หมอห่างเหินจากธรรม
วันที่ 24 สิงหาคม 2538
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๓๘

หมอห่างเหินจากธรรม

นี่ก็เริ่มช่วยโรงพยาบาลอีกแล้วแหละ ถ้าเบาไปทางหนึ่งหนักทางหนึ่ง คือถ้าเบาทางหนึ่งก็หนักทางหนึ่ง เบาทางโรงพยาบาลก็หนักทางช่วยประชาชนด้านอื่น ๆ ทีนี้ก็หมุนมาโรงพยาบาลอีกแล้ว ช่วยอยู่อย่างนั้น เพราะโรงพยาบาลนี้ถือเป็นของสำคัญมาก ชีวิตจิตใจของคนอยู่ในจุดนั้นหมด เราเห็นเหตุการณ์อย่างนั้น ไปโรงพยาบาลไหนดูคนไข้มาหัวใจอยู่กับหมอกับยา ถ้าหมอไม่มีเครื่องมือ เครื่องมือไม่พอก็ก้าวไม่ออกคนไข้ก็ผิดหวัง

เพราะฉะนั้นเวลาไปโรงพยาบาลจึงได้สอนหมอ ไปไม่ใช่ไปเฉย ๆ นะสอนหมอด้วย อบรมสอนหมอด้วยให้รู้จักวิธีปฏิบัติต่อคนไข้ แต่อย่าเอาอ้อยมาขายสวนนะเราว่าอย่างนั้น ธรรมเหนือเหล่านี้นะเราบอกตรง ๆ เลย ธรรมเหนือสิ่งเหล่านี้ นี้เอาธรรมมาสอนนะ วิธีปฏิบัติต่อคนไข้เป็นยังไง ๆ คนไข้จะได้รับความอบอุ่นเย็นใจ สบายใจ เป็นหลักเกณฑ์ของใจในเวลามารักษากับหมอ หมอจะปฏิบัติยังไงก็ต้องได้แนะนำ ให้หมอเอาใจใส่ เหมือนกับคนในครอบครัวเรามารักษาตัวในโรงพยาบาลของเรานั้นแหละ เหมือนเรารักษาคนในครอบครัวของเรานั้น อย่างนั้นละถูกต้อง เรารักษาคนไข้ในครอบครัวของเราเรารักษายังไง เรารักษาคนไข้คนอื่น ๆ ก็ต้องเหมือนกันเพราะมีคุณค่าเท่ากัน เพียงแต่ใกล้กับไกลเท่านั้นไม่เห็นแปลกอะไร อย่างนี้ละสอนหมอ

มารยาทเป็นสำคัญมาก ต้องออกก่อนละมารยาทนี้ต้องออกก่อน พอมาแล้วจะพูดยังไง ๆ ให้คนไข้ได้รับความอบอุ่น ให้ได้รับความตายใจหวังเป็นที่พึ่งได้ เราจะพูดวิธีไหนใช้กิริยายังไง อันนี้ออกก่อนยาแล้ว กิริยาของหมอของพยาบาลนี้ต้องออกก่อนยา อันนี้เป็นสำคัญ ถูกที่หนึ่งแล้วต่อไปยาก็ค่อยตามกันไป ถึงจะหายไม่หายก็ตามเรื่องมารยาทนี้ลึกซึ้งยิ่งกว่ายาอีก พวกคนไข้จะยึดไปเป็นหลักเกณฑ์อยู่ในใจเป็นที่ระลึกต่อหมอคนนั้น ๆ พยาบาลคนนั้น ๆ ปฏิบัติต่อเราเป็นยังไงบ้าง ปฏิบัติต่อคนไข้ยังไงบ้างนี้เขาจะซึ้งภายในใจของเขา อันนี้ไม่ถอน หายไปแล้วก็ไม่ถอน แม้ไม่หายก็ไม่ถอน กิริยามารยาทนี้ลึกซึ้งยิ่งกว่ายา ซึ้งทางใจ ไปไหนจึงต้องได้สอนด้วยสอนหมอ

ไปหาตำรวจสอนตำรวจแบบตำรวจ ไปหาทหารสอนทหารแบบทหาร ไปโรงพยาบาลก็สอนหมอปฏิบัติต่อคนไข้ เพราะมีคนละแบบ ๆ ไม่ได้แบบเดียวกันนี่ เราจะสอนแบบเดียวกันไม่ได้ ใครมา ๆ ก็กูจะให้มึงเท่านั้นได้เหรอ อะไร ๆ ก็มีแต่กูจะให้มึงอย่างเดียวตายแล้วอย่างนั้น อย่างนั้นซิแบบเดียว ต้องใช้หลายแบบ ไปโรงพยาบาลแต่ละโรงไม่ใช่ไปเฉย ๆ นะ บางโรงก็เข้าใจเรื่องศาสนาได้พอประมาณ ถ้าโรงอย่างนั้นก็เบาใจ การแนะนำสั่งสอนก็ง่าย บางโรงไม่เข้าใจเลยมีเยอะนะ อย่างนี้ละที่ทำให้เราเป็นกังวลกับคนไข้ เพราะหมอไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับศาสนา และไม่รู้วิธีปฏิบัติต่อคนไข้จะปฏิบัติยังไง ๆ คนไข้ผิดหวังก็เยอะ ยาควรจะถูกก็ไม่ถูก เมื่อหัวใจไม่ถูกเสียอย่างเดียวยาก็ไม่ถูก อันนี้ละสำคัญมาก จึงต้องได้แนะนำเสมอ

เรื่องธรรมนี่สำคัญมากทีเดียว แต่โลกไม่รู้ธรรมซิว่าเป็นยังไง หาแต่ของดิบของดี หาแต่ความสุขความเจริญ หาแต่ความสมหวัง แต่มันมาจากเหตุผลกลไกอะไรนี้คนไข้ไม่สนใจ มาจากธรรมทั้งนั้น โลกไม่รู้

ยิ่งคนเราทั่ว ๆ ไปแล้วเอะอะจามฟิกวิ่งหาหมอแล้ว หมอไม่มาก็ไปตามหมอ จามฟิกก็ไม่ได้วิ่งหาแต่หมอ หัวใจอยู่กับหมอกับยาหมดไม่ได้อยู่กับตัวเอง อันนี้มากที่สุด เพราะความไม่มีธรรม ถ้าขาดธรรมไปเสียขาดหลักเกณฑ์อันใหญ่โตไปหมด ทิ้งหลักเกณฑ์ไว้ให้คนอื่นเขารักษาให้เจ้าของไม่สนใจดูแล นี่ละมันเสีย

กรรมฐานทุกวันนี้ก็เป็นแล้ว กรรมฐานแต่ก่อนกับทุกวันนี้ต่างกันอยู่มาก จะว่าแต่ก่อนยาไม่ค่อยมีก็ตาม หมอไม่ค่อยมีก็ตาม แต่จิตใจของท่านเข้มแข็งอยู่ตลอดอยู่ภายในจิตใจของท่าน บางทีก็หัวชนกันเลยเทียว จะเป็นก็เป็นตายก็ตาย สุดท้ายหายจากโรคจากไข้เพราะอำนาจของธรรมโอสถนะ กำลังใจกำลังยา กำลังใจกำลังธรรม อยู่ด้วยกันแล้วหมุนติ้วเข้าเลย นี่เคยมาเสียพอยิ่งกว่าพอแล้วนะ เพราะฉะนั้นถึงพูดได้อย่างเต็มปากไม่กระดากอายแหละ เพราะเราเคยอย่างนั้นอยู่แล้ว

เวลาวันไหนโรคมันจะกำเริบใหญ่จะเอาใหญ่ละวันนี้ ปิดประตูกึ๊ก สมมุติว่าอยู่กับหมู่เพื่อนก็ตามนะ เช่นอยู่หนองผืออย่างนี้ วันนี้ไข้มันจะเอาใหญ่เริ่มแต่เช้าแล้วนี่ เข้าปิดประตูกึ๊กใครอย่ามาเปิดประตูเป็นอันขาด บอกทีเดียวชี้ขาดเลย ถ้าไม่เห็นประตูเปิด คือถ้าเราจะเคลื่อนไหวเราก็เปิดประตูเองหมู่เพื่อนก็เข้าได้ ถ้าเราไม่เคลื่อนไหว มีอยู่เฉพาะภายในแสดงว่ารบกันว่างั้นเถอะ ประตูจะปิดเงียบเลยทั้งวันใครจะเข้าไปยุ่งไม่ได้เป็นอันขาด ฟังแต่ว่าเป็นอันขาด เด็ดขนาดนั้น ซัดกันเลยที่นี่

เป็นก็เป็นตายก็ตายซัดกันตลอดเลย เวลาจะตายมันหนักมากกว่านี้ความทุกข์ จะมาว่าอะไรเพียงแค่นี้สู้ไม่ได้ กรรมฐานขี้หมาว่างั้นเลย ว่าให้เจ้าของไม่ว่าคนอื่น ถอนต่อหน้าต่อตานั่นแหละ นั่นละธรรมโอสถ ท่านว่า สกฺกตฺวา พุทฺธรตนํ ธมฺมรตนํ สงฺฆรตนํ โอสถํ อุตฺตมํ วรํ ไม่ได้ทิ้งเนื้อทิ้งตัวปล่อยเนื้อปล่อยตัวไปอย่างทุกวันนี้ นี่แม้แต่พระกรรมฐาน เอะอะก็วิ่งแล้ว จามฟิกก็ไม่ได้แล้ว คือไม่มีหลักเกณฑ์ภายในจิตใจ บอกชัดเจนเลย ถ้ามีหลักเกณฑ์ภายในใจแล้วควรไปหรือไม่ควรไป ควรจะช่วยตัวเองหรือจะให้คนอื่นช่วยบ้าง หรือจะให้คนอื่นช่วยมากช่วยน้อย เราต้องพิจารณาตัวของเราด้วยธรรม ๆ เรียบร้อย ไม่ใช่เอะอะ ๆ ก็เป็นบ้าหาแต่หมอ เขาว่าโรคนี้โรคเป็นบ้าโรคหาหมอ ไม่เป็นตัวของตัวเลย

พ่อแม่ครูจารย์มั่นนี่องค์เอก เราเห็นกับตาของเรา ผู้ที่จะไปเกี่ยวข้องกับท่านต้องเป็นพระสำคัญ ๆ ไปสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ เป็นพระที่รู้จักอัธยาศัยของท่าน รู้จักเกี่ยวกับเรื่องอรรถเรื่องธรรมของท่านพอประมาณ เพราะภูมิธรรมต่างกัน จึงจะเข้าไปหาท่านได้ สุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้นะ เราเห็นความแยบคายขนาดไหนเรื่องของธรรม เป็นอย่างนั้นละ นี่เป็นเสียพอ ปิดประตูกึ๊กไม่ให้ใครเข้าเลย ทั้งวันก็ไม่ให้เข้า ถ้าประตูไม่เปิดห้ามเป็นอันขาด อย่าไปเปิดนะ ถ้าเราเคลื่อนไหวภายในห้องแล้วเราก็เปิดเอง ถ้าเราจะออกมาก็เปิดเอง ไม่เปิดก็ตายก็ให้ตายอยู่ในนั้นแล้วไปส่องดูเอา นั่นละซัดกันขนาดนั้น

จิตใจต้องเด็ดไม่เด็ดพูดออกมาอย่างนี้ไม่ได้ ต้องเด็ดขนาดนั้นซิ ถึงคราวเด็ดบอกว่าตายเหนือนี้นะ ก้อนทุกข์แค่นี้ไม่ได้เหนือตายนะ ถึงขั้นตายแล้วเรียกว่าทุกข์เหนือนี้ถึงจะตาย นี้ยังไม่ถึงขั้นนั้นกลัวหาอะไร เราจะพิจารณาความตายเป็นสัจธรรม ถ้ากลัวความตายแล้วก็กลัวมรรคกลัวผล ก็มีแต่จะวิ่งตามกิเลสเท่านั้นแหละ ให้มันสอยจมูกเอา มันต้องซัดกันลงอย่างนั้น จะมาพูดอย่างทุกวันนี้เขาก็ว่าเป็นบ้าแล้ว แต่มันไม่ได้บ้าซิ มันเป็นจริง ๆ หายจริง ๆ สู้ได้จริง ๆ จิตมันเด็ด เด็ดด้วยธรรมนะไม่ใช่เด็ดเฉย ๆ ดุดันไปเฉย ๆ ไม่เอา ต้องเด็ดด้วยธรรม ทุกสิ่งทุกอย่างต้องไปด้วยธรรมทั้งนั้น จะเด็ดจะเดี่ยวจะอ่อนจะโยนขนาดไหนให้เป็นไปด้วยธรรม ๆ แล้วงามตาทั้งนั้น งามใจเจ้าของ ตำหนิเจ้าของไม่ได้

นี่โรคมันก็ยิ่งมีทุกอย่างทุกประเภท พวกเครื่องไม้เครื่องมือแพทย์ก็ไม่พอกัน จึงต้องได้ช่วยโรงนั้นโรงนี้ เครื่องมือแพทย์แพง เอามาจากเมืองนอกทั้งนั้นนี่ ในเมืองไทยเราทำไม่ได้ ต้องเอามาจากเมืองนอกมันถึงแพง เครื่องมือแต่ละเล็กละน้อยนี้แหมเป็นหมื่น ๆ แสน ๆ ไม่ต้องพูดล้านละ หมื่น ๆ แสน ๆ หมื่น ๆ แสน ๆ เครื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ นะ ถ้าเป็นเครื่องใหญ่บ้างก็เป็นล้านเป็นล้าน ๆ เราเห็นแก่ชีวิตของมนุษย์นั่นแหละเราถึงได้ช่วย ไปก็อบรมหมอให้รู้จักวิธีปฏิบัติต่อคนไข้ด้วย ถ้าไปโรงไหนหมอเข้าใจในธรรมบ้างก็เบาใจ พูดไม่ได้พูดมากอะไร เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เข้าใจ

ส่วนมากหมอไม่เข้าใจในธรรมซิ หมอห่างเหินจากธรรม เพราะฉะนั้นเราถึงได้พูดให้หมอบรรดาที่เป็นลูกศิษย์ หมอใหญ่ ๆ ศาสตราจารย์นั่นแหละเราพูด มันถึงกระจายออกได้กว้างขวาง พูดจริง ๆ เราไม่ได้เหมือนใครนี่ จะว่าเกรงอกเกรงใจเราไม่เกรงใคร เกรงแต่ธรรมเท่านั้น เหตุผลเราเกรงมากเรากลัวมาก ธรรมเรากลัวมากเกรงมากเคารพมาก เอาอันนั้นละมาสอนโลก เวลาแนะนำสั่งสอนหมอก็เหมือนกัน พูดตรง ๆ เลย หมอเข้าใจหรือยัง หมอก็ว่าเป็นปัญญาชน เวลานี้เขาตำหนิติเตียนหมอนะ ว่าเมินกับศาสนา ว่าอย่างนี้เลย

เราพูดตรง ๆ อย่างนี้ หมอเข้าใจว่าเจ้าของเรียนวิชาสูง วิชาที่มีเกียรติ โลกเขายอมรับ เป็นวิชาที่มีเกียรติ ใครเริ่มเรียนวิชาหมอก็เริ่มมีเกียรติแล้ว แล้วเอาเกียรติอันนี้ละมาเป็นดินเหนียวติดหัวว่าตัวมีหงอนไป แล้วก็เมินต่อศาสนา เห็นว่าศาสนาเป็นของทิ้งของขว้างไป เห็นเป็นเศษเป็นเดนไป เห็นว่าวิชาหมอนี้เลิศยิ่งกว่าธรรมไปแล้ว

ความจริงวิชาหมอเป็นวิชาออกมาจากประเภทใด ไม่ใช่กิเลสผลิตให้เหรอ คิดได้บ้างหรือเปล่าตอนนี้น่ะ วิชาพระพุทธเจ้ากิเลสไม่ได้ผลิตให้นะ เหนือกิเลส พังกิเลสแหลกหมดเลยวิชาพระพุทธเจ้า อันนี้วิชานี้วิชากิเลสผลิตให้ ก็เหมือนวิชาทั่ว ๆ ไป วิชานี้ใช้แผนกนี้ ใครเรียนวิชาทางไหน เชี่ยวชาญทางไหนก็ใช้แผนกนั้น ๆ แต่อยู่ใต้อำนาจของกิเลสบังคับไว้ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นอย่างนั้นนะ เราเคยเตือนหมอ หมอมักเมินศาสนานะ แต่คำนี้เราไม่ได้ว่าทั่วไปนะ หมอส่วนมากเป็นอย่างนั้น เพราะมันเป็นจริง ๆ

บางทีเห็นพระเข้าไปอย่างหาหมอนี้ ก็ไม่ทราบว่าเป็นพระประเภทใด จะเอาแบบเดียวกันหมดมาใช้มันก็ใช้ไม่ได้อีกแหละ มีแต่กูจะให้มึงแบบเดียวใช้ไม่ได้ เราเตือนหมอเตือนด้วยความเมตตาสงสาร เราไม่ได้เตือนด้วยดูถูกเหยียดหยามนี่นะ เราเตือนเป็นธรรม ทุกอย่างเราเป็นธรรมทั้งนั้น ไม่ว่าจะดุจะเด็ดจะด่าเป็นธรรมด้วยกันทั้งนั้น ไม่ได้เอากิเลสออกมาใช้แหละ จะเด็ดก็เด็ดด้วยอำนาจของธรรม ดุก็ดุด้วยอำนาจของธรรม ไม่ได้ดุด้วยเด็ดด้วยด่าอะไรด้วยอำนาจของกิเลสแหละ เราไม่เอามาใช้เพราะสิ่งนี้เป็นภัยต่อโลก เราจะนำมาใช้เพื่อเป็นภัยต่อโลกยังไง เราไม่นำมาใช้

กิเลสเด็ดได้ธรรมะต้องเด็ดได้ ไม่เด็ดได้ไม่ทันกัน นั่นคู่เคียงมันมีอย่างนั้นนี่นะ กิเลสเด็ดธรรมะต้องเด็ด ไม่เด็ดไม่ทันกัน คู่ต่อสู้กันเป็นอย่างนั้น ต้องเหนือกว่า ๆ ถึงสู้กันได้ ไม่งั้นไม่ได้นะ ธรรมโอสถนี้พูดให้ใครฟังไม่ค่อยได้ละ ต้องพูดให้นักภาวนาจริง ๆ ฟัง เข้าใจกันหมดพวกนักภาวนา คือนักภาวนานักฟัดภายในนะ ไม่ใช่แต่ภาวนาโก้ ๆ เป็นกรรมฐานโก้ ๆ สะพายย่ามเข้ากรุงเทพ เอาเงินใส่กระเป๋าเต็มกระเป๋ามา กรรมฐานขี้หมาอย่างนั้นเราไม่เล่นด้วย เราไม่ได้พูดประเภทนี้ เราพูดประเภทกรรมฐานจริง ๆ กรรมฐานลูกศิษย์ตถาคตจริง ๆ ไปไหนจิตใจเด็ดเดี่ยวด้วยอรรถด้วยธรรม ไม่หวั่นไหวพรั่นพรึงกับสิ่งภายนอกโลกามิสต่าง ๆ ไม่ยุ่ง มีแต่เรื่องอรรถเรื่องธรรมเต็มตัว ๆ เต็มใจ ไปไหนไปเลย นี่ละกรรมฐานประเภทนี้รู้เรื่องของความเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นประเภทใด ๆ ควรรักษาได้ยังไง ควรให้หมอช่วยได้ชนิดไหน ๆ ชนิดที่ให้หมอช่วยก็มี ชนิดเจ้าของช่วยเจ้าของเองก็มี มีหลายประเภท...โรค

ทีนี้ไปไหนก็องอาจซิอย่างนั้น เวลาจะตายก็องอาจกล้าหาญ ไม่สะทกสะท้าน ไปดิ่งเลยเทียวไม่ได้เอนได้เอียงละจิตประเภทนี้นะ บึ่งเลยเทียวตรงแน่วต่อมรรคต่อผล จิตเด็ดเด็ดด้วยธรรมเป็นอย่างนั้น ถ้าเด็ดด้วยกิเลสนี้จมเลย ๆ เพราะฉะนั้นใครจะเด็ดอะไรก็ตามเถอะ เด็ดกิเลสนั้นเด็ดได้ เด็ดกิเลสด้วยธรรมนั้นเด็ดได้ เอาให้หนัก เด็ดกิเลสเด็ดด้วยธรรม ไม่งั้นแพ้มัน ส่วนมากมีแต่เราแพ้มัน มันไม่ได้แพ้เราแหละ มีแต่ชนะเราตลอด เราก็ไม่รู้ว่ามันแพ้มันชนะเราด้วยนะ เพราะเราไม่ได้มีท่าต่อสู้กับมัน มีแต่ท่าหมอบราบ ๆ ถูกจูงจมูกไปเรื่อย

เข้าธรรมแล้วถึงรู้ เข้าธรรมแล้วตามเห็นหมดเรื่องของกิเลส มันออกมาประเภทใด ๆ ของโลกของสงสารนี้รู้หมดธรรมของพระพุทธเจ้า ฉะนั้นจึงว่าโลกวิทูละซิ แจ้งขนาดนั้นซิ แต่ก่อนพระพุทธเจ้าเคยรู้เมื่อไร เคยได้เปล่งพระวาจาออกมายังไงว่าโลกวิทูรู้แจ้งโลก ญาณํ อุทปาทิ ญาณหยั่งทราบได้เกิดขึ้นแล้ว ปญฺญา อุทปาทิ ปัญญาญาณได้เกิดขึ้นแล้ว วิชฺชา อุทปาทิ วิชชาความรู้แจ้งแทงทะลุมีวิชชาสามเป็นต้นได้เกิดขึ้นแล้ว อาโลโก อุทปาทิ ความสว่างกระจ่างแจ้งทั้งกลางวันกลางคืน ไม่เลือกกาลสถานที่เวล่ำเวลาได้เกิดขึ้นแล้ว

แต่ก่อนพระพุทธเจ้าท่านได้ทรงเปล่งอุทานอย่างนี้เมื่อไร เปล่งขึ้นเวลาเทศน์ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรสอนเบญจวัคคีย์ สิ่งเหล่านี้เราไม่เคยรู้เคยเห็น บัดนี้เราได้รู้แล้วได้เห็นแล้ว พวกเธอจะเชื่อหรือไม่เชื่อ นั่นยันเข้าไปตรงนั้น คนที่หาความจริงอยู่แล้วจะไม่เชื่อได้ยังไง ต้องเชื่อซิเพราะความจริงเต็มส่วน ผู้ต้องการหาความจริงก็หาเต็มส่วนอยู่แล้วก็เข้ากันได้ง่าย ๆ นั่นละความรู้ของพระพุทธเจ้าเป็นความรู้ประเภทนี้นะ ไม่ใช่ความรู้ของกิเลสครอบหัวมาเหมือนความรู้ของเรา ความรู้ของเราทั่วแดนโลกธาตุนี้มีแต่ความรู้กิเลสครอบไว้ทั้งนั้น กิเลสผลิตให้มา ๆ ใครจะไปเย่อหยิ่งจองหองไม่ได้

ถ้าเป็นความรู้ของธรรมที่เรียนมาจากภาคปฏิบัติ ได้มาเป็นมรรคเป็นผลของตัวเองแล้วพูดได้เต็มปาก แต่พูดด้วยความจำเฉย ๆ อย่าเอามาพูดอย่ามาคุย เรียนจบพระไตรปิฎกก็อย่ามาคุยว่างั้นเลย เพียงความจำกิเลสไม่ถลอกปอกเปิก ถ้าเป็นความจริงเข้าตรงไหนกิเลสพังตรงนั้น ๆ ท่านเอาธรรมประเภทกิเลสพังมาพูดต่อโลกต่อสงสารสอนโลกสอนสงสาร ท่านถึงไม่ได้หวั่นไหว ความจริงจึงเต็มส่วน ๆ ใครไม่ได้ปฏิบัติธรรมไม่รู้เรื่องของธรรมน่ะซี เห็นแต่เรื่องของกิเลสนั่นซิ ไม่ว่าท่านว่าเราจะตำหนิใครก็ตำหนิไม่ลง มันพอ ๆ กัน ถ้าแข่งกันก็ได้เสมอกันหมดโลก ทางแพ้กิเลสก็ได้เสมอกันทั้งโลก

ทางถูกกิเลสจูงจมูกก็เสมอกัน ใครก็ถูกจูง ๆ ดังวิ่นดังกุดดังขาด ดังก็จมูกรู้แล้วยัง ถ้าพูดถึงเรื่องร้อยจมูกก็เสมอกัน จนจมูกกุ้นจมูกขาด กิเลสร้อยจมูกจนไม่มีที่จะร้อย หูก็หูขาด นี่เสมอกัน ไม่มีใครยิ่งใครหย่อนกว่ากัน นั่นอำนาจของกิเลส พวกเรามันมีแต่อย่างนี้ทั้งนั้นไม่รู้เรื่องอรรถเรื่องธรรม เรื่องธรรมเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปภายในหัวใจของกิเลส ของคนมีกิเลสเป็นอย่างนั้น ถ้าหัวใจของคนที่มีธรรม ธรรมเป็นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ใจสัมผัสสัมพันธ์กับธรรมมากเท่าไรยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ แล้วใหญ่ครอบโลกธาตุ ถ้าธรรมใหญ่ไม่เหมือนกิเลสใหญ่ กิเลสใหญ่นี่ทำให้เดือดร้อนทั่วโลกธาตุ ถ้าธรรมใหญ่ให้เย็นทั่วแดนโลกธาตุ นั่นต่างกันอย่างนั้น

เอาละวันนี้ หันไปไหว้พระ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก