เพชรน้ำหนึ่ง
วันที่ 13 ตุลาคม 2539
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๓๙

เพชรน้ำหนึ่ง

 

        วิ่งรถ ๓ ชั่วโมง จากนี่ถึงร้อยเอ็ด ๓ ชั่วโมงไม่ใช่ใกล้ ๆ นะ ๓ ชั่วโมงจากนี้ถึงร้อยเอ็ด มหาสารคาม ๒ ชั่วโมง ๒๕ นาที ไปไหนถ้าผ่านไปแล้วมันจำได้นะ คือสังเกตไปที่ไหน ๆ สังเกตกิโล ทางแยกโน้นแยกนี้ จะสังเกตกิโลที่เท่าไร ๆ ทีนี้มันก็จำไม่ลืมนะ ตั้งแต่เดิมนั่นนะ ทุกวันนี้จำไม่ได้เรื่องแหละ มันกินของเก่านะนี่นะ กินของเก่าที่จำได้แต่ของเก่า

        อย่างร้อยเอ็ดนี่ก็ ๓ ชั่วโมง มหาสารคาม ๒ ชั่วโมงครึ่งพอดี ไป..รถไม่หยุดไม่จอดที่ไหน ที่แจกของนี่ส่วนมาก ๓ ชั่วโมงเต็ม ๆ นะ ทางน้ำหนาวนี่ ๓ ชั่วโมงเต็มเลย ทางบ้านแพงโน้น ทางนั้นก็ร่วม ๓ ชั่วโมง ขาดกันแค่ ๑๐ นาทีแค่นั้น อันนี้ใกล้กว่าเพื่อนหน่อยหนึ่ง สายกุสุมาลย์ ๓ ชั่วโมง อำเภอโพนสวรรค์นี่ ๓ ชั่วโมง จากนั้นก็ทยอยเอาไปอีก ทั้งทยอยทั้งเอาใหญ่ ทั้งทยอยทั้งใหญ่เป็นวาระ ๆ ไปเรื่อย ๆ แจกข้าวเก่าชนข้าวใหม่ เดี๋ยวนี้ข้าวเก่าหมด ข้าวใหม่ยังไม่มายังไม่ถึง คนกำลังอดอยากมาก พอไปถึงข้าวใหม่แล้วก็ค่อยยังชั่ว ถึงที่น้ำท่วมพวกที่ไม่ท่วมก็มี ก็ยังพอได้อาศัยกัน

        เมื่อวานนี้พูดถึงเรื่องพระกรรมฐานอดข้าว ไปเห็นมีแต่เวลาเหลือเฟือเวลาขาดตกบกพร่องบ้างไม่เห็น ทีนี้เวลาท่านบำเพ็ญธรรมท่านมีแต่อย่างนั้นทั้งนั้นนี่นะ บำเพ็ญธรรมภาวนามีแต่อดอยากขาดแคลน ๆ คือไปหาที่อย่างนั้น ไม่ใช่ไปเจอนะไปหา หาที่เหมาะ ๆ อดอยากเท่าไรใจยิ่งดีด ๆ เราเห็นแล้วนี่นะเราถึงเอามาพูดได้เต็มปาก ถึงเวลาจะฉันจังหันนี้ระหว่างธาตุขันธ์กับใจมันทะเลาะกัน ทางธาตุขันธ์ก็บอกว่าจะอดให้ตายเหรอ มันตายเป็นนะคน ทางด้านจิตใจก็ว่าก็เวลาให้กินแล้วภาวนาไม่เห็นเป็นท่า อดบ้างอิ่มบ้างแหละดี นั่นผู้พิพากษาตัดสินให้ว่า อดบ้างอิ่มบ้างแหละดี นั่นเอาอย่างนั้น

        นี่เคยแล้วเรา เราพูดตามนิสัยวาสนาเรามันหยาบ มีแต่ทุกข์ทรมานทั้งนั้น จะสบาย ๆ มานี้ฆ่ากิเลสได้เป็นตัว ๆ ไม่มี มีแต่ฟัดกันลงจนต่างคนต่างตกเวทีคนละด้าน ถึงขนาดนั้น คือมันแรงต่อแรงต่อกัน ทางนั้นเขาก็ตกเวที ทางนี้เราก็ตกเวที ขึ้นมาเอาใหม่ตั้งใหม่ มันเล่นเมื่อไรกิเลสนี่ เราพูดถึงกิเลสทีไรแล้วแหม มันเคียดแค้นจริง ๆ นะ เคียดแค้นแทนประชาชน เพราะได้ฟัดกันเสียจนจะไม่มีชีวิตเหลืออยู่แล้ว ในชีวิตของเราก็มาทุ่มเกี่ยวกับฆ่ากิเลสนี่ ทุกข์จริง ๆ ถ้ากิเลสไม่ตายเราก็ตาย นี่พูดยันไว้เลยนะ มี ๒ อย่าง ที่จะให้เป็นคู่แข่งกันอยู่อย่างนี้ไม่ได้ ต้องตายข้างใดข้างหนึ่ง เราสู้กิเลสไม่ได้เราก็ตาย กิเลสสู้เราไม่ได้กิเลสก็ตายเท่านั้น เอาหนักขนาดนั้น

        เพราะฉะนั้นจึงต้องหาที่เด็ด ๆ หาที่ช่วยนะนั่น คืออดข้าวนี้มันช่วยทางด้านภาวนาได้ดี อย่างท่านอดนอนผ่อนอาหารอดอาหาร เดินมากเดินน้อย นี้มีแต่วิธีการของการฆ่ากิเลสทั้งนั้นแหละ แล้วแต่ใครจะถูกกับจริตนิสัยอย่างไร ผู้ที่อดนอนดีนี้ท่านก็มักอดนอน ท่านไม่ค่อยนอน ที่ผ่อนอาหารดีก็ผ่อน อย่างวัดนี้รู้สึกจะไปแบบเดียวกันกับเรา มีแต่พระหยาบ ๆ ด้วยกัน ไม่ค่อยเห็นมีพระมาฉันจังหันนะนี่ พระตั้งสี่ห้าสิบเห็นมาหย็อมแหย็ม ๆ มาฉันจังหันนี่ นอกนั้นหายเงียบ ๆ มีแต่อดทั้งนั้น ไม่ฉัน ท่านภาวนาของท่าน มันเลยเป็นลักษณะหยาบอย่างเดียวกันกับเราที่เป็นอาจารย์ เรามันหยาบไปอยู่ไหนไม่เคยได้รับความสะดวก มีแต่ความทุกข์ความทรมานทั้งนั้น ๆ แหละ คือเจ้าของทำด้วยความสมัครใจเจ้าของเองไม่มีใครบังคับ ทำอย่างนี้ได้ผล ๆ เมื่อเห็นผลอยู่แล้วเราจะไปทำอย่างอื่นไม่ได้ ไม่ได้เราจะฝืนทำไปยังไงที่ไม่เกิดประโยชน์ อันไหนเกิดประโยชน์ทุกข์ยากลำบากก็เอาตรงนี้ ฟัดกันตรงนั้นละ

        มีข้าวกินอยู่ไม่ตายละจะเป็นอะไรไป กับมีบ้างไม่มีบ้างเป็นอะไร อย่างหลวงปู่มั่นท่านเป็นผู้บุกเบิกหนทางนี่ โถ ท่านเล่าน้ำตาร่วงนะเรา ท่านเล่าถึงเรื่องความทุกข์ความทรมานของท่าน คือเวลาเล่าไปสัมผัสนะ ท่านไม่ใช่ตั้งใจจะเล่านะ เวลาพูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ป่านั้นป่านี้ เขาลูกนั้นลูกนี้ไปนี้ ไปประสบสิ่งนั้นประสบสิ่งนี้ แล้วก็มาเกี่ยวกับเรื่องอาหาร มีแต่ความอดอยากทั้งนั้น ฉันแต่ข้าวเปล่า ๆ ท่านเล่าให้ฟัง ท่านก็เล่าธรรมดา ๆ

บางทีไปอยู่เป็นบางแห่งเขาเข้าใจว่าพระธรรมกรรมฐานนี้ฉันแต่ถั่วแต่งา ไม่ฉันเนื้อฉันปลาอะไร ฉันแต่ถั่วแต่งา เขาไม่มีถั่วมีงาเขาก็เอาแต่ข้าวเปล่า ๆ มาให้เราฉัน เราก็ฉันแต่ข้าวเปล่า ๆ ไปอย่างนั้นตลอด ท่านว่าอย่างนี้นะ เขาไม่มีถั่วมีงาเขาก็มีแต่ข้าวเปล่า ๆ ให้ฉัน เราก็ฉันแต่ข้าวเปล่า ๆ ไปอย่างนั้น แล้วทำภาวนาดี แน่ะ ลงในจุดเดียวกันหมด...ภาวนาดี ทีนี้เราก็หาอย่างนั้น ท่านไปหาอย่างนั้นนี่ ที่สมบูรณ์พูนผลท่านไม่ไปแหละ คนรุมมากไม่ดีไม่ได้ภาวนา

        นี่ตั้งแต่สอบมหาได้แล้วก็ขึ้นเวทีเลยไม่เทศน์สอนใครทั้งนั้นนะ ไม่สอนใครเลยสอนแต่เจ้าของอย่างเดียว ภูมิมหาเต็มภูมิสอนเจ้าของอย่างเดียว พอสอบได้แล้วเท่านั้นก็ออกเลยเทียว เข้าป่าเข้าเขาขึ้นเวทีฟัดกันกับกิเลสเลย ไม่ไปสอนใครทั้งนั้นแหละ ไปอยู่ในป่าในเขาจะไปสอนใคร เราไม่ตั้งใจหาสอนใครจะสอนเราอย่างเดียวเท่านั้น

        นี่แหละตอนได้สอน ก็ตอนพ่อแม่ครูจารย์เราท่านมรณภาพไปนี้ที่หมู่เพื่อนมาเกาะพรึบเลย จากนั้นมาก็สอนมาเรื่อยจนกระทั่งทุกวันนี้ แต่ก่อนไม่ได้สอน เรียนออกมานักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก เปรียญ ไม่สอนใครทั้งนั้น เป็นครูสอนนักเรียนในโรงเรียนก็ไม่เอา ผู้ใหญ่ท่านจะให้เป็นครูสอน....ไม่เอา ครูไม่อดไม่อยากเอาองค์ไหนก็ได้ เราว่าอย่างนั้นเสียเราเลยหลีกได้ ถ้าหากว่าครูไม่มีจริง ๆ เราจะหลีกอย่างนั้นมันก็ไม่งาม แต่นี้ครูก็มีอยู่ ผู้มีภูมินั้นมีอยู่ที่จะเป็นครู เราก็ทิ้งให้องค์นั้น ๆ ไปเสียเราก็ออกได้ ๆ เราจึงไม่เป็นครูใครเลย นักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก มหาเปรียญ ไม่เคยเป็นครูสอนใครทั้งนั้น สอน...ครูปริยัตินะ ปริยัติเราก็ไม่เคยเป็นครูสอน ออกทางภาคปฏิบัติแล้วก็ยิ่งไม่สอนใครเลยตลอด จนมาสอนเอาตอนที่พ่อแม่ครูจารย์มรณภาพไป อันนี้มันรุมกันเหลือประมาณ ไปอยู่ในป่าในเขาที่ไหนรุม ๆ พระเณร จากนั้นมาก็เกี่ยวข้องกับประชาชนญาติโยม พอเอาโยมแม่บวชแล้วก็รุมใหญ่ละ ยิ่งใหญ่ขึ้นทุกวันนะ ไม่ใช่น้อย ๆ นะ

        เมื่อเช้านี้ก็ ๒๐๐ บาตรว่าไง เราคนเดียวก็ร้อยบาตร พระรับแทนอีกก็ร้อยบาตร เมื่อเช้านี้เป็น ๒๐๐ บาตรพอดี นั่นน้อยหรือมากดูซิ รุมหรือไม่รุมดูเอา พิลึกนะ บทเวลาฉันแล้วเท่านี้ก็ไม่หมด โห เวลารับฟาดเอาเสียจน...พอพูดอย่างนี้ก็คิดถึงท่านสิงห์ทอง ท่านเป็นนิสัยพระตลกตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เป็นพระตลก แต่เป็นเด็กขี้ดื้อ พอโตขึ้นมาเป็นพระนี่ แต่ท่านเด็ดเดี่ยวนะ นิสัยท่านเด็ดมากนะ เวลาจริงนี้จริงเอาจริง ๆ เวลาเล่นก็เล่นอย่างนั้นแหละ ไปบิณฑบาต บิณฑบาตกับเรานี่แหละ คนใส่บาตรมาก ๆ ใส่เดี๋ยวเต็ม ๆ โอ๊ย บาตรมันเล็กเกินไป คนนั้นก็ว่าบาตรนี่เล็กเกินไปใส่คนสองคนก็เต็มแล้ว ๆ เดี๋ยววันพรุ่งนี้อาตมาจะหามโอ่งมานะ

ก็อย่างนั้นละบทเวลาจะตอบเขาท่านสิงห์ทอง เดี๋ยววันพรุ่งนี้อาตมาจะหามโอ่งมานะ ท่านชอบพูดอย่างนั้น นิสัยตลก ท่านพูดเล่นไปอย่างนั้นนะ อัฐิท่านกลายเป็นพระธาตุนะท่านสิงห์ทอง นั่นละถ้ากลายเป็นพระธาตุแล้วเรียกว่าเพชรน้ำหนึ่งได้แล้ว จิตไม่บริสุทธิ์เป็นพระธาตุไม่ได้ ในตำราท่านบอกไว้ชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์ บอกไว้ตรงเป๋งเลย บอกว่าอัฐิที่จะกลายเป็นพระธาตุได้มีอัฐิของพระอรหันต์เท่านั้น บอกว่าเท่านั้น

        นี่ลูกศิษย์ของพ่อแม่ครูจารย์มั่นเราก็หลายองค์มากนะ นับได้สิบกว่าองค์ตั้งแต่อัฐิกลายเป็นพระธาตุนะ เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่นทั้งนั้นแหละ อัฐิกลายเป็นพระธาตุดูเหมือนจะสิบกว่าองค์นะ นี่ท่านผลิตลูกศิษย์ลูกหาได้มากขนาดไหน ท่านเป็นผู้บุกเบิกแทบเป็นแทบตาย ไม่ได้ฉันถั่วฉันงา ฉันแต่ข้าวเปล่า ๆ ท่านเล่าให้ฟัง เวลาท่านบุกเบิกได้ลูกศิษย์ลูกหามากขนาดไหนดูซิ เพชรน้ำหนึ่ง ๆ กระเทือนอยู่ทั่วประเทศไทยนี่

เฉพาะอย่างยิ่งภาคอีสานนี้มีแต่ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นทั้งนั้นแหละเด่นมาก นับแต่หลวงปู่แหวนลงมาแหละ หลวงปู่พรหม หลวงปู่แหวน หลวงปู่ขาว มาเรื่อย เรื่อย ๆ มา หลวงปู่ฝั้น อย่างนี้ใช่ทั้งนั้น หลวงปู่คำดี ก็เป็นพระธาตุแล้ว อัฐิเป็นพระธาตุแล้วหลวงปู่คำดี หลวงปู่ฝั้น เหล่านี้เป็นหมดละ หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวนเป็น ท่านจวน ภูทอกก็เป็น ท่านสิงห์ทอง นี้ก็เป็น ท่านอาจารย์พรหมที่บ้านดงเย็นก็เป็น เป็นหลายองค์ เราจำไม่ได้นะมีอยู่ แล้ว แม่ชีแก้ว ก็เป็น

        แม่ชีแก้วที่อยู่บ้านห้วยทราย นี้เป็นลูกศิษย์ดั้งเดิมของท่านมาตั้งแต่เป็นสาวโน่นนะ แกภาวนาเป็นตั้งแต่เป็นสาวโน่น จนเขาหาเรื่อง แต่ไม่ใช่เขาตั้งใจฟ้องนะ เขาพูดกันหยุมหยิม ๆ นอกสภาโน่นแหละ เขาว่าผู้เฒ่ารักสาว เขาว่าผู้เฒ่ารักเด็กสาว ว่างั้น เขาว่าหลวงปู่มั่นรักเด็กผู้สาวนั่น คือวันท่านภาวนาของท่านนั้น ทางนี้ภาวนาเป็นยังไงวันไหนแปลก ๆ ท่านจะสั่งออกไปข้างนอก ไปวัด ตอนฉันจังหันเสร็จแล้ว ก็เอากันตอนนั้นละ พระเณรนี้รุมเต็มหมดเลย เวลาแกไปนี่ แกเล่าภาวนาทางด้านจิตใจของแก ก็คนไม่ได้เรียนนี่ เวลาเป็นยังไงก็พูดตามเรื่องความเป็น ก็สนุกฟังละซิ พระเณรนี้ล้อมเต็มไปหมดเลย แกก็ไปกับพวกคนเฒ่าคนแก่ ไปจังหันนั่นแหละ

        บางทีไปบิณฑบาตอย่างนี้ พอไปถึงจุดนั้นจะบอก วันนี้ออกไปวัดนะ แน่ะท่านสั่งไว้นะ วันนี้ท่านได้เหตุแล้วกลางคืนนั้น เป็นยังไงภาวนาเมื่อคืนนี้ นั่นเอาละนะ ถ้าธรรมดาๆ ท่านก็ไม่ว่า ถ้าวันไหนทางนี้เขาภาวนาแปลกๆ แล้วท่านจะสั่งทางโน้นแหละ ท่านก็เหมือนญาณหยั่งทราบอยู่ตลอดเวลาจะว่าไง ทางนี้จนเก็งได้เลยว่า วันนี้ญาท่าน เรียกญาท่าน คือความเคารพเรียกญาท่าน วันนี้ญาท่านจะให้ออกไปวัดแน่ๆ ละวันนี้ ภาวนาเป็นอย่างนี้ พอบิณฑบาตมาถึงนั้น วันนี้ออกไปวัดนะ นั่นเห็นไหม ท่านหยั่งทราบทุกอย่าง

        ทีนี้พอท่านจะจากที่นั่นไปท่านก็บอกตรงๆ เลย บอกว่า นี่ถ้าเป็นผู้ชายแล้วเราจะเอาไปด้วย เอาไปบวชเป็นเณร ท่านว่าอย่างนั้นนะ เอาไปบวชเป็นเณรด้วย อายุแกตอนนั้นก็ในราว ๑๖-๑๗ ปี นี่เป็นผู้หญิงมันลำบากลำบน ไม่เอาไปแหละ อยู่นี่แหละ จะเป็นบ้าครอบครัวเหมือนโลกเขาก็แล้วแต่เถอะ ท่านว่าอย่างนั้นนะ จะเป็นบ้าครอบครัวเหมือนโลกเขาก็แล้วแต่เถอะท่านว่า ท่านจะไปแล้วท่านก็ไป แต่อย่าภาวนานะ นี่สำคัญ ท่านสั่งไว้จุดนี้แหละ

        คือนิสัยแกผาดโผนมาก เรื่องภาวนานี้นิสัยผาดโผนมากจริง ๆ เหาะเหินเดินฟ้าดำดินบินบนในหัวใจมันออกรู้ออกเห็นหมด เทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมเปรตผีนี้ มันไปรู้ไปหมดนั่นซิ ทีนี้เวลาไม่มีครูมีอาจารย์คอยแนะคอยบอกกลัวมันจะเสีย ท่านจึงห้ามไม่ให้ภาวนา เราไปนี้ไม่ต้องภาวนาแหละ ต่อไปมันก็จะมีครูมีอาจารย์สอนเหมือนกันนั่นแหละ ท่านว่าอย่างนี้ ท่านว่าผ่านๆ ไปอย่างนี้แหละ ต่อไปมันก็จะมีครูมีอาจารย์สอนเหมือนกันนั่นแหละ ตอนนี้อย่า อย่าภาวนานะ ท่านห้าม แกก็ไม่ภาวนา

        พอทีนี้นานเข้า ๆ หนักเข้ามันอดไม่ได้ มันอยากภาวนาอยู่ตลอดแกก็เลยภาวนา ก็พอดีเป็นจังหวะที่เราไปที่นั่นพอเหมาะดีเลยเทียว ไปแกก็มาเล่าให้ฟัง เราไปเราไปจำพรรษาบนภูเขาให้หมู่เพื่อนจำข้างล่าง เรากับเณรหนึ่งไปจำพรรษาอยู่บนภูเขา บ้านห้วยทรายนั่นแหละ พอวันพระหนึ่ง ๆ พวกเขาจะไป ไปพร้อมกันไปละ ไปทั้งวัดเขาเลยแหละ พวกแม่ชีแม่ขาวหลั่งไหลกันไปขึ้นบนภูเขาหาเราตอนบ่าย ๔ โมง ๔ โมงเย็นเขาก็ไป ตอนจวน ๖ โมงเย็นเขาก็กลับลงมา

        ไปแกไปเล่าให้ฟัง ขึ้นต้นก็น่าฟังเลยนะ พอแกขึ้นต้นก็น่าฟังทันที นี่ก็ไม่ได้ภาวนาพึ่งเริ่มมาภาวนานี่แหละ ญาท่านมั่นท่านไม่ให้ภาวนา แกว่าอย่างนั้น ท่านห้ามไม่ให้ภาวนา เราก็สะดุดใจกึ๊ก มันต้องมีอันหนึ่งแน่นอน ลงหลวงปู่มั่นห้ามไม่ให้ภาวนานี้ต้องมีอันหนึ่งแน่นอน ไปแกก็ไปเล่าภาวนาให้ฟังนี้ โถ ไม่ใช่เล่น ๆ พิสดารเกินคาดเกินหมาย เราก็จับได้เลยทันที อ๋อ อันนี้เองที่ท่านห้ามไม่ให้ภาวนา พอไปอยู่กับเรา วันนี้เปิดให้รู้เสีย ไปหาเราก็ภาวนา พูดตั้งแต่เรื่องความรู้ความเห็น ไปโปรดเปรตโปรดผีโปรดอะไรต่ออะไร นรกสวรรค์แกไปได้หมดรู้หมด แกรู้ ทีนี้เวลาภาวนามันก็เพลินแต่ชมสิ่งเหล่านี้

        ครั้นไปหาเรานานเข้า ๆ เราก็ค่อยห้ามเข้า หักเข้ามาเป็นลำดับลำดา ห้ามไม่ให้ออก ต่อไปห้ามไม่ให้ออกเด็ดขาด นี่แหละเอากันตอนนี้ ทีแรกให้ออกได้ ให้ออกก็ได้ไม่ออกก็ได้ ได้ไหมเอาไปภาวนาดู ครั้นต่อมาไม่ให้ออก ต่อมาดัดเลยเด็ดเลย ห้ามไม่ให้ออกเป็นอันขาด นั่นเอาขนาดนั้นนะทีนี้ ให้แกรู้ภายใน อันนั้นเป็นรู้ภายนอกไม่ใช่รู้ภายใน ไม่ใช่รู้เรื่องแก้กิเลส จะให้แกเข้ามารู้ภายในเพื่อจะแก้กิเลส แกไม่ยอมเข้า เถียงกันแกก็ว่าแกรู้ แกก็เถียงกันกับเรานี่แหละตอนมันสำคัญนะ พอมาเถียงกับอาจารย์ อาจารย์ก็ไล่ลงภูเขา ร้องไห้ลงภูเขาเลย ไปจะไปที่ไหนไป สถานที่นี่ไม่มีบัณฑิตนักปราชญ์มีแต่คนพาลนะ ใครเป็นบัณฑิตนักปราชญ์ให้ไป ลงไป ไล่ลงเดี๋ยวนั้น ร้องไห้ลงไปเลยเราก็เฉย น้ำตานี้ไม่เห็นมีประโยชน์อะไร เราเอาตรงนั้น ไล่..ลงไป อย่าขึ้นมานะ แต่นี้ต่อไปห้าม ดัด เด็ดกันเลย

        ไปได้ ๔-๕ วันโผล่ขึ้นมาอีก ขึ้นมาอะไร เดี๋ยว ๆ ให้พูดเสียก่อน เดี๋ยว ๆ ให้พูดเสียก่อน มันอะไรกันนักปราชญ์ใหญ่ เราว่าอย่างนั้นนะ ว่านักปราชญ์ใหญ่ เดี๋ยว ๆ ให้พูดเสียก่อน เดี๋ยว ๆ ให้พูดเสียก่อน คราวหลังแกจึงเล่าให้ฟัง คือไปมันหมดหวัง แกก็หวังจะพึ่ง ก็พูดเปิดอกเสียเลย แกหวังว่าจะพึ่งอาจารย์องค์นี้ ชีวิตจิตใจมอบไว้หมดแล้วไม่มีอะไร แล้วก็ถูกท่านไล่ลงจากภูเขา เราจะพึ่งที่ไหน แล้วเหตุที่ท่านไล่ท่านก็มีเหตุมีผลของท่านว่าเราไม่ฟังคำท่าน ท่านไล่นี่ ถ้าหากว่าเราจะถือว่าท่านเป็นครูเป็นอาจารย์แล้วทำไมจึงไม่ฟังคำของท่าน เพราะเราอวดดี แล้วมันก็เป็นอย่างนี้ ไม่เห็นได้เรื่องได้ราวอะไร

ทีนี้ก็เลยเอาคำของท่านมาสอนมาปฏิบัติมันจะเป็นยังไง เอาว่าซิ มันจะจมก็จมไปซิ คราวนี้เลยเอาคำของเราไปสอนบังคับไม่ให้ออกอย่างว่านั่นแหละ แต่ก่อนมีแต่ออก ๆ ห้ามขนาดถึงว่าไล่ลงภูเขา แกไม่ยอมเข้ามีแต่ออกรู้อย่างเดียว พอไปหมดท่าหมดทางหมดที่พึ่งที่เกาะแล้วก็มาเห็นโทษตัวเอง ถ้าว่าเราถือท่านเป็นครูเป็นอาจารย์ทำไมไม่ฟังคำท่าน ฟังคำท่านซิ ทำลงไปแล้วเป็นยังไงให้รู้ซิ เลยทำตามนั้น

        พอทำตามนั้นมันก็เปิดโล่งภายในซิที่นี่ จ้าขึ้นเลยเชียว นี่ก็สรุปความเอาเลย นี่แหละที่กลับขึ้นมา กลับขึ้นมาเพราะเหตุนี้ ทีนี้ได้รู้อย่างนั้น ๆ ละที่นี่ รู้ตามที่เราสอนนะ เออ เอาละที่นี่ขยำลงไปนะตรงนี้ ทีนี้อย่าออกอย่ายุ่ง ยุ่งมานานแล้วไม่เห็นเกิดประโยชน์อะไร เหมือนเราดูดินฟ้าอากาศดูสิ่งเหล่านั้นน่ะ ดูเปรตดูผีดูเทวบุตรเทวดา มันก็เหมือนตาเนื้อเราดูสิ่งเหล่านี้ไม่เห็นเกิดประโยชน์อะไร ถอนกิเลสตัวเดียวก็ไม่ได้ นี่ตรงนี้ตรงถอนกิเลส เราก็ว่าอย่างนี้ เอ้าดูตรงนี้นะ

        แกก็ขยำใหญ่เลย เอาใหญ่เลย ลงใจ ไม่นานนะก็ผ่านไป แกบอกแกผ่านมานานนะ สมควรที่อัฐิจะกลายเป็นพระธาตุได้รวดเร็ว เราก็ไปอยู่นั้นปีหนึ่ง ปีที่สองนั่นละ ปีแรกปีขนาบกันใหญ่ ปีไล่ลงภูเขานั้นปีแรก เราจำพรรษาบนภูเขา พอออกพรรษามาแล้วแกก็ขนาบใหญ่เลย เอาตัวเองใหญ่เลยก็ผ่าน ผ่านได้ เพราะงั้นเวลาแกตายแล้วอัฐิของแกจึงกลายเป็นพระธาตุ เป็นพระธาตุเรียบร้อยแล้ว ก็นานขนาดนั้นนะ พ.ศ.๙๔ เราไปจำพรรษาที่ห้วยทราย ในราวสัก ๙๕ ละมั้งแกก็ผ่าน จากนั้นมาจนกระทั่งถึงแกได้เสียไปได้สามปีนี้มั้ง ๕๓๕-๓๖ นี้ละมั้งเราก็ลืมเสีย แกเสียได้สองสามปีนี้ ตั้งแต่โน้นมาจนกระทั่งถึงวันแกเสียมันก็นาน ก็กลายเป็นพระธาตุได้ง่าย

        อัฐิกลายเป็นพระธาตุนี้ไม่แน่ เรื่องเป็นนั้นเป็น เป็นได้ไม่สงสัย แต่จะเป็นช้าเป็นเร็วนั้นเป็นอยู่กับจิตของผู้ทรง จิตที่บริสุทธิ์นั้นถ้าบรรลุธรรมได้อย่างรวดเร็วแล้วก็ตายเสียอย่างรวดเร็วนี้ อัฐิจะกลายเป็นพระธาตุช้ามาก เพราะจิตใจนี้ยังไม่ได้ฟอกธาตุขันธ์ให้มีความละเอียดลออให้มีความสะอาดสะอ้าน แล้วเจ้าของตายไปเสียก่อน จิตก็ยังไม่ได้ฟอกให้ถึงขีดถึงที่ถึงแดน อันนี้จะกลายเป็นพระธาตุช้า องค์ไหนที่อบรมเจ้าของอยู่ ค่อยคืบคลานไปเรื่อย คืบคลานไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงที่สุดวิมุตติ เสร็จแล้วค่อยตาย อย่างนี้อัฐิก็กลายเป็นพระธาตุได้เร็ว และยังครองขันธ์อยู่อีก ต่อไปอีก นอกจากจิตบริสุทธิ์แล้วยังครองขันธ์ไปอีกนานนี้ยิ่งเร็ว พอตายไปแล้วอัฐิก็กลายเป็นพระธาตุได้อย่างรวดเร็ว มันเป็นชั้น ๆ

        คือจิตที่บริสุทธิ์นี้ฟอกขันธ์ ฟอกธาตุฟอกขันธ์ฟอกโดยหลักธรรมชาติก็ฟอกอยู่อย่างนั้น แล้วเวลาเข้าที่เดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนา จิตส่งเข้าข้างในนี้ยิ่งเป็นการฟอก ภาวนาเท่าไรก็ยิ่งฟอกเข้าไปเรื่อย ๆ มันสะอาด ในเวลาตายแล้วอัฐิก็กลายเป็นพระธาตุได้ แต่ถ้าหากว่าท่านอธิษฐานไม่ให้เป็นพระธาตุนี้อาจไม่เป็นนะ มันก็ไม่แน่นักนะ เพราะจิตของท่านมีอำนาจนี่ เช่นอย่างท่านตายท่านอธิษฐานจิตของท่านไม่ให้กลายเป็นพระธาตุอย่างนี้ก็อาจเป็นได้นะ อาจจะไม่เป็นพระธาตุแหละ คือจะเป็นได้ตามท่านอธิษฐานไม่ให้เป็นพระธาตุนี้อาจเป็นได้นะ เพราะจิตท่านมีอำนาจ

        เช่นอย่างพระอานนท์ตายแล้วอัฐิก็แยกออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งแม่น้ำอะไรลืมแล้วแหละที่พระอานนท์นิพพาน อธิษฐานอัฐิร่างกายของตัวเองให้แตกเป็นสองภาคเลย ไปฝั่งโน้นภาคหนึ่ง ฝั่งนี้ภาคหนึ่ง นี่พระอานนท์ ก็อย่างนั้นแล้วบริสุทธิ์แล้ว อัฐิกลายเป็นสองภาคไปฝั่งแม่น้ำอะไรนะ เป็นญาติทั้งสองฝ่ายนั้นแหละ เมื่อพูดตามตำราแล้วเป็นญาติเป็นลูกศิษย์ทั้งสองฝ่าย จะต้องได้ทั้งสองฝ่ายว่างั้นเถอะ เวลานั้นท่านอธิษฐานให้อัฐินี้แยกเป็นสองฝ่ายไปเลย ท่านจะแยกแบบไหนเราจะไปคาดไม่ได้นะคาดเรื่องธรรมนี่ ธรรมนี่เหนือโลกเหนือสงสาร ใครไปคาดไปเดาไปด้นอะไรไม่ได้ทั้งนั้นแหละ เพราะอันนี้เหนือโลกเหนือสงสาร เหนือความคาดหมายของกิเลสตัณหาทุกประเภท ท่านจึงเรียกว่าธรรม โลกุตรธรรม แปลว่า ธรรมเหนือโลก แปลออกแล้วนะ โลกุตรธรรม

        พูดถึงเรื่องอัฐิกลายเป็นพระธาตุนี้ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นนี้มีมาก ที่ชัด ๆ มาแล้วก็หลายองค์แล้วนี่ ร่วมสิบแล้วแต่เราจำได้นะ หลวงปู่เสาร์ท่านก็กลายเป็นพระธาตุของท่าน อาจารย์ของหลวงปู่มั่นนะ อันนั้นก็กลายเป็นพระธาตุของท่าน อย่าง หลวงปู่มั่นของเรานี้เป็นพระธาตุอย่างพิสดารมากนะ ไม่เหมือนพระธาตุใด ๆ ในบรรดาพระธาตุทั้งหลายนี้หลวงปู่มั่นนี่พิสดารมากทีเดียว เป็นแก้วใสๆ เขียวๆ ก็มีอยู่ในผอบเดียวกัน ทีแรกก็เป็นอัฐิด้วยกันทั้งนั้นนะ ครั้นต่อมานี่แยกตัวออกเป็นเหมือนแก้วขาวๆ แล้วต่อมาบางชิ้นก็เป็นเหมือนแก้วเขียวๆ เขาเรียกแก้วผลึกหรืออะไรเขียวๆ แล้วกลายเป็นพระธาตุขึ้นมา เป็นพระธาตุกลมๆ อย่างนี้ใสแจ๋วเลย บางองค์ก็เป็นพระธาตุเหมือนพระธาตุธรรมดา พระธาตุพระอรหันต์ธรรมดาเท่าเมล็ดข้าวโพดๆ อันนี้มีเยอะ แต่ที่แยกที่แตกออกไปเป็นแปลก ๆ ต่าง ๆ นั้นมีน้อย นี่แหละแปลกอยู่

        หลวงปู่มั่นนี่แปลกอยู่มาก ท่านคงขัดมานานเหมือนกันนะ อายุท่านพรรษาท่านจะ ๒๒-๒๓ ปีมั้ง หรือจะเลยนั้นก็ไม่ทราบ ท่านมาผ่านที่เชียงใหม่ ที่ท่านได้หลักได้เกณฑ์ท้าทายได้ก็ไปฝึกอยู่ถ้ำสาริกา ที่ว่าต่อสู้กับผีใหญ่ยักษ์ใหญ่เขียนไว้ในประวัติฯ เวลาจิตมันสว่างจ้านี้ครอบโลกธาตุท่านว่า มองไปเห็นหมดทุกอย่างเลย อยู่ที่ถ้ำสาริกานั่นแหละเป็นครั้งแรกท่านบอก ท่านไม่เคยเป็นมาแต่ไหนแต่ไร เป็นครั้งแรกเท่านั้นแหละท่านว่าอย่างนั้น จากนั้นมาท่านก็ได้หลัก ท้าทายได้เลยที่นี่ ท่านก็กลับมาที่เชียงใหม่ มาเป็นที่เชียงใหม่ แต่มาเป็นที่เชียงใหม่ไม่ทราบเป็นพรรษาที่เท่าไรเราไม่รู้เสีย จากนั้นท่านก็ผ่านมาอยู่นี้อีกนาน กว่าท่านจะมรณภาพก็มาอยู่ที่อุดรฯตั้ง ๑๐ ปี มาจากเชียงใหม่มาอยู่อุดรฯก็ตั้ง ๑๐ ปีท่านถึงมรณภาพ

        ท่านอาจารย์พรหมนี้ก็เป็นมาตั้งแต่โน้น เชียงใหม่นี้เพาะพระอรหันต์ได้หลายองค์นะที่เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ หลวงปู่มั่นเราก็ใช่ หลวงปู่พรหมก็ใช่ หลวงปู่ขาวก็ใช่ หลวงปู่แหวนก็ใช่ ๔ องค์ที่เชียงใหม่นะ นี่เราว่าผลิตพระอรหันต์ขึ้นได้หลายองค์ เท่าที่เราจำได้นะ ๔ องค์ คือหลวงปู่มั่นองค์หนึ่ง หลวงปู่ขาวองค์หนึ่ง หลวงปู่แหวนองค์หนึ่ง หลวงปู่พรหมองค์หนึ่ง แต่เมืองอุดรฯเรานี้ผลิตได้ตั้งแต่เสื่อกับหมอน พูดแล้วโมโห เอ้อ พอหันมาหาเจ้าของทีไรแฟบหมด มันน่าโมโหนะ หันไปทางไหนก็น่าเพลิดน่าเพลิน หันไปหันทางโน้นทางนี้รอบตัวน่าเพลิดน่าเพลิน พอหันมาหาเจ้าของมีแต่กองมูตรกองคูถ น่าโมโหนะ

        นี่ละธรรมของพระพุทธเจ้าประกาศท้าทายอยู่ตลอดไปนะ คือพื้นแห่งธรรมแล้วเหมือนกับสมบัติมีในร้านเต็มไปหมด ใครจะเอาไปทำประโยชน์อะไรก็ได้ ถ้าไม่ทำประโยชน์จะให้กองเต็มร้านอยู่อย่างนั้นก็เป็นทองเต็มร้านอยู่อย่างนั้นไม่เกิดประโยชน์อะไร ถ้าจะเอาไปทำประโยชน์ก็เป็นประโยชน์อย่างนั้น นี้ศาสนธรรมของพระพุทธเจ้าเหมือนตลาดแห่งมรรคผลนิพพาน สินค้าเต็มเลย สินค้าคือมรรคผลนิพพาน ถ้าผู้ปฏิบัติตามหนักเบามากน้อยก็จะได้มาครอง ได้มาครองมากน้อย ๆ ที่ว่าผลิตขึ้นเป็นพระโสดา พระสกิทา พระอนาคา พระอรหันต์นั้น ล้วนแล้วแต่สินค้าที่เลิศเลอ ออกมาจากพุทธศาสนาทั้งนั้น ถ้าผู้ปฏิบัติตามจะเป็นผู้ได้ครองธรรมเหล่านี้ เป็นอริยธรรม ผู้ไม่ปฏิบัติจะนั่งเฝ้าคัมภีร์อยู่เฉย ๆ ก็ไม่เกิดประโยชน์ เรียนก็เรียนมางั้นก็มีแต่ความจำ  ความจริงไม่มีในหัวใจกิเลสไม่ถลอกปอกเปิก

        จะว่าอะไรว่าให้เจ้าของเองนี่ แบกมหาไปหาพ่อแม่ครูจารย์มั่นเราลืมเมื่อไร เรียนมาเต็มหัวอกแต่ไม่รู้จักวิธีจะปฏิบัติ เช่น เครื่องทำครัวนี้ เราไม่ใช่นักทำครัว เราไม่ใช่แม่ครัว อาหารเครื่องทำครัวเต็มรอบด้านรอบตัวเอง แต่จะจับอะไรมาใส่อะไรผสมอะไร ที่จะเป็นแกงเป็นต้มเป็นอาหารประเภทใดนี้จับมาไม่ถูกน่ะซิ อันไหนก็เป็นเครื่องครัวทั้งนั้น แต่ไม่ทราบว่าเครื่องครัวอันไหนจะเอามาประกอบกับอะไรถึงจะเป็นอาหารประเภทนั้น ๆ ขึ้นมานี้ เราไม่ใช่แม่ครัวเราไม่รู้ อันนี้เรียนมาก็แบบเดียวกัน อาหารเต็มเครื่องทำครัวเต็ม แต่ไม่รู้จักวิธีประกอบ พอไปถึงพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี้ ท่านบอกหยิบอันนั้นมาใส่อันนี้ หยับอันนี้มาใส่อันนี้ ต้องทำอย่างนั้น ต้องทำอย่างนี้ ต้องทำนี้ เท่ากับว่าหยิบเอาเครื่องครัวมาทำอย่างนั้นมาทำอย่างนี้ ก็สำเร็จเป็นแกงเป็นนั้นขึ้นมา นี่ก็สำเร็จเป็นพระสกิทา เป็นพระอนาคา เป็นพระอรหันต์ขึ้นมาซิจะว่ายังไง นี่แหละสำเร็จเป็นแกงขึ้นมา เป็นชั้น ๆ ขึ้นมาจนกระทั่งถึงอรหัตภูมิออกมาจากนี้แหละ แล้วเราเรียนมามันไม่เกิดประโยชน์อะไร ไม่รู้จักใช้ เวลาท่านหยิบยกก็เรียน ๆ มาแล้ว พอท่านว่าอะไรปั๊บก็เข้าใจทันที ๆ เพราะเรียนมาแล้ว แต่ไม่รู้จักวิธีประกอบเท่านั้นเอง มันก็เข้าใจ ๆ

        ศาสนาของพระพุทธเจ้าจึงเป็นศาสนาที่ท้าทายได้เลย เป็นศาสนาที่เลิศโลก เป็นศาสนาคู่โลกคู่สงสารคู่บ้านคู่เมือง คือพุทธศาสนา ศาสนานี้เป็นศาสนาที่ยืนยันได้ เป็นศาสนาคู่โลกคู่สงสารคู่บ้านคู่เมือง พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ตรัสรู้แต่ธรรมประเภทนี้แหละขึ้นมาเป็นตลาดแห่งมรรคผลนิพพาน ตรัสรู้ขึ้นมาเป็นตลาดแห่งมรรคผลนิพพาน ๆ ผู้ปฏิบัติตามก็เป็นคนดีโดยลำดับเป็นอย่างน้อย มากกว่านั้นก็เป็นอริยบุคคล เป็นอริยภูมิไปเรื่อย ๆ สำเร็จเป็นมรรคเป็นผลขึ้นมาตามธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่มีคำว่าไร้ผลไร้ประโยชน์

        สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ที่ว่าดีแล้วชอบแล้ว จะนิพพานแล้วก็ยังชอบแล้วอยู่อย่างนั้น ดีแล้วอยู่อยู่อย่างนั้น อันไหนที่ว่าผิดก็ผิดอยู่อย่างนั้น พระพุทธเจ้านิพพานไปแล้วก็ผิดอยู่อย่างนั้น ใครไปทำก็ร้อนเป็นไฟไปเลย พระพุทธเจ้านิพพานไปแล้วอันไหนที่เย็นก็เย็นอยู่อย่างนั้น พระพุทธเจ้านิพพานแล้วก็เย็นอยู่อย่างนั้น จึงเรียกว่าตรัสไว้ชอบแล้ว

        อย่างที่ท่านรับสั่งขนาบพระอานนท์ เราก็ยังไม่ลืมได้พูดให้ลูกศิษย์ฟังหลายครั้งแล้ว ไปขออาราธนาพระพุทธเจ้าให้อยู่โปรดสัตว์โลกไปนาน ๆ พระอานนท์ไปอาราธนาพระพุทธเจ้าให้อยู่โปรดสัตว์โลกไปนาน ๆ ท่านขู่เลย อานนท์มาหวังอะไรกับเราอีก สวากขาตธรรมเราตรัสไว้ชอบแล้วทุกอย่าง นั้นคือองค์ศาสดาแทนเรา นั่นเห็นไหมท่านดุเอา เราตรัสไว้ชอบแล้วทุกอย่าง อยู่ในธรรมนั้นหมด นั่นละศาสดาองค์เอก คือธรรมคือวินัยนั้นแล นั่นแหละเป็นศาสดาแทนเรา จะเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายแทนเราตถาคตเมื่อเราผ่านไปแล้ว จากนั้นมาก็ปลอบโยน เอาเถอะ  อานนท์  ขอให้ปฏิบัติตามสวากขาตธรรมที่ตรัสไว้ชอบแล้วนี้เถิด พระอรหันต์ไม่สูญจากโลกนะอานนท์ นี่คำปลอบ ปลอบคำหลังนี้ ขอให้ปฏิบัติตามหลักธรรมวินัยที่เราสอนไว้แล้วนี้เถิด พระอรหันต์ไม่สูญจากโลกนะอานนท์ ท่านบอกงั้นเลย

เอาละทีนี้ให้พร


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก