่าอย่างงั้น เขาถือว่าผู้หญิงไม่เที่ยว เที่ยวเฉพาะผู้ชาย พวกผู้ชายพวกเตร็ดเตร่เร่ร่อน พวกบ้า เพราะฉะนั้นเขาถึงให้นามเราว่าเป็นพระผู้หญิง เพื่อนฝูงพาไปเที่ยวที่ไหนไม่ไป วันหยุดโรงเรียน เช่นวันพระหยุดโรงเรียน อยากไปดูที่นั่นที่นี่บ้างอะไร ไม่เคยไปกับใครแหละ สุดท้ายก็เลยได้นามว่าเป็นพระผู้หญิง พระผู้หญิงไปไหนไม่เป็นกับเขาว่างั้น นั่นละคือตั้งหน้าเรียนจริง ๆ

พอสอบได้ตามความมุ่งหมายแล้วก็ออกเลย ตั้งใจอีกแบบหนึ่ง เวลาเรียนหนังสือก็ตั้งใจเรียนจริง ๆ พอหยุดจากเรียนหนังสือขึ้นเวทีฟัดกับกิเลส ขึ้นจริง ๆ ด้วย ไม่มีกรรมการแยกแหละจะยืดเยื้อเวลาตายไป ใครเก่งก็ให้อยู่บนเวที ใครไม่เก่งก็ให้ตกเวทีไปเลยไม่ต้องเอากรรมการมาแยก เอากันอย่างหนักขนาดนั้น ตั้งแต่วันออกปฏิบัติไม่ได้ลืมหูลืมตามองดูอะไร มองดูแต่หัวใจที่เป็นที่เกิดของข้าศึกอยู่ตรงนี้เท่านั้น

ไม่ได้คิดได้อ่านนะว่าจะมีคนมาเสกสรรปั้นยอให้เป็นครูเป็นอาจารย์ เอากันอยู่อย่างนั้นตลอดไม่มีเวลาว่างจริง ๆ โอ๋ย จึงว่าหนักมากนะการฆ่ากิเลส ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ในโลกนี้ไม่มีงานใดหนักยิ่งกว่างานฆ่ากิเลส เพราะจะฆ่าให้สิ้นซากนี่ไม่ให้มีเหลือ มันฆ่าเราถ้าเราสู้มันไม่ได้ก็ให้เราสิ้นซากไปเลย ถ้าเราสู้มันได้ก็ให้มันสิ้นซากไปจากหัวใจเลย เอากันขนาดนั้นแหละฟัดกัน ไปจึงไปแต่องค์เดียว ๆ นี่พูดให้เป็นคติแก่บรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลาย หากในตอนใดที่พอจะเป็นคติได้

พูดถึงเรื่องการปฏิบัติตัวเอง รักษาตัวเองเพื่อความดีงาม ความสงบสุขร่มเย็น ที่ว่าของดี ๆ ตลอดถึงของดีเลิศมีอยู่กับคนทุกคน แต่ไม่มีเครื่องมือเสาะแสวงหาก็ไม่เจอ เหมือนปลาเต็มหนองเต็มบึง ไม่มีเครื่องมือจับ เอามือเปล่า ๆ ไปจับมันก็จับไม่ได้ มันต้องมีเครื่องมือ อันนี้ของดีจนกระทั่งของดีเลิศมีก็จริง แต่ไม่มีเครื่องมือจับก็จับไม่ได้เหมือนกัน เครื่องมือคือธรรม ธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องมือแต่ละชนิด ๆ

นั่นก็ฟัดกันละที่นี่กับกิเลส จึงได้ว่าหนักมากจริง ๆ ไม่หนักธรรมดานะ ไม่ได้ลืมหูลืมตา นั่งอยู่ก็ดูอยู่อันนี้ นอนเว้นแต่หลับดูอยู่ตรงนี้ไม่ดูตรงไหนนะ ตามีเหมือนไม่มีไม่ใช้ หูมีเหมือนไม่มี เป็นหูหนวกตาบอดไป ให้หูดีตาดีถ้าจะดีนะ ให้ดีอยู่ตรงนี้ จ่อเข้ามาตรงนี้ สติปัญญาจ่ออยู่ตรงนี้ ความเพียรจ่ออยู่ที่หัวใจ ไปที่ไหนไปองค์เดียว ๆ ทุกข์ยากลำบากแสนสาหัสจริง ๆ นะ จึงว่าลืมไม่ได้เลยในชีวิตของเรานี้ เราลืมไม่ได้เลย หนักจริง ๆ

งานการฆราวาสเหย้าเรือน เราก็เคยเป็นฆราวาสมาถึง ๒๑ ปี จะเต็ม ๒๑ ปี แล้วออกบวช ก็รู้งานหนักก็รู้ว่าหนัก ก็เคยทำมาเหมือนโลกเขา แต่ไม่เคยได้เสียสละชีวิตนะ งานทางโลกมันหนักขนาดไหนก็หนักไป ลำบากก็ลำบาก ทำไม่เสร็จวันนี้ทิ้งไว้ วันหลังมาทำใหม่ต่อ ไม่ปรากฏว่าได้สละชีวิตกับมัน งานนี้ไม่เสร็จกูตายเท่านั้นไม่เคยมี ไม่ปรากฏในงานใดว่าเราได้ไปมอบชีวิตให้กับมันนะ แต่งานฆ่ากิเลสนี้มอบตายเป็นพื้นไว้เลย พอถึงวาระแล้วก็เอาละ เหมือนนักมวยนี่ เป็นนักมวยเพื่อต่อยเป็นพื้นไปเลย พอขึ้นเวที เอาละเป็นระยะอีกแล้วนั่น เป็นพัก ๆ ๆ นี่ก็ถึงวาระที่จะเอากันอย่างหนัก อย่างไม่มีเป็นมีตาย ไม่มีกรรมการแยกก็ซัดกันหนักเสียจริง ๆ นะ

เกิดมาอยู่กับพ่อกับแม่เราก็ไม่เคย อดนอนอย่างนี้เราก็ไม่เคยอด อดอาหารเราก็ไม่เคยอด แต่เวลาไปบวชได้ทำหมดทุกอย่าง นอนนี้ตื่นพับ ๆ ได้ตามเวลาเป๋ง ๆ เลย ดัดเจ้าของขนาดนั้นจนชิน พอรู้สึกตัวนี้ดีดผึงเลยทันทีนะ ถ้ามีคนนอนอยู่ข้าง ๆ จะตื่น สมมุติว่าองค์นั้นยังไม่ตื่นเรานอนอยู่ทางนี้ เวลาเราตื่นนอนมันจะดีดผึงทันทีเลย องค์อยู่ข้าง ๆ คงจะตื่นนอน เพราะมันชิน ฝึกหัดไว้อย่างนั้นเป็นประจำ

จนพรรษา ๑๘ ถึงได้เปลี่ยนใหม่ เปลี่ยนการนอนให้พอรู้ทิศใต้ ทิศเหนือ ทิศตะวันตก ตะวันออก หัวนอนปลายเท้าแล้วก็ค่อยตื่น มันก็ยังไม่ได้นะ พอรู้สึกนี้มันดีดเสียก่อนแล้ว ๆ ฝึกอยู่ปีกว่า ฝึกให้นอนพอรู้สึกแล้วค่อยตื่นธรรมดานะ ธรรมดา อันนี้ในลักษณะนี้ก็ดี ในลักษณะของนักรบถูกต้อง ยกให้ แต่ในระยะนี้ควรจะเป็นอย่างนี้ ที่นี่มาแก้ใหม่ให้เป็นอย่างนี้ รู้ทุกทิศทุกทางแล้วค่อยลุก ถึงขนาดนั้นมันยังดีดผึง ๆ ปีกว่า

พอฝึกได้แล้ว ๆ เอาจนกระทั่งตื่นแล้วไม่อยากลุก ขี้เกียจ เอาอีกแล้วที่นี่ไปอีกแบบหนึ่งแล้ว ไม่พอดีนะ เวลาแรกตั้งแต่เริ่มบวชเลยนะ ตื่นแบบนี้ฝึกหัด ฝึกหัดนี้ฝึกหัดแบบพอรู้สึกตัวนี้มันจะดีดผึง ๆ ตั้งแต่เรียนหนังสืออยู่แบบเดียวกัน เรียนหนังสือกับออกไปใช้ในภาคปฏิบัติแบบเดียวกันไม่เปลี่ยนแปลงเลย พอรู้สึกตัวนี่จะดีดผึง ๆ เลยไม่นอนซ้ำ ตื่นแล้วไม่ซ้ำอีก เป็นความเคยชิน

เรียนหนังสือก็รู้ว่าหนักจนสมองทื่อ ใคร ๆ ก็เรียนเหมือนกันก็คงจะทราบเหมือนกัน เอาจริงเอาจังจนกระทั่งสมองทื่อไม่ทำงาน ก็ไม่หนัก ถ้าไม่ได้มีภาคปฏิบัติเข้ามาเกี่ยวข้องก็เรียกว่าหนักนะ ทีนี้พอมีภาคปฏิบัติเข้ามานี้ ภาคนี้ภาคสละตาย ภาคไม่มีเวล่ำเวลา ภาคต่อสู้ตลอดไม่มีการให้น้ำกัน หนักมาก

เป็นฆราวาสกินทุกวัน กินข้าวไม่เคยเว้น กินทุกวัน นอนทุกวันสบาย ถึงเวลานอน นอน ถึงเวลากิน กิน แต่เวลาออกภาคปฏิบัติแล้วไม่เป็นอย่างนั้น ถึงเวลากินไม่ได้กิน ถึงเวลานอนไม่ได้นอน ไม่ให้นอนไม่ให้กิน กี่วันถ้าว่าไม่ให้กินแล้วเป็นอย่างนั้นนะ มันขาดสะบั้นไปเลย ถ้าว่าอย่า ๆ เท่านั้นหยุดเลย ไม่กล้าฝืนเราได้เลยเพราะเราเคยดัดมันขนาดนั้นแล้ว ว่าหยุดมันก็หยุดทันที มันจะหิวขนาดไหนก็ไม่เลยตาย หรืออย่างมากถึงแค่ตาย ถ้าเรายังไม่ให้กินเป็นฝืนไม่ได้ นี่เรียกว่าฝึกตัวเอง ให้พากันจำเอานะฝึกอย่างนั้นละ

ใจเป็นของฝึกได้ ถ้าฝึกไม่ได้คนเราดีไม่ได้ ชั่วไม่ได้ ชั่วมันก็มีฝึกเหมือนกันนะ นิสัยสันดานมีอย่างหนึ่งและได้รับการฝึกฝนอบรมในทางชั่วอีกมันก็ยิ่งไปใหญ่ นี่ทางดีก็เหมือนกัน หากมีนิสัยดีอยู่พอฝึกให้ดีเข้าไปอีกก็ยิ่งเพิ่ม ถึงเวลากินไม่ได้กิน ถึงเวลานอนไม่ได้นอน ไม่ให้นอน ฝืนกันอยู่ตลอด มีแต่การฝืน ๆ อย่างที่ว่าเทศน์ให้ฟังนี่ การทำความดีมีแต่ฝืนความชั่วทั้งนั้น ๆ ไม่ฝืนไม่ได้ความชั่วมันหนามันแน่น เอะอะมันกีดกันไว้แล้ว ๆ เราไม่รู้เรื่องของมันซิว่ามันกีดกันเรา

โน่นให้เหนือมันขึ้นไปแล้วก็รู้ ถ้ายังไม่เหนือกันยังไม่รู้ ให้ทางด้านธรรมะเหนือกว่า ๆ เข้าไปแล้วจะรู้ฝ่ายต่ำเข้าไปเรื่อย ๆ อันไหนที่เรายังไม่รู้ยอมให้มันข้ามหัวไปก่อน แต่จะข้ามหัวมันให้ได้ แล้วสุดท้ายก็ข้ามหัวมันไปจนได้ ฝึกไปเรื่อย ๆ แล้วก็มารู้หมดกลมายาของกิเลสที่มันหลอกลวงสัตว์โลกให้จมอยู่ในวัฏสงสาร ให้หันหน้าเข้าหาฟืนหาไฟ หันหน้าเข้าสู่ความเกิดแก่เจ็บตาย ซึ่งเป็นไปด้วยกองทุกข์เต็มไปทุกภพทุกชาตินี่ ให้ต่างคนต่างหันหน้าเข้าสู่จุดเดียวกัน ๆ

กิเลสมันกล่อมให้หันหน้าเข้าสู่จุดเดียวกัน ให้เป็นผู้อาจหาญในความเกิดแก่เจ็บตาย อาจหาญในการท่องเที่ยวในวัฏสงสาร อาจหาญในความทุกข์ความทรมานทั้งหลาย ที่เป็นไปกับด้วยความเกิดแก่เจ็บตายนี้โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ๆ มันกล่อมไปได้สนิท เรียนให้เหนืออันนี้มันก็เห็น ถ้าไม่เหนืออันนี้ไม่เห็นที่ว่ามันกล่อมสัตว์โลก นั่นละพระพุทธเจ้าจึงท้อพระทัย น้ำพระเนตรไหล ๆ คือสงสารสัตว์โลกน้ำตาร่วง

เพราะสัตว์โลกไม่รู้จริง ๆ ไม่รู้เนื้อรู้ตัว เหมือนเขาจูงสัตว์เข้าไปโรงฆ่าสัตว์นั่นน่ะ จูงไปกัดหญ้าไป หยอกเล่นคึกคะนองกันไปยังไม่รู้เนื้อรู้ตัว ทั้ง ๆ ที่ถูกจูงไปจนจะถึงที่ฆ่าอยู่แล้วมันก็ยังไม่รู้ตัว ยังคึกยังคะนองยังกัดหญ้าอะไร เล่นหยอกกันไปตามประสาสัตว์ไม่รู้เนื้อรู้ตัว ทั้ง ๆ ที่เขาจะจูงไปฆ่า นั่นละมันกล่อมขนาดนั้นละ จนกระทั่งถึงที่แล้ว อ้าว สายเสียแล้วหมดทางแก้ ตาย

นี่ก็เหมือนกันมันจูงไปตลอดถึงวันตาย จวนตัวคนเราพอจะรู้เรื่องบ้างแต่มันกลับเป็นสายไปเสียแล้ว อะไรก็งก ๆ งัน ๆ แข้งขาอวัยวะหูตาฝ้าฟาง เดินไปมาไม่สะดวก สองขาสามขาไปแล้ว ไม้เท้าด้วยซิสามขา ต่อมาก็สี่ขาคลานกันไปซิมันไปไม่ไหว นี่พอถึงขั้นนี้แล้วแก่ไปเรียกว่าสายไปเสียแล้ว มองดูย้อนหลัง คิดแต่ความหลังที่นี่นะ ความหลังเราเคยเป็นอย่างนั้น ๆ คิดถึงความหลังแล้วกลืนน้ำลาย คิดไปแล้วก็กลืนน้ำลาย ๆ คือมันหมดหวัง มีแต่น้ำลาย น้ำลายเปล่า ๆ กลืนไปเฉย ๆ ทีนี้ข้างหน้าก็ไม่มีทางไปแล้ว เราก็จะตายวันใดก็ไม่รู้นี่

ทุกสิ่งทุกอย่างถ้ามีธรรมะเข้าแทรกบ้างก็ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเคยอาศัยมาตั้งแต่วันเกิดจนกระทั่งป่านนี้ ผ่านมานานแสนนานได้เท่านั้นปีเท่านี้ปี เราได้อะไรติดเนื้อติดตัวเราไปบ้าง คิดไม่เห็นไม่มี ทีนี้ไปข้างหน้าเราจะเอาอะไรเป็นสมบัติภายในจิตใจ เพื่อพยุงเราให้ได้เบาบางในความทุกข์ก็ไม่มี ถ้าผู้มีธรรมะได้คิดบ้างนะตอนนี้ ถ้าผู้ไม่มีธรรมะจนตรอกก็จนไปเลย ตายก็ตายไปเลย ทุกข์ไปเลยตลอดไม่มีฝั่งมีฝาแหละ ไม่มีเขตมีแดน ไปอย่างนั้นเรื่อย ๆ ไป นี่อำนาจของกิเลสมันกล่อมสัตว์โลก พูดแล้วสลดสังเวชนะ เราไม่ได้พูดเล่น ๆ นี่นะ เราพูดด้วยการปฏิบัติมาจริง ๆ นี่นะ เวลาโง่ก็ยอมรับว่าโง่ ถ้าสมมุติว่ามันฉลาดบ้างจะไม่ยอมรับว่าฉลาดยังไง แต่นี้เรามันเสียดายมันไม่ฉลาดหลวงตาบัวนี่ เพราะฉะนั้นถึงสอนให้ลูกศิษย์ลูกหาฉลาดไม่ได้ เพราะหลวงตามันโง่นั่นซิ นี่ละเวลาฝึกกัน

เวลามันหนาแน่นกิเลสนี่เก่งมากนะ ไม่ทันเลยไม่รู้เลยว่าเป็นกิเลสนะ มันเป็นข้าศึกต่อเราตลอดเวลา มัดเรา มัดแข้งมัดขามัดหูมัดตาให้เป็นไปตามทางของมันทั้งนั้น ๆ ทางอื่นไม่เอา ทางด้านธรรมะนี่มันตีทีเดียว นี้สมมุติว่าเราจับไม้อยู่ในมือนี้หลุดมือไปเลย มันตีแรง อำนาจของกิเลสมันรุนแรง แต่ทีนี้เวลาเราฝึกเข้าไป ๆ หลายครั้งหลายหน ตบต่อยหลายหน เหมือนกับนักมวยเขาทีแรกก็ต่อยกระสอบเสียก่อน เตะกระสอบ เตะนั้นต่อยนี้ไปเสียก่อน ล้มลุกคลุกคลาน ครั้นต่อไปก็ค่อยชำนาญเข้า ๆ ต่อมาก็กลายเป็นแชมเปี้ยนไม่รู้ตัว

นี่ก็เหมือนกันเราฝึกอบรมตัวเองยากลำบากเราก็ทนเอา เพราะเราทนเพื่อความดีสำหรับเรา ไม่ได้ทุกข์ยากลำบากเหมือนกิเลสทรมานเรานี่นะ นี่เราทุกข์ยากลำบากด้วยการสู้กับกิเลสต่างหาก เราจะเอาความดีใส่ตัวของเรา มันจะทุกข์ยากขนาดไหนก็ไม่เสียผลเสียประโยชน์ไปไหน ได้ผลได้ประโยชน์ทั้งนั้น ฝืน ฝืนไปฝืนมาต่อไปจิตก็ค่อยคล่องตัวไป ๆ เรื่อย ๆ ถ้าพูดถึงด้านจิตตภาวนาจิตไม่เคยสงบก็สงบเย็น จิตไม่เคยฉลาดก็ฉลาดขึ้นมาในใจนั้นแหละ ฉลาดขึ้นมาเรื่อย ๆ

พอฉลาดขึ้นมาตรงไหนมันก็รู้แง่ของกิเลสที่หลอกลวงตนเองตรงนั้น ๆ เข้าไปเรื่อย เห็นโทษของมันเรื่อย ก็ยิ่งฟิตเจ้าของเข้าไปเรื่อย ๆ ต่อไปก็จ้าขึ้น ๆ มองเห็นละอุบายใดของกิเลสมันเคยหลอกลวงสัตว์โลกมีเราเป็นสำคัญ มันก็ทันกัน ๆ เอาให้ม้วนเสื่อเสียหมดเลยไม่มีอะไรเหลือ กิเลสตัวไหนจะมาหลอก ทีนี้โลกที่ว่าเป็นกองทุกข์ ๆ อันใดพาให้ทุกข์ มันมองหาอะไรก็ไม่เห็น ดินเป็นดิน น้ำเป็นน้ำ ลมเป็นลม ไฟเป็นไฟ ภูเขาทั้งลูก ดินฟ้าอากาศ เขาก็เป็นสภาพของเขาอยู่ เขาไม่เห็นว่าเขามาเป็นข้าศึกต่อเราเหมือนกับกิเลสเป็นข้าศึกต่อเรามาตลอดเวลา นั่นเอาตรงนี้

พอตัวนี้มันม้วนเสื่อลงไปแล้วอันไหนมากวน ทีนี้มีไหม ไม่มีเลย นั่นละท่านว่าบรมสุข เพราะไม่มีพวกบรมทุกข์มาก่อกวน กิเลสก่อกวนเรื่องให้เป็นมหันตทุกข์ ได้รับความทุกข์มากเพราะกิเลส พอฆ่ากิเลสให้ม้วนเสื่อลงไปแล้วหมด นั่นละพระพุทธเจ้า พระสงฆ์สาวกท่าน ท่านสิ้นทุกข์คือสิ้นกิเลสสาเหตุให้เกิดทุกข์ สิ้นไปจากหัวใจแล้วแสนสบาย ๆ นี่พระพุทธเจ้าสลบ ๓ หน ทรงฝึกทรมานพระองค์ยากหรือไม่ยาก ลำบากไหมฟังซิ

เราเพียงล้างมือเปิบเฉย ๆ ก็ยังลำบาก ขี้เกียจ เอามือล้วงลงไปในถ้วยในจานในชามก็จะร้องห่มร้องไห้ขี้เกียจ มือล้วงลงไปในบาตรก็ขี้เกียจ อย่าไปกุสลาให้นะพระแบบนั้น ตายทิ้งให้แมลงวันไป กุสลา ธมฺมา ให้ แมลงวันไม่อดละ เราฝึกเราให้อย่างนั้นซิ ถ้าไม่ดีให้แมลงวันมันไปกุสลาเอา อย่าให้ธรรมท่านไปกุสลาเลย เพราะยังมีชีวิตอยู่มันก็ไม่สนใจในธรรม ขี้เกียจทางด้านธรรมะ ขี้เกียจทำความดี ครั้นเวลาตายแล้วจะให้พระไปกุสลามาติกาหาอะไร ก็ต้องให้แมลงวันซิมา กุสลา ธมฺมา มันตายแล้วมันไปไหนนาไอ้นี่ ให้ว่าอย่างนั้นซี นี่วิธีฝึกเจ้าของ

นี่ก็พูดถึงเรื่องที่ได้ออกปฏิบัติมา สิ่งไม่เคยทำได้ทำนะ ในชีวิตนี้เรียกว่าทำสิ่งไม่เคยทำนี้มากต่อมาก อย่างที่ว่ามานี่อยู่เป็นฆราวาสไม่เคยทำ แต่ไปบวชแล้วได้ทำไปหมด เอาจนจะเป็นจะตายหายใจแขม่ว ๆ บางทีเดินไปบิณฑบาตในหมู่บ้านเขา ไม่ถึงหมู่บ้านนะมันก้าวไม่ออกเพราะไม่ได้ฉันจังหันเสียตั้งหลาย ๆ วันมานานแสนนาน หกวันเจ็ดวันฉันเสียวันหนึ่งแล้วหายเงียบ หกวันเจ็ดวันฉันเสียวันหนึ่งหายเงียบ หายเงียบไปเป็นเดือน ๆ เมื่อนานเข้า ๆ มันก็อ่อนลง ๆ เดินจงกรมไม่ได้กี่ตลบนะขาก้าวไม่ออก บางทีก็ลงนั่ง บางทีก็ยืน มันเดินไม่ได้นานแหละมันเหนื่อยเพลีย

แต่สำคัญที่จิตไม่ได้เป็นไปตามกันนะ ร่างกายอ่อนเพลียเท่าไรจิตนี้ยิ่งดีดขึ้น ๆ เหมือนจะเหาะเหินเดินฟ้า สว่างจ้าอยู่ภายในหัวอกนี่ มองดูอะไรมันจ้า ๆ นี่ละอันตัวพาดึงพาดูดให้อดอาหาร เพราะอดอาหารเท่าไรยิ่งภาวนาดี ยิ่งเด็ดยิ่งเดี่ยว ยิ่งสว่างกระจ่างแจ้ง เพราะฉะนั้นจึงไม่เห็นข้าวเป็นของสำคัญยิ่งกว่าธรรม เห็นข้าวเห็นอาหารการกินยิ่งกว่าธรรมแล้วไปไม่รอด ถึงวาระที่จะดัดกันต้องดัด ถึงวาระที่จะปล่อยสิ่งเหล่านี้ต้องปล่อย เอาให้หนักมือ ๆ เดินไป ๆ นี้โซซัดโซเซ

เป็นฆราวาสไม่เคยทำ แต่เวลามาเป็นพระแล้วได้ทำเอาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทำจนกระทั่งท้องเสีย ท้องนี่ถ่ายหมดไม่มีอะไร ทางแพทย์เขาว่ามันไม่มีอะไรย่อยมันก็มาย่อยเจ้าของเองไส้เลยเสีย เราไม่ได้สนใจกับไส้กับพุง สนใจแต่ธรรม มันจะเป็นอะไรก็เป็น สุดท้ายฉันจังหันแล้ววันนี้พอตอนบ่ายท้องร้องโก้กเก้ก ๆ พอตกกลางคืนมาเวลาเสือออกหากินมันมักจะไปถ่ายตอนนั้น ตอนเวลาเสือหาญนั่นน่ะ เวลาเสือกลัวมันไม่ถ่ายนะ พอตกค่ำมาแล้วโก้กเก้ก ๆ เอาละนะถ่าย กลางคืนบุกไปในป่าไปถ่าย ทำส้วมเล็ก ๆ ไว้ ส้วมก็ส้วมอยู่บนก้อนหินนั่นถ่ายใส่ก้อนหินเลย เวลาเสือหาญก็ไปละ นั่งอยู่ไม่ทราบเสือจะโดดมาตะปบหัวเมื่อไรก็ไม่รู้ ก็มันอยู่ในป่าเสือนี่

ทรมานไหมพิจารณาซิ ทุกข์แสนทุกข์ทรมาน ในโลกนี้เหมือนว่าเราเป็นผ้าขี้ริ้วอันเดียวไม่มีคุณค่าอะไรเลย โลกเขาอยู่ด้วยความผาสุกความรื่นเริงบันเทิง แต่เราอยู่ด้วยความทุกข์ความทรมาน แต่หัวใจไม่เป็นนะ นี่เราพูดถึงเรื่องความทุกข์ความทรมานภายในร่างกายซึ่งเป็นเครื่องสนับสนุน จะให้ใจดีต้องตัดทางร่างกายลง มันมีกำลังมากมันคึกมันคะนองมันคิดมากยุ่งมาก ถ้ากินข้าวเข้าไปมาก ๆ แล้วมันมีกำลัง ธาตุขันธ์มีกำลังมันดีด ๆ ธาตุขันธ์ดีดก็คือกิเลสดีด แล้วธรรมะก็อ่อนลง ๆ เมื่อตัดทางนี้ลงไปธรรมะก็ก้าวออก ๆ นั่นมันเห็นกันอยู่ชัด ๆ อย่างนั้น จึงกล้าทำดีทุกคนเมื่อทำลงไปเห็นผลเห็นประโยชน์แล้วทำไมจะไม่ทำ

นี่การอดอาหารเพื่อการภาวนาเป็นเครื่องสนับสนุนได้เป็นอย่างดี สำหรับนิสัยที่ชอบหรือที่ถูกในทางนี้ แต่เราไม่ได้หมายถึงว่าเป็นทุกคนนะ เช่นบางรายอดนอนดี บางรายอดอาหารดี ผ่อนอาหารดี อย่างนี้ก็ให้ปฏิบัติไปตามนั้น ถ้าทางไหนดีตามนิสัยของใครท่านมักจะหนักทางนั้นละมาก เช่นอดนอนดีท่านมักจะอดนอนเรื่อย ๆ เพราะได้ประโยชน์ ถ้าผ่อนอาหารดี อดอาหารดี ท่านมักจะผ่อนจะอดเรื่อย ๆ เพราะมันก้าวเร็ว ๆ เรียนลัดเข้าไปเรื่อย ๆ เรียนลัดเข้าไป ๆ ก็ถึงจุดหมายได้ง่ายซี

ทีนี้ความทุกข์มันทุกข์ ทุกข์แสนสาหัสจนก้าวขาไม่ออก แต่แทนที่มันจะเป็นไปด้วยกันกับใจ ใจกลับเป็นคนละโลกนะ ใจนี้สว่างกระจ่างแจ้ง สง่าผ่าเผย มองดูแล้วกระหยิ่มยิ้มย่อง อัศจรรย์ใจตัวเอง ฟังซิ ทั้ง ๆ ที่ธาตุก้าวไม่ออกขาก้าวไม่ออกนะ ทางใจเป็นอย่างนั้น นั่นละที่ทำให้ท่านฝืน ทุกข์แสนสาหัส ไปอยู่ในป่าในเขาเสือจะเอาไปกินเมื่อไรก็ไม่รู้ เราไปหาแต่ที่อย่างงั้นด้วยนะ ที่ไหนไม่กลัวภาวนาไม่ดี แน่ะ มันหากเป็นในตัวเองนั่นละ มันหากรู้เจ้าของเองนะ

ที่ไหนไปอยู่สะดวกสบาย กินได้นอนหลับสบาย มีแต่กิเลสขึ้นตีหัวเอา ๆ มันโมโหกิเลสจะมาตีหัวเราอะไรนักหนา เราตีหัวกิเลสบ้างไม่ได้เหรอ นั่นละที่นี่อด ฟัดกันทรมานกัน ไปหาอยู่ในป่าในเขาที่เสือชุม ๆ บางทีเดินจงกรมอยู่มัน อาว ๆ ขึ้นข้าง ๆ โถ มาแล้วอาจารย์ใหญ่ อาจารย์ใหญ่มาแล้ว ตัวสั่นเลยนะอาจารย์ใหญ่มา มันไม่กลัวพระพุทธเจ้ามันกลัวเสือก็ต้องเอาเสือเป็นอาจารย์ซิ นั่นฟัดกันตรงนั้นละ มันชอบอย่างนี้

พอเสียงเสือกระหึ่ม ๆ ทางนี้มันหมอบนะ หมอบเข้าสู่ธรรม หาที่เกาะที่ยึด เราก็บีบเข้าหาธรรมซิ บีบเข้าหาธรรม จนกระทั่งเข้าแนบสนิทกับธรรม เสือจะร้องจะครางไปไหนมันไม่สนใจแล้วที่นี่นะ ได้ที่เกาะแล้วที่ยึดแล้ว ใจแน่นหนามั่นคงปึ๋ง ๆ จากนั้นก็อาจหาญจนออกแสงแพรวพราว ๆ โน่นละ เอ้าทีนี้อะไรมาไม่กลัวเลย นั่นเห็นประจักษ์อยู่ต่อหน้าต่อตา ขณะก่อนนั้นมันกลัวเสียจนตัวสั่น ขณะนี้มันกล้าหาญเสียจนตัวสั่น ไม่มีอะไรจะทำลายได้จิตดวงนี้ เห็นไหมล่ะ

การที่จะฝึกทรมานต้องรู้เรื่องของเจ้าของ ใครรู้เรื่องใครได้ผลในทางไหนต้องหนักในทางนั้น ๆ สำหรับเรามันคนอาภัพวาสนา หนักทางอดอาหารนี่หนักมากจริง ๆ เอาจนกระทั่งชาวบ้านเขาแตกบ้านไปดู เราไม่รู้เจ้าของจะตายชาวบ้านเขารู้ เขาตีเกราะประชุม ตีกลองประชุม ตีเกราะประชุม เคาะก๊อก ๆ พวกลูกบ้านมาประชุม

ใคร ๆ ว่ายังไง ใครเห็นว่ายังไง พระองค์นี้ที่มาอยู่บ้านเราเวลานี้ มาได้หลายเดือนแล้วนะ พระองค์นี้มาอยู่ที่นี่ ตั้งแต่มาไม่ได้เห็นมาบิณฑบาต หกวันเจ็ดวันด้อม ๆ มาสักวันแล้วหายเงียบ ๆ หายมาอย่างนี้ตลอด ท่านไม่ตายแล้วเหรอ พวกเรากินวันหนึ่งสามมื้อสี่มื้อยังทะเลาะกันได้ ทะเลาะเพราะไม่มีอาหารกิน มันกินข้าวเปล่า ๆ ไม่ได้มันทะเลาะกัน นี่ท่านไม่เห็นกินเลยนี่ท่านไม่ตายแล้วเหรอ ผู้ใหญ่บ้านถามลูกบ้าน ถ้าท่านไม่ตายท่านไม่โมโหโทโสอยู่เหรอไปดูซิ

เราก็ไม่เคยเห็นเกิดมาพระไม่กินข้าว เขาก็พูดขนาดนั้นละ เราก็ไม่เคยเห็นพระไม่กินข้าว พึ่งเห็นนี่แหละ ลองไปถามท่านดูซิ แต่มีข้อแม้อันหนึ่งนะเขาก็ฉลาดพูดอยู่ เวลาจะไปต้องระวังนะพระองค์นี้ไม่ใช่พระธรรมดานะ พระองค์นี้เป็นมหานะเขาว่า แล้วไปเดี๋ยวท่านจะเขกหน้าผากเอานะ ไปสู้ท่านไม่ได้ท่านจะเขกหน้าผากเอานะให้ระวังนะ ถ้าเป็นพระธรรมดาเราก็พอจะพูดอะไรต่ออะไรกันได้ นี่ท่านเป็นมหาเสียด้วยท่านทำอย่างนั้นนี่นะ เราไปว่าสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้นะเดี๋ยวท่านจะตีหน้าผากเอา เขาเตือนลูกบ้านเขา มาก็เอาจริง ๆ หลั่งไหลกันมานี่โอ้โฮ

นี่มาอะไรนี่ จะมาแห่พระเวสสันดรเข้าเมืองเหรอ อาตมาไม่ใช่พระเวสสันดรนะ ไม่ใช่ ๆ อย่างนั้นมาอะไร เขาก็มาเล่าตามเรื่องนี่แหละให้ฟัง มันก็มีอยู่สองจุด จุดหนึ่งว่าท่านไม่ตายแล้วเหรอ ถ้าท่านไม่ตายท่านไม่โมโหโทโสอยู่เหรอ พอเขาพูดจบลงเราก็มีอยู่สองจุดเราก็ถาม แล้วเป็นยังไงตายแล้วยังล่ะ เอ๊ ก็ไม่เห็นท่านตาย ท่านยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่ ไม่เห็นมีอะไรน่าตาย แล้วเป็นยังไงโมโหโทโสอยู่ไหม ก็ไม่เห็นท่านโมโหโทโส ท่านยิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลา

เอาละให้เข้าใจนะ การอดอาหารนี่อาตมาอดไม่ใช่เพื่อฆ่าตัวเองนะ อดเพื่อฆ่ากิเลส ซึ่งมันฆ่ายาก กิเลสนี่มันอยู่ภายในหัวใจนี่ ต้องใช้การอดอาหารช่วย แล้วความโมโหโทโสก็เป็นกิเลส จะโมโหโทโสไปหาประโยชน์อะไร มีเท่านั้นเหรอ มีเท่านั้นแหละ ไป ไล่กลับ ยังไม่ถึง ๑๐ นาทีนะไล่กลับ นั่นหนักไหมเจ้าของไม่รู้เจ้าของจะตาย จนคนอื่นเขารู้ ตีเกราะประชุมไปดูเรา ว่าเราตายแล้ว หนักหรือไม่หนักพี่น้องทั้งหลายพิจารณาซิ

เราไม่นึกนะว่าเราจะได้ถูกเสกสรรปั้นยอว่าเป็นครูเป็นอาจารย์สอนใคร ๆ อย่างนี้ เราสอนแต่เราคนเดียว ๆ ไปที่ไหนก็ตามไม่เคยเทศน์นะ ไม่เทศน์ให้ใครฟังทั้งนั้น ใครมาหามาติดต่อก็ว่าเทศน์ไม่เป็น ว่าไปเรื่อย เทศน์เป็นแต่เทศน์เจ้าของนี่ว่ายังงี้เลยก็ได้นี่ แต่เราไม่พูดเข้าใจไหม เวลานี้กำลังเทศน์เจ้าของไม่เทศน์สอนใคร เทศน์สอนเจ้าของแก้เจ้าของ แต่คำนี้ไม่พูด ต้องเป็นเคล็ดลับใช่ไหมล่ะ ต้องเป็นเคล็ดลับ อันนี้ไม่พูดแหละ เขามาหาก็ว่าเทศน์ไม่เป็น อาตมาเทศน์ไม่เป็น ไปพากันกลับเสีย ไล่แตกฮือ ๆ เทศน์ไม่เป็นเทศน์ให้คนอื่น เทศน์ให้เจ้าของนี่เดี๋ยวนี้ เวลานี้กำลังเทศน์เจ้าของ มันยังไม่ตกไม่แตกเรื่องราวอะไร ปัญหายังมีเต็มอยู่นี่ จนกระทั่งพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นมรณภาพ ที่พูดนี่เข้าป่าตลอดนะเป็นเวลา ๙ ปีเต็ม ๆ ตา หู จมูก ลิ้น กาย มีเหมือนไม่มีไม่ได้ใช้ ใช้เฉพาะจิตนี่อย่างเดียว ทุกข์มากแสนสาหัส จึงว่าลืมไม่ได้เลย

ในชีวิตของเรานี้เราลืมไม่ได้จริง ๆ เราหนักมากจริง ๆ ถ้าสมมุติว่ากิเลสยังอีก ๒ ตัวเราคงตายให้มัน สมมุติว่าสู้กันนะ ว่ากิเลสมันตายไปหมดแล้ว อะไร ๆ ตายหมดแล้ว ยังเหลนมัน ๒ ตัวนี่จะสู้กับมันได้ไหม หมอบกราบมันไปไรวะ สู้ไม่ได้หมดกำลังแล้ว แต่อันหนึ่งมันคงไม่กราบนะ เอ้า มาให้โคตรมึงมาอีกจะว่างั้นนะ กูจะฟัดหัวมัน

คิดดูซิเหมือนเขานักมวย เป็นนักสู้ไม่ถอย เราเตะไปเขาเตะรับ ขาเราเจ็บแล้ว ศอกงัดเขา ศอกเขาก็งัดกลับคืนมานี่ ศอกเราเสียแล้วหมัดตีไปเขาตีหมัดเราเสียไปเรื่อย อะไรก็เสียไปเรื่อย สุดท้ายเขาต่อยเราล้มทั้งหงายลงไป ไม่มีอะไรสู้เขายังเหลือแต่ปากนี่ ด่าแม่มันยังได้ นั่นถึงเรียกว่านักสู้ซิ มันต้องเป็นอย่างนั้นนักสู้

สู้กับกิเลสไปอ่อนข้อได้หรือ ถึงเวลาเด็ด ๆ จริง ๆ ไม่ได้เอามาพูดเล่น ๆ นะ เด็ดจริง ๆ ชีวิตไม่มีความหมายนะ ไม่มีจริง ๆ ชีวิตนี่ มีตั้งแต่ เอ้า มึงไม่พังกูพังเท่านั้น ขึ้นกูมึงนะเวลามันเด็ด ๆ นะ นี่ธรรมะประเภทเด็ดต้องมีกูมีมึงกับกิเลส ไม่ได้กูมึงกับใครแหละ เอ้า ไม่กูก็มึงมีสองเท่านั้นแหละ กรรมการไม่ต้องมาแยก ซัดกันนี่โถ

เราก็เห็นคุณค่าเรื่องความพากความเพียรที่ขนาดนี้เราก็ไม่เคยทำในชีวิตของเรา อยู่ทางโลกเราก็ไม่เคยหนักขนาดนี้ แต่เราก็มาทำอย่างนี้แล้วมันก็คุ้มค่า หาที่ตำหนิความเพียรไม่ได้ นอกจากอย่างทุกวันนี้พิจารณาย้อนหลังจนเกิดความแปลกประหลาด ท้อใจแล้วเกิดความกลัวนะ โอ้โหขนาดนั้นมันก็ทำได้ โอ้โหขนาดนั้นมันทำได้ คือทุกวันนี้ทำไม่ได้ตายเลยว่างั้นเถอะน่ะ แล้วมันคิดย้อนหลัง โอ้โหขนาดนั้นมันก็ทำได้ ขนาดนั้นทำได้

ทำได้จริง ๆ นี่ นั่นเวลามีกำลังวังชา นั่งภาวนาฟาดเสียจนก้นแตกเลอะหมดเลยฟังซิ นี่นั่งภาวนาจนก้นแตก นั่งตลอดรุ่ง ๆ หามรุ่งหามค่ำ หลายคืนต่อหลายคืน หลายวันต่อหลายวันเข้าไป ทีแรกมันก็ไม่แตกนั่งทีแรก นานเข้า ๆ นั่งไม่หยุดไม่ถอยก้นมันก็พอง พอพองแล้วก็แตก กลางวี่กลางวันได้นุ่งผ้าอาบน้ำ ไม่งั้นไม่ได้นะมันเลอะหมดจริง ๆ ขนาดนั้นแหละ นั่ง เอ้าจะแตกก็แตกซิน่ะ

พอถึงวาระแล้ว วันนี้เอานะ นี่หมายถึงจะนั่งตลอดรุ่งนะ เอานะ ก้นไม่มีความหมายเลย มันจะแตกไปไหนก็แตกไม่เคยสนใจกันเลย มองดูตั้งแต่กิเลสตัวไหนมันจะหงายก่อน เรากับกิเลสตัวไหนจะหงายก่อนกัน ตัวเราหรือตัวเขา ฟัดกันเลย ไม่ได้สนใจกับก้นแตกนะ แต่เวลาลุกออกจากที่มาแล้วมาฉันจังหันนี่ นั่งขัดสมาธิไม่ได้นะ ต้องนั่งพับเพียบ

ตอนนั้นเราไม่สู้เข้าใจไหม เราสู้กับอาหารในบาตรต่างหาก เราไม่สู้กับกิเลสตอนนั้น นั่งนี้ยังไม่ถึงไหนนะ พลิกมันเจ็บ เจ็บก้นเจ็บเป็นกำลัง ก็มันเลอะหมดแล้วนี่ มันแตกแล้วนี่ ทีแรกมันไม่แตก ครั้นต่อมานานเข้า ๆ นั่งไม่ใช่คืนหนึ่งคืนเดียว ตั้งเก้าคืนสิบคืนแต่ไม่ติดกันนะ เว้นสองคืนบ้างสามคืนบ้าง เราปกติก็นั่งนานอยู่แล้ว เวลานั่งก็ไม่ให้มีข้อแม้ใด ๆ เช่นปวดหนักปวดเบา อยากถ่าย ๆ ไปแล้วเราจะล้างไม่ได้เหรอ ล้างไม่ได้อย่าอยู่ให้หนักศาสนา ตายเสียดีกว่า เพราะฉะนั้นจึงไม่มีข้อแม้ เว้นแต่ปวดหนัก เว้นแต่ปวดเบา

เวลามันจะตายมันจะออกช่องปวดหนักปวดเบาละซีใช่ไหม โอ๊ย ปวดหนัก โอ๊ย ปวดเบา นู่น มันจะออกช่องนั้น ไม่ให้มันออก เอ้าออก ๆ เลย ให้มันออกทางเดียวคือ เมื่ออันไหนจะออก ๆ เลยให้ลุกไปถ่ายนี่ไม่มีทาง แต่มันก็ไม่เคยเป็นนะ เอาจริง ๆ แหละถ้าลงได้ขนาดนั้นแล้วไม่ถอยจริง ๆ นี่ ตั้งแต่ชีวิตยังสละได้ทำไมเรื่องปวดถ่ายแค่นี้สละไม่ได้มีอย่างเหรอ แต่มันก็ไม่เคยปวดถ่ายนะ

เรื่องปวดเบานี่ไม่ละเพราะจีวรมันเปียกหมด เปียกเหมือนเราซักผ้าจริง ๆ นะไม่ใช่ธรรมดา เปียกเหมือนซักนี่ เปียกหมดตัวเลยเพราะมันจะตาย มันไม่ใช่เหงื่อละเขาเรียกยางตาย ภาษาภาคอีสานเขาเรียกยางตาย อันนี้มันจะไปปวดเบาที่ตรงไหนเหงื่อมันออกหมด ส่วนหนักละมันอาจเป็นได้แต่นี้มันก็ไม่เห็นเป็นอะไรนี่ เป็นก็เอาจริง ๆ นี่ขนาดนั้น เวลานั่งธรรมดานั่งฉันจังหันนี่ได้พลิก เพราะตอนนั้นเราถือเป็นธรรมดาเราไม่ได้สู้ เหนื่อยทางนี้ก็พลิกมาทางนี้ ๆ เสีย พลิกสองหนสามหนกว่าจะฉันจังหันอิ่มนะ แต่พอก้าวขึ้นสู่เวทีแล้ว เอานะเท่านั้นพอ เรื่องเหล่านี้ไม่มีความหมาย

ถ้าหากเอาอันนี้มาเป็นอารมณ์อยู่ก้าวไม่ออกไปไม่ได้ อันนี้ต้องหมดโดยสิ้นเชิงไม่มีเหลือเลย มีแต่เอาหนาเท่านั้นพอแล้ว ฟัดกันเลย เป็นอย่างนั้นมาประจำ ๆ ถึงไม่นั่งตลอดรุ่งก็ภาวนา สี่ห้าชั่วโมง นั่งสี่ห้าชั่วโมง ๆ เป็นธรรมด๊า ธรรมดา เดินจงกรมก็ฟาดตั้งแต่ฉันจังหันเสร็จแล้วจนกระทั่งถึงเวลาปัดกวาด เป็นยังไงฟังซี มันไม่ได้คำนึงคำนวณนะว่าเช้าสายบ่ายเย็น มีแต่กิเลสกับธรรมหมุนกันอยู่อย่างนี้ ใครเก่งอยู่บนเวที ใครไม่เก่ง เอ้า ตกเวทีเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วจะไปย่อหย่อนกันได้ยังไง ย่อหย่อนกันไม่ได้ มันต้องฟัดกันเต็มเหนี่ยวละซิ

หนักมากจริง ๆ ได้ ๙ ปีแล้วเราหนักจริง ๆ นะ แต่มันสำคัญที่ใจนี้มันไม่ถอย อันนี้ที่น่าชมอันหนึ่ง ถ้าถอยกรูดแล้วเสร็จเลยนะ อันนี้มันจะหนักขนาดไหน ๆ จิตไม่เคยถอยเลย จิตนี้มันดิ่ง ๆ หมุนติ้วเลย กำลังจิตเป็นสำคัญมาก สรุปแล้วลงมาสู่กำลังจิต พลังจิตเป็นสำคัญ ความมุ่งมั่นเราจะให้เป็นอย่างนั้น ๆ นี่เป็นสำคัญ และพลังของจิตที่หนุนของมันนี่เป็นสำคัญมาก อะไรเอาไว้ไม่อยู่แหละ จะเอาพลังของจิตให้ถอย ถอยไม่ได้นะ พุ่ง ๆ เจ้าของจะตายมันยังไม่ถอย คิดดูซิว่าสู้เขาอะไรไม่ได้นี้ยังเหลือแต่ปากมันยังด่าแม่เขาได้ ก็คือว่าอันนี้มันยังสู้ได้ ความหมายว่าอย่างนั้น

อันนี้ก็เหมือนกัน กำลังอะไรมีฟัดมันตลอด หมดลมหายใจแล้วถึงจะหยุด จนกระทั่งพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นมรณภาพ แต่ก่อนเราไม่เคยคิดนะว่าใครจะสังเกตสังกาเราอยู่ ว่าเราเป็นพระเช่นไร เรา ปฏิบัติยังไงต่อยังไง ไม่เคยสนใจกับใครนอกจากดูตัวเองสนใจเจ้าของตลอดเวลาเท่านั้น เวลาไปเที่ยวก็ออกองค์เดียว ๆ ตลอด ทีนี้พอพ่อแม่ครูจารย์มั่นมรณภาพ พระเกาะพึ่บเลยนะพระอันดับแรกนะ ไม่มองเห็นตัวเลย ไม่ทราบมาจากทิศใดแดนใด รุมเหมือนเขาไปล่าเนื้อ กูตายที่นี่มันยังไงนักหนาที่นี่

แต่ก่อนเราไม่เคยคิดนี่ มันไม่มีที่เกาะละซิ พึ่บ ๆ อยู่กับพระกับเณรมาตั้งแต่พ่อแม่ครูจารย์มั่นมรณภาพจนกระทั่งถึง พ.ศ. ๒๔๙๓ นะท่านมรณภาพ พ.ศ. ๒๔๙๘ ช่วงนี้ละช่วงพระรุมละ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๓ ไปจนกระทั่งถึง พ.ศ. ๒๔๙๘ ออกจากนั้นก็พาโยมแม่บวช ลงไปจำพรรษาที่จันท์ จากนั้นก็ประชาชนรุมละนะ พอเอาโยมแม่ไปบวชแล้วก็เหมือนกับผูกมัดแม่ไว้แล้วลูกไม่ต้องมัดมันก็อยู่เอง เหมือนวัวเหมือนควายนั่นผูกแม่ไว้เท่านั้นลูกไม่ต้องผูกมัดแหละมันอยู่เองใช่ไหม อันนี้ก็เอาแม่ผูกไว้แล้ว ลูกมันอยู่เอง นั่นละคนถึงเข้าติดเกาะติด

ไปทางเมืองจันท์ ได้เทศน์ออกสังคมก็ไปเทศน์ที่เมืองจันท์ เทศน์เหล่านั้นก็เทศน์แต่ไม่ได้อะไรนัก เมืองจันท์นี่ โห เหนียวแน่นมากนะ ศรัทธาสำคัญมากนะ วันเสาร์ วันอาทิตย์ วันพระนี้คนเต็มอยู่นู่น สถานีทดลอง ไปฟังเทศน์เต็มอยู่ เขายังมาพูดอวดท่านพ่อลีเสียด้วยนะ เขาไม่รู้ว่าเรากับท่านพ่อลีคุ้นกันมาตั้งแต่เมื่อไร เขาไปแล้วก็เอามาคุยโม้กับท่านพ่อลี ท่านพ่อลีท่านอยู่วัดป่าคลองกุ้ง ท่านพ่อเดี๋ยวนี้ได้พระองค์สำคัญองค์หนึ่งแล้ว มาอยู่ที่วัดสถานีทดลอง สำคัญอะไรท่านก็ว่าซิ ความจริงคุ้นกันมาตั้งแต่เมื่อไรเขาไม่รู้ เขาว่า ท่านอาจารย์มหาบัว อู๊ย เทศน์น้ำไหลไฟสว่างไปเลย ว่าอย่างงั้นแล้วก็คุยให้ท่านฟังนะ มันต้องอย่างงั้นซิ เวลาท่านตอบ มันต้องอย่างงั้นซิ ความจริงรู้กันมาตั้งแต่เมื่อไร เขาจะไปรู้อะไร เพราะฉะนั้นถึงมาพูดคุยโม้ให้ท่านฟัง ท่านก็อดหัวเราะไม่ได้ ท่านก็ มันต้องอย่างงั้นซิ ท่านก็ว่าเท่านั้นละ

นี่พูดถึงเรื่องเกี่ยวข้องกับสังคมนะ ๒๔๙๘ ละประชาชนญาติโยมนี้หนาขึ้น ๆ เรื่อย ๆ จนกระทั่งทุกวันนี้ ทั้งพระทั้งเณรทั้งประชาชน เราหมดกำลังแล้วเดี๋ยวนี้ มีแต่ความวิตกวิจารณ์ถึงลูกถึงหลานบ้านเมืองของเรา ถ้าใคร ๆ ไม่มีขื่อมีแป ไม่เอาธรรมไปเป็นข้อบังคับบัญชาแล้วจะฉิบหายนะ จะล่มจมจะเสียท่าให้กิเลส ความฉิบหายวายปวงจะไหลเข้ามาสู่ตัวของเรา ความสง่าราศีจะหมดไป ๆ มีแต่กิเลสมันเอาไปถลุงหมด ธรรมะภายในจิตใจไม่มีเหลือก็หาความเป็นสง่าราศี หาความเป็นศักดิ์ศรีดีงามไม่ได้แล้ว ถ้าเราไม่ได้สนใจรีบปฏิบัติตัวของเราตั้งแต่บัดนี้ไป

เพราะธรรมเป็นเครื่องประดับให้สดสวยงดงาม ไม่มีอะไรสง่างามยิ่งกว่าธรรม นี่ละความประพฤติของเราทั้งหญิงทั้งชายจะเป็นผู้มีคุณค่า เงินทองข้าวของมีได้หาได้ เสียไปได้เป็นธรรมดา แต่คุณงามความดีที่จะเป็นสมบัติของตัวแต่ละคน ๆ ให้เป็นคนมีสง่าราศีนี้เป็นของหายากยิ่งกว่าเงินทองนะ ให้ลูกหลานทั้งหลายจำเอาไว้

วันนี้เอาละเทศน์เพียงเท่านั้น


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก