ฟังธรรมปฏิบัติธรรม
วันที่ 7 กันยายน 2538
สถานที่ : วัดนรนาถสุนทริการาม กรุงเทพมหานคร
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดนรนาถสุนทริการาม กรุงเทพมหานคร

เมื่อวันที่ ๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๓๘

ฟังธรรมปฏิบัติธรรม

 

        เมื่อสักครู่นี้ก็รับศีล ๕ ไป คราวนี้ก็รับศีล ๕ อันเก่านั้นไม่ทราบว่าหายไปไหนแล้วรวดเร็วนัก  สักครู่นี้เอง มยํ  ภนฺเต  สักเดี๋ยวก็มา มยํ  ภนฺเต อีก  รับแล้วรับเล่า รับไม่สนใจรับไม่ปฏิบัติใช้ไม่ได้นะ มันเป็นพิธี นี่เริ่มเทศน์แล้วนะ ศาสนาของพระพุทธเจ้ากลายมาเป็นพิธีของชาวพุทธเรา เป็นของเล่นไปได้เดี๋ยวนี้มีมากต่อมาก ทั้งนอกวัดในวัด นอกบ้านในบ้าน มีอยู่ทุกแห่งทุกหนเรื่องประเพณี ความสนใจในความจริงของธรรมพระพุทธเจ้านั้นไม่ค่อยมีในใจ เพราะฉะนั้นโลกถึงเดือดร้อน

        วันนี้เห็นท่านทั้งหลายมาในงานของพระเดชพระคุณสมเด็จท่านมากมาย  เราก็ภูมิใจ  เพราะฉะนั้นจึงได้ปรารภบ้างในคำที่ควรจะสะดุดใจให้เอานำไปคิด  อย่างนี้ไม่ค่อยมีใครพูดแหละนอกจากหลวงตาบัวเท่านั้น หลวงตาบัวนี้พูดได้ทุกแห่งทุกหน ไม่ว่าต้นว่าปลายไปได้ทั้งนั้น ขอแต่เหตุผลกลไกควรจะให้ไปยังไงไปได้ทั้งนั้น ลูบหน้าปะจมูกไม่มีในธรรมของพระพุทธเจ้า นอกจากมีในกิเลสเท่านั้น ถ้ากิเลสแล้วแตะไม่ได้  ถ้าเรื่องธรรมแล้วตรงไปตรงมา  หนามปักหนามยอกหนามบ่ง  หนามบ่งหนาม  หนามลงจุดไหนเข็มลงจุดนั้น  นั่นละธรรมของพระพุทธเจ้า

        วันนี้ได้เห็นท่านทายกทายิกาศรัทธาชาวพุทธทั้งหลายเรามาบำเพ็ญการกุศลมีจำนวนมากเราก็ภาคภูมิใจ  เพราะฉะนั้นเวลาฟังจึงขอให้พากันตั้งอกตั้งใจฟัง  อย่าฟังสักแต่เล่น  ๆ เฉย ๆ ศาสนาของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ของเล่น  พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาองค์เอกตรัสรู้ธรรม และเป็นเจ้าของศาสนาด้วยความบริสุทธิ์พระทัยคือใจ  ใจก็บริสุทธิ์พุทโธ มาเป็นศาสดาก็เป็นศาสดาเอกของโลก ไม่มีสิ่งใดหรือผู้ใดเสมอเหมือนพระพุทธเจ้าองค์เอกนี้เลย แต่เวลาประกาศศาสนามานานเข้า ๆ ศาสนาก็เลยกลายเป็นเครื่องเล่นไป เพราะจิตใจของคนค่อยต่ำลงไปทุกวัน ๆ ความสนใจในธรรมะนั้นมีน้อยมาก แต่ความสนใจในกิเลสนั้นนับวันมีมากขึ้นทุกวัน ๆ เพราะฉะนั้นจึงไม่ทันกัน

        ด้วยเหตุนี้จึงเตือนบรรดาพี่น้องชาวพุทธทั้งหลายให้ได้รู้สึกตัวบ้าง เราเกิดมาพบพระพุทธศาสนา ซึ่งไม่ใช่เป็นของที่จะเกิดมาพบได้ง่าย ๆ พบแล้วไม่สนใจยิ่งมีมาก นี้เราสนใจได้นำธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติ ก็ขอให้ปฏิบัติจริงจัง ความจริงจังในศีลในธรรมไม่ว่าจะเป็นฆราวาสไม่ว่าจะเป็นพระ เป็นผลเป็นประโยชน์แก่ตัวเองและส่วนรวมทั้งนั้น  ความเหลาะแหละโลเลนั้นใช้ไม่ได้  จะอยู่ในวัดก็เป็นพระโลเลวัดโลเล  อยู่นอกวัดไปอยู่ในบ้านก็โลเลโลกเลกหากฎหาเกณฑ์ไม่ได้  ไม่ใช่เป็นของดี

        ธรรมของพระพุทธเจ้าก่อนที่จะได้มาสั่งสอนสัตว์โลก ปรากฏว่าทรงสลบไปถึง ๓ ครั้ง จริงจังหรือไม่จริงจังเราก็ทราบแล้วในประวัติของพระองค์ สลบ ๓ ครั้งแล้วค่อยได้ตรัสรู้ขึ้นมา เมื่อตรัสรู้ขึ้นมาแล้วพระทัยเต็มไปด้วยเมตตา ทรงเล็งญาณดูสัตวโลกทันทีทันใด ทรงทราบอย่างประจักษ์พระทัยแล้วก็นำศาสนาออกประกาศตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนกระทั่งทุกวันนี้  ก็ยังเป็นคำสอนสด ๆ ร้อน ๆ ที่เรียกว่าสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้ว ชอบในธรรมทุกขั้นทุกภูมิ  ไม่ได้ชอบแต่ธรรมขั้นนั้นไม่ชอบธรรมขั้นนี้อย่างนั้น ชอบไปโดยลำดับลำดาจนกระทั่งถึงวิมุตติพระนิพพาน เป็นธรรมสด ๆ ร้อน ๆ ว่าบาปมีก็มีจริง ๆ สั่งสอนอบรมบรรดาสัตว์ทั้งหลายด้วยสิ่งที่มี ให้ได้พากันระมัดระวังบาป เป็นของหยาบช้าลามกเป็นของร้อนเป็นความทุกข์

        ทรงสงสารสัตว์ทั้งหลายแล้วประกาศลั่นโลกมาได้ ๒๕๐๐ กว่าปีนี้แล้ว  ว่านรกเป็นของร้อน  นรกไม่ใช่เป็นโมฆะ  เพราะศาสดาองค์เอกไม่ใช่เป็นศาสดาโมฆะ  เป็นศาสดาที่รู้จริงเห็นจริงเรียกว่าโลกวิทู  รู้แจ้งเห็นจริงทุกอย่างแล้วจึงนำมาสั่งสอนโลก  คำว่านรกมีก็เหมือนกับว่าเมืองมนุษย์เรามีนั้นเอง  เมืองสวรรค์มีก็เหมือนเมืองมนุษย์เรามีที่เห็นกันอยู่นี้แล  พรหมโลก นิพพานมีก็เป็นธรรมชาติที่เหมือนเมืองมนุษย์เรามี  นรก เปรต อสุรกายทั้งหลาย สัตว์ประเภทต่าง ๆ มีก็เหมือนอย่างมนุษย์เราดี ๆ ชั่ว ๆ สับปนกันอยู่นี้แลมี  เป็นสิ่งที่มี  ทรงแนะนำสั่งสอนสัตว์โลกด้วยความมีความเป็นไม่ได้อุตริ  ศาสดาของเราเป็นศาสดาองค์เอก

        เพราะฉะนั้นเราได้มาพบพระพุทธศาสนาแล้วอย่าให้เลื่อนลอย  อย่าให้เสียชาติเสียชีวิตไปเปล่า ๆ เกิดมาวันหนึ่ง ๆ นับตั้งแต่วันเกิดจนกระทั่งป่านนี้กี่ปี  นับไปทุกวัน  นอนหลับอยู่ก็ต้องก้าวเดินอยู่อย่างนั้น  เดือนปีนาทีโมงเดินไปก้าวไป ๆ เรียกว่ากี่ปี  ความสนใจในอรรถในธรรมมีมากน้อยเพียงไรในวันหนึ่งคืนหนึ่งของเรา ตั้งแต่ตื่นเช้าขึ้นมายันค่ำถึงเวลานอนหลับ  ความสนใจในธรรมมีมากมีน้อยเท่าไรที่จะเป็นผลเป็นประโยชน์แก่เรา  ส่วนความสนใจในสิ่งที่จะเป็นความเสียหาย  โดยตัวเองไม่รู้หรือดื้อด้านทำเองนั้นมีจำนวนมาก นั่นมันไม่เพียงพอกัน เพราะฉะนั้นจึงต้องให้รู้เนื้อรู้ตัว เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไม่ได้พบง่าย ๆ คำว่าศาสนาก็เป็นศาสนาชั้นเอกเสียด้วย  เป็นศาสนาที่ท้าทายความจริงได้ตลอดไตรโลกธาตุ  ไม่มีอะไรเป็นสอง  เป็นหนึ่งทั้งนั้นด้วยพระวาจาของพระพุทธเจ้า

        เราที่เป็นลูกชาวพุทธจึงควรจะรู้สึกตัว ถ้าไม่รู้สึกตัวเสียตั้งแต่บัดนี้แล้ว ตายไปแล้วจึงนิมนต์พระมา กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา คนนั้นตายแล้วไปไหนนา คนนี้ตายแล้วไปไหนนา ไม่เห็นเกิดประโยชน์อะไร เวลายังมีชีวิตอยู่ไม่สนใจในกุศล กุสลา ธมฺมา ก็แปลว่าธรรมที่ยังบุคคลให้ฉลาด ไม่ใช่ธรรมยังบุคคลให้โง่ เราโง่หรือเราฉลาดก็ชั่งตัวเองเสียตั้งแต่บัดนี้อย่าลืมเนื้อลืมตัว เกิดมาพบพระพุทธศาสนาแล้วเป็นของดีของล้ำเลิศประเสริฐสุด สิ่งดีงามทั้งหลายมีอยู่กับตัวของบุคคลนั้นแหละ ไม่ได้อยู่ดินฟ้าอากาศ ไม่ได้อยู่กับฟ้าแดดดินลม ไม่อยู่กับต้นไม้ภูเขา ไม่อยู่กับที่ไหน ๆ ความดีความชั่วอยู่กับบุคคลที่สร้างขึ้นมาภายในตัวเองนั้นแล  เมื่อสร้างชั่วก็เกิดความชั่วขึ้นมาภายในตัว  เราจะจำได้ก็ตามจำไม่ได้ก็ตามความชั่วนั้นต้องเป็นความชั่วฝังอยู่ภายในตัวของเรานั้นแล

        ไม่มีใครที่จะมารับผิดชอบความชั่วของเรา หรือแบกหามความชั่วของเรา  ยกออกจากตัวของเราให้เขาได้เสวยทุกข์ เพราะทุกข์ของคนอื่นที่มีคนอื่นมาโยนมาทุ่มให้อย่างนั้นไม่มี  บาปของใครก็กรรมของเรา  ท่านว่า กมฺมสฺสโกมฺหิ กมฺมทายาโท  นั้นหมายความว่ายังไง  ก็หมายถึงเรามีกรรมเป็นของเรานั้นแล  ดีชั่วก็เป็นของเรา  บาปบุญเป็นของเรา เพราะฉะนั้นการจะกระทำสิ่งใดจึงควรพินิจพิจารณา  อย่าทำด้วยความอยากความทะเยอทะยาน ส่วนมากมักจะเป็นความอยากความทะเยอทะยานออกหน้าทั้งนั้น  กิเลสนี้ออกหน้าออกตาเหลือประมาณทุกวันนี้  ธรรมะไม่ค่อยได้ออก  ธรรมะยังนอนไม่ตื่นกิเลสไปกวาดต้อนมาแล้วได้สามแดนโลกธาตุ มากลุ้มรุมภายในจิตใจ พอรู้สึกตัวขึ้นมาก็บ่นว่าเราได้รับความทุกข์ความเดือดร้อน บ้านเมืองเขาไม่เห็นมี

        ใคร ๆ ก็มีต่างคนต่างมีเหมือนกันนั่นแหละ ต่างคนก็ต่างบ่น แต่บ่นไม่ได้บ่นอยู่ในที่แห่งเดียวกัน เราจึงไม่ทราบว่าเขาบ่นทุกข์หรือบ่นสุข คำว่าบ่นสุขไม่ค่อยมี มีแต่บ่นเรื่องทุกข์ทั้งนั้น พวกเรานี้พวกทุคตะเข็ญใจเกิดขึ้นมาไร้ความสุขความสบายภายในจิตใจ มีแต่ความรุ่มร้อน สมบัติเงินทองข้าวของมีมากมีน้อยก็อาศัยไปชั่วประเดี๋ยวประด๋าวลมๆ แล้งๆ ว่าข้ามีเงินเท่านั้นข้ามีสมบัติเท่านี้ ข้ามีบริษัทบริวารเท่านั้น ข้ามียศถาบรรดาศักดิ์สูงขนาดนั้นขนาดนี้ ก็ภูมิใจตัวเองลม ๆ แล้ง ๆ ไปอย่างนั้นแหละ บทเวลาจำเป็นจริง ๆ แล้วสิ่งเหล่านี้เป็นโมฆะไปทั้งหมด ขาดสะบั้นไปไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัว สิ่งที่ติดเนื้อติดตัวก็คือบุญคือบาปนั้นแล อันนี้ไม่ต้องพูดก็เป็นเพราะสร้างอยู่ด้วยกันทุกคน แม้แต่สัตว์ก็ยังสร้างเรื่องบาปเรื่องกรรมนี้ เขาหากไม่มีเจตนาและไม่รู้เรื่องว่าเขาสร้างบาปสร้างกรรม

        มนุษย์เรานี่ซิเป็นผู้ที่รู้อยู่เห็นอยู่ ธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าท่านก็ทรงสอนไว้แล้วโดยถูกต้อง  ถ้าเรานำไปประพฤติปฏิบัติเป็นฆราวาสก็อบอุ่นเย็นใจในครอบครัวเหย้าเรือนและตัวเอง  เพียงศีล ๕ เท่านั้นก็พออยู่พอกินพอเป็นพอไปแล้ว  ไม่จำเป็นจะต้องมีศีล ๒๒๗ เหมือนพระท่านแหละ  เพียงศีล ๕ เราก็ยังรักษาไม่ได้  ถ้ารักษาไม่ได้ เอาข้อใดให้หนักแน่นมากที่สุด  ข้อใดที่ทำความเดือดร้อนได้มากที่สุดในครอบครัว  เราเอาตรงครอบครัวก่อนในตัวของเราก่อน  ก็เน้นหนักลงไปในจุดนั้น  เราก็รักษาให้จริงให้จัง  ทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อรักษาย่อมเป็นผลเป็นประโยชน์แก่ตัวเอง  ศีล ๕ ก็ไม่เห็นยากอะไรนักหนา  พระศีล ๒๒๗ ท่านยังรักษาได้ผู้ท่านเป็นศีลเป็นธรรม  ผู้ที่พระเป็นโกโรโกโสเราก็ไม่นับเข้าในบัญชีนี้  เรานับศีลของผู้ที่มีคุณงามความดีภายในจิตใจ อบอุ่นภายในใจ  เมื่อมีศีลมีธรรมแล้วย่อมมีความอบอุ่น  ท่านยิ่งมีความรักความสงวนในศีลธรรมของท่าน  ท่านยังรักษาได้  เราเพียงศีล ๕ เท่านั้นก็รักษาไม่ได้

        ปาณา คืออะไร  นี่อาราธนากันอยู่ตลอดเวลา  เพราะฉะนั้นตะกี้นี้ที่อาราธนาศีลจึงไม่ให้ศีล  เพราะให้แต่ศีลวันยังค่ำคืนยังรุ่งมีแต่ประเพณี  เลยไม่ให้ศีลตะกี้นี้  ความจริงก็เราลืมไปนั่นเองไม่ใช่อะไรแหละ  เราลืมเลยเทศน์ไปเสียก่อน ปาณา ท่านว่าไม่ให้ฆ่าสัตว์  สัตว์กับเราก็อันเดียวกัน นั่นก็เห็นตัวอย่างอันดีงามอยู่แล้ว  ถ้าเราไม่กล้าจะฆ่าตัวของเราได้เราก็ไม่ควรจะฆ่าคนอื่นมันถึงถูกต้องดีงาม  ฆ่าเขากับฆ่าเรา ถ้าเราจะฆ่าเขาจริง ๆ ให้เขาฆ่าเราได้ไหม  ถ้าให้เขาฆ่าเราไม่ได้เราก็ไม่ต้องฆ่าเขา  นี่เป็นความเสมอภาคไม่ลำเอียง

        อทินนาทาน ของใครใครก็รัก สมบัติเงินทองข้าวของมีมากมีน้อยรักสงวนทั้งนั้น แต่จิตใจเป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่งเป็นความกระทบกระเทือนอย่างร้ายแรง เพราะฉะนั้นท่านจึงไม่ให้แตะต้องของกันและกัน

        กาเมสุ มิจฉาจาร ผัวของใครเมียของใครลูกของใครหลานของใคร  ใครก็รักใครก็สงวนไม่อยากให้ใครมาแตะต้อง  ถ้าหากว่าเราเป็นคนเก่งจริง ๆ แล้ว  เราเป็นนักล่าผู้หญิงล่าผู้ชายล่ากามกิเลสจริง ๆ แล้ว เราก็เปิดประตูบ้านของเราเอาไว้  เอาใครอยากเข้ามาจะมาสักกี่ทวีปก็มา  บ้านของเราเปิดโล่งไว้หมดแล้ว  ใครต้องการคนไหนหญิงใดชายใดเอาได้เลย นั่นจึงเรียกว่าเป็นนักกีฬา  เราก็เหมือนกันเราไปบ้านไหนเราก็จะทำแบบนั้น ใครจะมาบ้านเราก็ให้ทำแบบนี้  แต่มันทำอย่างนั้นไม่ได้  เมื่อทำแบบนั้นไม่ได้เป็นเพราะอะไร  ก็เพราะรักเพราะความสงวนเพราะเรื่องโลกจะแตกนั่นเอง  เมื่อรู้แล้วว่าโลกจะแตกเราก็พยายามต่างคนต่างรักษาโลกไม่ให้แตก  แล้วก็ต่างคนต่างรักษารักสงวนของตัว  ผัวมีผัวเดียวคนเดียวเท่านั้นพอแล้วไม่จำเป็นจะต้องมีสี่ห้าหกเจ็ดผัวเจ็ดเมียแหละ

        ศีลธรรมของพระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้เน้นหนักลงในนี้ว่าอัปปิจฉตา แปลว่าความมักน้อย  ความมักน้อยคืออะไร  คือมีผัวเดียวเมียเดียวเท่านั้นไม่ต้องมีมากมายก่ายกอง  นอกนั้นเป็นเปรตเป็นผีเข้ามาเป็นกาฝากทำลายครอบครัวเหย้าเรือนของเราให้แตกสลายไปหมด  อย่างน้อยทะเลาะกันวันยังค่ำคืนยังรุ่ง  ผัวกับเมียเจอกันไม่ได้มีแต่การทะเลาะกัน  ก็เพราะสิ่งเหล่านี้เกินนั่นเอง  เกินความพอดี  อัปปิจฉตา ผัวเดียวเมียเดียว มีความจงรักภักดีมีความซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน  ฝากเป็นฝากตายต่อกันด้วยอำนาจของศีลของธรรมนี้โลกไหนจะเย็นยิ่งกว่าโลกมนุษย์เราผู้มีศีลมีธรรมอย่างนี้เล่า  เอามหาเศรษฐีมีเมีย ๒๐ คน ๓๐ คนมาแข่งก็ล้มระนาวไปเลย สู้ไม่ได้  สู้คนผู้มีผัวเดียวเมียเดียวไม่ได้  จะมีเงินกี่บาทกี่สตางค์ก็ตาม  มีเท่าไรก็อยู่ก็กินด้วยกันไม่รั่วไหลแตกซึมไปที่อื่น  นั่นเย็นที่สุด

        ผัวไปนอกบ้านเมียไปนอกบ้าน ทำงานนอกบ้านในบ้าน ไปใกล้ไปไกลไปเถอะ ไปที่ไหนไป ความฝากเนื้อฝากตัวฝากเป็นฝากตาย ความซื่อสัตย์สุจริตมีต่อกันแล้วไปไหนไปได้หมด  ผลของการของงานที่ได้มามากน้อยเอามาเฉลี่ยเผื่อแผ่กันในครอบครัวเหย้าเรือนเป็นสุข  นอนก็เย็นใจสบายใจ ไม่ระแคะระคาย  นี่แหละอำนาจแห่งศีลธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ว่าอัปปิจฉตาให้เป็นผู้มักน้อย คือมีผัวเดียวเมียเดียวเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องมีมากมายก่ายกอง โรคเอดส์มันยิ่งกำเริบนะเวลานี้  ไปตรวจในโรงพยาบาลนั่นแหละสำคัญมากนะ หมอก็เลยไม่อยากจะพูด พูดออกไปก็ขายบ้านขายเมืองเราขายประเทศชาติ ไปตรวจเรื่องโรคเหล่านี้แหละ มีแต่โรคเอดส์ทั้งนั้น  ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์พูดไม่ออกหมอก็ดี ไม่ทราบจะทำยังไง  นี่ละโรคกำเริบ โรคกามกิเลสกำเริบ

        โรคอันนี้โรคบ้าโรคไม่รู้จักอาย โรคไม่รู้จักเข็ดหลาบ โรคไม่กลัวตายคือโรคอันนี้แหละ  เพราะฉะนั้นมันจึงจะเกลื่อนไปด้วยโรคเอดส์นี้ถ้าไม่มีศีลธรรมเข้าครอบงำ  ถ้ามีศีลธรรมเสียอย่างเดียวแล้วไม่สำส่อน ผัวเดียวเมียเดียวเท่านั้นพอ อันนี้ผัวเอามาแจกเมีย เมียเอามาแจกผัวละซิ  ลูกเต้าหลานเหลนก็เลอะ ๆ เทอะ ๆ ไปตาม ๆ กันหมด  สิ่งทั้งหลายเลยดูไม่ได้  สุดท้ายเมืองไทยเรานี้จะมีแต่เมืองไทยโรคเอดส์นั่นแหละ  จะมีอะไรวิเศษวิโสยิ่งกว่าโรคเอดส์ไป ตายกันเกลื่อน ๆ ครั้นพูดออกประกาศทางหนังสือพิมพ์นี้ต่างคนต่างกลัวกัน ทำท่าสยดสยอง  ไอ้ตัวหนึ่งมันขยับใส่ ๆ ไม่ได้สยดสยองอะไรเลย  ถ้าเรารักษาศีลข้อนี้ไว้ได้แล้ว  ผู้หญิงที่ยังไม่มีผัวก็ไม่ต้องขายก่อนซื้อไม่ต้องสุกก่อนห่าม รักนวลสงวนตัวให้ดีงามก็มีคุณค่าอยู่ตลอดเวลา ไม่สำส่อนแล้วอะไร ๆ ก็ปกติดีงาม  คุณค่าของกุลสตรีของเมืองไทยเราผู้มีศีลธรรมเป็นชาวพุทธก็ยิ่งเด่นขึ้นโดยลำดับลำดา  นี่เรียกว่ารักนวลสงวนตัวด้วยอำนาจของศีลธรรมข้อนี้

        มุสา  สุรา เราก็ไม่ต้องไปพูดมากแหละ  เพียง ๓ ข้อเท่านี้ก็พอเป็นพอไปแล้วแหละ  สุรานั้นไม่อยากพูดแต่ก็น่าจะพูดอยู่  เพราะสมัยทุกวันนี้สุรานี้ออกหน้าออกตาเหลือประมาณ  เก่งยิ่งกว่าเทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมที่ไหนเสียอีก  น้ำอะไรเวลาพ่อแม่เลี้ยงเราตั้งแต่วันเกิดมา  ไม่เคยเห็นเอาเหล้าเอาสุรายาเมาน้ำบ้านี้มากรอกปากเลย  มีแต่ของดิบของดี มีแต่พวกนมเนยขนมอันดีงามทั้งนั้นแหละเอามาเลี้ยงลูกเต้าของเรา  แต่เวลาโตขึ้นมานี่หาเสาะหาแสวงหาน้ำบ้านี้มากินเสียจนเลอะเทอะไปหมด นี่ละอำนาจแห่งความไม่มองดูศีลธรรม  ไม่คำนึงถึงศีลถึงธรรม  ไม่คำนึงถึงตนและผู้อื่นในตัวของเราว่าเป็นยังไงผิดถูกประการใดบ้างแล้วมันเป็นความเสียหายอย่างนี้

        ต่างคนก็ต่างไม่สำรวมระวัง  ต่างคนก็ต่างฟุ้งเฟ้อเห่อคะนองไปด้วยกันแล้วก็หาผู้ที่ยับยั้งกันไม่ได้คนเรา  ถ้ายังมีคนดีก็ยึดคนดีเป็นหลักเป็นเกณฑ์  ก็ยังพอจะเป็นบ้านเป็นเมืองเป็นขื่อเป็นแปไปได้  แต่นี้นับวันเลอะ ๆ เทอะ ๆ ห่างเหินจากศีลจากธรรมเท่าไรก็ยิ่งใกล้ชิดติดพันกับความทุกข์ร้อนกิเลสตัณหาอาสวะมากเข้า ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างให้แต่กิเลสตัณหาอาสวะเป็นผู้จูงผู้นำผู้ลากผู้เข็น เรื่องศีลเรื่องธรรมนี่ไปแตะไม่ได้  มันดีดทีเดียวตก ๕ ทวีปโน่น ศีลธรรมไม่มี  แล้วต่อไปนี้พวกชาวพุทธเราจะเข้าวัดเข้าวาเข้าจำศีลภาวนาอย่างนี้ ต้องแอบ ๆ ซ่อน ๆ หลบ ๆ หลีก ๆ ไปเพราะอำนาจของกิเลสมีมากขึ้นทุกวัน ๆ หัวเราะเยาะเย้ยกันละซิ  ผู้ไปวัดไปวาต้องแอบ ๆ ซ่อน ๆ ไป อายพวกที่เขามีหน้ามีตายศถาบรรดาศักดิ์สูง ๆ เอาเหล้าเป็นหัวหน้านั่นน่ะ  พวกนี้ละพวกสำคัญ  ใครก็ตามถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วก็จะต้องเป็นอย่างที่กล่าวนี้แหละ

        แล้วไปวัดไปวาก็ค่อยจืดค่อยจางไป เหินห่างจากศีลจากธรรม ใครไปวัดไปวาก็ต้องแอบ ๆ ซ่อน ๆ กันไป จะไปอย่างออกหน้าออกตาสง่าผ่าเผย ไปประกาศคุณงามความดีให้โลกทั้งหลายได้ทราบนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะเขาไม่ยอมรับ สังคมอันธพาลไม่ยอมรับเสียอย่างเดียวเท่านั้น และนอกจากนั้นยังมีอำนาจมากหัวเราะเยาะเย้ยกัน และเป็นไปนะทุกวันนี้  ค่อยเริ่มเป็นไป ๆ ถ้าไม่รู้สึกตัวเสียตั้งแต่บัดนี้ชาวพุทธเราจะจม

        อำนาจของกิเลสตัณหาไม่เคยพาใครให้ได้รับความสุขความเจริญ จะมีเงินมีทองข้าวของเป็นล้าน ๆ ก็ตาม  ถ้าลงไม่มีศีลธรรมความยับยั้งตัวเองเพื่อความดีงามเสียอย่างเดียวเท่านั้น สิ่งเหล่านั้นก็กลายมาเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ตนได้อย่างสบายฉิบหายไปด้วยเลย ถ้ามีศีลมีธรรมมีมากมีน้อย สิ่งที่เกิดมาทั้งหลายก็กลายเป็นผลเป็นประโยชน์ไปโดยลำดับลำดา  อันนี้เป็นของสำคัญมากที่ชาวพุทธเราทั้งหลายจะควรมีศีลธรรมแนบกันไปกับด้านวัตถุ เวลานี้มีแต่ด้านวัตถุเต็มบ้านเต็มเมือง ความสุขหาภายในจิตใจไม่มี  ไขว่คว้ากันยุ่งไปหมด  ถามปากใดรายใดก็มีแต่ความทุกข์ความเดือดร้อน

        เข้ามาหาพระก็บ่นแต่เรื่องกองทุกข์ คนนั้นทุกข์แบบนั้น คนนี้ทุกข์แบบนี้  ไม่ทราบว่ากี่แบบกี่ฉบับ  คนที่จะนำความสุขมาพูดให้ฟังพอได้ชมเชยบ้างนี้ไม่มี  เราอยากจะพูดว่าไม่มี  เพราะเราก็เป็นนักสังคมคนหนึ่งเกี่ยวข้องกับประชาชนญาติโยมทั้งใกล้ทั้งไกล ปากไหนมามีแต่บ่นเรื่องกองทุกข์ ๆ ก็ได้แนะนำสั่งสอนให้พยายามละเว้นในสิ่งที่ชั่วซึ่งนำมาแห่งกองทุกข์อันเป็นสาเหตุที่จะให้เกิดความทุกข์ทั้งหลาย ให้พยายามทำคุณงามความดี เรื่องทุกข์นั้นแม้แต่สัตว์เดรัจฉานเขาก็ทุกข์เหมือนกันกับเรานั้นแหละ ไม่ได้ทุกข์แต่มนุษย์เรา มนุษย์เราปากเปราะต่างหาก เอะอะก็พูดเอะอะก็บ่น  สัตว์เขาไม่บ่น อย่างมากก็เห่าอย่างสุนัขอย่างนี้เขาเห่าเอาเท่านั้นเอง ไม่เหมือนมนุษย์เรา มนุษย์เรานี้ปากจัด ท่านว่าปากเป็นเอกมันเอกในทางปากจัด ความบ่นความละเมอเพ้อฝันต่าง ๆ นานานี้เต็มอยู่กับมนุษย์หมด  นี่ละโทษแห่งความขาดจากศีลธรรมเป็นของไม่ดีอย่างนี้

        เราควรจะพินิจพิจารณาตัวของเราแต่ละราย ๆ เรามาฟังธรรมแล้วให้ฟังจริง ๆ แล้วฝังเข้าภายในจิตในใจนำไปประพฤติปฏิบัติ  ถ้าอยากเห็นคุณงามความดีของพระพุทธเจ้าที่ทรงแสดงไว้ในศาสนธรรมอันเป็นตลาดแห่งมรรคผลนิพพาน  ทรงมรรคทรงผลไว้เต็มสมบูรณ์แล้วประจักษ์กับตัวของเรา  ให้เรานำมาประพฤติปฏิบัติ  เป็นยังไงที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนเรื่องมรรคผลนิพพานเป็นโมฆะไปหมดแล้วเหรอ  เรื่องศีลก็ดีเรื่องสมาธิก็ดีปัญญาก็ดีวิมุตติหลุดพ้นก็ดี เรื่องสวรรค์ก็ดี พรหมโลก นิพพานก็ดี  ไม่มีแล้วเหรอ ผู้ที่จะเชื่อถือพอที่จะปฏิบัติตนให้ได้ไปในสถานที่และคุณธรรมเหล่าที่กล่าวมาแล้วนี้  หรือจะไปแต่นรกกันนั้นเหรอ  นรกว่าไม่มี ๆ ความไม่มีแห่งนรกนั้นแลคือความเปิดโล่งของกิเลสมันหลอกลวงสัตว์โลก  บาปไม่มี บุญไม่มี นรกไม่มี สวรรค์ไม่มี นิพพานไม่มี ตายแล้วสูญ นี้จมใหญ่เลยถ้าเชื่อธรรมชาติอันนี้ว่าไม่มี

        กิเลสมันหนาขึ้นทุกวัน ๆ สิ่งที่มีก็ไปลบล้างว่าไม่มี ๆ เมื่อคนเราเห็นว่าอันใดไม่มีแล้วก็ไม่กลัว  ความไม่กลัวนั้นก็เป็นความกล้าหาญต่อความชั่วช้าลามกที่กิเลสฉุดลากไปอีกเหมือนกัน เลยสองชั้นสามชั้น  พวกเรามีแต่พวกขาดทุนสูญดอกไม่ได้ปรากฏผลประการใดเลย  ธรรมของพระพุทธเจ้าประกาศกังวานมา ๒๕๐๐ กว่าปี  ผู้ที่จะทรงมรรคทรงผลนี้แทบจะพูดว่าไม่มีเสียแล้วเวลานี้เป็นเพราะอะไร เพราะหนักแน่นไปในทางกิเลสเสียทั้งนั้น  เพราะฉะนั้นกิเลสจึงสนุกกอบโกย  โลกอันนี้กลายเป็นโลกต้มตุ๋นของกิเลสและกลายเป็นโลกเรือนจำของกิเลสไปหมด  ไปบ้านใดเมืองใดก็ไป  มีแต่ความทุกข์ความทรมานเต็มบ้านเต็มเมือง ไม่ว่าบ้านเราไม่ว่าบ้านเขา ไม่ว่าทวีปไหน ขึ้นชื่อว่ากิเลสความโลภความโกรธราคะตัณหามีอยู่ภายในจิตใจ นั้นแหละนายนักเลงโตอยู่ภายในนั้น  จะต้องบีบบังคับจิตใจของคนให้ดีดให้ดิ้นตามมันจนได้  แล้วจะหาความสุขมาจากไหนเมื่อเราเป็นนักโทษของกิเลสเป็นผู้ควบคุมหัวใจอยู่แล้ว

        นั่นละศาสนามีประกาศกังวานไว้ให้พอดิบพอดี พอเป็นเครื่องเยียวยาหรือต้านทานกันบ้างก็ไม่มีจะทำยังไง  ตื่นมาวันหนึ่ง ๆ มีแต่กองทุกข์เต็มหัวใจล้นหัวใจ  บางทีนอนไม่หลับเพราะความคิดความปรุงแต่งในเรื่องความทุกข์ความทรมาน เพราะอำนาจของกิเลสมันบีบมันบังคับให้คิดให้ปรุงให้เสาะให้แสวงนั้นแล  ไม่ถูกทางก็เป็นทุกข์นำทุกข์มาให้ พวกเราทั้งหลายก็ไม่ได้คิดได้อ่าน  ถ้าเป็นผู้มีศีลธรรมต้องคิดอ่านไตร่ตรอง  จะทำอะไรให้คิดเสียก่อน  พูดอะไรออกมาให้คิดเสียก่อน

        การคิดด้วยอรรถด้วยธรรม การกระทำตามอรรถตามธรรมนั้นเป็นความราบรื่นดีงาม การอยู่การกินก็สม่ำเสมอไม่ฟุ่มเฟือยจนเกินไป การใช้การสอยก็เหมือนกัน การอยู่การกินก็กินพอดิบพอดี การใช้การสอยก็ใช้สอยพอดิบพอดี ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อคะนองไม่วับ ๆ แวม ๆ ดังที่เห็นอยู่นี้ มีแต่กิเลสแหละจูงลากไป เป็นอย่างนั้นแหละ ถ้าให้กิเลสพากินพาใช้แล้วเป็นอย่างนั้น ถ้าธรรมพากินพาใช้แล้วพอดิบพอดี การกินก็พอดี การใช้สอยพอดี ที่อยู่พอดีไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อคะนอง กี่ชั้นบ้านเรือนจำเป็นอะไรนักหนา อยู่ที่ไหนก็พออยู่ได้ขอให้ใจมีความสุขความสบายด้วยการประพฤติศีลประพฤติธรรมเถิดคนเรา

        อยู่ไหนโลกจะแคบขนาดไหนหัวใจก็กว้างถ้าลงหัวใจมีธรรม  ถ้าหัวใจไม่มีธรรมมีแต่กิเลสแล้วตีบตันอั้นตู้ไปหมด ไปอยู่เวิ้งว้างบนอากาศก็ไปร้องทุกข์อยู่บนอากาศนั่นแหละ ไปอยู่บนอวกาศก็เหมือนกันมีแต่ความทุกข์ เพราะความทุกข์ไม่ได้อยู่กับอวกาศ  อยู่ที่หัวใจของคน ความโลภก็อยู่ที่นั่น ความโกรธก็อยู่ที่นั่น ราคะตัณหาอยู่ที่นั่น บีบกันอยู่ที่หัวใจนั้น  จะไปไหนไปทวีปใดหรือจะขึ้นชั้นฟ้าดาวดึงส์ที่ไหนก็ตามก็เป็นทุกข์  แต่ดาวดึงส์นั่นก็มีกิเลสแต่เบาบางกว่าพวกเรามากมาย ขอให้พากันพยายามฟิตเนื้อฟิตตัวกับศีลกับธรรมถ้าไม่อย่างนั้นจะจมไปนะ

        เกิดมานี้เราว่าเราเจริญที่ตรงไหนพิจารณาซิ  หาความเจริญไม่ได้  วันหนึ่งไม่ให้โกรธอยู่ไม่ได้นะ  วันหนึ่งโกรธสักกี่ครั้งก็ไม่รู้ หรือโกรธฝังจมอยู่ภายในหรือสุมอยู่ภายในจิตใจทั้งวันก็มีจำนวนมาก  ความโลภก็เหมือนกันได้เท่าไรก็ไม่พอ ๆ จนวันตายก็ไม่พอ  มีแต่อยากได้ ๆ ความอยากนี้แลเป็นตัวหิวตัวสำคัญตัวนำความทุกข์มาให้พวกเรา  ได้มาเท่าไรให้สมใจอยากไม่มีสมสักทีแหละ  เหมือนกับไสเชื้อเข้าหาไฟ  ไสเชื้อมากเท่าไรไฟยิ่งแสดงเปลวออกจรดเมฆโน่น  นี่ก็เหมือนกันได้เท่าไรไม่พอ ๆ ก็วิ่งไปตามมัน วิ่งไปวิ่งมาสุดท้ายก็ตายทิ้งเปล่า ๆ สิ่งเหล่านี้ก็เกลื่อนอยู่แผ่นดิน  โลกอันนี้แหละไม่เห็นไปไหนกับใคร  แต่เราไปตกนรกอเวจีกี่หลุมก็ไม่ทราบแหละ  สิ่งเหล่านี้เขาไม่ได้ไป เราหากเป็นบ้าแต่เราต่างหาก  เมื่อไม่ได้สมใจก็โกรธแค้น  ยิ่งราคะตัณหาโรคเอดส์นี้ด้วยแล้วยิ่งส่งเสริมกันใหญ่โตนะทุกวันนี้ไฟใหญ่  อันนี้ละตัวรุนแรงมากไม่มีอะไรรุนแรงเท่า

        ถ้าเราอยากจะทราบความรุนแรงของกิเลสทั้งหลาย ว่ามีอะไรเป็นธรรมชาติที่หนักมากกว่าเพื่อนนั้น  ให้เราดูตัวราคะตัณหา  ตัวนี้ตัวสำคัญมาก  ให้ขึ้นเวทีเสียก่อนถึงทราบคนเรา  ขึ้นเวทีฟัดกันกับกิเลสตัณหาด้วยจิตตภาวนา  ไม่มีกิเลสประเภทใดที่จะหนักแน่นมั่นคง  ที่จะฉลาดแหลมคมทำโลกให้หวั่นไหวได้ยิ่งกว่าราคะตัณหา  ตัวนี้หมุนในหัวใจติ้ว ๆ นักภาวนาหงายไปมีเยอะ  สู้มันไม่ได้หงายไป ๆ นั้นละคำว่าขึ้นเวที  คือนักภาวนานั้นแหละจะรู้กันในกิเลสประเภทต่าง ๆ เราเรียนมาเฉย ๆ ไม่รู้  เพราะในคัมภีร์มีแต่ตัวหนังสือ  ไม่มีราคะตัณหาอยู่ในคัมภีร์ ไม่มีอยู่ในตำรา  นรกอเวจีก็ไม่มีในตำรา  มีแต่ชื่อของบาปของบุญนรกสวรรค์พรหมโลกนิพพาน มีแต่ชื่อ ตัวจริงอยู่กับหัวใจคน  เวลาเรานำมาปฏิบัติมันถึงรวมเข้ามาสู่หัวใจนี้แหละ  หัวใจเป็นผู้รับทุกสิ่งทุกอย่างเป็นผู้สู้ สู้กัน

        และไม่มีกิเลสตัวใดที่จะโหดร้ายทารุณหรือร้อยสันพันคมมากยิ่งกว่ากิเลส คือราคะตัณหา ตัวนี้ร้อยสันพันคม จะดีดจะดิ้นไปแบบไหน ๆ มีแต่ตัวนี้เป็นตัวชักจูงเป็นใยสาวให้ยาวเหยียดไปเรื่อย ๆ ตัวนี้ตัวสำคัญมาก  เมื่อตัวนี้ได้พังลงไปแล้วไม่เห็นมีตัวใดมาดีดมาดิ้น  นี่ถึงทราบได้ชัดว่า กิเลสทุกประเภทไม่มีตัวใดที่จะเกินราคะตัณหา  ไม่ว่าอยู่ในสัตว์ไม่ว่าอยู่ในบุคคล  ทำพิษอย่างร้ายแรงที่สุดคือตัวนี้  ทีนี้มนุษย์เราก็ว่าเป็นผู้ฉลาดพอสมควรแล้วเหตุใดจึงพากันเสริมเอานักหนา  นี่ที่น่าคิด  และเฉพาะอย่างยิ่งคือชาวพุทธของเราด้วย  ไม่คำนึงคำนวณถึงเหตุถึงผลถึงดีถึงชั่วถึงโทษของมันบ้าง  อันนี้รุนแรงมาก  แล้วสิ่งเหล่านี้มีอยู่กับหัวใจของคนทุกคน  เมื่อมีอยู่ในหัวใจแล้วมันต้องบีบต้องบี้สีไฟอยู่นั้นตลอดเวลา

        ไปอยู่ไหนก็ไป  เหมือนกับนักโทษย้ายเรือนจำนั่นแหละ เอ้า ย้ายจากเรือนจำนี้ไปสู่เรือนจำนั้น  ย้ายจากเรือนจำนั้นมาสู่เรือนจำนี้  เอาเรือนจำไหนมาอวดกันว่าไปอยู่เรือนจำนั้นเจริญ  ไปอยู่เรือนจำนี้เจริญ ไม่เคยมี  นี่ฉันใดก็ฉันนั้นเหมือนกัน  ไปอยู่บ้านใดเมืองใดก็ตามถ้าเป็นนักโทษแห่งกิเลสบีบบังคับอยู่  ไม่ได้สนใจแก้ไขดัดแปลงตัวเองบ้างแล้ว ไปอยู่ไหนก็เหมือนนักโทษนั่นแหละ ให้กิเลสบีบบังคับอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา ธรรมเอื้อมเข้าไปไม่ได้นะกิเลสปัดทีเดียวตกห้าทวีปโน่น  ดีไม่ดีมือหักกิเลสปัดเอา ๆ เวลานี้กิเลสกำลังมีอำนาจมาก ถ้าเราไม่พยายามรู้เนื้อรู้ตัวเราเสียตั้งแต่บัดนี้เราเองก็จะหาความสุขไม่ได้จนกระทั่งวันตาย ตายแล้วก็จะจมเพราะอำนาจของกิเลสอีกหลายขั้นหลายภูมิ

        นี่ได้พูดให้พี่น้องทั้งหลายทราบ  หลวงตาบัวมาเทศน์วันนี้เทศน์ในงานสมเด็จท่าน มาสนองพระเดชพระคุณท่าน แล้วมีอะไรก็ว่ากันไปตามเรื่องตามราวเป็นชาวพุทธเป็นกันเองเป็นอันเดียวกัน การพูดนี้จึงไม่มีเรื่องใดที่จะระแคะระคายว่าเทศน์สูงไปต่ำไป เทศน์หยาบโลนบ้างหรือเผ็ดร้อนบ้างจึงไม่มี  เพราะเรื่องของธรรมต้องเดินตามแถวของธรรม  ภาษาของกิเลสนิ่มนวลอ่อนหวานไพเราะเพราะพริ้งแต่ต้มตุ๋นเก่งมาก  แต่ภาษาของธรรมนี้ตรงไปตรงมา  ผิดว่าผิดถูกว่าถูก ดีว่าดีชั่วว่าชั่ว  นรกว่านรก  สวรรค์ว่าสวรรค์ นิพพานว่านิพพาน ตรงไปตรงมาอย่างนี้เรียกว่าภาษาธรรม ภาษาของกิเลสปลิ้นปล้อนหลอกลวงร้อยสันพันคม ภาษาของธรรมตรงไปตรงมาตามแบบตามฉบับไม่อย่างนั้นแก้กันไม่ทัน  กิเลสฉลาดธรรมต้องฉลาด ไม่ฉลาดก็ไม่ทันกัน

        พวกเราทั้งหลายผู้ที่บำเพ็ญอรรถบำเพ็ญธรรมอยู่ในวงแห่งพุทธศาสนา เรียกว่าเป็นชาวพุทธ เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า หรือเป็นลูกเต้าเหล่ากอของพระพุทธเจ้า  จึงควรนำไปคิดไปอ่าน อย่าอยู่เฉย ๆ วันหนึ่ง ๆ เราอย่าดีดอย่าดิ้นจนเกินไปมันเป็นทุกข์ มันลำบากมาก  ถึงเวล่ำเวลาที่ควรจะเข้าวัดเข้าวาฟังธรรมจำศีลก็ให้เข้าให้ไป  ถึงเวลาที่จะเข้าห้องพระไหว้พระสวดมนต์เจริญเมตตาภาวนา คำนึงหัวใจตัวเองที่ถูกกิเลสบีบบังคับ ได้คลี่คลายกันในห้องพระก็ยังดี  ถ้าไม่เช่นนั้นจะไม่ไหวนะ  กิเลสจะเอาไปถลุงทั้งเป็น ๆ นี้เสียหมดเลย  เลยแหลกเหลวไปหมดใช้ไม่ได้  นี่ละสำคัญมากขอให้พี่น้องทั้งหลายได้ระลึกข้อนี้ให้ดี

        การปฏิบัติธรรมนั้นมีหลายขั้นหลายภูมิ ที่กล่าวมาเหล่านี้เป็นขั้นทั่ว ๆ ไป  ส่วนมากเป็นทางฝ่ายฆราวาส ทางด้านฝ่ายพระนั้นเน้นหนักลงทางศีลทางสมาธิทางปัญญา  ให้เห็นสด ๆ ร้อน ๆ ภายในจิตใจ  ศีลเป็นยังไงศีลของผู้รักษาบำเพ็ญจริง ๆ ศีลจะเป็นเครื่องอบอุ่นใจมากทีเดียว  ไปอยู่ในป่าในเขาไม่กลัวสัตว์กลัวเสือ  เพราะแต่ก่อนเสือชุมมากทีเดียว  ไปที่ไหนมีแต่สัตว์แต่เสือทั้งนั้น  ผู้มีศีลบริสุทธิ์บริบูรณ์แล้วไม่กลัว  ตายก็จะไปสวรรค์ทันทีเป็นที่แน่อยู่ภายในจิตใจ  นี่ละศีลเป็นคุณค่าแห่งความเย็นใจปรากฏแก่ตัวของเราเอง

        จากนั้นก็สมาธิคือความสงบเย็นใจ  พยายามบำเพ็ญภาวนาพุทโธ ธัมโม สังโฆ บทใดก็ตาม  อานาปานสติก็ตาม ให้พยายามบำเพ็ญ  คำว่าพุทโธกระเทือนถึงพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์เป็นของน้อยเมื่อไร ธัมโมก็เหมือนกัน  พระพุทธเจ้าตรัสรู้-ตรัสรู้ธรรมทั้งนั้นกระเทือนทั่วแดนโลกธาตุ สังโฆพระสาวกของพระพุทธเจ้ากี่พระองค์กระเทือนไปหมดเลย บริกรรมคำว่าพุทโธ  ธัมโม  สังโฆ  จึงเป็นของอัศจรรย์มาก  ให้เรานำนี้มาภาวนา  วันหนึ่ง ๆ อย่าให้ขาดจากการภาวนา  อย่างน้อยให้ได้สัก ๕ นาทีก็ยังดี  ถ้าให้พอดิบพอดีเราเสมอต้นเสมอปลายไปธรรมดานี้วันหนึ่งได้  ๑๐  นาทีก็พอดีละ  เรียกว่าร้อยนาทีนั้น  ๙๐ นาทีให้กิเลสเอาไปกินเสีย  เราแบ่งเอาเสียวันละ ๑๐ นาที  แล้วทีนี้น่าคิดอีกนะว่ามันพอกันไหมล่ะ  วันหนึ่งเราได้  ๑๐ นาทีกิเลสเอาไป ๙๐ นาที ๆ นี้สมควรแล้วเหรอ  นี่จะทำให้เราได้ขยับตัวของเราขึ้นไปเรื่อย ๆ และสำรวมระวังความดีความชั่วภายในจิตใจของตัวเอง ที่จะแสดงออกในที่แห่งเดียวกันได้มากขึ้น ๆ สุดท้ายจิตใจก็เป็นศีลเป็นธรรม

        จิตเป็นสมาธิ พระพุทธเจ้าแสดงไว้เป็นโมฆะไปแล้วเหรอเวลานี้  มีแต่กระดาษนั้นเหรอ มีแต่ตำรับตำรานั้นเหรอ  ตำราก็ถูกกักถูกขังเอาไว้ในตู้ในหีบกิเลสออกมาเพ่นพ่าน  มีแต่อย่างนั้นแล้วเหรอเวลานี้  เรางัดออกมาซีทางคัมภีร์ท่านสอนเข้ามาที่หัวใจของเรา  งัดออกมาปฏิบัติ  ศีลจะอยู่ที่ไหน  อยู่ที่กายวาจา  สุดท้ายก็อยู่ที่ใจ  คนตายแล้วไม่มีศีล  สมาธิคือความสงบเย็นใจ  ใจมันดีดมันดิ้นมันเดือดร้อนวุ่นวายหาความสุขไม่ได้  ใจไม่มีสมาธิใจไม่มีความสงบ  เมื่อใจได้รับความสงบแล้วเย็นไปทุกหย่อมหญ้านั่นแหละ  อยู่ที่ไหนก็เย็น  นั่งอยู่คนเดียว นอนอยู่คนเดียว ภาวนาอยู่คนเดียวในป่าในเขานี้เย็นสบาย  ไม่อยากคิดอยากพูดอยากเกี่ยวข้องกับใครเลย  อยู่กับธรรม  ถ้าว่าคิดก็คิดเรื่องธรรม  ปฏิบัติธรรมบำเพ็ญธรรมอยู่ตลอดเวลา  จิตใจมีความสง่างาม

        เพียงจิตเป็นสมาธิเท่านั้นก็สง่างามแล้วภายในใจของเรา หากว่าเราเป็นขึ้นมาสักครั้งใดครั้งหนึ่งแล้ว  จิตเป็นสมาธิรวมกึ๊กลงไป  ขาดสะบั้นออกหมดจากทุกสิ่งทุกอย่างเหลือเป็นเกาะจุดเดียวเท่านั้น  เป็นจุดแห่งความอัศจรรย์ เป็นจุดแห่งความสงบสุขเย็นใจ ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในนั้นหมด  เรียกว่าเป็นของอัศจรรย์  เราเห็นเพียงครั้งเดียวเท่านั้นเราภาวนาอีกในวันต่อไปไม่ได้ไม่เห็นอย่างนั้นก็ตาม  จิตใจของเราจะดูดดื่มคิดอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา ไปทำการทำงานที่ไหนจิตจะคิดแต่เรื่องสมาธิเรื่องความสงบของใจ  แล้วยิ่งเราได้เรื่อย ๆ ๆ หนุนเข้าไปเรื่อย ๆ แล้วก็ยิ่งเพลินขึ้นไป ๆ นั้นละผู้ท่านเพลินในธรรมนั้นก็คือเพลินในความสงบสุข  อยู่ด้วยกัน  นี่เป็นสมาธิ

        สมาธิท่านบอกไว้หลายขั้นหลายภูมิ  ขณิกสมาธิ รวมชั่วประเดี๋ยวประด๋าวแล้วถอนออกมาเสีย อุปจารสมาธิ รวมเฉียด ๆ ตามหลักปริยัติท่านแสดงไว้ว่ารวมเฉียด ๆ แล้วก็ถอนเสีย อัปปนาสมาธิ รวมอย่างแนบแน่น  แต่ในหลักปฏิบัติที่หากจะควรแทรกได้เราก็อยากจะแทรกว่า อุปจารสมาธิ นั้นคือเป็นนิสัยของจิตที่ผาดโผนมาก  ถ้าหากเราคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วนิสัยของผู้ไปอย่างสงบเรียบร้อยนั้นมีจำนวนถึง ๙๕%  นิสัยที่ผาดโผนโจนทะยานนี้มีประมาณสัก ๕% นี่ละประเภท ๕% นี้แหละเป็นประเภทที่จะแสดงตัวในอุปจารสมาธิ คือรวมลงไปแล้วไม่อยู่กับที่  ถึงที่ก็จริงถึงกึ๊กแล้วถอยปุ๊บออกมา  ออกรู้สิ่งนั้นออกรู้สิ่งนี้ตามจริตนิสัยวาสนาของ ๕% นั้นแล

นี่ท่านเรียกว่าอุปจาระ คือเข้าไปแล้วถอยออกมาและรู้สิ่งต่าง ๆ นานาไม่ว่าเปรตว่าผีเทวบุตรเทวดาเหตุการณ์ต่าง ๆ สามารถรู้ได้  ทีแรกก็รู้ผิด ๆ พลาด ๆ ไปเสียก่อนเพราะยังไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นปฏิบัติก็ยังไม่ถูกต้อง  เมื่อหลายครั้งหลายหนผิดก็เป็นครูถูกก็เป็นครู  หลายครั้งหลายหนจิตก็มีความเชี่ยวชาญมีความชำนิชำนาญ  พอแย็บออกมาผิดก็รู้ถูกก็รู้ทันที ๆ นี่ใช้งานได้มากสำหรับนิสัยของ ๕% นี้ใช้ในเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี  นี่เรียกว่าสมาธิ ๓ ประเภทเป็นอยู่ภายในจิตใจของผู้บำเพ็ญจิตตภาวนาทั้งหลาย

        จากศีล  สมาธิแล้วท่านก็บอกปัญญา  ปัญญาเป็นยังไง  มีแต่สมาธิเฉย ๆ แก้กิเลสไม่ได้  ถึงสงบขนาดไหนก็สงบเถอะ  ลงเต็มภูมิของสมาธิก็เหมือนกับน้ำเต็มแก้วไม่เลยจากนั้น  เพราะฉะนั้นจึงต้องใช้ปัญญา  เพราะสมาธินั่นตีตะล่อมกิเลสเข้ามาสู่จุดรวม  จุดรวมเป็นยังไง  คือความสงบ  จิตมีความสงบแล้วย่อมอิ่มอารมณ์  ราคะตัณหาไม่กำเริบ  รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัสอันเป็นเรื่องของราคะตัณหาสงบไป เพราะสมาธินี้บีบบังคับเอาไว้ให้เพลินอยู่ในสมาธิ  เพราะฉะนั้นผู้ที่จิตเป็นสมาธิแนบแน่นละเอียดลออลงไปแล้วจึงมักติดสมาธิไม่อยากจะออกคิดออกค้น  เข้าไปอยู่ในจุดเดียวนั้นทั้งวันอยู่ได้สบายเลย  มีเอกัคคตารมณ์ท่านเรียกว่ามีอารมณ์อันเดียว คือรู้อยู่เฉพาะ รู้อย่างละเอียดลออ รู้อย่างแบบอัศจรรย์ในขั้นสมาธินั้นแหละ

        ถ้ายังไม่มีปัญญาเข้ามาแทรกสมาธินี้ก็เกินคาดเกินหมาย  อัศจรรย์เกินคาดเกินหมายเหมือนกัน  แต่เมื่อมีปัญญาเข้ามาแทรกแล้วปัญญาเป็นอีกขั้นหนึ่ง  เลิศยิ่งกว่านี้  เพราะฉะนั้นจึงนำสมาธิที่จิตใจอิ่มอารมณ์นี้แล้วพาออกพิจารณาทางด้านปัญญา  คือจิตที่ไม่มีปัญญาทั้งๆ ที่เป็นจิตธรรมดาเราจะพาพิจารณาทางด้านปัญญาก็กลายเป็นสัญญาไปหมด  รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส อันเป็นอารมณ์ของวิสภาคกันนั้นเอาไปถลุงหมดไม่มีเหลือ เพราะฉะนั้นท่านถึงให้อบรมให้จิตเป็นสมาธิอิ่มอารมณ์แล้วพาพิจารณาทางด้านปัญญา

        เรื่องของปัญญานี้พูดอย่างย่นย่อไม่พูดมาก  ตามธาตุตามขันธ์เรานี้แหละเอามาพิจารณา  คือร่างกายของสัตว์ของบุคคลของเขาของเรานี้แหละเอามาพิจารณา ทีแรกก็ขึ้นในขั้นอสุภะอสุภัง ทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตฺตา ต่อกันไปเรื่อย ๆ แยกแยะให้เห็นตามหลักความเป็นจริง ท่านสอนว่า เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ เป็นของเล่นเมื่อไร เป็นของใหญ่โตมากทีเดียว โลกทั้งหลายติดอันนี้เอง ภูเขาทั้งลูกไม่ติดแต่ภูเรานี้ติด ติดใน เกสา  โลมา นขา ทันตา ตโจ เสกสรรปั้นยอขึ้นว่าเป็นของสวยของงามของจีรังถาวรของดิบของดีไปหมด ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ดีมันเป็นเหมือนถังขยะนี้เอง ตามหลักของธรรมแล้วเป็นเหมือนถังขยะ ในตัวของเราตรงไหนที่มีความสะอาดสะอ้านมีตรงไหนบ้าง มันไม่มี เต็มไปหมดแต่ของสกปรกโสมม แต่กิเลสก็มาเสกสรรปั้นยอเราก็ยิ่งโง่ก็ยิ่งเชื่อกิเลสได้เป็นอย่างดีและติดพันกันตอนนี้ละ จึงไม่กล้าทำลายภูเขาภูเราคือตัวของเรา ทำลายคือแยกแยะออกเป็นส่วนต่าง ๆ ตามอำนาจของปัญญา

        ทีนี้ปัญญาท่านพิจารณาอย่างนั้น  พิจารณาแยกแยะผมเป็นยังไง  ขนเป็นยังไง เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เข้าไปข้างใน ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ไส้น้อย ไปเรื่อย ๆ พิจารณาแยกแยะ ๆ ใจก็เพลินไป ๆ มองไปที่ไหนไม่มีอย่างที่กิเลสเสกสรรปั้นยอว่าสวยว่างามว่าจีรังถาวร มีแต่ของอย่างนี้ ๆ นี่คือความจริงแห่งธรรม เมื่อเห็นเข้าไปจิตใจก็เพลิน  เพลินเท่าไรจิตใจยิ่งถอนอุปาทานออกมาเรื่อย ๆ ๆ จิตใจเห็นชัดเข้าไปซึ้งเข้าไปเท่าไรก็ยิ่งถอนอุปาทานออกมาเรื่อย ๆ ๆ สุดท้ายร่างกายนี้ขาดสะบั้นไปจากอุปาทานไม่มีเหลือเลย  นั่นละที่นี่ภูเราขาดแล้ว

        การทำลายภูเราต้องทำลายด้วย เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ อันเป็นงานสำคัญที่พระพุทธเจ้าทรงมอบไว้แล้วนี้ สถานที่อยู่ที่บำเพ็ญให้เป็นที่เหมาะที่สะดวกที่สบายก็ รุกฺขมูลเสนาสนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา ตตฺถ เต ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย บรรพชาอุปสมบทแล้วให้ท่านทั้งหลายไปเที่ยวบำเพ็ญอยู่ตามรุกขมูลร่มไม้ในป่าในเขา หรือตามถ้ำเงื้อมผาป่าช้าป่ารกชัฏ ที่ไหนเป็นที่สะดวกให้ไปอยู่ และทำความอุตส่าห์พยายามอยู่อย่างนั้นตลอดชีวิตเถิด นี่คืองานของปัญญาอันแหลมคมที่จะปรากฏขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะสถานที่ก็เหมาะสม งานก็ถูกต้องแล้ว งานคือ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ นี้เป็นหินลับปัญญาได้เป็นอย่างดี เมื่อพิจารณานี้ชัดเข้าไป ๆ จิตย่อมอิ่มตัว อุปาทานถอนผึงเลย หมดขั้นรูปธรรม

        จากนั้นก็ยังเหลือ เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ ซึ่งเป็นนามธรรม  นี่เป็นปัญญาขั้นละเอียด ปัญญาขั้นต้นกามราคะเรียกว่าขั้นกายนี้ผาดโผนโจนทะยานมาก ถ้าเป็นน้ำก็ไหลโจนลงมาจากภูเขาเสียงดังสนั่นหวั่นไหว นี้คือปัญญาขั้นรุนแรงมาก เพราะกิเลสขั้นนี้รุนแรงมากที่สุดดังที่อธิบายแล้วในเบื้องต้น ไม่มีกิเลสตัวใดในหัวใจของโลกนี้จะรุนแรงยิ่งกว่าตัวราคะตัณหา เพราะฉะนั้นเวลาสติปัญญาเข้าประจัญบานกันจึงต้องมีความรุนแรงผาดโผนโจนทะยานโดยไม่ต้องบังคับ หากเป็นเองในหลักธรรมชาติที่พอเหมาะพอดีกันกับการพิจารณากิเลสประเภทนี้ หลังจากนั้นแล้วเมื่อรู้ชัดเห็นตามเป็นจริงแล้วจะบอกให้ยึดก็ไม่ยึด  ถอนตัวปุ๊บทันทีเลย

        พวกเวทนา  สัญญา  สังขาร วิญญาณ นี้ก็พิจารณาแทรกไปด้วยกันนั้น  เวลาเราพิจารณาร่างกายไม่ใช่ว่าพิจารณานี้อย่างเดียวล้วน ๆ นะ  เหล่านั้นก็แทรกเข้ามา  แต่เรื่องใหญ่โตจริง ๆ คือพิจารณาร่างกาย  พอหมดปัญหานี้แล้วก็หนักทางด้าน เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ  ไล่ต้อนกิเลสก็ไล่อย่างนั้นซิ  อวิชฺชาปจฺจยา  สงฺขารา ครอบโลกธาตุ อันไหนเป็นกิเลสไปหมด ไม่ว่ารูปใดเสียงใดกลิ่นใดรสใดเครื่องสัมผัสใด เป็นกิเลสไปทั้งนั้น เพราะ อวิชฺชาปจฺจยา ซึ่งเป็นตัวกิเลสอันใหญ่โตนี้บังคับให้เป็นกิเลสไปตาม ๆ กัน  ตา หู จมูก ลิ้น กาย เหล่านี้ก็เป็นกิเลสไปตาม ๆ กัน

        ทีนี้เมื่อพิจารณาร่างกายหมดปัญหาไปแล้ว รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัสก็เป็นอันว่าไล่ต้อนเข้ามาหมดปัญหาไปทันทีไม่มีอะไรเหลือแล้ว  กิเลสไม่อยู่ที่นี่ในรูปในเสียงไม่อยู่มันอยู่ที่ใจ  ไล่กิเลสต้อนเข้ามาที่ใจ  มันอยู่ในตา หู จมูก ลิ้น กายนี้หรือ  ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็พิจารณาแล้วด้วย เกสา  โลมา  พังกระจายลงไปแล้ว กิเลสไม่อยู่ที่นี่ ไล่เข้าไป ๆ เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ ไล่เข้าไปมันก็เกิดขึ้นจากจิต ๆ เราตีตะล่อมเข้าไป

นี่ละนักปฏิบัติให้ขึ้นเวทีเสียก่อนถึงรู้กัน ให้อย่างนั้นซิการรบข้าศึก เรามาพูดปาวๆ เฉยๆ ได้เหรอ เอาความจริงมายันกันซิจึงเรียกว่า เอหิปสฺสิโก ธรรมพระพุทธเจ้าประกาศท้าทายความจริงอยู่ตลอดเวลา  เรานำมาประกาศท้าทายความจริงในตัวของเรานี้ทำไมจะไม่จริง  ธรรมพระพุทธเจ้าเป็นของจริงแท้ ๆ มันปลอมเฉพาะหัวใจเรา  นำมาปฏิบัติให้เป็นความจริงขึ้นมาต้องเป็นความจริงจนได้  พระพุทธเจ้าท่านสอนเพื่อความจริง

        จากนั้นก็พิจารณาไล่ตะล่อมเข้าไปถึงจิตน่ะซี  เพราะกิเลสไม่มีที่อยู่  ไปอาศัยรูป เสียง กลิ่น รส ก็อยู่ไม่ได้แล้วถูกปัญญาตีตะล่อมเข้ามา  มาอยู่ ตา หู จมูก ลิ้น กายนี้ก็ไล่เข้าไป มาอยู่ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่กิเลส ๆ อะไรไม่ใช่กิเลส  ตัวกิเลสแท้ ๆ อยู่ที่ไหนก็ไล่กันเข้าไป  เข้าไปถึงจิตเรียกว่าจิตอวิชชา  นี่ละตัวสำคัญจริง ๆ คือจิตอวิชชา  พอไปถึงนั้นแล้วเป็นตัวสำคัญมาก

        มหาสติมหาปัญญาหมุนมาตั้งแต่สติปัญญาอัตโนมัติที่เรียกว่าภาวนามยปัญญาโน้นก็ตามนะ  ไล่เข้าไป ๆ พอไปถึงขั้นมหาสติมหาปัญญาอันเกรียงไกรไม่มีคำว่าเผลอ  อย่าเอามาพูดเลยคำว่าเผลอ  พอตื่นพับนี้สติกับปัญญาไปพร้อม ๆ กันแล้ว ๆ เป็นในหลักธรรมชาติ  คำว่าภาวนามยปัญญาก็เหมือนกัน  ท่านว่าภาวนามยปัญญาในตำราท่านแสดงไว้ว่า สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดขึ้นจากการได้ยินได้ฟังหนึ่ง  จินตามยปัญญา เกิดขึ้นจากคิดอ่านไตร่ตรองหนึ่ง ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดขึ้นจากภาวนาล้วน ๆ หนึ่ง  นี่ละปัญญาประเภทนี้แหละปัญญาประเภทที่ฆ่ากิเลส

        พอภาวนามยปัญญาเกิดขึ้นแล้วเป็นปัญญาอัตโนมัติที่นี่  หมุนติ้ว ๆ กิเลสอยู่ไหนตามต้อนกันไปเรื่อย ๆ เหมือนไฟได้เชื้อไหลเข้าไปไล่เข้าไป ๆ เข้าสู่จิต  พอเข้าไปสู่จิตแล้วก็มีจิตอวิชชา เรียกว่ามหาวัฏจักร อยู่ตรงนั้นจิตอวิชชา  อวิชชากับจิตเป็นอันเดียวกัน  อวิชชากลมกลืนกับจิตไว้ไม่ให้เห็นตัวจิตเลย  ให้เห็นแต่อวิชชา  มีความสง่าผ่าเผยองอาจกล้าหาญสะอาดสะอ้านทุกอย่างมีความอัศจรรย์  อ้อยอิ่งอยู่นั้น  มหาสติมหาปัญญาก็ตามต้องไปติดเสียก่อนติดตรงนี้  เพราะอันนี้ยังเก่งมากยิ่งกว่ามหาสติมหาปัญญาอีก  แต่ฟังเถิดว่ามหาสติมหาปัญญาจะนอนใจได้ยังไง  ถึงจะระมัดระวังรักษาสงวนจิตดวงนั้นอยู่ก็ตาม  ก็ไม่พ้นที่จะต้องพินิจพิจารณาสังเกตสังกา  สุดท้ายก็เห็นความเคลื่อนไหวของจิตอวิชชาจนได้  แล้วจ่อสติปัญญาเข้าสู่เป้าหมายอันสำคัญนั้นพังทลายลงไป

        อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา พังทลายลงไปแล้วท่านก็เรียกว่า อวิชฺชายเตฺวว อเสสวิราคนิโรธา สงฺขารนิโรโธ จนกระทั่ง นิโรโธ โหติ เรียบวุธไปตาม ๆ กันหมดพร้อมกันหมดเลย  ที่ท่านแสดงไว้ อวิชฺชาปจฺจยา  สงฺขารา  สงฺขารปจฺจยา  วิญฺญาณํ  ท่านเรียงลำดับท่านพูดพรรณนาถึงเรื่องอวิชชาต่างหาก แต่เวลาดับแล้วดับพร้อมกันทีเดียว เวลาเราปฏิบัติเราจะไปเรียงอย่างนั้นตายทิ้งเปล่า ๆ ไม่ได้เรื่อง ต้องฟัดกันลงไปอย่างที่ว่านี่ไล่เข้าไป ๆ พอถึงจุดอวิชชาแล้วรวมตัว อวิชชาไม่มีบริษัทบริวารไม่มีทางหากินแล้ว รวมตัวเข้าไปสู่จิต ไล่เข้าไปหาจิต สติปัญญาตีต้อนเข้าไป ๆ ยังหลงเพลงมันอยู่ก็จะรู้ในวันหนึ่งจนได้แหละ มีนะในภาคปฏิบัติผู้ที่บำเพ็ญเข้าไปไม่มีใครบอกใครแนะนำสั่งสอนนี้ไปถึงอวิชชาแล้ว จะไปรู้อวิชชาทีเดียวนี้หาไม่ได้แหละนอกจากขิปปาภิญญา ถ้าเป็นธรรมดาเรานี้จะต้องไปติดอยู่ในนั้นก่อน เพราะเป็นของเลิศเลอที่สุด กิเลสทั้งหลายอยู่ยอดคืออวิชชา ยอดกิเลสยอดสมุทัยอยู่ที่อวิชชาหมด

        เราคาดอวิชชานี่คาดเป็นเสือโคร่งเสือดาวเป็นผีเป็นยักษ์เป็นมาร บทเวลาไปเจอกันจริง ๆ เสือโคร่งเสือดาวที่ไหนมี  มันคือนางงามจักรวาล  ทั้งสดสวยงดงาม ทั้งผ่องใสทั้งสะอาดปราศจากทุกสิ่งทุกอย่าง ตามความสำคัญของมหาสติมหาปัญญาที่ให้ติดนะ  ทุกสิ่งทุกอย่างอ้อยอิ่งอยู่นั้นหมด  มหาสติมหาปัญญารักษาเป็นองครักษ์อยู่นั้น  นั่นเรียกว่าจิตอวิชชา  นี่ละมันไม่ได้เป็นเสือโคร่งเสือเหลือง มันเป็นเครื่องกล่อมได้เป็นอย่างดี  แม้ที่สุดมหาสติมหาปัญญายังหลงกลของมันได้  แต่จะไม่หลงนาน  หากหลงถ้าไม่มีผู้แนะ  ถ้ามีผู้แนะไว้ก่อนแล้วพอไปถึงเจอ  โห  ตรงนี้แล้วเหรอ  ใส่กันเปรี้ยงเข้าไปพังเลย อันนี้มันต่างกัน เพราะฉะนั้นครูบาอาจารย์ผู้คอยแนะนำสั่งสอนทางอรรถทางธรรมโดยทางภาคปฏิบัตินี้จึงเป็นของสำคัญมากทีเดียว ทีนี้พออวิชชาพังทลายลงไปแล้วเป็นยังไง  โลกวิทูรู้แจ้งโลก รู้แจ้งเหตุแจ้งผลรู้แจ้งทุกอย่างเมื่ออวิชชาพังทลายลงไปแล้ว

        นั่นละสาวกทั้งหลายกราบพระพุทธเจ้ากราบตรงนี้เอง พระพุทธเจ้า กับพระธรรม พระสงฆ์ เข้ามาอยู่ในหัวใจที่บริสุทธิ์ดวงเดียวกันแล้ว ถามหาพระพุทธเจ้าที่ไหน  นิพพานกี่ปีกี่เดือนนั้นเป็นเรือนร่างต่างหากที่พังทลายลงไป ธรรมชาติที่บริสุทธิ์พุทโธแล้วพังไปที่ไหน  เราดูหัวใจเราเป็นเครื่องยืนยันกันได้ทันทีทันใด  อ๋อ  พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง  เมื่อเป็นเช่นนั้นใจดวงนี้กับใจพระพุทธเจ้ามีผิดแปลกกันที่ตรงไหนก็รู้เอง  จึงว่ามาเป็นอันเดียวกันได้ยังไง

        นี่ละธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นของเล่น ๆ เหรอ  สอนพวกเรามาพอจะเป็นพิธี ๆ เอะอะก็ มยํ ภนฺเต มยํ ภนฺเต รับกันวันยังค่ำมีแต่สูญวันยังค่ำ รับศีลมันกลายเป็นสูญไปหมด ไม่ได้รักษา สมาทานกันไปพอเป็นพิธีรีตอง ศาสนาเลยกลายเป็นศาสนาพิธีรีตองไม่เป็นศาสนาที่แท้จริง ศาสนาที่แท้จริงท่านสอนยังไงทำจริงซี ถ้าเราอยากเห็นผลของศาสนาว่าเป็นอย่างไรแล้วต้องทำให้จริงให้จัง  พระพุทธเจ้าเป็นผู้ทำจริงแท้ ๆ นี่เรามาทำเหลาะแหละได้เหรอไม่สมเหตุสมผล  สุดท้ายศาสนาก็เป็นตุ๊กตาเครื่องเล่นของเด็ก  อะไรก็เอาศาสนาบังหน้า เอาเป็นโล่บังหน้าละซิ  ศาสนาเป็นที่ซ่องสุมของพิษของภัยทั้งหลายมากเพราะเห็นว่าเป็นของเย็น  ใครก็มาอาศัย ๆ ใครก็ไปซุ่มซ่อนอยู่นั้น ๆ ศาสนาเลยกลายเป็นที่ซุ่มซ่อนของโจรของมารเสียแล้ว  เราอย่าให้ศาสนาเป็นที่ซุ่มซ่อนของโจรของมาร  เราภูมิใจว่าเราเป็นชาวพุทธแต่เราไม่ได้ปฏิบัติตามพุทธ  นั่นละมันผิดตรงนั้นแหละ  ให้ตั้งใจพากันประพฤติปฏิบัติ

        วันนี้ได้เทศนาว่าการในฐานะว่าเป็นกันเองให้พี่น้องทั้งหลายฟัง  นาน ๆ หลวงตาจะได้เทศน์ทีหนึ่ง เวลานี้อยู่วัดป่าบ้านตาดไม่เทศน์แล้ว เทศน์อย่างนี้ไม่เทศน์  เทศน์อบรมพระก็ไม่เทศน์  ทิ้งมาเป็นปี ๆ แล้วไม่เอา  นี่ก็พระเดชพระคุณท่านเมตตานิมนต์ให้มาก็มาสนองพระเดชพระคุณท่าน มีอะไรก็ว่ากันไปตามเกิดตามมีสูงบ้างต่ำบ้าง  เราเป็นลูกชาวพุทธเป็นลูกศิษย์ตถาคตด้วยกันไม่มีอะไรที่ถือสีถือสากัน  เพราะการแสดงธรรมนี้ก็ไม่มีเจตนาที่จะไปหนักเบากับผู้หนึ่งผู้ใดว่าเป็นดีเป็นชั่ว หรือเพ่งโทษเพ่งกรรมกัน ไม่มี  พูดไปตามแถวอรรถแถวธรรม  เด็ดก็เด็ดตามธรรม  ถึงจะผาดโผนไปขนาดไหนก็ผาดโผนไปตามอรรถตามธรรม  เป็นแนวของธรรมเท่านั้น  นี่ละธรรมเดิน-เดินอย่างนั้น  ถ้ากิเลสเดินแล้วอ้อมแอ้ม ๆ เจริญพร ๆ กิเลสเป็นอย่างนั้นนะ  กิเลสชอบเจริญพรมากทีเดียว  ถ้าเป็นธรรมะแล้วหือทีเดียวเอาให้หลงทิศไปเลย

        เอาละวันนี้การแสดงธรรมก็เห็นสมควรแก่เวลา จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายได้นำธรรมะนี้ไปเป็นข้อคิด หลวงตาก็ไม่ได้แน่ใจนะว่าจะได้มาเทศน์ให้พี่น้องทั้งหลายฟังเรื่อย ๆ วันนี้ได้เปิดให้ฟังตามสมควรแก่กำลังความสามารถและเวล่ำเวลา ในอวสานแห่งการแสดงธรรมนี้ขอความสวัสดีจงมีแก่พี่น้องทั้งหลายโดยทั่วกันเทอญ

 

**********

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก