ธรรมชาตินี้....
วันที่ 22 มิถุนายน 2537 เวลา 19:00 น. ความยาว 63.3 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๓๗

ธรรมชาตินี้....

 

อายุสังขารแก่เข้าเท่าไร ชำรุดลงมากน้อยเพียงไรในวันหนึ่ง ๆ ของปัจจุบันที่เป็นอยู่วันหนึ่ง ๆ นี้ ความเป็นห่วงเพื่อนฝูงในวงปฏิบัติด้วยกัน รู้สึกว่ามีกำลังมากขึ้นโดยลำดับ แม้ในสำนักของเราที่รู้อยู่เห็นอยู่ อยู่ด้วยกันตลอดเวลา แต่กิริยาอาการที่แสดงออกในแง่มุมต่าง ๆ ก็ไม่พ้นที่จะถูกต้องติจนได้ เพราะความไม่รอบคอบนั้นแลเป็นสำคัญ แล้วความไม่รอบคอบในกิจการเหล่านี้ ก็ส่อไปถึงความไม่รอบคอบในการบำเพ็ญตนเพื่อแก้กิเลสอาสวะประเภทต่าง ๆ ไปในตัวนั้นด้วย จึงอดวิตกกังวลกับเพื่อนฝูงไม่ได้

ผู้อยู่มานานมีเยอะ ผู้เข้ามาเป็นลำดับลำดา ไม่ทราบว่าเข้ามาแบบใดอยู่แบบใดไปแบบใด หรือเข้ามาแบบไหนก็อยู่แบบนั้น และไปแบบนั้นดังที่เคยเป็นมาแล้วนั้น ส่วนมากมักจะเป็นดังที่ว่านี้จึงเป็นห่วง เรื่องกิเลส คำว่ากิเลส ๆ เป็นธรรมชาติอันหนึ่งที่กลมกลืนกันกับใจดวงรู้ ๆ นี้ ถ้าจะว่ามืดก็มืดมิดปิดตามองไม่เห็นใจเลย สักแต่ว่ารู้ แต่สิ่งที่เราไม่คิดไม่คำนึงว่าเป็นอะไรนั้น นั้นแลเป็นเจ้าอำนาจบังคับจิตใจของโลกอยู่ตลอดเวลา

คำว่าโลกนั้นหมายถึงจิตแต่ละดวง ๆ ของสัตว์โลกมีมนุษย์เป็นสำคัญ ย่นเข้ามาสู่วงปฏิบัติของเราแต่ละรูปละนาม มีธรรมชาตินี้เป็นเครื่องปกคลุมหุ้มห่อเอาไว้อย่างมิดตัว ไม่อาจทราบได้อย่างง่ายดาย เพราะเป็นสิ่งที่ลึกลับมาก สลับซับซ้อนมาก แง่งอนพรรณนาไม่จบพรรณนาไม่สิ้นที่ธรรมชาตินี้แสดงออกรอบตัวของมัน และทำงานของตัวเองโดยอัตโนมัติอยู่ภายในจิตใจของโลก สร้างวัฏวนวัฏจักรให้หมุนรอบจิตใจอยู่ตลอดเวลา จนสติธรรมปัญญาธรรมหาทางเล็ดลอดออกไม่ได้ ถ้าไม่เอาจริงจังแล้วจะไม่มีทางเล็ดลอด อันนี้เป็นสิ่งที่เรามีความวิตกกังวลมากกับเพื่อนฝูง

เท่าที่เคยปฏิบัติมานี้รู้สึกว่าหนักเอามากจริง ๆ ขั้นล้มลุกคลุกคลานก็ทุกข์ไปประเภทหนึ่ง ขั้นพอตั้งเนื้อตั้งตัวได้บ้างแล้วก็เป็นความทุกข์เพราะการตะเกียกตะกายอีกประเภทหนึ่ง คำว่าความทุกข์ ๆ นี้ล้วนแล้วตั้งแต่ทุกข์จากการต่อสู้กับธรรมชาตินี้ทั้งนั้น จนจิตก้าวเดินทางปัญญา พอรู้ทางเข้าทางออกทางแก้ไขทางหลบหลีกปลีกตัวได้บ้างก็ทุกข์ไปอีกแบบหนึ่ง ทุกข์ไปตลอดที่ต่อสู้กับธรรมชาตินี้ แต่ความทุกข์เหล่านี้ที่กล่าวมาเป็นความทุกข์ที่มีคุณค่า เป็นความทุกข์ที่จะเป็นไปเพื่อทางออกทางหลุดพ้นโดยลำดับลำดาของความเพียร และความทุกข์ที่ได้รับในเวลาประกอบความเพียรนั้น ไม่เหมือนความทุกข์ของโลกทั้งหลายที่ทุกข์อยู่โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

ทุกข์เพราะความโลภก็ไม่รู้ตัว โลภมากโลภน้อยโลภเท่าไร ถือความโลภนั้นเป็นสิริมงคลแก่ตน ถือความโลภนั้นว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เป็นสิ่งที่เพิ่มความมีคุณค่าของตนขึ้นเป็นลำดับ โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวว่าความโลภนี้เป็นการสร้างภพสร้างชาติให้หนาแน่นเข้าไปทุกวัน ๆ และสร้างทุกข์ขึ้นในระยะเดียวกันระดับเดียวกันไปตลอด เพราะฉะนั้นธรรมชาตินี้จึงไม่ยอมให้สัตว์โลกได้หลุดพ้นไปได้ เพราะสัตว์โลกไม่รู้เนื้อรู้ตัวว่าความโลภนี้เป็นภัยแก่ตน ยังกลับเห็นว่าเป็นคุณ ถ้าไม่ได้โลภ ไม่ได้อะไรตามความโลภแล้วรู้สึกเป็นความเสียใจไปอย่างนั้น ก็ยิ่งเพิ่มเป็นสองขั้นสามขั้นขึ้นไปโดยลำดับลำดา นี่พูดถึงเรื่องความโลภก็เป็นอย่างนี้ที่โลกไม่เห็นภัยของมัน

มันเป็นเนื้อเป็นหนังเป็นตนเป็นตัวอยู่กับตัวของเราโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย นี่ซิสำคัญมาก เรื่องราคะตัณหาก็ดีดก็ดิ้น เรื่องความโลภกับเรื่องราคะตัณหานี้ไปด้วยกัน เป็นใหญ่เป็นโตด้วยกัน ถ้าเป็นมิตรเป็นสหายก็เรียกว่าแยกกันไม่ออก ความโกรธนั้นเป็นเครื่องกลมกลืนไปในตัวนั้น ถ้าพอใจก็เกิดกิเลสประเภทหนึ่งขึ้นมา ถ้าไม่พอใจก็เกิดความฉุนเฉียวหงุดหงิดอย่างน้อย มากกว่านั้นถึงเป็นความโกรธความแค้นขึ้นมา ถึงกับต้องผูกกรรมผูกเวรและฆ่าตีบีโบยซึ่งกันและกันให้พินาศฉิบหายไปได้ ก็เกิดกิเลสประเภทหนึ่ง ๆ ขึ้นมา เพราะกิเลสที่กล่าวมาเหล่านี้ละเอียดมาก

นี่เป็นธรรมชาติหนึ่งที่อยู่ภายในจิตใจของสัตว์โลกทุก ๆ ตัวสัตว์ เว้นจิตของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ท่านเท่านั้น นอกนั้นไม่มีเว้น เต็มไปด้วยธรรมชาตินี้ และสัตว์ทั้งหลายที่จมดิ่งอยู่กับสิ่งนี้ครอบงำไว้นั้น ไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ว่าจะหลุดพ้นจากธรรมชาติที่กดขี่บังคับอยู่นี้ไปได้เมื่อไร ดิ้นดีดไปตามเพลงของมันที่พาให้ดิ้นให้ดีด ได้รับความทุกข์ความทรมานมากน้อยเพียงใดก็ไม่คิดหาทางออก ไม่รู้ว่าทางออกเป็นอย่างไร สัตว์โลกทั้งหลายจึงอยู่กันด้วยความดีดความดิ้น ความไม่ลืมหูลืมตา นี่เราพูดถึงเรื่องมีธรรมะเข้าเป็นเครื่องเทียบเคียงที่ทำให้รู้ได้ ไม่งั้นไม่มีทางรู้ทางละได้และทางพ้นไปได้เลย

โลกที่อยู่ด้วยอำนาจของกิเลสซึ่งเป็นข้าศึกของธรรมนี้ อยู่ด้วยความมืดความบอดความดิ้นรนกระวนกระวาย ไม่ทราบทางออกอยู่ทางไหน ดิ้นอยู่อย่างนั้น ทั่วแดนโลกธาตุนี้ไม่มีรายใดที่จะอยู่เป็นความสงบสุขร่มเย็นได้เลยมีแต่ดีดแต่ดิ้น อยู่ด้วยกันโดยหาจุดหมายปลายทางไม่ได้ เพราะธรรมชาตินี้พาดีดพาดิ้น และไม่พาหาจุดหมายปลายทางด้วย มีแต่ผูกมัดรัดรึงไว้ให้อยู่ในอำนาจของมัน หากว่าเป็นสัตว์เป็นบุคคลก็เรียกว่าเป็นเสือร้ายตัวสำคัญ ๆ นั่นแล

ความโลภก็เป็นเสือร้ายตัวหนึ่ง ราคะตัณหาก็เป็นเสือร้ายตัวหนึ่ง ความโกรธก็เป็นปู่ย่าตายายของเสือร้ายเหล่านี้ ครอบอยู่ในหัวใจของโลก แต่โลกก็เพลินกับเสือร้ายเหล่านี้มาเป็นประจำตั้งแต่กาลไหน ๆ ไม่มีทางที่จะคิดหรือระลึกได้บ้างเลยว่าสิ่งเหล่านี้เป็นภัย และจะเป็นไปอย่างนี้ตลอดกัปตลอดกัลป์ไม่มีที่สิ้นสุดยุติ นี่เรื่องธรรมชาติของโลก เรื่องธรรมชาติของสิ่งที่ครอบงำสัตว์โลกให้หมุนไปเวียนมาอยู่ เป็นไปทำนองนี้ตลอดไป

สำหรับเราผู้ปฏิบัติได้เห็นเหตุเห็นผล ได้คิดเรื่องอย่างนี้อย่างไรบ้างหรือไม่ นี่ที่วิตกถึงเพื่อนฝูงผมวิตกอันนี้มากมายเวลานี้ เพราะธรรมชาตินี้รู้สึกว่า ถ้าพูดถึงเรื่องความเคียดแค้นเป็นคู่กรรมคู่เวรก็ กับหัวใจเรานี้รู้สึกว่าจะเป็นขมิ้นกับปูนเลย เป็นคู่เดือดคู่แค้นคู่กรรมคู่เวร คู่ต่อสู้คู่สังหารซึ่งกันและกัน ถ้าธรรมชาตินี้ไม่ม้วนเสื่อลงไปเสียเท่านั้นเราก็ต้องม้วนเสื่อ เพราะความเคียดแค้นเนื่องจากธรรมชาตินี้เป็นพิษเป็นภัยมาก และมีกลอุบายวิธีการต่าง ๆ ครอบงำจิตใจของเราได้ทุกแบบทุกฉบับ หาทางรู้เรื่องของมันได้ยากมากที่สุด

ทั้ง ๆ ที่เราเป็นนักปฏิบัติเป็นผู้ปฏิบัติ บำเพ็ญเพื่อจะแก้จะถอดจะถอนจะทำลายสิ่งเหล่านี้ แต่ในขณะเดียวกันกลับถูกมันมัดเราโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ให้ดีดให้ดิ้นไปตามมันเสียจนได้ อันนี้ละที่น่าวิตกมาก จึงขอให้ท่านทั้งหลายได้พินิจพิจารณาให้มาก โลกนี้เป็นไปด้วยความวุ่นวายเพราะอันนี้เท่านั้น ไม่มีสิ่งใดทำโลกให้วุ่นวายยิ่งไปกว่ากิเลสตัวมันฝังอยู่ภายในจิตใจ เพราะฝังอยู่ทุกดวงจิต เป็นสัตว์ก็ฝังและดีดดิ้นไปแบบหนึ่ง เป็นมนุษย์ก็ฝังและดีดดิ้นไปอีกแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นชาติชั้นวรรณะใดธรรมชาตินี้พาให้ดีดให้ดิ้นไปคนละทิศละทาง สุดท้ายก็ม้วนเสื่อลงในวัฏจักรวัฏวนวัฏทุกข์อันเดียวกัน ไม่ได้นอกเหนือไปจากนี้เลย มาตั้งกัปตั้งกัลป์

จึงน่าอิดหนาระอาใจสำหรับท่านผู้พ้นไปแล้ว มองลงมาดูโลกดูสงสารที่เต็มไปด้วยสิ่งนี้พัวพันรัดรึงจนมองหาตัวไม่เห็น คำว่ามองหาตัวคือมองหาใจ มองหาวี่แววของใจ ความสง่าราศีของใจไม่มี มีแต่สิ่งเหล่านี้ครอบงำไปเสียจนหมด เกิดก็เกิดมาเพราะธรรมชาตินี้พาให้เกิด ความเป็นอยู่ก็ธรรมชาติอันนี้พาให้เป็นอยู่ พาให้หมุนให้เวียนอยู่ตลอดเวลา เวลาตายก็หาจุดหมายปลายทางไม่ได้ ก็คือธรรมชาติอันนี้ไม่สร้างจุดหมายปลายทางให้ผู้หนึ่งผู้ใด มีแต่พาให้ดีดให้ดิ้นอยู่ตลอดเวลาอย่างนี้

เพราะฉะนั้นผู้ปฏิบัติจงทำใจให้หนักแน่นให้มั่นคงทุกสิ่งทุกอย่างอย่าเหลาะแหละ ถ้าอยากหลุดพ้นจากกงกรรมแห่งวัฏจักรนี้ไปโดยลำดับลำดา และไปเสียโดยสิ้นเชิงไม่มีเหลือแล้ว จงทุ่มเทกำลังความสามารถทุกด้านลง เพราะภัยของมันนี้เทียบกันได้กับเสือร้ายตัวสำคัญ ๆ นั้นแล ที่มันฝังอยู่ภายในจิต แต่มันไม่ให้รู้ว่ามันเป็นเสือร้ายนั่นซิโลกถึงได้หลง ถ้าได้รู้ว่ามันเป็นเสือร้ายใครล่ะจะกล้าเข้าไปแอบมันได้ แม้แต่เด็กก็ยังกลัวถ้าเข้าใจว่าเป็นเสือและรู้ว่าเป็นเสือแล้ว เด็กก็ยังไม่กล้าเข้าไปหามันได้

นี่ก็เพราะไม่รู้ว่ามันเป็นเสือร้ายฝังอยู่ในหัวใจ กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างในบรรดากิริยาของเราที่จะทำความดิบความดี มันจะกลืนไปโดยลำดับลำดา เมื่อสติปัญญายังไม่ทันมันเป็นอย่างนั้น ถ้าว่าความเพียรก็ ความขี้เกียจขี้คร้าน ความท้อแท้เหลวไหลก็แอบกินไป ๆ ในนั้น สติตั้งไปความเผลอก็แอบกินไป นี่เป็นอย่างนั้นนะ ปัญญาคิดขึ้นพอที่จะเป็นเหตุเป็นผล มันก็นำเถลไถลออกนอกลู่นอกทางไปเป็นโลกเป็นสงสาร เป็นสัญญาอารมณ์เป็นสมุทัยไปเสีย กลืนไปอีกแบบหนึ่ง ๆ อย่างนั้น

นี่เป็นธรรมชาติที่ลึกลับสลับซับซ้อนมากที่สุด เกินกว่าสติปัญญาธรรมดาของเราทั้งหลายจะรู้ได้ นอกจากผู้ที่ท่านปฏิบัติและผ่านพ้นไปแล้วนั้น มองเห็นหมดรู้หมด และเกิดความสลดสังเวชในบรรดาสัตว์โลกด้วยกัน ที่เกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน แต่ไม่มีจุดหมายปลายทางว่าจะออกได้เมื่อใด พ้นไปได้เมื่อไรจากกงจักรอันนี้ นี่เป็นสิ่งที่น่าคิดมากสำหรับเราผู้ปฏิบัติทั้งหลาย

เราอย่าคุ้นเราอย่าชิน สิ่งเหล่านี้มีแต่กลมายาของกิเลสแสดงออกทั้งนั้น ทั่วโลกดินแดนไม่มีกิริยาอันใดแสดงออก ธรรมจะเท่ากับแสงหิ่งห้อยนี้ก็ไม่มีในโลกอันนี้ว่าอย่างนั้นเลย โลก ทั่วโลกดินแดนนี้ มีแต่ธรรมชาตินี้แสดงตัวทั้งนั้น ไม่ว่าในสัตว์ไม่ว่าในบุคคล สัตว์จะมีจำนวนมากน้อยเพียงไรก็ตาม บุคคลจะมีทั่วโลกดินแดนก็ตาม มีแต่ธรรมชาตินี้พาให้หมุนให้เวียนให้เป็นไปทั้งนั้น ไม่มีใครจะเหนือมันได้

นี่เราได้อาศัยธรรมเป็นเครื่องยึดเครื่องเกาะ เราจะยึดก็ให้ยึด จะเกาะก็ให้เกาะ จะเพียรก็ให้เพียร จะพยายามบากบั่นหันหน้าเข้าสู่อรรถสู่ธรรม เอาชีวิตจิตใจเข้าแลกเข้าเปลี่ยน หรือถวายชีวิตต่อพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เพื่อสังหารกิเลสก็ทุ่มลงไป อย่าเสียดายวัฏจักร วัฏจักรคือวัฏทุกข์นั้นแหละ ไม่อยู่ที่ไหนอยู่ที่นี่แห่งเดียวกัน

นี่วิตก แก่มาเท่าไรยิ่งวิตก ทำงานไม่ได้ การเทศนาว่าการสั่งสอนหมู่เพื่อนไม่ได้ยิ่งเป็นห่วงเป็นใย เพราะธรรมชาตินี้แสดงเปลว ถ้าหากว่าจรดเมฆก็เลยเมฆไปเสียไม่ใช่จรดเมฆ ถ้าว่าอะไรก็เลยอันนั้นไปเสีย ว่าอะไรสูงก็เลยสิ่งที่สูง ๆ นั้นไปเสียทุกอย่าง คือธรรมชาตินี้แล แต่กล่อมสัตว์โลกให้ลืมเนื้อลืมตัวนี้ไม่มีอะไรเกินธรรมชาตินี้ โลกที่มั่วสุมกันอยู่ด้วยมูตรด้วยคูถ คือ รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัสต่าง ๆ ซึ่งเทียบกับมูตรกับคูถ โลกทั้งหลายก็ปีนป่ายกันอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา หาความเบื่อหน่ายอิ่มพอว่าสิ่งเหล่านี้จะต้องพลัดพรากจากไปอย่างนี้ ซึ่งเท่ากันกับคูถนั้นไม่มี มีแต่พากันดีดกันดิ้น จะเป็นจะตายก็ตาม ขึ้นชื่อว่าเป็นเรื่องของกิเลสแล้วหวานคอไปหมด ไม่มีใครจะรู้เนื้อรู้ตัว มันจึงได้หลอกเอาเต็มที่เต็มฐาน โดยไม่มีใครแสดงท่ารับท่าต่อสู้มันบ้างเลย

ถ้าไม่มีธรรมของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์มาโปรดมาประพรมด้วยแล้ว ยังไงก็ไม่มีทางหลุดพ้น เคยอยู่มาฉันใดเป็นมาฉันใด ทุกข์มากน้อยมาฉันใดก็จะเป็นไปฉันนั้น ๆ จะไม่มีช่องทางที่จะหลุดพ้นออกไปได้เลย แต่นี้เราก็เป็นนักบวชด้วย ถือพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาชั้นเอกด้วย ก็ควรที่จะประพฤติตัว ทำตัวให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย การประพฤติปฏิบัติอย่าเหลาะแหละอย่าคลอนแคลน นิสัยให้จริงจังทุกอย่างทำอะไร ไม่อย่างงั้นไม่ทันการณ์

กิเลสนี้แหลมคมมากจริง ๆ เกินกว่าที่จะนำมาพูด โน่นให้รู้ในเวลาเข้าข้าศึกระหว่างกิเลสกับธรรมพอฟัดพอเหวี่ยงกันแล้ว นั้นแลเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เวลายังไม่มีสติปัญญาพอฟัดพอเหวี่ยงกัน ยังไม่รู้ลวดลายของกิเลสว่าเป็นอย่างไร ต่อเมื่อมีลวดลายของธรรม มีสติธรรม ปัญญาธรรมเข้า จนกระทั่งถึงมหาสติมหาปัญญาธรรมเข้าไปแล้ว นั้นแหละเราจะได้เห็นลวดลายของกิเลสที่ว่าละเอียดแหลมคมขนาดไหน ถ้าจะพูดถึงโวหารนำมาเทศนาว่าการเกี่ยวกับเรื่องราวการฆ่ากิเลสสู้กับกิเลสนั้น นำมาพูดไม่ได้เพราะละเอียดลออเป็นอยู่กับผู้ที่เป็นนี่เท่านั้น คือรู้อยู่กับผู้ที่เป็นนี่เท่านั้น ละเอียดไหมกิเลสถึงขนาดนั้น

มหาสติมหาปัญญาเร็วขนาดไหน คำว่ามหาสติมหาปัญญา ไม่รวดไม่เร็วไม่เรียกมหาสติมหาปัญญา นั่นเราจึงจะเห็นมหาของกิเลสอีก กิเลสมันก็เป็นมหาอีกขั้นหนึ่งจนกระทั่งถึงอวิชชา นั้นละตัวยอดของสมุทัยตัวยอดของวัฏจักร ต้องเป็นเรื่องมหาสติมหาปัญญานี้เท่านั้นที่จะเข้าสังหารกันได้ แต่ก่อนที่จะสังหารกันได้นี้ก็ต้องฟัดกันอย่างเต็มเหนี่ยว ๆ ทีเดียว ไม่มีใครคิดเรื่องชีวิตจิตใจของใครแหละ

ถ้าพูดถึงเรื่องว่ากิเลสมีวิญญาณเป็นสัตว์เป็นบุคคลก็เรียกว่า กิเลสก็ไม่คิดชีวิตต่อสู้กับธรรม ธรรมก็ไม่คิดชีวิตที่ต่อสู้กับกิเลส ระหว่างธรรมกับกิเลสที่ฟัดกันในเวลาที่เกรียงไกร ต่างอันต่างเกรียงไกรแล้วนั้น โวหารอันนี้นำมาพูดไม่ได้ว่าต่อสู้กันอย่างไร ๆ พูดไม่ได้ รู้ได้เฉพาะ ๆ ในเวลาที่ฟาดฟันหั่นแหลกกันเท่านั้น นอกนั้นรู้ไม่ได้ นำมาพูดไม่ได้

นี่ละเราจะได้เห็นความความละเอียดแหลมคมของกิเลสเห็นกันตอนนี้ เห็นกันตอนสติปัญญามีความแก่กล้าสามารถ เริ่มไปตั้งแต่สติปัญญาอัตโนมัติที่เรียกว่าภาวนามยปัญญานี้ไปโดยลำดับลำดา จนก้าวเข้าสู่มหาสติมหาปัญญา เราจะได้เห็นเรื่องกิเลสประเภทต่าง ๆ ที่มันออกมาต่อกรกับเราหรือว่านำออกมา ได้แก่อวิชชานั้นแหละเป็นผู้นำออกมาต่อกรกับสติปัญญา กับมหาสติมหาปัญญาของนักปฏิบัติทั้งหลาย เราจะได้เห็นความละเอียดแหลมคมของมันที่มาเป็นฉาก ๆ เป็นระยะ ๆ ต่อสู้กันเป็นระยะ ๆ พลิกแพลงเปลี่ยนแปลงหลายสันพันคม

ถ้าจะเทียบก็เหมือนนักมวยแชมเปี้ยนเขานั่นเอง นี่เทียบความเร็ว เพียงเทียบเท่านั้นนะ แชมเปี้ยนก็ไม่มีรวดเร็วอะไรเพราะเป็นร่างกาย อันนั้นเป็นกระแสของจิต เป็นกระแสของธรรม เป็นกระแสของกิเลส เป็นสิ่งที่ละเอียดแหลมคมมากเกินกว่าที่ใครจะคาดจะหมายได้ ถ้าไม่ใช่ผู้เป็นนั้นเสียเอง รู้เองเห็นเองไม่ต้องคาดต้องหมาย

นี่ละเมื่อถึงขั้นนี้แล้วเป็นขั้นที่เห็นโทษของกิเลส เห็นอย่างใจหาย ไม่ตายก็ต้องสู้ เอาให้กิเลสตาย กิเลสไม่ตายเราต้องตาย คำว่าแพ้-แพ้ไม่ได้เลย หมุนตัวเป็นเกลียวไปเลยเพราะเห็นโทษของมันอย่างถึงใจ ๆ ไม่มีอะไรเปรียบเทียบแล้ว เพราะฉะนั้นความเพียรจึงหมุนเป็นธรรมจักรตลอดเวลา แล้วเราจะได้เห็นลวดลายของกิเลสที่ต่อสู้กับธรรมเป็นระยะ ๆ เป็นวรรคเป็นตอน เป็นขั้นเป็นตอน เป็นลำดับลำดาในเวลานั้น ๆ

สติปัญญาเราก็จะรู้เห็นในเวลานั้นเช่นเดียวกัน ว่าต่อสู้กับกิเลสต่อสู้ด้วยวิธีใด การหลบหลีกปลีกตัวหรือการสังหารกัน สังหารวิธีไหนนี้พูดไม่ถูกพูดไม่ได้ ต้องเป็นผู้เป็นเสียเท่านั้น ถ้าเป็นผู้เป็นแล้วไม่ต้องถามใคร หากรู้ในตัวเองไม่ต้องไปศึกษาจากผู้ใด เมื่อถึงธรรมขั้นนี้แล้วจะเป็นหลักธรรมชาติ เหมือนกับว่าสอนอยู่ในตัวเอง สติปัญญาฟิตตัวเอง ๆ ขึ้นมาเรื่อย ๆ เอาจนทัน ๆ เพราะมีแต่จะเอาให้ม้วนเสื่อ ให้กิเลสม้วนเสื่ออย่างเดียว คำว่าจะลดหย่อนผ่อนผันจึงมีไม่ได้

นี่ละภาษาธรรม ระหว่างกิเลสกับธรรม อันนี้นำมาพูดไม่ได้ เป็นเรื่องของผู้ปฏิบัติเรียกว่า สนฺทิฏฺฐิโก รู้เองเห็นเองสำหรับผู้ปฏิบัตินี้เท่านั้น ทีนี้เวลากิเลสมันหมดสติกำลังความสามารถของมันทุกสิ่งทุกอย่างเพราะอำนาจแห่งสติปัญญาที่เป็นธรรมจักร หรือว่ามหาสติมหาปัญญาสังหารมันม้วนเสื่อลงเสียเท่านั้น โลกธาตุนี้ว่างไปหมด ไม่มีอะไรที่จะมากีดมาขวาง โลกจะกว้างแสนกว้างไกลแสนไกลขนาดไหนประมาณไม่ได้ก็ตาม ก็ว่างไปเหมือนกันหมด

ทีนี้ก็ยิ่งจะทำให้เห็นได้ชัดรู้ได้ชัดว่า ฤทธิ์อำนาจของกิเลสที่มันครอบงำสัตว์โลกนี้ มีมันเท่านั้นที่ขวางโลกอยู่จนตีบตันอั้นตู้หาทางไปไม่ได้ โลกกว้างแสนกว้างหาทางไปไม่ได้เพราะกิเลสปิดตัน เมื่อกิเลสได้ม้วนเสื่อลงไปหมดแล้ว โลกธาตุนี้ว่างเปล่าไปหมดไม่มีอะไร จึงได้เห็นโทษของมันอย่างชัดเจนว่า มีกิเลสเท่านั้นกีดขวางโลกธาตุนี้ ให้สัตว์ทั้งหลายก้าวไม่ออกไปไม่ได้ ตายกองกันอยู่นี้ไม่รู้กี่กัปกี่กัลป์ก็ไม่รู้ทางไป มีแต่ทางเกิดทางตาย ๆ หมุนกันไปหมุนกันมาสลับซับซ้อน

ไม่มีอะไรที่จะสับสนปนเปสลับซับซ้อนมาก หรือหนาแน่นมากยิ่งกว่าสัตว์ทั้งหลายที่ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายสับปนกันอยู่ตลอดเวลานี้ แล้วเป็นมาอย่างนี้ตลอด ยังจะเป็นไปอีกตลอดเวลา นี่คือเรื่องของกิเลสทำสัตว์โลกให้หมุนให้เวียนขวางโลกอยู่ตลอดเวลา คือกิเลสนั่นเอง ขวางโลกธาตุนี้ก็คือกิเลสสิ่งอื่นไม่มีอะไรขวาง เราอยากจะรู้ชัดเห็นชัด เอ้า พังกิเลสลงออกจากหัวใจเสียอย่างเดียวเท่านั้นจะโล่งไปหมดเลย เวิ้งว้าง ไม่มีอะไรที่จะมาขวางจิตใจอีกแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ทำให้รู้ได้ชัดเจนว่ามีกิเลสเท่านั้นกีดขวางจิตใจ กีดขวางโลกธาตุ ปิดบังไว้หมดให้สัตว์หาทางออกไม่ได้ก็คือกิเลสนี่เท่านั้นเป็นภัยมหาภัย เป็นทุกข์มหันตทุกข์ก็เพราะกิเลสนี้เป็นผู้สร้าง อย่างอื่นอย่างใดไม่มีสร้าง มีแต่กิเลสเท่านั้น

เห็นโทษไหมท่านทั้งหลายที่เทศน์ให้ฟังวันนี้เห็นไหม นี่ละโทษของกิเลสเก่งขนาดนั้นละ ความละเอียดแหลมคมของมันถึงขั้นที่ควรจะรู้ลวดลายของกันและกันดังที่กล่าวมาแล้วนี้ รู้ปิดไม่อยู่ แล้วเวลากิเลสจะม้วนเสื่อก็รู้ปิดไม่อยู่อีกเหมือนกัน พังด้วยอำนาจของธรรมนี่ขอให้สร้างขึ้นมาเถิด สติปัญญาเป็นสิ่งที่สร้างได้อบรมได้ ฝึกหัดดัดแปลงให้มีความเกรียงไกร หรือให้มีความเฉลียวฉลาดแหลมคมได้โดยลำดับ ถ้าเป็นไปไม่ได้พระพุทธเจ้าก็เป็นศาสดาเอกไม่ได้ และนำเรื่องธรรมเหล่านี้มาสอนโลกไม่ได้เหมือนกัน

นี่ธรรมที่ทรงนำมาสอนโลกอยู่นี้ เพราะพระองค์ได้ทรงไว้แล้วทุกสิ่งทุกอย่างจึงนำมาสอนโลก เราผู้ปฏิบัตินี้เท่ากับล้างมือเปิบเท่านั้น ทำไมจะต้องเกียจคร้านอ่อนแอท้อแท้เหลวไหล จะตายกองกันอยู่ในวัฏสงสารนี้โดยไม่เห็นโทษเห็นภัยอะไรเลยนี้ มันเกินไปแล้วนะนักปฏิบัติเรา เป็นพระด้วยเป็นนักปฏิบัติด้วย

ไม่มีอะไรที่จะร้อนยิ่งกว่าไฟของกิเลสเผาสัตว์โลก ราคคฺคิ ก็ร้อนเป็นฟืนเป็นไฟ แต่กิเลสพอใจมากที่สุด นั่น กล่อมดีไหม ไม่มีอะไรที่จะร้อนยิ่งกว่าไฟคือราคะ ท่านจึงเรียกว่า ราคคฺคิ ไฟคือราคะร้อนแผดเผาที่สุดเลย แต่โลกทั้งหลายชอบที่สุด คำว่าโลกทั้งหลายชอบที่สุดก็คือกิเลสมันชอบที่สุด ให้ชอบที่สุด บีบบังคับให้ชอบที่สุด โลกจึงไม่มีความอิ่มพอในสิ่งเหล่านี้

เวลานี้ก็กำลังหมุนเข้าไป ๆ กิเลสประเภทนี้ กิเลสตัวนี้ที่เป็นฟืนเป็นไฟ ชมกันเต็มโลกธาตุแล้วเวลานี้ นี้ละคือชมกองฟืนกองไฟให้มันเผามันไหม้ไม่รู้เนื้อรู้ตัว นี่กิเลสพาให้ชม ธรรมะท่านตำหนิ ธรรมะของผู้ตำหนินั้นคือจอมปราชญ์ พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ตำหนิทั้งนั้น พระอรหัตอรหันต์ไม่ผ่านกองไฟนี้ไปเสียก่อนเป็นพระอรหันต์ไม่ได้ ท่านทำไมท่านจะไม่เห็นกองไฟทั้งกอง กองใหญ่ ๆ ราคคฺคิ โทสคฺคิ โมหคฺคิ โลภคฺคิ ๓ - ๔ กองนี้เผาโลก ไม่มีอันอื่นอันใดเผา

แล้วธรรมชาตินี้อยู่ที่ไหน อยู่ที่หัวใจของสัตว์โลก ไม่อยู่ต้นไม้ภูเขา ดินฟ้าอากาศที่ไหน อยู่ที่หัวใจโลก เพราะฉะนั้นหัวใจโลกจึงได้หมุนเป็นบ้าไปหมด ไม่ว่าเขาว่าเราว่าท่านว่าใครเป็นแบบเดียวกันหมดไม่รู้เนื้อรู้ตัว มันกล่อมได้ถึงขนาดนั้น ถ้าเราไม่รีบแก้ไขเสียตั้งแต่บัดนี้ ไม่เชื่อศาสดาองค์เอกแล้ว เราจะถูกมันจูงจมูกต้อย ๆ ไป มันจูงจมูกไปธรรมดาค่อยยังชั่ว มันจะจูงลงเหวลงบ่อลงนรกอเวจี เกิดตาย ๆ เต็มโลกเต็มสงสาร

อะไรจะมากยิ่งกว่าจิตวิญญาณของสัตว์โลกที่เกิดตาย ๆ และเสาะแสวงหาที่เกิดที่ตายอยู่เต็ม ไม่ว่าแผ่นฟ้าแผ่นดินใต้น้ำบนบกที่ไหน ท้องฟ้ามหาสมุทรทะเลที่ไหนไม่มีช่องว่าง มีแต่ธรรมชาติอันนี้ จิตวิญญาณของสัตว์โลกนี่เสาะแสวงหาที่เกิด เกิดแล้วตายแล้วจมในนรกละไม่ต้องพูด นรกมีขนาดไหนแน่นอยู่ตลอด อัดแน่นตลอดเวลา ก็เพราะอำนาจของความเชื่อกิเลสนั้นแหละ

ท่านจึงเรียกว่ากิเลสเป็นเหตุให้ทำกรรมจะว่าไง ทำกรรมกิเลสพาให้ทำ มันจะไปทำเพื่อบุญเพื่อกุศลอะไร มันก็ให้ทำตั้งแต่ความชั่วช้าลามกที่มันชอบ สมกับมันตำหนิธรรม เป็นข้าศึกต่อธรรมนั้นแล เมื่อผลปรากฏขึ้นมาจึงมีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้ตลอดเวลา วิบากกรรม วิปากวัฏฏ์ที่ว่านั้น กรรมก็กรรมชั่วช้าลามกนี้แหละมันเผา แล้วหมุนกันไปหมุนกันมาอยู่อย่างนี้ไม่มีคำว่าของเก่าของใหม่ หมุนแล้วหมุนเล่าอยู่อย่างนั้น เพราะคนตาบอดเดินทางจะไปรู้ได้ยังไงว่าทางเส้นไหนที่เคยมาแล้วเคยไปแล้ว เคยอยู่แล้ว ไม่เหมือนคนตาดี คนตาดีดังพระพุทธเจ้า สาวกทั้งหลายท่านมองเห็นหมดท่านรู้หมดว่าเคยเป็นยังไงต่อยังไง

พวกเรามันก็เป็นประเภทคนตาบอด แล้วยังจะสมัครใจเป็นคนตาบอดอีกอยู่เหรอ จะไม่ตั้งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติเหรอ โลกนี้เราจะหวังอะไรกับมัน เรื่องเกิดเรื่องตายเกลื่อนแผ่นดินอยู่แล้วแต่กาลไหน ๆ มาตื่นอะไรกันเวลานี้ แล้วความตื่นไปกับกิเลสหลงกลของกิเลสนี้หลงมานานสักเท่าไรแล้ว สิ่งที่กิเลสหลอกอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่พึ่งเกิดพึ่งมีมา มีมาดั้งเดิมมีมาตั้งแต่กาลไหน ๆ แล้วยังจะมีต่อไปอีก จูงสัตว์โลกให้ล่มจมไปอีกตลอดเวลา ไม่มีใครที่จะเล็ดลอดไปได้อย่างง่ายดายถ้าไม่เอาจริงเอาจัง

ธรรมพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์มาตรัสรู้ก็เหมือนฟ้าแมบ(แมบ=แลบ) สักครั้งหนึ่ง ๆ พอหมดศาสนาแล้วก็พรึบมืดตื้อ ๆ ไปอย่างนี้เรื่อย พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้แต่ละครั้ง ๆ นั้นแหละเป็นเวลาที่สัตว์โลกทั้งหลายได้หลุดได้พ้นไปจากกงกรรมทั้งหลายแห่งวัฏจักรนี้ พอผ่านจากนั้นแล้วก็มืดมิดปิดทวารเลย นี่ก็พระพุทธเจ้าของเรายังทรงพระชนม์อยู่ด้วยอรรถด้วยธรรม สวากขาตธรรมนั้นแลคือความเป็นพระพุทธเจ้า เป็นศาสดาเอกแทนพระองค์ท่านสอนไว้ ฟังซิว่า สวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้ว เราไม่เชื่อความชอบเราจะเชื่ออะไร กิเลสมันก็บอกว่ามันไม่ชอบมาตั้งแต่กาลไหน ๆ

ธรรมของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์สอนไว้หมด ว่ากิเลสมันไม่ชอบ ตัวหลอกลวงก็คือกิเลสนั่นเอง เราก็ยังชอบมันอยู่ ๆ เพราะเสน่ห์มันแรงคาถามันดี กล่อมพับเดียวเท่านี้หลับปุ๋ย ๆ เลย นี่ละที่มันน่าทุเรศนะ แล้วเรายังจะเวียนว่ายตายเกิดไปนี้อีกกี่ภพกี่ชาติกี่กัปกี่กัลป์ไม่ได้คำนึงเหรอ ความทุกข์ที่เป็นไปเพราะการต่อสู้กับกิเลสในทางความเพียรนี้มันจะทุกข์ขนาดไหน ถึงแค่ตายเท่านั้นไม่นานไม่มาก เอาลงไปซิ แต่เราที่จะไปทุกข์ทรมานอยู่ในวัฏจักรวัฏวนเพราะกิเลสหลอกลวงกิเลสต้มตุ๋นนี้ ทุกข์ไปมากขนาดไหน นานแสนนานขนาดใดเราเอามาเทียบกันซิ ความทุกข์นั้นกับความทุกข์นี้มันก็พอฟัดพอเหวี่ยงกันคนเราถ้าเทียบแล้ว ถ้าไม่เทียบก็ตายทิ้งเปล่า ๆ

มีแต่เกิดกับตาย ๆ ไม่ได้อะไรแหละ โลกอันนี้ได้แต่เกิดกับตาย ๆ เท่านั้น มันเกิดตายธรรมดาค่อยยังชั่ว ไม่ทราบมันจะไปเกิดเป็นอะไร ตายแล้วไปเป็นอะไรนี่ซิ มันเคยจมมาแล้วกี่กัปกี่กัลป์ แล้วยังจะต้องจมอยู่อีก ไม่มีคำว่าใหม่คำว่าอิ่มพอ ความจมความทุกข์ความทรมานนี้ไม่มีคำว่าอิ่มพอ ไม่มีคำว่าเป็นของเชย ๆ ไปแล้วอย่างนี้ไม่มี ไม่มีคำว่าชิน ต้องเป็นอย่างนี้ตลอดไป ถ้าไม่ตั้งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติเสียตั้งแต่บัดนี้แล้วจะไม่มีทางออกนะ

ครูบาอาจารย์ทั้งหลายก็ร่อยหรอไป ๆ นี้เคยพูดแล้วพูดเล่าเพื่อเป็นการเตือนสตินั่นเอง เราหวังอะไรกับโลกอันนี้ เราไม่ได้ตำหนิโลก เราตำหนิกิเลสที่เป็นภัยต่อสัตว์โลกต่างหาก เรื่องโลกก็โลกของกิเลสจะว่าไง ไม่ให้พูดว่าอย่างนั้นก็จะให้พูดว่ายังไง กิเลสมันอยู่กับโลกก็ต้องพูดว่าโลกซิ นี่ตัวสำคัญอันนี้ อย่าพากันเพลิดกันเพลินลืมเนื้อลืมตัว เวลานี้สิ่งที่จะยุแหย่ก่อกวนให้ได้รับความทุกข์ความลำบากอันเป็นกลมายาของกิเลส เป็นเหยื่อล่อของกิเลสนี่หนาแน่นขึ้นทุกวัน ๆ นะ

นี่เกิดมาตั้งแต่บรรพบุรุษหลวงตาบัวก็ไม่เคยเห็น สิ่งที่มันหลอกมันลวงมันต้มมันตุ๋น มันเป็นเหยื่อล่อทุกวันนี้เราไม่เคยเห็น เดี๋ยวนี้เห็นเสียแล้วมีเสียแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ใครก็เห็นใครก็รู้ มีแต่ทางล่มจม ๆ ทางให้สัตว์ทั้งหลายเพลินลืมเนื้อลืมตัวแล้วก็ล่มจม ๆ มีแต่กลมายาของกิเลสหลอกลวงสัตว์ทั้งนั้น นี่ถ้าผู้มีธรรมแล้วได้คิด สิ่งเหล่านี้เป็นหินลับปัญญาพินิจพิจารณาให้รู้ให้เห็นทางออกจนได้นั่นแหละ

นี่ไม่ได้ชินกับอะไร พูดให้หมู่เพื่อนฟังเสียเต็มหัวใจ ก็เคยพูดมาแล้วในเรื่องอรรถเรื่องธรรมอะไรก็สุดหัวใจ สุดรู้สุดเห็นสุดเหตุสุดผลทุกอย่างแล้ว อันนี้ก็เหมือนกันไม่คุ้นกับอะไร ไม่หวังพึ่งอะไรแล้ว สามแดนโลกธาตุนี้จิตมันมีหวังพึ่งอะไรไม่มี แม้ร่างกายของเราที่อยู่นี้ก็เหมือนกันกับว่า เราอยู่กับเครื่องมือ เรือนร่างอันหนึ่ง เหมือนเราอยู่ในบ้าน บ้านนี้จะพังเมื่อไร เมื่อบ้านพังเมื่อไรเราก็ออกจากบ้านนี้ ร่างกายนี้พังเมื่อไรจิตเราก็ออกจากร่างอันนี้มันก็มีเท่านั้น จะหวังพึ่งมันก็พอพึ่งพออาศัยบังแดดบังฝนเท่านั้นถ้าเป็นบ้านเป็นเรือนก็ดี จะหวังว่าเป็นสมบัติของตัวเองไม่หวังแล้ว เพราะมันจะพังอยู่แล้ว

นี่ร่างกายอันนี้ก็รู้ชัด ๆ อยู่แล้ว เรียนให้จบซี เมื่อเรียนจบแล้วก็เป็นเครื่องมืออันหนึ่งเท่านั้นหรือว่าเรือนร่างพออาศัยของจิตเท่านั้นเอง มันจะเป็นเราเป็นของเราได้ที่ไหน มันแยกกันเป็นประเภทเหมือนกับแม่น้ำสองฝั่งนั่นเอง ฝั่งนั้นฝั่งหนึ่ง ฝั่งนี้ฝั่งหนึ่ง ฝั่งโลกอันหนึ่ง ฝั่งธรรมอันหนึ่ง ฝั่งสมมุติอันหนึ่ง ฝั่งวิมุตติอันหนึ่ง ให้มันเห็นประจักษ์ในหัวใจแล้วจะสงสัยอะไรติดอะไร อะไรที่พาให้ติด

ถ้าติดอยู่จะเรียกว่าพอหรือใจ ใจของท่านผู้สิ้นแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีโลกามิสหรือกิเลสประเภทใด ๆ ที่เป็นสมมุติเข้าไปแทรกสิงภายในจิตใจแล้วโล่งตลอด พอตลอดเวลา ไปก็พออยู่ก็พอ ไม่กำหนดเรื่องป่าช้าตายแล้วจะไปที่ไหน เมื่อไรจะตายไม่กำหนดกฎเกณฑ์ให้เสียเวล่ำเวลา ความเป็นจริงหลักธรรมชาติพอเหมาะพอดีเป็นเช่นไร อยู่ตามธรรมชาติอันนั้นเท่านั้น เรียนให้จบ เรียนจบก็เรียนฆ่ากิเลสให้หมดนั่นแหละ ฆ่ากิเลสหมดก็เท่ากับเรียนธรรมเต็มภูมิเหมือนกันอยู่ในขณะเดียวกัน

อย่าหวังพึ่งอะไร พระพุทธเจ้าสด ๆ ร้อน ๆ นะ พระธรรม พระสงฆ์ สด ๆ ร้อน ๆ ทุกอย่าง ขอให้เอาเถอะ เอาให้จริงให้จัง มันไม่ได้สด ๆ ร้อน ๆ แต่กิเลสหลอกสัตว์โลกนะ ธรรมก็สด ๆ ร้อน ๆ ถ้าเรานำมาทำประโยชน์ นำมาเป็นที่พึ่งที่เกาะ ตัวของเราก็ได้รับที่พึ่งที่เกาะ ถ้าเป็นบ้ากับกิเลสตลอดเวลาก็ดังที่เห็นนี่แล้ว ตายก็ไม่มีป่าช้า คำว่าไม่มีป่าช้าคืออะไร หาจุดหมายปลายทางไม่ได้ ตายแล้วไม่ทราบจะไปเป็นอะไร ๆ ทั้ง ๆ ที่จะตาย ทั้ง ๆ ที่จะเป็นนั่นแหละแต่มันก็ไม่รู้ในตัวเอง ยิ่งผู้ที่ไม่เสาะแสวงหาคุณงามความดีเลยนี้ ผู้นี้หมดหวัง ๆ ตั้งแต่ยังมีลมหายใจฝอด ๆ อยู่นี้แล พอสิ้นลมหายใจแล้วก็หมดหวังเพิ่มเข้าไปอีก ผู้ที่มีคุณงามความดียังพอมีคุณงามความดีนั้นพาเบิกทาง ให้มีที่หลบที่ซ่อนที่อยู่ที่อาศัย

คนบุญไปไหนไม่จนตรอกจนมุมแหละ แต่คนบาปไปไหนอยู่ก็จนตรอก ไปก็จนตรอก อยู่ไหนจนตรอกทั้งนั้น ได้รับความทุกข์ความทรมานตลอดเวลา ส่วนคนบุญไม่เป็นอย่างนั้น แม้กิเลสมีอยู่ความดีก็มีอยู่ เป็นเครื่องทัดทานกันอยู่ ต้านทานกันอยู่ ก็พออยู่ได้พอเป็นไป ให้สิ้นเสียโดยประการทั้งปวงแล้วนั้นแหละยอด ยอดธรรมหรือยอดเรา ยอดคนอยู่ตรงนั้น

เอาละเหนื่อย เทศน์เพียงแค่นี้ละ

พูดท้ายเทศน์

แก่มาเท่าไรแทนที่จะเป็นห่วงเจ้าของไม่เป็นนะ มันไม่เป็นเลยจะว่าไง กับเจ้าของนี่ไม่มีเลยฟังให้ดี มันกลับห่วงโลกสงสารเป็นกำลัง ทุกวันนี้ดีดดิ้นก็เพราะโลกสงสารนั่นเอง พอช่วยได้ในแง่ใดเราก็ช่วยในแง่นั้น ๆ เต็มสติกำลังความสามารถ ผู้ที่จะควรผ่านพ้นไปได้ก็พร้อมที่จะฉุดลากให้ผ่านพ้นไปได้จากกองฟืนกองไฟ คือความเกิดแก่เจ็บตายด้วยอำนาจของกิเลสนี้ พอจะพ้นไปได้เมื่อใดเอา เอาให้พ้น

ไม่มีชิ้นดีแหละโลกนี้ มีแต่ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ที่กิเลสหลอกนั่นแหละ ความจริงจริง ๆ มันไม่มีแหละ หวัง ๆ อยู่งั้น ดูให้ดีซิดูจิตเจ้าของดูอะไรอย่างอื่น ความเคลื่อนไหวออกจากจิตนั่นแหละ มันคิดมันปรุงเรื่องอะไร ๆ สติมีรู้ ไม่มีสติไม่รู้ ท่านจึงสอนให้มีสติ ๆ อยู่ตลอดเวลา สตินี่สำคัญมากขาดสติก็ขาดความเพียรละ ถ้าสติยังมีอยู่เรียกว่าความเพียรมี ถึงจะไม่ได้ฆ่ากิเลสเห็นประจักษ์ตาแต่ความเพียรต่อสู้กิเลสก็มี

เป็นห่วงเพื่อนฝูงมากนะกลัวจะจมไปแบบโลกเขาจมกัน มองไปเท่าไรยิ่งนะ....ก็ไม่ทราบว่าจะพูดว่ายังไง มันรู้อยู่มันเห็นอยู่ประจักษ์อยู่ในหัวใจทนโท่อยู่นี่ แล้วสิ่งไม่เป็นประโยชน์ก็ไม่ทราบจะพูดไปทำไม แน่ะ มันเป็นประโยชน์แก่ผู้เกี่ยวข้องก็พอจะพูด แต่นี้ก็ไม่เป็นประโยชน์จะพูดไปอะไร ก็รู้อยู่เห็นอยู่อย่างนั้นแหละ มีแต่อัศจรรย์พระพุทธเจ้า โห โผล่ขึ้นมาได้ยังไง โผล่ขึ้นมายังไง

อัศจรรย์สุดขีดนะไม่ใช่อัศจรรย์ธรรมดา เพราะเป็นผู้บุกเบิกทางนี่นะ นอกนั้นสาวกต้องได้ยินได้ฟังคำแนะนำสั่งสอนจากพระพุทธเจ้าก่อน จากนั้นมาก็จากครูจากอาจารย์ ก็เป็นธรรมของพระพุทธเจ้าก่อนถึงจะรู้จะเห็นพอลืมหูลืมตาได้ อันพระองค์น่ะอยู่ ๆ โผล่ขึ้นมาได้นี่ซิอัศจรรย์เรา ทั้ง ๆ ที่ก็ทราบอยู่ว่าพุทธวิสัย จะเป็นอย่างนี้ด้วยกันทุกพระองค์ก็ทราบอยู่ แต่ก็อดอัศจรรย์ไม่ได้ พุทธวิสัยต้องเป็นอย่างนี้ ไม่มีใครแนะนำสั่งสอน เป็นสยัมภูด้วยกัน เป็นแต่เพียงว่าตรัสรู้ช้าและเร็ว ยากลำบากและง่ายดายต่างกันเท่านั้นเอง หากเป็นสยัมภูเหมือนกันหมด รู้เองเห็นเอง

โลกก็เห็นอยู่อย่างนี้แหละจะว่าไง พูดไม่ออก รู้อยู่เห็นอยู่นี้ ความรู้ความเห็นก็รู้อยู่เห็นอยู่ นี่ในฐานะที่ควรจะแนะนำตักเตือนสั่งสอนได้ก็ว่ากันไปสอนกันไปดังนี้แหละ ที่ไม่ใช่วิสัยก็ปล่อยตามเรื่อง วัดนี้เราก็พยายามสงวนเรื่องการเรื่องงานไม่ให้มี รักษาพื้นเพอันดั้งเดิมของพระพุทธเจ้าไว้ ไม่ใช่เพียงครูบาอาจารย์นะ พระพุทธเจ้าพื้นเพอันดั้งเดิม คืองานของพระได้แก่เดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนา หาที่สงบสงัดเป็นประจำนิสัย เป็นประจำเพศของตน นี่ละงานแท้ พื้นเพแท้

เวลานี้เห็นไหมล่ะมันทับมันถม ศาสนามีที่ไหนมีตั้งแต่เรื่องอย่างนี้ละ เรื่องกิเลสเข้าไปตีตลาดพูดแล้ว มันตีได้ทุกแง่ทุกมุมนะ ละเอียดลออมากที่สุดไม่เห็นมันง่าย ๆ พูดนี้มันถึงใจละที่ว่าระหว่างมหาสติมหาปัญญาฟัดกับกิเลสประเภทละเอียด มันถึงใจนะที่ว่าพูดสอนใครไม่ได้พูดให้ใครฟังไม่ได้ เพราะไม่ใช่ภาษาที่มาพูดให้คน เป็นภาษาธรรมะกับกิเลสฟัดกันต่างหาก ไม่งั้นจะลืมเวล่ำเวลาเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเหรอมันไม่ถึงขนาดนั้น นี่ก็เคยพูดให้หมู่เพื่อนฟังแล้ว น้ำท่าอะไร ๆ ไม่ได้สนใจกันเลย มันไม่มีความสนใจ

อันนั้นมันหนักมากนี่ เหมือนกับนักมวยเข้าวงในกันจะไปสนใจกับอะไร นี่ระหว่างกิเลสกับธรรมส่วนละเอียดฟัดกันก็เป็นอย่างนั้น หมุนติ้ว ๆ ๆ ลวดลายของกิเลสลวดลายของธรรมนี้ให้เห็นกันอย่างนั้นซิ เห็นในวงปฏิบัติ สำหรับท่านผู้ที่เป็นขิปปาภิญญาเราก็ยกไว้ เราไม่ได้พูดลามปามไปหมดนะ ขิปปาภิญญานั้นก็เป็นอีกประเภทหนึ่งของท่าน ท่านใส่พึ่บเดียวไหม้หมดเลยกิเลสไม่มีเหลือ พวกถูไถพวกแย่งลงนรกเหมือนพวกเรานี่ซิ ไล่ขึ้นสวรรค์นิพพานไม่ยอมไป บึกบึนลงนรกนี่ซิ ประเภทนี้อัศจรรย์นอกธรรม

ความสลับซับซ้อนของกิเลสนี้แหม ฟังแต่ว่าแหมเถอะ คือมันถึงใจ พูดออกมานี้พูดออกมาจากความถึงใจ ไม่รู้มันเลยนี่ซิ มันซึมไปหมดเลยนะ ถ้าพูดถึงร่างกายนี้ก็ซึมหมดร่างกายนี้ อะไร ๆ มันเข้าซึมหมด สิ่งเกี่ยวข้องอะไร ๆ ซึมหมด มันเข้าไปเป็นเจ้าของเป็นเจ้าอำนาจอยู่ในนั้นแทรกอยู่ในนั้น สิงกินอยู่ในนั้นแหละ ดูกิริยาอาการใดหมุนไป ๆ มีแต่หันหน้าเข้าไฟ ๆ มีแต่ความชมเชยกิเลส ๆ ความตำหนิติเตียนกิเลสนี้ไม่มีในกิริยาที่แสดงออก มีแต่ความชมเชยความวิ่งตามกิเลส ๆ ไม่ว่าเรียนมากเรียนน้อย ไม่ว่ายศศักดิ์ฐานะอะไร หัวใจมันไม่ได้มีสิ่งเหล่านี้ มันมีแต่กิเลส เมื่อแสดงออกมาก็มีแต่กิเลสพาแสดงละซี ว่ากันไปเฉย ๆ ชั้นนั้นชั้นนี้ กิเลสพาว่าอีกนี่ก็ดี

มันเปิดโล่งจากหัวใจแล้วไม่มีอะไรนี่ ฟังซิโลกนี่กว้างขนาดไหนกี่แสนจักรวาลท่านแสดงไว้ แสนโกฏิจักรวาล ฟังซิ มันมากขนาดไหนแสนโกฏิจักรวาล แล้วอะไรมาผ่านหัวใจ หัวใจไปเป็นข้าศึกกับอะไรไม่มี มีแต่กิเลสอันเดียวเท่านั้น ที่ลง-ลงกันตรงนั้นนะ พออันนี้ม้วนเสื่อลงไปแล้วมันจึงไม่มีซิ สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โมฆราช สทา สโต ดูก่อนโมฆราช เธอจงมีสติ ดูโลกให้เป็นความว่างเปล่า นั่นละว่างเปล่าพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนั้น

อะไรมันว่างเปล่า ต้นไม้ ภูเขาก็มีอยู่มันทำไมจึงว่างเปล่า มันว่างอยู่ที่ใจนั่น เห็นโลกเป็นของว่างเปล่าไม่มีสาระ เรื่องจิตก็ถอนตัวเข้ามา เข้ามาถึงภายในแล้วก็ว่างภายในวางหมดเลย อะไรมีไม่มีความรู้อันนี้มันครอบไปหมด สิ่งเหล่านั้นก็ไม่มีอำนาจละซิ เพราะกิเลสตัวยกยอตัวเจ้าอำนาจมันก็ตายไปแล้วนี่

เรื่องข้อวัตรปฏิบัติพระเณรปฏิบัติกันยังไง ให้ช่วยกันทุกสิ่งทุกอย่าง ก้นเบาอย่าอืดอาดเนือยนายให้เห็น ผมอยู่แต่พอทรงธาตุทรงขันธ์เท่านี้ก็พอแล้วนะ ก็ดูซีหมู่เพื่อนก็รู้อยู่เห็นอยู่ แต่ก่อนเป็นยังไงแล้วเดี๋ยวนี้เป็นยังไงก็เห็นกันมาโดยลำดับลำดาอย่างนี้ พอทรงธาตุทรงขันธ์อยู่ไปอย่างนั้นแหละ ลำพังเจ้าของจริง ๆ แล้วให้เป็นตามอัธยาศัยของเรานี้ไปนานแล้วนะนี่ประการหนึ่ง ประการหนึ่งแม้อยู่ก็ไม่ยุ่งกับใคร อยู่คนเดียว ๆ เท่านั้นละ นี่เป็นความเหมาะสมกับอัธยาศัยที่เป็นคนนิสัยวาสนาอาภัพไม่ยุ่งกับอะไร

ทนเอาเฉย ๆ นะที่รับแขกรับคนรับอะไร ๆ รับนั้น ๆ นี้ ๆ ทนเอา ๆ เพราะเห็นหัวใจของแต่ละดวง ๆ มีคุณค่า หวังที่หัวใจคนนั้นต่างหากจึงบึกบึน ลำพังเจ้าของก็ไม่ทราบจะหวังเอาอะไร ก็รู้อยู่ทุกอย่างและรู้เห็นไปหมดเสียทุกอย่างแล้วก็จะไปว่าอะไร ก็จะไปหลงกับอะไร

คิดดูร่างกายที่อยู่ด้วยกันนี้มันเป็นยังไง ก็เหมือนกับเราอยู่ในบ้านในเรือน ร่างกายอันนี้มันก็เหมือนเรือน เรือนใจความรู้อาศัยอยู่ในนั้นเท่านั้นเอง เมื่อหมดสภาพแล้วก็พัง มันไม่ได้เป็นเราเป็นของเราเหมือนที่เคยเป็น ว่าเป็นเราเป็นของเรา เมื่อมันพลิกแล้วจิตเป็นอย่างนั้นนะ เมื่อมันพลิกแล้วมันเป็นอฐานะที่นี่ จะให้เป็นเรายังไงก็ไม่เป็น เป็นคนละฝั่งอยู่งั้น เหมือนกับแม่น้ำฝั่งนั้นกับฝั่งนี้จะให้เป็นฝั่งเดียวกันได้ยังไง คนละฝั่ง แน่ะ นี่ระหว่างจิตสมมุติกับวิมุตติ หรือระหว่างจิตกับสิ่งเหล่านี้มันก็เหมือนกันเป็นคนละฝั่ง ขาดไปจากกันหมดแล้วโดยหลักธรรมชาติ จะเสกสรรให้เป็นอะไรอีกไม่ได้ จะบังคับให้ยึดก็ไม่ยึดจะว่าไง ไม่ใช่ฐานะที่จะยึดนี่

เวลามันยึดอยู่จะบังคับให้มันปล่อยมันวางนี้ก็บังคับไม่ได้ มันก็เป็นอฐานะอีกเหมือนกันขั้นนั้น มันเป็นขั้นเป็นตอน ถึงขั้นที่มันปล่อยแล้วจะบีบบังคับให้ยึดมันก็ไม่ยึด เป็นหลักธรรมชาติ อย่างนั้นซิถึงกล้าพูดบรรดาพระอรหันต์ท่านนิพพานหรือท่านตาย อากัปกิริยาของท่านจะมีแปลกต่างกันนะ ถ้าไม่รู้เรื่องไว้ก่อนละไม่ได้นะ

เราจะถืออากัปกิริยาของท่านมาเป็นองค์ของท่านละซี แล้วความได้ความเสียก็ไปสู่ท่าน มีติบ้างมีชมบ้างละซี เอ๊ ทำไมท่านจึงเป็นอย่างนั้น ทำไมท่านจึงเป็นอย่างนี้ ประสาขันธ์ แน่ะ มันจะแสดงอาการไหนก็ให้มันแสดงไปซี มันเป็นอฐานะแล้วมันเข้ากันไม่ได้แล้วกับขันธ์นี่ มันจะเป็นยังไงก็ให้มันเป็น มันดิ้นมันดีดจะไปแบบไหนก็ให้มันไปซิ ความบริสุทธิ์ก็เป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์จะมาคละเคล้ากันได้ยังไง มันไม่ใช่ฐานะที่จะคละเคล้ากัน

เพราะฉะนั้นถึงว่าอากัปกิริยาของท่านตอนตายจะไม่เหมือนกัน แล้วแต่กรรมวิบากของท่านผู้ใดจะเป็นอย่างไร จะตายด้วยวิธีใด มีอากัปกิริยายังไงเวลาจะตาย ก่อนตายนี่จะมีแปลก ๆ ต่าง ๆ กัน ถ้าไม่ได้คิดได้อ่านไว้เรียบร้อยเสียก่อน หรือไม่เป็นผู้ปฏิบัติให้รู้เรื่องเหล่านี้ไว้ก่อนแล้ว ยังไงก็ไม่พ้นที่จะไปให้คะแนนท่านตัดคะแนนท่านจนได้แหละ นี่เป็นหลักนิสัยอันหนึ่ง จิตนั่นพ้นไปแล้วจากคำว่านิสัย ๆ พ้นไปหมดแล้วนี่ มันจะเป็นยังไงขึ้นมาก็ไม่มีได้มีเสียต่อจิตประเภทนั้น

นี่ก็ได้ปฏิบัติต่อพ่อแม่ครูจารย์มั่นมาถึงได้เห็นโทษของตัวเอง ทั้ง ๆ ที่จิตในขั้นนั้นก็เป็นขั้นที่หมุนติ้ว ๆ อยู่แล้ว มันก็ยังสงสัยท่านจนได้แย็บนิดหนึ่ง เอ๊ เวลาท่านเป็นอย่างนี้ท่านจะมีเผลอบ้างไหมนา แน่ะดูซิมันหลับตาพูดออกมาได้สบาย แต่ไม่ได้พูดนะมันนึกอยู่ในใจแย็บ มันหลับตาคิดได้สบาย กิเลสมีอยู่ตรงไหนก็นั่นละ เรื่องเผลอหรือไม่เผลอมันเป็นอะไร ถ้าเข้าให้ถึงความจริงแล้ว ความเผลอหรือไม่เผลอมันเป็นอะไร สติปัญญาเป็นอะไร ท่านก็เรียกว่าอริยสัจอยู่แล้ว ผ่านอริยสัจไปแล้วสติปัญญาก็เป็นสติปัญญาที่ใช้แต่เพียงกาลเวลาเท่านั้น มันเป็นวิมุตติได้ยังไงสติก็ดีปัญญาก็ดี จิตต่างหากเป็นวิมุตติ

สติปัญญาไม่ใช่เป็นวิมุตตินี่นะ เอาไปเข้ากับกันได้ยังไง เป็นสมมุตินี่ มหาสติมหาปัญญาก็คือมรรคขั้นละเอียดนั่นเอง เช่น อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา นั่นก็คือสมุทัยอันละเอียด ละเอียดสุดอยู่ตรงนั้น ความละเอียดสุดของมรรคก็คือมหาสติมหาปัญญา แต่พอพูดอันนี้ผมพูดทีไรมันหากเป็นเพราะมันเป็นมาอย่างนั้นนี่ มันปรากฏอย่างนั้นนี่ มหาสติมหาปัญญาเราก็รู้อยู่แล้วเป็นยังไง ๆ รู้อย่างเต็มหัวใจ แต่อันหนึ่งนั่นน่ะมันมีอยู่นะ ที่ละเอียดยิ่งกว่านี้เข้าไปอีกยังมีนะ ถ้าไม่เป็นการอาจเอื้อมก็อยากจะพูดว่าปัญญาญาณ ญาณํ อุทปาทิ อันนี้ซึมนะ สติปัญญานี่พลิกแพลงเปลี่ยนแปลงหลายสันพันคมทันกับกลมายาของกิเลส อันนั้นซึมไปเลยนะ คืออะไรนั่นน่ะ

ทีนี้ที่ซึมไปเลยมันก็เป็นสมมุติเหมือนกันนี่ มันระงับได้นี่ ถ้าอันนั้นซึมอยู่ตลอดเวลานี่ก็เท่ากับว่ามันเป็นจิตวิมุตติ เหมือนอย่างว่าเสวยบรมสุข ๆ บรมสุขอันนั้นเป็นบรมสุขอยู่กับหลักธรรมชาติของจิตที่บริสุทธิ์ จึงไม่เป็นอนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เวทนาไหนก็ไม่เป็น มันเป็นหลักธรรมชาติ มีอยู่กับหลักธรรมชาติ คำที่ว่านี้ไม่มีนี่ มีระงับไปได้นี่ จึงว่าอยู่ในขั้นของมรรค มหาสติมหาปัญญาหมุนติ้ว ๆ ๆ ก็รู้ แต่อันหนึ่งที่ละเอียดเข้าไปกว่านั้นมันเป็นอะไร ซึมไปเลย พูดไม่ได้ท่านไม่ได้บัญญัติไว้ ก็เห็นแต่ ญาณํ อุทปาทิ เท่านั้นเอง ถ้าไม่เป็นการอาจเอื้อมก็อยากจะพูดว่าปัญญาญาณ มันเป็นอย่างนั้นจะว่าไง มันเป็นให้เห็นอยู่นั่นน่ะจะไม่นำมาพูดได้ยังไง แล้วจะว่าเป็นการอาจเอื้อมหรือไม่อาจเอื้อมผมก็ไม่ทราบละ มันเป็นจริง ๆ นี่เป็นอยู่ในหัวใจนี่

มันซึม ๆ แก้กิเลสนี่ ซึมเผาไหม้กิเลสนะไม่ใช่ซึมเฉย ๆ เหมือนมหาสติมหาปัญญานี่ก็เผาไหม้อีกแบบหนึ่ง ซึมนั้นก็เผาไหม้ส่วนละเอียดที่เป็นผุยเป็นผงของเชื้อไฟพูดง่าย ๆ เป็นผุยเป็นผงมันก็เผาอันนั้นละ ซึมเข้าไปเผาอันนั้น ถึงขั้นตามกันมันตามได้หมดนะ ตามไม่หมดกิเลสไม่สิ้น มันตามของมันได้หมด ประมวลเข้าไปแล้วก็ไปอยู่นั่น อวิชชานั่น ดับพึ่บเดียวก็หมด ดับอวิชชาพึ่บเดียวเท่านั้นไม่ซ้ำซากนะ นอกนั้นมันหากเป็นของมันพูดไม่ถูก จะว่าซ้ำซากหรือไม่ซ้ำซากมันก็ซึมของมันอยู่งั้น

เป็นในเจ้าของก็รู้เอง พูดนี้ก็พูดแต่ลมปากเฉย ๆ มันเป็นในเจ้าของแล้วเรื่องอย่างที่พูดให้ฟังอยู่ทุกวันนี้นะ เมื่อมันเป็นในเจ้าของเมื่อไรแล้วเรื่องที่พูดให้ฟังทุกวันนี้มันจะกังวานขึ้นเลยนะ กังวานขึ้นกับหัวใจเจ้าของนั่นแหละ อ๋อที่ท่านว่าอย่างนั้นเป็นอย่างนี้เอง ๆ มันกังวานขึ้นเลยแหละ มีเครื่องรับแล้วนี่ มันเป็นขึ้นในเจ้าของก็มีเครื่องรับละซิ ยอมรับกันละซิ

พูดอะไรให้หมู่เพื่อนฟังผมก็พูดหมดทุกอย่างแล้ว หมดจริง ๆ ไม่มีอะไรเหลือเลย ก็มีแต่เรื่องความเพียรเท่านั้น จะเอายังไงที่นี่ นั่น มีเท่านั้นเอง จะมาอ่อนแออยู่เหรอ ความอ่อนแอก็เป็นเรื่องของกิเลสอยู่แล้วก็รู้อยู่แล้ว ความท้อถอยอ่อนแอเป็นเรื่องของกิเลสทั้งหมด ถ้าเรื่องของธรรมมีแต่หมุนติ้ว ๆ แหละ

พวกเรามันพวกแย่งลงนรก คือคำว่าเนยยะกับปทปรมะมันแย่งกันอยู่เดี๋ยวนี้ มันเป็นเนยยะหรือเป็นปทปรมะพวกเรานี่ เนยยะก็แปลว่าผู้ควรแนะนำสั่งสอนได้ ฝึกฝนอบรมได้ ถึงจะยากลำบากก็อยู่ในขั้นได้ แปลออกแล้ว ปทปรมะนั้นเป็นประเภทที่ว่าหมดหวัง พวก ไอซียู ประเภทไอซียู ถ้าเป็นคนไข้ก็ประเภทไอซียู หมดหวัง เนยยะนี่ยังพอเป็นไปได้ แต่พวกเรานี้กำลังไปแย่งปทปรมะนะ มันไม่อยู่เนยยะนะ พอทำความเพียร โอ๊ย ไม่ไหวจะตาย นั่นมันเข้าปทปรมะแล้วนั่น วันหนึ่งไปแย่งปทปรมะไม่รู้กี่ครั้งกี่หนจนปทปรมะแตกนั่นละ ถ้าเป็นหม้อก็แตก พวกเราไปเอาหัวชนหัวโดนอยู่ทุกวัน ๆ ไปแย่งตำแหน่งปทปรมะ

ธรรมภายในใจนี้ถ้าไม่เป็นในหัวใจแล้วพูดไม่ถูกนะ ธรรมความจริงน่ะ หลักธรรมชาติรู้หลักธรรมชาติแห่งความจริงทั้งหลายนี้ กับรู้มาได้จากความจดความจำนี้ ผิดกันเอาเสียมากมาย รู้ความจดความจำเราจำได้ตรงไหน ตรงไหนที่เราเรียนผ่านมาก็พอระลึกได้ ๆ อันไหนที่ไม่ผ่านมานั่นซิ ที่ไม่ได้เรียนไม่ได้รู้ไม่ได้เห็นซิ ลบล้างได้หรือว่าไม่มี ลบล้างไม่ได้

เอาละเลิกกัน


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก