ภัยของจิตคืออะไร
วันที่ 12 กรกฎาคม. 2538 เวลา 19:00 น. ความยาว 75.17 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๘

ภัยของจิตคืออะไร

 

เข้าพรรษาอย่าโกโรโกโสนะพระ อย่างที่สัตตาหะอยู่เรื่อย สัตตาหะหาอะไรก็ไม่รู้ นี่ละเดี๋ยวนี้พระเราเหลวหมด ที่พระพุทธเจ้าเปิดช่องให้ด้วยความจำเป็นในเรื่องสัตตาหะ เลยเอาเป็นเนื้อเป็นหนังเสียจริง ๆ ยิ่งกว่าการจำพรรษานะ อะไร ๆ เอะอะสัตตาหะ ๆ นี่ละเรื่องความเลวร้ายของกิเลสมันคอยจะทำลายอยู่เรื่อยนะ ทำให้แน่นหนามั่นคงอะไรไม่ได้นะ มีแต่มันทำลาย ๆ เหล่านี้ก็กิเลสทำงานทั้งนั้น

ต่างคนต่างให้รู้หน้าที่ของตนอย่าประมาท หน้าที่ของตนคือการชำระกิเลสทุกประเภทซึ่งเป็นภัยทั้งนั้น โลกที่ร้อนเป็นฟืนเป็นไฟอยู่ทั่วดินแดนแห่งโลกธาตุนี้ไม่ใช่เพราะอะไร เพราะกิเลสนี้เท่านั้นเป็นตัวเหตุตัวทำลายสำคัญมาก ไม่ว่าแต่มนุษย์เรา สัตว์ก็หมุนติ้วไปตามเรื่องของสัตว์ เพราะกิเลสผันหัวใจสัตว์ให้ดิ้นรนกระวนกระวายไปตามเพศหรือภพชาติของตน ไม่เป็นเพียงมนุษย์เราเท่านั้น สัตว์โลกนี้หาที่ชุ่มเย็นไม่ได้เลย

กามภพ รูปภพ อรูปภพ ทั้งสามภพนี้เป็นแหล่งแห่งกองฟืนกองไฟที่เกิดความเผาไหม้ไปจากกิเลส คือ ราคคฺคิ โทสคฺคิ โมหคฺคิ สามประเภทนี้รุนแรงมาก สัตว์โลกมองไม่เห็นสัตว์โลกไม่รู้สัตว์โลกไม่สนใจรู้ มีแต่ดีดดิ้นไปตามอำนาจของสิ่งเหล่านี้ผลักดันหรือกดขี่บังคับให้เป็นไปเท่านั้น ไม่มีสัตว์ตัวใดรายใดที่จะทราบว่าสิ่งเหล่านี้เป็นภัย ไม่สนใจคิดเพราะไม่มีใครแนะนำสั่งสอนให้รู้ก็มี มีผู้แนะนำสั่งสอนให้รู้แล้วแต่ไม่ได้สนใจเท่าที่ควรเหมือนกับความสนใจในกิเลสก็มี เพราะฉะนั้นธรรมชาตินี้จึงสนุกทำหน้าที่ของตนบนหัวใจสัตว์ตลอดมา และยังจะเป็นไปตลอดไปอีกเช่นเดียวกันนี้ไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ว่าจะลดหย่อนผ่อนตัวลงเมื่อไร เพราะสัตว์โลกก็เคลิ้มหลับไปด้วยความถูกกล่อมของกิเลสประเภทต่าง ๆ มาตลอด และจะเป็นไปตลอดไม่มีที่สิ้นสุดยุติ นี่ที่น่าสลดสังเวชมาก

ไม่มีใครรู้ มีพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ท่านเท่านั้นที่รู้เรื่องรู้ราวของสิ่งเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี จนถึงขนาดที่ว่าท้อพระทัยในการที่จะรื้อขนสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นไปจากทุกข์แม้จำนวนน้อยก็ตาม เพราะไม่มีใครสนใจอยากจะออกจากทุกข์ นอกจากบืนใส่ทุกข์ด้วยความพอใจของตน โดยไม่ทราบว่าอะไรคือทุกข์ อะไรเป็นสาเหตุให้เกิดทุกข์ มีแต่ความดิ้นรนกระวนกระวาย ยื้อแย่งแข่งดีกันโดยวิธีการต่าง ๆ จนถึงกับการทำลายกันให้แหลกเหลวป่นปี้ จะเป็นเพราะอะไรถ้าไม่ใช่เป็นเพราะธรรมชาตินี้บีบบังคับให้เป็นไป โดยไม่รู้ตัวว่าถูกมันบีบบังคับไป

นี่ละพวกเราที่เป็นนักบวชถ้าไม่เห็นโทษสิ่งเหล่านี้แล้วก็หมดทาง อันนี้เป็นโทษที่สุดในโลกแห่งภพสัตว์ทุกประเภท ภพก็ออกมาจากธรรมชาตินี้ตั้งต่อมขึ้นมาเป็นภพ เพื่อเป็นที่บรรจุของกองทุกข์ทั้งหลายจนกระทั่งวันตาย ตายไปแล้วก็บรรจุอยู่ที่จิตอีกสาเหตุของมันที่จะให้เกิดความทุกข์ พาให้สัตว์ทั้งหลายไปเกิดในที่นั่นที่นี่เพื่อแบกหามกองทุกข์ ไม่ใช่เรื่องอันใดมีอันเดียวนี้เท่านั้น โลกจึงเกิดความเดือดร้อนวุ่นวายกันมากมาย

เราอย่าพูดเพียงโลกเมืองไทยเรา ทั่วโลกดินแดนสามแดนโลกธาตุนี้เป็นพอ ๆ กันหมดตามประเภทของตน ๆ เท่านั้น สัตว์รายใดที่ไม่ได้เสวยกรรมไม่มีในโลกนี้ เสวยกรรมเพราะอำนาจของกิเลสมันผลิตขึ้นมาให้ทำกรรม คือมันผลิตขึ้นมา ตัวที่จะให้ทำกรรมก็กิเลสนั้นเองผลิตตัวขึ้นมาหนุนให้สัตว์ทั้งหลายทำกรรม เมื่อทำลงไปแล้วก็เป็นวิปากวัฏฏ์ไปอีก ให้ได้รับความทุกข์ความลำบาก ส่วนที่จะบันดลบันดาลหรือบีบบังคับสัตว์ทั้งหลายให้ทำคุณงามความดีเพื่อหลุดพ้นไปจากอำนาจของมันนี้ไม่มีทาง มีแต่หมุนติ้วเข้าสู่กงจักรคือวัฏวนนี้ทั้งนั้น นี่ละที่น่าสลดสังเวชมากที่สุด

นี่ผมเทศน์สอนหมู่เพื่อนมาก็เป็นเวลานาน แต่ก่อนก็ทำหน้าที่การงานได้ แนะนำสั่งสอนอบรมได้ แม้ไม่มากก็ยังพอแนะนำสั่งสอน มาทุกวันนี้กำลังวังชาทุกสิ่งทุกอย่างอ่อนไปหมดแล้ว ไม่มีกำลังที่จะแนะนำสั่งสอนหรืออบรมเพื่อนฝูงตลอดถึงประชาชนญาติโยมให้พอรู้เนื้อรู้ตัวบ้าง ก็ยิ่งเป็นห่วงมากขึ้นโดยลำดับ เพราะโลกนี้ไม่มีความสงบเลย ด้วยอำนาจแห่งฟืนไฟของกิเลสมันเผาไหม้ตลอดเวลาหาความอ่อนตัวลงไม่ได้ก็คือกิเลส ไม่มีคำว่าอ่อนตัว ถ้าเป็นเครื่องยนต์กลไกเราทั้งหลายส่วนมากก็ว่า เครื่องสึกหรอบ้าง หมดน้ำมันบ้าง อุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ครบไม่พอบ้าง แล้วก็ก้าวเดินงานไปไม่ได้ พักงานบ้างหยุดงานบ้าง ส่วนกิเลสไม่มีคำว่าอย่างนี้ มีสมบูรณ์พูนผลทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือชนิดใดอันเป็นเครื่องเผาผันสัตว์โลกให้หมุนไปตามอำนาจของมันนี้สมบูรณ์บริบูรณ์เต็มที่ ไม่มีคำว่าบกพร่องในส่วนใด

แม้ที่สุดเราเดินจงกรมอยู่มันก็หมุนอยู่ในตัวของมันเอง เผลอเมื่อไรเป็นเอาไปกินเมื่อนั้นหากแต่เราไม่รู้ ที่ว่าขาดสตินั้นแหละมันตัดให้ขาดไม่ใช่เรื่องอะไร กระแสของกิเลสตัดสติให้ขาด แล้วก็ลากจิตไป ๕ ทวีปเราก็ไม่รู้ เมื่อตัดให้ขาดจากสติแล้วก็ลากจิตไปให้คิดแต่เรื่องของมันนั่นแหละไม่ใช่คิดเรื่องอื่นนะ คิดเรื่องวัฏวนวัฏจักรนี้ทั้งนั้น หมุนติ้วกันไปกันมาอยู่อย่างนี้ไม่มีคำว่าอ่อนกำลังวังชา เพราะความคิดปรุงดิ้นไปตามกิเลสตัวนี้ มีแต่หมุนไปเรื่อย ๆ ความอ่อนตัวไม่เคยมีในกิเลสทั้งหลาย เพราะฉะนั้นวัฏจักรนี้จึงหมุนไปตลอด

ใครจะว่าตายแล้วสูญ ๆ สักเท่าไรก็ตาม อันนั้นเป็นกลอุบายของกิเลสที่จะหลอกสัตว์โลกให้จมอีกเช่นเดียวกันไม่ใช่อะไรนะ ถ้าหากว่าไม่เป็นเครื่องหลอกแล้วใครจะเกิดตายมากยิ่งกว่าสัตว์โลกแต่ละราย ๆ นี้เอามาแข่งขันกันไม่ได้ เรื่องภพเรื่องชาติเรื่องความเกิดแก่เจ็บตายนี้มีมากด้วยกัน แล้วกิเลสเอาคำว่าสูญมาจากไหน สัตว์ทั้งหลายตายจมกันอยู่ตลอดเวลานี้ก็เพราะอำนาจแห่งกิเลสพาให้หมุนเวียนเพื่อความเกิดแก่เจ็บตายนั้นเอง แล้วสัตว์โลกนี้ตายสูญได้ยังไง

คำว่าสูญนี้มันก็มีเงื่อนสำคัญที่มันจะคอยได้จากอันนี้อย่างเต็มเปาของมันก็คือว่า เมื่อสัตว์ทั้งหลายมีความเชื่อว่าตายแล้วสูญแล้วย่อมทอดอาลัยตายอยากในการทำความดีทั้งหลาย ความดีไม่สนใจแต่ความชั่วนั้นเป็นไปเพราะความอยากที่กิเลสเปิดทางไว้แล้วให้ทำตามความชอบใจ เพราะตายแล้วก็หมดสารคุณ ประโยชน์อะไรไม่มีใครมารับเสวยผลแล้ว อยากทำอะไรก็ทำไป ความว่าอยากทำอะไรก็ทำไปนั้นคือทางเดินอันโล่งของกิเลสเปิดไว้แล้ว นี่ละที่มันปิดบังทั้ง ๆ ที่สัตว์ทั้งหลายก็ตัวมันเองพาให้เกิดแก่เจ็บตาย แล้วมันก็มาบอกว่าตายแล้วสูญไม่ได้เกิดอีก มันกินหลายชั้นมากทีเดียวเรื่องกิเลสหลอกสัตว์โลกนี้ พูดแล้วน่าสลดสังเวชนะ

เปิดเข้าไปซิ ภาคภาวนาเท่านั้นที่จะเห็นตับเห็นปอดกิเลสทุกประเภท ไม่มีภาคใดเหนือภาคภาวนาไปได้ ตรงแน่วเข้าไปสู่อริยสัจ นั่นละวงกงจักรอยู่ตรงนั้น ถ้าจิตได้หมุนตัวเข้าสู่วงอริยสัจแล้ว มรรคปฏิปทาเป็นเครื่องหมุนติ้วใส่สมุทัยสัจ ทุกขสัจ ขาดสะบั้นลงไปไม่มีสิ่งใดเหลือภายในจิตใจเลย นั่นเห็นชัดเจนมากร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะว่างหมด ไม่มีสิ่งใดเงื่อนใดที่จะมาสอดส่ายหรือมาขัดมาแย้งจิตดวงนี้เพื่อให้เอนเอียงไปในทางใดอีกแล้ว ไม่มี โล่งหมดว่างหมด ว่างอะไร

เพราะแต่ก่อนกิเลสทำให้มืดมิดปิดตามองเห็นอะไรไม่ชัดและมองไม่เห็น เมื่อกิเลสม้วนเสื่อลงไปหมดแล้วโล่งไปหมด อะไรที่จะมาเป็นเงื่อนต่อให้เกิดแก่เจ็บตายต่อไปอีก อะไรที่จะมาเป็นเงื่อนต่อให้เกิดความโลภความโกรธความหลงต่อไปอีก อะไรที่จะมาเป็นเงื่อนต่อให้เกิดราคะตัณหา ซึ่งเป็นแนวทางเดินของกิเลสทั้งนั้นต่อไปอีกไม่มีเลย ขาดสะบั้นลงไปหมด นี่แหละองค์อริยสัจจึงเป็นธรรมที่สำคัญมาก ผู้ที่เข้าถึงจุดนี้แล้ว เป็นอันว่าหมดความสงสัยโดยประการทั้งปวง ไม่มีอะไรที่จะมาสงสัยอีกต่อไปแล้ว ผู้ปฏิบัติเราเท่านั้นที่จะสามารถทราบในสิ่งเหล่านี้ได้

เฒ่าแก่มาเท่าไรยิ่งเป็นห่วงเป็นใยหมู่เพื่อน เฉพาะอย่างยิ่งคือเพื่อนฝูงที่เป็นนักปฏิบัติด้วยกัน โง่เง่าเต่าตุ่นเอามากจริง ๆ ถ้าพูดถึงเรื่องกิริยาอาการที่จะแก้กิเลสนี้รู้สึกว่าเซ่อซ่าเอามากทีเดียว นี่ละวิตกวิจารณ์กับหมู่กับเพื่อนมากก็เพราะอันนี้เอง เรื่องกองทุกข์ทั้งมวลนี้คือกิเลสเป็นผู้สร้างขึ้นมาให้พากันทราบไว้ ไม่มีอะไรในโลกนี้สร้างกองทุกข์ขึ้นมาให้สัตว์ทั้งหลายได้รับเสวยตลอดมาทุกวันนี้ และจะตลอดไป นอกจากกิเลสอย่างเดียวเท่านั้นเป็นผู้สร้างความทุกข์ความทรมานให้สัตว์โลก สร้างอยู่ในหัวใจเราเวลานี้ก็ไม่ใช่อะไร มีแต่กิเลสทั้งนั้นสร้างตลอด เผลอก็สร้าง สร้างให้เผลอ สร้างให้คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ให้คิดไม่หยุดไม่ยั้ง มีแต่เรื่องกิเลสสร้างตัวของมันทั้งนั้น นี่จึงน่าสลดสังเวชเอามากนะ

อะไรโลกไหนที่มีความสุขในโลกนี้ โลกเรือนจำแห่งกิเลสที่ครอบงำเอาหัวใจสัตว์ไว้นี้ เมืองไหนเป็นเมืองที่มีความสุขความสบายบ้างตามความคาดคิดด้นเดาของสัตว์โลก หรือของโลกที่เป็นไปอยู่ตลอดเวลาไม่จืดจาง ความหวังนี้มีมากแต่หวังลม ๆ แล้ง ๆ นั่นซิ ไม่ได้มาดูจุดสำคัญที่จะแก้ไขให้เบาบางแห่งกองทุกข์ทั้งหลายออกจากตัวเอง จึงมีแต่แบกกองทุกข์ ๆ อันนี้หนักมากนะ ธรรมพระพุทธเจ้ามีอยู่ชาวพุทธเราก็ว่านับถืออยู่ ถึงขนาดนี้เรื่องความทุกข์ความทรมานภายในจิตใจเพราะอำนาจของกิเลสผลิตขึ้นมา ไม่ได้เบาบางไปบ้างเลย ยิ่งหนาแน่นขึ้นทุกวัน ๆ

ความโลภก็มากขึ้นทุกวันเพราะกิเลสเสริมให้โลภ โลภไม่มีประมาณ โลภจนกระทั่งวันตายก็ไม่มีประมาณ ราคะตัณหาก็เหมือนกัน ประหนึ่งว่าราคะตัณหานี้ไม่เคยมีในหัวใจสัตว์ ไม่เคยมีในเขาในเรา จึงพากันตื่นเต้นเอาเสียจนจะเป็นบ้าสด ๆ ร้อน ๆ อยู่แล้วก็มี เป็นไปแล้วก็มี เพราะอำนาจของราคะตัณหามันรุนแรง เนื่องจากมีสิ่งที่มาเสริมมัน ความเสริมมันก็คือความกว้านหามาด้วยอำนาจของกิเลสตัณหาไม่มีเมืองพอนี้แล โลกทั้งหลายจึงได้ร้อน ถ้าธรรมดาแล้วไม่ร้อน เพราะสิ่งเหล่านี้มีอยู่ระงับดับมันพอเป็นไปได้ไม่รุนแรง

เวลาศาสนาเจริญสิ่งเหล่านี้ก็มีแต่ไม่แสดงตัว เพราะอำนาจของธรรมครอบหัวมันไว้ มีผัวมีเมียมีลูกมีเต้ามีขอบมีเขตมีเหตุมีผลมีหลักมีเกณฑ์เป็นเครื่องปกครองบังคับกัน ไม่ได้ลามปามลุกลามไปเหมือนอย่างทุกวันนี้ ทั้งที่ว่าเราก็เป็นชาวพุทธ ศาสนาก็มีแต่ไม่ได้สนใจกับศาสนาเท่าที่ควร พอที่จะระงับดับสิ่งเหล่านี้ลงได้ มันจึงได้รุนแรงขึ้นไปโดยลำดับลำดา

ท่านนักปฏิบัติทั้งหลายให้เน้นหนักลงจุดนี้ให้มากนะ ราคะตัณหานี้เป็นตัวรุนแรงมากที่สุด การแก้กิเลสประเภทใดก็ตามไม่ได้แก้ยากเหมือนราคะตัณหา อันนี้รุนแรงมาก แม้ที่สุดไม่แสดงออกมาภายนอก ก็แสดงอยู่ภายในตัวของมันลึก ๆ นั้นแหละ หมุนติ้ว ๆ อยู่ภายในตัวของมันนั่นแหละ จากนั้นมาก็แสดงออกทางกิริยามารยาทอันเป็นความหยาบโลนไปเรื่อย ๆ เรื่องของกิเลสไม่ใช่เป็นของละเอียดลออ เป็นของหยาบโลนมากที่สุด แสดงออกในอากัปกิริยาใดความคิดใด จึงเป็นความคิดหรืออากัปกิริยาที่หยาบโลนมากที่สุด ทำตัวให้ไหวไปเลย ผู้ปฏิบัติจะต้องเน้นหนักในจุดนี้ให้มาก อย่าระวังอะไรมากยิ่งกว่าราคะตัณหา

รูปก็จะเป็นรูปอะไร รูปเพื่อราคะตัณหา เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัสเพื่อราคะตัณหาไม่ได้เพื่ออะไรนะ ราคะตัณหาตัวเดียวนี้เที่ยวกว้านเอาหมด สามแดนโลกธาตุนี้เป็นตัวเจ้าอำนาจครอบไว้หมดทุกแง่ทุกมุมนั่นแล เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนเมื่อธรรมชาตินี้ได้สิ้นสุดลงไปจากหัวใจ เรียกว่าม้วนเสื่อลงไปแล้ว ไม่มีอะไรแสดงที่จะมากวนใจให้เป็นอย่างที่เคยเป็นมา มีธรรมชาตินี่เท่านั้นที่รุนแรงแข็งตัวมากที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างแสดงออกมาจากอันนี้เป็นแนวหน้าหรือเป็นผู้นำโดยที่เราไม่รู้ พอผ่านอันนี้ไปแล้วไม่ได้มี

ถึงว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ก็ตาม อวิชชาเพียงเป็นพื้นฐานเท่านั้นไม่ได้แสดงตัวอะไร ตัวนี้เป็นตัวออกสนามรบ จึงได้เคยเทียบว่าอวิชชานั้นเป็นเหมือนพื้นแผ่นดินเรานี้ ส่วนราคะตัณหาเหมือนสิ่งเพาะปลูกหรือสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากพื้นแผ่นดินนี้ เต็มแผ่นดินจนมองหาแผ่นดินไม่เห็นเลย มีแต่ธรรมชาตินี้ปกคลุมหุ้มห่อไปหมด นี่ละอำนาจของกิเลสราคะตัณหาตัวนี้มันปกคลุมหุ้มห่อไปหมดอย่างนี้แหละ มันมีอยู่จิตใจจึงหาความสุขไม่ได้

นักบวชเราถ้าสิ่งเหล่านี้ไม่ระงับแล้วหาความสุขไม่ได้นะ เราจะเอาความสุขด้วยการอยู่การกินการหลับการนอน เพราะไม่ได้ซื้อขายทำไร่ทำนาเหมือนชาวบ้านเขานั้นว่าเป็นความสุขไม่มีทาง ยิ่งกินอิ่มเท่าไรฉันอิ่มฉันมากเท่าไรมันยิ่งดีดยิ่งดิ้น สนุกดีดสนุกดิ้นกวนเจ้าของอยู่ภายในจิตใจให้เดือดร้อนวุ่นวายหาความสงบเย็นใจไม่ได้ ยิ่งกว่าหมาขี้เรื้อน นี่ละตัวราคะตัณหานี้ตัวสำคัญมาก จึงต้องเอาให้รุนแรงไม่ให้มีทางเว้นว่าผ่อนหนักผ่อนเบากัน เอาให้หนักตลอด ไม่หนักไม่ได้ ตัวนี้รุนแรงมากฉลาดแหลมคมหลายเล่ห์หลายเหลี่ยมร้อยสันพันคมมากทีเดียวมองไม่ทัน นักปฏิบัติให้เอาลงจุดนี้ให้มากนะ จุดนี้ละเป็นจุดที่พาให้พระเราเสียก็เพราะจุดนี้เอง ตัวนี้ลากไป ๆ สุดท้ายก็จมเพราะมัน ๆ จนได้นั่นแล จะไปมีความคุ้นสนิทกับมันไม่ได้นะ ตัวนี้เป็นไฟเผาได้ทั้งเป็น ๆ นี้แหละให้พากันระมัดระวัง

ผมละวิตกวิจารณ์ ยิ่งมีเครื่องส่งเสริมมากมายก่ายกองเข้าทุกวัน ๆ หนาแน่นไปด้วยอันนี้แหละ ที่จะก่อฟืนก่อไฟเผาโลกสงสารให้เดือดร้อนไม่ใช่อะไรนะ ตัวนี้แหละเป็นตัวสำคัญมาก เราน่ะเป็นห่วงเพื่อนฝูงมาก น้ำนั่นดีอยู่มีอยู่ ใสสะอาดดีอยู่ แต่พวกจอกพวกแหนมันนับวันปกคลุมหุ้มห่อให้หนาแน่นขึ้นโดยลำดับลำดาจนมองหาน้ำไม่เห็น แล้วปฏิเสธว่าน้ำไม่มีไปเสียนั้นน่ะ มันจะเอาขนาดนั้นละเวลานี้ ปฏิเสธน้ำทั้งบึงว่าไม่มี เพียงจอกแหนเท่านั้นละปกคลุมเอาไว้ เพราะมันปกคลุมอย่างหนาอย่างแน่นเข้าไปทุกวัน

ถ้านักปฏิบัติเราเวิกจอกหรือกวาดจอกกวาดแหนออกไม่ได้แล้วก็ไม่มีใคร ชี้ได้เลย ว่าจะสามารถเห็นน้ำ น้ำอรรถน้ำธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ด้วยสวากขาตธรรม คือตรัสไว้ชอบแล้ว มรรคผลนิพพานกับกิเลสตัณหาอยู่ในฉากเดียวกัน คือหัวใจอันเดียวกัน สด ๆ ร้อน ๆ เหมือนกัน เหมือนกันกับมืดกับแจ้งนี้แหละ เปลี่ยนวาระกันเพียงเท่านั้น ออกมาจากมืดกับแจ้งอันเดียวกัน สถานที่เดียวกัน นี่ก็ออกมาจากใจ ใจเป็นผู้รองรับ ส่วนมากรองรับตั้งแต่ความมืดบอดนั่นซิ ความใสสว่างกระจ่างแจ้งไม่ค่อยมี จงพากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัติตัวเอง

โลกนี้เป็นอยู่อย่างนี้แหละ ให้มากกว่านี้ให้ดีกว่านี้ไม่มีอะไรดี มีแต่เครื่องหลอกลวงของกิเลสนั่นแหละมันต้มมันตุ๋นไปทุกแง่ทุกมุม ผมน่ะวิตกวิจารณ์ยิ่งเฒ่าแก่มาเท่าไรพิจารณาเข้าไปเท่าไรยิ่งเห็นความลึกซึ้งของธรรมพระพุทธเจ้า สิ่งที่ทำให้อิดหนาระอาใจก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ๆ มันปิดไม่อยู่นี่ เห็นจนได้รู้จนได้นอกจากจะนำมาพูดหรือไม่พูดเท่านั้น เพราะธรรมย่อมมีประมาณ ควรพูดไม่ควรพูด ควรแสดงไม่ควรแสดง หากรู้จักประมาณในธรรมชาตินั้นเอง ส่วนใดที่ควรจะนำมาพูดมาแสดงได้ก็นำมาแสดง อย่างที่แสดงอยู่เวลานี้เป็นสิ่งที่ควรอย่างยิ่งที่พวกเราทั้งหลายจะเน้นหนักในเรื่องภัยของจิตคืออะไร คือราคะตัณหา นี้ภัยของจิตภัยอันรุนแรง เอาให้หนักไม่หนักไม่ได้นะ จะจมไปหมดแหละ

พระเราเสียเพราะอันนี้เองไม่ใช่เพราะอะไรนะ ตัวนี้ตัวรุนแรงมากเผลอไม่ได้ทีเดียว ถ้าตัวนี้ได้จางลงไป เช่น จิตมีความสงบ คำว่าสงบก็คือสงบจากอันนี้เองจะเป็นสงบจากอะไร รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส คือ รูปอันนี้ เสียงอันนี้ กลิ่นอันนี้ รสอันนี้ เครื่องสัมผัสอันนี้แหละจะเป็นอะไรไป สงบไม่ยุ่ง เพราะได้อาหารดื่มคือความสงบเรียกว่าสมถธรรม ได้รับความสงบจากธรรมแล้วก็อยู่กับอันนี้ จิตมีความสงบแล้วก็ไม่ดีดไม่ดิ้นหาฟืนหาไฟเหมือนแต่ก่อน นี่พอมีความสุข ผู้มีจิตเป็นสมาธินี้เป็นความสงบเข้าไปบ้างแล้วย่อมมีความสุข มีความสงบมากเข้าไปเท่าไรสิ่งเหล่านี้ไม่กวน มีแต่ความสงบแน่วทั้งวัน เท่านี้ก็พออยู่พอกินคนเรา

แต่เพียงสมาธิเป็นของไม่แน่นอน เผลอเมื่อไรมันก็เสื่อมได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นจึงต้องได้ใช้ทางปัญญา เมื่อจิตมีความสงบแล้วจิตอิ่มตัวจิตอิ่มอารมณ์ แล้วสนุกพิจารณา พาพิจารณาบังคับบัญชาให้พิจารณา แยกธาตุแยกขันธ์แยกเขาแยกเราแยกหญิงแยกชายแยกออกหมด ในอวัยวะนี้มีอะไร อันนี้ละตัวใหญ่โตมาก ภูเขาภูเราของเขาของเราว่าหญิงว่าชายว่าสัตว์ว่าบุคคล คือตัวนี้เองเป็นตัวรุนแรงมาก มองไม่ทะลุ ภูเขาทั้งลูกเขาทำลายได้หมด แต่ภูเขาภูเราอันนี้ทำลายไม่ได้ ไม่มีใครสนใจทำลาย มันจึงได้ก่อตัวของมันขึ้นเรียกว่าร้อยเพลงพันเพลง อำนาจของกิเลสมันพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงหลายสันพันคม ให้ว่าเป็นของสวยของงาม เป็นของจีรังถาวร เป็นไปหมด

ทั้ง ๆ ที่ถังมูตรถังคูถก็เต็มอยู่ในร่างอันนี้แหละจะเป็นอะไร นี่คือถังมูตรถังคูถนั่นแหละไม่ใช่อะไรนะ ไม่ว่าของเขาของเราเป็นถังมูตรถังคูถ มันก็เสกสรรปั้นยอไปเหมือนทองคำธรรมชาติ เห็นไหมกิเลสหลอกคน หลอกสด ๆ ร้อน ๆ อย่างนี้แหละ ทั้ง ๆ ที่เห็นอยู่เป็นถังขี้นี้มันก็ไม่ยอมรับว่าเป็นถังขี้ถังขยะนะ มันไปยอมรับเอาสิ่งไม่มีว่าเป็นของสวยของงามไปเสียโน่นน่ะ นั่นซิมันถึงได้รับความทุกข์ เมื่อปีนเกลียวกับธรรมคือความจริงแล้วย่อมเป็นทุกข์มนุษย์เรา นี่พิจารณาให้ลงถึงความจริงอย่างนี้

เอาให้หนักให้แน่น วันหนึ่ง ๆ จะพิจารณาทางด้านปัญญาให้อยู่กับธรรมชาติอันนี้ เทียบเขาเทียบเราให้ได้สัดได้ส่วน หมุนติ้วอยู่นี้ ออกจากนี้แล้วก็เข้าสู่ความสงบของใจ พอใจได้รับความสงบมีกำลังแล้วออกพิจารณาอันนี้เป็นพื้นฐานสำคัญกว่างานอื่นใด นี่ละผู้ที่จะแหวกว่ายที่จะผ่านพ้นไปได้ต้องเอาให้หนักในเรื่องอสุภะอสุภัง ทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตฺตา อยู่ด้วยกันนั่นแหละ พิจารณาให้แหลกไปเลยทั้งวันทั้งคืนอย่าปล่อยวางจิตใจ หน้าที่การงานของเราที่จะรื้อภพรื้อชาติรื้อวัฏสงสารรื้อตรงนี้แหละไม่รื้อตรงไหนนะ รื้อภูเขาภูเรา ทำลายภูเขาภูเรานี้ให้แตกกระจายลงไปแล้ว รื้อภพรื้อชาติไปในนี้เสร็จ พระอนาคามีก็คือผู้ทำลายภูเขาภูเรานี้แตกกระจายนั่นแหละ เป็นพระอนาคามีขึ้นมา เพราะฉะนั้นจึงขอให้พากันตั้งอกตั้งใจ

เทศน์วันนี้เหนื่อยมาก ไม่เทศน์มาก เอาเพียงแค่นี้ละพอ

พูดท้ายเทศน์

 

ผมเหนื่อยขึ้นทุกวันไม่อยากเล่นกับอะไร มันอ่อนไปหมด มันเป็นของมันเอง หดเข้ามา ๆ ปล่อยไปหมด ก็ ๘๒ เต็มแล้วนี่จะทำอะไร พ่อแม่ครูจารย์ ๘๐ เท่านั้นท่านก็ไปแล้ว เราถึง ๘๒ ถ้าธรรมดาผมไปนานแล้วนะไม่อยู่แหละ จังหวะจะไปมีเยอะ ปล่อยแล้วก็ไปเลยไม่รั้ง พอรั้งได้รั้งอยู่ เมื่อสุดวิสัยแล้วแม้พระพุทธเจ้าก็นิพพาน อย่างพ่อแม่ครูจารย์ท่านอยู่บ้านภู่นั่น ให้เร่งนำท่านไปสกลนครนั่นละท่านรั้งของท่านไว้ ท่านเร่งให้รีบนะ จนวาระสุดท้ายให้รีบไปกลางคืนขนาดนั้นนะ ท่านเร่งให้เอาไปกลางคืนเลย พอไปถึงวันนั้นก็ไปเลย นั่นอย่างนั้นแหละ พอไปฉีดยานอนหลับให้ถึง ๖ ทุ่มฟื้นจากนอนหลับ ตื่นขึ้นมาแล้วก็มองโน้นมองนี้ ดูแล้วเป็นสภาพที่ท่านต้องการ ดูกุฏิดูอะไร ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างแล้วจากนั้นก็ทำหน้าที่

วัฏวนนี่พิลึกจริง ๆ นะ พวกวัฏวนวัฏจักร จิตนี่เข้าในองค์อริยสัจมันถึงชัด ไม่ทราบว่าจะไปถามใคร พอทำลายทุกข์ สมุทัยสัจออกแล้ว กงจักรของวัฏวนออกแล้วด้วยมรรคสัจแล้วขาดสะบั้นไปหมดเลย ไม่มีเงื่อนอะไรมาต่อมาติดให้พอทราบยิบ ๆ แย็บ ๆ นะ ถึงพูดได้เต็มปากว่ามีกิเลสเท่านั้น ชี้นิ้วเลยเทียว โถ ตัวนี้ตัวรุนแรงมากนะ ก่อกวนยุ่งเหยิงวุ่นวายตลอดเวลามีแต่มันนี่แหละ พออันนี้ม้วนเสื่อลงไปแล้วไม่เห็นมีอะไรนี่ โล่งหมดเลย วันไหนจะมีเรื่องอะไรขึ้นมานี้ก็ไม่เห็นมี แต่เราไม่ได้สังเกตหามันเรื่อง ๆ ก็รู้อยู่แล้วว่าไม่มีจะให้ว่ายังไง มันหมดขนาดนั้นแหละ พูดให้ฟังชัด ๆ อย่างนี้แหละจวนจะตายแล้วนี่พูดเสียจะเป็นไรไป มันหมดขนาดนั้นแหละไม่มีอะไรเหลือ อยู่ก็อยู่ไปเฉย ๆ ดูธาตุดูขันธ์ไปเกี่ยวกับโลกสงสารกับเพื่อนกับฝูงไปอย่างนั้น ถ้าธรรมดาไปเมื่อไรผมพร้อมเสมอ ผมไม่มีอะไรมันหมดทุกอย่างแล้วว่าอย่างนั้นเถอะ ที่จะเป็นห่วงเป็นใยกับอะไรมันหมดเสียจริง ๆ

มันอิดหนาระอาใจเรื่องที่จะแหวกว่ายตายเกิดไปอยู่ไม่หยุดไม่ถอยนี่ซิ มันน่าจะเร่งความเพียรให้เต็มที่ มันจะเป็นอย่างนี้ตลอดไปไม่เป็นอย่างอื่นว่างั้นเลย ชี้นิ้วเลยไม่เป็นอย่างอื่น เป็นมาอย่างนี้ตลอดมาถึงวันนี้ชาตินี้ แล้วยังจะไปอีกตลอดไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ถ้าธรรมะตัดไม่ได้นะ มีธรรมเท่านั้นตัดนอกนั้นไม่มี สามแดนโลกธาตุมีแต่เครือของกิเลสทั้งนั้นทีเดียว ที่จะฉุดจะลากเอาไว้มีธรรมเท่านั้น นี่จึงว่าอิดหนาระอาใจที่จะแหวกว่ายตายเกิดไปอีก แล้วไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์เสียด้วยนะภพชาติอะไร ๆ นี้ ไม่ทราบจะเกิดไปเป็นอะไรต่ออะไร ร้อยแปดพันประการหรือหมื่นแสนล้านประการก็ไม่ทราบแหละมากขนาดนั้น มันสับสนปนเปกันไปเป็นไปได้ทุกแห่ง ไส้เดือน กิ้งกือ ดูซียุกยิก ๆ อยู่ตามนั้น ตัวละเอียดเท่าไหนก็มีแต่จิตดวงนี้ แล้วกิเลสครอบอยู่นั้นนะบังคับกันอยู่ในนั้น เกิดในภพใดชาติใดมีแต่ธรรมชาตินี้บีบบังคับอยู่ตลอดเวลา มันน่าอิดหนาระอาใจ เพื่อนฝูงควรเห็นโทษนะ

นี่ก็เทศน์เต็มเหนี่ยวแล้วผมไม่มีอะไรเหลือแล้วนะ หมดพุงแหละเทศน์สอนหมู่เพื่อน เทศน์ด้วยความไม่สงสัยเสียด้วยนะ โห ที่จะหมุนต่อไปอีกหมุนไปไม่มีหยุดมีถอยไม่มีเขตมีแดนเหมือนกับความเป็นมา ไม่มีทางออก มีธรรมเท่านั้นเป็นทางออกนอกนั้นไม่มี ทางออกจากทุกข์มีแต่ธรรมนอกนั้นไม่มี มีแต่เครือของกิเลส เต็มสามโลกธาตุนี้มีแต่เรื่องของกิเลสทั้งนั้น มีธรรมเท่านั้นจะออกได้ ธรรมจักร-จักรคือธรรม มรรคปฏิปทานั่นละเรียกว่าธรรมเรียกว่าธรรมจักร มันอิดหนาระอาใจเวลาผ่านไปแล้วมองมานี้ แหม แล้วมองไปข้างหน้าที่สัตว์โลกทั้งหลายจะหมุนกันไปนี้ไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์เหมือนนี้อีก จึงทำให้อิดหนาระอาใจนะ เพราะฉะนั้นเทศน์ถึงแผดบ้าง

ขนาดนี้ก็เพียงเบาะ ๆ นี้ที่ว่าเหล่านี้ อย่างเทศน์สอนญาติสอนโยมอย่างนี้ เพียงเบา ๆ เท่านั้นละ ถ้าจะเอามาตามความรู้ความเป็นภายในจิตใจนี้ โอ๋ย ฟังไม่ได้นะ ซัดกันลงเต็มเหนี่ยวเลย เราเคยฆ่ากิเลสฆ่าแบบไหน ๆ เอานำออกมาใช้ดูซิน่ะ ฟังไม่ได้ กิเลสมันฟังไม่ได้ กิเลสมันหนาไม่ควรจะฟังก็ไม่เทศน์ให้ฟังเสีย เมื่อบางควรจะฟังก็ฟัง เช่นผู้บางแล้วต้องการแต่ความจริง ความจริงตรงไหนออกผึง ๆ ๆ ฟังถึงใจ ๆ นี่กิเลสดันไว้ ๆ สุดท้ายก็ถูกกิเลสกล่อมให้เป็นไปตามกิเลสเสีย ว่าท่านเทศน์เผ็ดเทศน์ร้อนเทศน์ดุเทศน์ด่าเทศน์หยาบเทศน์โลนไปอย่างนั้น มีแต่ไปตามกิเลสนั่นไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลยจะทำยังไง จึงว่าโง่ขนาดไหนสัตว์โลกนี้ว่างั้น

พูดได้เต็มปากจริง ๆ เพราะรู้อย่างเต็มใจนี่จะให้ว่ายังไง ฉลาดหรือโง่ก็รู้อยู่เต็มหัวใจนี่ ถึงอิดหนาระอาใจซิที่จะแนะนำสั่งสอน เหมือนเอาฝ่ามือไปกั้นน้ำมหาสมุทรไม่ให้ตั้งคลื่นนั่นซิ ธรรมะเพียงฝ่ามือเท่านั้น คลื่นมหาสมุทรใหญ่ขนาดไหน นั่นละคลื่นของกิเลสใหญ่ขนาดไหนดูเอา คลื่นของธรรมเพียงเท่าฝ่ามือ พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้แต่ละพระองค์ ๆ ก็ดึงออกได้ ๆ พอประมาณ นอกนั้นก็กองอยู่นี้หมด ตายกองกันอยู่นี้หมด โห ทุเรศจริง ๆ นะ

เวลาได้รู้รู้จริง ๆ นี่รู้ไม่สงสัยจะว่าไง เวลามันปิดมันก็ปิดไม่ได้คิดได้อ่านอะไร เวลามันเปิดมันเปิดนี่ สิ่งไม่เคยรู้เคยเห็นก็รู้ก็เห็นของมันไป เห็นประจักษ์ ๆ เสียด้วยนะ ไม่ได้มีที่ว่าลูบ ๆ คลำ ๆ เสียด้วยนะ ลงได้เห็นแล้วเห็นอย่างจริงจังทั้งนั้น เห็นจริง ๆ ไปเลย หายสงสัย ๆ โห ทุเรศจริง ๆ นะความเกิดแก่เจ็บตายที่จะหมุนไปต่อไปหมุนไปเรื่อย ๆ ที่จมลงนรกก็จมมากต่อมาก ที่ไหนมีแต่ที่อยู่ที่ทรมานของสัตว์ทั้งนั้นนะ ในสามแดนโลกธาตุนี่มีแต่ที่อยู่ที่ทรมานของสัตว์ ที่จะเสวยสุขสะดวกสบายก็มีตามขั้น ๆ ตามภูมิแห่งความสุขความทุกข์นะ ความสุขความทุกข์ตามขั้นตามภูมิ เช่นอย่างสวรรค์พรหมโลกอย่างนี้เป็นอีกอย่างหนึ่ง นี่พอบรรเทา ที่นอกจากนี้ไปแล้วนั่นซิ เสวยทุกข์อยู่ทั่วแดนโลกธาตุ สัตว์ตัวไหนที่จะไม่เสวยไม่มี ปฏิเสธได้เลยร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่มี เสวยทั้งนั้น

โห อำนาจของกิเลสนี้แหม ธรรมชาตินี้ไม่มีใครมองเห็นนะ มีพระพุทธเจ้าเท่านั้นเป็นพระองค์แรกที่มองเห็นกับธรรมเครื่องแก้กัน นี่ซิพระพุทธเจ้าไม่อุบัติไม่ได้ ต้องอุบัติเรื่อย ๆ ๆ มาเป็นยุคเป็นสมัย มาเอาน้ำดับไฟ ๆ เป็นยุคเป็นสมัยไป ถ้าไม่มีนี้สัตว์นี้ไม่มีหวังว่างั้นเลย สัตว์นี้หมดหวังไม่มีทางออก พระพุทธเจ้ามาโปรดแต่ละครั้ง ๆ แต่ละพระองค์ ๆ นี้เหมือนกับเอาน้ำมาดับไฟ เหมือนมาเปิดประตูออกจากกรงขังนั่นแหละ ผู้ที่มีอุปนิสัยปัจจัยแล้วก็ออกได้ แม้มีอุปนิสัยก็ตามถ้าพระพุทธเจ้าไม่มาแสดงนี้ก็เหมือนกับปิดประตูไว้ อยู่ปากคอกก็ออกไม่ได้ เหมือนวัวอยู่ปากคอกประตูปิดอยู่ก็ออกไม่ได้ อุปนิสัยมีอยู่แต่ไม่มีผู้มาเปิดให้ เปิดปากคอกคือเปิดธรรมก็ออกไม่ได้

โห ทุเรศจริง ๆ นะมันถึงใจทุกอย่างนะเวลาได้รู้ได้เห็นแล้ว พระพุทธเจ้ามาอุบัติขนาดนี้โลกก็จางไปแล้วนะ กิเลสหนาแน่นเข้า ๆ โลกจางธรรมแล้วนะ จางธรรมไปเรื่อย ๆ ๆ นับวันจางไปเรื่อย กิเลสหมุนเข้าเรื่อย ๆ กิเลสเหมือนงูเหลือมพันสัตว์ไม่มีคำว่าอ่อนตัว ขอให้ธรรมอ่อนมากน้อยเพียงไรกิเลสจะแข็งตัวเข้าเท่านั้น ๆ เอาจนกระทั่งไม่มีธรรมมามีวี่แววในใจเลย เอาจนขนาดนั้นนะ เพราะฉะนั้นจึงว่าทุเรศซิ เราอย่าไปนับไปอ่านว่ากี่ภพกี่ชาติ มีอยู่อย่างนี้เป็นอยู่อย่างนี้ว่างั้นเลย หมุนกันไปหมุนกันมาตายเกิด ๆ ๆ อยู่อย่างนี้เรื่อย ๆ ไม่มีทางออก มีธรรมเท่านั้นมาลากมาเข็นออก

เวลาเหนือแล้วรู้หมด คือเราไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับสิ่งที่กล่าวเหล่านี้ เมื่อเวลาผ่านของมันไปแล้วมันไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับสิ่งเหล่านี้ก็สนุกพิจารณาซิถ้าว่าสนุก ถ้ามีส่วนได้ส่วนเสียอยู่ก็กระทบกระเทือนตัวเองอยู่นี่นะ นี่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียก็ไม่กระทบกระเทือนละซิ มียังไงเป็นยังไงดูตามความมีความเป็น เจ้าของมียังไงเป็นยังไงก็รู้อยู่แล้วนี่ สงสัยที่ไหนเรื่องของเจ้าของ ที่อยู่ที่ไปของเจ้าของเป็นยังไงมันประจักษ์อยู่ในหัวใจนี่แล้ว เป็นปัจจุบันตลอดเวลาอกาลิโก จะไปหวังพึ่งอะไร ปัจจุบันนี้ก็ไม่พึ่งอะไรแล้วเห็นประจักษ์อยู่อย่างนี้

ทีนี้ถึงได้สนุกดูข้างนอกละที่นี่ สิ่งที่เกี่ยวโยงกันไปมากน้อยเพียงไร ดูกันไป ๆ โห ไม่มีสิ้นสุดเลย ทำยังไงจะมานอนใจอยู่ได้เหรอพวกพระพวกเณรเราน่ะมันควรจะเป็นไปได้ ทุกข์ขนาดไหนทุกข์เพียงการประกอบความเพียรนี้มันจะทุกข์ขนาดไหนว่างั้นเลย เวลาจะจมอยู่ในกองทุกข์นี้ยังมากกว่านี้อีกขนาดไหน กี่กัปกี่กัลป์ผ่านมาแล้ว แล้วกี่กัปกี่กัลป์ที่จะไปอีกข้างหน้ามากขนาดไหน ทุกข์ในชีวิตนี้เพื่อความเพียรทุ่มลงไปจะเป็นอะไรไป

จึงกล้าพูดที่ว่าทำความเพียร ว่าทุกข์ในโลกนี้ไม่มีอะไรเกินฆ่ากิเลสว่างั้นเลย พูดได้เต็มปากเพราะถึงขนาดนั้นจริง ๆ เรา บางทีเหมือนจะตายจริง ๆ นะ ข้าวก็ไม่ได้กิน หายใจแขม่ว ๆ ทนเอา ทุกข์ทรมานขนาดไหน แต่ใจเป็นอีกอย่างหนึ่งนั่นซิ ไม่ได้มาแขม่ว ๆ เหมือนลมหายใจนี่นะ ใจสง่าผ่าเผย ถึงวันจะฉันแม้มันแขม่ว ๆ อย่างนั้นนะ ถึงวันจะฉันมันยังไม่อยากฉันทางด้านธรรมะน่ะ ฉันแล้วมันไม่คล่องตัว เป็นอย่างนั้นนะ ทุกข์มากจริง ๆ นะ ยิ่งนั่งตลอดรุ่ง แหมว่างั้นเลยนะ ถ้าไม่สละตายจริง ๆ นั่งไม่ได้นะ มันสละตายมันเด็ดด้วย เราก็ได้ชมนะชมใจดวงนี้ แหมเด็ดขาดจริง ๆ มันทุกข์ขนาดไหน เอ้า ไม่เลยตายว่างั้นเลย เอ้า ๆ เอาลงไป ทุกข์เท่าไรขอแสดงให้หมดวันนี้ดูซิน่ะ

ไม่ใช่ท้าทาย คือดูของจริงว่างั้นเถอะ ของจริงต่อของจริงอยากพบกัน ขนาดไหนถึงตายไม่เลยตาย ซัดกันเลย แต่สติปัญญานี้หมุนติ้ว ๆ นะ ทนอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ไม่เกิดประโยชน์นะ นี่ทนด้วยปัญญา ด้วยสติด้วยปัญญา เวลาทุกข์มากเข้าเท่าไรสติปัญญาจะหนีจากนั้นไม่ได้เลย เช่นอย่างนั่งตลอดรุ่งอย่างนี้นะ ตั้งแต่ขณะนั่งปุ๊บลงไปแล้วจิตจะไปเพ่นพ่านไม่ได้เป็นอันขาด มันดัดกันมาตั้งแต่โน่นแล้วนะ จิตเพ่นพ่านไม่ได้เลย จะไปคิดเรื่องอะไรนอกลู่นอกทางนี้เป็นไม่ได้เด็ดขาด มันเอาขนาดนั้น เอาชีวิตแลกขนาดนั้น

บังคับจิตนี้ โถ ทุกข์มากจริง ๆ นะ บังคับมาเป็นชั้น ๆ บังคับชั้นนั้นแล้วก็ยังมาบังคับชั้นเวลาเป็นทุกข์มาก ๆ นี่ เหมือนมันจะเน่าเฟะนะในร่างกายของเรานี่เอาพอ ๆ นะ เอ้า เอาทางไหนก็เอา พระพุทธเจ้าท่านสลบเราไม่ถึงขั้นสลบนี่นะ เอ้า สลบก็สลบ มันควรตายก็ต้องตายแต่ให้ถอยไม่ถอย นี่ละเรื่องสติปัญญามันหมุนติ้ว ๆ ทุกข์มากเท่าไรมันยิ่งจ่อเข้าไป พิจารณาเข้าไปเรื่อย มันทุกข์ตรงไหน เรื่องความอยากให้ทุกข์หายอย่าไปอยากนะ โห มันเพิ่มทุกข์ขึ้นอีกก่ายกองนะ เรื่องทุกข์จะหายไม่หายไม่สำคัญ สำคัญที่อยากรู้ความจริง ซัดลงไปนี่ โถ บทเวลามันถึงที่ของมันแล้วขาดสะบั้นไปหมดจริง ๆ นะ

นี่ละที่ว่ารู้ความจริงของอริยสัจรู้อย่างนั้น ไม่ได้รู้ด้วยความจำรู้ด้วยความจริงจริง ๆ เวลาพิจารณารอบตัวของมันแล้วกายก็สักแต่ว่ากาย เวทนาความทุกข์ก็สักแต่ว่าความทุกข์ ใจก็สักแต่ว่าใจ ต่างอันต่างจริง เหมือนท่านว่ากาย เวทนา จิต ธรรมนั่นแหละ สักแต่กาย สักแต่เวทนา สักแต่จิต สักแต่ธรรม เวลามันรอบตัวของมันแล้วจิตไม่มีอะไรเข้าไปยุ่งได้ที่นี่ ทุกข์จะมากขนาดไหนมันก็หัวเราะได้ยิ้ม ๆ ได้สบายนะ มันไม่ได้เข้าถึงใจ มันเป็นธรรมชาติของจริงของมันอยู่อันหนึ่งเท่านั้นก็ไม่กระเทือนใคร เมื่อเราไม่ไปเอื้อมมันแล้วนะ มีแต่ของจริงล้วน ๆ

กายก็สักแต่ว่ากาย เวลาทุกข์เกิดขึ้นมากมายก่ายกองนี้กายเขาไม่เห็นรู้เรื่องรู้ราวอะไร เขาก็เป็นกายของเขาอยู่ ทุกข์ก็ไม่เห็นรู้ความหมายของตัวเองและไม่รู้ความหมายของใครด้วยว่าได้ทำทุกข์ให้ใคร ใจเมื่อไม่ไปหมายแล้วก็สักแต่ว่าจิตอยู่อย่างนั้น นี่ละพอหยั่งเข้าถึงความจริงต่างอันต่างจริงแล้ว จิตก็เป็นจิต ทีนี้ก็ไม่กระเทือนกัน จิตก็แน่วเลย โถ เวลาลงนะมันอัศจรรย์จริง ๆ ไม่ลืมนะที่มันเป็น พูดไม่ถูกนะจิตเวลาถึงขั้นเต็มที่แล้ว ทั้ง ๆ ที่อวิชชาก็มีอยู่ในนั้น คือในเวลานั้นเรายังไม่ได้สนใจกับอวิชชานี่นะ สนใจแต่ทุกขเวทนา มันลงเต็มที่ของมันแล้วมันสักแต่ว่านะ ความรู้ที่ปรากฏอยู่นั้นน่ะ คำที่ว่าสักแต่ว่ารู้นั้นก็เป็นที่อัศจรรย์ด้วยนะ คือจะพูดอะไรต่อไปอีกไม่ได้จะเป็นสอง เพราะอันนั้นมีอันเดียวแน่ว แล้วไม่แน่วเด่น ๆ นะ แน่วแบบไหนพูดไม่ถูก พูดได้แต่ว่าอัศจรรย์นี่อันหนึ่ง

อันหนึ่งไม่ลงแต่เป็นเกาะอยู่นี้ ทุกขเวทนาเข้ามายุ่งไม่ได้ ต่างอันต่างจริงแล้วต่างอันต่างอยู่ นั่งไปเท่าไรก็ได้ทุกขเวทนาก็ไม่เห็นจะกำเริบ มันจะกำเริบไปถึงตายก็ไม่เข้าถึงจิตนี่ เมื่อรู้จริงเห็นจริงกันแล้วเป็นอย่างนั้นนะ จะถึงตายก็ไม่ถึงจิต ทุกขเวทนาเข้าถึงจิตไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงกล้าพูดละซี บทเวลาจะเป็นจะตายนี้จะเอาเวทนาหน้าไหนมาหลอกเรานา ก็เวทนาหน้านี้หน้าฟัดกันอยู่เวลานี้และรู้กันอยู่แล้วเวลานี้ เวลาจะตายแล้วจะเอาเวทนาหน้าไหนมาหลอกเรา แล้วพิจารณาลงถึงจิตว่าจะตายไหม ยิ่งเด่น มันโกหกกัน โลกโกหกโลกกิเลสนั่นแหละไปอย่างนั้น

โห ทุกข์มากจริง ๆ นะเรื่องความเพียรเราไม่ลืม งานในโลกเราเคยผ่านมาทุกอย่างตามกำลังของเรา ทุกข์จนจะเป็นจะตายก็ทุกข์แต่ไม่เคยสละชีวิตกับมัน แต่งานภาวนานี้สละ ๆ ตลอด พอถึงที่แล้ว เอานะ เท่านั้นละพอเลย ถ้าลงว่าเอานะเป็นอันว่าขาดสะบั้นไปเลย คือจิตนี่มันเด็ดมากนะ จริงจังมาก มันไม่เคยเหลาะแหละแต่ไหนแต่ไรมาอยู่แล้ว ยิ่งเข้าด้ายเข้าเข็มอย่างนั้นแล้วจะมาเหลาะแหละได้ยังไง โห อัศจรรย์ นั่นละมันไม่ถอนลงได้รู้ขนาดนั้นแล้วไม่มีคำว่าถอน นั่นละอจลศรัทธาเชื่อฝังลึกเลย อ๋อ รู้อริยสัจรู้อย่างนี้ รู้ด้วยความจำกับรู้ด้วยความจริงมันต่างกัน

เวลาวิชชาฟาดกับอวิชชาจากนั้นมาแล้วก็โล่งไปหมดเลย ไม่มีอะไรมาเกี่ยวมากวน ไม่มีอะไรมายุมาแหย่ ไม่มีอะไรมายุ่งเลยนะ จึงรู้ว่า อ๋อ กิเลสนี้ตัวยุ่ง มีมากมีน้อยยุ่งตามส่วนของมันจนได้แหละ จนหมดเสียจริง ๆ ไม่ให้มีอะไรเหลือแล้วไม่มีอะไรยุ่ง ขันธ์ก็ทรงอยู่อย่างนั้นแล้ว ทรงธาตุทรงขันธ์ มันจะไปเมื่อไรก็เป็นธรรมชาติของมันอันนี้ ก็ไม่ทราบจะไปว่าอะไรมัน มันควรไปก็ไปควรอยู่ก็อยู่ จะไปหวังอะไรกับมันก็ไม่เห็นมีหวัง พอเสียทุกอย่างแล้วไม่หวังนะ ถ้าลงพอแล้วไม่หวัง จะหวังพึ่งอะไรนี้ไม่หวัง พออยู่ในตัวแล้วไม่ทราบจะไปพึ่งอะไร ไม่หวังนี่พูดอย่างเด็ดขาดอย่างจริงจังในหัวใจด้วย ไม่ใช่พูดออกมาอย่างเหลาะ ๆ แหละ ๆ พูดออกมาแบบลูบ ๆ คลำ ๆ ไม่ลูบไม่คลำนี่ ถึงขนาดนั้นละ

เพราะฉะนั้นจึงไม่วิตกวิจารณ์เวลาตาย จึงได้กล้าบอกหมู่เพื่อนละซี เวลามีความจำเป็นแล้วธาตุขันธ์กับยาเข้ากันไม่ได้แล้วให้หยุดนะยา แล้วอย่าเอายามายุ่งนะ เด็ดขาดด้วยไม่ให้เอามายุ่ง ร่างกายหมดสภาพแล้วไม่รับยาแล้วเอามายุ่งทำไม แล้ววาระสุดท้ายสภาพเป็นยังไงอยู่ใครอย่ามาแตะต้องกายนะ ใครอย่ามาจับมาต้องหรืออย่ามาเตือนคำนั้นคำนี้นะ มันทำหน้าที่ของตัวเองอยู่แล้วโดยหลักธรรมชาติของใจ จะทำอะไรก็แล้วแต่เป็นหลักธรรมชาติ ไม่ใช่ทำด้วยความเสกสรรปั้นยอเพื่อแก้อันนั้นเพื่อแก้อันนี้

ไม่ได้เพื่ออะไรนะ หมดที่จะเพื่อแล้วนี่ ก็มีแต่ดูธาตุดูขันธ์ว่าอะไรจะไปก่อนไปหลังเท่านั้นเอง ให้เห็นชัด ๆ อย่างนั้นซินักปฏิบัติ พระพุทธเจ้าท่านทรงรู้ทรงเห็น เป็นยังไงขึ้นมาพระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้แล้ว ๆ โง่ขนาดไหนพวกเราน่ะ ที่เป็นเหล่านี้ที่เล่าเหล่านี้มีแต่พระพุทธเจ้าสอนไว้แล้ว อ๋อ ตรงนี้ท่านก็สอนไว้แล้วอย่างนั้น ๆ แน่ะอย่าง กาย เวทนา จิต ธรรม นั่นสักแต่ว่า ๆ เห็นจริงแล้วเป็นอย่างนั้น สติปัฏฐาน ๔ กับอริยสัจนี้ก็อันเดียวกันแหละ ท่านแยกอาการไว้เฉย ๆ หลักใหญ่อันเดียวกัน

นี่ถึงเวลาจะเป็นจะตายจึงไม่ให้ใครมายุ่งนะ ให้เหมาะสมจริง ๆ แล้วตายคนเดียวเราไม่ให้ใครยุ่งเลย เพราะตายไม่มีความกังวลตายไม่มีความยุ่งเหยิงวุ่นวายกับอะไร ก็ไม่ทราบจะไปดิ้นหาอะไร ถึงวาระมันหมดสภาพแล้วเหรอร่างกายนี้ก็ปล่อยเสียเท่านั้นเอง จิตก็พออยู่ในตัวแล้วก็ไม่ทราบจะไปอาศัยอะไรพึ่งอะไรหวังอะไรอีก เหนี่ยวอะไรไว้ ไม่มีอะไรที่จะเหนี่ยวแล้วได้รั้งอะไรเกาะอะไร ให้มันชัดอย่างนั้นซิการปฏิบัติ นี่ผู้ที่จริงจังความชัดของจิตไม่สงสัย แม้พระพุทธเจ้าพูดก็สาธุ พระพุทธเจ้าประทับอยู่ข้างหน้านี้ก็ไม่ทูลถามท่าน ถามอะไรธรรมชาติอันเดียวกัน จะถามหาอะไร

เราเคยได้ยินพ่อแม่ครูจารย์พูด ท่านพูดท่านยกมือขึ้นสาธุพูดเราไม่ใช่โอ้อวด ท่านว่าอย่างนั้น แม้พระพุทธเจ้าประทับอยู่ข้างหน้านี้ก็ไม่ทูลถาม ท่านพูดอย่างเด็ดขาดเทียว ทูลถามท่านทำไมของอันเดียวกัน ทีนี้เวลามาเป็นก็ของอันเดียวกันจริง ๆ อย่างท่านว่า อันนี้ก็ต้องพูดแบบท่านพูดนั่นแหละ ไม่ทูลถาม ก็ของอันเดียวกัน ว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง อย่างที่พูดไว้แล้วนั่น มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ นี่ อยู่นี้หมดเลย ตัดสินใจลงขาดสะบั้นไปแล้วที่นี่ เรื่องภพเรื่องชาติมีจากอะไร ๆ รู้หมดเสียทุกสิ่งทุกอย่างแล้วเหนือ พอเหนือมันแล้วก็เห็นหมดเรื่องของกิเลสน่ะ มีกลมายาอุบายใด ๆ มาหลอกสัตว์โลก หลอกด้วยวิธีใดรู้เสียหมดจะว่าไง ผู้รู้รู้อยู่นี่เห็นอยู่นี่ เจ้าของผู้กิเลสครอบหัวอยู่นั้นเหมือนควายตัวหนึ่ง ๆ คือไม่รู้ตัวนี่นะ ผู้ที่รู้ท่านรู้อยู่นี่ เพราะท่านผ่านมาทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ไม่รู้ผ่านไม่ได้ไม่รู้ฆ่าไม่ได้

ธรรมะพระพุทธเจ้าสด ๆ ร้อน ๆ แท้ ๆ นะ พลิกแพล็บเดียวเท่านั้นเป็นธรรม พลิกแพล็บเดียวเป็นกิเลส อยู่ในจิตดวงเดียวนี่ พลิกอยู่นี้ไม่อยู่ที่ไหน ว่ากาลนั้นสมัยนี้ โอ๊ย ให้กิเลสหลอกไปต้มไป ๆ เมืองอินเดียบ้าง สมัยพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วได้ ๒,๕๐๐ กว่าปีบ้างมันหลอกไป ๆ กิเลสไม่เห็นไปอยู่ ๒,๕๐๐ ปี ไม่เห็นไปอยู่ครั้งพระพุทธเจ้าโน่น มันอยู่ในหัวใจนี่ นั่นเวลาแก้กันแก้อย่างนี้ซิ มันไม่ไปหา ๒,๕๐๐ ที่ไหน มันอยู่ในหัวใจนี่ฟาดลงตรงนี้ มันมีกาลมีสมัยเมื่อไรกิเลส มันก็เป็นอกาลิโกเหมือนกัน คิดให้เป็นกิเลสเมื่อไรก็เป็นเมื่อนั้น คิดให้เป็นธรรมเมื่อไรก็เป็น มันอยู่ในใจนี่

พูดไม่ถูกนะจิตดวงนี้ มีแต่พูดว่าแหมเท่านั้นละ เหนืออะไรเหนือเสียทุกสิ่งทุกอย่าง เหนือสมมุติเหนือเสียทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรเข้าเอื้อมถึงเลย ไม่เหมือนกับอะไรเลยนี่ซิ เป็นมากี่ร้อยกี่พันองค์ก็ตามเถอะจะแบบเดียวกันพูดแบบเดียวกัน ไม่มีอะไรที่จะไปเทียบ ทีนี้เวลามองดูโลกนี้พวกเราเหมือนกับฝูงหนอนนะ ขนาดนั้นนะ อันนั้นขนาดไหนถึงได้เอามาเทียบอันนี้เหมือนหมู่สัตว์เหมือนกิมิชาติพวกหนอน มันงมเงาเต่าตุ่นกันอยู่อย่างนั้น งุ่มง่ามต้วมเตี้ยมอยู่อย่างนั้น เพลินในสิ่งที่ไม่ควรเพลิน หนอนก็เพลินในขี้ เพลินในสิ่งไม่ควรเพลินอย่างนั้น

พวกเราก็เพลินในสิ่งไม่ควรเพลินนั่นซี ที่ธรรมะท่านปล่อยหมดแล้วท่านรู้หมดแล้วท่านสลัดออกหมดแล้ว พวกเรากินเศษกินเดนอันนี้ กิเลสมันกินเศษกินเดนของธรรมที่สลัดออกหมดแล้ว นั่นละเป็นยังไงสูงขนาดไหนต่ำขนาดไหนพิจารณาซิ ละเอียดขนาดไหนธรรมพระพุทธเจ้า เลิศขนาดไหน เอามาเทียบไม่ได้ไม่มีอะไรเทียบในโลกนี้ นั่นละท่านว่าเลิศเลอ เลิศเลอนี่ยกเอามาเทียบเฉย ๆ นะเพราะโลกมีสมมุติ ธรรมชาตินั้นยังพูดไม่ถูกอีก

อย่างนักโทษในเรือนจำนั่นแหละ ใครอยู่ที่ไหน ๆ บ้านไหนเมืองไหนเจริญ บ้านไหนเมืองไหนเจริญน่ะ เรือนจำไหนเจริญน่ะ มีแต่นักโทษเต็มอยู่ในเรือนจำนั่นเจริญที่ตรงไหนนักโทษนั่นน่ะ นี่ก็แบบนั้นแหละพวกเราทั้งหลาย นักโทษมันเจริญที่ตรงไหนน่ะเมื่อกิเลสครอบหัวอยู่แล้ว กิเลสเป็นนายนักโทษ นายคุมนักโทษ ฟาดกิเลสออกหมดแล้วไม่มีนายคุมซิ ไม่ถูกบังคับบัญชาเป็นอิสระเต็มที่

มันถึงสนุกดู ตา หู จมูก ลิ้น กายที่เคยระมัดระวังแต่ก่อน มันเป็นจริง ๆ นี่ ดูปั๊บเป็นกิเลสทันที ฟังเป็นกิเลสทันที ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสสัมพันธ์กับรูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัสต่าง ๆ นี้เป็นกิเลสขึ้นมาทันที ๆ เวลากิเลสพองตัวมันเรืองอำนาจเป็นอย่างนั้นนะเป็นกิเลสหมด ได้ระมัดระวัง ทีนี้เวลามันม้วนเสื่อลงไปแล้วดูเท่าไรก็ดูซีถ้าไม่อยากตาแหกตาแห้ง จะเป็นอะไร ดูให้มันเป็นก็ไม่เป็นนี่เมื่อมันหมด ไม่งั้นจะเรียกว่าหมดเหรอ ดูเท่าไรก็ตาม ฟังเท่าไรก็ตามก็ไม่เป็นกิเลส ก็เป็นธรรมชาติอันนั้นเป็นธรรมชาตินี้ ตาก็เป็นธรรมชาติของตา รูปเป็นธรรมชาติของรูป เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ของใจเท่านั้น เมื่อใจไม่มีอะไรแล้วก็เท่านั้นเอง เหมือนกับเครื่องมือทิ้งไว้นั้นก็จะทำอะไร อย่างค้อนตีตะปูเราไม่จับมาตีก็ทิ้งอยู่อย่างนั้น ตาเราไม่ไปใช้ก็ทิ้งอยู่อย่างนั้นของมัน

ผู้ที่จะผ่านพ้นไปได้นี่ โถ อย่างครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่เคยคุยกันนี้มีแต่ท่านเดนตายมาทั้งนั้นนะ เวลาเราไปคุยนี่เด็ดไปคนละอย่างนะ ไปคนละนิสัย เรานึกว่าเป็นเราคนเดียวเงียบ ๆ เราหนาคนเดียวถึงได้ซัดกันอย่างลำบากลำบนแสนทุกข์แสนทรมานขนาดนี้ แล้วครูบาอาจารย์เป็นยังไง เวลาคุยธรรมะกันแล้วแหม ท่านก็ไปแบบหนึ่งของท่าน คือวิธีฝึกของท่านเด็ดมากทีเดียว ผู้ที่จะพ้นไปมีแต่ผู้เด็ด ๆ สมัยปัจจุบันนี้ เพราะสมัยนี้สมัยแย่งปทปรมะนะ พวกเนยยะมันแย่งปทปรมะ มันก้ำกึ่งกันอยู่มันแย่งปทปรมะ มันไม่ไปแย่งอุคฆฏิตัญญู วิปจิตัญญูซี มันไปแย่งปทปรมะเพราะฉะนั้นถึงลำบาก

ผู้ท่านเป็นอุคฆฏิตัญญู วิปจิตัญญู ท่านก็รวดเร็ว อย่างมาสมัยทุกวันนี้กิเลสมันหนาแน่นเข้า ๆ ก็เลยกลายเป็นเนยยะ ปทปรมะ แย่งตำแหน่งกัน เพราะฉะนั้นเวลาผู้ที่เอาจริงเอาจังให้หลุดพ้นจริง ๆ ท่านจึงต้องหนักมาก อย่างหลวงปู่ขาวนี่แหม ท่านก็เร่งของท่าน อาจารย์คำดีก็หนัก หลวงปู่แหวนเราไม่เคยได้คุยกับท่านปฏิปทาเครื่องดำเนิน ดำเนินยังไง ๆ ไม่ได้คุย คุยแต่จุดสำคัญ ๆ ถามปัญหาท่านปั๊บใส่ปุ๊บมาเลย ถามปั๊บใส่ปุ๊บเลย คือปัญหาที่ถามนี้ไม่มีในตำรานี่นะแต่มีในความจริง ถ้าไม่รู้ตอบไม่ได้ว่างั้นเลย ถ้ารู้แล้วไม่ยากปั๋งเดียวเลย อย่างท่านตอบเราพอใส่ปั๊บเข้าไปท่านผางออกมาเลยเทียว นี่ท่านรู้แล้ว แน่ะ ใส่ปั๊บอีกปั๊บออกมาอีกเลย เร็วยิ่งกว่าอะไร นั่นหลักธรรมชาติต่อหลักธรรมชาติถามกัน ไปหาในพระไตรปิฎกไม่เห็น พระไตรปิฎกท่านแสดงไว้เป็นกลาง ๆ ปฏิบัตินี่มันซอกแซกซิกแซ็กนี่นา

อะไรจะเกินภาคปฏิบัติ ซอกแซกซิกแซ็กทั้งรู้ทั้งเห็นทั้งเป็นต่าง ๆ นี้ซอกแซกซิกแซ็กมากที่สุดเลย อย่างพ่อแม่ครูจารย์ท่านว่า ธรรมะที่มาในคัมภีร์เท่ากับน้ำในตุ่มในไห แต่ธรรมะที่ไม่ได้มาในคัมภีร์เท่ากับท้องฟ้ามหาสมุทร แหมทำไมถึงพูดถูกต้องเอานักหนา ก็ท่านเป็นแล้วท่านถึงพูดนี่นะ ท่านเอามาจากความเป็นของท่าน เราไม่เป็นน่ะซีถึงไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร

ความโง่ ๆ เซ่อ ๆ ของหมู่เพื่อนนี่ผมหนักมากอยู่นะ แบบหูหนวกตาบอดละอยู่กับหมู่เพื่อนไป เหมือนไม่รู้ไม่ชี้อะไรอย่างนั้นพออยู่ได้ ถ้าจะอยู่จี้อยู่เรื่อย โอ๋ย ไม่ได้ไม่มีเวลาเลย จี้ตลอด ความเคลื่อนไหวไปมากิริยาของกิเลสที่มันควบคุม ๆ มันออกหน้า ๆ อยู่ไม่รู้นะ การตั้งรากตั้งฐานทีแรกนี่ละหนักมาก หนักไม่รู้ท่ารู้ทางไม่รู้ทางเข้าทางออก วกไปเวียนมา หนักมากอยู่อันนี้ ตั้งรากตั้งฐานทีแรกตั้งยากมากเกาะไม่ติด เป็นทุกข์อันหนึ่งเหมือนกัน พอเกาะติดได้แก่จิตเป็นสมาธิ พอจิตเข้าสู่ความสงบได้แล้วก็พอได้พักตัวละที่นี่

ทีนี้พอก้าวออกทางด้านปัญญา พอรู้เรื่องทางปัญญาแล้วทีนี้เอาละนะ เรื่องทุกข์น่ะทุกข์แต่ทุกข์รู้เหตุรู้ผล ทุกข์มีช่องมีทาง ไม่ได้ฉุดได้ลากล้มลุกคลุกคลานเหมือนขั้นเริ่มแรก อันนั้นก็ทุกข์อันหนึ่งทุกข์ไปคนละแบบ คือทุกข์แบบไม่ถอยอันนั้น ทุกข์แบบหมุนติ้ว ๆ ทุกข์ไม่ถอย ทุกข์แบบไม่ถอย หมุนเรื่อย ทุกข์ไปคนละแบบ แต่ทุกข์นั้นทุกข์มีหวัง ต่างกัน จนกระทั่งทะลุเสียเมื่อไรถึงจะหมดเรื่องทุกข์นะ เรื่องทุกข์เพราะความเพียรนี่หมดเลย วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว คือเสร็จกิจในศาสนาแล้ว ขีณา ชาติ ชาติสิ้นแล้ว กตํ กรณียํ กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ กิจอื่นที่จะทำให้ยิ่งกว่านี้ไปอีกไม่มี

นี่พอฉันเสร็จแล้วหูจ่อเข้ามานี่หมด จะกลับไม่ยอมกลับ อยากได้ยินได้ฟัง ก็พูดให้ฟังวันละเล็กละน้อย เราก็เหนื่อยของเราไม่อยากเล่นกับอะไรนะ ก็ได้พูดอยู่งั้นแหละ มันหดเข้ามา ๆ เป็นเองนะ หดเข้ามา ๆ สุดท้ายยังเหลือแต่ตัว กิริยาอาการข้างนอกก็หมด เราตายแล้วนี้จะทำยังไงหมู่เพื่อน ผู้ที่จะเป็นหลักเป็นเกณฑ์มีน้อยมากนะ เดี๋ยวนี้จะไม่มีแล้วนะถ้าไม่ตั้งหลักตั้งเกณฑ์ด้วยตัวเองเสียตั้งแต่บัดนี้ มัวประมาทอยู่ได้เหรอ

ในมหาสติปัฏฐานสูตรท่านแสดงไว้ผู้เจริญสติปัฏฐาน ๔ อย่างช้า ๗ ปี ร่นเข้าไปกว่านั้นก็ ๗ เดือน ๗ วัน มีทางสำเร็จได้ไม่สงสัย ท่านแสดงไว้ในมหาสติปัฏฐาน ฟังแต่มหาสติปัฏฐานเป็นไร ที่ตั้งแห่งสติอันใหญ่หลวง นั่นแปลออกแล้ว สติเก่งกล้าสามารถก็สำเร็จละซี ท่านบรรยายบอกกิริยาอาการทุกอย่างบอกหมดมหาสติปัฏฐานสูตร แต่สติปัฏฐานสูตรว่าไม่กว้างขวางมาก ให้พอดีกับกำลังของคน อย่างช้า ๗ ปี แล้ว ๗ เดือน ๗ วัน สำเร็จ ถึงขั้นมหาสติปัฏฐานแล้วไม่นาน ทีนี้ยังไม่ถึงขั้นนั้นซีมันนาน ถ้าถึงขั้นมหาสติมหาปัญญาแล้ว โถ หยุดเมื่อไร หมุนติ้ว ๆ ๆ คำว่าเผลอมีเมื่อไร นั่นมันก็สำเร็จละซี ถ้าลงขั้นนี้แล้วรวดเร็วแล้วภาวนาถึงขั้นนี้ ถ้ายังไม่ถึงขั้นนี้เมื่อไรก็ต้องล้มลุกคลุกคลานอยู่นั่นแหละ

พอถึงขั้นมหาสติมหาปัญญาอัตโนมัติแล้ว จะว่า ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วันอะไรมันก็สำเร็จแล้ว ๗ วัน ๗ เดือน ๖ เดือน สำเร็จแล้ว ถ้าลงก้าวเข้ามหาสติมหาปัญญานะ นี่ก็พิจารณาตามเรื่องของเจ้าของ นั่น ๗ - ๘ เดือน พอก้าวเข้าสติปัญญาอัตโนมัติแล้วก็ ๗ - ๘ เดือนก็ตัดสินกัน ที่ยังไม่ก้าวเข้าไปนั่นซีกี่ปีกี่เดือนมันจะเป็นจะตายอยู่นั่นน่ะ เวลายังไม่ก้าวเข้านั้น พอก้าวเข้านั้นก็พูดได้แล้วแน่ใจเลย ถ้าลงเข้าขั้นสติปัญญาอัตโนมัติแล้วแน่เลย เร็วก็เร็วด้วย หมุนติ้ว ๆ ถ้ายังไม่ถึงขั้นนั้นจะทำยังไงก็ล้มลุกคลุกคลานอยู่นั่นแหละ พอก้าวเข้าสู่สติปัญญาอัตโนมัติแล้วก็เข้าไปหามหาสติมหาปัญญาก็เร็วละซี ไปถึงขั้นที่กิเลสตัวไหนเก่งออกมา มหาสติมหาปัญญาถึงขนาดนั้นแล้วกิเลสตัวไหนเก่งออกมาเลย ขาดสะบั้นไปทันที เหมือนกับกิเลสเอาเราขาดสะบั้นนั่นแหละเวลาถึงขั้นมันพอกัน ถึงขั้นอริยมรรคถึงมรรคที่ละเอียดสุดแล้วซัดลงไปขาดสะบั้น ๆ

เมื่อเห็นในหัวใจแล้วพูดได้นี่นะ ก็เป็นในหัวใจทุกอย่างที่พูดมานี่ เพราะฉะนั้นจึงว่าใครจะมาโกหกได้ยากอยู่นะเรื่องสมาธิก็ดี เรื่องปัญญาก็ดี ปัญญาฆ่ากิเลส แต่ปัญญาความฉลาดแหลมคมนั้นยกให้ไปตามนิสัยวาสนา อย่างฝนตก ๗ วัน ๗ คืนนับได้นั่นเป็นปัญญาประเภทหนึ่ง เราไม่มีอย่างนั้น เอาจนเปียกปอนจนตัวสั่นหนาวปานหมาก็นับไม่ได้นับเม็ดฝน ถึงขั้นเกรียงไกรมันเกรียงไกรจริง ๆ นี่ กิเลสก็หมอบละซีมันฉลาดนี่ มันไม่แสดงง่าย ๆ นะ ทีนี้ก็ต้องคุ้ยเขี่ยขุดค้นหากัน ถึงขั้นนั้นแล้วขั้นคุ้ยเขี่ยขุดค้น กิเลสไม่แสดง พอแย็บออกมาก็ขาดสะบั้นไปพร้อมเลยจะออกมาได้ยังไง

ถ้าเป็นขั้นมหาสติมหาปัญญาอย่างนั้นแล้วก็ไม่นานอย่างว่าแหละ ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน ก็ได้แล้ว เจริญมหาสติปัฏฐานก็จริงแต่จิตของเราไม่ได้เป็นมหาสติน่ะซี ล้มลุกคลุกคลานอยู่นั้น กลิ้งไปกลิ้งมาอยู่นั้นมันไม่ได้เรื่องน่ะซิ พอก้าวเข้าไปมหาสติมหาปัญญาเมื่อไรก็เป็นไปได้แหละ พุ่ง ๆ ๆ ไม่มีวันมีคืนนะ อยู่กับใครไม่ได้เลยนะผมเป็นจริง ๆ อยู่คนเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นออกกรรมฐานจึงเหมาะสมกับเรานิสัยวาสนาอาภัพ ไปกับหมู่กับเพื่อนไม่สบาย ไม่ได้สนุกทุ่มลงเต็มที่ ยิ่งขั้นสติปัญญาอัตโนมัตินี้ด้วยแล้ว โห เข้ากับใครไม่ได้ ทั้งวันทั้งคืนนอนให้หลับก็ไม่หลับ บางคืนตลอดรุ่งเลยไม่หลับ มันทำงานไม่ถอยมันจะตายจริง ๆ ต้องเข้าสมาธิ บังคับเข้านะ

เหมือนไม่มีสมาธินะเวลาออกทางปัญญาแล้ว แต่ก่อนสมาธิก็ว่าเกรียงไกรที่สุด เก่งมาก เข้าเมื่อไรปุ๊บ ๆ ไม่ออกพิจารณาทางด้านปัญญา มันขี้เกียจมันอยากเข้าสมาธิ อยากเข้านั้นไม่ทำงานอะไร แน่วอยู่นั้น ทีนี้บทเวลาออกทางด้านปัญญาแล้วยังมาตำหนิสมาธิว่านอนตายอยู่เฉย ๆ ได้เห็นไหม สมาธิอันนั้นเหมือนไม่มีนะเวลาออกทางด้านปัญญาแล้วเหมือนไม่มีสมาธิเลย แต่เวลาเข้าเมื่อไรก็เข้าได้ มันหากเข้าแบบดึงกันแทบเป็นแทบตายนั่นซี มันเพลินต่องานไม่อยากเข้า ต้องบังคับด้วยพุทโธผมไม่ลืมนะ เอาพุทโธบริกรรมเหมือนคนฝึกหัดสมาธิใหม่นั่นละ ทั้ง ๆ ที่สมาธิมันเก่งอยู่แล้วแต่เพลินปัญญามากกว่า เหมือนหนึ่งว่าสมาธิไม่มีเสีย เอาพุทโธ ๆ ๆ เพราะไม่มีอารมณ์อะไรกวนใจ มีแต่พุทโธเท่านั้น

พุทโธ ๆ ๆ ถี่ยิบลงไป แน่ว โอ๊ย เหมือนถอดเสี้ยนถอดหนามเวลาจิตเข้าพักสมาธินะ เหมือนถอดเสี้ยนถอดหนาม เบาหวิวสบายหมดเลย ปล่อยกังวลข้างนอกหมดเข้าสมาธิ เข้าก็ต้องบังคับไว้นะ ไม่ใช่เข้าแบบนอนตายอย่างแต่ก่อนนะ เรารามือเมื่อไรเรื่องเผลอนี่ผมไม่อยากพูด มันไม่เผลอนี่จะทำยังไง พอรามือไม่ได้นะมันจะดีดออกมาเลยออกมาทำงาน ต้องบีบบังคับเอาไว้กับพุทโธ จนกระทั่งพอแล้ว จิตใจมีความอิ่มหนำสำราญ เหมือนกับเรารับประทานหรือนอนหลับอิ่มหนำสำราญแล้ว จากสมาธิแล้วขึ้นละที่นี่ พอขึ้นก็ผึงเลย โถ ทีนี้ไม่ใช่คนนั้นนะ เหมือนจะไม่ใช่งานชิ้นนั้นนะ มันขาดเร็วนี่ อ๋อ เป็นอย่างนี้เอง พุ่ง ๆ ๆ เวลาไปสุดขีดแล้วเหมือนคนไม่มีสติปัญญานะ

เอาละนะเลิกกัน


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก