จูเฬกสาฎก
วันที่ 1 ตุลาคม 2539
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๓๙

จูเฬกสาฎก

พวกเราสวดมนต์ไม่จบถูกตัดออก ก็พอใจตัดออกกับมัน อยากให้มันพาตัดอีกด้วยซ้ำไป พูดแล้วทุกขัง คืออันนี้เป็นทางออก การสวดมนต์สวดพรการทำบุญให้ทานอย่างนี้เป็นทางออกจากอำนาจของมัน มันไม่ยอมออก ที่มันขัดมันขวางพวกเราทั้งหลายไว้ที่จะสร้างความดีมากน้อยมันกีดมันขวางทั้งนั้น ตัวมันเองไม่ใช่ตัวไหนนะ เราก็ไม่รู้ แล้วก็เขียนใบสมัครไปตามมันเลย ๆ ไม่มีคัดค้านต้านทานมัน นี่ซิสำคัญ มันกล่อมได้ขนาดนั้นละ โน่นเวลาอำนาจของธรรมพอฟัดพอเหวี่ยงกันไป ทีนี้เห็นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเห็นตั้งแต่จิตเข้าขั้นความสงบไปละ จะเริ่มเห็นโทษของกิเลส

คือความฟุ้งซ่านเป็นโทษของกิเลส เป็นผลของกิเลสแสดงออกผลิตขึ้นมา ความฟุ้งซ่านรำคาญความทุกข์ความลำบาก ความทรมาน ความวุ่นวายในหัวใจ หาความสงบจิตไม่ได้ อันนี้เราก็ไม่เห็นโทษ เราก็ว่าเราวุ่นไปเสีย ทุกข์ก็ว่าเราทุกข์ไปเสีย บทเวลามีความสงบปั๊บเข้าไปมันก็เทียบกันได้ปั๊บ อ๋อ คุณค่าแห่งความสงบเป็นอย่างนี้ และโทษแห่งความวุ่นวายเป็นกองทุกข์นี้เป็นอย่างนี้ ๆ มันก็เทียบกันได้ ก็เริ่มเห็นโทษเข้าไปและเห็นโทษกันไปเรื่อย ๆ ฟัดกันไปเรื่อย อำนาจของธรรมหนาแน่นขึ้น ๆ กิเลสก็อ่อนตัวลง ๆ นี้ฟัดกันเลย จนกระทั่งกิเลสหาตัวโผล่ขึ้นมาไม่ได้ นั่นละอำนาจของธรรม

อันนี้พูดภาษาของมนุษย์ไม่ได้มนุษย์ไม่เข้าใจ พูดระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกัน จะเข้าถึงวาระสุดท้ายของวัฏจักรจะม้วนเสื่อนะ อำนาจของธรรมจักรนี้จะหมุนเร็วกว่าอำนาจของกิเลส เพราะฉะนั้นมันถึงฆ่ากันได้ อันนี้เอามาพูดเป็นภาษาไม่ได้เลย ต้องเป็นในหัวใจของผู้บำเพ็ญเท่านั้น ผู้เป็นรู้ได้จำเพาะตัวอีกจะพูดให้ใครฟังก็พูดไม่ถูก พูดไม่ทันเพราะเรื่องมันรวดเร็วขนาดนั้น ระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกันนี้รวดเร็ว จรวดดาวเทียมไม่ทัน อันนี้เร็วกว่านั้นอีก เพราะอำนาจของจิต วิถีของจิตรวดเร็วยิ่งกว่าสิ่งเหล่านี้ วิถีของจิตต่อสู้กัน ฝ่ายต่ำกับฝ่ายสูงต่อสู้กัน หมุนติ้ว ๆ จนกระทั่งไม่มีกิเลสโผล่ขึ้นมา โผล่ขึ้นมาหัวขาดทันที นั่นละความเร็วของธรรม ธรรมจักร กิเลสต้องคุ้ยเขี่ยขุดค้นหา ถ้าไม่เห็นก็คุ้ยเขี่ยหา พอเห็นพอเจอพับขาดสะบั้นเลยความรวดเร็ว

ไม่ต้องว่าต่อสู้ คำว่าต่อสู้ยังช้าไป ว่าขาดสะบั้นเลยว่างั้น พอเจอกันปั๊บเหมือนกับว่าขาดสะบั้นไปพร้อมกับเวลาเจอ เราจะมาตั้งท่าสู้เสียก่อน โอ๊ย ช้าไป นี่ละลวดลายของธรรมเมื่อถึงขั้นจะสังหารวัฏวนวัฏทุกข์ออกจากใจแล้วเร็วอย่างนั้น ให้มันเห็นในใจถึงพูดได้มนุษย์เรา ไม่เห็นในใจพูดไม่ได้ เวลาที่ให้มันกล่อมก็ให้มันกล่อม อย่างพวกเรา ๆ ท่าน ๆ นี่แหละ กล่อมไปไหนก็กล่อมไป เข้าไปในวัดในวาก็เข้าไป แต่ไปเล่นไพ่เล่นโปอยู่ในวัด ไปสะแตกสิ่งทราม ๆ อยู่ในวัดเสีย ไม่ได้อย่างที่ว่านี่ ไปเล่นการพนันอยู่ในวัดเสีย ไปกินเหล้าเมายาอยู่ในวัดเสีย ดีไม่ดียื่นแก้วเหล้าให้พระ พระก็ฟาดไปตาม ๆ กันอีก ซัดกันทั้งพระทั้งฆราวาสนัวเนีย พระกับโยมเลยจะตีกันได้สะแตกเหล้าเมาแล้ว มันไม่ได้เป็นไปอย่างนั้นเสีย กิเลสตีตลาดวัดแหลกเป็นอย่างนั้นจะว่าไง โห พูดแล้วทุเรศนะ คือมันแหลมมันคมจริง ๆ

ไม่มีศาสนามาโลกนี้ไม่มีความหมายนะ โลกเราอยู่มากี่กัปกี่กัลป์ก็ตามจะไม่มีความหมายเลย ถ้าไม่มีศาสนามาเป็นวรรคเป็นตอน ศาสนามาเป็นวรรคเป็นตอนเป็นน้ำดับไฟ ๆ พวกที่จะออกจะหลุดจะพ้นก็ผ่านไปได้ตอนนั้นละตอนศาสนามา พระพุทธเจ้าแต่ละองค์มาตรัสรู้ ๆ นั้นละตอนท่านขนสัตว์โลกออก พวกนี้มีหวังออก พวกอยู่ปากคอกก็ออกได้อย่างรวดเร็ว ๆ พวกอยู่กลางคอกก็ไหลกันเข้ามาดันกันเข้ามา พวกอยู่ก้นคอกนอนไม่ตื่นก็ครอก ๆ อยู่ในห้องไอซียูนั้นเสีย ตัวไหนจะออกก็ตีมันออกมาเรียกมันออกมา แล้วก็ออกตอนนั้นละตอนศาสนามี

อย่างเวลานี้ก็ศาสนามีอยู่นี่ ทานก็รู้ ศีลก็รู้ ภาวนาก็รู้ นี้เป็นทางออก การให้ทาน การรักษาศีล การภาวนา มากน้อยเป็นทางออก ๆ เป็นเครื่องหนุนออก ๆ อันนี้ คือกิเลสมันไม่อยากให้ทำ กิเลสมันดันอยู่ข้างหน้า แต่เราไม่รู้ว่ามันดันน่ะซิ เราว่าเราไม่อยากทำเสีย เป็นอย่างนั้นนะ กิเลสว่าเป็นเราเสียอย่างเดียว อะไรก็เป็นเราหมดมันถึงไม่อยากแตะต้องเราล่ะซิ ทั้ง ๆ ที่ตัวเราคือตัวนั้นได้แก่กิเลสมันไม่รู้ บทถึงเวลาขั้นมันรู้แล้ว อะไรขวางมาปั๊บมันรู้ว่าเป็นข้าศึกของธรรม ๆ ปัดออก ๆ แล้วพังไปได้สะดวกสบายเลย นี่เวลามันกล่อมมันกล่อมขนาดนั้นนะ

อย่าง เจฬูกสาฎก ท่านแสดงไว้ พระพุทธเจ้าแสดงไว้จูเฬกสาฎก สามีภรรยามีผ้าห่มผืนเดียว ๒ คนมีผ้าห่มผืนเดียว เวลาไปฟังเทศน์พระพุทธเจ้าเกิดความเลื่อมใสในปัจฉิมยาม วันนั้นเป็นวันพระท่านเทศน์ตลอดรุ่ง ฟังเทศน์ตอนปฐมยามเกิดความเชื่อความเลื่อมใสมาก อยากจะเปลื้องผ้าสาฎกนี้ถวายพระพุทธเจ้าก็เป็นห่วงแม่เฒ่านั่นเสีย กลัวแม่เฒ่าจะไม่ได้ห่ม ถ้าพ่อเฒ่าจะเอาไปถวายพระพุทธเจ้าเสียแม่เฒ่าก็จะไม่ได้ห่ม เป็นห่วงแม่เฒ่า เป็นห่วงแม่บ้านว่างั้นเถอะ รอไป ๆ ถึงมัชฌิมยามศรัทธาก็แก่กล้าขึ้นเรื่อย ก็ยังเป็นห่วงแม่บ้านอยู่ จนกระทั่งปัจฉิมยามตัดสินใจลงได้ เอ้าเป็นไรเป็นกัน แม่บ้านก็ทำบุญให้ทานด้วยกันจะเป็นอะไรไป ก็เป็นบุญเป็นกุศลด้วยกัน ผ้าสาฎกผืนเดียวเวลาตายแล้วเอาไปไม่ได้ นั่นเวลาจะตัดสินกันนะ

แต่ก่อนไม่ได้คิดว่าตายแล้วเอาไปไม่ได้ ไม่ได้คิด ห่วงแต่แม่บ้านเจ้าของ จนกระทั่งถึงวาระสุดท้าย อ๋อ แม่บ้านก็ได้บุญเหมือนกันนี่นะ แล้วเมื่อเราตายแล้วไม่มีใครเอาไปได้ผ้าห่มผืนนี้ เราทานเสียในบัดนี้ เลยทาน พอพระพุทธเจ้าทรงรับทานแล้ว ทรงเปล่งอุทาน โห น่าเสียดาย ถ้าหากเธอให้ทานแต่ปฐมยามเธอจะได้สมบัติเกิดในปัจจุบันเลยนะ จะได้กองทรัพย์สมบัติเท่านั้น ๆ (พระเจ้าปเสนทิโกศลพระราชทาน ช้าง ๔ เชือก ม้า ๔ ตัว เงิน ๔ พันกหาปณะ หญิง ๔ คน ทาสี ๔ คน ชาย ๔ คน และบ้านให้เก็บส่วย ๔ ตำบล พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานว่าถ้าให้ทานแต่ปฐมยามจะได้ของอย่างละ ๑๖ ถวายในมัชฌิมยามจะได้ของอย่างละ ๘ แต่นี้ถวายตอนปัจฉิมยามจึงได้อย่างละ ๔ เท่านั้น) แล้วบุญกุศลก็จะได้ขนาดนั้น ๆ พอวาระที่สองมานี้จะลดลงสมบัติเหล่านั้น ทีนี้วาระที่สามลดลงมากทีเดียว คือผล ผ้าผืนเดียวนี้ได้ผลมากน้อยต่างกันอย่างนี้ ต่างวาระกัน ถ้าได้ถวายตั้งแต่ต้นปฐมยามนี้แล้วเงินทองข้าวของอะไรจะเกิดขึ้นในปัจจุบันต่อหน้าพระพุทธเจ้าเลย

นั่นละอำนาจของธรรมใครไปจะคาดไม่ได้นะว่า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ยังไงไม่เกิดขึ้นได้ยังไง เราคาดไม่ได้ นี่ละท่านว่าอำนาจของธรรมเหนือโลกเหนือทุกอย่าง คาดไม่ถูก จนปัจฉิมยามถึงปลงใจลงได้ ว่า โอ๊ น่าเสียดายได้น้อยกว่าสองครั้งนั้น ครั้งแรกได้มากที่สุด ครั้งที่สองลดลง ครั้งที่สามเป็นวาระสุดท้าย ท่านแสดงไว้ถึง ๓ วาระ นี่ละเพราะอำนาจแห่งความตระหนี่ถี่เหนียวนั้นแลทำลายพวกเธอทั้งสอง พระพุทธเจ้าสรุปชาดกลงมาก็ว่าไม่มีอะไรทำลายท่านทั้งสอง ก็มีความตระหนี่ถี่เหนียวนี่แหละ ความเห็นแก่นั้นความเห็นแก่นี้ไม่เห็นแก่ตัว ที่จะยกตัวให้พ้นจากทุกข์ไป มองข้ามนี้เสียเลยเห็นแก่นั้นเห็นแก่นี้ไป ทีนี้ผลก็เลยลดลงพระพุทธเจ้าว่า

เอานะเวลานี้ศาสนากำลังเปิดทางเปิดปากคอกแล้ว ใครจะนอนตายอยู่ก้นคอกหลังคอกก็สอนหมดแล้วหมดภูมิแล้ว มีเท่าไรเอามาสอนหมดแหละ อยู่ก้นคอก อยู่ปากคอก อยู่กลางคอก บอกหมด พวกเอาน้ำไปสาดก็บอก เอาน้ำไปสาดแทนที่จะลุกขึ้นไปเดินจงกรม ยังกลับเอาไม้ไล่ตีหลวงพ่ออีก พวกนี้มันพิลึก ทำไมจึงมาตีเราล่ะ ก็เขียนใบสมัครยังไม่เสร็จมากวนทำไม ฟังซิเขียนใบสมัครยังไม่เสร็จ เป็นข้อเปรียบเทียบ คือธรรมะบางอย่างก็ตรงไปเลยเข้าใจไปเลย บางอย่างมีข้อเปรียบเทียบก็เข้าใจแจ่ม ท่านจึงมีข้อเปรียบเทียบ

นี่ละทางบุกเบิกออกปากคอก ธรรมชาติที่พอบุกเบิกออกปากคอกเบิกออก ๆ กิเลสมันดันเอาไว้ ปิดคอกไม่ให้ออก อันนี้เบิกออก ๆ อำนาจแห่งบุญแห่งกุศลนี่เบิกออก ๆ ไม่มีบุญเบิกไม่ได้ ตายเลยตายจมเลย ต้องมีบุญมีกุศลเป็นเครื่องมือเบิกออก ๆ กิเลสมันปิดไว้ ๆ จะทำอะไรปิดไว้ไม่ให้ทำเพราะจะออกจากอำนาจมัน การทำบุญให้ทานเป็นสิ่งที่จะออกจากกิเลสทั้งนั้น ออกจากกองทุกข์ กิเลสไม่ยอมมันดันเอาไว้ ทางนี้ก็เบิกออก ๆ เมื่อทางนี้มีมากแล้วก็ดันออกไปได้เลย

นี่ก็จะไปทำบุญวัดหนึ่งก่อน เอาของไปเต็มรถเลย คนพอดีนั่งได้ ๓ คน นอกนั้นของเต็มรถ ๆ ไปอย่างนี้ละ เราได้ทำบุญให้ทานเราพอใจเราสบายใจภูมิใจ ใจพองไปแหละ ไปที่ไหนใจพองไปเลย ตายแล้วก็หมดห่วงหมดใยว่าเราได้ทำเต็มความสามารถทุกอย่างแล้ว ก็สุดวิสัยเท่านั้นแหละ เท่านั้นแหละที่นี่ไปเลย พอถึงเวลาแล้วไปแล้วนะไปเลย

เอาละให้พร


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก