นักเสียสละ
วันที่ 7 สิงหาคม 2538
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๓๘

นักเสียสละ

ผู้พิพากษา ทนายความ อัยการ นี่เป็นจุดสำคัญจุดหนึ่ง แล้วก็คณะหมอทั่วประเทศ ถ้าคำว่าหมอละทั่วโลกนี่ก็จุดสำคัญจุดหนึ่งที่เข้าด้ายเข้าเข็มกับประชาชน ส่วนมากมีแต่พวกนี้สอยจมูก แล้วก็ตำรวจ สามจุดนี้เป็นจุดสำคัญมากของเมืองแต่ละเมือง ๆ เพราะอันนี้เป็นหลักใหญ่จุดใหญ่ ทำให้เป็นแร้งก็เป็น เป็นกาก็เป็น เป็นปูเป็นปลาเป็นสัตว์สาราสิงเป็นไปได้หมด พวกนี้ให้เป็น-เป็นไปได้หมด นี่เราพูดถึงว่าถ้าไม่มีธรรมเสียอย่างเดียวเป็นไปได้ทุกแง่ทุกมุมหาประมาณไม่ได้ แหลกหมด ประชาชนบอบช้ำมาก พอก้าวขึ้นศาลปั๊บประชาชนบอบช้ำแล้ว เอาเงินโปะเข้าไป ๆ มัดคอฉิบหายวายปวงไปหมด

ไม่ว่าตำรวจไม่ว่าผู้พิพากษา อัยการ ทนายความ หมอก็เหมือนกันยิ่งรีดได้ถนัดชัดเจนมาก เพราะคนจะตายเข้าไปจะบีบเอาสักเท่าไรก็ได้เป็นไรไป ถ้าไม่มีธรรมเสียอย่างเดียวเป็นอย่างนี้แน่ ๆ ไม่เป็นอย่างอื่น ถ้ามีธรรมพอมองเห็นสงสารแล้ว คนมีธรรมเป็นอย่างนั้นนะ กิริยามารยาทที่แสดงต่อกันก็เป็นกิริยามารยาทของคนเอ็นดูสงสารซึ่งกันและกัน เห็นใจกัน ไม่เป็นกิริยามารยาทของยักษ์ของผีที่จะรีดจะไถโดยถ่ายเดียว นี่ต่างกันอย่างนั้นนะหัวใจเรานี้แหละ ถ้ามียักษ์มีผีเข้าแทรกอยู่ในนั้นไม่มีธรรมเข้าชำระล้างแล้วเป็นไปได้อย่างนี้ เป็นยักษ์เป็นผีไปได้มนุษย์เรา ถ้ามีธรรมเข้าไปแล้วเป็นเทวบุตรเทวดาขึ้นมาทันที จิตใจเมตตาอ่อนโยนไม่เห็นแก่ได้ เห็นแก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

อันนั้นจะได้เท่าไรก็แล้วแต่ไม่อดตายว่างั้นเถอะ ไม่อดตายก็เอาแหละได้ช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกันก็พอ อย่างนั้นถูกต้องสำหรับธรรม แต่ผู้นั้นไม่อดนะ ผู้ที่ว่าอดตายไม่อด คืออดตายด้วยความดีไม่เคยมี แต่ตายด้วยความชั่วนี้มีมากต่อมาก ตายด้วยความดีฉิบหายวายปวงเพราะความดีนี้ยังไม่เคยปรากฏ ธรรมพระพุทธเจ้าก็ไม่เคยแสดงเอาไว้ว่าคนดีนี้ฉิบหายวายปวง คนชั่วได้ขึ้นครองบ้านครองเมืองเจริญรุ่งเรืองเราไม่เคยเห็น มีแต่พวกพินาศฉิบหายแหละพวกนี้

พอพูดนี้เราก็เลยระลึกได้ มีสองสามีภรรยาไปจากศรีสะเกษไปทำงานภาคกลางเป็นไข้โซซัดโซเซมา เงินติดกระเป๋าก็ไม่มีเข้าไปวัดป่า ตอนนั้นเรามาพักอยู่ที่โคราชเราได้ร่มเชียงใหม่มาคันหนึ่ง อู๊ย สวยงามมาก ร่มคันนั้นแต่ก่อนถ้าถึงสิบสลึงหรือสามบาทแล้วเรียกว่าแพงที่สุด ร่มเชียงใหม่ทำเป็นร่มที่ดีที่สุด ได้ร่มมาคันหนึ่งเราก็มาชมของเรา ถ้าภาษาภาคอีสานเราว่าเอามาแงงเบิ่ง มันสวย พอดีสองสามีภรรยามา ผัวนั่นเป็นไข้สั่นงก ๆ มาไม่มีร่มกั้นมาขอยา ยาก็บ่มี สั่นงัก ๆ ๆ อยู่นั่น พอดีเราก็มีร่มคันหนึ่ง จะไปยังไงละนี่ทั้งไข้ทั้งสั่นทั้งฝนก็ตกฟ้าก็ร้องอย่างนี้จะไปยังไง โอ๊ย ก็ไปอย่างนั้นแล้วไปแบบคนจนตรอกจนมุม เฮ็ดจังใด๋หัวใจมี จะกลับบ้านศรีสะเกษ เราก็เลยเอาร่มให้ เอาเสียร่มคันนี้สวยงามมาก แน่นหนามั่นคงมาก

พอให้ โอ๊ย ญาครูให้แล้วญาครูจะใช้อันใด๋ล่ะ ใช้อันไหนก็ช่างเถาะ ร่มใหญ่เฮาอยู่นี่เรานั่งอยู่กุฏิเด๊ เอาร่มน้อยไปเสีย โอ๊ย ของดิบ ๆ ดี ๆ ให้ ขอให้ท่านจงเจริญรุ่งเรืองเด้อ ให้พรดี๊ ขอให้ท่านจงเจริญรุ่งเรืองเด้อ เอาของดิบของดีให้กระด้อกระเดี้ยปานนี้ แต่เกิดมาก็ยังบ่เคยได้จักเทือ จับแล้วแงงเบิ่ง หันทางนั้นหันทางนี้เบิ่ง งามอีหลีดี๊ ราคาสามบาทได้มาจากเชียงใหม่ เฮายังบ่ทันได้ใช้ใหม่ ๆ เอี่ยม เขาว่าให้เจริญรุ่งเรือง เฮาก็บ่เห็นอดตาย เมื่อเช้านี้ก็ ๔๕ บาตร อดตายจังใด๋ ๔๕ บาตร กินให้ตายได้อยู่ แต่อดตายไม่อดแหละ กินให้ตายได้อยู่แล้ว บาตรเดียวก็ตายได้

นี่เราพูดทั่ว ๆ ไปตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า คนจิตใจกว้างขวางไม่ตีบตันอั้นตู้นี้ไปไหนไม่อดอยากไม่ตายนะ เพื่อนฝูงก็มาก จำเป็นจำใจนี้จะรุมเข้ามาช่วย ก็อย่างนั้นแหละ อำนาจความดีนี้อยู่ภายในใจเป็นแม่เหล็ก ไม่มีใครเห็นก็ตามเป็นแม่เหล็กเครื่องดึงดูดจิตใจคนอื่น ให้มีความเมตตาสงสาร ให้มีแก่ใจ ความดีดึงดูดความดีให้เป็นคนดีเข้ามาเกี่ยวข้องกัน ถ้าชั่วแล้วตีบตันอั้นตู้

คนตระหนี่ถี่เหนียวไปไหนไม่ค่อยมีใครดูแลนะ พวกนี้อดตาย เวลาตายไปก็อดอีกจะว่าไง อยู่ในโลกนี้กินก็แบบเขียม ๆ เศรษฐีกินใช้อะไรเขียมที่สุด เพราะความตระหนี่กวาดต้อนเอาไว้ไม่ให้แตะ เจ้าของเองก็สงวนรัก เห็นไหมกิเลสกล่อมให้สงวนให้รักไม่อยากให้แตะให้ต้อง กินอะไรก็แล้วแต่ขอให้มี ๆ ตายไปแล้วก็ขอให้มี กระดูกไม่ได้เลยก็ขอให้มี กิเลสหลอกขนาดนั้นนะ ตายไปแล้วถ้ากรรมไม่หนักมากนักมาเป็นเปรตเฝ้าสมบัติเงินทองอยู่นั่น เป็นทุกอย่างเป็นไปได้หมด

ดังที่เคยพูดให้ฟังเรื่องพระติสสะ โยมอุปัฏฐากเอาผ้ามาถวายเลยตัดเป็นจีวรเย็บย้อมเรียบร้อย พอดีกลางคืนเป็นอุปสรรคอะไรไม่รู้ท้องร่วง-ร่วงเสียจนตายกลางคืนนั้น จีวรย้อมเรียบร้อยแล้วยังไม่ได้ใช้เลยเจ้าของตายเสียกลางคืน ตื่นเช้าพระพุทธเจ้าเสด็จมาทันทีเลยนะ มารับสั่งทันที นี่เห็นไหม จีวรผืนนี้ใครจะแตะไม่ได้นะ พระติสสะตายแล้วมาเป็นเล็นเกาะอยู่จีวรนี้หึงหวงจีวร ใครจะแตะไม่ได้พระติสสะนี้จะโกรธจะเคียดแค้นแล้วจะต้องลงนรก เคียดแค้นให้พระที่เอาจีวรนี้ไปแจกกันแล้วจะจมในนรก

อย่าไปแตะนะ เอาไว้ยังไงเอาไว้อย่างนั้นเลย ห้ามไม่ให้ใครไปแตะ พระติสสะตายแล้วมาเป็นเล็นหวงอยู่ในจีวรผืนนี้ นั่นเห็นไหมเก่งไหม พระพุทธเจ้ารับสั่งห้าม เลย ๗ วันไปแล้วค่อยแจก คือ ๗ วันเท่านั้นเธอก็จะตาย พอ ๗ วันล่วงแล้วเสด็จมาอีก เอ้า ทีนี้แจกได้แล้วพระติสสะไปสวรรค์แล้ว

คือไม่มีใครแตะต้องจีวรจิตใจก็ไม่กำเริบ จิตใจก็ดี เข้าใจว่าจีวรเป็นของตัวเพราะไม่มีใครไปแตะต้อง พระพุทธเจ้ารับสั่งไม่ให้ไปแตะเลย ตากไว้ยังไงให้อยู่อย่างนั้นเลยใครอย่าไปแตะ เวลานี้พระติสสะหวงมากหวงจีวรยังไม่ได้ใช้ ถือว่าเป็นของตัวอยู่นั่นแหละ เป็นเล็นก็ยังเอาจีวรเป็นของตัวอยู่ จนกระทั่งพระติสสะตายแล้วไปสวรรค์ มารับสั่ง เอ้า ทีนี้แจกได้แล้วจีวรนี้ พระติสสะตายแล้วไปสวรรค์แล้ว ไม่มีใครแตะจิตใจก็ไม่กำเริบตายแล้วก็ไปสวรรค์ เพราะมีความดีอยู่แล้ว

เวลานั้นไม่เห็นสวรรค์นิพพานเลิศเลอยิ่งกว่าจีวรผืนเดียว เพราะฉะนั้นจึงมาเกาะมาติดอยู่นั้น หากใครไปแตะนั้นอีกเอาอีก เห็นไหมกิเลสไว้หน้าใครเมื่อไร ไปแตะแล้วโกรธขึ้นมาซี โกรธขึ้นมาก็เป็นกรรมหนักเข้าอีก โกรธให้พระเหรอตกนรก ท่านห้ามไม่ให้แจกจีวรก็เพราะกันพระติสสะจะไปตกนรก พระพุทธเจ้ามารับสั่งเอง นั่นละละเอียดขนาดไหนจิตใจ ตายแล้วมาเป็นเล็นไม่มีใครเห็น สวรรค์นิพพานสู้จีวรผืนเดียวไม่ได้ มาหวงจีวรผืนเดียวไม่ห่วงสวรรค์นิพพาน นั่นใช่เล่นเมื่อไรกิเลส เก่งมาก ๆ ยังว่าอยู่นี่ ใครตระหนี่ถี่เหนียวเป็นอย่างนั้นแหละ

นี่พูดตามแบบฉบับของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ทรงตำหนิทั้งนั้นความตระหนี่ถี่เหนียว ไม่มีพระพุทธเจ้าพระองค์ใดแหวกแนวออกมาว่าความตระหนี่นี้ดีไม่เคยมี พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์แสดงแบบเดียวกันหมดว่านี้คือภัยของสัตว์โลก อยู่ด้วยกันไม่ติดไม่สนิทสนมกันก็เพราะธรรมชาตินี้ทำลาย คือคนตระหนี่ไปไหนมันทำลายไม่ได้สมานนี่นะ คนเฉลี่ยเผื่อแผ่ไปไหนสมาน สมานน้ำใจสมานความสามัคคีมีแก่ใจต่อกัน ๆ คนมีจิตใจกว้างขวางไปไหนไม่อดอยากขาดแคลน จะเป็นคนทุกข์จนก็น่าสงสารมาก เป็นคนมีก็ยิ่งน่าเคารพเลื่อมใส คนตระหนี่ถี่เหนียวกับคนกว้างขวางเป็นอย่างนั้น นี่เราพูดทั่ว ๆ ไป

ทีนี้กิเลสมีอยู่ในบุคคลทุกคน มีมากมีน้อยมีด้วยกันทุกคน ไปบวชแล้วนิสัยเคยตระหนี่ก็ตระหนี่ นิสัยเคยตระหนี่ถี่เหนียวไปบวชแล้วแทนที่จะเสียสละ การบวชคือความเสียสละกลับไปสั่งสมกิเลสขึ้นมา ไม่มีใครสั่งสมกิเลสมากยิ่งกว่าพระหัวโล้น ๆ นะ ผู้มีนิสัยอย่างนั้นมี ไม่ยอมเสียสละคือไม่ยอมแก้ไขดัดแปลงตัวเองก็ยิ่งเพิ่มขึ้นอีก ๆ พูดแล้วน่าทุเรศนะ ก็ไม่ทราบจะสั่งสมไปอะไร ตายแล้วก็ไม่ได้อะไร กระดูกก็ไม่ได้ เนื้อหนังมังสังนี่ทิ้งเกลื่อนไม่ได้อะไรติดเนื้อติดตัวไป ความดีควรจะได้จากสมบัติเงินทองของที่ได้มาก็ปล่อยให้ความตระหนี่เอาไปกินอีกแล้ว เจ้าของก็มาเป็นเปรตเป็นผี เสียสละเพื่อความเป็นเปรตเป็นผีมีอย่างเหรอคนเรา

ท่านแสดงไว้มากนะ ชาดกเกี่ยวกับอันนี้มีมากจริง ๆ จนไม่พรรณนา ที่พวกตายแล้วไปเป็นเปรตเป็นผีเพราะความตระหนี่ ๆ นี้มีมากจริง ๆ ในครั้งพุทธกาล แล้วครั้งนี้ไม่มีเหรอเปรตผี มีแต่ครั้งนั้นเหรอ ครั้งนี้ครึล้าสมัยไปหมดแล้วเหรอพวกเปรตพวกผี ตระหนี่เท่าไรก็ได้อย่างว่าเหรอ

หรือเอาแบบว่าสามล้อเขามาจากสถานีอุดร ฯ เศรษฐีนั่งรถสามล้อเขามา จะเอาอย่างนั้นเหรอ นั่งรถสามล้อเขามาจากสถานีรถไฟมาถึงตลาดอุดร ฯ ให้เขาบาทเดียว คือธรรมดาเขาคิด ๕ บาท นี่ให้เขาบาทเดียว เขาขอสัก ๒ บาท โอ๊ย ไม่ เฉยเลยลงรถไปเลย จะเอาอย่างนั้นเหรอหรือเอาอย่างไหน ตายแล้วไม่เห็นได้อะไรเลยทิ้งเกลื่อนอยู่นั่น กระดูกก็ทิ้งเหมือนกับโลกทั้งหลายเขาทิ้งกัน มันหากเป็นอยู่ในหัวใจนะคนเรา

พูดแล้วน่าสงสารนะ เขาขอสัก ๒ บาทเท่านั้นก็ไม่ได้ ธรรมดาก็ ๕ บาทนี่ให้บาทเดียว มองเขาก็รู้ว่าเป็นเศรษฐีเขาก็ไม่ต่อไม่พูดราคากันแหละให้ขึ้นเลย ขึ้นมาแล้วนึกว่าจะให้สมหน้าสมตาเศรษฐีอย่างน้อย ๕ บาทหรือ ๑๐ บาทก็ได้นี่นะเป็นเศรษฐีนี่ ลงมาแล้วให้บาทเดียว ขอสัก ๒ บาทก็ไม่ได้ เฉยเข้าร้านเงียบเลย ได้เงินบาทเดียว

โห เจ็บแสบมากสามล้อคนนั้นเล่าให้หมู่เพื่อนฟังหมดเลย อีตาคนนี้ร้านนั้น ๆ ใครอย่าให้ขึ้นสามล้อเป็นอันขาดนะ พวกสามล้อประกาศกันเขาเจ็บแค้นมาก พูดอย่างนั้นจริง ๆ นี่เล่าให้เราฟังชัดเจนไม่ใช่ว่าเราอุตรินะ บอกจนกระทั่งผู้ขึ้นรถคือใครอีกด้วย เศรษฐีไหนน่ะขนาดนั้นนะเขาบอก แล้วเวลาตายเป็นยังไงเราก็ทราบจนกระทั่งแกตายอีก เพราะติดหัวใจที่พวกสามล้อเขาเคียดแค้นมากจริง ๆ

เขาประกาศกันหมดพวกสามล้อ ถ้าเป็นอีตาคนนั้นอย่าให้ขึ้นสามล้อนะถ้าไม่อยากจม เราให้ขึ้นแล้วให้เงินบาทเดียว ขอ ๒ บาทเท่านั้นก็ไม่ได้ ลงสามล้อไปเงียบเลย ใครอย่าให้ขึ้นเป็นอันขาดนะถ้าไม่อยากจม เราก็ไม่ลืมนะ ตายก็เหมือนโลกเขาตายไม่เห็นผิดแปลกอะไร ขายหน้าจริง ๆ เงิน ๕ บาทนี้เอาหน้าเศรษฐีไว้คงเส้นคงวาหนาแน่นเป็นที่ชุ่มเย็นให้ตามที่เขาให้กัน ๕ บาท นี่ให้บาทเดียวขายเอาเสียอย่างหมดร้านเลย เงินบาทเดียวเท่านั้นละขายหมดทั้งร้านเลยพวกสามล้อไม่มองหน้าเลย

พิจารณาให้ดีนะใครอย่าเห็นว่าเงินทองดีกว่าน้ำใจนะ ไม่มีอะไรเหนือน้ำใจ น้ำใจเข้าถึงไหนถึงกันหมดน้ำเงินสู้ไม่ได้ น้ำเงินไปจากน้ำใจ ถ้าไม่มีน้ำใจแล้วน้ำเงินจะมีไปไม่ได้ อยู่ที่น้ำใจคนเรา น้ำใจมีธรรมจึงจะเป็นได้ ถ้าน้ำใจไม่มีธรรมมีเท่าไรกวาดต้อนเอาหมด

พระตระหนี่เราก็เคยเห็นเพราะเราบวชมานานนี่นะ เข้านอกออกในได้หมดเพราะฉะนั้นจึงทราบหมด ฝ่ายปริยัติก็ทราบเพราะเข้าทางปริยัติเรียนอยู่ตั้ง ๗ ปี เข้านอกออกในไปไหนมาไหนวัดราษฎร์วัดหลวงวัดใหญ่วัดน้อยเข้าหมดรู้หมด ต่อจากนั้นก็ออกทางด้านปฏิบัติล่าอาจารย์ เป็นนักล่าอาจารย์นะนี่ อาจารย์องค์ไหนที่ไม่ต้องใจไม่อยู่ด้วย ไม่อยู่ เข้าหาอาจารย์องค์นี้ไปถ้าไม่ต้องใจไม่อยู่ มีขัดข้องตรงไหนไม่สะดวกตรงไหน ดูว่าขัดข้องกับหลักธรรมหลักวินัยข้อไหน ๆ ก็รู้เพราะเรียนมาแล้วนี่ ไม่สนิทใจไม่อยู่ ๆ

จึงไปติดปุ๊บเอาพ่อแม่ครูจารย์มั่น พอเข้าไปเท่านั้น กลัวมากนะเพราะร่ำลืออยู่แล้วว่าท่านดุมากเด็ดมาก แต่เราเชื่ออันหนึ่งว่าครูบาอาจารย์ขนาดนี้แล้วดุคนเด็ดคนว่าให้คนอย่างไม่มีเหตุมีผล ดุด่าว่ากล่าวเหมือนตาสีตาสามีอย่างเหรอ ไม่มี ต้องมีเหตุมีผล ชื่อเสียงโด่งดังทั่วประเทศไทยดุคนหาเหตุหาผลไม่ได้มีอย่างเหรอ จับเอาจุดนี้แหละ

ไปก็เอาจริง ๆ ใส่เปรี้ยงเลย ลงจริง ๆ นะลงอย่างถึงใจด้วย เรายังไม่ลืม ไปประโยคแรกเลย ว่าอาจารย์นี้แหละอาจารย์ของเราองค์ดุเก่ง ๆ นี้คืออาจารย์ของเรา เราจะต้องไปหาอาจารย์องค์นี้ ท่านจะดุแบบไหนให้เราเป็นตัวประกัน ท่านดุเราแบบไหนท่านไล่เราหนีจากวัด ไล่ด้วยเหตุผลกลไกอะไรเราจะติดตามให้รู้หมด ครูบาอาจารย์องค์นี้เป็นอาจารย์ของเราแน่

ไปเราก็เดินซุ่มซ่าม ๆ ไปกลางคืนมืด ๆ ท่านเดินจงกรมอยู่ข้างศาลาเล็ก กลางคืนมืด ๆ เราไม่เห็นนี่ท่านเดินจงกรมอยู่ เดินซุ่มซ่าม ๆ มองโน้นมองนี้ไม่เห็น ใครมานี่(ท่านว่า) ท่านยืนอยู่แล้วเราเดินห่างกันวาเดียวเท่านั้นเราไม่เห็นท่าน เรามีแต่มองดูศาลาเล็ก ๆ ถ้าว่าศาลาก็เล็กไปถ้าว่ากุฏิก็รู้สึกจะใหญ่ไปหน่อย นี้เป็นอะไรแน่หนอ กำลังเซ่อซ่า

ใครมานี่(ท่านว่า) ท่านยืนอยู่ กระผม(ก็ว่าอย่างนั้นแล้ว) ท่านก็ขึ้นเปรี้ยงเลยพอว่ากระผมเท่านั้น อันผม ๆ ๆ นี้ตั้งแต่คนหัวล้านมันก็มีตรงที่ว่าไม่ล้าน โถแย้งซิใครจะแย้งที่ตรงไหน อันว่าผม ๆ นี้ตั้งแต่คนหัวล้านก็มีผมตรงที่มันไม่ล้าน นั่นเห็นไหม คือตรงที่ไม่ล้านมีผม เอ้าแย้งซิ ลงเลย ทำไมถึงได้ถูกต้องเอานักหนา หมอบเลย

กระผมพระมหาบัว ก็ว่าอย่างนั้นซี ไอ้นี่ผม ๆ ๆ ท่านใส่เราอย่างนั้นอีกด้วยนะ ใครจะไปรู้เรื่องด้วยผมเต็มหัวทุกคน แม้แต่เด็กยังมีผมท่านใส่เข้าอีก อู๊ย ทำไมถูกเอานักหนายิ่งซึ้งนะ เป็นผลบวกเต็มที่เลย สมเหตุสมผลแล้ว นี้ละคืออาจารย์เรา ไปก็โดนเอาจริง ๆ โดนประโยคแรกเลย ผม ๆ ๆ ขำจะตาย บอกคนหัวล้านก็มีตรงที่ไม่ล้าน

พอได้ยินเสียงท่านบ๊งเบ๊งใส่เราพระเดินจงกรมอยู่ตามนั้นต่างองค์ต่างมารุมมา ดึกแล้วใครไปแหย่ท่านพระคงว่า ใครแหย่พระเซ่อ ๆ เข้าไปถูกท่านกระหนาบเอาเสียมันถึงใจนะ ทำไมท่านพูดถูกเอานักหนา จับเอาตรงเหตุตรงผลนะ เสียงไม่สำคัญละจับเอาตรงเหตุตรงผล พอว่ากระผมพระมหาบัวเท่านั้น เอ้อก็ว่าอย่างนั้นซี อันนี้ผม ๆ ๆ ใครจะไปรู้ ผมเต็มหัวทุกคน(ท่านว่าอย่างนั้น)

มันก็ถูกผมเต็มหัวทุกคนใช่ไหมล่ะ ไม่มีอะไรผิดนี่นะ พูดตรงไหนถูกตรงนั้น ทำไมถูกเอานักหนา..ยอมเลย เป็นผลบวกเต็ม ภูมิใจนะ ไม่ได้คิดเลยสักนิดหนึ่งว่าท่านดุเราอย่างนั้นอย่างนี้เป็นแบบโลก ๆ แบบกิเลสมันไม่มีนะ ลงเอาอย่างราบเลยเทียว โถ ทำไมพูดถูกเอานักหนา ผม ๆ ๆ ท่านพูดแหย่เสียด้วยนะ พูดแล้วยังไม่แล้วยังผม ๆ ๆ ก็ว่าอย่างนั้นซีมันถึงจะรู้เรื่อง นี่ผม ๆ ๆ ใครจะไปรู้เรื่อง ผมเต็มหัวทุกคน

อย่างนั้นละผู้เป็นธรรมพูดออกมาคำไหนน่าฟังทั้งนั้น มีเท่าไรหมดนะ ใครเอาอะไรไปให้ทานนี้หมดเลย ๆ ๆ ท่านไม่เคยคิดแม้เม็ดหินเม็ดทรายนะเรื่องการสั่งสมนี่ไม่มี มีแต่ความเมตตาความเสียสละ มีเท่าไรหมด ๆ ๆ ตอนนั้นอดผ้าเสียด้วยนะตอนปี ๘๔ - ๘๕ สงครามโลกนี่นะ ผ้าอะไร ๆ จะนุ่งจะห่มไม่มี พวกญาติโยมเขามาขอท่านให้พระขนออกมาแจกทาน มีเท่าไรให้จนหมดเลยนะ เขามาทานเรื่อยท่านรับไว้ท่านก็แจกทานเรื่อย ๆ ๆ พวกญาติโยมคนทุกข์คนจนมาขอ ให้พระเณรขนออกมาให้คนละผืน ๆ ไปหมด นักเสียสละจริง ๆ ยกให้เป็นเลิศ

ฝ่ายกรรมฐานเรายกให้พ่อแม่ครูจารย์มั่นนี้เป็นเลิศทางเป็นนักเสียสละ ไม่มีแม้เม็ดหินเม็ดทรายปรากฏในใจว่าท่านจะเก็บสั่งสมไว้เพื่ออะไรไม่มี ทางปริยัติก็สมเด็จมหาวีรวงศ์วัดพระศรีมหาธาตุ ชื่อเดิมท่านชื่อพิมพ์ มหา ๖ ประโยค นั่นละเป็นอาจารย์สอนบาลีเรา สอนธรรมบทสอนเปรียญ ๓ นี่เป็นอาจารย์เรา องค์นี้ก็ไม่มีเหลือมีเท่าไรหมด

เราได้อาจารย์ ๒ องค์ในประเทศไทยว่างั้นเลยนะ อาจารย์เรามี ๒ องค์ องค์นี้องค์หนึ่ง เราเรียนหนังสืออยู่กับท่านเราเป็นคนเก็บรักษาทุกสิ่งทุกอย่าง พอของมามาก ๆ บอกกันไว้เลยนี่จวนแล้วนะ ๆ คือท่านจะให้จับสลากแจกหมดทั้งวัดเลย พอของมากขึ้น ๆ นี่จวนแล้วนะ ๆ สักเดี๋ยวก็ เอ้า เขียนฉลากติดแล้วก็จับสลากแหละ ใครจับถูกอะไรก็ให้เอาอันนั้นไปเลย ๆ หมด

หลายครั้งหลายหนเรารู้เรื่องเราก็ขโมยหนีเอา ผ้าสองสามไตรเอาขโมยหนีเลย หนีไปไว้ที่อื่นไม่ให้ท่านเห็น พอแจกเสร็จเรียบร้อยแล้วเราก็เอากลับคืนมาไว้ตู้นั้นแหละ เอ้า มายังไงอีกก็ให้ทานไปหมดแล้ว ใครเอามานี่หือ ขู่เรา เอาไปเก็บไว้ที่ไหนทำไมไม่เอามาทานเวลาทานน่ะ เอามาเก็บไว้ทำไม เก็บไว้เวลาจำเป็นหากพระเณรองค์ใดก็ตามไฟไหม้จีวรบ้างอะไรบ้าง ปุบปับมาขอจะไม่มีอะไรให้ก็เก็บไว้อย่างนั้นแหละ ท่านนิ่งนะ แน่ะอย่างนั้นแหละถ้ามีเหตุมีผลแล้วท่านนิ่ง ท่านฟัง.นิ่ง

คือเราพูดไว้เผื่อความจำเป็นเวลาฉุกเฉินจะไม่มีอะไรต้อนรับกัน จึงเก็บเอาไว้ หากว่าจำเป็นถ้าไฟไหม้ผ้าองค์ไหน ๆ ครั้นวิ่งมาจะเอาอะไรให้ ก็ต้องเอาอันนี้ให้ คิดว่าอย่างนั้น ท่านไม่ตอบว่ายังไงนะไม่ดุว่ายังไง..เฉย นิ่งเลยนะ นั่นถ้ามีเหตุมีผล นอกนั้นหมดเลย นี่ละถึงไหนถึงกันสมเด็จองค์นี้ ไม่มีเหลือแหละอะไรหมดเลย แล้วบริษัทบริวารท่านน้อยเมื่อไร ไปที่ไหนคนนับหน้าถือตาเคารพกราบไหว้บูชา งานศพท่านก็คนแน่นแผ่นดินมา นั่นละอำนาจแห่งความกว้างขวาง

เอาละที่นี่ให้พร


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก