ผู้ทรงบรมสุข
วันที่ 2 กรกฎาคม. 2538
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๘

ผู้ทรงบรมสุข

 

        เวลานี้ความชั่วชุกชุมมาก ประกาศออกทุกแห่งหนตำบลหมู่บ้านไม่เลือกหน้านะ  นี่ละความไม่มีศีลธรรมเป็นอย่างนั้นละดูเอาพี่น้องทั้งหลาย  มีศีลธรรมเท่านั้นต้านทานสิ่งเหล่านี้ไว้พอให้บ้านเมืองซุกหัวอยู่ได้  ถ้าไม่มีศีลธรรมแล้วหมด  ไปที่ไหน ๆ มีแต่ความเดือดร้อนวุ่นวายทั่วโลกดินแดน  อำนาจของกิเลสมากเวลานี้   ที่อำนาจของกิเลสมากความชั่วระบาดนี้ก็เพราะความส่งเสริมมันละสำคัญ การส่งเสริมนี้ไม่ขึ้นอยู่กับเจตนาอย่างเดียวนะ  ขึ้นอยู่กับความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความเพลิดความเพลิน ความทะเยอทะยานวิ่งเต้นไปตามความอยากนั่นแหละ

        ไม่ได้มีเจตนาที่จะส่งเสริมความชั่วให้เกิดขึ้นอะไร  มันหากเป็นอยู่ในใจของโลกของบุคคลแต่ละราย ๆ   เพราะความดิ้นรนกระวนกระวายมันอยู่ในใจ มันผลักมันดันออกให้ดีดให้ดิ้นให้เพลิดเพลินให้ทะเยอทะยาน  อะไรก็ไม่พอ ๆ  เมื่อเป็นเช่นนั้นควรจะเป็นท่าไหนมันก็เป็นได้  แต่มันเป็นท่าต่ำเท่านั้นไม่มีท่าสูง  ถ้าอันนี้ผลักดันออกไปแล้วเป็นท่าที่เลวทรามทั้งนั้น  โลกถึงได้เดือดร้อนวุ่นวายมาก  ไปที่ไหนยุ่งไปหมด  ถ้าขาดศีลธรรมเป็นอย่างนี้แหละ  ให้เห็นโทษของมัน หาความสงบร่มเย็นไม่ได้  ความขาดศีลธรรมไม่ใช่ของดี

        เพียงแต่นักภาวนาวันไหนภาวนาจิตไม่สงบเยือกเย็นดี  วันนั้นเจ้าของจะรู้สึกกระวนกระวาย  รู้ในเจ้าของเองนะวันนี้จิตเป็นยังไง  แต่ยังดีนะท่านรู้ว่าจิตเป็นยังไงวันนี้มันถึงดีดถึงดิ้นอย่างนี้ ๆ  ค้นหาเหตุหาผลกัน ท่านไม่เพลินไปตามมันไม่ดีดไม่ดิ้นไปตามมัน  นักภาวนาเป็นอย่างนั้น  ถึงได้รู้สาเหตุของมันต้นเหตุเป็นไปจากอะไร  เป็นไปจากหัวใจที่มีกิเลสฝังจมอยู่นั้น เพราะกิเลสเป็นตัวพิษตัวภัยฝังจมอยู่ภายในจิตใจ โลกไม่รู้ พระพุทธเจ้าเท่านั้นรู้กับสาวกอรหันต์ท่านรู้ร้อยเปอร์เซ็นต์  นำธรรมเหล่านี้แหละมาสอนโลกให้รู้เรื่องรู้ราว พวกเราจะไปรู้อะไรว่ากิเลสเป็นยังไงกัน ตัณหาเป็นยังไง  มันบีบมันบี้สีไฟจนแหลกจนเหลวหมดก็ไม่รู้ว่าอะไรเป็นภัย  นั่นโง่หรือไม่โง่พวกเรา มันโง่อย่างนั้นแหละ พระพุทธเจ้ามาประกาศลั่นโลกอยู่ให้รู้เรื่องรู้ราวว่าโทษของมันเป็นยังไง ก็ยังไม่ยอมรู้เรื่องรู้ราว

        ความเสื่อมเสียทางโลกนี้มีมากขึ้นโดยลำดับเวลานี้ คนจำนวนมากเท่าไรก่อเรื่องขึ้นมากเท่านั้น เพราะต่างคนต่างเกิดขึ้นมาก็ด้วยอำนาจของความชั่วช้าลามกมันฝังอยู่ภายในจิตใจ มีกี่รายระบาดออกได้ทั้งนั้น ๆ ถ้าไม่มีศีลธรรมเป็นเครื่องระงับดับกันไว้แล้วยังไงก็เป็นไฟไปตาม ๆ กันไม่ว่าบ้านนอกในเมือง หัวใจไม่ได้มีบ้านนอกในเมือง ความโลภก็ดีความโกรธก็ดีราคะตัณหาก็ดีไม่ได้มีบ้านนอกในเมือง มันมีอยู่ที่หัวใจคน มันดีดมันดิ้นอยู่ตรงนั้น ต่างคนต่างดีดต่างดิ้นเอาไฟมาเผากันแล้วก็ยกโทษกัน ไม่ได้เห็นโทษของตัวเองนะ นั่นละคนไม่ดูใจเจ้าของเป็นอย่างนั้น ดูใจก็คือมีธรรมนั่นแหละดูใจ

        ดังที่ยกตัวอย่างตะกี้นี้ นักภาวนาท่านจิตใจมีความสงบเยือกเย็น จิตใจมีความแยบคายวันนี้เป็นอย่างนี้ ๆ แล้ววันต่อไปหรือระยะต่อไปผิดแปลกจากปกติ ท่านก็ได้ค้นคว้าหาเหตุหาผล เป็นยังไงจิตวันนี้ดีดดิ้นกับเรื่องอะไร ท่านค้นหาเหตุหาผลจนได้ ได้แล้วก็ระงับกันลง นี่ละท่านค้นหาเหตุหาผล เราไม่ได้ค้นนี่นะ เหตุผลต้นปลายเป็นยังไง มีแต่พากันดีดกันดิ้น ไปที่ไหนน่าทุเรศนะ ท่านผู้สงบร่มเย็นดูพวกเรากำลังดิ้นเป็นบ้าอยู่นี้ดูไม่ได้นะ ถ้าจะดูก็ดูไม่ได้ นอกจากท่านไม่ดูเท่านั้นละ

        ผู้สงบร่มเย็นมีในโลกนี้ ผู้บรมสุขมี ผู้ทรงบรมสุขมี  ผู้ทรงมหันตทุกข์มี    พวกมหันตทุกข์นี้มีมากต่อมาก  ผู้ทรงบรมสุขมีน้อยมากทีเดียว ในเมืองไทยเราจะมีกี่รายไม่รู้ บรมสุขคือทุกข์หมดจากใจไม่มีเหลือเลย เหลือแต่ความบริสุทธิ์ล้วน ๆ นั่นแหละเป็นบรมสุข ท่านผู้ทรงธรรมประเภทนั้นหายากมากในโลก เมืองไทยเรานี้เป็นเมืองชาวพุทธที่จะผลิตบรมสุขขึ้นมาได้ยังไม่ยอมผลิตขึ้นมา ยังไม่สนใจ เพราะฉะนั้นจึงมีไม่กี่ราย ยอมรับว่ามี มีเป็นหย่อม ๆ มีเป็นแห่ง ๆ แต่ก็ไม่ทั่วถึงกับความชั่วละซิ  ความชั่วมีมากต่อมาก ความเดือดร้อนมีมากต่อมากไม่ทันกัน

        เพราะฉะนั้นเรื่องวัดเรื่องวาอบรมศีลธรรมจึงเป็นของจำเป็นมาก ในบ้านหนึ่งเมืองหนึ่งวัดหนึ่งให้มีพระมีครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติเป็นศีลเป็นธรรมแนะนำสั่งสอนประชาชนญาติโยมอบอุ่นไปหมดนั่นแหละ ไม่มีอะไรที่จะอบอุ่นยิ่งกว่าพระนะ พระเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อไร เป็นเรื่องใหญ่โตมาก ให้ความอบอุ่นทางจิตใจ ให้เป็นพลังของหน้าที่การงานในทางที่ถูกต้องดีงาม พระเป็นสำคัญเป็นพลังให้น้ำใจของบุคคลแต่ละคน ๆ ที่เข้าไปเกี่ยวข้อง มีกำลังใจประพฤติหน้าที่การงานด้วยความถูกต้องดีงาม สงบร่มเย็น.บ้านเมือง นี่มีน้อยอย่างว่านั่นซี เพราะฉะนั้นวัดจึงเป็นคู่เคียงเป็นขวัญบ้านขวัญเมือง  ถ้าไม่มีวัดแล้วไม่เป็นท่าแหละ วัดก็อย่าให้เป็นวัดสุ่มสี่สุ่มห้า ให้วัดมีศีลมีธรรมวัดมีครูมีอาจารย์เป็นแบบเป็นฉบับแนะนำสั่งสอนดุด่าว่ากล่าว

        คำดุด่าว่ากล่าวของพระไม่ได้เหมือนของฆราวาสนะ คำดุด่าว่ากล่าวของพระดุไปขนาดไหนก็ตาม  ดุแบบธรรมไม่ใช่ดุแบบกิเลส ต่างกัน  ความเด็ดของพระความดุของพระ  ดุไปด้วยอำนาจของธรรมต่างหาก  ไม่ได้ดุด้วยอำนาจของกิเลสให้เป็นเหตุวุ่นวาย หรือให้เป็นเหตุฉิบหายวายปวง  ก่อความเดือดร้อนแก่ผู้ได้รับการดุด่าว่ากล่าว  ไม่เป็นอย่างนั้น  การดุด่าว่ากล่าวโดยธรรมนี่เป็นคู่เคียงกันกับความโหดของกิเลส  โหดของธรรมปราบกิเลสมี  ไม่อย่างนั้นแก้กันไม่ตก  ต้องมีเด็ดมีเดี่ยว  กิเลสเด็ดธรรมะต้องเด็ด  กิริยาแห่งการแสดงความเด็ดของธรรมะนั้นแหละคนทั้งหลายว่าท่านโกรธท่านโมโหโทโส  ล่อให้กิเลสเอารัดเอาเปรียบไปหมดเลยไม่ได้เรื่องได้ราว  ความจริงเป็นวิธีการของธรรมปราบกิเลสต่างหากแต่เราไม่รู้

        ให้พากันพยายามนะไม่ได้นะ โลกนี้จะเป็นไฟไปหมดถ้าต่างคนต่างห่างเหินจากศีลจากธรรมแล้วเข้าใกล้ชิดติดพันกับฟืนกับไฟเผาไหม้กันไปเรื่อย ๆ คนมีมากเท่าไรเรื่องยิ่งมีมาก ความเมตตาสงสารความให้อภัยกันนี้รู้สึกแทบจะไม่มีเสียแล้วละเวลานี้ มีแต่ใครก็จะเอาดีเอาเด่น ใครก็ว่าตัวถูก ๆ กิเลสไม่ยอมผิดแหละเรื่องของกิเลส ต้องว่าตัวถูกเสมอ เพราะฉะนั้นจึงมีแก่ใจที่จะทำชั่วช้าลามกได้อย่างสมใจ ๆ ถ้าเป็นธรรมแล้วรู้ผิดรู้ถูก เขาผิดเราถูก เราผิดเขาถูก ก็ต้องยอมรับกันไปตามเรื่องตามราว  คนเรามีจำนวนมากเท่าไรอยู่ด้วยกันได้นะถ้ายอมรับความผิดถูกชั่วดีของกันและกันแล้ว  ความไม่ยอมรับคือเรื่องของกิเลส เรื่องความชั่วช้าลามกมันฝังอยู่ที่ใจ  ไปที่ไหนหอบแต่อันนี้หาบแต่อันนี้ไป ระบาดออกไปมีแต่ไฟ แตกกระจัดกระจายออกไปเป็นระเบิดนิวเคลียร์นิวตรอนเผาไหม้กันไปเรื่อย ๆ

        ท่านว่าบรมสุขเราเคยเห็นไหมล่ะ บรมสุขจะทรงได้แต่ผู้สิ้นกิเลสเท่านั้น ผู้ไม่สิ้นกิเลสไม่มีทาง ผู้สิ้นกิเลสแล้วกิเลสขาดสะบั้นไปจากหัวใจในขณะนั้น ตั้งแต่ขณะนั้นไปแล้วทรงบรมสุขจนกระทั่งอนันตกาล  ไม่มีคำว่า อนิจฺจํ  ทุกฺขํ  อนตฺตา เข้าไปเกี่ยวข้องได้  นั่นละที่ท่านถึงบรมสุขท่านถึงอย่างนั้น  ผู้ทรงบรมสุขก็คือองค์ศาสดาของพวกเรานี้  นำมาสอนพวกเราที่เป็นมหันตทุกข์ บรมสุขคือพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่าน ท่านเหล่านี้เป็นผู้ทรงบรมสุขตั้งแต่วันตรัสรู้ธรรมะแล้วกิเลสขาดสะบั้นไป นั่นละตัวเหตุที่จะก่อทุกข์คือกิเลส  เมื่อขาดสะบั้นไปแล้วทุกข์ก็ไม่มี  ทุกข์ไม่มีในหัวใจท่าน  จะมีแต่เพียงร่างกายเท่านั้นเจ็บไข้ได้ป่วยปวดหัวตัวร้อนเป็นตามธรรมดาของโลกสมมุตินิยม

ขันธ์ท่านกับขันธ์ของโลกก็มีเหมือนกัน ร่างกายของท่านกับร่างกายของโลกมีเหมือนกัน  เจ็บไข้ได้ป่วยเหมือน ๆ กัน  แต่ไม่เข้าถึงใจท่าน  ใจท่านทรงบรมสุขอยู่ตลอดเวลา  สิ่งเหล่านี้เป็นแต่เพียงผิวเผินข้างนอกเท่านั้น  ต่างกันที่ตรงนั้นผู้ทรงบรมสุข พวกเรานี่กองทุกข์เต็มอยู่ทั้งร่างกายและจิตใจ เต็มไปหมดทั้งตัวหาความสุขวันหนึ่ง ๆ ไม่เจอนะ แต่หาความวุ่นวายเดือดร้อนนั้นมีเต็มหัวใจทุกคน ๆ ไม่ว่าชาติชั้นวรรณะใดไม่เลือกทั้งนั้น อันนี้ไม่เลือกกิเลสไม่เลือกใคร กิเลสไม่กลัวใครกลัวแต่ธรรมอย่างเดียว ถ้าธรรมแล้วกิเลสกลัว ถ้าใครมีธรรมใครก็ตามไม่เลือกชาติชั้นวรรณะเหมือนกันกิเลสกลัว ความสงบสุขร่มเย็นก็มี ตัวเองก็เย็นสบาย ในครอบครัวเหย้าเรือนสังคมต่าง ๆ ที่คนมีศีลธรรมภายในใจแล้ว ไปอยู่ที่ไหนสงบร่มเย็นทั้งนั้น  ถ้าเรื่องของกิเลสไปไหนร้อนไปหมด ๆ

ให้พากันเสาะแสวงหาศีลธรรมเข้าสู่ใจนะ ไม่งั้นต้านทานโรคไม่อยู่ โรคนี้โรคกิเลสตัณหา คลื่นมหาสมุทรทะเลสู้ไม่ได้ คลื่นมหาสมุทรทะเลจะมีอยู่ในน้ำเท่านั้นไม่มีอยู่บนบก  อันนี้มีอยู่ทั้งในน้ำมีอยู่ทั้งบนบก มีอยู่ทุกแห่งทุกหนเรื่องที่ว่าคลื่นมหาสมุทรทะเลหลวง คือ กิเลสภายในจิตใจของสัตว์โลกนี้  ให้พากันระมัดระวังให้มาก

        ฝึกหัดดัดแปลงถ้าอยากเป็นคนดีมีความสงบเย็นใจ ให้นำธรรมะของพระพุทธเจ้า ธรรมะนี้เคยรับรองโลกมานานแสนนานแล้วให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุข ส่วนกิเลสทำความพินาศฉิบหายให้โลกมานานแสนนานเช่นเดียวกัน เราควรจะเอามาเทียบเคียงกันแล้วพยายามแก้ไขดัดแปลงตนเอง ทุกข์เพราะรบกับกิเลสต้องทุกข์บ้าง อยากไปไม่ได้ไปก็เป็นทุกข์ อยากกินไม่ได้กินก็เป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่จะกินมันเสีย ไม่ใช่ของดีกินแล้วเป็นพิษ ไปเพื่อความเสียหายไม่ดีไม่ให้ไปห้ามอย่างนั้น ความเคลื่อนไหวไปมาต้องพิจารณาเจ้าของเสียก่อน ถ้าไม่พิจารณาเอาตามความอยากเลยแล้วก็เสียไปหมด ๆ นี่ละคนเราไม่มีเบรกห้ามล้อลงแต่คลอง ๆ แล้วจมไปเรื่อย ๆ เกิดขึ้นมาใครก็มีแต่จม ๆ หาความเจริญรุ่งเรืองในบุคคลคนหนึ่งไม่มีมีอย่างเหรอมนุษย์เรา พากันตั้งอกตั้งใจนะ

        วันคืนปีเดือนล่วงไปอย่างนี้ละ มีมืดกับแจ้งเท่านี้แหละโลกเราอย่าไปตื่นเกินไป มืดกับแจ้งเท่านี้ละ พอตะวันตกแล้วก็มืด พอตะวันโผล่ขึ้นมาก็ว่าแจ้งมีเท่านั้นละตั้งกัปตั้งกัลป์มา ปีนั้นปีนี้นับกันไปตามมืดแจ้งนี่ไม่เห็นมีอะไร ความทุกข์ความร้อนอยู่ที่หัวใจคนละซี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับมืดกับแจ้งวันคืนปีเดือน อยู่กับที่หัวใจเรา ถ้าหัวใจเรามีธรรมระงับดับมันได้เราก็สงบร่มเย็น ถ้าใจไม่มีธรรมแล้วจม ๆ ทั้งนั้นแหละ พากันตั้งใจฝึกหัดดัดแปลงตนเองซิถ้าอยากเป็นคนดีมีความสุข

 

วันนี้ก็พูดเพียงเท่านั้นละเหนื่อย  พูดทุกวัน ๆ ต่อไปนี้จะให้พร


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก