สร้างนิสัยอันดีงาม
วันที่ 27 ธันวาคม 2539
สถานที่ : สวนแสงธรรม กทม.
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม กทม.

เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๙

สร้างนิสัยอันดีงาม

เมืองไทยเรานี้ชนกันแหลกเลย แต่นกเป็ดน้ำเขาไม่ชนกัน เขาบินเต็มท้องฟ้าเขาก็ไม่ชนกัน รถเมืองไทยเรานี้ชนดะ ยิ่งรถมอเตอร์ไซค์แล้ว โห ชนดะเลย เขา(นก)ไปเฉียดกันไปแล้วก็ไม่โดนไม่ชนไม่โดนกัน เขาก็มีกฎจราจรเหมือนกันกับเรานะ ไม่มีกฎเขาก็ต้องชนกันละ ตกลงมาทีละตัวสองตัวละ นี่ไม่มี ไปสักเท่าไรๆ ก็ซ้อนๆ กันไป นี่ก็ไม่ชนไม่โดนกัน นั่น! เขามีเพื่อนมีฝูงมีหัวหน้า นกนี่มีหัวหน้า ลิงก็มีหัวหน้า สัตว์ทุกประเภทมีหัวหน้าทั้งนั้น

พูดถึงเรื่องลิงนี่ เรายังไม่ลืมนะ เคยเดินจงกรมอยู่กลางคืนเงียบๆ เดือนหงายด้วย เขาจะออกหากินเวลากลางคืน คือกลางวันคนทำลายเขา เขาไม่ออก กลางวันเงียบเลยกลางคืนเขาออกหากิน เราเดินจงกรมอยู่กลางคืนเงียบๆ เดือนหงายๆ เราไม่ได้จุดไฟนี่ เดือนหงายๆ ในดงนะ ดงหนาป่าทึบ ฟังเสียงเขามานี่ โถ!เสียงลั่นมาเลยเพราะเป็นฝูงใหญ่ ใหญ่มากนะ เขามีหัวหน้าพามา มันมีต้นไม้ต้นหนึ่งที่บนทางจงกรมเรานี่ ผลไม้มันสุกเต็มเลยเขามากินนี้ มากินทุกคืน แต่ทุกคืนเราไม่ให้เขาเห็น คืนนั้นเราลองแสดงตัวให้เขาเห็น ว่าเขาจะตาดีไหม กลางคืนนะ

โอ๊ย! ลิงนี่ตาดีนะ คืนวันที่เราจะแสดงตัวให้เขารู้เรื่องของเขานั่น เรานิ่งๆ อยู่ข้างต้นไม้นี่วะ นิ่ง! เขามาเต็มไปหมด แต่เวลาเราจะกระดุกกระดิกคิดอะไรนี้ ต้องกะว่าเขากินอิ่มก่อน ไม่งั้นเดี๋ยวเขาเผ่นไม่ได้กินอิ่มละ เราต้องกะระยะพอดีเขากิน พอมีตัวไปบ้างก็มี อะไรบ้างก็มี ทีนี้เราก็กระดุกกระดิก เสียงร้องจิ๊กทีเดียวเท่านั้นนะ พอหัวหน้าร้องจิ๊กนี่นอกนั้นเงียบหมดเลย เงียบเหมือนไม่มีลิงสักตัวเดียวแหละ ลิงทั้งฝูงใหญ่ๆ นะ เพราะมีหัวหน้า มีหัวหน้าเตือนเอา

เราเลยนิ่งอีกละ จนกระทั่งนานแล้วก็มีเสียงหัวหน้าด็อกๆ แด็กๆ แต่พอได้ยิน เสียงตัวหนึ่งดังขึ้น ตัวหนึ่งก็ดัง ทีนี้ออกนะ ต่างตัวต่างไปเลย แสดงว่าเขาก็อิ่มแล้ว เพราะเราทำนั้นทำเวลากะว่าเขาอิ่มแล้วเขาไป เขามีหัวหน้าเหมือนกัน ฝูงลิงมีเยอะนะ กลางวันนี้ไม่เห็นแหละเขาไม่ออก คือพวกมนุษย์นี้มันยักษ์นี่นะ ยักษ์หูสั้น มันกินดะไปเลยมนุษย์นี่ ลิงก็ไม่เลือก กลางวันเขาจะไม่ออกหากิน ตอนกลางคืนเงียบๆ ดึกๆ เขาถึงจะออก กลางวันนี้ไม่เห็นแหละ เขาไม่ออก ต้องสองทุ่มไปแล้วถึงจะออก ออกมาเขาก็มีหัวหน้าไปพาไปกันเป็นฝูงๆ ๆ ไปๆๆ

นี่มาคิดถึงเรื่องความปลอดภัยของสัตว์นี้ละ ลำบากมากกว่ามนุษย์เรามากนะ มนุษย์เราไปที่ไหนเป็นอิสระสบายๆ สัตว์นี้ไปไหนหลบๆ ซ่อนๆ ไม่งั้นตายจริงๆ อย่างนกนี้ดูซินี่ ถ้าไม่มีคนรักษาไม่ได้นะ ฉิบหายหมดเลย การทำลายกันไม่ใช่ของดี แม้แต่สัตว์เขาก็ไม่ต้องการ เขาไม่ประสงค์ ความตายนี้ไม่ต้องมีใครเรียนที่ไหนละ มันหากรู้ในหลักธรรมชาติของตัวเอง กลัวตายด้วยกันทั้งนั้น สัตว์ทุกประเภท มนุษย์เรามีศีลมีธรรมก็อย่าเบียดเบียนกัน การเบียดเบียนกัน การทำลายกันไม่ใช่ของดี จิตใจกำเริบ กำลังกายสู้ไม่ได้แต่จิตใจมันมีกำลัง มันพยายามเคียดแค้นผูกโกรธผูกแค้นแล้วก่อเวรก่อกรรมได้ กำลังสู้ไม่ได้ แต่ใจมันสู้ได้ ใจมันไม่ถอย กำลังถอยหน่อยก็จริง เช่นอย่างยกมือไหว้อย่างนี้ มันไหว้แต่มือ หัวใจมันไม่ได้ไหว้ ใจมันแข็งแกร่งเทียวนั่น

โลกเรานี้ที่ว่ามีก่อกรรมก่อเวรกันเพราะหัวใจไม่ลงกัน ถ้าหัวใจลงเสียอย่างเดียวเท่านั้น อะไรก็เรียบร้อยไปหมด มันอยู่ที่ใจนะ เพราะฉะนั้นจงพากันรักษาใจของเราด้วยธรรม มองกันให้มองในแง่ให้อภัยเสมอ อย่ามองแง่ร้าย คือจิตเรามันมีความร้ายอยู่ภายในตัวของมันแล้ว มันมักจะออกจากแง่ร้ายเสมอ เราจึงต้องระมัดระวัง ให้ออกในแง่ดี มีธรรมะเป็นหัวหน้าให้อภัยกัน เช่นขับรถขับรา ยิ่งสมัยปัจจุปันนี้ด้วยแล้ว รถเต็มถนนเลย จึงต้องได้มีความให้อภัยกันไว้ ทุกๆ ระยะไป ไม่ควรที่จะเอาเรื่องเอาราวกันในเรื่องอะไร ก็ให้อภัยกันไป ถ้าหากจำเป็นจริงๆ ที่ควรจะแสดงน้ำใจต่อกัน เราก็แสดง เช่นอย่างใช้ค่าเสียหายให้อะไรอย่างนี้ เป็นความจำเป็น ถ้าไม่ใช้มันก็ผู้จำเป็นมี คนทุกข์ก็มี คนจนก็มี วิ่งตามถนนหนทางรถรามาด้วยกัน ให้อภัยกันเสมอ นี้เรียกว่าผู้มีธรรม

ขับรถก็อย่าเปิดตั้งแต่ไฟขอทางอย่างเดียว ส่วนมากไปถนนใหญ่ มักจะเปิดไฟขอทางไปเรื่อยๆ ผู้ที่ให้ทางก็หลีกได้นี่ หลีกซ้ายหลีกไปได้ ผู้มาก็เอะอะก็เปิดไฟ ๆ ไม่ใช่เปิดไฟขอทาง เหมือนว่าเปิดไฟอวดศักดาว่าทางของเราถูกอย่างนี้มันก็ผิดไป มันผิดที่คนนั่นแหละ สำคัญอยู่ที่คน เพราะฉะนั้น จึงต้องให้อภัยกัน เราอยู่ด้วยกันมนุษย์อยู่ด้วยกัน ที่มีคุณค่าคือความให้อภัยกัน เราอยู่ด้วยกันมนุษย์อยู่ด้วยกันที่มีคุณค่าคือความให้อภัยกัน ความไม่ถือสีถือสากันอย่างง่ายดาย นี่สำคัญ ความเมตตาสงสารเห็นใจเขาใจเราแล้วก็อยู่ด้วยกันเป็นผาสุก ถ้าคอยเอารัดเอาเปรียบคอยเอาแพ้เอาชนะกันอยู่นะโลกหาความสุขไม่ได้ จะเป็นผู้มีอำนาจมากขนาดไหนอำนาจนั้นก็สู้กรรมไม่ได้นะ ถ้าสร้างกรรมชั่วขึ้นแล้วกรรมชั่วนั้นแหละมันจะติดตาม

อย่างเราเกิดมาทุกวันนี้ทุกคนเราดูซิรูปลักษณะไม่เหมือนกันนะ ว่าคนเหมือนกันก็ตาม หน้าตาไม่เหมือนกัน กิริยาท่าทางไม่ค่อยเหมือนกัน นิสัยใจคอไม่เหมือนกันเพราะอำนาจแห่งกรรมตกแต่งไว้ กรรมตกแต่งให้ดีก็ดี กรรมตกแต่งให้ชั่วก็ชั่ว คำว่ากรรมตกแต่งก็คือเราเป็นผู้ทำขึ้นมาเอง ทำกรรม ทำกรรมแล้ววิบากกรรมเป็นผลติดตามเราให้เป็นคนดีคนชั่วคนโง่คนฉลาด มันต่าง ๆ กันไปคนละทิศละทาง เพราะฉะนั้นท่านจึงไม่ให้ประมาทซึ่งกันและกัน ผู้มีก็ไม่ให้ประมาทคนจน คนจนก็เหมือนกัน ก็เห็นใจผู้มีเคารพนบน้อมซึ่งกันและกัน คนโง่คนฉลาดคนมีคนจน มันสับปนกันอยู่ในโลกนี้เพราะการทำกรรมทำอยู่ทุกแห่ง ใครอยู่ที่ไหนก็ทำกรรมด้วยกันทั้งนั้น

คำว่ากรรมนี้มีกรรมดีกรรมชั่ว นั่น ! กรรมกลาง ๆ ไม่เป็นบาปเป็นบุญก็มี กรรมที่เป็นบาปนั่นให้ระมัดระวังให้ดี เช่น ทำชั่วเรียกว่ากรรมชั่ว ทำดีเรียกว่าทำกรรมดี ก็เป็นผลดีติดตามเรา เราเกิดมาทุกคนตกแต่งเองไม่ได้นะ พ่อแม่เป็นแต่เพียงแม่พิมพ์เป็นที่สถานที่เกิดเท่านั้น ส่วนบุญกรรม แกนจริง ๆ เนื้อหนังแก่นหรือว่ารากแก้วอันสำคัญจริง ๆ ยังอยู่ที่นิสัย อยู่ที่จิตใจของผู้มาอาศัยบิดามารดา เพราะฉะนั้นเวลาเกิดขึ้นมาแล้ว นิสัยดีชั่วแตกต่างกัน ลูกของพ่อแม่คนเดียวกันนั้นละมีหลายคนนิสัยไม่เหมือนกัน คนนี้เป็นอย่างนี้ คนนั้นเป็นอย่างนั้น ก็เพราะนิสัยเขาสร้างตัวของเขามาเอง เขาเพียงมาอาศัยพ่อแม่เกิดซึ่งเป็นเรื่องกรรมเกี่ยวกันอย่างหนึ่ง

กรรมมันหลายแขนง กรรมของเราล้วน ๆ ก็มีกรรมที่เกี่ยวโยงกับคนอื่นก็มี เช่นควรจะไปเกิดกับบิดามารดาประเภทใดเป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นเทวบุตรเทวดามันก็ไปตามสายแห่งกรรมดีกรรมชั่วของตัวเอง แต่แกนภายในคือจิตใจนิสัยอันนั้นเป็นของตัวเองไม่ต้องเอามาจากใคร เมื่อเป็นเมื่อเกิดขึ้นในสถานที่ใด มีฝังอยู่กับใจของสัตว์ของบุคคลแต่ละคน ๆ นั้นไม่สับปนกัน

ท่านจึงสอนให้สร้างนิสัยอันดีงามเอาไว้ สร้างนิสัยอันดีงามก็ต้องอาศัยธรรมเป็นเครื่องสร้าง ตื่นขึ้นมาก็ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ก่อนอื่นแล้วค่อยไปทำการทำงาน เราไปทำการทำงานที่ไหนเราก็ระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งเป็นองค์อันประเสริฐอยู่ภายในจิตใจของเราเรียกว่าใจเรามีหลักมีเกณฑ์ คนมักเป็นธรรมคนมีใจมีพุทโธ ธัมโม สังโฆ ไม่ค่อยโกรธง่ายไม่ค่อยฉุนเฉียวง่าย ไม่ค่อยผูกกรรมผูกเวรใครง่าย ๆ เพราะระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ในขณะที่จะทำชั่ว พอระลึกถึงนี้จิตจะเป็นน้ำดับไฟ จิตจะเป็นฟืนเป็นไฟอยู่ก็ตามเมื่อระลึกถึงพุทโธ ธัมโม สังโฆ แล้วจะยุบยอบลงทันที นี่แหละใจมีธรรมใจมีเครื่องรักษาเป็นอย่างนั้น

ถ้าใจมีแต่กิเลสเป็นเครื่องรักษาคอยแต่จะหาเรื่องหาราวคนอื่น อยู่ลำพังตัวเองก็หาเรื่องใส่ตัวเอง แล้วก็เอาเรื่องของคนอื่นเข้ามาครุ่นมาคิดให้ยุ่งอยู่ภายในจิตใจ ทีนี้พอมีเครื่องเสริมเข้ามาเล็กน้อยอย่างนี้เป็นความไม่พอใจ มันก็แสดงขึ้นมาภายในใจของตัวเอง นี่คือคนไม่มีพุทโธ หรือธัมโม หรือสังโฆ ภายในใจ เรียกว่าคนไม่มีธรรมในใจ ไม่ปลอดภัย เสียหายได้ง่าย คนที่มีธรรมในใจไม่ค่อยเสียหายได้อย่างง่ายดายนะ พอจะทำชั่วช้าลามกอะไร ระลึกถึงธรรมเท่านั้น มันจะสะดุดใจทันที แล้วระงับใจที่มันกำลังแสดงความโหดร้ายขึ้นมาด้วยความโกรธความโมโหโทโส มันก็ระงับตัวลงไปเพราะอาศัยน้ำดับไฟคือธรรม

เมื่อธรรมเป็นน้ำดับไฟมีอยู่ภายในใจแล้วคนเราย่อมไม่รุนแรง ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมคำนึงถึงเหตุถึงผลถึงดีถึงชั่วอยู่เสมอ เมื่อคำนึงว่าเหตุผลดีชั่วประจำตัวอยู่แล้ว คนเราไม่ค่อยจะทำความชั่วช้าลามกหรือไม่ปล่อยเมื่อปล่อยตัวไปอย่างง่ายดาย ย่อมมีการยับยั้งชั่งตัวได้พอสมควรและได้เป็นอย่างดีตามแต่คนมีธรรมมากธรรมน้อย ถ้ามีธรรมมากก็มีแต่ความดีรักษาใจรักษากายรักษาวาจา จะเคลื่อนไหวไปมาอะไรมีแต่เรื่องธรรมเป็นผู้นำ ๆ แล้วผู้พ้นปลอดภัย ๆ ไร้ทุกข์ ถ้าให้กิเลสเป็นผู้นำเอะอะมันจะโลภ เอะอะมันจะโกรธ เอะอะมันจะรัก เอะอะมันจะชั่ว ซึ่งล้วนแล้วตั้งแต่เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ตัวเองทั้งนั้น ไม่ใช่ของดี นี่แหละกิเลสนำหน้าไม่ใช่ของดี

พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ไม่มีเว้น แม้พระองค์เดียวที่จะไม่ตำหนิสิ่งเหล่านี้ ตรัสรู้มาก็เพื่อเป็นน้ำดับไฟเหล่านี้แล น้ำคือธรรมที่ท่านได้ตรัสรู้มา ไฟก็คือความโลภความโกรธความหลง ราคะตัณหานี้เรียกว่าไฟมันเผาไหม้หัวใจสัตว์โลกไม่เลือกหน้านะ หัวใจใดก็ตามขึ้นชื่อว่าสัตว์โลกแล้วไฟเหล่านี้จะเข้าไปครอบทั้งนั้นแหละ จึงต้องอาศัยน้ำดับไฟ เพราะเหตุนั้นศาสนาจึงมีความจำเป็นต่อโลกมาประจำกาลไหน ๆ ตั้งแต่กัปไหนกัลป์ใดมาจนปัจจุบันนี้ แล้วยังจะมีอีกนานแสนนานตั้งกัปตั้งกัลป์เช่นเดียวกับที่เคยมีมาแล้ว นี้เรียกว่าน้ำดับไฟ ระหว่างธรรมกับกิเลสเป็นเครื่องระงับกัน

ถ้ามีแต่กิเลสล้วน ๆ แล้วมันจะเป็นฟืนเป็นไฟกันทั่วโลกดินแดน หาความหมายไม่ได้ ใครอยู่ในสถานที่ใดก็ถูกไฟจี้ตลอดเวลาหาความสุขที่ไหน คนมีน้ำดับไฟ มียาประจำบ้าน ยารักษาโรคเรียกว่ามีธรรมประจำตัว คนนั้นไปที่ไหนค่อยปลอดภัย ๆ เพราะฉะนั้นศาสนาจึงเป็นน้ำดับไฟ มีไว้ประจำโลก ถ้าปล่อยให้แต่กิเลสทำงานแล้วโลกนี้ก็เหมือนกับเนื้อกับปลากับสัตว์ตัวหนึ่งดี ๆ นี้แหละไม่มีความหมายอะไรเลย แต่เมื่อมีน้ำดับไฟขึ้นมาสัตว์เหล่านั้นก็มีคุณค่า มีราคามีอิสระแก่ตัวเอง เพราะมีน้ำดับไฟ ให้เราจำเอาไว้ และไปพากันไปประพฤติปฏิบัติ

ศาสนาของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ที่มีมา ก็เพื่อจะมาลบมาล้างหรือมาชะมาล้างสิ่งที่สกปรก ซึ่งแสดงผลขึ้นมาเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้สัตว์ทั้งหลายได้แก่กิเลสประเภทต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้จะระงับดับลงหรือสูญหายไปได้ เพราะอำนาจแห่งธรรมที่เรียกว่าเป็นน้ำดับไฟเท่านั้น เพราะฉะนั้นศาสนาจึงมีประจำ ไม่มีศาสนาไม่ได้ โลกเหล่านี้มีมาแต่กาลไหน ๆ

ใครจะเชื่อว่าศาสนามีก็ตาม ไม่เชื่อว่ามีก็ตาม หลักความจริงเป็นมาอย่างนี้ตั้งแต่กาลไหน ๆ ตั้งแต่เรายังไม่เชื่อเรายังไม่เกิดโน่น มีมาอยู่แล้วเราตายไปแล้วสิ่งเหล่านี้ก็มีสืบทอดออกไปเรื่อย ๆ โดยหลักธรรมชาติของธรรมนั้นเอง กิเลสก็มีอยู่อย่างนี้เป็นประจำในใจของสัตว์ทั้งหลาย ถ้าไม่มีน้ำดับไฟคือมีธรรมเข้าไปชะล้างหรือหล่อเลี้ยงจิตใจ ใจก็หาความสุขความสบายไม่ได้ จะเกิดในโลกไหนก็เป็นโลกเป็นฟืนเป็นไฟ อยู่ในโลกนี้ก็เป็นฟืนเป็นไฟ ไปโลกหน้าก็เป็นฟืนเป็นไฟ ถ้าคนสร้างไฟคือความชั่วช้าลามกใส่ตัวเอง ถ้าผู้สร้างคุณงามความดีแล้ว อยู่ที่ไหนก็เย็นอยู่ในโลกนี้ก็เป็นไปโลกหน้าก็เป็นโลกที่เป็นของคนมีบุญ ไปที่ไหนเป็นไปหมด นี่ละที่ท่านเรียกว่าน้ำดับไฟ มีน้ำเป็นเครื่องบำรุงจิตใจได้แก่ศีลธรรม

อย่าปล่อยอย่าละศีลธรรม อันนี้สำคัญมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งเพราะใจเป็นของไม่ตาย ใจเป็นนักท่องเที่ยว ใจเป็นนักสมบุกสมบันทุกอย่าง ต้องมีเครื่องช่วยทุ่นแรงช่วยพยุง เมื่อมีความดีงามแฝงกันไปมันก็เป็นเครื่องพยุงกันไป ๆ จะเกิดในภพใดชาติใดแม้จะเป็นทุกข์ก็ไม่มากนัก เพราะมีน้ำดับไฟมียาแก้โรค โรคก็ไม่รุนแรง เพราะฉะนั้นจึงต้องให้มีธรรมเป็นเครื่องประจำใจ มีธรรมเป็นเครื่องประจำโลก โลกเราจึงพออยู่ได้ พอมีคุณค่า มีราคา พอมีความหมายบ้าง

วันนี้แสดงธรรมเพียงเท่านี้ ขอให้พี่น้องทั้งหลายได้นำธรรมะเหล่านี้ไปใกล้ชิดสนิทกับใจของตน ไปที่ไหนอย่าลืมพุทโธ ธัมโม สังโฆ ท่านเรียกว่าคนมีหลักใจ ไปไหนก็เป็นสุข ๆ ต่อไปนี้ก็จะให้พร


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก