งานศพ
วันที่ 24 พฤษภาคม 2538
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๓๘

งานศพ

ศพท่านอาจารย์ชอบดูเหมือนยังไม่มีกำหนด ท่านอาจารย์เทสก์ก็ดูเหมือนไม่มีกำหนดว่าจะเผาเมื่อไร โอ๊ย เราสลดสังเวชนะ เวลาหลวงตาบัวตายอย่าทำอย่างนี้เป็นอันขาดนะ สลดสังเวชเอามากทีเดียว มองดูแล้วไม่มีอะไรมีแต่ตลาดหาเงิน มั่วสุมเป็นตลาด ๆ เลย หลวงตาบัวตายนี้เอาเสื่อเหี้ยนพันแล้วโยนลงเหวเลยนะอย่าให้ยุ่ง มันจะมาเป็นตลาดโลกอีกละนะ หลวงตานี้จะเป็นตลาดโลกนะ มีอะไรมีแต่หาเงิน เรื่องอรรถเรื่องธรรมมีขนาดเท่าปลายนิ้วก้อยนี้ไม่มีปรากฏนะ สลดสังเวชจริง ๆ นะไม่ได้หายกโทษ ตาดูอยู่หูฟังใจคิดตลอดเวลามันผิดไปไหนว่างั้นเลย เราอยากพูดให้มันเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ธรรมพระพุทธเจ้าชี้ลงตรงไหนผิดที่ตรงไหน ครูบาอาจารย์องค์ไหนตายแล้วเป็นตลาดหาเงินแหละ พระก็ทะเลาะเบาะแว้งกัดฉีกกันเหมือนหมาดูได้เมื่อไร นี่ละเงินเป็นใหญ่ สมมุติเป็นใหญ่ ตุ๊กตาเป็นใหญ่ เป็นใหญ่กว่าคน สิ่งเหล่านี้สมมุติตั้งขึ้นมา ๆ เป็นตุ๊กตาแล้วก็ตะครุบกันเป็นบ้า มีราคายิ่งกว่าคน เพราะฉะนั้นคนถึงเป็นบ้ากับสิ่งเหล่านี้ โห ทุเรศจริง ๆ นะ นี่จึงบอกยันเลย เวลาเราตายแล้วอย่ามาทำอย่างนี้เป็นอันขาดนะ เราไม่ต้องการอะไรทั้งนั้นถ้ายุ่ง ๆ อย่างนี้ ดูไม่ได้นะ นี่จะแห่กันมาหมดแผ่นดินไทยนี่ ยั้วเยี้ย ๆ

พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ๗ วันถวายพระเพลิง ทรงพิจารณาด้วยเหตุผลกลไกอะไรสมศาสดาเอก พิจารณาซิ นั่นละ ๗ วันเท่านั้นพระพุทธเจ้าไว้เพียง ๗ วัน นี่ละแบบฉบับ พระสาวกองค์ไหนตายองค์ไหนนิพพานก็เข้าป่าเงียบ ๆ ไม่มีในประวัติให้เห็น มีแต่ พระกัสสปะ ที่ประวัติยืดยาวหน่อย พระกัสสปะนี้เป็นกรรมเกี่ยวข้องกันกับ พระอริยเมตไตรย มีกรรมเกี่ยวข้องกัน ท่านจึงแสดงไว้ในปฐมสมโพธิ อันนี้อัฐิของท่านอยู่ในเขา ๓ ลูกที่ชนกัน ไม่มีใครเห็น พระอริยเมตไตรยเท่านั้นที่จะเห็นนอกนั้นไม่มีใครเห็น เพราะกรรมจำเพาะกัน

พระอริยเมตไตรยเป็นนายควาญช้าง พระกัสสปะนี้เป็นช้าง ช้างตัวนี้เป็นช้างที่ดีมาก บอกให้เป็น-เป็น บอกให้ตาย-ตาย รักเจ้าของ เจ้าของชี้ให้ตาย-ตาย ชี้ให้เป็น-เป็น พระเทวทัตนี่ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินถ้าจำไม่ผิด ท่านประมวลชาดกมา เพราะชื่อเสียงของช้างที่มีความจงรักภักดีต่อเจ้าของนี้ดังลั่นไปทั่วประเทศ พระราชารับสั่งให้นายควาญช้างนั้นเข้าไปเฝ้า ไหนว่าช้างเธอนั้นดีทุกสิ่งทุกอย่าง บอกให้เป็นก็ได้บอกให้ตายก็ได้ ใช้ยังไงได้หมดใช่ไหม ใช่ ว่างั้นเลย ถ้าอย่างนั้นวันนั้นเราจะให้เขาเผาเหล็กแดงให้ช้างมาจับได้ไหม ได้ เรื่องได้นี้ได้แต่การเป็นการตายเป็นเรื่องของช้างไม่รับรอง แต่เรื่องจับนี้จับแน่ ก็รับสั่งเลยพระราชาอำมหิตจิตเป็นยักษ์เป็นผี ถึงวันก็เผาเหล็กแดงเป็นท่อนเลยเทียว

นายควาญช้างกลับไปก็ไปพูดกับช้างว่าคราวนี้เป็นกรรมอะไรก็ไม่รู้แหละ พระราชารับสั่งให้เราเข้าไปเฝ้าถามถึงเรื่องช้างเป็นยังไง ช้างของเธอว่าเป็นช้างดิบช้างดี ใช้ให้เป็นก็เป็น ใช้ให้ตายก็ตาย ใช้ยังไงได้หมด ว่าอย่างนั้นใช่ไหม ก็ตอบไปแล้วว่าใช่ แล้วท่านก็รับสั่งให้ช้างจับเหล็กแดง ก็มีอยู่สอง เหล็กแดงให้ช้างจับ-จับได้ไหม จับได้ เราก็ทูลท่านแล้วว่าจับ ช้างจับแน่ ๆ สั่งอย่างไรเป็นอย่างนั้นเลย ถ้าหากว่าช้างไม่จับเราก็ต้องตาย คอเราขาด มีสองอย่างเท่านั้นขอให้ช้างพิจารณาดู ช้างรับปุ๊บจับเหล็กแดง นายควาญช้างก็รอดตาย นั่นละพระอริยเมตไตรยเป็นนายควาญช้าง ช้างคือพระกัสสปะ เพราะฉะนั้นกรรมจึงเกี่ยวกัน

เวลาพระกัสสปะตายแล้วก็ไปตายอยู่ในเขาสามยอดจรดกัน พระอริยเมตไตรยจะมาเอาอัฐิของพระกัสสปะนี้ขึ้นบนฝ่าพระหัตถ์ แล้วเผาบนฝ่าพระหัตถ์เลยเพื่อแก้กรรมอันนั้น มีพระอริยเมตไตรยเท่านั้นท่านบอกไว้จะเห็นอัฐิของพระกัสสปะ นอกนั้นไม่มีใครเห็น พระอริยเมตไตรยก็เป็นพระพุทธเจ้าแล้วนี่จะไม่เห็นได้ยังไงถึงวาระนั้นแล้ว ก็มีเท่านั้นในประวัติ

ท่านไม่ได้ยุ่งเหยิงวุ่นวายให้กิเลสตีตลาดตเลเหมือนอย่างสมัยทุกวันนี้ เอาคำว่าศาสนาเป็นเพียงโล่บังหน้าเท่านั้นนะ กิเลสหามเขียงตามงี้รุมเลยเทียว มันสลดสังเวชจริง ๆ นะใครจะว่าบ้าก็ว่าเรายอมรับเป็นบ้าคนเดียว ไม่มีใครในโลกนี้เป็นบ้าเหมือนเรา เราจะเป็นคนเดียวถ้าพูดคำเหล่านี้ผิดไปนะ มันสลดสังเวชจริง ๆ นะไปที่ไหน ๆ ตุ๊กตาปั้นกันขึ้นมาแล้วเป็นบ้ากับตุ๊กตา ตะครุบเงากันเป็นบ้า ตุ๊กตาเลยมีราคายิ่งกว่าคน เวลานี้ตุ๊กตากำลังมีราคายิ่งกว่าคน ทำคนให้หัวถลำลงไป เป็นบ้ากับเงินกับทองกับข้าวกับของสมบัติต่าง ๆ ที่ผลิตขึ้นมา ๆ นั่นแหละ มาทำลายคนเวลานี้ คนไม่รู้จักประมาณสิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็นภัย

ธรรมดาถ้าผลิตขึ้นมาเพื่อเป็นประโยชน์ ถ้าฉลาดแล้วสิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์ตามความมุ่งหมาย อันนี้มันไม่ฉลาดนั่นซิ ให้ตุ๊กตาเหยียบหัวมนุษย์เรา ผลิตอะไรขึ้นมาเพื่อเหยียบเจ้าของเสีย ผลิตอะไรขึ้นมาเพื่อทำลายเจ้าของเสีย มันฉลาดหรือโง่มนุษย์เรา เวลานี้กำลังเป็นบ้ากับไอ้หลังลาย อะไร ๆ ฉิบหายหมดเวลานี้ไอ้หลังลายขึ้นเหยียบ ๆ แหลกหมด หลังลายก็กระดาษ สมมุติขึ้นมาอะไร สมมุติขึ้นมาให้เป็นประโยชน์สำหรับใช้สอย ไม่ได้สำหรับขึ้นเหยียบหัวคนให้ฉิบหายวายปวง เป็นบ้าดิ้นดีด เห็นเขามีอยากมี เห็นเขาได้อยากได้ ดิ้นตายไปเลย สุดท้ายก็จม ๆ เพราะไม่สมหวัง เป็นบ้าด้วยกิเลสหลอกคนให้ดีดให้ดิ้นต่างหาก

พอคิดปั๊บนี้ความเชื่อจะออกหน้าแล้วนะ คิดเรื่องอะไรความเชื่อว่าจะเป็นตามความคิดมันจะออกหน้า ๆ ความอยากดึงไปเรื่อย ความอยากเป็นอันดับหนึ่ง ความเชื่อเป็นอันดับสอง คิดเรื่องอะไรนี่มันจะเชื่อทันที ๆ ไม่ว่าคิดเรื่องใดก็ตามนะ อันคิดดีมันไม่คิดหรอกมันคิดแต่เรื่องชั่วนั่นแหละ แล้วก็เชื่อ-เชื่อความคิดเจ้าของ เชื่อสังขารมาร คิดว่ายังไงก็จะเป็นอย่างนั้น ๆ แล้วความอยากความทะเยอทะยานก็ดีดก็ดิ้นดึงกันไป ๆ นั่นละมันพัง ๆ ๆ เวลานี้โลกกำลังพังหัวใจพัง มนุษย์ร้อนมากที่สุดเพราะไม่มีธรรมเป็นเครื่องยับยั้งพินิจพิจารณาบ้างเลย อะไรมาก็เชื่อเอา ๆ จมเอา ๆ นั่นซิ

มองไปที่ไหนดูไม่ได้ ๆ โห ทุเรศ พระพุทธเจ้าทรงท้อพระทัย เป็นยังไงถึงท้อพระทัย ตัวเท่าหนูนี่มันก็อดคิดไม่ได้นี่นะ เมื่อถึงกาลที่จะคิดมันอดไม่ได้นี่จะว่าไง มันโดนอยู่ตลอดเวลารอบด้านขอบเขตจักรวาลนี้โดนในหัวใจตลอดเวลา มันจะอดคิดได้เหรอ มันต้องคิดซิมนุษย์เราไม่ใช่คนตายนี่นะ ทุเรศจริง ๆ ตุ๊กตาขึ้นครองบ้านครองเมือง มนุษย์เป็นบ๋อยรับใช้ตุ๊กตา ผลิตอะไรขึ้นมาก็เป็นบ้ากันหมด เป็นบ้าง่ายจริง ๆ นะมนุษย์ ว่าฉลาดมันฉลาดไปในทางเป็นบ้าไม่ฉลาดในทางดีนี่นะ พวกเราพวกนักภาวนาก็เหมือนกันถ้าไล่เข้าทางจงกรมไม่อยากไป เหมือนจูงหมาสู่ฝน ร้องแหง็ก ๆ มันไม่อยากตากฝน ถ้าจูงใส่หมอนละวับเลย ไม่ต้องจูงละหมอนพันกันเลย ถ้าจูงใส่ทางจงกรมนี้ร้องแหง็ก ๆ เหมือนจูงหมาใส่ฝน

โห พิลึกจริง ๆ นะกิเลสนี่ ไม่งั้นไม่ได้ครองบ้านครองเมือง มันอดคิดไม่ได้นะมันตำอยู่ตลอดเวลา รอบขอบเขตจักรวาลของแดนวัฏจักรนี้มากระเทือนนี้หมด มันอดคิดได้หรือ พูดอย่างนี้ให้เต็มปาก ใครจะว่าบ้าเรานี่ยอมเป็นบ้าเป็นสด ๆ ร้อน ๆ นี่อยากว่าอย่างนั้นเลย ไม่ยอมแก้บ้าแบบนี้ว่างั้นเลย ความเคลื่อนไหวทุกสิ่งทุกอย่างมีแต่เรื่องของอันเดียว ๆ ครอบหัว ๆ ธรรมจะยิบ ๆ แย็บ ๆ ออกบ้างนี้ไม่ค่อยมีและไม่มี มีแต่อันเดียว ๆ ไม่ว่าเด็กไม่ว่าผู้ใหญ่ ไม่ว่าชาติชั้นวรรณะใดมีแต่อันเดียว นี่เราดูมนุษย์เรา สัตว์ไม่ต้องดูมันเลยเถิดไปแล้วจะไปดูเขาอะไร เขาก็ประกาศตัวของเขาอยู่แล้ว แต่เรานี้ไม่ประกาศซิ ประกาศตัวว่าเป็นคนนั่นซิ แล้วคนมันคนแบบไหนน่ะมันน่าคิดตรงนั้นซิ

ยื่นใบสมัครนี้นับไม่ได้นะ ใบสมัครในวัฏวนเพื่อความทุกข์ทั้งหลายให้ยืดยาว ยื่นใบสมัคร สัตว์ตัวไหน ๆ ยื่นใบสมัครทั้งนั้นไม่มีใครที่จะถอนตัวออก ยื่นใบถอนตัวไม่มี มีแต่ยื่นใบสมัคร ๆ กิริยาอาการที่แสดงออกมีแต่ใบสมัครทั้งนั้นเต็มบ้านเต็มเมืองเต็มโลกเต็มสงสารเต็มความคิดความปรุงทุกอย่างเต็มไปหมด มีแต่อันเดียวนี่เขียนใบสมัคร ใบสมัครจมกองทุกข์ ความเพลิดความเพลินเป็นเหยื่อล่อสักนิดหนึ่ง ๆ แล้วความเชื่อก็เชื่อตามว่าจะเป็นไปตามความคิดความปรุงแล้วดันลงไป ๆ สองอย่างนี้รุนแรง โลกไม่รู้จะว่าไง คิดอะไรว่าจะเป็นอย่างนั้นตามความคิด ๆ นี่ละมันหลอกตลอดเวลาคนถึงได้จม ถ้าไม่หลอกไม่จม คิดอะไรเป็นอย่างนั้นแล้วไม่จมหรอก คิดอยากได้อยากมีอยากเป็นเศรษฐีกุฎุมพีก็เป็น คิดอยากเป็นเทวบุตรเทวดาก็เป็นเสีย คิดอยากเป็นอะไรได้อะไรก็ได้เสีย ๆ แล้วคนเราไม่เป็นบ้าหรอก แต่นี้เป็นบ้าเพราะไม่เป็นไปตามความคิดซิมันหลอกเฉย ๆ

เอาไปภาวนานะพวกภาวนา มีแต่เขียนใบสมัคร ในทางจงกรมก็เขียนใบสมัคร เข้าไปทางจงกรมแล้วยังไปเขียนใบสมัครอยู่ทางจงกรม ไปนั่งแคร่ภาวนาตั้งท่าตั้งทาง มองไปกิริยาภายนอกตั้งท่าตั้งทางภาวนา ถ้ามองเข้าไปข้างในมีแต่ไปเขียนใบสมัครซิทุกขัง แหมละเอียดจริง ๆ นะ ธรรมชาตินี้ละเอียดมาก เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าถึงได้ท้อพระทัย โถ ๆ โผล่ขึ้นไปแล้วมองลงมานี้จ้าเลย กิเลสทำงานกับสัตว์โลกทำยังไง ๆ อุบายของกิเลสทำสัตว์โลกทำยังไง ๆ ไม่มีสัตว์โลกตัวใดรู้เลยนะ ขนาดนั้นละฟังเอาซิ มีแต่จมไปกับมัน ๆ ด้วยความเพลิดเพลิน ความเชื่อไปตามมัน ความอยากความทะเยอทะยานไปตามมัน ๆ มีแต่ใบสมัครทั้งนั้นทุกสิ่งทุกอย่าง การอยู่การกินการหลับการนอนการใช้การสอยการนุ่งการห่มมีแต่ใบสมัครเต็มบ้านเต็มเมือง ถือใบสมัครตามกิเลส

เอาไปพิจารณาซิใครว่าหลวงตาบัวเป็นบ้า พิจารณาซิว่าเป็นคนบ้าหรือเป็นคนดี มันอดไม่ได้นะเพราะฟังอยู่ตลอดเวลาจะให้อดได้ยังไง นี้อดมาได้ ๔๐ กว่าปีนี้แล้วทนไม่ไหววันนี้ออกเสียบ้าง อดมาทนมาได้ ๔๐ กว่าปีวันนี้ออกเสียบ้าง ใครจะว่าบ้าก็บ้า ใครจะสมัครเป็นบ้าด้วยก็ได้เราก็ไม่ว่า ถ้าสมัครเป็นบ้าต้องขยันภาวนานะ ถ้าสมัครเฉย ๆ เขียนใบสมัครไปตามกิเลสแล้วไม่เล่นด้วยเรา ส่วนมากมันสมัครเฉย ๆ เขียนใบสมัครไปตามกิเลส โธ่ ๆ ๆ ออกอุทาน เอาให้ดีนะใครก็ดีไม่งั้นไม่รอดหนาว่างั้นเลย ต้องฟิตต้องฟัดกันเต็มที่ มันหนามันแน่นมันแยบคายเกินกว่าความคิดมนุษย์จะรู้จะทันจะเห็นนะ

ความคิดพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่านจ้าตลอดนอกจากท่านจะพูดหรือไม่พูด เพราะธรรมไม่เหมือนโลกไม่ได้เป็นความทะเยอทะยาน ความอัดอั้นตันใจอยากพูดอยากคุย ท่านไม่มีอย่างนั้น ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นที่ควรจะพูดท่านก็ไม่พูด เหมือนไม่รู้ไม่ชี้เสีย เรื่องธรรมเป็นอย่างนั้น ถ้าเป็นเรื่องกิเลสไม่ได้นะ มี ๕ ปากอยากได้ ๑๐ ปากออกโฆษณา อุทานแล้วนี่พูดจริง ๆ นะ อุทานเรื่องของกิเลสนี่ โอ้โห ๆ พูดเพียงเท่านี้โลกก็จะฟังไม่ได้แล้วไม่ใช่เหรอ เพียงออกมาแย็บ ๆ ออกมาพูดเท่านี้โลกก็จะฟังไม่ได้แล้ว นอกจากโลกเป็นบ้าเหมือนหลวงตาบัวเท่านั้นจะฟังได้ ถ้าโลกเขาเสกสรรว่าเขาเป็นคนดีมีเกียรติแล้วฟังไม่ได้นะ

นั่นละธรรมพระพุทธเจ้าที่ลึกลับซับซ้อนขนาดไหน ท่านดึงออกมาแล้วเป็นอย่างนั้นละ ฟังเอา เพียงแย็บ ๆ เท่านี้ก็ขนาดนี้แล้ว ถ้าดึงออกมาตามเรื่องของกิเลส กลมายาของกิเลส กิริยาของกิเลสแล้วจะฟังไม่ได้สำหรับโลกกิเลสทั้งหลาย ถ้าโลกธรรมฟังได้เต็มหูเต็มใจ เพราะท่านเหล่านี้ต้องการความจริง ธรรมะจะออกจากความจริงล้วน ๆ เลยแล้วสนุกตักตวงเอาพวกนักธรรมะ เรื่องกิเลสนี้หงาย ๆ มันถูกกบาลมันซิ

ใครจะตั้งอกตั้งใจปฏิบัติตัวให้รู้เนื้อรู้ตัวก็ทำนะ การพูดไม่ได้พูดเล่นนะ เรื่องความหลอกลวงของกิเลสที่จะทำคนให้ล่มจมอย่างยืดยาวนานหาประมาณไม่ได้นี้ มันรอบด้านทีเดียว รอบหัวใจเราไม่รู้ตัวเลย เหมือนจูงควายไปฆ่า นั่นซิฆ่าควาย จูงไปกัดหญ้าไปคึกคะนองไปเรื่อยตามทาง ไม่รู้ว่าเขาจะจูงไปฆ่า อันนี้เหมือนกันกิเลสจูงไปฆ่า เกิดแก่เจ็บตาย ๆ ทนทุกข์ทรมาน ๆ ในระหว่างแห่งการเกิดกับการตายหยั่งถึงกันนี้ มีแต่ความทุกข์ทั้งนั้นเป็นสายยาวเหยียดตลอด แอ๊ะ ๆ ไปอย่างนั้นไม่รู้ แล้วจากนี้ไปหาวันที่จะสิ้นสุดจะมีที่ไหน มองไปอีกก็ไม่เห็นอีกแหละ มันเป็นวงกลมเหมือนมดไต่ขอบด้งสัตว์ทั้งหลายหมุนไป

วิชาใดก็วิชาว่างั้นเลย ในสามแดนโลกธาตุนี้เป็นวิชาของกิเลสผลิตให้ทั้งนั้น ไม่ใช่วิชาธรรมผลิตให้จึงไม่สามารถที่จะรู้เรื่องของกิเลสได้เลย เพราะเป็นวิชาของกิเลส วิชาไหนก็ตามในโลกธาตุนี้ ใครจะว่าเก่งกล้าสามารถขนาดไหนก็ตาม อยู่ในวงของวิชาของนักโทษทั้งนั้นแหละ ในเรือนจำคือกิเลสวัฏจักร ไม่ได้เหมือนวิชาธรรมที่นอกเหนือจากกิเลสไปแล้ว ท่านเรียกว่าโลกุตรธรรมนี้เลย อันนี้เหนือ หยั่งลงเห็นหมดเลยจะว่าไง ถ้าเหนือมันแล้วก็เห็นละซิ

ถ้ามันครอบไว้เหมือนกระทะครอบหัว เราก็ไม่มองเห็นกระทั่งกระทะ ครอบหัวเราอยู่นั้นแหละแต่เรามองไม่เห็น นี่กิเลสครอบหัวเราก็เหมือนกัน มองไม่เห็นกิเลส ถ้าขึ้นเหนือกิเลสขึ้นเหนือกระทะแล้วก็เห็นหมดละซิ มันจะอยู่ที่ไหน กลมายาของมันออกแบบไหน ๆ แพล็บรู้แล้วแพล็บทันแล้ว ถ้าฆ่าก็ฆ่าแล้ว พังแล้ว ๆ นั่นละผู้ที่ท่านนำธรรมมาสอนพวกเราท่านเป็นอย่างนั้ฯ ท่านไม่เป็นงุ่ม ๆ ง่าม ๆ ต้วม ๆ เตี้ยม ๆ เหมือนพวกเราแหละ

ใครจะพยายามตั้งเนื้อตั้งตัวสร้างคุณงามความดีใส่ตัวเองเพื่อให้มีขอบเขต ให้มีกฎมีเกณฑ์ของวัฏจักร ให้มีต้นมีปลายของวัฏจักรแล้วอย่าประมาทนะ ถ้าเราไม่อยากวนอยู่ในกองทุกข์อันนี้ ตายแล้วเกิดแล้วกรรมมันจ่ออยู่นี้ จะให้เกิดไปทางไหนกรรมจ่ออยู่ตลอดเวลาคอยไส กรรมดีมีก็ไปเกิดทางดี กรรมชั่วไปเกิดทางชั่ว ชั่วมากเท่าไรก็ดันลง ๆ จ่อตลอดเวลาอยู่บนหัวใจ ไม่มีใครลบล้างได้ เพียงลมปากอย่าเอามาลบล้างไม่มีความหมายแหละ

นี่พูดถึงเรื่องงานศพ งานตลาดหาเงิน ตลาดหมากัดกัน จำไว้นะตุ๊กตาเป็นใหญ่กว่าคนเป็นใหญ่กว่ามนุษย์ เวลานี้มันกำลังครองบ้านครองเมือง เรื่องสมบัติเงินทองข้าวของบริษัทบริวาร สิ่งเหล่านี้เป็นตุ๊กตา เราไม่ฉลาดสิ่งเหล่านี้จะเหยียบหัวเอา ๆ แหลกหมด ถ้าฉลาดก็นำสิ่งเหล่านี้มาทำประโยชน์ นี่สลดสังเวชนะ เลยอดคิดไม่ได้ถ้าบ้านเมืองเรื่องราวเป็นปกติสุขอยู่อย่างนี้ หลวงตาบัวตายแล้วมันจะเป็นอย่างนี้แน่ ๆ ว่างั้นเลย

เมื่อวานนี้ก็ไปนั่งดูพัดยศอีกแหละ มันอดไม่ได้ก็พัดกับโกศอยู่ตรงนั้น ข้างหลังเป็นตูบข้างหน้านี้เป็นโกศ มันสะดุดกึ๊กอีกแหละ โอ๊ย หลวงตาบัวตายแล้วก็จะเป็นแบบเดียวกัน อยู่ชั้นเดียวกันด้วย เป็นชั้นราชฯด้วยกัน พัดก็พัดอย่างเดียวกัน หลวงตาบัวตายแล้วก็จะเป็นอย่างนี้แล้ว ถ้าบ้านเมืองเรื่องราวเป็นปกติสุขอยู่มันจะเป็นอย่างนี้ นอกจากหลวงตาบัวจะตายแบบแหวกแนว ก็ไม่ทราบจะแหวกไปไหน แนวที่ไหนก็มีแต่แนวมนุษย์เต็มบ้านเต็มเมือง ตายแล้วพุบเลยไปเลย เรื่องตายเราไม่ได้ตายยาก ไม่ได้คุย แต่เรื่องตายแล้วนั่นซิมันยุ่ง ยังไม่ตายไม่ยากอะไร บทเวลาตายก็ไม่ยาก ให้เหมาะสมจริง ๆ แล้วถึงวาระแล้วก็ก้าวปั๊บ ๆ ออกไป ปั๊บดีดผึงเท่านั้นไปเลย นั่นให้ตามอัธยาศัยอาภัพของเจ้าของ นิสัยวาสนาอาภัพเป็นอย่างนั้น แต่ทีนี้มันจะรุมนั่นซิ ยุ่ง ยิ่งจะเป็นเรื่องใหญ่กว่าเพื่อนก็ไม่ทราบนะ

มันอดคิดไม่ได้เรา คิดเรื่องเป็นธรรมจะเป็นอะไรไปคิดเหตุคิดผลไม่ได้คิดโอ้อวดนี่นะ อวดอะไรของอย่างนั้นเอามาอวดหาอะไร ตายแล้วก็จะดองกันไว้อย่างนั้นแหละ ไม่ทราบว่ากี่กัปกี่กัลป์ถึงจะได้เผา ดองไว้อย่างนั้น ประกาศโฆษณาเรื่อย คนนั้นบริจาคเท่านั้น คนนี้บริจาคเท่านี้ เรื่อย ๆ กิเลสหามเขียงล่อ นั่น เต็มไปหมดมีแต่กิเลสหามเขียงกว้านตุ๊กตา ตายแล้วไม่เห็นมีรายไหนเอากระดาษเอาเงินเอาทองมาเผากัน นี่ซิที่น่าคิดเอามาก เห็นแต่เอาฟืนทั้งนั้น แต่ไม่สนใจกับฟืนนะ ไปสนใจกับตุ๊กตาอย่างว่า เงา..ตุ๊กตา ไปตะครุบเงากันของจริงไม่ตะครุบ หามาซีฟืนเผาปุ๊บเดียวเท่านั้น จะเอาให้จนกระทั่งเป็นเถ้าไปใน ๑๐ นาทีนี้ก็ได้นี่นะ สมบัติอะไรกับเงินกับทอง โอ๊ย สลดสังเวชนะ เพราะฉะนั้นจึงกล้าพูดกล้าเป็นบ้า เรากล้าจริง ๆ สิ่งอย่างนี้เรากล้าจริง ๆ เราไม่สะทกสะท้านว่าจะผิดไป

ขอให้ทำใจให้ดีเถอะน่ะใครก็ตาม ขอให้ทำใจให้ดี ไม่ต้องบอกใครมาประกาศโฆษณาให้แหละ ดูเจ้าของเท่านั้น สนฺทิฏฺฐิโก ประกาศป้าง ๆ อยู่ในนี้เสร็จหมดทุกอย่าง พร้อมแล้วว่างั้นเลย พร้อมแล้วที่จะสละขันธ์ ว่าจะอยู่จะไป ไม่ทราบจะอยู่ที่ไหนไปอะไรอยู่ที่ไหนสมมุติทั้งนั้นแหละ บริสุทธิ์ยังไงก็อยู่ตามหลักธรรมชาติแห่งความบริสุทธิ์นี้พอเท่านั้น ถึงวาระที่จะสลัดก็เท่านั้น ก็เพียงเครื่องใช้อันนี้ เป็นสัตว์เป็นบุคคลที่ตรงไหน ว่าให้เต็มอรรถเต็มธรรมแล้วสัตว์บุคคลมีอยู่ตรงไหน หญิงชายอยู่ตรงไหน ไม่เห็นมีอะไร มีแต่เครื่องมือที่ใช้ ตาสำหรับดู หูสำหรับฟังเป็นต้นนะ อันนี้สำหรับนั้น ประสาทส่วนนั้นสำหรับนั้นสำหรับนี้ พอจิตหดตัวปุ๊บเข้าไปเท่านั้นสิ่งเหล่านี้ทิ้งเกลื่อนไม่มีความหมายอะไรเลย พอดีดผึงไปแล้วก็ยิ่งแล้วเพียงท่อนไม้ท่อนฟืน แต่ท่อนไม้ท่อนฟืนไม่เน่านะ อันนี้เน่าเฟะเหม็นคลุ้งไปไกล

ภาวนาให้เห็นอย่างนี้ซิ เห็นอย่างนี้จะไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ตรงไหน เฝ้าพระพุทธเจ้า เฝ้าพระธรรม พระสงฆ์ที่ตรงไหน ให้เห็นลงตรงนี้นะ หือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไงเท่านั้นพอ ฟังให้ดี เมื่อมันถึงนั่นแล้วจะเป็นอันเดียวกันเลย ไม่มีสองไม่มีสามแหละเป็นหลักธรรมชาติแล้ว หือ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง แล้วเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ไหนเมื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้วโดยหลักธรรมชาติ สนฺทิฏฺฐิโก ประกาศป้างขึ้นในหัวใจของผู้บริสุทธิ์

นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าสด ๆ ร้อน ๆ อยู่อย่างนี้เองมันหากไม่ฟังมนุษย์เรา ฟังแต่เรื่องของกิเลสกล่อมให้หลับให้เคลิ้มเป็นบ้าทั้งวันทั้งคืนไม่มีวันสร่างละ เก่งกว่าเขากินเหล้าอีก ความเพลิดความเพลินนั้นเกินเนื้อเกินตัว นี่ละเขียงใหญ่ของกิเลส คือความเพลิดความเพลินนี่เป็นเขียงใหญ่ของกิเลส หามเขียงยำสัตว์ทั้งหลายใส่บนเขียง ความเพลิดความเพลินความไม่รู้เนื้อรู้ตัวนี่คือเขียงใหญ่ หามกันอึกทึก ไปที่ไหนเห็นแต่เขียงของกิเลสจนจะก้าวขาออกเดินไม่ได้ ไปตรงไหน ๆ มีแต่เขียงของกิเลสหามขวางหน้าขวางหลัง อู๊ย ทุเรศ

ในสามแดนโลกธาตุนี้ไม่มีอะไรเป็นเครื่องที่จะตัดหัวกิเลสคอกิเลสให้ขาดสะบั้นไปนอกจากบุญกุศลเท่านั้น มีเท่านั้นฟังให้ดี เท่านั้น เพราะอันนี้เป็นเขตวัฏจักรของมันครอบหมดเลย ไม่มีอะไรที่จะเข้าทำลายได้ มีธรรมเท่านั้นที่เรียกว่าธรรมจักร หมุนตัวเข้าฟัดกัน มีสองอย่างเป็นคู่กัน พออันนี้ฟัดอันนี้ขาดสะบั้นลงไปแล้วเป็นวิวัฏจักร ขาดสะบั้นแล้วพ้นจากทุกข์เลย

เอาละหยุดแค่นี้


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก