คัมภีร์ใหญ่กว่าความจริงได้ยังไง
วันที่ 26 พฤศจิกายน 2539
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๓๙

คัมภีร์ใหญ่กว่าความจริงได้ยังไง

วัดดงศรีชมภูดีเป็นวัดประเภทที่หนึ่ง ภูวัวประเภทเอก ศรีชมภูประเภทที่หนึ่ง เข้าขั้นเดียวกันไล่เลี่ยกัน วัดดอยธรรมเจดีย์ดี เสิงเคิง-สังโฆเป็นประเภทที่หนึ่ง ผาแดงเหล่านี้ที่หนึ่งทั้งนั้น อยู่ได้ทั่วไปภาวนา หลบหลีก ไปหาที่ภาวนาได้สะดวกสบาย สงวนไว้ แล้วก็ยังที่ที่ซื้อไว้ที่น้ำหนาวนั่นก็เป็นประเภทที่หนึ่ง ๆ เพราะดงกว้าง ซื้อครอบไว้หมดเลย พระอยู่ ๓ ย่านด้วยกัน สงวนป่าเอาไว้สำหรับลูกหลาน ต้นน้ำลำธารจะไม่มีเหลือถ้าไม่สงวนป่าเอาไว้ อันนี้มันอยู่รอบของต้นน้ำลำธารด้วย ซื้อครอบไว้หมด

น้ำฝนตกมาจากเขามันชุ่มเย็น ไหลลงมา แม้แต่แม่น้ำเลยนี้ก็มาจากนั้นนะ แม่น้ำเลยวังสะพุงนี่ มาจากที่เราซื้อครอบไว้โน้นหมด มีอยู่สองสามสายแม่น้ำที่ไหลมาจากที่เราซื้อครอบเอาไว้ ตอนนี้พักทางโน้นก่อนทำประโยชน์อย่างอื่น หมุนไปทางอื่น เรื่องหมุนนี่ไม่ถอยแหละ หมุนไม่หยุด หมุนเรื่อย ๆ ช่วยทางโน้นช่วยทางนี้ จะทำยังไงความทุกข์ความจนไม่โดนใครเข้าก็ดูดี ถ้าโดนเข้าเท่านั้นก็พอแล้ว หงายไปเลย ใครจะอยากโดน โดนทุกข์ ไม่มีกินอยู่ได้หรือมนุษย์เรา จะปลูกของอะไรพืชผลต่าง ๆ ปลูกไม่ได้น้ำไม่มี แผ่นดินไม่ชื้น แห้งผากอย่างนี้ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น ถ้าแผ่นดินมันชื้นแล้วปลูกมันก็ขึ้น

นี่เราอดวิตกไม่ได้นะ เราพูดตามอรรถตามธรรมไม่ได้พูดเพื่อความเข้าตัวเข้าใคร เวลาหลวงตาบัวตายนี้ผลลบจะติดตามไปเยอะนะ พูดจริง ๆ อย่างนี้แหละ เหล่านี้มีแต่เราครอบไว้ทั้งนั้นนะ ที่นั่นที่นี่ครอบไว้ แม้แต่พระเณรสำนักต่าง ๆ นี้ก็เหมือนกัน..กลัว ไม่กลัวไม่ได้ฟาดเอาหลงทิศไปเลย ความเสียหายเอาไว้ทำไม ตีปั๊วะเข้าไปเลยตรงที่เสียหาย อย่างนั้นแหละที่กลัว เพราะกิเลสมันอยู่กับตัว ตีเข้ามาที่นี่ซิ ถ้ามันอยู่ในภูเขาเราก็จะไปตีภูเขา ให้พระเณรนอนหลับครอก ๆ อยู่สบาย ๆ ทีนี้มันอยู่กับพระกับเณรก็ตีพระเณรซิ หลงทิศหลงแดนไป

เวลาเราตายนี้ผลเสียจะติดตามไปเยอะนะเราคิดไว้ เวลามีชีวิตอยู่เราก็ทำประโยชน์สำหรับพระเณรสายหลวงปู่มั่นนี้เราครอบไปหมดเลย ต้องระวังองค์เดียวนี้ ที่ระวังมากที่สุดคือองค์นี้ว่างั้น พูดจากปากเลยนะ ระวังมากที่สุด ปัจจุบันนี้มีองค์เดียวนี้เท่านั้น แล้วระวังมากหากเย็นว่างั้น ก็มีองค์เดียวให้ความเย็นเอาอีกละ ครอบไปหมด ไปวัดนั้นวัดนี้ ผู้ที่มีหิริโอตตัปปะ ผู้มีศีลมีธรรมประพฤติตัวเป็นคนดีเป็นพระดีเพื่อมรรคเพื่อผลแล้วเราติดตามแนะนำสั่งสอนดุด่าว่ากล่าว ถ้าแบบเข้าห้อง ไอ.ซี.ยู.แล้วไม่เล่นด้วย ไม่ไปเหยียบจนกระทั่งวัด นอกจากปวดขี้เท่านั้นก็ไปใส่ป้าดหนีเลย ไม่ไป ไปอะไรเกิดประโยชน์อะไร ไม่ไปเสริม มันหดเข้า ด้วนเข้า ๆ นี่นะ

หนังสือเราก็กว้างขวางอยู่นะ ทั่วประเทศไทย ยังออกถึงเมืองนอก พิมพ์เป็นภาษาอังกฤษส่งไปเมืองนอกก็มี แต่เมืองไทยเรานี้ดูเหมือนจะทั่วประเทศ หนังสือเรากว้างขวางมากเพราะแจกทานทั้งนั้น เขามาพูดว่าจะเอาไปพิมพ์ที่เขามาซื้อ เขามาซื้อหนังสือเรานี้ ซื้อกรรมสิทธิ์เราไปพิมพ์ขายมันแพร่หลายได้เร็ว เขาว่างั้น สุดท้ายสู้หลวงตาบัวสู้แจกฟรีไม่ได้นะ เราแจกทั่วประเทศไม่รู้กี่ล้าน ๆ เล่มหนังสือนี่แจก เทปก็เหมือนกัน เทปก็มาก เข้าหมด เทปเราก็เข้าหมดไม่มีเว้น เข้าเรื่อย ตั้งแต่วงศ์กษัตริย์ลงมาเข้าหมดเลย เทปนี้เวลาเราตายเสียงแหวว ๆ ผู้ที่มีอรรถมีธรรม ผู้ที่มุ่งต่อมรรคต่อผลดีไม่ดีน้ำตาร่วงนะ ฟังเสียงเจ้าของตายไปแล้วนะ ฟังเสียงเทปแล้ว เพราะชี้ตั้งแต่ของจริงนี่นะ

เราพูดให้ตรงเหตุตรงผลเราจวนจะตายแล้วค่อยเปิดบ้างแหละ เราพูดเราไม่ได้สงสัย พูดต่อมรรคต่อผลต่อนิพพานว่างั้นเลย เราไม่ได้สงสัย เราพูดด้วยความจริงใจ พูดด้วยความรู้ความเห็นถอดออกมาจากหัวใจจริง ๆ เพราะฉะนั้นเราจึงไม่สะทกสะท้าน ใครจะตำหนิติเตียนทางไหนมาเราเฉยเราไม่สนใจ วิสัยของคนตาบอดมันเป็นธรรมดา โครมคราม ๆ โดนนั้นโดนนี้ ตำหนินั้นตำหนินี้ไปอย่างนั้น นั่นเรียกว่าชนนั้นชนนี้ คนตาดีแล้วไม่ชน ปราชญ์ทั้งหลายท่านไม่ตำหนิใคร ท่านสม่ำเสมอ ว่าก็ว่าไปกลาง ๆ ไปให้ใครมายึดเอา จะไปว่าให้คนนั้นคนนี้อย่างนั้น ไม่ใช่เรื่องกันเองไปว่ายังไง หนังสือเรานี้เทศน์เจ้าของตายแล้ว ผู้ฟังเพื่ออรรถเพื่อธรรมจริง ๆ นี้ดีไม่ดีน้ำตาร่วง เทศน์หมุนติ้ว ๆ เข้าสู่จุดสำคัญ ๆ ที่จะพังทลายกิเลสตัณหาให้ม้วนเสื่อ หมุนติ้วเลย กัณฑ์อย่างนั้นละ

พูดอย่างนี้แล้วเราก็ยังทำให้ระลึก เพราะเทปเราจะฟังทุกคืนนะฟังเทปเราเอง เราไม่มีว่าเป็นเทศน์เรานะ มันหากเป็นอยู่ในหัวใจนี่นะ ธรรมพระพุทธเจ้าเท่านั้นฟังได้สนิทหัวใจเลย ฟังทุกคืนนะ คืนละกัณฑ์ ๆ ทุกคืน ๆ เปิดเบา ๆ ฟังคนเดียว กลางคืนไม่มีใครไปยุ่งเราได้ แต่กลางวันยังไม่มีใครไปยุ่งได้ มีก็มีแต่ญาติโยมแตกฮือ ๆ ไปทางโน้น ออกช่องนั้นแล้วออกช่องนี้ เราไม่ได้หาไม้กองไว้ที่บนกุฏิปาลงมาให้มันหลงทิศนี่นะ พระเณรท่านไม่ไปท่านรู้นิสัยแล้ว พอว่าเลิกเลิกจริง ๆ ว่าไปไป ว่ามามา ว่าเลิกเลิกจริง ๆ ใครไปยุ่งไม่ได้ เป็นอย่างนั้น

ทีนี้กลางวี่กลางวันหลั่งไหลเข้าทางโน้นแล้วออกทางนี้ มีสามช่องสี่ช่องออกมาได้หมด ได้ดุกันเรื่อยกลางวัน อยู่ในวัดเราก็เหมือนติดคุกติดตะราง ออกมาศาลานี้ก็ออกมาไม่ได้ถูกรุม มันเต็มนี่ กลางวี่กลางวันไม่ขาดแหละ ศาลานี้ไม่ขาด ออกมาไม่ได้นะออกมาก็ถูกรุม มิหนำซ้ำอยู่ข้างในกุฏิยังตามเข้าไปแห่กันเข้าไป ขนาบออกมา ฟังแต่ขนาบ ก็ดุละซิ มาอะไรที่นี่ ขนาบออกแตกฮือ ๆ ออก สักเดี๋ยวพวกนี้มาอีกอย่างนั้นนะ ไม่ทราบจะไล่ใครต่อใครมันมากต่อมาก

นี่เราตายแล้วเสียงเทปเราก็จะดังอยู่หลายปีอยู่ เทศน์อย่างนี้เราพูดตามภาษาของธรรมภาษาของศาสนาเราพูดอย่างตรงไปตรงมา ไปหาฟังซิเราอยากพูดอวดว่ะ ไปหาฟังซิน่ะ แล้วไปหาซิในคัมภีร์ ถ้าหาด้วยความจริงเจอทุกหย่อมหญ้า ถ้าหาในคัมภีร์จะเจอเป็นทาง ๆ ไป คัมภีร์บอกตรงไหนก็จะรู้ ๆ ถ้าความจริงแล้วเกลื่อนไปหมด ทั่วแดนโลกธาตุมีแต่ความจริง พระพุทธเจ้ารู้ความจริงจึงสอนโลกได้ทั่วแดนโลกธาตุ ท่านไม่ได้เอาพระไตรปิฎกไปเทศน์นี่นะ พระไตรปิฎกเกิดทีหลัง สังคายนาครั้งที่สามครั้งที่สี่ไปแล้วนี่นะ ครั้งที่สามท่านจดจารึก สังคายนาครั้งที่สามจดจารึกเป็นคัมภีร์ออกมา เป็นสังคายนาครั้งที่สามนะ

พระพุทธเจ้าท่านเทศน์สอนโลกผ่านมาสักกี่ปีแล้ว สังคายนาครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม มันหลายหนแล้วจึงได้ออกมาเป็นคัมภีร์ แล้วจะเอาคัมภีร์ไปใหญ่ยิ่งกว่าความจริงยังไง พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ตรัสรู้ความจริง พระอรหันต์ทั้งหลายตรัสรู้ความจริง ท่านไม่ได้ตรัสรู้ในพระไตรปิฎกนี่นะ พระไตรปิฎกจดจารึกเอาออกจากท่านต่างหากนี่ออกมา จะเป็นใหญ่ที่ไหนพระไตรปิฎก

อย่างที่พ่อแม่ครูจารย์ว่า ธรรมะที่มาในคัมภีร์นั้นน่ะเท่ากับน้ำในตุ่มในไห แต่ธรรมะที่ไม่ได้มาในคัมภีร์ซึ่งเป็นความจริงล้วน ๆ นั้นเต็มท้องฟ้ามหาสมุทร ฟังท่านว่าซิ ท่านไม่รู้ท่านจะเอาอะไรมาพูด ท่านรู้แล้วท่านถึงมาพูด ว่าธรรมะนี้เกิดวันหนึ่งคืนหนึ่งไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ไม่มีอิริยาบถ เกิดอยู่ในใจนี่ มันรู้มันเห็นมันเกิดอยู่ตลอดเวลา ท่านว่าฟังซิ พระไตรปิฎกก็จะไปจดจารึกท่านเหรอ ยิ่งให้ฟัดกับกิเลสขึ้นเวทีแชมเปี้ยนเอากิเลสให้ม้วนเสื่อ เราไม่ม้วนให้กิเลสม้วนนี้ลองดูซิ ถ้าเป็นโวหารเอาออกมาพูดไม่ได้ คือมันรวดเร็วที่สุด เพลงของกิเลสกับธรรมฟัดกัน เวลาจะม้วนเสื่อกัน นี่ละท่านว่ามหาสติมหาปัญญา รวดเร็วที่สุดไม่งั้นไม่ทันกิเลส

เราถึงรู้ว่ากิเลสมันแหลมคมขนาดไหน ต้องเอาสติปัญญาอันนี้เข้าไปจับกันถึงรู้ฆ่ากันได้ แล้วถึงเอาออกมาประกาศขายตลาดให้เห็น กิเลสมันเก่งมากขนาดไหน มันแหลมคม เป็นอย่างนั้น ไม่งั้นไม่ครอบโลกธาตุ จิตวิญญาณทุกดวงกิเลสครอบทั้งนั้น ให้หมุนเกิดหมุนตายไม่ให้ไปไหน ไม่ให้ฉิบหาย ให้หมุนเกิดหมุนตาย ๆ ออกจากมันหมดแล้วก็ออกเป็นธรรมทั้งแท่งไปเลย จะว่าจิตบริสุทธิ์ก็พูดไม่ถูกแหละ เพราะออกจากร่างแล้ว จะเรียกว่าจิตบริสุทธิ์พูดไม่ถูก ถ้าว่าธรรมทั้งแท่งนั้นถูก มีส่วนถูกมาก กลายเป็นธรรมทั้งแท่งไปเลย

ถ้าอยู่ในขันธ์นี้ก็เรียกว่าจิตบริสุทธิ์หรือเรียกว่าพระอรหันต์ จิตของท่านบริสุทธิ์แต่ครองร่าง ร่างนี้เป็นสมมุติ จิตของท่านอยู่ในนั้น เพียงอาศัยเรือนร่างนี้อยู่เฉย ๆ ไม่ยึดไม่ถือไม่เกาะไม่เกี่ยว ปล่อยไว้ตามเป็นจริงเหมือนสภาพทั้งหลายทั่ว ๆ ไป ท่านไม่มีความยึด แต่สัญชาตญาณของท่านมี สัญชาตญาณคือความรับผิดชอบมีเป็นธรรมดา

ที่พระอรหันต์กับพวกเราที่ไม่ผิดกันเลยก็คือความรับผิดชอบนี่ สัญชาตญาณมันหากมีอยู่ในนี้เอง พระอรหันต์ก็มี เช่นอย่างเราเดินไปนี้ เดินไปตรงนี้ เหยียบย่างลงไปนี้ ไปเหยียบตรงนี้นึกว่างู กำลังจะเหยียบลงมองลงไป เห็นรากไม้เท่านั้นนะนึกว่างู กำลังจะเหยียบนี้โดดผึงเลย นั่นสัญชาตญาณ หรือลื่นอย่างนี้ เอาสุดขีด ไม่สุดขีดไม่ยอมล้ม พระอรหันต์เหมือนกันปุถุชนเหมือนกัน นี่เรียกว่าสัญชาตญาณ เป็นแต่ต่างกันแต่จิต จิตของท่านไม่วูบวาบไม่ตกใจนะ แย็บเท่านั้นจิตของท่านแย็บให้ทราบว่าสิ่งนั้นเป็นนั้น ๆ และรับผิดชอบตัวเอง ท่านไม่ควรล้มใส่ ๓ ทิศก็ไม่ยอมลง นี่ละสัญชาตญาณ

อันนี้เหมือนกัน ท่านหัวเราะเหมือนกัน ไม่ได้ผิดกัน เพราะขันธ์ทำงาน เหล่านี้เป็นขันธ์ทำงานนะ พวกหัวเราะพวกร้องห่มร้องไห้น้ำตาร่วงอะไรเหล่านี้ เป็นเรื่องของขันธ์ทำงาน ขันธ์เป็นสมมุตินี่ กิริยาที่เข้ามาสัมผัสให้เกิดน้ำตาร่วงเหล่านี้ก็เป็นสมมุติเหมือนกัน สมมุติต่อสมมุติก็แสดงต่อกัน เข้าใจหรือเปล่า บางคนว่าพระอรหันต์ท่านหัวเราะร้องไห้ไม่เป็น พวกบ้าเราอยากว่าอย่างนั้นนะ เราไม่ได้เป็นพระอรหันต์เราก็อยากพูดแทนพระอรหันต์ว่าพวกบ้า เราอยากว่าอย่างนั้น พูดขึ้นมาขึงขังอยากเป็นพระอรหันต์ว่ะ

ศาสนาพุทธของเรานี้เป็นศาสนาที่สมบูรณ์แบบ นี่ละศาสนาคู่โลกคู่สงสาร พุทธศาสนาทุกศาสนามาเป็นศาสนาพื้นเมืองพื้นเมืองพื้นโลกพื้นสงสารจริง ๆ นะ แก้โลกแก้สงสารคือพุทธศาสนานี้ น้ำดับไฟคือศาสนานี้ น้ำดับไฟคือเอามาดับกิเลสตัณหาให้มุดมอดไป ๆ ให้สงบตัวลงไปพออยู่ได้ ๆ แล้วมุดมอดไปผ่านพ้นไปได้ มีแต่ศาสนานี้ทั้งนั้น ศาสนาอื่นเราไม่ปฏิเสธเราไม่ตำหนิ แต่ศาสนานี้มีเครื่องยืนยันอริยสัจ แก่นธรรมอยู่นั่น แก่นที่บอกพระพุทธเจ้าที่จะอุบัติขึ้นมาเป็นศาสดาเอกของโลก เป็นพระอรหันต์ของโลก ออกมาจากอริยสัจนี้ทั้งนั้น เว้นองค์เดียวไม่ได้ แม้แต่พระปัจเจกก็ออกมาจากอริยสัจ

เพราะฉะนั้นอริยสัจอยู่ในศาสนาใดศาสนานั้นจึงเป็นศาสนาคู่บ้านคู่เมือง ดังพระพุทธเจ้าแสดงแก่สุภัททพราหมณ์วันจะปรินิพพาน อย่าถามเราไปมากเวลาเรามีน้อย คือ ท่านจวนจะตายภาษาเราว่าอย่างนั้น จวนสว่างได้เวลาแล้วท่านก็นิพพาน สุภัททพราหมณ์ไปถามท่าน โอ๊ย อย่าถามเรามากเราไม่มีเวลา เราจะตอบให้ฟังย่อ ๆ นะ ศาสนาใดมีมรรค ๘ มีอริยสัจ ศาสนานั้นเป็นศาสนาที่ทรงมรรคทรงผล สมณะที่ ๑ สมณะที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ อยู่ในศาสนานี้หมด สมณะที่ ๑ พระโสดา สมณะที่ ๒ สกิทาคา สมณะที่ ๓ อนาคา สมณะที่ ๔ พระอรหัตบุคคล อยู่ในศาสนานี้หมด

เป็นศาสนาคู่บ้านคู่เมือง ดับไฟได้ศาสนานี้ นอกนั้นไม่แน่นอนเพราะเจ้าของศาสนามีกิเลส คนมีกิเลสก็งมเงาเกาหมัดไปได้ ไม่ได้เกาแต่หมามันเกากระทั่งหมัดหมา คนมีกิเลสก็ด้นเดาจะว่าไง ไม่ได้จริงจัง คนสิ้นกิเลสแล้วเปิดเผยหมด โลกวิทู แจ้งหมด เอาออกมาพูดด้วยความแจ้งขาวดาวกระจ่างสงสัยที่ไหน เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าทรงรับสั่งอันใดแล้วจึงว่า เอกนามกึ หนึ่งไม่มีสอง คำที่ว่าเคลื่อนคลาดไม่มี ถ้าลงได้รับสั่งยังไงแล้วเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นั่นละพระญาณหยั่งทราบถึงความจริงแล้วเรียบร้อยแล้วไม่เป็นอื่น รับสั่งออกมาก็คืออันนั้นเอง พระองค์จะปรินิพพานไปแล้วก็ตาม คืออันนั้นเองอยู่อย่างนั้น เหมือนเราเขียน ก. ไก่ ก. กา เจ้าของตายไปแล้วใครมาอ่านก็ ก. ไก่ ก. กา อยู่อย่างนั้นแหละ

เอาละที่นี่นะ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก