กรรมอยู่กับใจ
วันที่ 30 มกราคม 2545
สถานที่ : สวนไชยปราการ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนไชยปราการ
(คุณประไพศรี) อ.ฝาง จ.เชียงใหม่

เมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๔ (เย็น)

กรรมอยู่กับใจ

ทีนี้เงียบเลย เนื้อที่กว้างตั้งสองร้อยไร่ คนเดียวก็เงียบไปหมดแล้ว ถ้าเป็นพระกรรมฐานท่านสนุกภาวนา อยู่ที่เงียบ ๆ นี้เคยภาวนาพุทโธรึเปล่าก็ไม่รู้ (คุณประไพศรี :ภาวนาเจ้าค่ะ) ไม่ใช่หลบฉาก เหรอ มันเป็นเศรษฐีขึ้นในปีหนึ่งปีเดียว ของเล่นเมื่อไหร่ ขายจำนวนเท่าไหร่ ๆ เป็นเศรษฐีขึ้น มองดูแล้ว นี่เศรษฐีเงิน เศรษฐีธรรมก็ให้มันตามกันไปนะ อย่าเป็นบ้าแต่กับเศรษฐีเงิน เข้าใจมั้ย มันต้องตามกันไปสิ โลกไหนก็ต้องอาศัยโลกภายนอกภายใน ยิ่งโลกมนุษย์เราแล้วอาศัยภายนอกจนลืมภายในนะ อาศัยภายนอกสิ่งนั้นสิ่งนี้ นั้นนี้ ภายในเลยลืม ลงรากก็ไปกินแต่สมบัติภายในที่ไม่มีมันก็ไม่ได้เรื่อง ให้มันได้ทั้งสอง ภาวนาให้สงบ ภาวนาให้ใจเย็นนี้แล้วสมบัติเหล่านั้นภาวนาแล้วดูดเข้ามาดึงเข้ามา มีแต่อยากได้เฉย ๆ ไม่สนใจทำ ไม่ได้เรื่อง คือไม่มีแม่เหล็กดึงดูดกัน ภายในก็ดีภายนอกก็ดึงดูดกันเข้ามา เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่เหนือบุญเหนือกรรมไปได้เลย

บุญกรรมครอบโลกธาตุไปหมด ทำอะไร ๆ ไม่เหนือบุญเหนือกรรม กรรมดีกรรมชั่ว เป็นมหาอำนาจครอบไปหมด ดังที่ท่านแสดงไว้ว่า นตฺถิ กมฺม สมํ พลํ ไม่มีอานุภาพใดในไตรภพจะมีอานุภาพยิ่งกว่าอำนาจแห่งกรรม คืออะไรอยู่ใต้อำนาจแห่งกรรมดีกรรมชั่ว กรรมดีก็มีอำนาจไปทางดี กรรมชั่วก็มีอำนาจไปทางกรรมชั่ว ท่านจึงต้องให้ระวังทั้งสองกรรม กรรมชั่วระวังมันจะมาเป็นภัยต่อเรา กรรมดีให้ส่งเสริม มันประจักษ์อยู่ในหัวใจของผู้ทำนะ เรื่องกรรมดีกรรมชั่ว มันประจักษ์จริง ๆ อย่างพระท่านท่านมีเจตนาต่ออรรถต่อธรรมล้วน ๆ นะ แต่คนเราเมื่อมีกิเลสอยู่มันก็มีความพลั้งความเผลอ มีผิดพลาดบ้าง แต่ไม่ได้ผิดพลาดด้วยเจตนาลามก ผิดพลาดด้วยความเผลอ ความรู้เท่าไม่ถึงการ ก็ผิดพระวินัยได้ ทั้ง ๆ ท่านก็ทราบว่าท่านไม่มีเจตนา พอผิดเท่านั้นมันจะเข้าทันที

นี่ถึงว่ากรรมอยู่กับเรา กรรมดีกรรมชั่วอยู่กับเรา พอผิดเท่านั้น เพราะเจ้าของทำผิด เราไม่รู้ว่าเราทำผิดก็ตาม เพราะเราไม่ได้เจตนา พอผิดเท่านี้จะเข้าแล้ว เพราะจิตเป็นผู้ทำผิดเอง เจ้าของรู้ไม่รู้มันก็เป็นอย่างนี้ ทีนี้เวลามันผิดพลาดจะหาความสบายไม่ได้ในจิตนะ มันเป็นของมันอยู่ในนั้น ไม่มีใครรู้ เจ้าของก็รู้ชัด ๆ นี่ล่ะกรรม ผลของกรรมแสดงขึ้นมาให้เกิดความไม่สบาย จิตใจเคยสงบร่มเย็น ภาวนาสะดวกสบาย วันนั้นยุ่งไปหมด ความผิดนั้นมันเข้ามารังควานความสงบเย็นใจให้ก้าวเดินไม่ได้ นี่มันเห็นชัด ๆ ฟังสิท่านทั้งหลายฟัง บุญกรรมหนีจากใจไปได้ที่ไหน อย่าไปหามองดูเมฆอากาศดินฟ้าที่ไหน อย่ามองนะ ผิดทั้งนั้น พระพุทธเจ้าท่านสอนให้มองดูใจ ตัวสร้างเหตุ เหตุดีเหตุชั่ว คือกรรมดีกรรมชั่วสร้างอยู่ที่ใจ ใครไม่รู้ไม่เห็นเจ้าของเป็นผู้ทำเอง มันเป็นกับเจ้าของ

พอทราบสำหรับพระท่านก็มีการแสดงอาบัติ คือเรียกว่ายอมรับโทษ มีพระมาเป็นพยาน ว่าผิดพลาดในสิ่งนั้น เรียกว่ายอมสารภาพโทษให้พระเป็นสักขีพยาน ว่าท่านนี้เป็นโทษโดยไม่มีเจตนา มันผิดพลาดได้ พอทางนั้นรับทราบเป็นพยาน ก็เรียกว่าขมาโทษพระวินัยก็ได้ แล้วจากนั้นเรื่องเหล่านี้ก็ลดลงไป คือไม่กำเริบ ไม่แสดงความรุนแรงเพื่อพิษเพื่อภัยต่อไป ทีนี้เวลามาภาวนาจิตก็สงบแน่ว มันเป็นอยู่กับใจ กรรมอยู่กับใจ ไม่ได้อยู่กับไหนนะ อย่างพระองค์หนึ่งที่ว่า เวลานี้ยังเป็นพญานาคอยู่ อันนี้ครั้งศาสนาของพระกัสสปะ พระองค์นั้นบวชในศาสนาของพระกัสสปะ นั่งเรือไปตามลำคลอง ท่านไม่ได้มีเจตนา แต่มือมันคะนอง พอเรือมันวิ่งผ่านไป กอตะไคร้น้ำมันอยู่ฝั่งคลอง เรือก็ไป ท่านเลยไปจับ พอจับท่านไม่เจตนาว่าจะจับจะเด็ดใบตะไคร้น้ำให้ขาด พอจับยังไม่ปล่อยเรือบึ่งไป ใบตะไคร้น้ำเลยติดมือมา

เลยตอนนั้นเป็นตอนสำคัญ เมื่อรู้ว่าเจ้าของเป็นโทษ ยังหาพระมาประกาศโทษของตนให้ทราบ เรียกว่าขมาโทษพระวินัย ก็ไม่มีพระวันนั้น เพราะท่านลงเรือไปในลำคลอง พอดีท่านป่วยน่ะสิ พอป่วยก็เลยตาย จิตเป็นกังวลยังไม่ได้แสดงโทษของตน ไม่ได้ปฏิญาณโทษของตนเองต่อพระองค์ใดองค์หนึ่งตามหลักวินัยมี เลยตาย ตายแล้วก็เลยไปเป็นพญานาค ไม่ตกนรกอะไรแต่ไปเป็นพญานาค เพราะโทษอันนี้ ฟังสิศาสนาพระกัสสปะกับพระศาสนาของเรานี้ก็ห่างกันเป็นพุทธันดรหนึ่ง ห่างนาน ระหว่างนี้เป็นศาสนาของพระพุทธเจ้า ระหว่างนี้เป็นศาสนาพระสมณโคดมเรา จากศาสนาของพระกัสสปะที่พระองค์นั้นทำผิดวินัย ก็มาถึงพุทธศาสนาของเรา เวลาตายแล้วไปเป็นพญานาค จะไปสวรรค์ก็ไปไม่ได้ จะตกนรกก็ไปไม่ถึง ไปเป็นหัวหน้าพวกพญานาคทั้งหลาย

ทีนี้ความเชื่อความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนายังฝังใจอย่างลึกทีเดียว ทีนี้พอพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ทราบเท่านั้นว่าพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ปีติยินดี ทั้ง ๆ ที่เป็นพญานาคอยากฟังเทศน์ฟังธรรม เราเสียท่าเสียทางเพราะความเผลอสติเท่านั้นนะ ความเผลอสตินี่ล่ะที่ไปจับเอากอตะไคร้ กอตะไคร้เลยขาดติดมือโดยไม่มีเจตนา เพราะเรือมันก็วิ่งไป ทางนี้มือไปจับเอาตะไคร้ เรือพาไป ทีนี้มือยังไม่ได้ปล่อย ทำเท่านั้นก็ยังผิด มาฟังเทศน์พระพุทธเจ้าเกิดความปีติยินดีในธรรมว่า ถ้าธรรมดาพญานาคนี้ควรจะได้สำเร็จพระโสดาฯในขณะนั้นเลย แต่นี่เพราะเป็นวิสัยของประเภทของสัตว์เดียรัจฉาน จึงสำเร็จพระโสดาฯไม่ได้ แต่อำนาจอานิสงส์ที่มาฟังเทศน์ฟังธรรมนี้สูงเด่นขึ้นไปอีก มีอำนาจวาสนากว้างขวางออกไปในวงพญานาคทั้งหลาย ท่านแสดงไว้อย่างนั้น คือนั่นควรจะได้บรรลุพระโสดาฯ แต่เพราะโทษอันนี้กีดขวางเอาไว้เลยไม่สำเร็จ

กีดขวางไว้ให้เป็นพญานาคก็ประเภทสัตว์ มนุษย์เท่านั้นที่จะสำเร็จพระโสดาฯ อันนั้นสำเร็จไม่ได้ นี่ท่านแสดงเพียงเล็กน้อย นี่หมายถึงกรรมนะ ทำอยู่อย่างนั้น ไม่ได้มีอะไรมากมายนะ มันก็แสดงให้เห็นอยู่ ท่านถึงบอกว่า กรรมไม่มีลี้ลับนะ กรรมดีกรรมชั่ว ใครทำที่ไหนไม่มีลี้ลับ เพราะเจ้าของเป็นผู้ทำ เปิดเผยอยู่กับการกระทำของตัวเองทั้งดีและชั่ว ท่านจึงต้องให้สำรวมระวังด้วยดี มีสติระมัดระวังรักษาตัวเสมอ ผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำ นั่นเรียกว่าวิบากกรรม ดีชั่วเป็นผลให้เป็นสุขเป็นทุกข์ มันอยู่ที่เรา โลกเวลานี้กิเลสตัณหามันหนามันแน่นมาก มันไม่ยอมเชื่อกรรม สัตว์โลกจึงนับวันหลั่งไหลลงนรกนี้แหม! มันเป็นกาลเวลาของสัตว์โลกที่จะเสวยกรรม ไม่เห็นนะที่พวกตาบอดหูหนวก พระพุทธเจ้าอรหันต์ท่านเห็นท่านจึงเกิดความสลดสังเวชต่อสัตว์โลกทั้งหลายที่สร้างบาปสร้างกรรมไหลกันลงนรก เจ้าของยังไม่รู้ตัว สร้างตลอด

ไหลลงนรกยังไม่รู้ตัวนะ ผึงเข้านั่น ใช่แล้ว ไหลเข้าเรื่อย ให้พากันระมัดระวังนะพวกเรานะ เราสอนพี่น้องทั้งหลายเราไม่ได้มาลูบ ๆ คลำ ๆ สอนนะ ปฏิบัติมาก็ไม่ได้ลูบคลำปฏิบัติ เป็นยังไง ๆ ถึงเป็นถึงตายก็ซัดกันเต็มเหนี่ยว เจ้าของก็รู้เต็มตัว บางส่วนที่ควรจะได้มาพูดให้เป็นคติแก่บรรดาพี่น้องทั้งหลายทั้งฝ่ายเหตุและฝ่ายผล เราก็ได้มาแสดงให้ฟัง เราไม่มีความสะทกสะท้านว่าพูดเหล่านี้ในธรรมทุกขั้นทั้งดีทั้งชั่วว่าผิดไป เราไม่มีสงสัย นี่ละจึงได้ทำให้ท้อใจ พระพุทธเจ้าสอนสัตว์โลกท้อพระทัย คืออำนาจแห่งกรรมมันปิดหูปิดตาไม่ให้ฟังเสียงท่าน ก็บืนไปตาม มันก็ลงกัน ๆ เป็นอย่างนั้นนะ เรื่องกรรมสำคัญมาก เด็ดขาดมาก อย่าฝืน เป็นอื่นไปไม่ได้ ทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว การช้าหรือเร็วเป็นจังหวะ ๆ หนุนกันมา กรรมดีส่วนไหนที่จะให้ผลตอนใดมันจะเกี่ยวโยงกันมาจากกรรมของเจ้าของเหมือนลูกโซ่

ทีนี้กรรมชั่วก็แบบลูกโซ่เหมือนกัน ไม่ใช่กรรมนี่ขาดสะบั้นออกไปเลย มันไม่ได้ขาด จากหนักเป็นเบาจนขาด กรรมดีเหมือนกัน กรรมชั่วเหมือนกัน ให้พากันอุตส่าห์พยายาม เราเกิดมาพบพุทธศาสนาเรียกว่า เลิศเลอสุดยอดแล้วนะ อย่าเห็นว่าเป็นไก่แจ้ไปพบพลอยนะ เห็นเพชรเห็นพลอยเป็นของเล่นไป เห็นข้าวสุกข้าวสารดีกว่าเพชรกว่าพลอย อันนี้ใครก็ได้เรียนไม่ใช่เหรอ ตั้งแต่เป็นนักเรียน ตั้งแต่หลวงตาบัวก็ยังได้เรียน แต่อันใดที่มันจะติดอยู่ในความทรงจำ มันก็ติดเองนะ เราไม่ได้ตั้งใจจะท่องจะบ่นนะ ในนิทานเรายังจำได้ หนังสือเล่มนี้เขาเรียก หนังสือนิทานอีสบ เวลาเราเป็นนักเรียนเราก็ดูในนิทานอีสบ ท่านว่า ธรรมะจริยา คือท่านเอาภาคธรรมะมาสอนเด็ก สมัยก่อนนะ แต่ทุกวันนี้ธรรมะจะไม่มีในวงศึกษาเล่าเรียน เหลวไหลมากทีเดียว เมืองไทยเราจึงจะจม ไม่มีธรรมเข้าแทรกเข้าหนุนกันแล้ว มีแต่กิเลสลากอย่างเดียวไหลเลยนะ

ใครอย่าอวดดีว่าความรู้วิชาที่เรียนมาจะเป็นผลเป็นประโยชน์เทิดทูนเกียรติยศเกียรติศักดิ์ให้มั่งมีดีเด่นมีความสุขความเจริญ สง่าราศีโดยถ่ายเดียวที่ไม่รู้สึกตัว อย่าพากันหาญคิดนะ ถ้าไม่มีธรรมเข้าแทรกแล้วไม่มีทาง ใครจะเก่งขนาดไหนก็เก่งเถอะ เก่งตั้งแต่ความสำคัญมั่นหมายลมปากมาโม้กันหลอกกัน ให้ตื่นหลงไปตาม ๆ กัน ธรรมท่านไม่ตื่นท่านเป็นของจริง จึงต้องมีธรรมเข้าแทรก ทีนี้เราก็เรียนไปหนังสือเล่มนี้ มันเป็นคติ เหตุที่ติดมาได้มาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังก็คือ เวลาเราบวชไปเจอหนังสือเล่มนี้อยู่ในพระไตรปิฎก นิทานไก่แจ้กับเพชรกับพลอย มันไม่ได้เอามาลอย ๆ นะ ท่านเอามาจากพระไตรปิฎกมาสอนเด็ก เรียกว่า ธรรมะจริยา ประเภทพวกธรรมเข้าแทรกวิชาของเด็ก บอกว่าไก่แจ้ตัวหนึ่ง คุ้ยเขี่ยหาอาหารไปพบพลอยเม็ดหนึ่งงามดีมีค่ามาก จึงร้องเปรย ๆ ขึ้นว่า ถ้าเป็นเราก็ชี้มือใส่เพชรใส่พลอย แต่ไก่ไม่มีมือ

คือมันไปพบพลอย คุ้ยเขี่ยหาอาหารไปเรื่อย ๆ แล้วก็ไปพบพลอยเม็ดหนึ่งงามดีมีค่ามาก จึงร้องเปรย ๆ ขึ้นว่า นี่น่ะ ถ้าเจ้าของของเจ้ามาพบเจ้าเช่นนี้ เขาคงเก็บเจ้าไปฝังไว้ในหัวแหวนตามเดิม เพราะเพชรเพราะพลอยมันก็ควรแก่หัวแหวนใช่มั้ย แต่นี้ไม่มีประโยชน์อะไรกับเรา สู้ข้าวสุกข้าวสารเมล็ดเดียวไม่ได้ ว่าแล้วก็คุ้ยเขี่ยเลยไปในแปลงอื่น ๆ หาแต่ข้าวสุกข้าวสารไปเรื่อย ๆ ท่านก็มาสรุปความลงว่า นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ของที่ดีย่อมเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่รู้จักใช้เท่านั้น คือคนที่ไม่รู้จักใช้ก็เหมือนไก่แจ้ ผู้ที่รู้จักใช้เอาเพชรเอาพลอยไปขายได้เงินมาเท่าไร ไปซื้อข้าวสุกข้าวสารเอามาเป็นตู้ ๆ ก็ได้ ใช่มั้ยล่ะ ไอ้ไก่ตัวนั้นมันคุ้ยเขี่ยทั้งวันมันได้กี่เม็ดก็ไม่รู้ ที่ว่าข้าวสุกข้าวสารดี ๆ นั้นแหละ มันคุ้ยเขี่ยได้สักกี่เม็ดแล้วราคาเท่าไหร่ข้าวสารเม็ดหนึ่ง เพชรพลอยนี้ราคาเท่าไหร่

นี่สมบัติอันล้นค่า เพชรพลอยได้แก่ ธรรม เราอย่าเป็นไก่แจ้คุ้ยเขี่ยไปเรื่อยนะ อันนั้นก็จะดี อันนี้ก็จะดี มีแต่ดีไปหมด ไม่เป็นประโยชน์สำหรับเรา สู้นั้นไม่ได้ สู้นี้ไม่ได้ แล้วตายแล้วจมนะ นี่เป็นสิริมงคลนะ มานี่เพชรพลอยทั้งนั้น สมบัติเงินทองที่เอามาถ้าเอามาเป็นทางอื่นใช้ทางอื่นมันหมดไม่เกิดประโยชน์อะไร ไปเป็นตามจำเป็นของเราที่เห็นว่าอันนั้นดีอันนี้ดีนั้นแหละ แต่พอน้อมเข้ามาสู่ทางด้านธรรมะเป็นพลอยเม็ดหนึ่งเข้ามาแล้ว เข้าสู่หัวใจเราแล้ว อันนี้เอาไปทำประโยชน์ก็ไป แต่บุญกุศลจะไม่ไปด้วย จะเข้าทีนี้เข้าใจมั้ยล่ะ นี่จึงเรียกว่า เราไม่ใช่เพชรใช่พลอย เราเทศน์เรื่องเพชรเรื่องพลอยต่างหาก นี่ไม่ใช่ข้าวสุกข้าวสาร อันนี้เป็นเพชรพลอยแท้เป็นบุญกุศลแท้ พาคนไปสวรรค์นิพพานได้โดยไม่สงสัย เป็นมาตั้งแต่ศาสดาองค์ไหน ๆ อันนี้ฉุดลากสัตว์โลกให้พ้นจากทุกข์ ไอ้ข้าวสุกข้าวสารมันไม่เห็นเม็ดไหนมันมาฉุดลากไก่ให้ขึ้นสวรรค์นิพพาน

เอาแค่นี้ก่อนนะ วันนี้ค่ำแล้ว ดีแล้ววันนี้ได้ทั้งบุญกุศลเป็นสิริมงคล วันนี้หลวงตาก็ได้มาเยี่ยมที่สวนใหญ่ ๆ นี่ สวนเศรษฐีประไพศรี ถ้าไม่รู้เนื้อรู้ตัวเราก็จะบอกว่า นี่สวนเศรษฐีประไพศรีเห็นดีแต่ข้าวสุกข้าวสาร ไม่สนใจกับเพชรกับพลอย แต่นี่ตระหง่านอยู่นี่เห็นมั้ยล่ะ มันจะพูดได้ลงคอยังไง (คุณประไพศรี : ตอนที่ปลูกบ้านหลังนี้ ค่าปลูกบ้านมีผ้าป่ากับมีทองอยู่ในค่าปลูกบ้านด้วย ระหว่างปลูกบ้านนี่เจ้าค่ะ) ก็อย่างงั้นแหละ ไม่มีแต่ข้าวสุกข้าวสาร เพชรพลอยก็มีแทรกอยู่นั่น วันนี้เทศน์ไม่มาก แต่เทศน์ย่อ ๆ เทศน์เอาแต่เนื้อ ๆ วันนี้

นี่ทานแต่ละครั้ง ๆ น้อยเมื่อไรนี่น่ะ นี่ทองคำวันนี้ได้ตั้งกิโล อยู่ในกรุงเทพฯ ก็ให้ทานอยู่ตลอดเวลา ว่าประไพศรีเป็นประไพศรีคนไหนน่ะ จะเป็นคนกรุงเทพฯหรือมาประไพศรีแฝงมาจากทางไหนน่ะ วันนี้เราจ้องมองมาตั้งแต่จะออกจากวัด พอมาเจอ อ๋อเท่านั้นหยุดเลย นี่มหากุศลช่วยชาติบ้านเมืองก็ได้ ช่วยหัวใจเราไปสวรรค์นิพพานก็ได้ ได้ทั้งสอง

www.Luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก