เทศน์ไม่เต็มเหนี่ยวของธรรม
วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2545 เวลา 7:30 น. ความยาว 22.27 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(Real)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)   วิดีโอแบบ(Real)

เทศน์ไม่เต็มเหนี่ยวของธรรม

สรุปทองคำและดอลลาร์จากวันที่ ๑๙ ม.ค.ถึงวันที่ ๕ ก.พ. ทองคำได้ ๑๓ กิโล ๒ บาท ๔๘ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๑๓,๘๖๙ ดอลล์

ที่วัดเจดีย์หลวงเราเห็นพระมีจำนวนมากเราก็เทศน์สอนพระ สอนพระนี้ยังไม่ได้เผ็ดร้อนนะ ประชาชนลิ้นมันอ่อน หวานนิดก็ไม่ได้ เค็มนิดก็ไม่ได้ เผ็ดนิดก็ไม่ได้ ลิ้นมันอ่อนประชาชน เทศน์วันนั้นเทศน์สอนพระ ป่านนี้มันไปหายามาป้ายลิ้น บำบัดรักษาลิ้น ลิ้นถูกอะไร โดนหลวงตาเขกเอาก็จะว่างี้ อันนี้เทศน์ธรรมดา เรียกว่าอ่อน ๆ นะนั่น ถ้าเป็นเทศน์สอนพระล้วน ๆ เรียกว่าสำนวนนี้อ่อน ยังอ่อนอยู่มาก ให้เต็มตามคำว่าเทศน์สอนพระ หมายถึงพระปฏิบัตินะ นี่เริ่มต้นสำนวนนี้อ่อน นี่จะเริ่มก้าว ก้าวเรื่อย ๆ ความจริงอยู่ที่ไหน ๆ ธรรมจะพุ่ง ๆ ความสกปรกโสมมอยู่ที่ไหน น้ำที่สะอาดคือธรรมจะชะล้างไปจ้าก ๆ พุ่ง ๆ ท่านไม่ได้คิดว่าอันนี้สกปรก ตำหนิติเตียนความสกปรก แล้วมาตำหนิติเตียนธรรม แม้จะสะอาดมันก็บอกว่าสกปรกอย่างนั้นก็ตาม แต่ธรรมไม่มี ท่านเรียกว่าธรรม ตายใจได้ ถ้าสอนไม่ตรงความจริงไม่เรียกว่าธรรม

ทีนี้เวลากิเลสมันหนา ๆ มันถึงไม่ยอมรับธรรม พูดให้ฟังอย่างนี้นะ มันไม่ยอมรับธรรม คือกิเลสก็จะเคยพูดแล้ว สงวนตัวที่สุดไม่มีอะไรเกินกิเลส แล้วตัวสกปรกเลวร้ายที่สุดก็คือกิเลส ที่สะอาดที่สุดก็คือธรรม ธรรมที่แสดงไปเหมือนน้ำที่สะอาดชะล้างลง ๆ สะอาดที่สุดคือธรรม ตรงแน่วที่สุดต่อจุดที่หมาย ๆ คือที่ไหนสกปรกโสมมแล้วสาดลง ๆ เรื่อย จะไม่คำนึงเรื่องใดนะ คำนึงตั้งแต่สาดตามจุดที่สกปรก ๆ เรื่อย ๆ ไปอย่างนั้น ทีนี้กิเลสมันปิดป้องตัวของมัน ว่าท่านเทศน์ดุเทศน์ด่า เทศน์หยาบเทศน์โลนเทศน์สกปรก ตัวมันสกปรกมันไม่ให้แตะ ธรรมของพระพุทธเจ้าเท่ากับน้ำสะอาด สกปรกที่ไหนใช่ไหม ชะล้างลงไปนั้น ทำไมกิเลสจึงหาเรื่องว่าเทศน์สกปรก แล้วโลกก็โลกกิเลสก็เชื่อไปตามกิเลสเสียทั้งหมด อู๊ย ท่านเทศน์สกปรกใช่ไหม โอ๋ย ใช่ทันทีเลย นั่นเห็นไหม นี่เราถึงอ่อนใจนะ คือไปตามความจริงไม่ได้

เพราะฉะนั้นการเทศน์จะเทศน์ขนาดไหนก็ตาม มันจะมีแง่ ๆ แบ่งไว้สำหรับส้วมสำหรับถานอยู่นั้นแหละ ถังขยะอยู่นั้นแหละ ไม่ไปเต็มเหนี่ยวของธรรม เวลาปฏิบัติไม่มีอย่างนั้น ฟังซิภาคปฏิบัติ เราปฏิบัติต่อกิเลส ฟัดกับกิเลสด้วยธรรม ๆ จะไม่มีรอไว้ตรงไหนเลย จะพุ่ง ๆ นี่การปฏิบัติ ทีนี้เวลากิเลสเปิดออก ๆ ที่ไหนไม่ควรรู้มันก็รู้ กิเลสปิดไว้ไม่ให้รู้ไม่ให้เห็น พอตีออก ๆ ชะล้างออกมันก็ค่อยจางไป ๆ ทีนี้ก็ค่อยสว่างเห็นไป ๆ อย่างนั้นละท่านจึงเห็นเต็มเม็ดเต็มหน่วย ด้วยการชะล้างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ชะล้างของสกปรกจะว่าไง แล้วจะไม่ให้ท่านเทศน์อย่างงั้นยังไง สอนโลกที่สกปรกสอนเพื่อความสะอาดก็ต้องสอนอย่างนั้น แล้วกิเลสมันก็ปิดป้องตัวของมัน หาเรื่องหาราวว่าสกปรกโสมมอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นทั่วโลกเพราะมีอยู่กับหัวใจทุกคน หลักความจริงเป็นอย่างนั้น คือกิเลสกับธรรมเป็นข้าศึกกันตลอด มันปิดมันป้องตัวของมันตลอด

กิเลสมันมากต่อมาก ธรรมก็ต้องมีแบ่งรับแบ่งสู้บ้างเป็นธรรมดา เช่น ไปสถานที่ใดอย่างที่ว่าให้หนักด้วยความสะอาดคือธรรมชะลงไป ไม่ แน่ะ มันสกปรกเกินกว่าที่จะยอมรับน้ำนะ ก็สาดลงไปแซ็ก ๆ เหมือนรดน้ำมนต์นั้นแหละ ไม่ลงตูมเลย ท่านทั้งหลายฟังเสีย สนามเวทีระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกันของผู้ปฏิบัติธรรมต้องเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างอื่นไม่ได้ หนัก เราจะเอามาสอนหมดไม่ได้ ต้องแยกแยะไปพอนั้น ๆ เท่านั้น มากกว่านั้นไม่ได้ พอถึงมันได้แล้วทีนี้เอาละนะ หนักเท่าไรยิ่งถึงใจ ๆ ท่านไม่ได้มาคำนึงถึงเรื่องความหยาบความโลน ท่านจะมุ่งต่อความจริงจริง ๆ เพราะธรรมเป็นของจริง ซัดเข้าไปหา ความสกปรกก็เป็นของจริงอันหนึ่ง อันนี้ก็เป็นของจริงจึงต้องชะล้างกัน ๆ พระผู้ต้องการของจริงก็ฟังถึงใจ ๆ เป็นอย่างนั้นนะ ผิดกันมาก

ผู้ปฏิบัติเป็นผู้ที่เห็นฤทธิ์เดชของกิเลสกับฤทธิ์เดชของธรรมฟัดกัน จะไม่มีใครรอใครเลย ยิ่งธรรมะถึงขนาดนั้นแล้วยิ่งไม่มีคำว่ารอ หมุนติ้ว ๆ ซัดเลย กิเลสวิ่งหัวซุกหัวซุนถึงขั้นนั้นแล้ว ถึงขั้นมันต่อต้านฝ่ายธรรมนี้สลบไสลไปนู่น ของง่ายเหรอ คลื่นของกิเลสมันหนัก ฝ่ายธรรมคือความพากความเพียร สติปัญญา ความอุตส่าห์พยายาม ความอดความทนล้มเหลว ๆ กิเลสคลื่นมันหนา แต่ต้องทน ทนหลายครั้งหลายหนก็ค่อยเบาไป ๆ เดี๋ยวก็ได้ผลขึ้นมาทางด้านธรรมะเป็นคู่เคียงของใจ และเป็นสักขีพยานของใจ ดูดดื่ม แล้วความเพียรก็หนาขึ้นแน่นขึ้นเรื่อย

ใครจะเรียนขนาดไหนก็เรียนเถอะ นี่เรียนมาแล้ว แบกคัมภีร์หลังหักก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรถ้าเรียนเฉย ๆ ไม่ได้สนใจปฏิบัติ มันเหมือนนกขุนทองแก้วเจ้าขา ไม่ได้เห็นอรรถเห็นธรรมนะเอาแต่ความจำ ใครเรียนก็จำได้ทุกคน เด็กเรียนก็จำได้ ผู้ชายผู้หญิงใครเรียนจำได้ทั้งนั้น มันได้แต่ความจำ จำชื่อจำนามของมัน ตัวจริงของมันไม่ได้ ไม่ได้ละไม่ได้ถอนไม่ได้ฆ่ามันเหมือนภาคปฏิบัติ ภาคปฏิบัติไปพร้อมกันเลย พอลากแปลนออกมาแล้วขึ้นเลย แปลนก็คือศาสนธรรม ชี้แจงบอกทั้งทางถูกทางผิด ทางนี้ก็ดำเนินตาม ๆ ก็เจอตามท่านสอน เพราะท่านสอนไม่ผิด บอกแล้วว่าสวากขาตธรรมไม่มีคำว่าผิด มันผิดแต่พวกเราผู้ปฏิบัติตาม ไปนี้แฉลบออกนี้เสีย ๆ ไม่ตรงตามทางที่ท่านสอนแล้วก็ไม่รู้ไม่เห็นธรรม

จากนั้นก็เอากิเลสไปโจมตีธรรม ธรรมไม่มีมรรคมีผลไม่เกิดประโยชน์ ธรรมครึธรรมล้าสมัย กิเลสมันทันสมัยเหยียบหัวเราให้ไปตำหนิธรรมมันไม่ได้คิดนะ นี่มันน่าสลดสังเวชนะ กิเลสหนาขนาดนั้น จนกระทั่งต่อไปนี้ศาสนาจะออกมาเปิดเผยไม่ได้นะ ผู้ปฏิบัติอรรถธรรมต้องไปแบบซุก ๆ ซ่อน ๆ เพราะคลื่นกิเลสมันหนา เขาพูดเยาะเย้ยถากถางประเภทต่าง ๆ ไปแล้ว เดี๋ยวนี้เขาจะไปสวรรค์นิพพานนะนี่ มันเป็นนะ ทีนี้คนมีหัวใจมันก็อายใช่ไหม รำคาญด้วยอายด้วย ไปวัดไปวาไปปฏิบัติธรรมก็หลบ ๆ ซ่อน ๆ ไปอย่างนั้น ไปอย่างเปิดเผยไม่ได้เพราะคลื่นกิเลสมันหนา ต่อไปจะเริ่มนะ มันจะเริ่มไปเรื่อยหนาไปเรื่อย

กิเลสหนาไปเท่าไรโลกยิ่งรุ่มร้อน ยิ่งเป็นฟืนเป็นไฟ แล้วมันก็เอายาเคลือบน้ำตาลไว้ที่ปลายเบ็ด ๆ เหมือนเหยื่อล่อปลาไปเรื่อย ทางทุกข์ก็ทุกข์ จะเห็นโทษมันก็ไม่เห็นเพราะมันล่อไว้ข้างหน้าเรื่อย มันมีฉากหน้าฉากหลังสลับซับซ้อนมากไม่มีอะไรเกินกิเลส เพราะฉะนั้นมันถึงได้ครองหัวใจโลกทั้งสามแดนโลกธาตุอยู่ใต้อำนาจของกิเลสทั้งหมดเลย ฟังซิ ผู้ท่านพ้นไปแล้วมองดูมันดูไม่ได้ ถ้าจะว่าดูไม่ได้ มันขนาดนั้นนะ ทั้ง ๆ ที่ท่านก็เคยเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน เวลาท่านผ่านไปแล้วท่านก็เห็นเรื่องของท่าน เห็นเรื่องของท่านกับเห็นเรื่องของโลกก็แบบเดียวกัน

เคยเกิดเคยตายกี่กัปกี่กัลป์ ตายกองกันอย่างนี้มากี่ภพกี่ชาติ เป็นภพเป็นชาติอะไร ๆ บ้างนับไม่ได้อีกเหมือนกันแต่ละคน ๆ ใครอย่าประมาทกันนะ เอาธรรมพระพุทธเจ้าจับมันเห็นหมดจะว่าไง ไม่งั้นสอนโลกได้เหรอ นี่ละธรรมของศาสดาผู้สิ้นกิเลส ท่านสอนท่านสอนไม่ผิด ไม่ได้มีผิดเลย นอกจากเราคลังกิเลสมันฝืนแต่ธรรม ๆ รบกับธรรมอยู่ตลอดเวลา มันไม่ได้ยอมตามธรรมง่าย ๆ นะมันถึงไปไม่ได้ มันคลื่นหนาขนาดนั้น มันสลับซับซ้อน แง่นี้หลอกแง่นี้ ๆ ทางทุกข์ก็ทุกข์จะเป็นจะตาย ถ้าตามเหตุตามผลของธรรมแล้วทุกข์เพราะเหตุอะไร นั่น มันวิ่งหาความทุกข์ วันนี้จิตของเรายุ่งมากมันยุ่งเพราะอะไรถามหาเหตุ อ๋อ เพราะเหตุนั้น แก้เหตุนั้นแล้วทุกข์ก็เบาลง ๆ

แต่นี้มันไม่เห็นโทษของทุกข์ มีแต่บ่นว่าทุกข์ ไปที่ไหนบ่นว่าทุกข์ ใครที่จะพูดว่าสุขไม่เห็นมี นี่อำนาจของกิเลสบีบบี้สีไฟทุกข์ด้วยกันหมด เราอย่าเอามาเทียบมาเปรียบนะ ถ้าไม่มีธรรมในหัวใจไม่มีเกาะมีดอนเป็นที่ซุกหัวนอนนะ พูดฟังให้ชัดนะพี่น้องทั้งหลายถ้าไม่มีธรรม ใครจะเอาอะไรมาอวดอย่าอวด เป็นเรื่องของกิเลสซึ่งสั่งสมกองทุกข์เผาหัวใจโลกทั้งนั้นแหละ ไม่มีอะไรดีถ้าลงกิเลสได้แทรกอยู่ในนั้นแล้ว ถ้ามีธรรมแทรกพออยู่ได้ คนจนคนมีอยู่ได้ พอซุกหัวนอนได้ พอหลีกพอเว้นได้ พอคิดพออ่านไตร่ตรองแก้ไขกันไปได้ เหมือนโรคกับหมอกับยาที่พอฟัดพอเหวี่ยงไปได้ ไม่ใช่โรคประเภทไอซียู

ต่อไปนี้มันจะเป็นประเภทไอซียูนะพวกเรา จะไม่ยอมฟังเสียงอรรถเสียงธรรมเสียงศาสดาคือหมอ อรรถธรรมคือยา มันจะไม่ฟังนะต่อไปนี้ ไม่มีอะไรดียิ่งกว่าห้องไอซียู ขนเข้ามา ๆ เต็มที่แล้วก็ขนกันเข้าห้องไอซียู แล้วขนไปเผา ๆ เรื่อย ๆ อันหนึ่งก็ล่อไว้ พอเป็นไข้จามฟิก ๆ แฟ็ก ๆ เป็นเครื่องล่ออีกอันหนึ่งนะ พอจามฟิก ๆ โห วันนี้ไม่สบายเป็นหวัดไปหาหมอ ถ้าหมอไม่มาไปหาหมอ บางทีตามหมอมาโดยด่วนก็มี จามฟิก ๆ มันสั่งสมโรคไอซียูไว้ขนาดไหน มันถึงมาเป็นโรคยุ่งเหยิงวุ่นวาย เขาว่าโรคประสาท ๆ จะเรียกโรคอะไร โรคบ้าเข้าใจไหม มันคิดมาก มันรู้หมดนะไม่ใช่คุย นอกจากไม่พูด เพราะธรรมไม่อัดไม่อั้นตันใจ ไม่ดีดไม่ดิ้นไม่ผลักไม่ดันพอจะให้เป็นบ้าไปพูดกับเขา รู้เหมือนไม่รู้ เห็นเหมือนไม่เห็น เพราะไม่มีอะไรที่จะมากดถ่วงจิตใจที่หลุดพ้นจากธรรมชาติเหล่านี้ได้ เป็นแต่เพียงว่ารับทราบว่ารู้ว่าเห็นไปธรรมดา จะสร้างอารมณ์ยุ่งเหยิงวุ่นวายขุ่นมัวไปกับสิ่งนั้นก็ไม่ใช่ จะสร้างความยินดีปีติวิ่งไปกับเขา เป็นบ้าแบบเขาก็ไม่ได้

เพราะบ้ามันบ้า ๒ แบบ ถ้าดีใจก็จนเป็นบ้า ถ้าเสียใจก็เป็นบ้า มันบ้า ๒ บ้าเข้าใจไหม เราทุกคนมีเป็นคู่เคียงบ้า ๒ บ้าด้วยกัน ธรรมท่านไม่มี ท่านเห็นทั้งสองเงื่อนเลย สอนโลกท่านสอนด้วยความพอของท่านแล้ว ท่านไม่ได้สอนด้วยความหิวโหยไปแบ่งสันปันส่วนเอาความสุขความทุกข์มาเผาตัวเองเหมือนเขานะ ต่างกัน จึงว่าธรรมเป็นของเลิศ เวลาเหนือแล้วมันเห็นหมดจะว่าไง ใครจะว่าอะไรไม่เคยฟังใคร ก็มีแต่พวกส้วมพวกถานมันบ่นอือ ๆ อา ๆ มันโจมตีมันเห่าอยู่ในถังขยะ เห่าฟ้าเข้าใจไหม เห่าซิฟ้าอยู่ไหน มองหาฟ้าจริง ๆ ก็ไม่เห็นแล้วมันจะไปเห่าที่ไหนถูกเห่าฟ้า

พวกเราพวกหมาเห่าฟ้า โอ๊ย พูดแล้วน่าทุเรศนะ ไอ้เรื่องกิเลสตัณหาอย่างเมืองไทยของเรานี่มันจะเอาให้จมได้จริง ๆ นี่เราทุเรศมาก สะดุดเรื่อยนะ มาช่วยชาติคราวนี้เราถึงรู้สึกเราสลดเรื่อย สะเทือนเรื่อย บางทีก็พูดออกมาเพราะความกระเทือน มันหากเป็นของมันนั่นละ ใครไม่รู้ด้วยเราก็รู้ของเราเองจะว่าไง มันเป็นยังไง ๆ อำนาจของกิเลสมันฟัดมันเหวี่ยงกันอยู่ อย่างทุกวันนี้เห็นไหมล่ะ ประชาชนราษฎรเขาอุตส่าห์พยายามควักเอาเนื้อเอาหนังเอาตับเอาปอดไปให้เป็นค่าเลี้ยงดู ให้เป็นผู้ปกครองบ้านเมือง ให้เป็นผู้นำของประเทศชาติบ้านเมือง หน้าที่การงานมอบให้วงราชการงานเมืองต่าง ๆ หน้าที่การงานมอบให้วงราชการงานเมืองต่าง ๆ ตั้งแต่ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงนายกรัฐมนตรี

เหล่านี้กินเงินเดือนของพี่น้องชาวไทยเราทั่วประเทศ เขาจ้างเข้าไปแล้ว ครั้นเข้าไปแล้ว เงินเดือนไม่มีความหมายยิ่งกว่าเงินดิน เข้าใจไหม เงินดิน เงินใต้โต๊ะใต้เก้าอี้เงินใต้ดินใต้น้ำที่ไหน ไปทำที่ไหนมันจะมีท่าเอาท่าได้ท่าเสีย ท่าคดท่าโกงท่ารีดท่าไถอยู่ในตัวของมันเสร็จ นี่มันเอาเงินอันนี้มากกว่าเงินเดือน เพราะฉะนั้นเมืองไทยเราถึงได้จม ถ้าธรรมดาของเมืองไทย ที่สละให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ไปทำหน้าที่เพื่อบ้านเมือง บ้านเมืองต้องเจริญ เพราะต่างคนต่างทำหน้าที่ สมความมุ่งหมายของประชาชนที่มอบความไว้วางใจให้ นี่มันไม่ทำ

โลภก็โลภเสียจนจะเป็นจะตาย บ้านเมืองจะจมไม่สนใจ ขอให้เจ้าของได้นั่งเก้าอี้อยู่บนหัวคน ขี้รดหัวคนแล้วพอ นี่เห็นไหมกิเลสมันหนา มันอยู่ในหัวใจ ยิ่งมีอำนาจมากเท่าไร กิเลสตัวนี้ยิ่งหนายิ่งแน่น ยิ่งสร้างความชั่วช้าลามกมากเข้า ๆ หนักเขาไม่มองเห็นใครๆ แต่ตัวกรรมที่มันกำลังสร้างเผาหัวใจมัน มันก็ไม่ดู กิเลสหลอกไว้ไม่ให้ดู ให้มีแต่ความอยากความทะเยอทะยานดีดดิ้น จะได้เท่าไรจะเอาเท่าไร ที่นั่นจะได้เท่าไรที่นี่จะได้เท่าไรเรื่อย นี่กิเลสหลอกไว้แล้วนะ ทีนี้ก็โกยไฟเข้ามา ๆ ธรรมท่านเห็นหมดนี่ ออกไปโกยเพื่อมาเป็นความสุขความเจริญ หรือเป็นความเพลิดเพลินใจ เป็นที่อบอุ่นใจเพราะเราได้สิ่งของเหล่านั้น จะได้มาท่าไหนก็ตาม ขอให้ได้มาเราพอใจ จิตมันหลอกไปอย่างนี้ซิ

ทีนี้โกยเข้ามามีแต่ไฟ ๆ เพราะมันไม่ใช่ของเรา ของเหล่านี้ของประชาชนทุกคน ใครไม่เสียดายสมบัติของใคร สมมุติว่าแยกไปเสียภาษีอากรหรืออะไรก็ตาม เกี่ยวกับส่วนรวมเขาพอใจจ่าย ๆ นี่เป็นของมีเจ้าของทุกคน ใครไม่เสียดาย ต้องเสียดาย แต่เหตุผลเป็นเครื่องบังคับ ในสัตว์หมู่สัตว์พวกที่อยู่ร่วมกัน ต้องเสียสละเพื่อหมู่เพื่อพวกเพื่อคณะ เพื่อชาติบ้านเมืองก็ต้องเสียสละออกไป เต็มกำลังความสามารถ ครั้นเอาไปแล้ว แทนที่จะย้อนมาเป็นผลประโยชน์แก่ชาติบ้านเมือง ให้สงบร่มเย็นเป็นสุขเจริญรุ่งเรือง มันกลับมาทำบ้านเมืองให้ล่มให้จม เพราะความรีดความไถความคดความโกงของกิเลสตัวโลภมาก ๆ ตัวตื่นยศบ้านั่นน่ะ ตื่นอำนาจตื่นยศ

สุดท้ายก็โกยสมบัติของเขาที่เขาไม่ได้มาเพื่อพุงเรา เขาให้มาเพื่อส่วนรวม มันก็กลายมาเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ตัวเองด้วยกันนั่นแหละ กับตัวเองกำลังเพลินนั่น เพลินหาไฟมาเผา ไฟมันก็เข้ามาพร้อม ๆ เปิดประตูให้มัน เพลินมากเท่าไรอยากได้มากเท่าไร รีดไถมากเท่าไร คดโกงมากเท่าไรยิ่งเปิดทางให้ความชั่วไหลเข้า ๆ มันก็หมุนเข้ามา ตายแล้วไม่ต้อง ใครจะเก่งกว่าพระพุทธเจ้าไม่มี ไม่มีใครเกินพระพุทธเจ้า จึงสอนไว้ว่าอย่าทำนะ พระองค์ผ่านมาหมดแล้ว รู้ทั้งดีทั้งชั่วไม่งั้นสอนโลกได้ยังไง

พวกเราอย่าพากันเป็นบ้านะ เราทุเรศจริง ๆ แล้วมันก็ได้มาเกี่ยวข้องจนได้อย่างว่า ทั้ง ๆ ที่เราไม่เอาอะไรเลยนะ เราช่วยโลกเราหวังอะไร เราไม่เอาอะไร มีแต่การช่วยโลกล้วน ๆ ด้วยความเมตตาสงสาร เงินบาทหนึ่งสตางค์หนึ่งที่มาแปดเปื้อนในใจของเรา ว่าเราเอาไปด้วยความเป็นมลทินไม่บริสุทธิ์ เราบอกเราไม่มี จะให้มากให้น้อยเราพิจารณาแล้ว จะสงเคราะห์สงหาด้านใดแง่ใดให้ทางไหน เราพิจารณาเรียบร้อยแล้วให้ไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ ๆ ตลอดมา นี่ละเราช่วยโลกเราช่วยอย่างนี้นะ เราไม่ได้ช่วยแบบไหน

เพราะฉะนั้นใครจะมาก่อกรรมก่อเวรอาฆาตบาดหมางเราอย่างไร เท่ากับอาฆาตบาดหมางตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์ ๆ เพราะเราไม่มี จะเอาอะไรมาให้มีกับเรา มันก็มีแต่ผู้ก่อผู้สร้างเท่านั้นซิ ทั้งดีทั้งชั่วมีด้วยกัน ถ้าคิดในทางที่ดีก็ดีไป จะมาโจมตีเรา โจมตีเท่าไร ตายก็ตายหลวงตาบัวนี้ตาย แต่ธรรมชาตินั้นไม่อยู่ในคำตายคำเป็นอะไรนี่ อันนั้นไปแตะไม่ได้เลย ตัวเองผู้เกิดผู้ตายนั้นแหละจะกอบโกยเอาความสุขความทุกข์ ถ้าเป็นความดีก็เป็นความสุขหนุนเข้าไปด้วยกันแทรกเข้าไป ในขณะที่เอื้อมออกไปทางดีทางชั่ว เปิดทางให้ทางชั่วแล้วความชั่วจะเข้ามา เปิดทางไปทางความชั่วความชั่วเข้ามา ๆ เปิดทางหาความดีความดีจะเข้ามาสวนทางกันเข้ามา ๆ นี้หลักของธรรมเป็นอย่างนั้น ปิดไม่อยู่ ไม่อย่างนั้นไม่เรียกว่าศาสดาองค์เอกได้ พระองค์รู้ขนาดนั้นละ จึงว่าโลกวิทู รู้แจ้งโลก รู้หมดทุกแห่งทุกหนรู้ทุกแง่ทุกมุม คือศาสดาองค์เอก เราฟังท่านด้วยความตาบอดมันไม่สนใจ

แล้วนับวันจะหนาแน่นขึ้นไปนะกิเลสตัณหา ไปที่ไหนไม่เจริญหูเจริญตานะ หากไปอย่างนั้นแหละ ไม่ได้ไปด้วยความดูถูกโลกนะ ไม่ได้ตั้งใจจะไปชมเชยสรรเสริญโลก ไม่ได้ตั้งใจจะไปเหยียบย่ำหรือดูถูกเหยียดหยามโลก ไปโดยอรรถโดยธรรม ด้วยความเมตตาล้วน ๆ ไปที่ไหนมันแสลงแทงตาแทงหูแทงใจมันก็รู้ ๆ เพราะใจเป็นนักรู้จะไม่รู้ได้ยังไง แต่มันไม่ได้เหมือนสิ่งทั้งหลายรู้นะซิ รู้ก็เหมือนไม่รู้ แน่ะ คือไม่แบกไม่หามทั้งดีทั้งชั่ว เนื่องจากจิตพอตัวทุกอย่างแล้ว เอาอะไรไปเพิ่มก็ตกออกหมด เอาดีไปเพิ่มก็ตกออก เอาชั่วไปเพิ่มก็ตกออก เพราะนี้เป็นแดนสมมุติ ทั้งดีทั้งชั่ว

ยกตัวอย่างเช่น ท่านว่า ปุญญปาปปหินบุคคล ผู้มีบุญและบาปอันละเสียแล้ว นั่นฟังซิ บุญก็เป็นสมมุติ บาปก็เป็นสมมุติ แต่บาปเป็นเครื่องกดลงสำหรับผู้ทำ ได้รับความทุกข์ความทรมาน รับผลของการทำชั่วของตัวเอง ถ้าบุญเป็นเครื่องหนุนขึ้น ๆ ให้ถึงที่สุดจุดหมายปลายทาง เรียกว่าบุญ ทั้งสองอย่างนี้เป็นสมมุติ บุญเมื่อส่งเจ้าของให้หลุดพ้นปึ๋งไปแล้วเรียกว่า ละแล้ว บุญก็เป็นสมมุติ บาปก็เป็นสมมุติ ละทั้งหมด ท่านจึงเรียกว่าผู้มีบุญและบาปอันละเสียแล้วได้แก่พระอรหันต์ นอกนั้นเหล่านั้นแบกกันทั้งนั้น ท่านออกจากนี้แล้วท่านไม่มี เมื่อเป็นเช่นนั้นใครจะไปตำหนิติเตียนหรือไปชมเชยสรรเสริญท่านจะเอาอะไรมาดีใจเสียใจ ก็ท่านพอแล้ว ท่านไม่เอา

อย่าพากันลืมเนื้อลืมตัว ที่พูดนี้จำไว้นะ ต่อไปนี้คนจะเข้าวัดเข้าวาลำบาก คลื่นกิเลสหนามากทีเดียว ยิ่งนับวันหนานะ ที่นับวันหนาเพราะอะไร เพราะนับวันที่คนจะเป็นบ้ากับกิเลสให้กิเลสลากจูงไปตลอดเวลา ไม่รู้จักบาปจักบุญ มีแต่ความทะเยอทะยานความหลงไปตลอดเวลากับกิเลส นี่คือเรื่องของกิเลส ทำให้หลงไปตลอดเพลินไปตลอด ทุกข์ขนาดไหนก็เอา ทุกข์บ่นก็บ่นไป ที่ดิ้นกับกิเลสซึ่งมันหลอกไปนั้นก็ดิ้นไปอย่างนั้น ไม่ยอมเห็นโทษนะ มันลำบากจริง ๆ นะเรื่องเหล่านี้

ไปนี่พิจารณาซิท่านทั้งหลาย เราไปตั้งแต่วันที่ ๑๙ จนกระทั่งกลับมาเมื่อวานนี้ รวมทั้งไปทั้งกลับเป็น ๑๘ วัน นับดูซิ วันที่ ๑๙ ออกเดินทางเริ่มยุ่งตั้งแต่เช้าแล้ว จนกระทั่งมาถึงเมื่อวาน มาลงรถนี้ก็ยุ่งแล้ว เต็มอยู่นี่ คิดดูว่าให้ดูเข็มไมล์เท่าไรก็เลยไม่ได้ถาม มายุ่งอยู่นี้ ออกจากนี้ไปเข้าทางจงกรม จากนั้นก็ปล่อยเรื่องทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วก็มีสบายมาจนกระทั่งบัดนี้มาพูดให้ท่านทั้งหลายฟัง หาความสุขมาจากที่ไหนที่จะมาให้หลวงตาบัวได้รับ ได้สบาย เอ้อ.หลวงตาไปตั้งแต่วันที่ ๑๙ มาถึงวันที่ ๕ เมื่อวานนี้เป็นเวลา ๑๘ วัน หลวงตาบัวได้ความสุขมาเยอะแยะ ความลำบากลำบนหลวงตาบัวปลดปล่อยมันตั้งแต่เริ่มก้าวออกเดินทาง กลับมานี้มีแต่ความเบาหวิว เบาหวิวตายอะไรให้พระนวดเส้นแทบตาย อย่างงั้นนะ พิจารณาซิ

ท่านทั้งหลายว่าเราไปหาความสุขเหรอแล้วเราไปเอาอะไร เราไม่ได้เอาอะไรเราบอกแล้ว สงเคราะห์โลกอย่างนั้นนะ เราไม่ได้เอาอะไรเลย เพราะฉะนั้นจึงว่าธาตุขันธ์ยังมีอยู่นี้เราก็เพื่อโลกเพื่อสงสาร ตัวเราเองไปเมื่อไรเราไม่ได้สนใจกับมัน เรื่องความเกิดความตายเรียนมาขาดสะบั้นลงไปตั้งแต่อริยสัจสมบูรณ์แบบแล้ว ผึงเท่านั้นพอ จะไปหลงมันอะไรเรื่องเหล่านี้ ทำให้หลงก็ไม่หลงถ้าลงได้รู้แล้ว ถ้ายังไม่รู้ดึงออกมาหาสู่ที่รู้มันก็ไม่เอา เวลามันยึดดึงออกมันก็ไม่ออก เวลามันปล่อยเอาให้ยึดก็ไม่ยึด จึงเรียกว่ารู้จริงเห็นจริงละซิ เอาละเทศน์เท่านี้ละพอ พูดไปพูดมาก็เหนื่อย

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร ทาง internet

www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก