การแสวงหาบุญเป็นของยาก
วันที่ 27 ตุลาคม 2539
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๓๙

การแสวงหาบุญเป็นของยาก

ตึกอะไรที่ว่า พงศาลีนี้ก็เป็นตึกใหญ่เหมือนกันนะ นี่ให้แล้วตกลงให้แล้วเป็นแต่เพียงให้เขาทำแปลนมาให้เราดูเท่านั้นเอง เราจะดูแต่แปลนเท่านั้น จากนั้นก็ให้คุณกิมก่ายเป็นคนประสานงาน นี่มันก็จะห้าหลังแล้วเห็นไหม ฝั่งเราห้าหลังแล้ว เวียงจันทน์หนึ่งหลัง ปากซันสองหลัง ท่าแขกหลังหนึ่งเป็นสี่หลัง พงศาลีอีกหนึ่งหลังห้าหลังต่อไปทางอื่นก็จะมาขออีกละ ขอเราก็ให้ ๆ โถเราไปเห็นด้วยตาแล้วนะ เพราะงั้นจึงรอไม่ได้เลย เขาขออะไรคำว่าอิดเอื้อนไม่มี ขออะไรให้ ๆ เพราะไปเห็นด้วยตาเจ้าของแล้ว มันดูไม่ได้จริงๆ นี่นะ มันพังหมด เข้าไปในห้อง เตียงก็เตียงพัง ๆ ไม่ได้เกี่ยวกับว่าเตียงไม่มีแล้วพังหมดนะ ไม่ใช่ธรรมดา แล้วห้องหยูกห้องยาอะไรก็เหมือนกันหมดเชียวดูไม่ได้เลย แล้วอยู่ยังไงกันนี่ นั่นซิ มันถึงได้ขอแรงเขาเอาเรื่อย เอาจนล้น พอเป็นพอไป เครื่องมือแพทย์นี่แพง เครื่องมือแพทย์จะตามมานี่แพง เขากำลังไปเรียนอีกต่ออีก เขามาเล่าให้เราฟัง เขาไปเรียนต่ออีก ทั้งฝรั่งเศสทั้งอังกฤษ ไปเรียนเกี่ยวกับเรื่องเครื่องมือสูงๆ เขาไปเรียนอยู่เดี๋ยวนี้ เพื่อรออันนี้ ส่งมาก็พอดีแล้วว่างั้น เขาส่งกันไปเรียนแล้ว

ตั้งแต่วันนี้ไปเรื่อยๆ ละเทศกาลกฐิน ผ้าป่า ตามกันไปละ กฐิน ผ้าป่านี่แฝงกันไป ตามกันไป ถ้าเป็นเครื่องบินจะเป็นฝูงเลยเชียว ฝูงกฐิน ฝูงผ้าป่า แทรกกันไป แซงกันไป ตามกันไปนับตั้งแต่วันนี้เดือน ๑๑ แรมค่ำหนึ่งวันนี้เป็นกาลกฐิน ทอดกฐินได้แล้ว จนกระทั่งถึงวันเดือนสิบสองเพ็ญ ภายในหนึ่งเดือนนี้ ในปีหนึ่งมีเดือนนี้เต็มเดือน เป็นเดือนที่ขวนขวายเสาะแสวงหาคุณงามความดีเข้าสู่ใจ สิบเอ็ดเดือนนอกนั้นก็มีแบ่งให้ทางโน้นบ้างทางนี้บ้าง ส่วนมากก็ไปทางฝ่ายทางโลกเสียมากกว่าธรรมในสิบเอ็ดเดือน แต่เดือนนี้นั้นไปทางธรรมมาก มากจริงๆ ดีไม่ดีเงินเดือนไม่มีเหลือนั่นแหละ ไปกฐินกองนั้น ไปผ้าป่ากองนี้ไปหมดเลย เดือนนี้เงินเดือนไม่มีเหลือแหละ

พี่น้องของเรา เราอนุโมทนาด้วยนะ เรายินดีเราปลื้มใจด้วย เพราะอันนี้เป็นทางออกของพวกเรานะ ทางออกจากกองทุกข์ทั้งหลายจะออกด้วยอำนาจแห่งบุญเท่านั้น นอกนั้นไม่มีทาง สามแดนโลกธาตุไม่มีอะไรช่วยเหลือได้นอกจากบุญเท่านั้น เพราะงั้นเดือนนี้ที่ว่า ประชาชนศรัทธาทั้งหลายร่วมใจกันทั่วประเทศเขตของชาวพุทธเราบริจาคทานนี้ เรายินดีด้วยอนุโมทนาด้วยเป็นอย่างยิ่งเลย ไม่ได้วิตกวิจารณ์ว่ากลัวจะหมดจะสิ้นอะไรเลย เพราะได้เคยขวนขวายมาสิบเอ็ดเดือนแล้ว นี่เดือนเดียวนี้เท่านั้นสำหรับเอาธรรมมารดเข้าสู่ใจ มีเดือนเดียวนี้ที่เป็นโอกาสยินดีที่สุด นอกนั้นก็ไม่ค่อยมีโอกาส

การแสวงหาบุญเป็นของยากนะ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย การแสวงบุญนี่เป็นของยากมากที่สุด ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเพราะมารมันมาก มารรอบตัวรอบใจเรา จะสร้างคุณงามความดีชนิดใดก็ตามมารมันจะเข้ามาขวาง ๆ มากีดกันมากั้นเอาไว้ไม่ให้ออกโดยไม่ให้ก้าวได้แสดงคุณงามความดี ดูหัวใจของเจ้าของแต่ละคน ๆ รู้หมด พอเราจะคิดถึงเรื่องการสร้างบุญสร้างกุศลนี้มันจะมีแหละ มีอะไรมาขวางปั๊บๆ ถ้าปล่อยให้ตามเรื่องของธรรมแล้ว มีเท่าไหร่ถึงไหนถึงกันไปเลย ไม่มีอะไรมาขวาง เพราะฉะนั้นจึงมีกิเลสเท่านั้นเป็นมารของธรรม ธรรมจึงเป็นของจำเป็นต้องมีไว้สำหรับกั้นกางหวงห้ามอันนี้ไว้ ไม่งั้นโลกฉิบหายหมด ต้องมีธรรมเท่านั้นเป็นเครื่องปรามกันเป็นเครื่องต้านทานกันไว้ พออยู่ได้ คือพ้น ๆ ไปได้ ผู้ที่หาที่หลบซ่อนได้ด้วยอำนาจแห่งบุญก็มี ถ้าไม่มีนี้แล้ว ไม่มีที่หลบซ่อนละ สามแดนโลกธาตุนี้มีแต่ไฟทั้งหมด ไฟของกิเลสนั้นแหละมันเต็มหัวใจของโลกนี่ จะว่าไง

เพราะฉะนั้นเดือนนี้เราจะอนุโมทนาด้วยเลย ใครจะหมดเท่าไรหมดไปเถอะ ว่างั้นเลย หมดเพราะบุญนี้เรามันพร้อมเสมอในหัวใจนี่ ใครหมดเพราะบุญเข้าอันนี้หมดนี่นะ บุญกุศลทั้งหมดที่เราทำมากน้อยนี่เข้าอันนี้หมด นี้เป็นทำนบใหญ่หัวใจ เป็นทำนบใหญ่ เวลาได้รวมเข้ามาไม่ว่าจะการทำบุญให้ทานแง่ใดมุมใดแขนงใด จะไหลรวมเข้ามาสู่ทำนบใหญ่นี้ทั้งหมด ทำนบใหญ่คือใจเก็บไว้หมดเลย พอถึงขั้นที่ออกแสดงตัว อันนี้ก็เต็มที่เต็มฤทธิ์เลยเชียว พาเจ้าของไป เจ้าของข้ามโลกข้ามสงสารได้เพราะอำนาจแห่งบุญ เพราะฉะนั้นจงพากันสร้างบุญสร้างกุศล เป็นโอกาสอันดีของพวกเราแล้วเราทำทุกวัน ๆ มันก็ได้ไปทุกวันๆ และเป็นกาลเป็นสมัยก็ให้มี

กิเลสเป็นของง่ายเมื่อไร เราไม่อยากพูดความหยาบของมันนะเรื่องกิเลสนี่ อยู่ในวัดมันก็เต็มวัด เราจะลงไปเดินจงกรมมันก็มองหาหมอนมามัดติดคอเสียก่อน มองหาเสื่อมามัดติดหลังไว้ก่อน แล้วก็เอาหมอนมามัดติดคอไว้ก่อน เดินก็สะดวก เวลาจะล้มก็นอนเลยเพราะมีเสื่อแล้วข้างหลัง เตรียมพร้อมแล้ว ล้มนอนลงตูมก็หมอนติดคอแล้ว นี้เต็ม ยิ่งในครัวยิ่งมาก

ประเดี๋ยวมาอีกนะ แขกมาอีก พูดทั้งวันเมื่อวานนี้เรา สู้คนเดียวคนมาทั้งแผ่นดิน เราสู้คนเดียวไม่ไหว ทั้งไล่ลง ไล่ขึ้นไม่มี แต่ไหลขึ้นเรื่อยนะ ไล่ขึ้นไม่มีแต่ไหลขึ้น เวลาลงต้องไล่ลง มันมากต่อมากสู้ไม่ไหว แล้วจะมาถาม ปากนี้จะใช้สำหรับทั่วโลกนี่มาแย่ง นี่แหละภาษาธรรมฟังเอา พูดตรงไปตรงมาอย่างนี้แหละเรียกว่าธรรม ปากเดี๋ยวนี้สำหรับใช้ทั่วโลก มาแย่งให้ไปพูดกับนี่เสีย เอาไปกินแล้วใช้ไม่ได้

พี่น้องทางภาคกลางเรานั่นละมากต่อมากนะไม่ใช่ธรรมดา มากจริงๆ ทางภาคอีสานนี้ ทางภาคกลางมาเอาหมดเลย ภาคกลางฉลาด ภาคอีสานมันโง่กันจะตายไป หลวงตาบัวพาโง่ หลวงตาบัวอยู่ภาคอีสาน หลวงตาบัวพาโง่ ภาคอีสาน ภาคกลางมาเอาไปกินหมดเลย ไม่ว่าจะอยู่ในซอกแซกมุมไหน เขาลูกไหน ถ้ำไหน ก็ตาม ทางภาคกลางจะเข้าไปทอดผ้าป่า ทอดกฐิน ถ้ายังไม่ถึง เอาไปฝากเอาไว้ให้ทางโน้นมารับไป รับไป ๆ ให้คนเอาไปส่ง ซอกแซกซิกแซ็กในถ้ำในเขาที่ไหน ภาคกลางเข้าถึงหมดเลย ภาคอีสานมีแต่นั่งอ้าปากไม่ได้เรื่องอะไร พวกโง่นี่หว่า อ้าว จริงๆ นะ มันฉลาดต่างกันอย่างนั้นแหละ

เราจะได้เห็นนี่ตั้งแต่วันนี้ไปแหละ ไม่ทราบผ้าป่าไม่ทราบกฐิน จะหลั่งไหลเข้ามาทุกทิศทุกทาง เข้าซอกแซกซิกแซ็กหมด ทางอีสานนี่หมดเลย นี่ก็ส่วนใหญ่ภาคกลางละเป็นโต้โผมาเลย เข้าซอกแซกซิกแซกหมด ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ๆ เห็นหมดนะ โห ! ตาดีมากไม่ใช่เล่นนะ อยู่ในถ้ำลึกๆ นี่ก็เข้าไปเห็น บางแห่งเรายังไม่ทราบเลยว่าที่นั่นมีวัด พวกนี้เอาไปกินแล้ว เรายังไม่ทราบเลย ทางนี้ถึงแล้ว ๆ วัดนั้นวัดนี้เราไม่เคยได้ยินก็มี มีเยอะนะ แต่ทางนี้ไปหมดแล้ว แสดงว่าตาแหลมคมมากเลย ทางอีสานนี่แหละมีแต่ทางภาคกลางมาทอดผ้าป่ากฐินหมดทุกวัดทุกวา ไม่ใช่ของธรรมดา หมดไปเลย ไม่ว่าที่ไหนที่ไหนซอกแซกหมดแหละ ยิ่งเป็นวัดใหญ่ก็ยิ่งผ่านละ เป็นที่ผ่านไปก็ผ่านวัดเล็กวัดน้อยเข้าซอกแซกไปทั่วถึงหมดเลย

พี่น้องทางภาคกลางฉลาดมากกว่าทางภาคอีสาน ความมีฐานะก็ต่างกันอยู่มาก ถึงกาลกฐินผ้าป่านี้มาพร้อมกันนะ กฐินกองหนึ่ง ผ้าป่าไม่ทราบกี่กองแทรกกันมาเต็มเลย ถ้าเป็นเครื่องบินก็เป็นฝูงใหญ่เลยเชียวเป็นฝูงออกบินเชียว ร่อนเต็มอากาศนี้เลย วันนี้ก็เริ่มกฐิน วันนี้เป็นวันอาทิตย์ เริ่มแล้ว พอดีวันอาทิตย์เป็นวันว่าง เมื่อวานนี้มากัน เมื่อวานผ้าป่าไปก่อนแล้วนะวานนี้ วันนี้กฐินจะออกละ ออกวัดต่างๆ ไปหมด สร้างบุญสร้างกุศลนี้แหละ

ให้เชื่อ เชื่อพระพุทธเจ้าศาสดาองค์เอก เป็นศาสนาคู่โลกคู่สงสารคือศาสนาพระพุทธเจ้าของเราทุก ๆ พระองค์ ไม่เคยโกหกโลก คำพูดใดออกมาเป็นสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบทุกอย่าง ๆ เลย ไม่มีผิดมีเพี้ยน “เอกนามกึ” หนึ่งไม่มีสอง แปลว่าอะไร แปลว่าพระญาณหยั่งทราบของพระพุทธเจ้านั้นแม่นยำมากที่สุด ไม่มีสองว่างั้นเถอะ ไม่มีคู่แข่ง ว่าถูกแล้วผิดไปอย่างนี้ไม่มี นี่แหละ “เอกนามกึ” หนึ่งไม่มีสอง แล้วก็ เอกนามกึ พระวาจาของพระพุทธเจ้าที่รับสั่งอะไรออกไปแล้วหนึ่งไม่มีสองเหมือนกัน ตรงแน่วเลย ถูกต้องเลย ยันกันได้เลย นั้นเรียกว่า เอกนามกึ หนึ่งไม่มีสองคือพระวาจาของพระพุทธเจ้า พระญาณหยั่งทราบของพระพุทธเจ้า

ถ้าหยั่งทราบนี้ สมมุติว่านาย ก. คนนี้ทำความปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตข้างหน้าเข้ามากราบพระพุทธเจ้าแล้วจะสำเร็จไหม พระพุทธเจ้าทรงเล็งญาณดูไม่สำเร็จบอกไม่สำเร็จ ถ้าสำเร็จ สำเร็จในกัปนั้น ๆ ท่านจะเป็นพระพุทธเจ้าชื่อว่าอย่างนั้น สาวกของท่านชื่ออย่างนั้น ๆ บอกหมดเลย ถ้าอย่างนี้แล้วจะเปลี่ยนแปลงยังไงไม่ได้ นี่คือพระพุทธเจ้าทรงหยั่งทราบวิถีแห่งความจริงทั้งหลายเรียบร้อยแล้ว แล้วก็บอกออกมาเลยว่า ถึงกัปนั้นท่านจะเป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าอย่างนั้น คือชื่อว่าอย่างนั้น พระสาวกข้างซ้ายว่าอย่างนั้นข้างขวาว่าอย่างนั้น จะเป็นผู้ปกครองศาสนาอยู่เท่านั้นปี เท่านี้ปีบอกแล้ว ทีนี้คนคนนั้นจะไปเปลี่ยนแปลงให้เป็นอย่างอื่นอย่างใดนั้นเป็นไม่ได้เลย ต้องเป็นพระพุทธเจ้าโดยถ่ายเดียว ตามเวลาที่กำหนดไว้นั้น นั่นแหละที่เรียกว่า “เอกนามกึ” ไม่มีสองละ พระพุทธเจ้า ถ้าทรงรับสั่งอะไรแล้วเป็นว่าแน่

เพราะฉะนั้นผู้ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า ถ้าพระพุทธเจ้ายังไม่ได้ทรงพยากรณ์ให้ก็ยังไม่แน่นัก ถ้าลงพระพุทธเจ้าได้พยากรณ์ไว้แล้วยังไงก็เป็นอื่นไปไม่ได้ ต้องเป็นพระพุทธเจ้าโดยถ่ายเดียว นี่จึงเรียกว่า “เอกนามกึ” คือหนึ่งไม่มีสอง ถ้าลงได้รับสั่งยังไงออกไปแล้ว คำนั้นต้องเป็นคำหนึ่งเท่านั้น ไม่เป็นคำสอง เป็นคู่แข่งไม่มี ว่าผิดเพี้ยนไปอย่างนี้ไม่มี นี่แหละศาสนาของพระพุทธเจ้าของเราทุก ๆ พระองค์ พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์นี้ได้ทำความปรารถนามาเต็มสติกำลังความสามารถของทุกองค์เลย กว่าจะได้มาเป็นพระพุทธเจ้าสั่งสอนสัตว์โลกไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย

นี่เราก็ได้มาเกิดพบพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าของเรา เท่ากับพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ เพราะพระโอวาทคำสั่งสอนนี้เป็นพระโอวาทที่แทนพระพุทธเจ้าโดยตรง ท่านสอนไว้แล้วเวลาจวนจะนิพพาน เรายกตัวอย่างเช่น พระอานนท์เข้าไปทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าให้ทรงพระชนม์อยู่เป็นเวลานาน ๆ จะมาหวังเอาอะไรกับเราอีกอานนท์ นี่พูดสำทับเลย ทุกสิ่งทุกอย่างเราสอนไว้แล้วด้วยความเป็นพระพุทธเจ้า คำสอนของเราทั้งหมดนี้คือศาสดาองค์หนึ่งแทนเรา ที่จะเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายในเวลาเราตายไปแล้ว ให้พวกเธอทั้งหลายดำเนินตามนี้เถิด เท่ากับดำเนินตามรอยตถาคต ๆ เลย คำสอนอะไรนี้เป็นคำสอนของศาสดา ไม่เป็นอย่างอื่นนะ

เพราะฉะนั้นถึงพระพุทธเจ้านิพพานไปแล้วก็ตาม ก็มีแต่พระเรือนร่างของพระองค์ที่ล่วงไป ส่วนคำสอนแบบแปลนแผนผังที่บอกไว้แล้วอย่างไร ตรงแน่วไปตามนั้นแหละ เราจึงมีพ่อมีแม่อยู่ประจำ พุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ไม่ได้ห่างไกลจากใจเรา อยู่ประจำกับใจของพวกเรานี้แหละ ให้พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัติตัวให้ดี อันเรื่องความชั่วช้าลามกมันล้อมหน้าล้อมหลังนะ ให้ระมัดระวังให้ดี เราจะทำความดีนี้ส่วนมากความชั่วมันจะกีดจะขวางเข้ามาทุกด้านทุกทาง ถ้าจะทำความชั่วแล้วทุ่มกันเลยไม่มีเสียดาย ไม่มีคิดเวล่ำเวลา อุปสรรคอะไร ๆ ไม่มีทั้งนั้น เพราะกิเลสเปิดทางไว้เรียบร้อยแล้ว ถ้าจะทำความดีนี่กิเลสมันกีดขวางมันกั้น ไม่ว่าจะประเภทหยาบ ประเภทกลาง ประเภทละเอียด ประเภทไหนก็ตาม ขึ้นชื่อว่าความดี

เราดูหัวใจเราเราอย่าไปดูหัวใจคนอื่น พอเราคิดเรื่องว่าจะทำบุญแล้ว อะไรมันจะเกิดขึ้น สิ่งที่เป็นอุปสรรคมันจะมาทันที มามากมาน้อยมา ถ้าผู้มีความเฉลียวฉลาดก็ตัดมันออก ทำตามที่เราคิดไว้เรียบร้อยแล้วในทางกุศล มันก็ถอยไป ถ้าเราไม่ทำตามมันแล้ว มันก็ถอยออกไป ถ้าเราทำตาม มันก็ล้อมเราล้อมหน้าล้อมหลัง สุดท้ายทำไม่ได้ ไปไม่ได้ ตายทิ้งเปล่าๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย คนที่ตายทิ้งเปล่าๆ มีมากต่อมาก ดังที่เราเคยเล่าให้ฟังเรื่องพระองค์หนึ่งในปัจจุบันนี่ละเห็นประจักษ์อยู่ นี่ละมรรคผลนิพพานของพระพุทธเจ้า สินค้าตลาดแห่งมรรคผลนิพพาน ประจักษ์อยู่กับผู้ปฏิบัตินะ ถ้าไม่ปฏิบัติไม่รู้

เพราะธรรมะพระพุทธเจ้าต้องออกทางภาคปฏิบัติ เหมือนอย่างแบบแปลนเราสร้างบ้านนี่ มีแต่แปลนเฉยๆ เต็มห้องก็ไม่เกิดประโยชน์ ต้องเอาแปลนออกมากางแล้วก็สร้างบ้านสร้างเรือน ให้เป็นไปตามแปลนนั้นก็เรียบร้อยหมด อันนี้เหมือนกัน ภาคปฏิบัตินี้เป็นการสร้างตามแปลน อย่างพระองค์ที่ว่านี้น่ะ ท่านมาหาเราที่นี่นะ เมื่อเดือน... ดูเหมือนต้นเดือนนี้แหละชื่อท่าน ท่านก็บอก นิสัยเด็ดเดี่ยวมาก ขึงขัง นั่นแหละ คนรู้ด้วยความจริงคือรู้ด้วยตัวเองแล้ว คึกคักขึงขัง อาจหาญมาก คำพูดนี่ เด็ด ! มานี่ “โอ๊ะ นี่ไปโน่น ไปหาหลวงพ่อโน่น” ว่างั้น ไม่ทราบว่าหลวงพ่อมานี่ พอไปถึงวัดทราบว่าหลวงพ่อมาที่นี่ กลับคืนมาเลย ทั้งๆ ที่ท่านอยู่ตรงนั้นละนะ ท่านมาทางนี้ พอดีเราก็ไปทางโน้นแต่ไม่ได้ไปวัดท่านนะ ไปที่อื่นต่างหาก พอท่านทราบว่าเราไปโน้น ท่านก็กลับรถทันทีเลย ไปทันเรา

ไปท่านมาเล่าเรื่องภาวนาให้ฟัง ดีนะ นี่ละปัจจุบันให้เห็นชัดๆ อยู่นี่ ผลของศาสนาของพระพุทธเจ้าแสดงไว้เป็นยังไงบ้างผู้ทำตามที่เห็นได้อย่างนี้ นอกจากท่านไม่พูดเท่านั้น แต่นี่ท่านมาพูด มาพูดก็มาพูดกับเราก็เป็นการพูดปรึกษาไม่ใช่โอ้ใช่อวด ท่านต้องมาปรึกษากับครูกับอาจารย์ แต่ครูอาจารย์นั้นปากเปราะสักหน่อยเลยเอาเรื่องลูกศิษย์มาพูด ทีนี้พอท่านมาพูดถึงเรื่องภาวนา ท่านนั่งภาวนานี้ ตัวท่านเหาะลอยขึ้นบนปลายไม้นั่นนะ ไม่ใช่ของธรรมดา ขึ้นสูงเรื่อย กำหนดเท่าไรยิ่งเหาะ ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆๆ แล้วค่อยผ่อนจิต นี้ก็ค่อยลง ลงๆๆๆ กึ๊กถึงดิน ท่านว่า ! พอกำหนดอีก เอาอีก ผึงอีก ขึ้นอีก พระองค์นี้แหละกำหนดให้ขึ้นเท่าไร ขึ้นทั้งนั้น นี้เป็นขั้นธรรมดาไม่ใช่ขึ้นด้วยฤทธาศักดานุภาพ ขึ้นด้วยอำนาจของธรรมประเภทหนึ่งต่างหาก

ถ้าธรรมประเภทที่มีฤทธาศักดานุภาพ เช่น อย่างพระโมคคัลลาน์นี่ ท่านเหาะลอย จะไม่เห็นร่างของท่านนะ เวลาท่านเหาะลอยไปด้วยฤทธิ์เลย ผึงไปเลย ไปด้วยฤทธิ์ มองหาไม่ทัน จรวดดาวเทียมไม่ทัน นี่ไปด้วยฤทธิ์จริงๆ ฤทธาศักดานุภาพ แต่อันนี้ท่านไปด้วยธรรมที่ภาวนาแล้วก็เหาะขึ้นตัวท่านขึ้นเรื่อย เหาะเรื่อย สูงขนาดไหน โหยปลายไม้นู่น ท่านว่ายังงั้นนะ ท่านพูดหยั่งงี้แหละ ขึ้นถึงปลายไม้นู่น ท่านจะให้ขึ้นอีกได้ไหม ขึ้นอีกได้ กำหนดเท่าไรก็ขึ้นเรื่อย ๆ ท่านว่ายังงั้นนะ ทีนี้เวลาจะให้ลงท่านทำยังไง ว่าก็ค่อยกำหนดจิตผ่อนเบา ผ่อนลงอันนั้นก็ค่อยอ่อนลง ๆ ถ้าถอนจิตออกมานี่ตก คือถ้าถอนจิตนี่ก็ตูมเลย เหมือนท่อนไม้ ท่อนฟืนนี่ ถ้าจิตไม่ถอนคอยระงับ บังคับเอาไว้ให้จิตค่อยผ่อนเบานี้ ก็ค่อยลง ๆ ถึงพื้น กึ๊ก กำหนดอีกปึ๊บอีกขึ้นอีก จะให้ขึ้นเท่าไร สูงเท่าไรก็ได้ท่านว่างั้น ฟังซิท่านพูดนะ คือจะให้สูงเท่าไรก็ได้ ถ้ากำหนดจิตให้อยู่ในระดับที่มันจะขึ้นแล้วต้องขึ้นทันที ท่านว่างั้น นี่อันนึง

อันที่สองนี่มันน่าสลดสังเวชเป็นคติแก่พวกเราเป็นอย่างมากนะ พี่น้องทั้งหลาย ขอให้จำคำนี้ให้ไว้ให้ดี เป็นคำพูดของท่านองค์นี้แหละ ท่านพูดด้วยความสลดใจจริงๆ นะ ไม่ได้พูดธรรมดา เพราะท่านพูดด้วยความรู้จริงๆ เห็นจริงๆ จากใจของท่าน ท่านพูดถึงเรื่องความสลดใจคือว่า สลดใจในจิตดวงที่ดำมืดตื๋อ ท่านว่างี้ คือจิตของคนเรานี่ไม่เหมือนกัน ท่านว่างั้น ท่านมองเห็นหมด จิตมันสว่างจ้างี้มองเห็นหมด จิตดวงไหน ๆ อยู่ในร่างใด เป็นยังไง มีความสว่างกระจ่างแจ้งมากน้อยเพียงไร มีความเศร้าหมองและมีความมืดตื้อดำปี๋อย่างไรบ้าง ท่านดูไปเห็นดวงใจที่มืดตื้อน่ะซิ ท่านว่า คือใจดวงนั้นไม่เชื่อบุญ ไม่เชื่อบาป ไม่เชื่อนรก ไม่เชื่อสวรรค์ ไม่เสาะแสวงหาคุณงามความดี ทำแต่ความชั่วช้าลามกอย่างเดียว จิตใจเลยมืดตื้อไปหมด

รายนี้แหละที่น่าวิตกวิจารณ์มาก คือยังเหลือแต่ลมหายใจ ฟังซิ ท่านว่านะ คือยังเหลือแต่ลมหายใจ พอลมหายใจขาดเท่านั้นก็ตูมเลยคือหมายความว่าลงนรกเลย จิตดวงนี้น่าสลดสังเวชมาก เจ้าของยังไม่รู้ตัวเลย ยังเพลินทำความชั่วช้าลามกอยู่ไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย แต่เวลาเรามองไปแล้วดูไม่ได้ ท่านว่า แล้วดวงที่มีความสว่างไสวก็มี เฉพาะอย่างยิ่งในวงวัด นั่นฟังซิ ท่านแยกประเภทนี่นะในวงวัด ที่วัด ส่วนมากท่านจะพูดวัดป่านะ วัดป่าวัดในภูเขา ถ้ามองเข้าไปในวัดนี่สว่างจ้าเลย ท่านว่า นั่นฟังซิ คือใจนั่นน่ะสว่าง แต่ละองค์ ๆ ทรงความสว่างด้วยจิตตภาวนา ๆ มองเข้าไปในวัดนี่จะสว่าง สว่างงามมากท่านว่า ถ้ามองไปข้างนอกก็จางไป ๆ

มองไปสถานที่ไม่มีศาสนาเลยมืดตื้อไปตามๆ กันหมด แต่ผู้มีนิสัยก็ยังมี นั่นฟังซิ ไม่มีศาสนาแหละแต่ยังมีนิสัยอยู่ในใจ ยังมีความสว่างอยู่ ทั้งๆ ที่เจ้าของไม่รู้ศาสนา อำนาจแห่งคุณงามความดีที่ได้สร้างไว้มันยังมีอยู่ในใจ มันก็ฝังอยู่ในใจไม่สว่าง แฝงเขาอยู่นั่นแหละ ว่างั้น คือมันเคลือบมันแฝงมันสับมันปนกันไปอยู่อย่างนั้นมีน้อยมาก ท่านว่า ผู้ที่เป็นชาวพุทธ ผู้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ ศาสนานี้จิตใจสง่างาม ท่านมาเล่าให้ฟัง พูดอย่างขึงขังนะ ขึงขังตึงตังเพราะท่านพูดด้วยความรู้ของท่านจริงๆ “โอ้โห จิตนี้ทำไมจึงสว่างเอานักหนา” ท่านว่าสว่างเสียจนเจ้าของอัศจรรย์ ท่านว่างั้น มองไปทางไหนงี้เห็นหมด ท่านว่ายังงั้นนะ จิตใจดวงใดของบุคคลผู้ใดก็ตาม เขาคิดเรื่องอะไรนี้รู้หมดจนกระทั่งเขาคิด ฟังซิ ไม่ใช่รู้เพียงจิตสว่างจิตดำ จิตมืดมัวธรรมดานะ จิตคิดยังไงยังรู้อีก เขาคิดเรื่องอะไร เขาคิดไปเรื่องอะไรต่ออะไรดีชั่วประการใด มองเข้าไปปึ๊บนี่เห็นแล้ว รู้แล้ว เขาคิดกำลังคิดเรื่องนั้น ๆ นั่นเห็นไหม

นี่แหละจิตดวงนี้แหละ จิตดวงไม่ตาย มันเคยเกิดเคยตายไม่รู้กี่ภพ คำว่าเกิดนั้นหมายถึงว่าไปอาศัยร่างนี้แล้วก็ปรากฏเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเรียกว่าเกิด พอร่างนี้หมดสภาพแล้วเรียกว่าตาย แต่ใจนี้ไม่ตาย ออกจากร่างนี้ เข้าสู่ร่างนั้นไปเกิดที่นั่น ออกจากร่างนั้นไปสู่ร่างนี้ ตายจากร่างนั้นแล้วก็มาเกิดร่างนี้ ใจดวงเดียวนี้ไม่มีป่าช้า ไปเรื่อย ๆ นี่แหละที่เรียกว่าตายทับถมกันเป็นอย่างนี้เอง มันไม่หยุดไม่ถอยเรื่องการเกิดการตาย ไม่มีอย่างอื่นเป็นที่ไป คำว่าตายสูญไม่มี สามแดนโลกธาตุนี้ค้นหาที่ไหนก็ไม่มี มีเฉพาะเกิดกับตายของสัตว์โลก เพราะฉะนั้นสัตว์โลกจึงมีเต็มไปหมด ดวงวิญญาณนี่ ท้องฟ้าอากาศนี้ไม่มีว่าง มีแต่ดวงวิญญาณของสัตว์เสาะแสวงหาที่เกิดที่ตาย ที่จมอยู่ในนรกก็มีมากต่อมาก

ใจดวงนี้แหละที่ท่านเห็น ท่านสลดสังเวชมากที่สุด ท่านพูดถึงนี่ โอ้โห มีลักษณะเสียด้วยนะ เวลาท่านพูด อู๋ย น่าขยะแขยง ท่านว่างั้น น่ากลัวเหลือเกิน เจ้าของยังไม่รู้ตัวเลย จะทำยังไง ว่างั้นแหละ ที่พระพุทธเจ้าท่านว่า คนหนา หนาอย่างนี้เองท่านว่ายังงั้นนะ คือเจ้าของจิตน่ะมืดตื้อ เจ้ายังยังเพลินทำชั่วช้าลามกอยู่ไม่หยุดไม่ถอย ทั้งๆ ที่จิตก็มืดตื้ออยู่แล้ว ไม่ทราบจะเอาอะไรมามืดต่อไปอีก ท่านว่า เอาอะไรมาเพิ่มอีก แต่เจ้าของก็ยังเพลินทำความชั่วช้าลามกอยู่ ดูน่าสลดสังเวชเหลือเกิน เจ้าของไม่รู้ตัวเลย นั่น ท่านพูด ฟังซิ แล้วความคิดในแง่ต่างๆ ของจิตดวงนั้นมีแต่คิดเรื่องความชั่วทั้งนั้น ไม่คิดเรื่องความดีเลย ไม่ทราบจะเสาะแสวงหาอะไรนักหนา ความชั่วนั่นน่ะ มันก็เต็มหัวใจอยู่แล้วก็ยังจะแสวงให้อีก

ถ้าเราก็ตอบว่า นั่นละคำว่ากิเลสมันไม่มีความพอทางความชั่ว ทำความชั่วทำได้ตลอดไม่มีคำว่าพอ ให้ดูเอาอย่างนั้นละดูจิตของคน กิเลสตัณหาความพอไม่มี ทำชั่วเท่าไรยิ่งเพลินเรื่องทำชั่ว จมไปแล้วก็เพลินไปเรื่อย จมไปเรื่อย อำนาจแห่งกรรมเขาให้ลืมตัวให้ทำความชั่วช้าลามกไปเรื่อยๆ จนจมไปเลย ๆ นี่ละเรายกตัวอย่างพระองค์ปัจจุบัน ต้นเดือนที่หลังนี้ละที่วิ่งไปหาเรา ไปพูดเรื่องภาวนาให้เราฟัง ท่านพูดก็มีอยู่สามพัก

พักหนึ่ง จิตของท่านพอนั่งลงพับคราวนี้จะเหาะขึ้นเลย เหาะลอยขึ้นเลย ให้สูงเท่าไรก็ได้ พอนั่งปั๊บภาวนา อันนี้ก็มีอยู่ในธรรมแล้ว ท่านบอก “อุเพงคาปีติ” คือปีติอย่างโลดอย่างโผน พาเหาะพาลอย ท่านบอกแล้ว ในธรรมก็มีแล้ว นี่อันนึง จิตเหาะลอยจะให้ขึ้นสูงเท่าไรก็ได้ท่านว่า ขอแต่กำหนดจิตใจ พอกำหนดจิตได้ระดับแล้วจิตนี้จะเบาหวิว ๆ นี้ละธรรม ธรรมอยู่ในจิต มีแต่จิตเฉยๆ แสดงตัวไม่ได้ มีแต่ธรรมเฉยๆ ก็แสดงตัวไม่ได้ ต้องจิตกับธรรมเข้าสู่กัน เข้าสัมผัสกัน แล้วจิตนี้ก็เป็นเวทีของธรรมแสดงฤทธิ์เดช แสดงอาการต่างๆ เหล่านี้ อย่างที่พาเหาะเหินเดินฟ้า นี่ก็ธรรมพาแสดงนะ ขึ้นเรื่อยๆๆ จะให้สูงขึ้นสักเท่าไรก็ได้ท่านว่ายังงั้น ถ้าเรากำหนดอยู่ไม่ถอย ถ้ากำหนดให้เบาลง อันนั้นก็เบาลง ๆ เรายับยั้งจิตไว้ ร่างกายก็ยับยั้ง เราผ่อนจิต ร่างกายก็ลง พอเรากำหนดจิต ร่างกายก็ขึ้น กำหนดแรงเท่าไรก็ยิ่งผึง ๆ ขึ้น ท่านว่านี่ข้อหนึ่ง

ข้อที่สอง จิตสว่างจ้าเลย มองไปไหนเห็นหมด จิตใจใครเป็นยังไง จิตใจใครดำมืดตื้อ ใครมีความสว่างไสวยังไงๆ มองไปไหนเห็นหมด ปิดไม่อยู่นี่อันหนึ่ง แล้วก็อีกอันหนึ่งก็ อ้าว ! เราลืมแล้วละ มันมีอยู่สามข้อนะ อันหนึ่งเหาะ อันหนึ่งจิตสว่าง ออกจากสว่างแล้วก็มองดูอะไรต่ออะไรมันเห็นหมด ท่านพูดอย่างนั้น เราจำได้แค่นี้ละนะ

ก็มีแต่เราเตือนเท่านั้น อันนี้มันเป็นนิสัยวาสนาบารมีของจิตแต่ละดวง ๆ ที่จิตสว่างแล้วสามารถที่จะมองเห็นจิตใจของคนอื่นได้นี้ ธรรมดาแท้ไม่ได้เป็นทุกองค์ทุกรายไป บางรายก็รู้บางรายก็ไม่รู้ อันนี้อันหนึ่ง แล้วความสว่างนี้ท่านอย่านำไปใช้ภายนอกนะ เวลานี้ยังไม่เกิดประโยชน์ มันเป็นเครื่องใช้ เป็นเครื่องให้ตื่นเต้น ให้ลืมตัวก็ได้ ให้ท่านนำความสว่างนี่เข้ามาสู่ภายใน เพราะความสว่างที่ออกไป ข้างนอกนั้นไม่ใช่เป็นเครื่องถอดถอนกิเลส มันคือเครื่องพอให้เพลิน ให้ท่านย้อนความรู้ของท่านที่สว่างไสวนั้นเข้ามาสู่ภายในร่างกายแล้วให้กำหนดดูร่างกายนี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นอสุภะ อสุภัง แล้วก็ถอดถอนกิเลส จะถอดถอนขึ้นในวงอริยะสัจนี้แหละ ให้ท่านถอนจิตของท่านเข้ามา

เราบอก ท่านก็รับอย่างพออกพอใจนะ ท่านพอใจมากทีเดียว บอกว่าไม่ให้ส่งออกมานอก ทีนี้ให้ใช้อยู่ภายใน ความสว่างนี้มันจะเห็นหมดเรื่องภายในของเรา ออกจากนั้นมันจะเห็นหมด ภายในภายนอกของบุคคลคนอื่นนะ เราบอกท่านสอนท่านอย่างนั้น แล้วเราจะกลับมา นี่แหละเป็นคติตัวอย่างอันดีแก่พี่น้องทั้งหลายพิจารณาซิ ผลแห่งการภาวนาเป็นอย่างนั้น พูดกับองค์องค์หนึ่งเป็นรายหนึ่งเป็นอย่างหนึ่ง รายหนึ่งเป็นอย่างหนึ่ง ผลที่เกิดขึ้นจากการภาวนา ไม่ได้เป็นแบบเดียวกันนะ แล้วแต่นิสัยวาสนาของใครได้สร้างมามากน้อยนี้จะหนักเบาแค่ไหน จะเป็นไปในทางนั้นแถวนั้น ๆ ตามนิสัยวาสนาของตน นี่แหละอำนาจแห่งบุญแห่งกุศล จึงเรียกว่าศาสนาของพระพุทธเจ้าคือตลาดแห่งมรรคผลนิพพานสด ๆ ร้อน ๆ เช่นเดียวกับกิเลสมันสด ๆ ร้อนๆ อยู่ในหัวใจสัตว์โลกนั่นแหละ ธรรมก็สดๆ ร้อนๆ อยู่ในหัวใจเรา

มีแต่กิเลสมันปิดเอาไว้ไม่เห็น เหมือนกับสระน้ำใหญ่ น้ำนี้เต็มสระแต่เรามองไปดูน้ำไม่เห็นเพราะมีจอกแหนปกคลุมน้ำเอาไว้ ผิวน้ำนี่มองไม่เห็นเลย เพราะจอกแหนปกคลุมเอาไว้ นี่คือกิเลสมันปกคลุมธรรมที่อยู่ใต้นี้ไว้ ปิดไว้หมดไม่ให้มองเห็นธรรม เพราะฉะนั้นมันจึงโกหกขึ้นอีกอย่างสำคัญว่า สมัยนี้มรรคผลนิพพานไม่มี มันว่างั้น มันปิดไว้แล้ว มันไม่ให้มีทั้งๆ ที่มีอยู่นั่นแหละแต่มันปิดไว้มรรคผลนิพพานไม่มี ไล่เราไปหาพระพุทธเจ้านู่น พระพุทธเจ้านิพพานแล้ว อยู่เมืองนั้น ๆ ไล่ไป มรรคผลนิพพานจริงๆ ที่อยู่ที่หัวใจ ซึ่งถูกกิเลสปิดไว้นี้มันไม่บอกนะ นี่แหละที่ว่ามรรคผลนิพพานก็สดๆ ร้อนๆ เหมือนกับน้ำ อยู่ใต้จอกนั้นแหละ เปิดจอกออกมองเห็นน้ำทันที อันนี้เปิดกิเลสออกมามากน้อยเป็นธรรมะทันที ๆ เปิดออกหมด โล่งหมดเลย เห็นหมด

พากันจำเอานะ ให้พากันสร้างความดี อย่าประมาทนะ เรื่องกิเลสนี้มันจะห้อมล้อมตลอดเวลาละ การทำความดีทั้งหลายของเรามันจะเข้าแทรกเข้าแซง เข้ากีดเข้าขวางไม่ให้เราทำ ทำมากทำน้อยอะไร มันต้องกีดต้องขวางทั้งนั้น จนกระทั่งมันห้ามไม่อยู่แล้วมันถึงปล่อยให้เราทำ ไม่ใช่ว่าเราทำได้อย่างสะดวกสบายแต่โดยถ่ายเดียวนะ จนกว่าว่าเราเคยชินกับอำนาจแห่งธรรมที่เราเคยทำบุญให้ทานมามากแล้วนั้น ทีนี้กิเลสมาห้ามไม่ได้ เพราะว่าอำนาจแห่งธรรมมีมากแล้ว กิเลสไม่กล้ามาขัดมาขวางละ เราอยากทำอะไรเราทำตามความต้องการได้เลย นี่ทางธรรมะเดินแล้ว ออกเดินแล้ว เราก็ไปได้สะดวก เอาละวันนี้เทศน์เพียงเท่านี้ละ

ต่อไปนี้จะให้พร เทศน์ทุกวันทุกวันนะ หลวงตานี่บ้านี่ ไม่ทราบว่าเทศน์อะไร หลวงตาป. ๓ นะนี่ รู้ไหม หลวงตาบัวนี่ ป.๓ เรียนประถมหนึ่ง ประถมสอง ประถมสาม พอสอบแล้วออกเลย ได้ ป.๓ แต่เทศน์ทุกวัน หลวงตา ป.๓ นี่ ไม่ทราบเอาอะไรมาเทศน์


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก