เปิดโลก
วันที่ 26 ตุลาคม 2539
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๓๙

เปิดโลก

ทางฝั่งโน้น ทางประเทศลาวฝั่งทางโน้นก็น้ำท่วมเหมือนกัน แม่น้ำโขงท่วมเหมือนกัน ปีกลายนี้ก็จมไปเยอะว่างั้น ปีนี้ค่อยยังชั่วหน่อย น่าสงสารเหมือนกันกับทางเรา คือแม่น้ำโขงมานี้มันไหลออกทั้งสองฟากเลย ท่วมนาเขาหมด ปีกลายนี้แทบไม่ได้กินกันว่างั้น เพราะฉะนั้นถึงอดอยากมากปีนี้ มาชนข้าวใหม่นี้ค่อยยังชั่ว ปีนี้น้ำไม่ค่อยท่วมนักพอถูพอไถกันบ้าง อีกสักวันสองวันข้าวเราก็จะไปถึง ๑๕๐ ตันเอาไปเข้าในเขา ผ้าห่มไม่ได้มากมีหมื่นผืน ของเราหกพัน ของเสี่ย..สี่พัน เป็นหมื่นหนึ่ง ผ้าห่มดีหนา อันนี้จะเข้าไปในเขาทั้งหมดเลย เข้าไปในหุบเขา ๆ

ไปเห็นแล้วน่าสงสาร เมื่อวานนี้ไปต้อนรับเหมือนพี่น้องเราอันเดียวทางเรานี่ แหม สวยงามมากนะ นั่นละก็ลูกชาวพุทธ..ลาว พื้นเพนิสัยดั้งเดิม แล้วเขาก็มีวัดเหมือนกัน อันนี้นิสัยดั้งเดิมเหมือนเรานี่ การปกครองมาเปลี่ยนแปลงไม่กี่ปีมานี่ กิริยาภายในของเขาที่เป็นนิสัยก็ฝังลึกเป็นชาวพุทธเราเลย นั่งงี้เรียบร้อย ยื่นอะไรให้ยกมือไหว้เสียก่อนแล้วค่อยรับ ๆ ไปเห็นแล้วสงสาร

เมื่อวานนี้ไม่ได้เอาของไปอะไรมากนัก เต็มรถพอดี ข้าวเอาไป ๑๐ ถุงไปให้เฉพาะโรงพยาบาล ผ้าห่มก็ไม่กี่สิบผืนแหละ เพราะมันเต็มรถ พอดีเต็มรถเลย แล้วก็แจกน้ำใจเมื่อวานนี้ ก็บอกว่าเรามาให้น้ำใจกับพี่น้องทั้งหลาย ให้พวกพยาบาล หมอทั้งหมด ให้คนละห้าพัน ๆ เฉพาะเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลนั้น ๙๒ คนให้คนละห้าร้อย ๆ แล้วคนไข้ให้ทุกคน ถ้าไข้หนักให้มากให้ห้าร้อย ถ้าไข้เบาธรรมดาให้คนละสามร้อย ๆ เด็กติดหลังแม่มาก็ให้ร้อยหนึ่ง ส่วนมากเด็กมันติดหลังแม่มาให้ร้อยหนึ่ง ๆ ยังไม่จุใจเรา ให้เท่านั้นยังไม่จุใจในน้ำใจของเราที่มีต่อพี่น้องที่เป็นคนจนทั้งหลาย เรายังจะคิดอีกอาจจะเพิ่มอีก ไปคราวหน้าจะเข้าน้ำใจอีก

โห ยิ้มแย้มแจ่มใส มาพูดสั่งเสียกับเรานี่นะ ให้มีอายุมั่นขวัญยืน แล้วให้นิมนต์กลับมาอีก ให้กลับมาเยี่ยมเขาอีก นั่งเป็นตับอยู่นะ เขามาหมดนั่นแหละ เจ้าหน้าที่มาหมดเลย กิริยาเรียบเหมือนเราไม่มีผิดอะไรเลย พูดนี้ประนมมือเรียบ เพราะเขาเพิ่งมีผู้ปกครองใหม่ ๆ นี่ ผู้ปกครองใหม่เขาคงจะคิดใหม่ตามเราสังเกตดูนะ แผนการเดิมนั้นไม่ค่อยได้ผลคนเดือดร้อนมาก เขาเลยวางแผนการใหม่ท่า เราดูเฉย ๆ ไม่ได้ไปค้นคว้าอะไร ดูเดี๋ยวนี้จะอ่อนลงทางศาสนามากที่สุด เวลานี้นะ เพราะทำเป็นข้าศึกต่อศาสนามันเป็นภัยต่อโลกนี่นะไม่ใช่ธรรมดา ถ้าลงเป็นภัยต่อศาสนาแล้วต้องเป็นภัยต่อโลก เพราะศาสนาเป็นหัวใจของโลก ใครมีศาสนาที่ไหนใครก็อบอุ่นตามอำนาจวาสนาของตัวเอง ถ้าไม่มีศาสนาเลยมีแต่ร่างกายของเรานี้ไม่มีความหมายอะไรเลย เอาอันนี้ไปทับจิตใจก็ทับไม่ได้ซิ มันเดือดร้อนทั่วทั้งโลกนี่จะว่าไง

เขาคงจะคิดตามความรู้สึกของเรานะ คงคิดเปลี่ยนแผนใหม่ไม่ให้รุนแรงทางด้านจิตใจ เพราะเรื่องศาสนาเป็นความรุนแรงทางด้านจิตใจมากที่สุดเลย กระเทือนทั่วโลก โลกเป็นไฟ ถ้าลงจะเข้มแข็งหรือว่าเข้มข้นมากกว่านั้นไปอีกโลกนี้ต้องเป็นไฟ ศาสนานี้ทำลายไม่ได้เพราะเป็นจิตใจของคน ประการหนึ่งศาสนานี้มีมาเป็นพื้นฐานจริง ๆ เช่นพุทธศาสนา พุทธศาสนานี้มีมากี่กัปกี่กัลป์มีมาเป็นคู่โลกคู่สงสารมาตลอด พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ตลอดเรื่อยมา นี้เป็นความจริงมาดั้งเดิม อันนี้เป็นศาสนาหลักใหญ่ของโลกว่างั้นเถอะ ศาสนาเหล่านั้นก็ปลีกย่อยไปตามลัทธิของตนผู้เป็นเจ้าของศาสนาก็เป็นคนมีกิเลส แต่ส่วนพุทธศาสนาเราเจ้าของศาสนานี้เป็นผู้สิ้นกิเลส ต่างกันตรงนี้ เป็นสยัมภูด้วย ทรงรู้เองเห็นเอง ตรัสรู้ธรรมด้วยความบริสุทธิ์ใจ นำมาสั่งสอนโลกด้วยความแจ้งขาวดาวกระจ่าง ผิดกันตรงนี้

แต่อย่างไรก็ตามเรื่องศาสนานี้ย่อมเป็นที่ยึดของใจ ก็มีธรรมแทรกอยู่ในนั้นเรื่องศาสนา เพราะฉะนั้นจึงทำลายศาสนานี่ โอ๊ย ทำลายไม่ได้ ถ้าลงทำลายศาสนาแล้วก็เท่ากับทำลายโลกทั้งโลกให้จมไปเลย เป็นไฟไหม้โลก ศาสนาเป็นคู่เคียงกับใจ นี่เราคิดว่าคงจะอ่อนลงรับกันกับนี้กับทางด้านจิตใจ แล้วประการหนึ่งที่เราไปทำนี่ก็เป็นประโยชน์อันหนึ่งสำหรับการประสานระหว่างชาติต่อชาติได้เป็นอย่างดี และประการสำคัญก็คือว่าศาสนานี้ถูกตำหนิจากฝ่ายตรงกันข้ามว่าเป็นส่วนเกิน พระนี้เป็นส่วนเกิน อาศัยชาวบ้านเขากินไม่ได้ทำประโยชน์อะไร ทีนี้เวลามันออกรับกันก็อย่างที่เราทำไปนี่ พระเป็นส่วนเกินหรือไม่เกิน พระทำประโยชน์ให้โลกหรือไม่ให้ดู อันนี้มันก็รับกัน ก็ทำให้จิตที่เป็นอย่างนั้นยุบยอบลงไป

เพราะศาสนาจริง ๆ นี้ทำประโยชน์ให้โลกไม่มีอะไรเกินละ ทางด้านจิตใจ เรียกว่าชาร์จแบตเตอรี่ ธรรมะเข้าสู่ใจ ใจมีกำลังแล้วทำอะไรดีหมด เรียกว่าชาร์จแบตเตอรี่คือหัวใจกับธรรม ถ้าไม่มีธรรมเลยมีแต่โลกล้วน ๆ นี้เป็นฟืนเป็นไฟ ไม่ว่าใครก็ตาม ใครจะโอ้อวดว่าตัวมั่งมีศรีสุข มียศถาบรรดาศักดิ์สูงขนาดไหนก็ตามก็มีแต่ลมปากไม่ใช่ของจริง ของจริงคือธรรมภายในใจ ชาร์จแบตเตอรี่ ต่างคนต่างมีศีลมีธรรม ต่างคนต่างมีหิริโอตตัปปะก็เกรงใจกัน มีความเสียสละให้อภัยกันได้ นี่เรื่องของธรรม แล้วโลกก็อยู่ได้เป็นผาสุกถ้ามีธรรมเข้าแทรกแล้วนะ ถ้าไม่มีธรรมแล้วไม่ได้

เพราะฉะนั้นศาสนาจึงเป็นของจำเป็นมากสำหรับหัวใจของโลก เว้นศาสนาไม่ได้ แม้แต่คนเขาอยู่ในป่าในเขาลึก ๆ ที่ไหน เขาอยู่ไหนก็ตามเขาก็ยังมีศาสนาประจำของเขา เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจเขาได้เป็นอย่างดี มีที่ยึดที่เกาะ ถ้าไม่มีเลยนี้ไม่ได้

เมื่อวานนี้เขาก็ขอ ทางข้างในลึก ๆ ทางภูเขานั้นก็มีโรงพยาบาลเขาเรียกพงศาลี ทางทิศเหนือ เขามาขอตึกสักหลังหนึ่งเมื่อวานนี้ เขาสั่งมากับหมอ พวกเจ้านายเขาละสั่งมากับหมอที่โรงพยาบาลนั้นให้ติดต่อขอเรา เราก็บอกให้เขียนแปลนมาเลยเราให้เราว่างั้น ให้เขียนแปลนมา ขนาดกว้างแคบสั้นยาวขนาดไหนสูงต่ำขนาดไหนก็ให้เขียนแปลนมาพอเราได้ดูแปลน แต่เรื่องอนุญาตนี้อนุญาตแล้วว่าให้ เราบอกว่าเราให้ บอกให้ไปติดต่อกับคุณ..ให้เป็นผู้ประสานงานสร้างตึกทุกแห่ง ๆ ก็คุณ...เป็นคนประสานงาน เป็นคนสั่งการสั่งงานทำ

ตึกเราก็ไปดูแล้วเมื่อวานนี้เรียบร้อยดีสวยงามมาก เขาก็ชอบใจกันมากตึกของเรา ทำด้วยน้ำใจของพระจริง ๆ ไม่ให้มีคำต้องติ ให้ทำตามแบบตามแปลนนั้นเลยไม่ให้เคลื่อนคลาด เราสั่งไว้เด็ดขาดเลย เคลื่อนคลาดไม่ได้ ต้องให้ตรงเป๋งเลย เขาทำดีอย่างนั้นละไปดูแล้วเมื่อวาน ไปดูทั้งสองหลังเลย ตึกใหญ่ โอ้โห กว้าง ขยายออกอีก คือตึกเก่าเขาไม่ได้ขยายทั้งสองปีก นี่ของเราขยาย แล้วทั้งสี่ด้านขยายทั้งหมดเลยมันถึงกว้างมาก กว้างมากจริง ๆ หลายห้อง จากนั้นเครื่องอุปกรณ์ก็จะมาละ นี่ก็คงถ้าผ่านกฐินไปแล้วนี้เครื่องอุปกรณ์ก็มา รอพอให้งานนี้ผ่านไปก่อนเราบอก กำลังฉุกละหุกวุ่นวายเวลานี้ให้รอก่อน พอเสร็จนี้แล้วก็มาละของ

เครื่องอุปกรณ์ขาดตกบกพร่องตรงไหนเราจะให้ ให้เต็มกำลังความสามารถของเรา เพราะไปเห็นแล้วด้วยตา จนจริง ๆ ไม่มีอะไร ในห้องในหับไม่มีอะไรนี่ โอ๊ย น่าสงสาร คนไข้เต็มนะเมื่อวานนี้ก็ดี ไปดูคนไข้หมดทุกรายเลยแหละ ไปดูแล้วก็แจกของหมดทุกรายเลย ไปเขาก็พาตระเวนไปดูในเมืองปากซันไปดูหมดเมื่อวานนี้ รถคันเราให้เขาเราก็ขึ้นคันนั้นละไป รถแอมบูแลนซ์รถตู้สวยงาม เราก็ขึ้นคันนั้นไปตระเวนเที่ยวหมดเลย ไปดูหมดเมื่อวานนี้รอบเมือง เมืองกว้างนะ ที่ว่างมากไม่เหมือนเมืองไทยเราแออัด แม้แต่ทุ่งนาเรายังแออัด เขานั้นว่างอยู่ในตัวเมือง ยังว่างเยอะ ไปดูรอบหมดแล้วเมื่อวานนี้ เขาพักตอนเที่ยง เขาพักเที่ยงถึงบ่ายสองโมง เหมือนเราพักเที่ยงแล้วก็บ่ายโมงไปทำงาน เขาพักเที่ยงบ่ายสองโมงเขาทำงาน เวลากำลังเขาพักเที่ยงเราไปเที่ยว พอจวนบ่ายสองโมงแล้วกลับมาก็พอดีเขามาพร้อมกันก็แจกของ กลับจากโน้นก็บ่ายสามโมงพอดีมาถึงนี้ห้าโมงครึ่ง รถวิ่งเร็วอยู่เมื่อวาน

เขาพอใจมาก ดูอากัปกิริยารู้หมด พอใจยิ้มแย้มแจ่มใสทั่วหน้ากัน เขาก็ได้ดูตอนที่เราไปเดินรอบดูตึก เขาก็ยืนรอเราดู ไปดูรอบตึก ข้างในก็เปิดดูในห้องกว้างขวาง ๆ นั่นละต่อไปนี้เครื่องอุปกรณ์เราจะเข้าเต็มนะ เต็มในตึกนั้นหมดเลย เช่นเตียงนี้ก็ตั้ง ๗๐ เตียงเข้าในตึกใหญ่นั้นหมดเลย แล้วเครื่องอุปกรณ์ต่าง ๆ เครื่องมือแพทย์อะไรก็จะเข้าที่นั่น ๆ ตามที่สั่งไว้แล้ว ก็จะมาพร้อม ๆ กันและไล่เลี่ยกันมาเรื่อย ๆ สร้างแต่ตึกไม่มีเครื่องอุปกรณ์ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เครื่องอุปกรณ์จึงเป็นของสำคัญในตึก เพราะฉะนั้นเราจึงจะพยายามหาให้ เขาต้องการอะไรถ้าไม่สุดวิสัยของเราจริง ๆ เราจะพยายามตะเกียกตะกายหาไปให้ ทางเราเราก็ให้อยู่ตลอดอย่างนี้ ทางไทยเรานี้ก็ไม่ได้บกบางนะให้ตลอดเหมือนกันกับทางโน้น แต่ก่อนทางโน้นไม่ได้ให้ ให้แต่ทางนี้ ทีนี้ก็แบ่งให้ทางโน้นให้ทางนี้สองข้าง

ไปเห็นแล้วโอ๋ย น่าสงสารมากนะ แต่งตัวเรียบร้อยมีกฎมีระเบียบมีขนบธรรมเนียมประเพณีดี อันนี้น่าชมไปดูแล้ว แต่งตัวเรียบร้อยไม่ว่าเด็กไม่ว่าผู้ใหญ่ พวกนักเรียนแต่งแบบนักเรียนเขาก็เป็นพื้นเมืองเขา ผู้ใหญ่ก็พื้นบ้านพื้นเมืองของเขา ดูแล้วน่าดู คือมีระเบียบมีกฎ ไม่สุ่มสี่สุ่มห้าเหมือนบ้าเมืองไทยเรา อันนี้มันพวกบ้า หลีกออกไปนี้พระอาจจะแต่งตัวโก้หรูเหมือนกันนะ เราจึงอดคิดไม่ได้ต่อไปนี้พระเราก็จะโก้หรูเหมือนกัน หลวงตาบัวจะเป็นเบอร์หนึ่งโก้หรูใหญ่เลย

อย่างนั้นละทำอะไรถ้ามีกฎมีแบบมีฉบับก็น่าดู ทำสุ่มสี่สุ่มห้าแสดงว่าจิตใจไม่มีหลัก จิตใจรวนเร จิตใจมีหลักมีที่เกาะที่ยึด มีแบบมีฉบับเกาะยึดแล้วก็เป็นระเบียบอันเดียวกัน น่าดู เช่นนั่งก็นั่งเป็นระเบียบ เดินก็เป็นระเบียบ อย่างทหารเขาก็น่าดู ทำอะไรไม่มีระเบียบไม่ดี การแต่งเนื้อแต่งตัวเราเป็นชาวพุทธก็ขอให้คำนึงถึงชาวพุทธทางด้านจิตใจให้มาก ว่าใจมีหลักมีเกณฑ์ ใจมีแบบมีฉบับ ใจมีผู้รักษา ใจมีผู้คุ้มครอง ไม่ใช่ใจรวนเรใจเร่ร่อนใจหาที่ยึดที่เกาะไม่ได้ การกิริยาแสดงออกก็เป็นแบบไม่มีแบบไม่มีฉบับ เพราะหัวใจเลื่อนลอย นั่นมันส่อถึงหัวใจ ถ้าใจของเรามีหลักมีเกณฑ์แล้วอะไรก็เป็นหลักเป็นเกณฑ์

ให้พากันระมัดระวัง การแต่งเนื้อแต่งตัวก็อย่าส่งเสริมกิเลสตัณหาราคะนี้มากนักจนเกินไป เวลานี้เมืองไทยเรานี้มันเลยเถิดแล้ว เฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมราคะตัณหาด้วยการแต่งเนื้อแต่งตัว อันนี้เลว เราทำประโยชน์ให้โลก ผิดตรงไหนเราสอน อย่างนี้ไม่ดีก็บอกไม่ดี มีกฎมีแบบมีฉบับก็น่าดูน่าชม อย่าวาบ ๆ หวาม ๆ วับ ๆ แวม ๆ นี่เป็นเรื่องส่งเสริมกิเลสราคะตัณหาให้กำเริบรุนแรงขึ้น แล้วจิตใจก็จะเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นไปตาม ๆ กัน แล้วความร้อนก็ต้องวิ่งตามกันมากับสิ่งเหล่านี้แหละ เมื่อมีศีลธรรมเป็นเครื่องระงับดับกันไว้มันก็ออกด้วยความสวยงาม ถึงมีก็เหมือนไฟในเตาไม่ออกลุกลาม ไฟในเตาเราใช้เป็นผลเป็นประโยชน์หุงต้มแกงอะไรได้ทั้งนั้น ถ้าออกนอกเตาแล้วไม่ได้นะ เผาไปหมดเลย

กิเลสก็เหมือนกัน ให้เตานั้นเหมือนกับธรรม ไฟพวกกิเลสตัณหาที่เป็นภัยนั้นน่ะให้มันอยู่ภายใน นำมันออกมาใช้เท่าที่เป็นประโยชน์ เหมือนเราใช้ไฟในเตาของเราไม่ให้ออกนอกเตา ถ้าออกนอกเตาไปแล้วเผาไหม้ไปได้หมด คิดดูซิดอกไฟกระเด็นไปติดผ้านี้เผาบ้านได้ทั้งหลัง เราจุดอะไรอยู่ในเตานี้มันกระเด็นออกนอกเตาไปเผาบ้านได้ทั้งหลัง ไฟแตกมันกระเด็น นั่นละเพียงดอกไฟเท่านั้นก็เป็นพิษ ถ้าออกนอกเตาแล้วเป็นพิษได้ ถ้าอยู่ในเตาแล้วใช้เท่าไรก็ใช้ได้ หุงต้มแกงได้หมด บ้านใดเมืองใดขาดไฟไม่ได้นะ ต้องมีไฟเป็นประจำ ไฟดินแล้วเดี๋ยวนี้ยังมีไฟฟ้าอีก ไฟฟ้าเขาก็รักษาให้เป็นไฟในเตาเหมือนกัน ทำประโยชน์ให้โลกได้มาก ถ้าออกนอกเตาแล้วเผาบ้านเผาเมือง

กิเลสตัณหาก็ให้มันอยู่ในเตา ให้มีศีลธรรมเป็นเครื่องรักษาไว้เสมอ อย่าให้มันดีดมันดิ้นจนเกินเหตุเกินผลไม่น่าดูน่าชม กิริยาแสดงออกเป็นเรื่องของกิเลสตัณหาออกหน้าออกตานี้ แหม เลวมากนะดูไม่ได้เลย เหมือนเมืองเรานี้เป็นเมืองสัตว์ ไม่ใช่เมืองคนเมืองมนุษย์เมืองพุทธศาสนา ให้มีเมืองพุทธศาสนาประจำตัว การแต่งเนื้อแต่งตัวให้มีกฎมีระเบียบมีขนบธรรมเนียมอันดีงามสำหรับศีลธรรมส่งเสริม อย่าให้ทำลายศีลธรรม ส่งเสริมกิเลสด้วยการทำลายศีลธรรมไม่ใช่ของดี การทำลายศีลธรรมก็คือการทำลายตัวและคุณค่าของมนุษย์เรานั่นแหละ ไม่เป็นของดิบของดีเลย ให้พากันระมัดระวังบอกลูกเต้าหลานเหลนของเรา เอาเท่านั้นละ ต่อไปนี้จะให้พร วันนี้วันออกพรรษาวันปวารณาทั่วประเทศ

ไปไหนก็ได้เทศน์อยู่นี้ตลอดไม่มีเวลานะ ไม่ว่างวันหนึ่ง ๆ การเทศนาว่าการก็ไม่ว่าง การสงเคราะห์โลกก็ไม่ว่าง เราทำ จวนตัวของเราแล้วเราก็รีบทำ จวนตัวของเราที่จะออกจากโลกเราทำ เราตายอยู่ในโลกนี้ตายกองกัน ตายทับเขาทับเรามานี้กี่กัปกี่กัลป์แล้ว ทีนี้เราจวนตายแล้วเราจะไม่ตายแบบโลกตาย เราจะไม่ตายแบบเราเคยตาย เราเคยตายมายังไงเราจะไม่ตายแบบนั้นอีกต่อไป เกิดซ้ำ ๆ ซาก ๆ จะไม่เป็นอย่างนั้นอีกต่อไป เพราะฉะนั้นเราจึงรีบทำประโยชน์ให้โลกด้วยความห่วงใย

เราไม่ได้ห่วงใยตัวของเราเอง ขอให้พี่น้องทั้งหลายจำคำนี้ไว้ให้ดี เราสอนด้วยความถอดหัวใจออกมาสอน เปิดออกเรื่อย ๆ นะ แต่ก่อนเราไม่เคยพูดแหละ หูหนวกตาบอดไป ไปที่ไหนเราก็ไป เขาว่าอือก็อือ เขาว่าปูก็ปู เขาว่าปลาก็ปลาไปกับเขา อือ ๆ ออ ๆ ไปกับเขา ไม่คัดไม่ค้านไม่ต้านไม่ทาน แต่นี้แก่มาแล้วพวกที่มีสติปัญญาอยู่จะไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากธรรมะที่เป็นสำคัญ ๆ ซึ่งจะควรแย็บออกมาเป็นบางกาลนี้ จะไม่ได้รับประโยชน์เลย เพราะฉะนั้นจึงค่อยแย็บออกมาบ้าง ๆ วันนี้ก็แย็บออกมาแล้วบอกว่า จะไม่ตายทับตัวเองอีกเหมือนแต่ก่อน ตายทับเขาตายทับเรา ตายแล้วตายเล่าเกิดแล้วเกิดเล่า จะไม่เป็นอย่างนั้น ไม่ซ้ำของเก่าในบุคคลคนเก่านี้อีกต่อไป เพราะฉะนั้นจึงเป็นห่วงใยโลก เราจะไปในสถานที่ที่เราไป เราจะไม่ไปสถานที่ใคร ๆ ไป พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์อยู่ที่ไหนเราจะกราบราบที่ตรงนั้น

เพราะฉะนั้นพี่น้องทั้งหลายก็ขอให้พากันสร้างความดีให้ดี นี่ละทางเดินของเราจนกระทั่งถึงสถานแดนเกษมที่พระพุทธเจ้าพระสงฆ์สาวกท่านอยู่ อยู่ด้วยอำนาจแห่งการปฏิบัติศีลธรรมนะ นี่ละทางเดินเพื่อที่อยู่ก็เหมือนอย่างนี้ ทางเดินก็คือบุญคือกุศล ที่อยู่ก็อยู่ด้วยอำนาจแห่งความดีทั้งหลาย แต่ผ่านพ้นว่าบุญว่ากุศลไปแล้ว คือเลิศยิ่งกว่านั้นเข้าไปอีก สถานที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ และสาวกทั้งหลายท่านประทับอยู่ บุญกุศลเป็นเครื่องหนุน ๆ พอถึงที่แล้วบุญกุศลนั้นก็เหมือนบันได ส่งถึงบันไดแล้วเราก็เข้าห้อง บันไดก็เป็นบันได บุญกุศลมากน้อยนี่หนุนขึ้น ๆ หนุนขึ้นจนกระทั่งถึงที่สุดแล้วบันไดกับเราก็ขาดจากกัน ถ้ายังไม่ถึงที่สุดเมื่อไรแล้วบันไดก็เป็นสายทางเดินก็ต้องอาศัยกันไป อาศัยบุญอาศัยกุศล เกิดที่ตรงไหน ๆ ต้องอาศัยบุญเกิดอาศัยบุญอยู่อาศัยบุญเสวยคุณงามความดี เมื่อถึงที่แล้วก็ดีดผึงเลยเหมือนพระพุทธเจ้า

ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรท่านแสดงว่า ญาณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ ความรู้ความเห็นอันเลิศเลอได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา นี่เป็นบททีแรก อกุปฺปา เม วิมุตฺติ บัดนี้ความกำเริบของเราในการเกิดตายอีกไม่มีแล้ว คือวิมุตติความหลุดพ้นของเรานี้ไม่มีการกำเริบอีกแล้ว นั่นท่านว่า แล้วก็ อยมนฺติมา ชาติ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา แต่ก่อนไม่มีคำว่าสุดท้าย ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย เหมือนสัตว์ทั้งหลาย พระพุทธเจ้าของเราตั้งแต่ยังไม่ได้เป็นศาสดา ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายทับถมกันอยู่นี้ตลอดกี่กัปกี่กัลป์มาแล้ว แต่บัดนี้ อยมนฺติมา ชาติ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเราประจักษ์ในพระทัย คือประจักษ์ในหัวใจ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ตั้งแต่บัดนี้ต่อไปเราจะไม่ต้องมาเกิดเพื่อความตายเพื่อความทุกข์อีกแล้ว นี่เป็น ๔ บทบาทแห่งธรรมจักร ท่านแสดงให้เบญจวัคคีย์ทั้งห้าฟัง

พอจากนั้นมาพระอัญญาโกณฑัญญะก็ อายสฺมโต โกณฺฑญฺญสฺส วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุÿ อุทปาทิ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ ญาณความหยั่งทราบที่ปราศจากมลทินอย่างยิ่ง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่พระอัญญาโกณฑัญญะว่า อะไรก็ตามในโลกนี้หาที่แน่นอนไม่ได้ เกิดแล้วดับทั้งนั้น มีไม่ดับตั้งแต่พระนิพพานอย่างเดียว พูดเป็นเครื่องรับกันว่าอย่างนั้น นี่ละพระอัญญาโกณฑัญญะได้เข้าถึงกระแสพระนิพพานแล้ว จะไม่ต้องกลับมาอีกแล้ว มีแต่จะก้าวหน้านั่นแหละ นี่แหละอำนาจแห่งบุญแห่งกุศล ท่านเหล่านี้บำเพ็ญโพธิสมภารมามากต่อมากพร้อมที่จะตรัสรู้พ้นจากโลกนี้ไปแล้ว พอพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ก็แย้มบานเลยไปเลย

นี่เราเป็นลูกศิษย์ตถาคตก็พากันพออกพอใจในการทำบุญ อย่าปล่อยปละละเลย อย่าให้กิเลสสวมรอย เราจะทำคุณงามความดีอะไรให้สังเกตหัวใจเจ้าของ กิเลสมันจะเข้าแทรก ๆ มันจะขัดขวางนะ ถ้าเราจะทำดีไม่ว่ามากว่าน้อยอะไร กิเลสจะเข้าไปขัดขวางเป็นอุปสรรค ๆ มากน้อยให้เราสังเกตดู นี่ละตัวมาร ๆ ให้รู้ทันที แล้วแก้มันตัดมัน มันว่าไม่ให้ทำเราทำขึ้นชื่อว่าความดีแล้ว มันว่าไม่ให้เราไป-เราไป มันว่ามีธุระ-ไม่มีธุระ ว่าเราเคยมีธุระมามากต่อมากแล้ว มีธุระเพื่อกิเลสเราไม่เห็นวิเศษวิโสอะไร บัดนี้เราจะมีธุระเพื่อธรรมเพื่อบุญเพื่อกุศล นั่นแก้กันอย่างนั้น

เมื่อเป็นเช่นนั้นมันก็ผ่านไปได้ ๆ กิเลสก็ค่อยสุดเอื้อมไปเรื่อย ๆ แหละ ถ้าเราให้เป็นไปตามอำนาจของมันแล้ว วันหลังมันมีกำลังมากกว่าเก่าอีก แล้วสุดท้ายก็ตายกองกันอีกไม่มีท่าทางอะไรเลย พอที่จะได้หลุดพ้นจากทุกข์ เพราะฉะนั้นจงสร้างความหวังไว้ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่นี้

ชีวิตนี้แหละมีความหมาย ใครจะทำอะไรให้ทำเสียเวลานี้ ตายแล้วไม่มีความหมายอะไรแหละ ร่างมีทุกคนทิ้งเกลื่อน จะเผาก็ได้ไม่เผาก็ได้ตายแล้วไม่เห็นเกิดประโยชน์อะไร แต่ใจไม่ตายนั่นซิ ใจไม่มีป่าช้า ใจนี่แหละพาไปเกิดไปตายกองกันอยู่คือใจดวงนี้ ไปสวมเข้าร่างไหนก็เรียกว่าเกิด ร่างนั้นหมดสภาพก็เรียกว่าตาย เรียกว่าตายกองกันตายทับถมกัน แต่พระพุทธเจ้าทั้งหลายท่านไม่เป็นอย่างนั้น

นี่ก็ได้พยายามตั้งแต่อายุ ๒๐ ปีบวชมา ๒๐ ปีเต็มบวชจนกระทั่งบัดนี้แล้วได้ ๖๓ พรรษานี้แล้วบวชมา ตั้งใจตั้งหน้าตั้งตาประกอบศีลธรรม รักษาเนื้อรักษาตัวเพื่อศีลเพื่อธรรม ๆ อย่างเดียวเรื่อยมาจนกระทั่งบัดนี้ ผลจะตกออกมาอย่างไรไม่แน่ไม่ทราบ แล้วแต่ท่านทั้งหลายจะพิจารณาเอา ดังคำพูดที่พูดสักครู่นี้ว่าแต่นี้ต่อไปเราจะไม่มาเกิดแบบเราเคยเกิดอีกแล้ว และเราจะไม่มาตายแบบที่เราเคยตายอีกแล้ว เราจะตายแบบเรา ถ้าว่าเกิดก็พระพุทธเจ้าท่านเกิดแบบใดเราขอกราบไหว้พระพุทธเจ้าแบบนั้น เราจะไม่ได้เกิดก็ตามเราขอกราบอย่างราบแบบพระพุทธเจ้านั้น ขอให้พี่น้องทั้งหลายได้เป็นข้อระลึก

คำนี้ไม่มีที่ว่าโอ้ว่าอวดต่อบรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลาย เป็นคำที่เราถอดออกมาจากหัวใจที่เราสละเป็นสละตายฟัดกับกิเลสมาตลอดสายจนกระทั่งบัดนี้ได้ ๔๗ ปีนี้แล้ว ตั้งแต่ลงจากเวทีมานี่ คำว่าลงจากเวทีก็ได้แก่เพื่อนฝูงประชาชนญาติโยมเข้าไปเกาะไปเกี่ยวนำเราลงมา แต่ก่อนเราขึ้นอยู่บนเวทีไม่มีกรรมการ ซัดกับกิเลสมาตั้งแต่พรรษา ๗ ถึงพรรษา ๑๖ นี่เอาเต็มเหนี่ยวอย่างไม่มีวันมีคืนไม่มีปีมีเดือน ไม่มีปี่มีขลุ่ยไม่มีกรรมการถ้าเป็นนักมวย เป็นก็เป็น ตายก็ตาย เพราะฉะนั้นพูดแล้วมันสยดสยองนะ สยดสยองในความเพียรของตัวเองว่า แหมขนาดนี้มันก็ทำได้ ถึงขนาดนั้นนะ มาคิดย้อนหลังนี่มันทำไม่ได้นี่น่ะ มันทำเอาเป็นเอาตายกันจริง ๆ

นี่ก็คงจะมีนิสัยอันหนึ่ง เพราะความมุ่งมั่น ความมุ่งมั่นนี้ไม่ใช่มุ่งมั่นธรรมดา มุ่งมั่นเพื่อความเป็นพระอรหันต์เท่านั้น เราไม่เป็นอย่างอื่นเราจะขอเป็นพระอรหันต์อย่างเดียว ไม่เป็นพระอรหันต์เราต้องตายเท่านั้น เราไม่ตายกิเลสต้องตายมีสองอย่าง จะเป็นคู่แข่งกันไม่ได้ กิเลสไม่ตายเราต้องตายมีสองอย่างเท่านั้น นั่นละฟัดกันตั้งแต่บัดนั้นมา กรรมการอย่ามาแยกมันเสียเวลาตาย ใครไม่เก่งให้ตายเสียเดี๋ยวนั้น ไม่ต้องมาแยกมายืดเวลาไป เราไม่เก่งก็ให้เราตาย ซัดกัน พอพ่อแม่ครูจารย์มรณภาพลงเท่านั้นหมู่เพื่อนก็เกาะพรึบ ๆ เหมือนกับว่าลงจากเวทีตั้งแต่บัดนั้น ได้สั่งสอนโลกมาถึง ๔๗ ปี วันนี้ได้เปิดให้ท่านทั้งหลายฟังเสียบ้างแล้ว

จนกระทั่งถึงการตายก็เหมือนกันเราไม่ห่วงใย อย่างพูดที่ว่าหน้าศาลาหน้าวัดเรานี้ สนามนี่เขาพูดเป็นความงามนะ เป็นความสวยงามเขาว่า เขาทำไว้เป็นสนามรถ ๆ เขาทำไว้เพื่อเผาหลวงตาบัวรู้ไหม ครั้นตายแล้วก็จะมายุ่งมาก่อเจดงเจดีย์อะไรยุ่ง ก็น่าที่เขาจะคิดนี่นะ เราก็จะค้านเขาไม่ได้ การทำประโยชน์ให้โลกมากน้อยเพียงไรนี้เราก็ทำเห็นประจักษ์ตัวของเราอยู่ ทำไมเขามีหูมีตาเขาจะไม่รู้ไม่เห็น แล้วเรื่องเหล่านี้มันจะแสดงเป็นเนมิตกนาม คือเป็นเครื่องระลึกขึ้นมาจนได้แหละ ถ้าหากบ้านเมืองยังเป็นอยู่ปกติดีงามอยู่อย่างนี้มันจะเป็นขึ้นแน่ ๆ

แต่ที่เราวิตกมากก็คือว่าเรานี่ไม่อยากเป็นปลาเน่าประกาศขาย กวนบ้านกวนเมืองน่ะซิ เอาเงินนั้นมาทำอันนี้ อาจารย์มหาบัวสร้างอันนั้น อาจารย์มหาบัวสร้างอะไร ๆ แล้วไปคว้าเอาเงินคนนั้นคนนี้กวนบ้านกวนเมือง อย่างนี้เราไม่ต้องการ เพราะตามปกติเราก็ไม่เคยกวนใคร มีมากมีน้อยที่ไปทำประโยชน์นี้มีแต่ลูกศิษย์ลูกหายื่นมาให้ด้วยความพอใจ เราก็รับด้วยความเต็มใจ แล้วก็ไปทำประโยชน์ให้โลกเห็น ส่วนที่จะไปขอคนนั้นขอคนนี้เราไม่เคย เรารักษาเกียรติพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทำประโยชน์อย่างเดียว ไม่ใช่พระพุทธเจ้าเป็นคนกวนโลกกวนสงสาร ไม่เคยมีในตำรับตำรา นอกจากพระพุทธเจ้าไปที่ไหนเย็นไปที่นั่นเท่านั้น เราขอเดินตามรอยพระพุทธเจ้า รักษาพระเกียรติท่านจึงไม่กล้ารบกวนผู้ใดเลย แม้ปวารณาไว้ก็อนุโมทนาไว้อย่างนั้น ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ เราก็ไม่ขอ แต่นี้ก็ยังไม่เห็นมีอะไรจำเป็นจริง ๆ พอจะขอ จึงไม่ได้ขอเรื่อยมาจนกระทั่งบัดนี้

วันนี้ได้เปิดให้พี่น้องทั้งหลายได้ฟังเสีย นี่ละการปฏิบัติธรรม ธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นตลาดแห่งมรรคผลนิพพาน ขอให้เอื้อมเข้าไปในข้อปฏิบัติตามที่พระองค์ทรงสั่งสอนเถิด คำพูดเหล่านี้จะขึ้นในหัวใจของผู้ปฏิบัตินั้นแหละไม่ต้องไปถามใครเลย เจ้าของจะรู้ประจักษ์เจ้าของเอง ประกาศออกมาอย่างลั่นโลกได้ไม่สะทกสะท้าน อย่างพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ท่านไม่ถามกันแหละ พอถึงแล้วปั๊บเดียวเท่านั้นพ้นแล้วรู้แล้ว นั่น

ญาณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ ความรู้ความเห็นอันเลิศเลอรู้ว่าสิ้นแล้วสุดแล้ว ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรานั่นฟังซิ อกุปฺปา เม วิมุตฺติ ความหลุดพ้นของเราไม่มีการกำเริบอีกแล้ว ที่จะพลิกมาไม่หลุดพ้นไม่มี อยมนฺติมา ชาติ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา เป็นอันว่าหมด เรียกว่าปิดบัญชีกันเรื่องเกิดตาย แต่นี้ต่อไปไม่มีอีกแล้ว นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ตั้งแต่บัดนี้ต่อไปเราไม่มีแล้วการเกิดอีกตายอีกเหมือนแต่ก่อน ประกาศขึ้นในพระพุทธเจ้าเองให้แก่เบญจวัคคีย์ฟัง เบญจวัคคีย์ก็ถ่ายทอดเอาธรรมะที่พระพุทธเจ้าประทานไว้นี้เข้าสู่หัวใจเจ้าของ ท่านเหล่านี้ก็เป็น นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว อีกเหมือนกันหมด เป็น สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเรา

เราก็พยายามเอาของเราให้เป็นสรณะให้ได้นะ เอาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นสรณะของเรา สุดท้ายเราก็เป็นสรณะของเราได้เต็มหัวใจ

เอาละวันนี้เทศน์เท่านั้นละนะ เทศน์น้อย ๆ แต่มาก ๆ เค็ม ๆ นะวันนี้ รู้สึกเค็มนะ วันนี้เค็ม


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก