หัวหน้า
วันที่ 18 สิงหาคม 2538
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมคณะสาธารณสุขอำเภอ จ.อุดรธานี ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๓๘

หัวหน้า

ความดีคนดีนั่นละเป็นหลักใหญ่ของหน้าที่การงานทุกประเภท จะเว้นจากความดีการกระทำดีเป็นคนดีไปไม่ได้ หลักใหญ่ก็อยู่ตรงนั้น อย่างหัวหน้าต้องเป็นหัวหน้าที่ดี ไม่ทำตัวให้เสียให้ลูกน้องดูถูก เป็นหัวหน้าที่น่าเกรงขามโดยธรรม น่าเคารพเลื่อมใส หัวหน้าไม่ว่าหัวหน้าประเภทใด เช่นอย่างในวัดนี้ก็เหมือนกันหลวงตาเป็นหัวหน้า พระมาอยู่ที่นี่จิตจ่อมาตรงนี้หมดมาปากเดียวนี้หมด กิริยาอาการที่แสดงออกนี้เป็นครูสอนทั้งนั้น กิริยาของหัวหน้าวัดเป็นกิริยาสำคัญ ก็เหมือนผู้ปกครองงานต่าง ๆ นั่นแหละ คือความเคลื่อนไหวต่าง ๆ นั้นเป็นแบบเป็นฉบับ ๆ ไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทางที่ผิดที่พลาด เคลื่อนไหวไปในทางที่ถูกที่ดี ให้ผู้น้อยที่ได้เห็นได้ยินได้ยึดเป็นคติตัวอย่าง นอกจากนั้นก็อบรมแนะนำสั่งสอน

หลักใหญ่หัวหน้าต้องเป็นคนดี พระก็เป็นพระดี เคร่งครัดในหลักธรรมหลักวินัย เคร่งครัดต่ออรรถต่อธรรมทุกด้านทุกทาง เข้มงวดกวดขัน สิ่งใดที่จะเป็นภัยกับวัดกับวานี้ผู้เป็นหัวหน้าจะต้องโดนก่อน ๆ เป็นผู้ระวังรักษาทุกด้านทุกทาง เช่นอย่างวัดนี้ก็หลวงตาเป็นหัวหน้า ตาพระเณรจะมาจับอยู่ที่ตรงนี้ หูพระเณรจะจ่อฟังอยู่ที่ปากเดียว แสดงออกมายังไงบ้าง กิริยาอาการที่กระทำออกไปมียังไงบ้าง จึงว่าศึกษา คือหูก็ฟังสำเหนียกศึกษา ตาก็สำเหนียกศึกษา ศึกษาไปด้วยในตัว เรียกว่ามาอบรมศึกษาจากหัวหน้า หัวหน้าต้องเป็นแบบเป็นฉบับ หัวหน้าโกโรโกโสใช้ไม่ได้เลย วัดก็เป็นวัดที่เลว ถ้าหัวหน้าเลวเสียอย่างเดียววัดเลวหมด ลูกวัดก็เลวไม่เคารพเลื่อมใส โกโรโกโสหาแบบหาฉบับไม่ได้

อันนี้หน้าที่การงานของเราก็เหมือนกันก็ต้องมีแบบมีฉบับ การปฏิบัติต่อคนไข้ก็ให้ถือทำนองกันกับเราปฏิบัติต่อคนในครอบครัวของเรา ครอบครัวของเราคือผัวคือเมียลูกเต้าหลานเหลนเจ็บไข้ไม่สบายรักษากันยังไง เรารักษาคนไข้ที่มาเกี่ยวข้องกับเราก็มีน้ำใจกิริยาอาการรักษาอย่างเดียวกัน ไม่ถือว่าเป็นคนไกล ไม่ถือว่าเป็นคนทุกข์คนจน ไม่ถือว่าเขาเป็นคนมั่งมีศรีสุขจะต้องเอาอกเอาใจเขาอย่างเดียว ให้ถือเอาเหตุเอาผลเอาความดีงาม ความเอาใจใส่ ความมีแก่ใจ

กิริยามารยาทของหมอส่วนมาก จะเป็นกิริยามารยาทที่ออกหน้าก่อนหมอ จะฉีดหยูกฉีดยาจะให้ยารับประทานอะไรก็ดี กิริยามารยาทของหมอจะต้องออกก่อน เป็นยังไงอย่างนั้นอย่างนี้ถาม มีความอะลุ้มอล่วย มีความเมตตาสงสาร มีความเป็นกันเองต่อคนไข้ทั้งหลาย เอาอกเอาใจคนไข้ เพราะเวลานั้นคนไข้มาหาเรามาพึ่งเรา เราต้องให้ที่พึ่งกับคนไข้อย่างน้อยมารยาทเป็นสำคัญมาก ไม่หน้าบึ้งหน้าเบี้ยวต่อเขา เวลาเขามาหาเราเป็นยังไง เขาหวังให้เราเอาใจเขานั่นเอง คนไข้ไม่มีที่พึ่งก็หวังมาพึ่งหมอพึ่งพยาบาล เราก็มีหน้าที่ที่จะให้ที่พึ่งเขาทั้งกิริยามารยาทนุ่มนวลอ่อนหวานเป็นที่ไพเราะเพราะพริ้งในการพูดการจา ตลอดถึงวางหยูกวางยาให้ด้วยความเมตตาสงสาร จึงเป็นเหมือนกันกับเรารักษาคนในบ้านในเรือนของเรา ลูกเต้าเหล่ากอของเรารักษาฉันใด เรารักษาหรือปฏิบัติต่อคนไข้ภายนอกก็มีกิริยามารยาทอย่างนั้นมันก็สม่ำเสมอ

คนไข้มาหาหมอจะต้องมาดูมารยาทหมอก่อนอื่น ยาเป็นทีหลังนะ คือมารยาทนั้นเกี่ยวข้องกันทีแรกเลย พอมาถึง เป็นยังไง นั่นประสานกันแล้ว คนไข้จะต้องดูหมอดูพยาบาลเป็นยังไง ถ้าหมอพยาบาลมีความเอาใจใส่โอบอ้อมอารีดี คนไข้เริ่มถูกยาแล้ว ถูกยามารยาทของหมอ ยานี้เป็นที่หนึ่ง จากนั้นมียาอะไรก็เป็นที่สองที่สามไป มารยาทนี้จึงต้องเป็นของสำคัญมากที่หมอและพยาบาลจะต้องปฏิบัติต่อคนไข้อย่างเข้มงวดกวดขันไม่จืดจาง ก็คือมารยาท วางตนให้เหมาะสมอยู่ตลอดเวลากับคนไข้ที่เขามาหวังความเอาใจจากเรา มาพึ่งเรา

ทีนี้หน้าที่การงานของเรามีอยู่ในนั้นด้วย การประพฤติตัวของเราก็มีอยู่กับหมอกับพยาบาลด้วย เราก็เป็นคนดีเป็นพยาบาลดีก็ดีเท่านั้นเอง ถ้าหมอไม่ดีพยาบาลไม่ดีคนไข้ไม่นับถือ คนไข้ไม่เคารพไม่นับถือเขาไม่ขึ้นว่างั้นเถอะ เรื่องหลักเกณฑ์อันนี้คือความดี ปฏิบัติต่อลูกน้องก็เหมือนกันไม่ลำเอียง สม่ำเสมอ ใครผิดก็ว่ากันตามผิด ถูกว่ากันตามถูก ไม่ลำเอียงโมกโขโลกนะเห็นแก่หน้าแก่ตากันอย่างนั้นใช้ไม่ได้ บกพร่องถ้าเป็นอย่างนั้น หัวหน้าบกพร่องหัวหน้าลำเอียงไม่สม่ำเสมอ ทางวัดยิ่งถือมากเรื่องอคติ ๔ นี้ทางธรรมถือกันมากทีเดียว ต้องเสมอ ผิดถูกประการใดตามหลักธรรมพระพุทธเจ้าทรงสอนโลกมาเป็นประจำเป็นอย่างนั้นละ อคติ ๔ นี้ต้องถือเข้มงวดกวดขันระมัดระวังมากทีเดียว ไม่เอนไม่เอียงให้เสมอ

หัวหน้าก็อย่าไปกินเหล้าเมายาสูบกัญชายาฝิ่น เหล่านี้เสียหายไม่ใช่ของดี ลบล้างคุณสมบัติของเราลงอย่างฮวบเลยเทียว อันนี้ไม่ดีเลยใครอย่าไปแตะต้อง ผู้ที่จะดำเนินเป็นหัวหน้างานแต่ละงาน ๆ ต้องปรับปรุงตัวให้ดี เพื่อเป็นหลักเกณฑ์อันดีงามแก่หน้าที่การงานและลูกน้องทั้งหลายซึ่งมีจำนวนมากน้อยเขาจะได้รับความร่มเย็นเป็นสุข อบอุ่นเมื่อนายเป็นคนดี ถ้านายเป็นคนเลวเสียอย่างเดียวแล้วใครไม่อยากมองหน้านะ อันนี้สำคัญมากอันหนึ่ง พยายามปฏิบัติตัวของเราให้ดี

คิดดูแต่พระท่านผู้ตั้งใจปฏิบัติดี เราไม่ได้พูดถึงพระทั่ว ๆ ไปนะ หัวโล้น ๆ โกนคิ้วเอาผ้าเหลืองคลุมตัวเองแล้วเป็นเทวทัตไปมันเยอะนะ เราต้องหมายถึงพระผู้ดีผู้มีศีลมีธรรมจริง ๆ เจตนาท่านบริสุทธิ์ ท่านมาบวชเพื่อศีลเพื่อธรรมจริง ๆ ท่านประพฤติตัวของท่านเป็นยังไง ท่านยังบังคับตนของท่านได้ ทุกข์ยากลำบากท่านก็บังคับกัน ท่านใส่ธรรมใส่วินัยใส่คุณงามความดีทั้งหลายได้ เราก็เป็นคนคนหนึ่งเป็นลูกศิษย์ที่มีครู ควรจะพยายามดัดแปลงแก้ไขตัวของเราให้ไปตามสภาพแห่งฆราวาสที่เป็นพลเมืองดี ปฏิบัติตัวตามหน้าที่การงานอันดีแล้วก็ค่อยเคยชินไป และลูกเต้าหลานเหลนเกิดขึ้นมาสุดท้ายภายหลังก็จะได้ถือผู้ใหญ่เป็นคติตัวอย่างอันดีงามไว้ แล้วบ้านเมืองเราก็มีขื่อมีแปไม่โกโรโกโส

ผู้ใหญ่ละสำคัญมากเป็นผู้นำ นำทุกด้านนะไม่ใช่นำแต่ที่เป็นหัวหน้าในวงงานเท่านั้น ยังนำไปทุกอย่าง ลูกเล็กเด็กแดงนำหมดนะ แต่ละครอบครัว ๆ นี่มีเด็ก ๆ ออกมาโรงร่ำโรงเรียนนี่พ่อแม่เป็นยังไง จะส่อถึงพ่อแม่ก่อนอื่นเพราะเป็นบุพพาจารย์แนะนำสั่งสอนอบรมเด็กก่อนอื่น ก่อนครูเสียด้วย การสัมผัสสัมพันธ์กันทางหูทางตาไม่ว่าทางใดเด็กจะต้องสอดส่องมองดูพ่อแม่อยู่ในหลักธรรมชาติ นั้นละเรียกว่าการศึกษาโดยหลักธรรมชาติ ถ้าพ่อแม่เป็นคนดี ปฏิบัติหน้าที่การงานตลอดถึงปฏิบัติต่อกันระหว่างพ่อกับแม่ ไม่ทะเลาะเบาะแว้งให้ลูกได้เดือดร้อนวุ่นวาย ลูกก็อบอุ่น

ถ้ามาตอนเช้าก็ทะเลาะกัน ตอนเย็นก็ทะเลาะกัน เวลาไหนมีแต่ทะเลาะกัน เด็กใจเสียไปหมดเลย ไปโรงร่ำโรงเรียนเรียนหนังสือไม่รู้เรื่องรู้ราวเพราะพ่อแม่เป็นบ่อแห่งความทะเลาะ เป็นบ่อแห่งการทำลายความสงบร่มเย็นของเด็ก ความอบอุ่นของเด็กเสียไปหมด เหล่านี้เราจะต้องระมัดระวังด้วยกัน ต่างคนต่างอดต่างคนต่างทน ต่างคนต่างบังคับตัวเองเข้าใส่เหตุใส่ผล สิ่งใดที่ขัดใจกันในทางไม่เป็นธรรมแล้วอย่าฝืน หลักใหญ่อยู่ตรงนั้น อย่าฝืนทำ ทำมาแล้วก็ต้องทะเลาะกันแน่ ๆ เพราะผิดตั้งแต่ยังไม่ทะเลาะ

อย่างเขาไม่เห็นก็ผิดแล้ว เช่นสามีแอบไปหาภรรยาใหม่อย่างนี้นะ ไปหาอีหนู หรือภรรยาไปหาไอ้หนูอย่างนี้เหมือนกันนะ เขาเรียกแอบตีท้ายครัว แบบนี้เสียหายมากที่สุดเลย เสียหายอย่างให้อภัยกันไม่ได้ อย่างน้อยทะเลาะกันยังดีไม่ฆ่ากัน นี่ละคือความผิดจากหลักประเพณีของมนุษย์ที่มีเขตมีแดน เมื่อผิดไปแล้วก็เสียหายอย่างนั้น เราไม่ทำสิ่งเหล่านี้ไม่ทำ สามีภรรยามีมาไว้เพื่ออะไร เพียงเท่านี้ก็รู้แล้วคำถาม คำตอบไม่ต้องบอกกันก็ตอบได้ สามีภรรยามีมาไว้เพื่ออะไร เพียงเท่านั้น แล้วหาคนอื่นเข้ามายุ่งเพื่ออะไร เกิดประโยชน์อะไร เพียงเท่านั้นก็รู้เรื่องรู้ราวแล้วคนเรา

ถ้าต่างคนต่างเดินอยู่ในกรอบของศีลของธรรมแล้วลูกเล็กเด็กแดงก็อยู่เย็นเป็นสุขสบาย การจับการจ่ายถ้าไม่มีสิ่งแอบแฝงอย่างนี้ก็ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมนะ ไม่รั่วไหลแตกซึม ได้มาเท่าไรก็มีเท่านั้น ได้มามากมาน้อยก็ถึงมือผัวมือเมีย ใครได้มาก็กินด้วยกันเป็นด้วยกันตายด้วยกัน พึ่งเป็นพึ่งตายซึ่งกันและกัน เป็นอวัยวะเดียวกันก็คือสามีภรรยา หายใจจมูกเดียวกัน เมื่อต่างคนต่างมีความจงรักภักดีซื่อสัตย์สุจริตต่อกันแล้วก็ไม่ทราบจะทะเลาะกันหาเรื่องอะไร

แม้เด็กก็ดูพ่อแม่เป็นประจำนี่นะ เกิดขึ้นมาแต่อ่อนแต่ออกแหละเด็กดูพ่อแม่บุพพาจารย์ เป็นกระดานดำตัวใหญ่หนังสือตัวใหญ่ เกี่ยวข้องกับพ่อแม่เป็นยังไง เมื่อเด็กก็ดี ครอบครัวนี้พ่อแม่เป็นอย่างนี้ ครอบครัวนั้นพ่อแม่ก็ดีอย่างนั้น แล้วเวลาเด็กต่างคนต่างได้รับการอบรมและได้รับความอบอุ่นในทางที่ถูกที่ดีจากพ่อจากแม่ผู้ปกครองแล้ว เข้ามาคละเคล้ากันก็กลายเป็นเด็กดี

ไปถึงโรงร่ำโรงเรียนครูก็เป็นครูดี เป็นแบบเป็นฉบับเป็นแบบพิมพ์อันดีงามไม่โกโรโกโส เด็กก็ยิ่งมีความอบอุ่น ไปโรงเรียนเด็กก็อบอุ่น เข้ามาในบ้านในเรือนก็อบอุ่น ไปโรงเรียนก็อบอุ่นจากครูจากอาจารย์ เด็กก็มีแก่ใจที่จะศึกษาเล่าเรียน นั่นละเด็กดีเพราะผู้ใหญ่ เสียเพราะผู้ใหญ่นะ เราทำอะไรเราต้องมองดูเด็ก

ความเป็นหัวหน้างานก็เหมือนกัน ให้ต่างคนต่างทำหน้าที่ให้ถูกต้อง ถือความเมตตาให้อภัยซึ่งกันและกันเป็นหลักใหญ่ ในการรักษาผู้คนเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรา ให้เป็นเหมือนญาติมิตรเข้ามาเกี่ยวข้องกัน เหมือนคนในครัวเรือนของเราเข้ามารักษาโรคภัยไข้เจ็บกับเรา มีอะไรพูดกันตามเรื่องด้วยความเมตตาสงสาร ให้อภัยซึ่งกันและกัน นั่นเป็นหลักใหญ่อยู่ตรงนั้น ไม่หน้าบึ้งหน้าเบี้ยวใส่เขา อย่าเย่อหยิ่งจองหองว่าตัวเป็นหมอเป็นพยาบาล เห็นเขามาหาเราว่าตัวใหญ่ตัวโตตัวเท่าภูเขาอย่างนั้นใช้ไม่ได้ อันนั้นเป็นการลดศักดิ์ศรีดีงามของตัวเองลงไปมากถ้าเป็นอย่างนั้น

ในหมู่เดียวกันแยกสับอย่างนี้เราก็ต้อง อญฺญมญฺญํ คนไข้ก็กับหมออาศัยซึ่งกันและกันไม่มีใครยิ่งกว่าใคร คนไข้เข้ามาหาหมอแต่ละราย ๆ นี้ก็ต้องมีเครื่องตอบแทนเข้ามา ถ้าไม่มีคนไข้หมอก็เป็นหมอไปไม่ได้ เราก็ต้องคิดอย่างนั้น พยาบาลเป็นพยาบาลไปไม่ได้ โรงพยาบาลเป็นโรงพยาบาลไปไม่ได้ เป็นโมฆะไปหมดเพราะไม่มีคนไข้เข้าไปเกี่ยวข้อง หมอก็ไม่มีความหมายอะไรเลย เมื่อขาด อญฺญมญฺญํํ แล้วเป็นอย่างนั้น เมื่อ อญฺญมญฺญํํ อาศัยซึ่งกันและกันแล้วก็เป็นความหมดจดดีความบริสุทธิ์ดี ต่างคนต่างร่มเย็นอาศัยซึ่งกันและกัน

นี่ศัพท์ธรรมะนะภาษาธรรมท่านพูดอย่างนี้ละ เรียกว่าภาษาธรรม ภาษาธรรมะ ภาษากิเลสอย่างโลกปฏิบัติต่อกัน คือความจริงเป็นอย่างหนึ่งเวลาปฏิบัติออกมากิริยาท่าทางอากัปกิริยาต่าง ๆ ที่แสดงต่อกันไปอีกแบบหนึ่ง ความรู้สึกเป็นแบบหนึ่งไม่ตรงกับความรู้สึก นี่เขาเรียกกลมายา กิริยามารยาทของโลกที่ปฏิบัติต่อกันส่วนมากมีแต่กลมายาของกิเลสออกมาใช้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจึงเชื่อถือกันไม่ได้ ถึงจะพูดนิ่มนวลอ่อนหวานขนาดไหนก็หวานแต่ปากหัวใจมันเค็ม แต่เรื่องธรรมะไม่เป็นอย่างนั้น ตรงไปตรงมา ผิดบอกว่าผิด ถูกบอกว่าถูก นั่นจึงเรียกว่าภาษาธรรม ภาษาธรรมกับภาษาโลก คำว่าโลกก็คือโลกของคนมีกิเลสด้วยกัน ภาษาธรรมคนมีธรรม แสดงออกตามอรรถตามธรรมตรงไปตรงมา เพราะฉะนั้นจึงต่างกัน ก็มีเท่านั้นละหรือมีข้อข้องใจอะไรอีกที่จะต้องปรึกษาปรารภซึ่งกันและกันล่ะ

ถาม หลวงปู่ครับการที่เราจะทำจิตให้สงบ จะมีวิธีอย่างไรบ้าง

ตอบ แล้วเคยทำไหมล่ะ ทำเป็นยังไง

เคยทำครับแต่จิตไม่สงบ มันคิดไปเรื่อยเปื่อย

ก็ทำเพื่อให้จิตคิดมันก็คิดละซิ ทำเพื่อให้จิตสงบมันจะเหนืออำนาจของธรรมไปไม่ได้ เพราะธรรมนี้เคยปราบกิเลสความวุ่นวายมามากต่อมากแล้ว เวลาเราภาวนาเราภาวนาธรรมบทใดล่ะ

ตอนนี้ใช้ อานาปาฯ ครับ

อานาปาฯ ก็ให้อยู่กับนั้น จะว่าพุทโธก็อยู่กับพุทโธ กำหนดลมหายใจเข้าออกก็ให้อยู่กับลม บังคับไว้ไม่ให้ออก เพราะการออกนั้นกิเลสมันฉุดมันลากออกไป อันนี้เป็นนิสัยสันดานของกิเลสที่มีอยู่ฝังอยู่ภายในจิตใจ มักจะก่อกวนตลอดเวลา ทีนี้เราหาความสงบใส่ตัวของเราเราต้องมีธรรมบังคับไม่ให้ไปคิดยุ่ง เพราะเคยคิดมามากต่อมากแล้วไม่เห็นเกิดประโยชน์อะไร เวลานี้จะคิดด้านอรรถด้านธรรมให้ทำหน้าที่ในทางธรรมโดยมีสติบังคับไว้ไม่ให้คิดออกนอกลู่นอกทางก็สงบ

ฝึกหัดจิตให้สงบบ้าง หลักใจเป็นหลักสำคัญมากนะ โลกมองข้ามหัวใจ มีแต่ดิ้นดีดกันทางด้านวัตถุเป็นบ้ากันไปเลยทั้งโลกทั้งสงสาร เหมือนว่าจะเป็นหอวิมานปราสาทขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ ด้วยความหวังสิ่งนั้นหวังสิ่งนี้นั่นแหละ แล้วก็เหลวไหลทั้งนั้นไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรเลย จิตใจไม่บำรุง จิตใจไม่รักษาให้มีศีลมีธรรมเป็นความสงบร่มเย็นแก่ตนแล้ว หลักใจไม่มีหลักทรัพย์ก็ล้มเหลว หลักอยู่ตรงนั้น

ให้ฝึกหัดภาวนากันบ้าง เราเป็นลูกชาวพุทธ มีแต่ชื่อว่าพุทธ ๆ พุทธไปอยู่ในตำรานั่น พุทธศาสนาไปอยู่ในคัมภีร์ใบลานไม่ได้อยู่ในหัวใจความประพฤติของคนเลย อันนี้ละมันเสีย คนจึงไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากพุทธศาสนา แม้ว่านับถือพุทธศาสนาก็ตาม ถ้าถามก็บอกว่านับถือพุทธ ๆ พอเดินผ่านวัดเข้าไปมองเห็นพระพุทธรูปก็ไหว้เสียปลกทีหนึ่งแล้วผ่านไป หัวราน้ำไปเลยไม่สนใจกับอรรถกับธรรม แล้วจะหาความดีความสงบร่มเย็นมาจากไหน อยู่ลำพังคนเดียวก็ร้อน เข้าในบ้านในเรือนก็ทะเลาะกัน เพราะต่างคนต่างไม่มีศีลมีธรรม ระบายออกด้วยความเสียหายทั้งนั้น หาความร่มเย็นต่อกันและเป็นความอบอุ่นต่อกันนี้หาได้ยาก ถ้าไม่มีธรรมเสียอย่างเดียว

ให้พากันอบรมฝึกหัดภาวนา เวลาจะหลับจะนอนอย่างน้อยให้ได้ไหว้พระเสียก่อน แล้วภาวนาเอา ๒๔ ชั่วโมงได้สัก ๒๐ นาทีจะได้ไหม บังคับตัวบ้าง อยากเป็นคนดีต้องบังคับตัว ให้คนอื่นบังคับไม่ถูกนะ ครูบาอาจารย์เป็นผู้แนะนำสั่งสอนเท่านั้น ที่จะเอาจริงเอาจังเข้าด้ายเข้าเข็มจริง ๆ เป็นเรื่องของเราเองบังคับเรา เพราะการดีการชั่วเป็นเรื่องของเราที่จะต้องรับผล พอเราฝึกหัดตัวของเราได้ บังคับตัวของเราได้เราก็เป็นคนดีไม่ใช่ใครจะไปดี ครูบาอาจารย์จะดีเป็นเรื่องของท่านต่างหาก เรื่องของเราจะดีจะชั่วอยู่กับเรา เราต้องบังคับเราให้ดี เห็นศาสนาเป็นของเล่นไปไม่ได้นะ ถ้าเป็นอย่างนั้นเราก็ไม่มีสาระ ไม่เกิดประโยชน์อะไรในบุคคลที่ถือพุทธศาสนา ต้องถือศาสนาเป็นสำคัญเพื่อมาเป็นหัวใจเรายึดเป็นหลัก

เอาเท่านั้นละนะ ทีนี้จะให้ศีลให้พร


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก