ช่วยโลก
วันที่ 16 ตุลาคม 2538
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมคณะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๓๘

ช่วยโลก

โรงพยาบาลแต่ละโรง ๆ รู้สึกว่าขาดแคลนเอามาก กำลังให้เขาไปดูแถวใกล้เคียงเวียงจันทน์ ให้สำรวจดูว่าโรงพยาบาลไหนบ้าง จะควรพิจารณากันยังไง เราก็ไม่ไหวเหมือนกันนะ ทางเมืองไทยเรานี้ก็หมุนติ้วนะไม่ใช่ธรรมดา ถึงขั้นหมุนติ้วแล้ว บางทีหมุนติ้วจริง ๆ คนนั้นก็ขอมาคนนี้ก็ขอมา คนนั้นมาติดต่อคนนี้มาติดต่อ ก็เราไม่มีเงินนี่ นั่นซีที่มันหมุนติ้ว

ช่วยเหลือโรงพยาบาลแต่ละโรงนี้เราพูดกับหมอเลยแหละ พูดอย่างตรงไปตรงมาเหมือนนักธรรมะ บอกว่าโรงพยาบาลนี้กินจุ ช่วยที่ไหน ๆ ไม่เหมือนโรงพยาบาลนะ ช่วยแต่ละแห่ง ๆ นี้คนก็กว้างขวางมากมาย แต่เวลาช่วยคิดดูค่าช่วยเหลือนั้นไม่ค่อยมากนัก แต่โรงพยาบาลนี้เข้าไปพูดกันซุบซิบ ๆ สองสามประโยคเท่านั้นฟาดออกมาแล้วเป็นล้าน ๆ แต่ละโรงนะ ไม่ใช่โรงแสนนะเป็นโรงล้าน ๆ เราเลยว่าให้ทางโรงพยาบาลเสียบ้างว่าโรงพยาบาลนี้กินจุ กินเหมือนบ้านเหมือนเมืองเขาก็ไม่กิน กินจุอะไรนักหนา เราพูดสนุกกันเฉย ๆ ก็รู้อยู่แล้วว่าโรงพยาบาลแต่ละโรงนี้เครื่องมือในเมืองไทยเราไม่มี ต้องไปเอามาจากเมืองนอก เครื่องแต่ละเครื่องนี้ โถ เป็นหมื่น ๆ แสน ๆ ล้าน ๆ

เวลานี้ก็กำลังสร้างตึกอยู่สองสามแห่ง แต่ละตึกก็หลายล้านเหมือนกัน เช่นอย่างทางหล่มสักนี้ก็ประมาณ ๑๐ ล้านนี่จวนจะเสร็จแล้ว ทางศรีสงครามจังหวัดนครพนม อันนั้นก็ประมาณ ๕ ล้าน คือสร้างมาเรื่อยเสร็จมาเรื่อย ๆ ทางไหนจำเป็นเราก็ช่วยทางนั้น ๆ ช่วยมาเรื่อย ๆ อย่างนั้น นี่ทางเวียงจันทน์เขาก็ข้ามมาขอ เราก็ให้คนของเราไปดู ให้สำรวจดูเป็นยังไง ๆ ควรจะพิจารณาช่วยเหลือกันยังไงบ้าง เพราะลำบากลำบนเหมือนกัน

มนุษย์เราไม่ว่าอยู่ที่ไหน แม้มหาเศรษฐียังต้องการความช่วยเหลือ ยังต้องมีที่เกาะที่ยึดเหมือนกันไม่งั้นเป็นเศรษฐีไม่ได้ เงินทุกบาททุกสตางค์พวกลูกน้องหามาให้นี่นะ เป็นเครื่องมือหาจะว่าไง เศรษฐีไม่มีบริษัทบริวารมีเงินได้เหรอ มีไม่ได้ เงินเหล่านี้มาจากบริษัทบริวารเป็นเครื่องมือหนุนให้เศรษฐีมีเงิน เพราะฉะนั้นเศรษฐีจึงต้องอาศัยพวกบริษัทบริวารนี้ ถึงขั้นเศรษฐียังต้องอาศัยจะว่าไง ทำไมคนธรรมดาเราจะไม่หวังพึ่งใครได้เหรอ ต้องพึ่ง เอาอย่างนั้นซิ นี่เราก็ได้พยายามช่วยเต็มกำลัง โรงร่ำโรงเรียนก็เหมือนกันเรื่อย ๆ ๆ สร้างให้เป็นหลัง ๆ สถานสงเคราะห์ โรงร่ำโรงเรียน คนทุกข์คนจน เราช่วยไปเรื่อย ๆ อย่างนั้น ถ้ามีเท่าไรก็ช่วยหมด

เราเรียนตามความจริงว่าวัดนี้ไม่ได้เก็บอะไรนะ มีเท่าไรก็ช่วยโลกทั้งหมดเลย มีมากมีน้อยช่วยโลก ๆ ส่วนทางวัดนั้นเราไม่ค่อยให้นะใครมาขอก็ไม่ให้ ถ้าให้ไปนี้จะไปส่งเสริมให้พระเป็นตัวยุ่งตัววุ่น ยุ่งในการสร้างนั้นสร้างนี้ เดี๋ยวเงินไม่มีก็ต้องไปยุ่งญาติโยมเขาอีก ยุ่งหลายชั้นหลายตอน เมื่อเราจะช่วยทางวัดแล้วเดี๋ยวจะเป็นการส่งเสริมพระให้ยุ่งกันอีก เดี๋ยวเป็นพระกวนบ้านกวนเมืองไปเราว่างั้น เราจึงไม่ให้ ไม่ให้จริง ๆ นะถ้าว่าไม่ให้แล้วไม่ให้ เราไม่เหมือนใครนะ ถ้าว่าให้ละตูมเดียวเลย ดูเหตุผลกลไกทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมแล้วที่จะให้ให้เลย เคยให้มามากต่อมากแล้ววัดก็ดี ซื้อที่ให้ก็ซื้อถ้าจำเป็นที่ควรจะซื้อ จำเป็นที่ควรจะทำอะไรให้นี้เราทำให้เลย ถ้าธรรมดานี้แบบเป็นนิสัยเรื้อรังเรื่องการก่อการสร้างยุ่งเหยิงวุ่นวายกับผู้คนญาติโยมเงินทองข้าวของ ยุ่งไปหมดนี้เราไม่เล่นด้วย มันกลายเป็นศาสนากวนบ้านกวนเมืองไป

ศาสนาพระพุทธเจ้าไม่ใช่ศาสนากวนบ้านกวนเมือง ไปที่ไหนเย็นที่นั่น จึงว่าศาสดาองค์เอก ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส พระสงฆ์เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่ใช่เป็นปอบเป็นผีของโลกนี่ ไปที่ไหนให้เย็นซิ เขามองเห็นเท่านั้นเขาก็พอใจแล้ว ชื่นอกชื่นใจชื่นตาทุกสิ่งทุกอย่างยิ้มแย้มแจ่มใสไปหมด เพราะเห็น ปุญฺญกฺเขตฺตํ แต่นี้เป็นผี เขตฺตํ ละซิ ผีปอบ ไปที่ไหนเท่าไรโยม อาตมากำลังสร้างอันนี้กำลังสร้างอันนั้น ขาดเงินอยู่เท่านั้นขาดเงินอยู่เท่านี้ โยมจะช่วยเท่าไร เห็นแต่อย่างนั้น ทีนี้พระกับโยมเลยเข้ากันไม่ได้ ไม่อยากเข้า เข้าก็กินห้ากินสิบจริง ๆ เอาตับไปกินจริง ๆ เราพูดตรงไปตรงมาเราไม่เหมือนใคร เรียนคัมภีร์ก็เรียนมาด้วยกันใครก็เห็นทุกคน ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เราหาเรื่องอุตริมาพูดนี่นะ เรานำจากคัมภีร์มาพูด

พระพุทธเจ้าพระสาวกทั้งหลายที่ว่าเป็น สรณํ คจฺฉามิ นี้ท่านไม่ได้เป็นแบบพวกเรากวนบ้านกวนเมืองอย่างนี้หนา ท่านเข้าหาอยู่ในที่สงัดงบเงียบ ชำระตัวเหตุตัวปัจจัยสำคัญที่เป็นฟืนเป็นไฟอยู่ภายในจิตใจนี้ออก ๆ เอาน้ำคืออรรถธรรมชะล้างเข้าไป ๆ จิตค่อยสง่างามขึ้น ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างงามขึ้นภายในใจก็กลายเป็นปุญฺญกฺเขตฺตํ ของโลกได้ แต่นี้มันกว้านเข้ามา ๆ กิเลสตัวไหนใหญ่โตยิ่งกว้านเข้ามา ๆ ตัวไหนเป็นผีเป็นยักษ์ยิ่งกว้านเข้ามา ๆ ก็เป็นผีเป็นยักษ์เต็มตัว

ถ้าพูดถึงเรื่องทิฐิมานะใครจะไปสูงยิ่งกว่าพระ ผ้าเหลืองครอบหัวเท่านั้นใครไปแตะไม่ได้พระเรา พูดให้มันตรงไปซิ ไม่มีใครว่าว่าอย่างนี้ เราเอาความจริงมาพูดนี่ตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า เราไม่ได้ตำหนิผู้หนึ่งผู้ใด ส่วนมากพระเราจะเป็นผู้เสียสละทิฐิมานะทุกสิ่งทุกอย่างกลับไม่เป็นนะ กลับสั่งสมทิฐิมานะ ผ้าเหลืองครอบเข้าไปปั๊บนี่ โห ถ้าเป็นใหญ่เป็นโตด้วยแล้วยิ่งไปแตะไม่ได้เลย มันผิดกับหลักธรรมของพระพุทธเจ้าที่กล่าวนี้ หลักธรรมพระพุทธเจ้านี้เปิดโล่งเลย เอ้า ว่ามา ผิดตรงไหนว่ามา พูดกันไปตามเรื่องเหตุผล เพื่อความเป็นสารคุณประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย

พระพุทธเจ้าไปไหนสาวกไปไหน สรณํ คจฺฉามิ ของโลกไปไหนชุ่มเย็นไปหมดเลย เพราะท่านไปด้วยความชุ่มเย็น ใจของท่านชุ่มเย็น ชะล้างออกหมดแล้วพิษภัยภายในจิตใจ มีแต่ความสง่างามครอบโลกธาตุ ใจของท่านผู้บริสุทธิ์กับใจของเราที่เป็นคลังกิเลสต่างกันยังไง เอาตรงนั้นซิมาพูด ใจพระพุทธเจ้าเป็นคลังของธรรม ใจของพวกสัตว์โลกทั้งหลายนี้เป็นคลังของกิเลส กิเลสนี้เป็นตัวพิษตัวภัยมีมากมีน้อยเป็นฟืนเป็นไฟทั้งนั้น ธรรมนี้มีมากมีน้อยชุ่มเย็นสว่างกระจ่างแจ้งไปหมด นั่นมันต่างกัน นั่นละพระพุทธเจ้าเอาธรรมประเภทนั้นมาสอนโลก ท่านครองไว้แล้ว พระสาวกทั้งหลายท่านก็ครองไว้แล้ว ท่านนำสิ่งเหล่านั้นมาสั่งสอนโลก ท่านเดินไปไหนกิริยามารยาทที่แสดงออกมานี้เป็นขวัญตาขวัญใจได้ทั้งนั้นแหละ ไม่เป็นที่แสลงหูแสลงตาแสลงใจ ต่างกันกับพวกเรา

ปุญฺญกฺเขตฺตํ เจ้าของ เป็นเนื้อนาบุญของเจ้าของไม่ได้ ก็ไม่ทราบจะไปเป็นเนื้อนาบุญของใครได้ ทำเจ้าของให้พอ อยู่ที่ไหนให้สง่างามอยู่ภายในใจ อยู่คนเดียวก็สง่างามอยู่นั้น อย่างนั้นละความสง่างามไม่มีอะไรเกินธรรมในโลก สามแดนโลกธาตุนี้มีธรรมเท่านั้นเหนือโลก เหนือทุกสิ่งทุกอย่างคือธรรมของพระพุทธเจ้าที่แสดงออกมาเป็นกิริยา ส่วนธรรมจริง ๆ นั้นเป็นหลักธรรมชาติ เหมือนแร่ธาตุอยู่ในที่ต่าง ๆ นี้เราไม่เห็น ผู้ฉลาดไปขุดค้นขึ้นมาได้เอาขึ้นมาทำประโยชน์ได้ ผู้ไม่ฉลาดก็เหยียบย่ำไปมาไม่เห็น ผู้ไม่ฉลาดในธรรมทั้งหลายก็เหยียบย่ำไปมา เหยียบศาสนาอย่างชาวพุทธเราเหยียบอยู่ทุกวันนี้

ไม่เหยียบได้ยังไง ถือศาสนาก็พอเป็นพิธี เห็นวัดแล้วก็ยกมือปลกไหว้แล้วก็ผ่านไปเฉย อะไรที่จริงที่จังกับกิเลสจริงจังมาก ความโลภจริงจังมาก ความโกรธจริงจังมาก ราคะตัณหาจริงจังมาก เหล่านี้เป็นเรื่องของกิเลสทั้งหมดและจริงจังทั้งหมดแล้วจะหาความเย็นมาจากไหนมนุษย์เรา ไม่เย็น ถ้าเป็นธรรมแล้วเย็น นี่ต่างกันอย่างนี้

ท่านผู้สิ้นกิเลสแล้วท่านไม่มีนี่ ที่ว่าเหล่านี้ท่านไม่มีในใจ หมดจึงเรียกว่าหมด ถ้ายังมีอยู่นิดเท่าเม็ดหินเม็ดทรายไม่เรียกว่าหมด ต้องหมดจริงๆ ไม่มีอะไรเหลือ เรียกหาวันยังค่ำก็ไม่เจอความโกรธ ถึงจะใช้กิริยาเป็นฟืนเป็นไฟก็เป็นกิริยาของธรรมเสียทั้งหมด ไม่ใช่กิริยาที่ออกมาจากกิเลสนำมาใช้ เป็นกิริยาของธรรม พลังของธรรมต่างหาก พลังของจิตพลังของธรรมเป็นกิริยานั้นออกมาใช้ กิเลสตายไปหมดแล้ว จะทำอะไรให้โกรธก็ไม่โกรธ ถึงกิริยาเป็นฟืนเป็นไฟก็ไม่มีกิเลสมาเป็นเครื่องเสริมให้โกรธ ท่านไม่โกรธ โลภก็ไม่โลภ แต่ใครให้ท่านก็เอาถ้าเป็นธรรม เช่นบิณฑบาตเราตัวเท่าหนูนี่ บิณฑบาตถ่ายวันละ ๖๐-๗๐ บาตร ถ้าว่าไม่เอาจะว่ายังไง ถ่ายถึง ๗๐-๘๐ บาตร ให้เท่าไรเอาหมดเราก็ว่าอย่างนี้แหละ ใครให้เท่าไรเอาหมด เขาไม่ให้เราก็ไม่ไปเอา

พูดถึงเรื่องความโลภของท่านก็ไม่มี ความโกรธของท่านจะมีมาจากไหน ความโกรธก็เป็นกิเลส จะแสดงเป็นฟืนเป็นไฟท่านก็ไม่มี มีแต่พลังของธรรมออกทำงานล้วน ๆ ๆ ราคะตัณหาท่านก็ไม่มี ท่านไม่ดีดไม่ดิ้น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ทั้งหลายท่านสงบหมด เมื่อจิตใจสงบเสียอย่างเดียวไม่ดีดไม่ดิ้น แล้วราคะตัณหามันจะเอาอันนี้มาเป็นเครื่องมือให้ดีดให้ดิ้นไม่มี ไม่ดิ้นไม่ดีด ไปไหนท่านก็เย็นใจ นั่นละ ปุญฺญกฺเขตฺตํ ของพวกเราเป็นอย่างนั้น ศาสนาพระพุทธเจ้าเป็นศาสนาที่ท้าทายต่อมรรคผลนิพพานต่อความจริงทั้งหลาย ให้พากันนำไปปฏิบัติ

เดี๋ยวนี้ศาสนากลายเป็นตุ๊กตาเครื่องเล่นของชาวพุทธเราไปแล้วนะ เป็นมากเวลานี้เป็นเอามากทีเดียว ไปที่ไหนเห็นแต่กิริยาเห็นแต่พิธี ความจริงจังไม่เห็นมีในธรรมทั้งหลายเลย ถ้าเรื่องของกิเลสแล้วจริงจังมากทุกอย่าง ไม่ว่าเด็กไม่ว่าผู้ใหญ่ ไม่ว่าชาติชั้นวรรณะใด จริงจังทุกอย่างจริงจังทุกราย ถ้าเป็นเรื่องของอรรถของธรรมเห็นเป็นของเศษของเดนไปอย่างนั้นเวลานี้จิตเรา เพราะอำนาจของกิเลสมีกำลังมาก มันครอบอรรถครอบธรรมเหยียบอรรถเหยียบธรรมแหลกเหลวไปหมด เป็นของทิ้งไปหมดเลย ไม่มีราค่ำราคา เพราะฉะนั้นคนจึงหาราคาไม่ได้ ไปที่ไหนเดือดร้อนเป็นฟืนเป็นไฟทั่วโลกดินแดน ทั้ง ๆ ที่เรียนมามากน้อยเพียงไรก็เรียนมา แต่เรียนมามันเป็นเครื่องมือของกิเลสเสียทั้งหมดไม่ใช่เป็นเครื่องมือของธรรมมันถึงทำความเย็นใจให้ไม่ได้ จึงมีแต่ความเดือดร้อน

ให้พากันพยายามตั้งใจปฏิบัติศีลธรรม ให้เห็นว่าธรรมพระพุทธเจ้าที่แสดงนี้เป็นโมฆะไปแล้วเหรอ หรือมีตั้งแต่กิเลสนั่นเหรอตัวเป็นเจ้าใหญ่นายโตครอบโลกธาตุอันนี้ ครอบหัวใจคน ครอบกิริยามารยาทของสัตว์โลก ธรรมจะไม่มีครอบบ้างเหรอ เราพากันปฏิบัติบ้างจะเป็นยังไง ในหัวใจเรารับได้ทั้งธรรมรับได้ทั้งกิเลส รับได้ทั้งดีทั้งชั่ว รับได้ทั้งผิดทั้งถูก เราแยกแยะเอาไปปฏิบัติทำให้ได้มันก็ได้

ถ้าเราตั้งใจปฏิบัติเราจะชุ่มเย็น ในครอบครัวหนึ่ง ๆ นี้ก็ชุ่มเย็น เราไม่ต้องเอาที่อื่นไกลที่ไหนละเอาครอบครัวของเราเสียก่อน ปรับปรุงตัวของเราให้ดี ปรับปรุงครอบครัวของเราให้ดี แยกขยายออกไปต่างครอบครัวก็ต่างปรับปรุงตัวเอง ต่างคนก็ต่างปรับปรุงตัวเอง เด็กก็กลายเป็นเด็กดีไปตามเพราะแบบพิมพ์อยู่กับพ่อกับแม่ผู้ปกครอง ไปโรงร่ำโรงเรียนต่างคนต่างได้รับการอบรมศึกษามาจากผู้ปกครองคือพ่อแม่แล้วและเป็นแบบพิมพ์ที่ดีด้วยกันแล้ว เด็กก็เป็นเด็กดีไปตาม ๆ ครูก็เป็นแบบพิมพ์อันดีเพราะครูก็ได้รับการอบรมเหมือนกัน นั่นถ้าศีลธรรมเข้าไปตรงไหนจะเรียบไปเลยนะ

แต่นี้มันมีแต่ผีแต่ยักษ์นั่นซิ เข้าไปในวงงานวงการต่าง ๆ โรงร่ำโรงเรียนกลายเป็นโรงมั่วสุมไปหมด ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในนั้น เป็นเปรตเป็นผีเป็นยักษ์เป็นมารเต็มอยู่ในโรงมั่วสุมนั้นหมด มันไม่ใช่โรงเรียนเป็นโรงลิงไป ถ้าพูดไปมาก ๆ เดี๋ยวจะว่าหลวงตาบัวนี้ดุนะ พอมาถึงยังไม่ยกครูเลยดุแล้ว

เอาแค่นี้ละพอนะ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก