ปัญญาทางโลก-ปัญญาทางธรรม
วันที่ 21 พฤษภาคม 2537
สถานที่ : สวนแสงธรรม
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม

เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๓๗

ปัญญาทางโลก-ปัญญาทางธรรม

 

หมาตัวนี้มันสอนเราถึงขีดนะ เราเลยรักมัน ตามเอารองเท้าจนได้นะตามเรื่อย เอารองเท้าไว้นี้มันก็ตามไปเอา เอาไว้ที่นั่นมันก็เอา แสดงว่าปัญญานี่สู้หมาไม่ได้ ขยับขึ้นไว้ที่สูงถึงสี่ห้าครั้งนะ จนกระทั่งเอาขึ้นไว้บนกุฏิแล้วปิดประตูมันถึงหยุด อย่างนั้นถึงเรียกว่าปัญญาหมาดีจริง คงหมายว่าอย่างนั้นนะ โห หมาก็สอนคนเก่งเหมือนกันนะ สอนเราเสียด้วย เราเลยเรียกมันว่าอาจารย์ใหญ่ เดี๋ยวนี้เรียกอาจารย์ใหญ่แล้ว เรียกหมาเรียกอาจารย์ใหญ่

คือเราเอารองเท้าไว้ มันเคยเอาไปกินน่ะ เราเอารองเท้าไว้ตรงนี้มันก็เอาไปเงียบ ทีหลังเอาไว้ตรงนี้มันก็ตามขึ้นไปเอา เอาไว้ที่ ๓ เอาไว้ติดกับพื้นกุฏิ มันก็ตามขึ้นไปเอา เอาไว้ที่ ๔ เอาขึ้นบนพื้นกุฏิเลยแต่ไม่ได้ปิดประตูมันก็ตามไปเอา มันสอนตลอดนะ แสดงว่าปัญญานี้สู้ฉันไม่ได้ไปสอนคนทำไมคงว่างั้น คือคนโง่ ๆ แบบหลวงตาบัวนี่สอนคนหาอะไรสู้ปัญญาหมาไม่ได้ ๔ หนมันเอาไปกิน พอครั้งที่ ๕ นี้ก็เอาขึ้นไว้บนพื้นนะแล้วปิดประตู ทีนี้ไม่เอา

นี่แสดงว่าปัญญานี้ใช้ได้ ให้เอาปัญญานี้ออกใช้สอนโลกนะ คงว่างั้นนะ เราเลยเรียกมันอาจารย์ใหญ่หมาตัวนี้น่ะ มันสอนถึงขั้นปริญญาเทียวนะ มันติดตามเอาไม่ลืมนะ ๔ -๕ พัก เอาไปไว้ที่ไหนมันก็เอาไป ๆ มาคราวนี้หมดรองเท้าไป ๔ คู่ ๕ คู่ มันเอาไปทีละข้างเท่านั้นแหละ เอาไปข้างเดียวมันก็ใส่ไม่ได้ละซิ ทีนี้พอขึ้นพอลงนี้ปิดประตูแจเลยเทียวเดี๋ยวนี้ มันสอนให้ระมัดระวัง

นั่นฟังเอาซิ ความดีได้จากทุกอย่างนั่นแหละถ้าเราคิดให้ดีนะ ถ้าคิดไม่ดีแล้ว หมาตัวนี้มาเอารองเท้าข้าไป ไล่ตีหมาแล้วเป็นบ้าอีก ๒ ชั้น ๓ ชั้น เราเลยเรียกมันอาจารย์ใหญ่ มันสอนเราถึง ๕ พักเทียว มองเห็นมันแล้วอดยิ้มไม่ได้นะ มองเห็นหมาแล้วยิ้มละ โห สอนขนาดนี้นะ นั่นท่านเรียกว่าปัญญา ปัญญาทางธรรมเป็นอย่างนั้น ปัญญาทางธรรมไม่เป็นภัยนะ ปัญญาทางโลกนี้เป็น ล่อแหลมต่อภัย เพราะปัญญาทางโลกเป็นกิเลสนำออกใช้ ปัญญาทางด้านธรรมะนี่ธรรมะนำออกใช้จะเป็นประโยชน์ทั้งนั้น ๆ เลย เห็นสัตว์ตายก็เป็นประโยชน์

อย่างพระพุทธเจ้าเสด็จออกทรงผนวช ก่อนจะทรงผนวชเสด็จออกทอดพระเนตรพระราชอุทยาน ไปเจอคนเกิดเด็กเกิด ทรงทอดพระเนตรแล้วเสด็จกลับ ได้คติแล้ว เสด็จไปครั้งที่ ๒ ทอดพระเนตรคนแก่ นี่คนนี้เป็นอะไร คนแก่เป็นอย่างนี้ อ๋อ เด็กเกิดใหม่ ๆ เป็นอย่างนั้น แล้วเวลาแก่มาเป็นอย่างนี้ ทอดพระเนตรแล้วเสด็จกลับ ดูอีกที่ ๓ นี่ คนเจ็บดิ้นรนกระวนกระวาย ทอดพระเนตรก็ได้คติอีก เสด็จกลับ ครั้งที่ ๔ ไปดูคนตายอีก อ๋อ วันนั้นเกิดวันนี้มาตาย แน่ะฟังซิท่านคิดน่ะ วันนั้นพบเด็กเกิดใหม่ ๆ เป็นอย่างนั้น ๆ ทีนี้มาพบคนตายเฒ่าแก่มาโดยลำดับแล้วมาตาย ท่านก็ทรงย้อนพระทัยมาถึงท่านเอง เสด็จกลับ ครั้งที่ ๕ เสด็จไปพบสมณะ ก็คงเป็นพวกฤาษีดาบสผู้บำเพ็ญธรรม นี่เป็นเพศอะไร เพศสมณะ อ๋อ สมณะนี่สงบ ท่านคงนั่งสงบ อ๋อ เพศสมณะเป็นอย่างนี้ ๕ หน

นั่นละปัญญา เราพูดถึงเรื่องปัญญา ไปเห็นเด็กก็ได้ปัญญา เด็กเกิดใหม่ ๆ ก็ได้ปัญญา เห็นคนแก่ก็ได้ปัญญา เห็นคนเจ็บกระเสือกกระสนกระวนกระวายก็ได้ปัญญา เห็นคนตายก็ได้ปัญญา เห็นเพศสมณะก็ได้ปัญญา จนกระทั่งปัญญาทะลุเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา เพราะปัญญาทางธรรมเป็นอย่างนั้น นั่นละจำเอานะ ไปเห็นอะไรก็คอยแต่จะเป็นบาปเป็นกรรมไปกับความเห็นความได้ยินไม่ดี เห็นก็ให้ได้เกิดประโยชน์ ได้ยินก็ให้เกิดประโยชน์ถึงถูก จึงเรียกว่าปัญญาหาความดีใส่ตัว ต้องหาอย่างนั้น

คนพาลเอาแต่ปัญญาฆ่าตัวเองสังหารตัวเองนะ ไปเจออะไรก็มีแต่ภัย ๆ แทนที่จะเป็นภัยต่อเขาตามที่ตนตั้งใจไว้ เช่น จะไปฆ่าเขานั่นก็คือฆ่าเรา จะไปทำลายเขาก็คือทำลายเรา เพราะเรื่องของกรรมพระพุทธเจ้าสอนไว้นี้ประสานปุ๊บทันที พวกเราไม่เห็น จะมีพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่านเท่านั้นเห็นเรื่องความไหวของกรรมที่จะแสดงออก ประสานกันปุ๊บปั๊บ คือจะไปฆ่าเขาก็เท่ากับฆ่าเรา แน่ะ เข้าแล้วสวนแล้ว เราไปทำความดีก็ตามทำชั่วก็ตาม พอขยับที่จะทำความชั่วนี้อันนี้ขยับจะประสานกันแล้ว พอทำความชั่วปั๊บประสานปุ๊บแล้ว เข้าแล้ว ความชั่วเข้าเจ้าของ ทำความดีเหมือนกัน พอเคลื่อนปั๊บออกทำความดีปั๊บความดีเข้าแล้ว ๆ

อันนี้โลกไม่เห็น พระญาณของพระพุทธเจ้าทรงหยั่งทราบหมด นำสิ่งที่หยั่งทราบแล้วนี้มาสอนโลก โลกไม่เห็นโลกไม่รู้พระพุทธเจ้าเห็นพระพุทธเจ้ารู้ เพราะฉะนั้นจึงควรเป็นศาสดาของโลกละซี ถ้าเป็นสติปัญญาหูตาธรรมดาอย่างพวกเรานี้จะไปสอนโลกได้ยังไง โลกเขามีทุกคนสมบูรณ์บริบูรณ์ ตาเขาก็มี หูเขาก็มี จมูกมี ลิ้นมี กายมี ใจมี ปัญญาเขามี แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เหมือนพระพุทธเจ้า คิดดูซิไปทอดพระเนตรเด็กเกิดใหม่พวกเราจะว่ายังไง ไปเห็นเด็กเกิดใหม่ ก็จะมีความตื่นเต้นดีใจไปกับเด็ก ทั้ง ๆ ที่เด็กคลอดออกมานั่นรอดตายนะ สลบไสลออกมาจากช่องแคบ แล้วก็ดีใจพวกเรา พระพุทธเจ้าไม่ทรงเป็นอย่างนั้น นั่นปัญญาของธรรมต่างกันอย่างนั้น นี่พระญาณที่หยั่งทราบกรรมของสัตว์

เพราะฉะนั้นศาสนาจึงสอนเรื่องกรรมลงเป็นอันดับหนึ่งเลย สัตว์เคลื่อนไหวไปมาตลอดเวลานี้คือการทำกรรมของสัตว์แล้ว จะรู้ก็ตามไม่รู้ก็ตาม ความเคลื่อนไหวของสัตว์ทางดีทางชั่ว เป็นความเคลื่อนไหวที่จะเป็นไปทางบาปทางบุญแล้ว ทีนี้พอมีสติสตังขึ้นมาก็ให้กำกับความเคลื่อนไหวของใจเรา มันจะเคลื่อนไหวไปทางไหน เคลื่อนไหวทางวาจา เคลื่อนไหวทางกายความประพฤติ ติดตามมันเรื่อยแล้วก็เอาประโยชน์จากนี้ รักษาเจ้าของได้ด้วยความเคลื่อนไหวของเจ้าของเองนั้นแล

ถ้าไม่มีสติปัญญาแล้วความเคลื่อนไหวเหล่านี้ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เป็นโมฆะ อย่างไปฆ่าเขาก็จะดีใจว่าเราได้ฆ่าเขาสมใจ แต่ความจริงความชั่วประสานเข้าแล้วนั่น เข้าไปถึงตัวแล้ว ๆ ใจนี่เป็นผู้เก็บเอาไว้หมดเลย นั่นท่านจึงเรียกว่ากรรม วิบากกรรมออกจากนี้แหละที่นี่ ออกทำลายเจ้าของ ความชั่วทำลงไปแล้วประสานเข้ามาแล้ว ออกจากนั้นก็ระเบิดในเจ้าของนั่นแหละ มันเหมือนลูกระเบิดนั่น ประสานปั๊บเข้าไปเป็นระเบิดเวลาก็มี ไม่มีเวลาก็มี ช้าก็มีเร็วก็มีอยู่ในนั้นหมด ทีนี้ความดีก็เหมือนกัน เวลาก็มีไม่มีเวลาก็มี เวลาสั้นเวลายาวมีผลของกรรมดี พอทำลงไปปั๊บเข้าแล้ว ๆ บรรจุไว้ในนี้แล้ว ท่านจึงสอนให้ทำกรรมดี

ให้ระมัดระวังความคิดความอ่านของตัวเอง นั้นแหละมันจะเป็นภัยและเป็นคุณแก่ตัวเอง คือความคิดความอ่านของตัวเอง ท่านสอนให้พิจารณาอย่างนี้ นี่จึงเรียกว่าชาวพุทธ ไม่ใช่เอะอะอยากทำอะไรก็ทำ ตามความชอบใจ ๆ ความชอบใจมันกลายเป็นความเสียใจเข้ามาแล้วในตัวของมันเอง ชอบใจในทางที่ชั่วมันก็เป็นความเสียใจเวลาผลมันแสดงขึ้นมา เราทำยังไงเราอยู่ดี ๆ ทำไมเป็นอย่างนั้น ๆ คราวก่อนมันไม่อยู่ดีนี่นะ

เช่น วันนี้อยู่ดี เมื่อวานนี้อยู่ไม่ดี มันก็เป็นกรรมมาจากเมื่อวานนี้ต่างหากมาแสดงในวันนี้ เช่นอย่างผลไม้นี่ เวลาเราปลูกไม่เห็นมันมีผลนี่นะ พอเราบำรุงลำต้นขึ้นมาแล้วมันก็มีผลออกมา ทำไมผลไม่เห็นเกิดพร้อมกับการปลูกเราไม่เห็นว่า เราก็รู้ตามเรื่องของมัน มันเจริญเติบโตขึ้นมามันก็แสดงออกมา ผลนี้เหมือนกันมันเหมือนผลไม้นี่แหละ ผลกรรม ผลบาปผลบุญนี่ อันออกเร็วก็มีอันออกช้าก็มี เรื่อย ๆ ไปก็มี จึงให้พากันระมัดระวัง

เรื่องกรรมนี่สำคัญมากทีเดียว พระญาณของพระพุทธเจ้าเท่านั้นหยั่งทราบกรรมประสานกัน เวลาเคลื่อนไหวออกทางชั่วกับความเคลื่อนไหวของผลเข้ามาสู่ใจเจ้าของ จะประสานกันปั๊บ ๆ ตรงนี้ละเอียดมากที่สุด สัตว์โลกไม่มีรายใดรู้ได้เลย นอกจากพระพุทธเจ้ากับพระอรหันต์ท่านเท่านั้น ท่านรู้ได้ ปิดไม่อยู่ เพราะธรรมเหนือกิเลส การทำกรรมนี้ก็เป็นประเภทหนึ่ง ทั้งธรรมทั้งบาปทั้งบุญอยู่ในนั้น ทราบหมด ๆ พระพุทธเจ้า ท่านจึงสอนพวกเราซิ ท่านไม่ได้สอนสุ่มสี่สุ่มห้านี่ สอนจริงสอนจัง สอนถึงพระทัย พระเมตตาเต็มส่วน

เวลาจะปรินิพพานก็ทรงสลดสังเวชถึงพวกสัตว์ทั้งหลาย ขนได้เพียงเท่านี้ขนสัตว์ แล้วทรงสงสารมากกว่านั้นอีกก็ทอดบันไดเอาไว้ เช่น ประทานธรรมะไว้ถึง ๕,๐๐๐ ปีนั่น นั่นแหละคือพาดบันไดเอาไว้ เอ้า ขึ้นนะ ๆ เราตถาคตไปก่อนแล้ว ให้ขึ้นตามนี้จะถึงตถาคต ขนาดนั้นละความเมตตาของพระพุทธเจ้า ให้พากันจำให้ถึงใจนะ

ธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นธรรมะที่ถึงพระทัยถึงใจ เวลาสอนสัตว์โลกสอนให้ถึงพระทัยทีเดียว ไม่ได้สอนแบบสุ่มสี่สุ่มห้า ท่านสอนจริง ๆ ด้วยพระเมตตา ธรรมะทุกส่วนออกมาจากพระเมตตาล้วน ๆ เพราะพระองค์ทรงตะเกียกตะกายมาแทบล้มแทบตาย มองดูสัตว์เสือกคลานอยู่ทั่วดินแดน เจ้าของไม่รู้ว่าสัตว์เหล่านี้เป็นกรรมมายังไงต่อยังไง พระองค์รู้หมดน่ะซีถึงได้สอนด้วยพระเมตตา วิธีการแก้ไขดัดแปลงสิ่งเหล่านี้ ถอดถอนสิ่งเหล่านี้พระองค์ก็ทรงทราบหมด สอนไว้เรียบร้อยอย่าพากันประมาทนะ

ใจเป็นของสำคัญมากนะใจน่ะ ให้ถือเป็นอันดับหนึ่ง ใจต้องเป็นหลักเสมอ เป็นประการใดก็ตาม ทุกข์ดีมีจนก็ตามอย่าลืมใจนี้เป็นอันดับหนึ่ง สิ่งเหล่านี้อาศัยชั่วกาลเวลา สังขารร่างกายของเรารู้แล้วว่าโลกนี้มีป่าช้า ยังไงก็ต้องตายไม่วันหนึ่งก็วันหนึ่งต้องตาย แล้วใจไม่ตายใจจะต้องพึ่งความหวังนี้ตลอด ยังมีชีวิตอยู่ก็หวัง ตายไปแล้วก็หวัง แล้วพึ่งอะไร เราหวังสิ่งที่สมหวังมีไหม ถ้าสร้างคุณงามความดีเอาไว้ไม่ต้องบอก อันนั้นแหละเข้ามาสนองความสมหวังเรา ให้จำนี้ไว้ให้ดี

ใจนี่เป็นหลักสำคัญมากทีเดียว สัตว์โลกเกิดแก่เจ็บตายมากี่กัปกี่กัลป์ก็เพราะใจนี้เองไม่ตาย ท่องเที่ยวท่านว่าสัมภเวสี ท่องเที่ยวหาที่เกิดที่ตายตลอดเวลา หาที่เกิดกับหาที่ตายก็อันเดียวกันแหละ

อยู่ให้มีที่พึ่ง ใจให้มีที่พึ่งเสมอ ไปไหนอย่าลืมพุทโธ ธัมโม สังโฆ อยู่ภายในใจ และอย่าลืมระลึกถึงบาปถึงบุญ ความเคลื่อนไหวของเรานี่มันเสาะแสวงหาบาปหาบุญนะ ความเคลื่อนไหวของกายวาจาใจนี่ เสาะแสวงหาสิ่งเหล่านี้ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีเจตนา หลักธรรมชาติของธรรมไม่ลำเอียง ไปทางชั่วก็ชั่ว ไปทางดีก็ดี อย่างเราเผลอไปนี้เหยียบไฟก็มี เหยียบหนามก็มี เผลอไม่ได้ ต้องระวังเสมอถ้าอยากปลอดภัยในตัวของเราเอง

อยากให้ใจปลอดภัยก็ต้องระมัดระวังรักษากันนะ อย่าปล่อยเนื้อปล่อยตัว เห็นเป็นความรื่นเริงบันเทิง มีแต่กิเลสหลอกเรานั่นแหละความรื่นเริงบันเทิงพาไปในทางที่ชั่วเราไม่รู้ แต่เวลาโกยผลเข้ามาเผาเรานั่นซี ไม่มีใครร้อนยิ่งกว่ามนุษย์

เอาละเทศน์เท่านี้เหนื่อยแล้ว


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก