อยากดีต้องฝึก
วันที่ 16 มิถุนายน 2538
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๓๘

อยากดีต้องฝึก

เมื่อวานนี้เขาก็ออกหนังสือพิมพ์เรื่องยายแก่อายุ ๖๙ ปีตาบอด ว่ามีคนช่วยเหลือเยอะ เราก็เป็นอันว่าหมดปัญหาไป เรากำลังเขียนจดหมายไปถาม นี่เห็นเขาออกทางหนังสือพิมพ์แล้วว่ามีคนช่วยเยอะก็หมดปัญหา เขาจะตอบจดหมายหรือไม่ตอบก็ไม่มีปัญหาอะไรละมีคนช่วยแล้ว อยู่จังหวัดสุโขทัย อำเภอคีรีมาศ ทางจากนี้ไป ๔๖๐ กิโล ไม่ใช่เล่นนะ พิจิตรที่เราไปอำเภอโพธิ์ประทับช้างนี้ ๔๓๐ กว่า อันนั้น ๔๖๐ ช่วยกันไปอย่างนั้นแหละโลกเรา ใครมีความจำเป็นหวังความช่วยเหลือจากกัน มนุษย์อยู่ด้วยกันก็หวังพึ่งกัน มนุษย์อยู่ด้วยกันพึ่งกันไม่ได้นี่ไม่มีความหมายนะ สู้สัตว์ไม่ได้ สัตว์เขายังช่วยกัน

พอพูดอย่างนี้แล้วยังมีตัวอย่างที่อำเภอศรีสงคราม ตอนนั้นนกกระเรียนนกเขียนมาก เต็มไปหมดท้องนา แต่น้ำท่วมมันโล่งไปหมดทำนาไม่ได้ นกเขียนนกอะไรลงหากินเป็นฝูง ๆ พอดีมีนกเขียน ๒ ตัวหากินอยู่ ทีนี้นายพรานแอบไปยิง ยิงถูกผัวมัน พอยิงถูกผัวตาย ตัวเมียบินขึ้นไปข้างบนร่อนดูผัวตัวเองถูกปืนกำลังดิ้นตายอยู่ ตัวเมียบินร่อนอยู่ข้างบนมองมาเห็น หัวปักลงเลยลงตรงซากผัวนั่นแหละ หัวปักลงเลยตายด้วยกันทั้งคู่ นู่นเขายังรักกันเขายังช่วยกัน พูดถึงเรื่องสัตว์นะ ช่วยกันถึงสละชีวิตด้วยกันได้ ตกลงตายด้วยกันทั้งคู่เลย

นายสัตว์นรกนั้นเอาไปกินทั้งสอง มันดีใจจะได้ไปตกนรก สองผัวเมียเขานั้นตายด้วยความเสียใจสุดขีด ถึงชีวิตสละได้เลย ตายไปสองตัว ตัวสัตว์นรกนี้ก็ดีใจว่ายิงนัดเดียวได้สองตัว ป่านนี้ไปจมอยู่ในนรกนั่นแหละ เราไปเที่ยวทางโน้นทางอำเภอศรีสงคราม ทางโน้นสัตว์มากเพราะน้ำมาก แต่ก่อนนะเราไม่ได้พูดทุกวันนี้ แต่ก่อนบ้านคนไม่ค่อยมี พวกสัตว์น้ำแหละส่วนมากสัตว์พวกนก พวกนกเป็ดนกอะไรนี้เต็มอยู่โน้นหมด น้ำไม่อดไม่อยาก นี่พูดถึงเรื่องการช่วยเหลือกัน สละตายได้เทียว

เราก็เหมือนกันอย่าถือสีถือสากันง่าย ๆ ต้องให้อภัยกันไว้เสมอมนุษย์อยู่ด้วยกัน ความให้อภัยนี้ต้องเป็นพื้นของใจไว้เสมอ อย่าคอยถือผิดถือถูกกันทีเดียว การขับรถขับรานี้ระวังยากมากนะ อันนี้ทะเลาะกันได้ง่ายกระทบกระเทือนกันได้ง่าย การขับรถต้องให้อภัยกันไว้เสมอ เมื่อรถคันหนึ่งผ่านมาเขาจะแซงคันหน้า เขาเปิดไฟ ทางนี้พอหลีกได้ให้หลีก ให้อภัยกัน ต่างคนต่างเห็นใจกันอย่างนั้นแล้วเรื่องก็ไม่ค่อยเกิดขึ้น อันตรายก็ไม่มี ต่างคนต่างให้อภัย

เราจะให้สวรรค์ร้างไปหมดเหรอ สวรรค์ พรหมโลก ร้างไปหมด ไปแออัดยัดเยียดกันอยู่ในหลุมนรกนู่นเหรอ เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ในหลุมนรกนี้แออัดยัดเยียดจนไม่มีที่อยู่ แต่อำนาจของกรรมสัตว์เองแหละยัดเยียดให้อยู่ได้ เต็มไปหมด ได้รับความทุกข์ความทรมาน นั่นเรียกว่ากรรมของสัตว์ ส่วนสวรรค์ไม่ได้แออัดนี่ พรหมโลกก็ไม่แออัด พรหมโลกมี ๑๖ ชั้น สวรรค์ ๖ ชั้น ไม่ได้แออัด ไปแออัดอยู่ที่นรก หลุมไหนก็แออัดกันหมดแน่น ส่วนสวรรค์ไม่แออัด ตั้งแต่จาตุมขึ้นไปถึงปรนิมมิตวสวัตดี ๖ ชั้น จากนั้นก็พรหมโลก ๑๖ ชั้น ๑๖ ชั้นนั้น ๑๑ ชั้นหนึ่งนั้นเป็นของผู้ท่องเที่ยว ไปถึง ๑๑ ชั้นแล้วลงมาเกิดอีก ชั้น ๑๑ สูงสุดของผู้อยู่ในอำนาจของกาม

เมื่อวานนี้ก็พูดเรื่องกาม วันนี้เกี่ยวกับพรหมโลก พรหมโลกก็เกี่ยวกับกามอีก ๕ ชั้นนั้นเป็นชั้นของผู้ที่สิ้นจากกามความทรมานจิตใจ กดถ่วงจิตใจมากแล้ว พ้นขึ้นไปแล้วเป็นพวก ๕ ชั้น พวกก้าวขึ้นสู่ ๕ ชั้นนี้แล้วไม่กลับ ในพรหมโลก ๑๖ ชั้น ๑๑ ชั้นยังกลับ ขึ้นไปถึงชั้นสูงสุด ๑๑ ชั้นนี้กลับ พวกมีกามกิเลสบีบหัวใจอยู่ยังต้องกลับมาเกิดได้รับความทุกข์ทรมานอีก ส่วนชั้น ๑๒ ขึ้นไปถึงชั้น ๑๖ นั้นไม่คืน ขึ้นไปเรื่อย ๆ เลยเตลิดถึงนิพพาน ก็มีเป็นชั้น ๆ อยู่อย่างนั้น คือหมดความดึงดูด หมดกามกิเลสแล้วหมดความดึงดูด

มันดึงมันดูดเอาจริง ๆ แหละอันนี้ดึงดูดมากที่สุดเลย ถึง ๑๑ ชั้นแล้วยังขึ้นไปอีกไม่ได้ยังต้องลง ถ้ามีอันนี้อยู่ในใจแล้วต้องลง ลงทั้งนั้นไม่ขึ้น ผู้ที่หมดอันนี้แล้วขึ้นทั้งนั้นไม่ลง อันนี้ยังไงก็ไม่ลง ขึ้นเรื่อย ๆ ๆ เรียกว่าที่อยู่ของพระอนาคามี แปลว่าที่อยู่ของผู้ปราศจากครอบครัว พวกนี้พวกปราศจากครอบครัวเหย้าเรือนผัวเมียแล้ว ภายในจิตใจไม่มี ๕ ชั้น อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิษฐา ๕ ชั้นนี้เป็นที่อยู่ของพระอนาคามี ถ้าสอบก็ได้ ๕๐% ขึ้นไปแล้วไปอยู่อวิหา ผู้ที่ได้ ๕๐% ต่อไปก็เลื่อนเป็น ๖๐% ๗๐% เข้าไปหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิษฐา พอก้าวจากอกนิษฐาเข้านิพพานเลย เป็นอันว่าหมด เรื่องทุกข์ทั้งมวลนี้หมดโดยสิ้นเชิงไม่มีอะไรเหลือเลย นี่ละผู้บำเพ็ญความดีเป็นอย่างนั้น

แต่ผู้ทำความชั่วนี้มีแต่ลงท่าเดียว หาความสุขความสบายไม่ได้เลย มีทุกข์ประเภทต่าง ๆ กรรมประเภทต่าง ๆ กันด้วย แล้วแต่ผู้ทำกรรมนั้นชอบทำกรรมอะไรมากผลก็แสดงอันนั้นมากเต็มไปหมดในหัวอกไม่มีเวลาว่างเลย ท่านแสดงไว้อย่างชัดเจน นี่คือจอมปราชญ์เป็นผู้รู้ผู้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างแล้วมาแสดงให้พวกเราฟัง ส่วนกิเลสตาบอดหลอกโลกนี้มันบอกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มี แล้วโลกชอบเชื่อมันเสียด้วยนะ เพราะฉะนั้นโลกถึงได้จมกันมากมายก่ายกอง ร้อยคนจะเอาคนหนึ่งไปสวรรค์นี้ทั้งยากด้วย ร้อยคนเอาคนหนึ่งไปสวรรค์ยาก นอกนั้นจมนรก ๆ ๙๙ คนจมนรก ท่านเทียบไว้ขนโคกับเขาโค ถ้าเทียบว่าร้อยต่อหนึ่งก็ไม่ได้ คือหนึ่งยังมากไป

ถ้าเราเทียบขนโคกับเขาโค โคตัวหนึ่งมี ๒ เขา ขนเต็มตัว ขนแต่ละเส้นเท่ากับคนหนึ่งคน ๆ ขนเต็มตัววัว นั่นละคนทั้งหมด พวกนี้ลงนรก เขา ๒ เขานี้เท่ากับคนผู้จะไปสวรรค์ ขนทั้งตัวนั้นไปนรกหมด ผู้จะไปสวรรค์มีเขา ๒ เขา คือคนดีเพียง ๒ คน ถ้าเราเทียบเรื่องขนโคกับเขาโคแล้วร้อยต่อหนึ่งก็ไม่ได้ เพราะหนึ่งยังมากไป นี่พระอานนท์ทูลถามท่าน พูดถึงเรื่องผู้จะไปสวรรค์ไปนรกนี้มีจำนวนมากน้อยเพียงไร อุ๊ย อย่าถามอานนท์ มันน่าอ่อนใจมาก คือพระพุทธเจ้าอ่อนพระทัยอ่อนใจที่จะแนะนำสั่งสอนสัตว์โลก สัตว์โลกเชื่อความชั่วความต่ำทรามเสียมากต่อมาก เพราะความต่ำทรามนี้มันดึงมันดูดอยู่ตลอดเวลา หลับตื่นลืมตามันดูดอยู่ตลอดเวลาไม่มีเวลาอ่อนตัว เป็นอัตโนมัติ

เครื่องจักรวัฏจักรนี้หมุนตัวอยู่ตลอดเวลา หลับตื่นลืมตาไม่มีเวลาหยุด มันหมุนของมันอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นที่น่าอ่อนใจเอามากในการสั่งสอน เพราะฉะนั้นการถามถึงคนจะไปสู่ความดีไปสู่ความชั่วนี้จึงไม่อยากจะตอบ ครั้นเวลาตอบออกมาแล้วก็ดูโคตัวหนึ่งเป็นยังไง โคตัวหนึ่งมีเขา ๒ เขามีขนเต็มตัว ขนแต่ละขนเท่ากับคนคนหนึ่ง ๆ พวกนี้พวกไปนรก เขา ๒ เขานั้นไปสวรรค์ นั่นละโคทั้งตัวมีผู้จะไปสวรรค์เพียงเขามันเท่านั้น ๒ เขา นอกนั้นจมลงนรก จึงอ่อนใจอานนท์ แล้วสัตว์โลกทั้งหลายมีแต่ความสมัครรักใคร่ที่จะบึกบึนไปตามความชั่วช้าลามก เพื่อไปตกนรกหมกไหม้กันทั้งนั้น ผู้ที่จะบึกบึนหาความดีเพื่อเป็นเขาโค ๆ นี้มีน้อยมาก ๆ ท่านจึงอ่อนพระทัย ภาษาเราเรียกว่าอ่อนใจ และท้อพระทัยในการที่จะสั่งสอนสัตว์โลก

เพราะอำนาจของกิเลสมันรุนแรงเหมือนคลื่นในมหาสมุทรทะเล คลื่นมันใหญ่ขนาดไหนมหาสมุทรทะเล เราเอาฝ่ามือไปกั้นคลื่นมหาสมุทรทะเลไม่ให้มันตั้งคลื่นไม่ได้ นี่อำนาจของธรรมเพียงฝ่ามือเดียว อำนาจของคลื่นทะเลหมดมหาสมุทรทะเลคลื่นใหญ่ขนาดไหน ฝ่ามือขาดสะบั้นดีไม่ดี นี่ละธรรมะขาดสะบั้น ๆ เพราะอำนาจของกิเลสรุนแรงมากกว่า

เพราะฉะนั้นเราแต่ละคน ๆ ต้องให้เป็นฝ่ามือของตัวเอง กั้นคลื่นมหาสมมุติมหานิยมให้ดีนะ เราคนหนึ่ง ๆ มีฝ่ามือด้วยกันกั้นให้ดี กั้นด้วยอรรถด้วยธรรม ฝ่ามือเท่ากับธรรมกั้นความชั่วช้าลามก มันอยากก็ดันกัน ๆ คือต้องสู้กัน สู้นี่สู้ความชั่ว สู้ไม่ได้ต้องจมไปตามมัน ถ้าสู้ได้เรามีหวังดี ๆ นี่ความทุกข์ความลำบากในการจะสร้างความดีต้องมีอุปสรรค อุปสรรคคือกิเลสทั้งนั้นไม่ใช่อะไรแหละ ดินฟ้าอากาศเขาไม่เป็นอุปสรรค กิเลสนั่นแหละเป็นอุปสรรค กิเลสอย่างเดียวเป็นอุปสรรค จึงต้องได้ต่อสู้กัน ไม่ต่อสู้ไม่ได้มันเหนียวแน่นมั่นคงมาก

วัฏจักรนี้เป็นเครื่องหมุนอัตโนมัติ ไม่ต้องเติมน้ำมันแหละ พวกสัตว์ทั้งหลายเขาสมัครเติมน้ำมันเอง สมัครเติมไปกับพวกสัตว์นรก ไปกับจ่ายมบาลเอง เติมน้ำมันเอง สมัครใจเติมน้ำมันเอง น้ำมันหมดไม่ต้องไปขอเติมที่ไหน หามาเติมเอง สมัครใจเอง ดิ้นรนเองตกนรกเอง ไม่มีใครบังคับไม่มีใครหักห้าม หรือไม่มีใครบังคับให้ไปแหละ มันหากชอบเป็นความสมัครใจเอง เราดูกิริยาของจิตเราก็รู้ จิตวันหนึ่ง ๆ มันคิดไปทางชั่วมากน้อยเพียงไร คิดไปทางดีมีมากน้อยเพียงไร เราดูจิตของเรานี่ก็รู้

เพราะจิตนี้แหละตัวจะไป ร่างกายนี้ไม่ไป พอแตกแล้วร่างกายนี้ก็เป็นธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นส่วนประกอบของใจ มันจะสลายตัวลงไปสู่ธาตุเดิมของมัน ส่วนจิตนี้จะออก จิตนี้มีความดีความชั่วฝังอยู่ในใจ ถ้ามีความชั่วมากก็ดิ่งลงดึงลง ถ้ามีความดีมากก็ดึงขึ้น เพราะฉะนั้นท่านจึงให้สร้างความดีเพื่อฉุดลากตัวเองขึ้น กีดกันความชั่วไม่ให้มันเกิดขึ้น ต้องใช้ความอดความทน ไม่อดไม่ทนไม่ได้ กิเลสหนาต้องอดทนมาก กิเลสหนาต้องเอารุนแรง พูดถึงเรื่องความเพียรเอาขาดสะบั้นไปเลยไม่อย่างนั้นไม่ทันกัน

เราจะทำเหยาะ ๆ แหยะ ๆ กับกิเลสนี้ไม่ได้ กิเลสไม่ใช่ตัวเหยาะแหยะ ตัวจริงตัวจังทุกอย่างไม่มีอะไรเกินกิเลส ถ้าพูดถึงเรื่องจริงจังต่อสัตว์โลกเพื่อความทรมานแล้วไม่มีอะไรเกินกิเลส ถ้าพูดถึงเรื่องหลอกลวงสัตว์โลก ไม่มีอะไรมีเล่ห์เหลี่ยมแหลมคมยิ่งกว่ากิเลสอีกเหมือนกัน ให้พากันตั้งอกตั้งใจนะฝืน ไม่ฝืนไม่ได้นะ โห มันดีดอยู่ในหัวใจ มันไม่ได้มาอวัยวะแหละนะ มันดีดอยู่ในหัวใจดิ้นอยู่ในหัวใจ ดึงอยู่ในหัวใจ เมื่อดึงมากไปมันก็เอาให้กายไหวไปตาม คือพูดไปตามมัน ทำไปตามมัน ไปตามมันมาตามมัน ประพฤติตัวตามมันเมื่อมันหนักเข้า ๆ ในหัวใจเรา มันเคลื่อนไหวอยู่ในหัวใจนั้นก่อน เมื่อหนักเข้า ๆ มันก็เอากายให้ไหวไปตามให้ทำตามมัน เพราะฉะนั้นจึงต้องได้ฝืนกัน

คิดดูพระท่านจะฆ่ากิเลสในตำราท่านแสดงไว้ ก็เพื่อเป็นคติพวกเราแหละ ท่านองค์นั้นท่านก็เป็นพระอรหันต์ไปแล้ว นั่นละท่านฝึกได้ท่านเป็นพระอรหันต์ ถ้าฝึกไม่ได้ก็จมอยู่ในมูตรในคูถนั่นแหละ ท่านครองผ้ากำลังจะบิณฑบาต นี่เรียกจิตของกิเลสนะมันออก พับออกไป วันนี้เขาจะถวายอาหารบิณฑบาตประณีตบรรจงอะไรแก่เรานะ กำลังครองผ้าจะบิณฑบาตจิตมันออกแล้ว กิเลสออกก่อนแล้ว วันนี้ใครเขาจะเอาอาหารประณีตบรรจงอะไรใส่บาตรให้เราบ้างนะ พอว่าเท่านั้นทางนี้ก็หักกันทันทีเลย โห จะไปกินก่อนเจ้าของยังไม่ได้ออกบิณฑบาตเลยนี้ ไปกินก่อนแล้วกิเลส ไม่ไปวันนี้ ว่างั้น เปลื้องผ้าจีวรทันที วันนั้นท่านไม่บิณฑบาต เอ้า กิเลสเก่งไปกิน เราไม่ไปด้วยวันนี้ ท่านไม่ไป

วันหลังตั้งท่าสู้กันใหม่ เอาอีก ถ้ากิเลสคิดอย่างนี้อีกเอาอีก ท่านว่าอย่างนั้นนะ กิเลสคิดอยู่อย่างนี้ทุกวันเราจะไม่ฉันทุกวันเลย เอาจนตายกัดฟันเลย กิเลสก็เลยหมอบไม่หาอาหารประณีตบรรจง หมอบ แล้วแต่ครูบาจะพาไปหามากินว่างั้น แล้วแต่ครูบาเถอะ หมอบแล้วกิเลส ท่านก็บิณฑบาตมาฉัน นั่นเห็นไหมท่านฝึกทรมาน มีในตำรานะท่านแสดงเอาไว้ นี่ละการดัดความชั่วดัดอย่างนั้น ถ้าเป็นไปตามความคิดนั้นก็โลเลซิ บิณฑบาตก็โลเลไม่ได้สนใจในข้อวัตรปฏิบัติในการบิณฑบาต สนใจแต่ข้าวต้มขนมเขาละซิ ที่ไหนขันข้าวใหญ่ ๆ ก็บึ่งใส่ ๆ ไปแย่งกันกัดกันเหมือนหมา ไปอย่างนั้นละ นี่ละไม่มีข้อวัตรปฏิบัติกิเลสออกหน้าเป็นอย่างนี้ เราพูดถึงเรื่องกิเลสออกหน้าไม่ใช่เป็นของดีเลย

นี่ซิฝึกกิเลสเป็นของเล่นเมื่อไร มันออกทุกซอกทุกมุมไม่มีอะไรเกินกิเลส เรื่องซอกแซกซิกแซ็กที่จะหลอกเราให้ล่มจมตามมันนี้เก่งมากนะ เวลาฝึกธรรมะเข้าไป ๆ ธรรมะทันมันเข้าไปนั่นละมันถึงได้รู้กลมายาของกิเลสว่าแหลมคมขนาดไหน ปลิ้นปล้อนหลอกลวงขนาดไหนถึงรู้กัน ๆ เพราะสติปัญญาธรรมทั้งหลายเหล่านี้ทันกัน ๆ แย็บออกตรงไหนทัน ๆ รู้ทัน ๆ สกัดกันทัน ๆ สุดท้ายก็ออกไม่ได้ ตีแหลกเลย นั่นเป็นอย่างนั้นนะ เราต้องฝึกต้องหัด

ใจเป็นของฝึกได้ ฝึกไม่ได้พระพุทธเจ้าไม่สอน พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาเอกไม่ได้ ต้องเป็นคนมีกิเลสเหมือนกันกับเราดี ๆ นี่แหละ แต่นี้ทำไมถึงสิ้นกิเลสได้ ก็เพราะการฝึกการทรมานตัวเอง เราจะคอยให้คนอื่นมาฝึกทรมานเราไม่ได้นะ เราต้องฝึกเราเองเราอยากเป็นคนดี เป็นตายร้ายดีก็คือเราจะเป็นผู้รับผิดชอบเรา คนอื่นใดไม่มีที่จะมารับผิดชอบเราได้ เราต้องฝึกทรมานเราให้ดีตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่นี้ พระพุทธเจ้าอ่อนพระทัยฟังซิ พระอานนท์ทูลถาม อ่อนใจ ไม่มีใครที่จะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า อำนาจของกิเลสมันหนาแน่นขนาดไหน อำนาจของธรรมมีมากน้อยเพียงไรทรงเอามาเทียบเคียงแล้วจึงท้อพระทัย กำลังของธรรมไม่พอ กำลังของคนดีที่จะต่อสู้กับคนชั่ว กำลังของความดีที่จะต่อสู้กับความชั่วมีน้อยมาก ๆ ก็ท้อพระทัยซิ อะไรขึ้นชื่อว่าความดีแล้วน้อยมาก คนดีก็น้อยมากความดีก็น้อยมาก อะไรถ้าเป็นความดีที่จะพาเจ้าของให้ไปดีแล้วน้อยมาก ๆ

แล้วให้พิจารณาตัวของเราอีก ย่นเข้ามาหาเราซิ เป็นยังไงความชั่วกับความดีของเราน้อยมากหรือไม่ดูอีก ย่นเข้ามาอย่างนั้นซิสอนเจ้าของ เวลานี้เราคิดทางชั่วมากหรือคิดทางดีมาก ถ้าคิดทางชั่วมากคิดทางดีน้อยมากแล้วแสดงว่าเราแพ้กิเลส เราต้องแก้ไข ๆ ทำความชั่วมากทำความดีน้อยไม่ทันกิเลส นี่จะถูกฉุดลากจนได้แหละ เอ้าแก้ ให้มีความดีมากขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งภูมิใจ เมื่อภูมิใจแล้วตายเมื่อไรไม่ว่านะ คนที่ความดีพอแล้วท่านไม่สะทกสะท้านต่อความล้มความตายอะไรแหละ เพราะพออยู่ในใจนี้หมดแล้ว ไปก็ผู้นี้จะไป ผู้นี้พอแล้วไปไหนก็พอไปหมด ถ้าผู้นี้บกพร่องไปไหนบกพร่องไปหมด ท่านจึงบังคับตัวของท่านให้สร้างความดี ๆ ให้พอ เมื่อความดีพอแล้วไม่หวั่นไหว พากันจำให้ดีนะ

เอาละวันนี้เทศน์เท่านั้นละ เทศน์ทุกวัน ๆ นี่นะก็ไม่ทราบเอาคำเทศน์มาจากไหนหลวงตา ป.๓ นี่ หลวงตาบัว ป.๓ นะนี่สอบได้ ป.๓ สอนคนทั้งโลกก็เกินไปเกินภูมิ นี่สอนคนทั้งโลกจริง ๆ โลกเมืองไทยเราทั่วประเทศไปเทศน์หมดแหละ ไม่ว่าภาคไหน ๆ ไปเทศน์ทั้งนั้น เรียกว่าสอนคนทั่วประเทศ หลวงตา ป.๓ มันเกินไปนะมันเกินภูมิ เพราะฉะนั้นวันนี้จึงให้อยู่ในความพอดีระดับภูมิ ป.๓

เอาแค่นี้ละพอ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก