สร้างบุญให้พอ
วันที่ 25 พฤศจิกายน 2539
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๓๙

สร้างบุญให้พอ

กองบุญของเราปีนี้เต็มที่เลย ตั้งแต่แรมค่ำหนึ่งเดือน ๑๑ มาจนกระทั่งถึงเมื่อวานนี้ เอากันอย่างเต็มเหนี่ยวเลย เงินดงเงินเดือนเงินรายได้รายไหนมา มีเท่าไร ๆ ทุ่มใหญ่เลย นี่กองทุ่มใหญ่ ไม่ทราบว่ากี่กองแล้วกฐิน เมื่อวานนี้ก็กองหนึ่งเป็นล้าน ล้านกว่าหรือไง ใช่เล่นเมื่อไร ไปหลายกองไปโน่น นี่น่ะหลายกองกฐินแล้วก็จะเป็นกองบุญเข้านี่นะ ใจนี่เป็นของสำคัญมาก ที่คนไม่มีศาสนาคือเขาไม่มองดูใจ เขาเห็นว่าวัตถุเป็นของสำคัญ ศาสนาไม่จำเป็น ลบล้างศาสนาเห็นว่าหาว่าเป็นส่วนเกินส่วนอะไรไปอย่างนั้น เป็นกาฝากไป นี่ละคนตาบอดไม่เห็นศาสนา

พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ดูหัวใจสัตว์โลก ศาสนาทุก ๆ พระองค์ของพระพุทธเจ้านะ ศาสนาอื่นเราไม่ว่า ศาสนาของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ไม่มีเว้นแม้แต่พระองค์เดียวเลยจะไม่มองดูหัวใจสัตว์โลก ภพฺพาภพฺเพ วิโลกานํ เช้าขึ้นมาเล็งญาณดูสัตวโลก ผู้ใดจะมีอุปนิสัยปัจจัย และจะบรรลุธรรมได้อย่างรวดเร็ว แต่จะถึงชีวิตเสียก่อน ก็รีบเสด็จไปโปรดคนนั้นก่อน ๆ อย่างนั้นละมองดูหัวใจสัตว์โลก

หัวใจเป็นของสำคัญมากอยู่ในตัวของบุคคลแต่ละคน ๆ สัตว์แม้เล็ก ๆ ก็ตามใจอยู่ในนั้น ๆ กิเลสตัณหามันครอบงำไว้ไม่ให้หนีจากแหล่งของมันที่สร้างกองทุกข์ใส่หัวใจสัตว์ไปได้เลยแหละ พระพุทธเจ้าสอนลง สอนลงที่หัวใจ กองบุญกองกุศลทั้งหมดนี้จะรวมลงที่จุดเดียวหัวใจ ๆ แล้วก็หนุนใจ ๆ ให้ตัดภพตัดชาติย่นเข้ามา คนหนึ่งสัตว์ตัวหนึ่ง ๆ นี้ถ้าไม่มีบุญไม่มีกุศลแล้วไม่มีความหมายเลย วนเวียนตายเกิดตายสูงตายต่ำตายเกิดอยู่อย่างนั้นตลอด ๆ ตลอดมากี่กัปกี่กัลป์

คนหนึ่ง ๆ นี้ เอามากองประเทศไทยนี้ไม่พอกอง ศพของคนคนหนึ่งที่ตายเกิด ๆ เป็นสัตว์ประเภทใดก็ตามมารวมกันนี้ เพียงคนคนเดียวเท่านั้นทั่วประเทศไทยเรานี้หาที่กองศพไม่มีเลย นานขนาดไหนกี่กัปกี่กัลป์ที่ตายเกิดตายทับกองกันอยู่นี่น่ะ เรียกว่าตายกองกัน ล้วนแล้วตั้งแต่จิตนี่ออกไปร่างนั้นแล้วเข้าสู่ร่างนี้ เข้าสู่ร่างไหนก็ว่าเกิด ร่างไหนหมดสภาพก็ว่าตาย ๆ ว่าเกิดว่าตาย มันหากหมุนของมันอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา นี่ละวัฏวนวัฏจักร

พระพุทธเจ้าเห็นตัวนี้ละตัวจักรใหญ่ พาสัตว์ทั้งหลายให้หมุนเวียน จักรตัวใหญ่มันหมุนอยู่กับอะไร มันหมุนอยู่กับดวงใจของสัตว์โลก นั่น เห็นขนาดนั้นนะ เมื่อแก้ที่ดวงใจ แก้ธรรมชาตินี้ที่ออกจากดวงใจของสัตว์โลกแล้วก็ดีดผึงออกเลย มีอันนี้เท่านั้นที่ครอบเอาไว้ให้ไปไม่ได้ พอแก้อันนี้ออก เปิดอันนี้ออกหมดแล้ว จิตที่บริสุทธิ์นี้ดีดผึง ๆ

สิ่งที่มาแก้คืออะไร บุญ บุญกุศลเราสร้างมากน้อยเท่าไร ๆ มารวมกัน แล้วค่อยแก้ไปแก้มา แก้มากเข้า ๆ บุญกุศลมีมากเข้า ความหนาแน่นของการแก้ก็หนาแน่นเข้า ๆ อันนี้ก็ค่อยจางไป ๆ ก็สว่างจ้าออก สว่างจ้าก็ดีดผึง ๆ เลย นี่ละพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์มองดูหัวใจสัตว์โลก ที่เขาไม่มีศาสนาคือเขาไม่ได้มองดูหัวใจเลย เขาดูแต่วัตถุเท่านั้น คนคนหนึ่งนี้ใจไม่มี มีธรรมชาติอันนี้รู้เท่านั้น และธรรมชาติอันนี้เวลามันตายแล้วจะยังอยู่หรือไม่เอาอะไรมารู้ก็ไม่รู้นะ พิจารณาซิ เวลาตายก็ทิ้งโด่อยู่งั้น ก็ไม่เห็นมันดีดมันดิ้นอะไร มันหมดความรู้สึก ความรู้สึกคืออะไร นั่นละคือใจ ใจออกแล้วไม่มีความรู้สึก แล้วก็เกิด ๆ

มีบุญเท่านั้นจะเป็นเครื่องหนุนเป็นเครื่องแก้ ในสามแดนโลกธาตุนี่จะไปคว้าอะไรไม่ได้ทั้งนั้นไม่ติด ไม่มีอะไรที่ช่วยเหลือเราได้นอกจากบุญที่เราสร้างไว้เท่านั้น พระพุทธเจ้ามองดูบุญนี้เข้าสู่ใจ กิเลสอยู่ที่ใจ เข้าไปแก้กันที่ใจและหนุนกันที่ใจ หนุนกัน ๆ ออก หนุนกันขึ้น ๆ สุดท้ายก็พ้น นี่ละพุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาคู่โลกคู่สงสาร โลกนี้ถ้าไม่มีศาสนาเลยนี้หมดความหมายจริง ๆ ไม่มีความหมายอะไรเลยทั้งนั้นแหละ เรียกว่าคนหมดราค่ำราคาหมดความหมายทุกอย่างถ้าไม่มีศาสนานะ

ศาสนาเป็นน้ำดับไฟ สัตว์ทั้งหลายจมอยู่ในอำนาจของวัฏจักร อำนาจของกิเลส มันทำให้หมุนอยู่นี้ตลอดไม่มีวันออกได้เลย วันออกได้ไม่มี ถ้าไม่ใช่บุญใช่กุศลเข้ามาแยกมาแจงมาดึงมาฉุดมาลากออกแล้วไม่มีทาง เพราะฉะนั้นศาสนาจึงต้องมีประจำโลก หมดศาสนานี้แล้วศาสนานั้นก็มา ๆ มีพระพุทธเจ้าองค์นี้แล้วองค์นี้ แม้แต่เพียงย่านที่ศาสนาว่างไปเท่านั้นสัตว์โลกเป็นไฟไปหมด คิดดูซิน่ะ ถ้าระยะใดที่ศาสนามี ก็คือมีน้ำดับไฟ พอระงับดับลง สงบ บ้านเมืองพออยู่เย็นเป็นสุขบ้าง สัตว์รู้จักบุญจักบาปรู้จักทางออกทางเข้าบ้าง ถ้าไม่มีศาสนาเลยนี้มืดแปดทิศแปดด้าน จมกันอยู่นั้นแหละ

นั่นละท่านว่าพุทธันดร ระหว่างพระพุทธเจ้าจะมาตรัสรู้แต่ละพระองค์ ๆ นั้นละ ระหว่างนั้นเป็นระหว่างที่ว่างศาสนา สัตว์โลกร้อนที่สุดเลย นอกจากนั้นไปยังเป็นมหากัปต่อกัปไปนี้อีกเป็นสุญญกัป ตรงนี้ยิ่งไปใหญ่เลย ถ้าใครมีบุญไม่ไปเกิดนะ คนนั้นไม่ไปนะคนมีบุญ นี่ละมันต่างกันอย่างนี้นะ คนมีบาปนั้นแหละจะไปกองอยู่ในไฟ คนมีบุญไม่ไปเกิด จุดที่เป็นสุญญกัป จุดที่ไม่มีศาสนา คนบุญไม่ไปเกิดที่ตรงนั้น เกิดในสถานที่ดีอยู่แล้ว ได้เสวยบุญของตนอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องไปจมกับเขา ต่างกันอย่างนั้นนะ

เพราะฉะนั้นจึงพากันสร้างบุญ สร้างให้พอ เรื่องร่างกายเราก็ขวนขวายให้มันพอแล้ว ตั้งแต่วันเกิดมาจนกระทั่งถึงวันนี้ หาอะไรมาปรนปรือมันเท่าไรมันก็เท่านั้นแหละ ถึงวันแล้วมันก็ไปของมัน หาอะไรมาปรนปรือก็เท่านั้นแหละ เพราะฉะนั้นจึงหาให้มันพอสมควร หาให้ใจ ใจจะเป็นผู้สมบุกสมบันในการเกิดการตายนี้ไม่มีสิ้นสุดยุติ ถ้าไม่มีบุญเป็นเครื่องฉุดลากหรือยับยั้งไว้แล้วไม่มีทางอื่นที่จะหลุดพ้นไปได้ เอาให้มันพอ ถ้าพอจริง ๆ แล้วก็รู้ในใจผึงเลยนะ

อย่างพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่าน ท่านพอในหัวใจแล้วเหมือนน้ำเต็มแก้ว เทน้ำลงไปแก้วเต็มแล้วเอาน้ำไหนมาเทก็ไม่ค้างแหละ ล้นออกหมด ๆ มันเต็มแก้วแล้ว นี้คุณงามความดีทุกสิ่งทุกอย่างเต็มแล้วจิตก็บริสุทธิ์เต็มที่ นั้นแหละน้ำเต็มแก้ว ท่านรู้ในท่านเอง ท่านประกาศก่อนที่ท่านยังไม่ตายนี่ถ้าท่านจะประกาศนะ ประกาศว่าตายแล้วจะมาเกิดอีกหรือไม่อย่างนี้ หรือตายแล้วจะไปไหนอย่างนี้ ท่านประกาศได้อย่างเต็มปากเลย เพราะรู้อย่างเต็มใจ ถอดออกมาจากหัวใจที่รู้ ๆ ใจนี้เป็นนักรู้ ทุกสิ่งทุกอย่างบกพร่องก็รู้ ทุกข์ก็รู้ สุขก็รู้ พอก็รู้

นี่พวกเราทั้งหลายได้สร้างบุญสร้างกุศลเต็มเหนี่ยวแล้ว ในเดือนนี้เป็นเดือนที่ทุ่มหมด รายได้ทางไหน ๆ มาจากทางไหน ๆ ทุ่มลงบุญกุศลนี้หมดเลย แล้วทุ่มไปนั้นก็เข้ามานี่นะ ทุ่มออกนู้นก็จริง กิริยานี้ออกโน้น วัตถุนั้นให้ทานวัดนั้น วัตถุนี้ให้ทานวัดนี้ แต่สิ่งที่ละเอียดลออที่เกิดขึ้นจากวัตถุนั้นคือบุญเข้านี้ ๆ สวนทางกันอย่างนี้ พอแย็บออกนี้เข้าทันที เหมือนเราเปิดประตูอากาศเข้าออกประสานกันทันที ๆ เลย นี่การทำออกไปนี้กับบุญเข้ามานี้ประสานกันทันที ๆ อันนี้โลกไม่เห็น เพราะฉะนั้นโลกจึงไม่ได้เชื่อบุญเชื่อบาป พระพุทธเจ้าทุกองค์เห็น นำสิ่งที่เห็นนี้มาสอนโลก

เราได้สร้างบุญสร้างกุศลเต็มหัวใจแล้วอยู่ที่ไหนพออยู่ทั้งนั้นแหละ แสนสบาย ๆ ตายแล้วก็ไม่เป็นห่วง กุสลา ธมฺมา หลวงตานี้ตายแล้วไปไหนนา ไม่ต้องมากุสลาก็ได้ หลวงตาจะไปไหนนา ไปสันพร้านี่จะว่าอย่างนั้น เข้าใจไหมสันพร้า สันพร้าตีหัวคน สันมีดสันพร้าตีหัวคน กุสลา ธมฺมา กุสลา ธมฺมา หลวงตานี้ตายแล้วไปไหนนา ไปสันพร้าจะว่าอย่างนั้น สร้างให้พอแล้วจะไปถามใครอะไร ไม่ต้องกุสลา ธมฺมา กุสลา ธมฺมา ให้เจ้าของ พระพุทธเจ้าสอนคนเป็นนะ กุสลา ธมฺมา กุสลา ธมฺมา ไม่ได้สอนคนตาย สอนคนเป็นให้รู้บุญรู้บาป แล้วประพฤติตัวให้ดีแล้วตายแล้วดีดผึงเลย

กุสลา ธมฺมา มีมาทีหลังนี่ไม่กี่ปี เวลาคนตายแล้วนิมนต์พระไปมาติกา กุสลา ธมฺมา ท่านเอานิมิตมาจากพระพุทธเจ้าที่ไปเทศน์โปรดพระมารดา เทศน์โปรดด้วยอภิธรรม ๗ คัมภีร์ แล้วก็เลยเอานั้นมาเป็นตัวอย่างมาเทศน์โปรดสัตว์โลก ใครตายก็ กุสลา ธมฺมา เจ้าของเองก็ไม่รู้กระทั่ง กุสลา ธมฺมา เราก็ไปหา กุสลา ธมฺมา เอากล้วยเขามากินสบาย พวกนี้พวกหากินกล้วยเขา หลวงตาบัวนี่เป็นที่หนึ่งแหละ หากินกล้วยเขามาพอแล้ว จึงได้มาพูดผิดไปไหน เราเคยไป กุสลา ธมฺมา กินกล้วยเขามาพอแล้ว

บางแห่งไปอยู่คนเดียว ไปอยู่ในภูเขา ทีนี้คนในภูเขาเขาตายเขาไม่มีพระก็ต้องมานิมนต์เราไปกุสลา ธมฺมา ฟาด กุสลา คนเดียวเกือบตาย กุสลา ธมฺมา แล้วก็ไปสวดมนต์ให้เขา คนเดียวนะ กุสลา คนเดียว สวดมนต์คนเดียว พอสวดจบลงแล้ว อู๊ย ญาท่าน เขาเคารพนับถือเขาเรียกญาท่าน ญาท่านนี่ท่านสวดเก่งนะว่างั้น แต่เราไม่ทวงเท่านั้นเอง สวดเก่ง ถ้าว่าเก่งไม่เห็นมีกล้วย นั่นละเราไม่ทวง ถ้าเราสวดเก่งไม่เห็นมีกล้วย กล้วยกัณฑ์สวดเข้าใจไหม

สร้างเสียให้มันพอนั่นแหละ บุญกุศลนี่เป็นที่พึ่ง พึ่งเป็นพึ่งตายพึ่งทุกสิ่งทุกอย่าง โลกกว้างแสนกว้างนี้เกาะไม่ติด ๆ ไม่มีอะไรเกาะติดเลย บุญปั๊บเดียวเราสร้างไว้แล้วปั๊บเลยไม่ต้องเกาะ ติดแล้ว ๆ เวลาจะไปก็ไปอย่างสบายหายห่วง กุสลา ธมฺมา ไม่ต้องบอกทางสวรรค์นิพพาน กุสลา ธมฺมา พาไปเลย บุญของเรานั่นแหละพาไป คนทำความชั่วก็ไม่ต้องบอกทางนรกให้เขา การกระทำนั่นแหละคือการก้าวเดินทางนรก เมื่อลมหายใจขาดสะบั้นลงไปปั๊บก็ปุ๊บถึงที่เลย ๆ สัตว์ไปกองอยู่ในนรกใครไปบอกทางเขาเห็นไหมล่ะ ผู้ไปเต็มอยู่บนสวรรค์ชั้นพรหมจนกระทั่งถึงนิพพานใครไปบอกท่านเหล่านี้ ท่านทำไมไปถูก ความดีพาไป

เทศน์เท่านั้นละ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก