พ.ร.บ.ของธรรม พ.ร.บ.ของกิเลส
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2545 เวลา 7:30 น. ความยาว 23.53 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(Real)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)   วิดีโอแบบ(Real)

พ.ร.บ.ของธรรม พ.ร.บ.ของกิเลส

โธ้ ทองคำขาดมา ๒ วันแล้วนะ คนทั้งชาติไทยเรา ๖๒ ล้านคน ได้ทองคำมาวันละบาทสองบาทสามบาท วันละกิโลสองกิโล ก็มีมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่โน้น ตั้งแต่เริ่ม นี่มา ๒ วันนี้ขาด ทองคำไม่ได้สักสตางค์เลยนะ เมื่อวานซืนวันที่ ๑๒ เมื่อวานวันที่ ๑๓ สองวันนี้ทองคำขาด ไม่มีสักสตางค์เลย วันนี้มีดอลลาร์ ๕ ดอลล์ เอาไปประกาศซิชาติไทยเราเป็นยังไง ทองคำเคยได้ตลอดเพื่อชาติไทย ๆ แล้วไม่ได้มา ๒ วัน ๓ วันติดกัน สตางค์หนึ่งก็ไม่ได้ทองคำ ทองคำมาได้เมื่อวานนี้ ๕ ดอลล์ มันจะเลวลง ๆ นะพวกเรา สิ่งที่เลวมันจะขึ้น สิ่งที่ดีจะเลวลง

ทองคำที่ได้หลังจากมอบเข้าคลังหลวงแล้ว ๑๘๑ กิโล จวนจะถึง ๒๐๐ แล้ว วันนี้จะไปเทศน์ที่วัดใหม่เจริญศิลป์ อ.เจริญศิลป์ จ.สกลนคร เวลาบ่าย ๒ โมง เราคิดว่า ชั่วโมงครึ่งเป็นอย่างมากจากนี้ไป ถึงสว่างฯ ก็ชั่วโมง จากนั้นไปก็ประมาณ ๑๕ นาที ก็ประมาณชั่วโมง ๑๕ นาทีถึง เมื่อวานผ่านไปนั้นก็ไม่ได้ดูนะ เรานอนไปในรถไม่ได้ดู ตอนขาไปก็ไม่ได้ดู ได้ยินแต่พระท่านว่าเขากำลังจัดเตรียมอะไรอยู่ว่างั้น ผ่านไปเจริญศิลป์ เวลาขากลับมาก็ไม่ได้ดูอีก ก็ผ่านเท่านั้น

เมื่อวานไปภูวัว วิ่งรถจากภูวัวมานี้ไม่ได้หยุดที่ไหนเลยดูเหมือน ๒ ชั่วโมงครึ่ง ตอนไป ๒ ชั่วโมง ๕๑ นาที เกือบถึง ๓ ชั่วโมง เพราะไปแวะที่สว่างฯ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับรถมากรถน้อย ถ้ารถตามสายทางมากก็ต้องรอ ๆ จะเอาตามเวล่ำเวลาไม่ได้แหละ อย่างเมื่อวานนี้ก็มาธรรมดา ๆ รอธรรมดา รอนิดหนึ่ง ๒ ชั่วโมงกับ ๓๑-๓๒ นาทีหรือไง ถ้าไม่มีรถติดมันเร็วกว่านั้น นี่รถมาก ตามถนนมีแต่รถเต็มถนนเลย ไม่ว่าไปสายไหนเหมือนกันหมด รถมากที่สุดเมืองไทยเรา ไปที่ไหนรถเป็นแผ่น ๆ ไปเลย พระดูว่า ๓๖ องค์ที่วัดภูวัวเมื่อวานนี้ อย่างนั้นละถามท่านแล้วก็มาลืม มีเณรอยู่ ๒ เอารถไป ๒ คัน รถตู้ แข็งแรง ใส่เต็มเอี๊ยดเลย

ตอนค่ำท่านมาฟังเทปประจำที่ศาลา เป็นประจำนะไม่มีเว้นเลย อย่างที่เคยพูดให้ฟัง พอตกค่ำพระทั้งวัดมารวมที่นั่นแล้วเปิดเทป นั่งภาวนาฟัง เป็นประจำเลย เทปก็ดูจะเอาไปจากวัดป่าบ้านตาดทั้งนั้นไปฟังที่นั่น เป็นความพอใจท่านเสาะแสวงหามาเอง ดูว่ามีแต่เทปวัดป่าบ้านตาดมากต่อมาก แล้วฟังเป็นประจำ อย่างน้อยคืนละม้วน ๆ แล้วท่านก็นั่งภาวนาต่อเลย ๆ จิตใจเมื่อได้รับการอบรมอย่างนี้อยู่เสมอ ๆ บำรุงอยู่เสมอย่อมมีความเจริญรุ่งเรือง จิตใจสงบเย็น อยู่ในป่าเช่นนั้นไม่มีอะไรไปกวนเลย ตั้งหน้าตั้งตาชำระจิตใจโดยเฉพาะ ๆ อยู่ไม่มีอะไรกวน เช่น รูป เสียง กลิ่น รส อะไรภายนอกไม่เข้าไปยุ่งมีแต่การภาวนาสังเกตดูจิต

จิตนี้ตัวลุกลี้ลุกลน ตัวดีดตัวดิ้นที่สุด ไม่มีอะไรเกินจิต เรียกว่ามหาเหตุคือจิต โลกได้รับความทุกข์เพราะจิต ผู้บำเพ็ญธรรมได้รับความสุขก็เพราะจิต ธรรมจะเข้าสู่จิตแห่งเดียว ท่านนั่งสมาธิฟังนะ เหมือนกับว่านั่งฟังเทศน์ครูบาอาจารย์อบรมนั่นเอง คือเสียงเทปนั้นจะเข้าสัมผัสที่ใจ ตั้งจิตให้ดี มีสติอยู่กับใจ เสียงเทปจะเข้ามาที่นี่ ๆ สัมผัสสัมพันธ์จิตติดต่อกันเรื่อย ๆ อารมณ์ของธรรมกล่อมจิตใจจะค่อยสงบเย็น ๆ ลง สงบเต็มที่ฟาดจนแน่วไปเลย เสียงอย่างมากก็เพียงแหวว ๆ อยู่สูง ๆ เวลาจิตเข้าได้หลักเกณฑ์ของตัวเองแล้ว จากการฟังเทศน์ครูบาอาจารย์ผู้มีหลักมีเกณฑ์เทศน์เป็นอย่างนั้น ไม่ได้เป็นแบบสุ่มสี่สุ่มห้า

ท่านเทศน์ท่านถอดออกมาจากหัวใจของท่านจริง ๆ แล้วใส่อีกหัวใจหนึ่งมันก็รับกัน เพราะต่างคนต่างมุ่งหวังต่อความจริงอยู่แล้ว ธรรมที่แสดงออกเป็นความจริง ภาชนะคือจิตก็จดจ่อไว้แล้วเพื่อความจริง มันก็รับกันได้ง่าย ๆ นี่ที่ท่านว่าอานิสงส์แห่งการฟังเทศน์มี ๕ อย่าง ๑) จะได้ยินได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง ๒) สิ่งที่เคยได้ยินได้ฟังแล้วแต่ยังไม่เข้าใจชัด ก็จะเข้าใจแจ่มแจ้งต่อไป ๓) จะบรรเทาความสงสัยเสียได้ ๔) จะทำความเห็นให้ถูกต้องได้ ข้อ ๕ รวมเหล่านั้นเข้ามามาลงในข้อสุดท้าย ผลประโยชน์จากข้อนั้น ๆ เข้ามามารวมในจุดสุดท้ายว่า ๕) จิตผู้ฟังย่อมสงบผ่องใส ท่านแสดงไว้อย่างนั้น ทางปริยัติท่านก็บอกไว้เป็นข้อ ๆ ทางปฏิบัติก็กลมกลืนกันเลย ถ้าฟังปริยัติไม่ปฏิบัติเหล่านี้ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ๕ ข้อก็มีแต่ในหนังสือแต่ในหัวใจคนไม่มี

นี่โทษของการเรียนไม่สนใจปฏิบัติ ทำให้ประมาทด้วยซ้ำว่า คัมภีร์ไหนก็ค้น คัมภีร์ไหนก็ดู ก็ดูนั่นแล้วดูหนังสือ ใครก็ดูตามีนะ แต่ไม่สนใจปฏิบัติตามมันไม่เกิดประโยชน์ แล้วผู้เทศน์ก็ประกอบด้วยองค์แห่งธรรมอีกด้วย มันก็เข้ากันได้ซิ ท่านบอกไว้ในธรรมว่า ธรรมกถึก แปลว่า นักเทศน์ มีธรรมประกอบ ๕ ประการอีกเหมือนกัน ๑) แสดงธรรมไปโดยลำดับ ไม่ตัดลัดไม่ขาดความ ๒) อ้างเหตุผลและแนะนำให้ผู้ฟังเข้าใจ ๓) ตั้งจิตเมตตามีความปรารถนาให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ฟัง ๔) ไม่แสดงธรรมด้วยความเห็นแก่ลาภแก่โลกามิสร่ำรวย ๕) ไม่แสดงธรรมกระทบตนและผู้อื่น คือไม่ยกตนเสียดสีหรือเหยียบย่ำคนอื่น ว่าไปกลางไปเลย ดีชั่วเข้าตรงนั้น ๆ เลย เป็น ๕ ข้อด้วยกัน เป็นองค์แห่งธรรม

คือผู้ที่ท่านแสดงธรรมเป็นอรรถเป็นธรรมออกมาจากหัวใจจริง ๆ จะเป็นไปด้วยธรรม ๕ ข้อนี้ทั้งนั้น ไม่หนีจากนี้เลย อันนี้มันก็พุ่งเข้าไปหาผู้ฟังซี เทศน์ตามอรรถตามธรรม ถูกต้องดีงามตามธรรม ผู้ฟังก็ฟังด้วยความสัตย์ความจริงก็รับกันได้ ๆ ท่านเทศน์แต่ก่อนว่าสำเร็จมรรคผลนิพพาน ไม่สำเร็จยังไงผู้เทศน์ก็เอามรรคผลนิพพานมาเทศน์นี่วะ ผู้ฟังก็ฟังมุ่งเพื่อมรรคผลนิพพาน เดี๋ยวนี้มันตรงกันข้ามนะ ผู้เทศน์ก็เทศน์เพื่อโลภไปแล้ว องค์ธรรมกถึก ๕ มันพลิกไปหมด พลิกตาลปัตรไปหมด มันไม่มีเจตนาที่จะให้ใครฟัง ส่วนใหญ่ก็มีแต่อยากให้เขายกยอปอปั้นว่าเทศน์ดิบเทศน์ดี เทศน์อย่างนั้นอย่างนี้ เป็นบ้าไปเลย ตัวไม่ดีใครจะยอสักเท่าไรก็เท่านั้น เหมือนขี้กองหนึ่ง เอามาตั้งไว้ตรงนี้ แหม ขี้กองนี้ไม่มีอะไรสู้ในโลก เลิศเลอที่สุด แล้วใครจะยอมรับล่ะ

อย่างนั้นซิเรื่องโลกเรื่องกิเลสมันชอบเสกสรรตัวเอง เป็นขี้มันก็อยากให้เป็นทองคำ เรื่องของโลกเป็นอย่างนั้น เรื่องของกิเลสชอบยอเสมอ ๆ ธรรมท่านไม่ต้องการ ต้องการแต่ความจริง ความจริงเข้าถึงใจแล้วสร้างความพอเข้าไปโดยลำดับ ๆ โลกธรรม ๘ ปัดหมดไม่มีอะไรเหลือ เหยื่อล่อของกิเลสนั่นแหละโลกธรรม ๘ จะเป็นอะไรไป ท่านตัดขาดหมด มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์ แน่ะ มันก็ไปด้วยกัน เมื่อธรรมเข้าสู่ใจแล้วเหล่านี้จะปัดออกเอง มันปัดออกเอง ๆ

เดี๋ยวนี้ธรรมมันกลายเป็นโลกไปหมดแล้ว จะไม่มีอะไรเหลือนะ ธรรมสภาของพระพุทธเจ้า เป็นธรรมสภาเพื่อความสงบร่มเย็น ปราบเสี้ยนปราบหนามคือกิเลสประเภทต่าง ๆ ออกจากจิตใจให้เกิดความสงบเยือกเย็น เฉลียวฉลาดในการที่จะปลดเปลื้องสิ่งมัวหมองออกจากใจโดยลำดับ นี่ธรรมสภาของพระพุทธเจ้า สภาก็คือความรวมกันไป เรียกว่าสภา คือที่รวม ที่รวมแห่งธรรม พระพุทธเจ้าพระสาวกท่านเทศน์ ท่านเทศน์อย่างนั้น ครั้นพูดแล้วก็เอากิเลสไปอวดอีกนะว่า ครั้งพระพุทธเจ้าท่านก็สำเร็จ แล้วครั้งเรามันทำอะไรถึงไม่สำเร็จ แน่ะ มันไม่มาดูตัวเองนะ กิเลสไม่ยอมให้ดูตัวเอง

ครั้งพระพุทธเจ้าท่านสำเร็จเพราะอะไร เพราะธรรมอันใด ธรรมของพระพุทธเจ้าคงเส้นคงวาหนาแน่นมาตลอดทุกวันนี้ เปลี่ยนแปลงไปที่ไหน ที่มันไม่ได้ผลเพราะอะไร นี่มันไม่ได้คิดนะ เพราะความเปลี่ยนแปลงธรรมมาเป็นกิเลสให้หมด มันก็เป็นกิเลสไปเรื่อย ๆ ล่ะซี มันผิดกันตรงนี้นะ ธรรมเป็นธรรม อกาลิโก มาตลอดสาย ตั้งแต่พระพุทธเจ้าลงมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้เป็น อกาลิโก สม่ำเสมอตลอดมาไม่เคยเปลี่ยนแปลง ธรรมเป็นหลักธรรมชาติ เป็นธรรมอยู่ตลอดเวลา ความเที่ยงตรงไม่มีอะไรเกินธรรม อยู่อย่างนั้นตลอดเวลา ความพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงร้อยสันพันคมคือกิเลส มันก็เที่ยงตรงของมันในการหลอกลวงตลอดมาเช่นเดียวกัน ทั้งสองอย่างนี้ไม่มีอะไรผิดแปลกกัน

ธรรมชาติที่มันพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงร้อยสันพันคมคือกิเลส มันก็เป็นมาตั้งแต่โคตรแต่แซ่ กี่กัปกี่กัลป์เป็นมา แล้วจะเป็นต่อไปอย่างนี้ ถ้าใครหลงก็จมไปตามมัน ถ้าใครไม่หลงก็พลิกมาหาธรรม ก็รู้เนื้อรู้ตัวพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงตัวเองจากสิ่งมัวหมองที่เป็นข้าศึกต่อจิตใจนั้น ก็กลายเป็นความสงบเย็นใจขึ้นมา นั่นท่านเรียกว่าสภาธรรม ท่านแนะนำสั่งสอนกันเพื่ออรรถเพื่อธรรม ท่านไม่มีโลกามิสเข้าไปเจือปนนะธรรม

ทีนี้ธรรมกลายเป็นโลก เดี๋ยวนี้มันมีแต่โลกทั้งนั้น เอะอะก็เอาเข้าสภา ๆ ก็แสดงว่าพระพุทธเจ้าไม่มีความหมายแหละ มันจะวิ่งเข้าสภาของกองคลังกิเลสทั้งหมด สภาคนมีกิเลสทั้งนั้น สภาของพระพุทธเจ้าไม่ได้มีกิเลสนะ ท่านชำระสะสางในสภาของท่าน กลายเป็นพระโสดา สกิทา อนาคา อรหันต์ออกมา เราเข้าสภาไหน สภานี้สภานั้นเข้าไป มีแต่กองฟืนกองไฟมาเผากัน แล้วอวดดิบอวดดีอวดเลิศอวดเลอด้วยความสกปรกโสมมเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้กันอย่างนี้ นี่มันพลิกมาอย่างนี้นะเวลานี้ ศาสนาจะไม่มีความหมาย จะกลายไปอยู่สภาคลังกิเลสทั้งหมดนั่นแหละ

ศาสนาของพระพุทธเจ้าเป็นยังไง ถ้าปฏิบัติตามศาสนาแล้วยุ่งอะไรกับสภาภายนอก สภาภายในเต็มแล้ว พระพุทธเจ้าสอนไว้อย่างสมบูรณ์แบบไม่มีอะไรบกพร่องแล้ว สภาของธรรมของวินัยสมบูรณ์แบบ ปฏิบัติตามนั้นยุ่งกันหาอะไร วุ่นหาอะไร ที่มันวุ่นมันยุ่งอยู่เวลานี้ มันเอาธรรมไปขยี้ขยำ ให้กิเลสเหยียบย่ำหัวธรรมเข้าไปจึงก่อความเดือดร้อนวุ่นวาย เวลานี้ก็กำลังเกิดขึ้นในวงพุทธศาสนาในเมืองไทยของเรานี้แหละ ตั้งตัวเป็นผู้ดีผู้เด่น ตั้งคณะกรรมการนั้นกรรมการนี้ขึ้น บัญญัตินั้นนี้ขึ้นมา บัญญัติมีแต่บัญญัติของคลังกิเลส ๆ เอาฟืนเอาไฟมาเผากัน จะเอาความดีความเด่นจากคลังกิเลสที่เป็นฟืนเป็นไฟนี้มาเสริมเราได้ยังไง และเสริมโลกได้ยังไง มันก็มีแต่ไฟเผาไหม้กัน นี่เรื่องของธรรมกับโลกต่างกันอย่างนี้นะ

ธรรมของพระพุทธเจ้าไม่มีอะไร อย่างพระท่านตั้งใจปฏิบัติในป่าท่านไปหายุ่งกับสภาไหน สภาของพระพุทธเจ้าคือธรรมวินัย ท่านกางออกตลอดเวลา ใครจะเกินนักปฏิบัติเพื่ออรรถเพื่อธรรมโดยแท้ล่ะ ไปอยู่ที่ไหนสงบเย็นไปหมด นี่ธรรมสภาของผู้ปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า เข้าสู่สมาคมกันปรึกษาหารือกัน เทศนาว่าการมีแต่อรรถแต่ธรรมล้วน ๆ เพื่อถอดถอนกิเลสทั้งนั้น ไม่ได้เพื่อสั่งสมกิเลส นั่นธรรมสภา ท่านไปยุ่งกับสภาไหน ท่านไม่เคยยุ่งนี่ สภาของพระพุทธเจ้าเลิศเลอ เอาสภาไหนมาแข่งสภาพระพุทธเจ้าไม่มี ไม่ว่าธรรมไม่ว่าวินัยสมบูรณ์แบบ ให้ปฏิบัติตามนั้นแล้วไม่มีอะไรเข้ามายุ่งกวนเลย มีแต่โลกที่จะเข้ามาอาศัยพึ่งพิงเท่านั้นแหละ

แม้แต่กฎหมายบ้านเมืองก็เอาออกไปจากธรรมสภานี้ไปตั้งเป็นกฎหมาย แต่เมื่อตั้งเป็นกฎหมายแล้ว ผู้เป็นเจ้าของ ผู้ถืออำนาจในกฎหมายนั้นมันก็ทำเอาตามชอบใจของมัน พอแทรกตรงไหนก็แทรก เลยกลายเป็นกฎหมอยแทรกกันไปไม่มีแต่กฎหมายนะ กฎหมอยก็จะแทรกกันไป ถ้าเป็นกฎหมายออกมาจากอรรถจากธรรมจริง ๆ เสมอ ไม่เอียงโน้นเอียงนี้ ถ้าเป็นกฎหมอยแล้วแทรก กฎหมายว่าอย่างนี้ ว่าแต่กฎหมาย กฏหมอยมันแทรกเข้าไปนั้น

โลกมันร้อนเพราะคนมีความรู้มาก ส่วนมากมักจะมีแต่กฎหมอยไม่มีกฎหมาย ไปก็ไปเล่นลิ้นกันซิ สภาพระพุทธเจ้าไม่มีเล่นลิ้น มีแต่ธรรมล้วน ๆ ติดตรงไหนถามออกมาโดยตรงเลย ผู้ตอบก็ตอบผางออกไปเลย เป็นอรรถเป็นธรรมทั้งผู้ถามและผู้ตอบ นี่สภาของธรรม สภาของกิเลสเล่นลิ้นกันตลอดเวลา อวดโวหารกันในสภาเท่านั้นเอง จะไปได้หน้าได้หลังอะไร แทนที่จะมุ่งผลประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองและศาสนาไม่ได้มุ่งนะ มุ่งเพื่อตัวเอง วกเข้าหาตัวเอง ๆ นั้นแหละ อยากให้เขามองหน้าแวบหนึ่งก็เอา โฮ้ คนนี้เขาพูดเก่งนะ เท่านั้นก็พอ กิเลสมันไม่ได้มากหาเก็บตกเอาเท่านั้นก็พอ ธรรมท่านไม่เก็บ หาแต่ของดิบของดีทั้งนั้น โลกจึงร่มเย็นเพราะธรรม ถ้าปล่อยให้กิเลสออกเพ่นพ่านอย่างนี้แล้วจะแหลกไปนะ

อย่างเวลานี้พระของเราก็ในวงพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ เพื่อความสงบร่มเย็น มันก็กลายเป็นความยุ่งเหยิงวุ่นวาย ตั้งสภาป่า ๆ เถื่อน ๆ ขึ้นในวงพุทธศาสนาเวลานี้ แล้วก็ตั้งข้อบัญญัติไปต่าง ๆ นานา พ.ร.บ.รอแบอะไรมันก็ตั้งขึ้นไป อะไรจะเกิน พ.ร.บ.ของพระพุทธเจ้ามันไม่ได้มองนะ พ.ร.บ.เพื่อลิ้นเพื่อปาก เพื่อยกตนข่มท่าน เหยียบย่ำทำลายเขา นั่นละ พ.ร.บ.ของกิเลสมันเป็นอย่างนั้น ถ้า พ.ร.บ.ของธรรมแล้วปัดหมดไม่มีอะไรมายุ่ง ธรรมนี่สมบูรณ์แบบ วินัยนี้สมบูรณ์แบบ แล้วปฏิบัติ ดังพระที่ท่านปฏิบัติอยู่ในป่าในเขา ท่านมีเรื่องยุ่งเหยิงวุ่นวายอะไรกับใคร ไปที่ไหนโลกร่มเย็นไปหมด นี้คือผู้มุ่งอรรถมุ่งธรรมตามหลักพระวินัยคือกฎหมายพระจริง ๆ แล้วจะไม่มีอะไรที่ต้องติ

ธรรมก็คือก้าวเดินตามสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ควรละ-ละ ควรถอน-ถอน ควรบำเพ็ญ-บำเพ็ญเข้าไป นี่เป็นธรรม วินัยอะไรที่จะผิดเป็นข้าศึกต่อการก้าวเดินปัดออก ๆ ไม่ออกนอกลู่นอกทาง เดินตามแนวแถวของพระวินัยก็ตรงแน่วต่อธรรม แล้วก็ถึงมรรคผลนิพพาน อย่างน้อยก็ได้ความสงบร่มเย็นนี้เป็นต้นไปเรื่อย ๆ นั่นละท่านดำเนินมาอย่างนั้น พุทธศาสนาแท้เป็นอย่างนั้น แล้วศาสนาที่มันมาย้อมมาแฝงอวดอ้างตนว่า เอาศาสนาไปไว้มีแต่เปรตแต่ผีทั้งนั้น หาเก็บตกเอาศาสนามา ศาสนาท่านไม่มีอะไรเก็บตก ไอ้เราหากเสกสรรปั้นยอไปหาพลิกเอาเล่ห์นั้นเหลี่ยมนี้มาอวดน้ำลายกัน ว่าดิบว่าดี

ศีลธรรมมันไม่เคยสนใจนะ ถ้าเป็นพระก็พระประเภทนี้ไม่สนใจกับศีลกับธรรม มีตั้งแต่จะโอ้จะอวดตัวเองให้ดีให้เด่นในวงมนุษย์ที่ตาดำ ๆ ด้วยกัน ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าใครดีใครชั่วล่ะ แต่อยากอวด ศีลธรรมมันมีศีลสักตัวหรือไม่มีก็ไม่รู้กับหัวมันนะ ประเภทอย่างนี้ มันหาแต่โอ้แต่อวดตั้งแต่เรื่องภายนอก อยากให้เขาว่าดิบว่าดีว่าตัวเด่น โวหารเก่ง ความรู้วิชาเรียนมามากอย่างนั้นอย่างนี้ ว่าไปอย่างนั้นละ กิเลสเต็มหัวใจมันไม่ได้มองดูนะ มีศีลสักตัวเราก็ไม่ทราบละ ใครจะไปตัดสินมันได้ พระลงประเภทนี้ก่อความวุ่นวายให้บ้านให้เมืองให้ศาสนายุ่งขนาดนี้ ใครจะเชื่อว่ามันมีศีลสักกี่ตัว

ผู้ท่านไม่ก่อไม่บอกว่ามีท่านก็มี ท่านตั้งใจรักษาปฏิบัติของท่านตลอดเวลา รักสงวนศีลธรรมเท่ากับหัวใจ หรือหัวใจขาดท่านก็ยอมให้ขาดไป แต่ศีลท่านไม่ให้ยอมขาด นั่น.ผู้ท่านรักษาศีลธรรมจริง ๆ ท่านไม่ยุ่งกับใครท่านเหล่านี้นะ พระพุทธเจ้าพระสาวกท่านไม่ยุ่งกับใคร นี้แบบฉบับเอามาอ้างซิ มาถึงทุกวันนี้ก็ธรรมเป็นแบบเดียวกัน ผู้ปฏิบัติแบบเดียวกัน แล้วศีลธรรมจะเข้าสู่ใจก็เข้าแบบเดียวกัน แล้วทรงความสงบร่มเย็นแบบเดียวกันผิดเพี้ยนไปที่ไหน นอกจากมันอุตริไปอย่างที่ว่านี่แหละ มีแต่ฟืนแต่ไฟมาเผาไหม้ ทีแรกก็เป็นโลก เดี๋ยวนี้เผาศาสนาแล้วนะ จะเอาศาสนามาเป็นเปลวไฟแล้วเผากันทั้งโลก มันโง่หรือมันฉลาดมนุษย์เรานี่ พระประเภทนี้พระโง่หรือพระฉลาดเอาไปพิจารณากันซิ

พระทั่วเมืองไทย ใครเป็นผู้ก่อเหตุ คนนี้มันฉลาดเหนือโลกไปไหน ฉลาดเหนือธรรมเหนือวินัยพระพุทธเจ้าไปไหน มันถึงมาโอ้มาอวดให้โลกได้รับความเดือดร้อนวุ่นวาย เวลานี้ทั้งพระทั้งประชาชนเต็มโลกเมืองไทยเรานี่ กำลังเดือดร้อนเพราะเหตุการณ์กำลังตั้งขึ้นด้วยพระไม่กี่องค์ ตั้งตัวเป็นใหญ่เป็นโต เป็นผู้มีฤทธาศักดานุภาพขึ้นมานี้ โอ้อย่างนั้นอวดอย่างนี้ แต่งกำหนดกฎบัญญัติข้อนั้นข้อนี้ขึ้นมา แล้วจะเสนอเข้าสภานั้นเสนอเข้าสภานี้ กฤษฎีกานั้นกฤษฎีกานี้ ไปอย่างนั้นนะเวลานี้ ฟังไม่ได้นะดูซิ เรียนมาด้วยกันเห็นมาด้วยกันความผิดถูก รู้กันมาด้วยกันมาอวดกันหาอะไร มันก็รู้กันอยู่นี้

ถ้าจะสงบที่จะให้เป็นผู้หาอรรถหาธรรมจริง ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นภัยต่อโลกแล้วเวลานี้กำลังเริ่มขึ้นก็กำลังเป็นภัย ให้รีบสงบระงับกันเสีย นั้นจะจัดว่าเป็นผู้หาอรรถหาธรรม หาความดีต่อส่วนรวม ถ้ายังจะแหวกแนวไปอยู่อย่างนี้โลกนี้จะเป็นไฟ ด้วยความที่อวดตัวว่าฉลาดนี้ไม่สงสัย จากก๊กใดกลุ่มใดก็ตามจะเป็นภัยเผาโลกได้ไม่สงสัย เผาศาสนายิ่งเป็นส่วนใหญ่มากทีเดียว เผาหมดในหัวใจของคนที่เป็นชาวพุทธด้วยกัน จะไม่มีอะไรเหลือเลย เป็นความดีแล้วเหรอเอาไฟมาเผาคนที่มีความสงบร่มเย็นด้วยศีลด้วยธรรม ทั้งประชาชนพระเณรเต็มประเทศไทยเราซึ่งล้วนแล้วแต่ชาวพุทธ ที่ถือพุทธศาสนามาเป็นความสงบร่มเย็นแก่ตนอยู่ทั่วประเทศไทยเรานี้ เราเอาไฟที่อวดรู้อวดฉลาดของเราไปเผาเขาด้วยคนไม่กี่คน พระไม่กี่องค์หัวโล้น ๆ ไม่กี่โล้นนี้เอาไปเผาเขาเป็นของดีแล้วเหรอ ควรเอากระจกมามองส่องหน้าดูตนบ้างซิ กระจกเขาก็มี กระจกพระพุทธเจ้าเอาปัญญาส่องเข้าไป

เป็นยังไงเราเลิศเลอกว่าโลกขนาดไหน ถึงมาตั้งตนเป็นผู้วิเศษวิโส กุออกมาเรื่องราวต่าง ๆ กุออกมา ไม่มีใครตกใครแต่งก็ตั้งกันออกมาเป็นเจ้าอำนาจบาตรหลวงนี้ มันดูได้ไหมเมืองไทยของเรา คนรู้มี คนฉลาดก็มีคนโง่ก็มี มันต้องดูกันออกละคนเรา ถ้าจะต้องการเป็นความสงบร่มเย็นแก่ศาสนาจริง ๆ ควรจะลดละหรือให้ลดละสิ่งเหล่านี้ลงไป ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นภัยแล้วเวลานี้ เริ่มตั้งขึ้นมาก็เรียกว่าเริ่มเป็นภัยและเป็นฟืนเป็นไฟเผาหัวใจของชาวพุทธแล้ว ทั้งพระเณรประชาชนทั่วไปหมดแล้วเวลานี้ กำลังยุ่งกันไปหมด นี้ให้รีบระงับมัน

ถ้าเราจะเป็นพระที่ดีตั้งใจปฏิบัติโดยความเป็นผู้มีศีลมีธรรม แล้วให้ปรับปรุงตัวเองเข้าส่วนดี ดีคือยังไง ก็ปฏิบัติธรรมนั่นซิ ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติธรรม เหมือนท่านผู้ปฏิบัติศีลธรรมอยู่ ท่านไม่ได้มีเรื่องมีราวอะไร เราทำไมถึงมีแต่เรื่องแต่ราว ก่อเฉพาะตัวแล้วยังไม่แล้ว ยังจะเผาทั้งบ้านทั้งเมืองเผาทั้งชาติทั้งศาสนา มันเป็นความรู้ที่ดีที่เด่นแล้วเหรอ เอาไปถามตัวเองบ้างซิ ความรู้อย่างนี้คนประเทศไทยเขาใช้กันไหม สังคมของพระสงฆ์ในเมืองไทยเขาเอามาใช้กันไหม กับสังคมของเราที่ว่าเป็นสังคมแห่งพระสงฆ์นี้ มันต่างกับเขาอย่างไรบ้าง ควรจะเอาไปวินิจฉัยใคร่ครวญตัวเองบ้าง แล้วโลกนี้ก็จะสงบ ธรรมก็จะได้มีความสงบร่มเย็นแก่หัวใจชาวพุทธ

เวลากำลังจะเริ่มแล้วนะ ถ้าไม่สงบนี้จะเป็นสงครามในเมืองไทยเราโดยตรง สงครามศาสนานั่นแหละ จะเป็นกันแน่ ๆ เพราะศาสนาเป็นสมบัติอันล้นค่าของคนทั่วประเทศไทย เป็นสมบัติส่วนรวม ใครจะมาแยกมาแยะมาอวดดิบอวดดี มาเหยียบย่ำศาสนา มาทำลายศาสนา เขาจะเรียกมหาโจรทันที การที่มหาโจรจะเข้าปล้นบ้านปล้นเมือง เจ้าของบ้านของเมืองมีกี่คนต้องออกสู้กัน ออกรับกัน ถ้าไม่ระงับดับเรื่องเหล่านี้เสีย เมื่อระงับดับลงไปเรื่องชั่วช้าลามกที่กำลังก่อตัวขึ้นมานี้ก็จะสงบไป ชาติไทยของเราก็จะมีความสงบร่มเย็นต่อไป ทั้งชาติทั้งศาสนาจับมือกันซิ

ตั้งใจปฏิบัติตัวให้เป็นคนดี อย่ามาหึงหวงความชั่วช้าลามก อันเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ส่วนรวมซึ่งเป็นคนทั้งประเทศไทยเรานี้ มันน่าดูเมื่อไร ไม่น่าดูเลย ดูไม่ได้ จะให้ประเทศนอกเขามาดูถูกเหยียดหยามชี้หน้าชี้ตาเข้าอีก ทั้งชาติเขาก็ชี้มาแล้ว ศาสนาเขาก็จะชี้อีก เลวไหมเมืองไทยเรา เลวทั้งพระเลวทั้งฆราวาสไม่มีชิ้นดีเลย เป็นพวกทำลายทั้งชาติทั้งศาสนาไปด้วยมันสมควรแล้วเหรอ ควรจะพินิจพิจารณาเรื่องเหล่านี้นะ

ธรรมวินัยมีอยู่ทำไมไม่ดู ไปอวดดิบอวดดี เลยเหยียบหัวพระพุทธเจ้าไปต่อหน้าต่อตาของชาวพุทธทั้งประเทศ ดูได้ไหม พิจารณาซิเรื่องเหล่านี้ อะไรบกพร่องพระพุทธเจ้าทรงสอนไว้มีที่ตรงไหน ตรัสไว้ชอบแล้ว ๆ ทุกอย่าง ที่มันไม่ชอบโกโรโกโสก็คือพวกเราที่กำลังก่อฟืนก่อไฟอยู่เวลานี้ นี่พวกอันธพาลกำลังก่อฟืนก่อไฟเผาพระพุทธเจ้า เผาหัวใจประชาชนทั้งประเทศซึ่งเป็นชาวพุทธด้วยกันให้เป็นฟืนเป็นไฟไปหมด ไม่สมควร ควรจะละจะแก้ไขให้รีบแก้ไขเสียอย่างนี้ จะเป็นที่พอใจพระพุทธจะทรงชมเชยสรรเสริญ เมตตาต่อพวกเราผู้มีเจตนาหวังพึ่งธรรมจริง ๆ ไม่ได้เอากิเลสมาเผาหัวพระพุทธเจ้าและเผาหัวชาวพุทธเรา ดังที่จะเริ่มเป็นอยู่เวลานี้

เวลานี้มันก็ร้อนอยู่แล้วยังจะเอาไฟเสริมเข้าไปอีก เชื้อไฟเผาเข้ามามันก็หมดละซิเมืองไทยเรา ชาติก็กำลังจะหมด ศาสนาก็จะจมไปด้วยกัน พอฟื้นขึ้นมาแล้วอันหนึ่งก็เผาอีกอันหนึ่ง มันดีแล้วหรือเมืองไทยเรา เป็นคนฉลาดหรือทำกันอย่างนี้ เป็นพระที่ฉลาดหรือทำกันอย่างนี้ ของดิบของดีท่านสอนไว้แล้วทุกอย่างทำไมไม่เอามาปฏิบัติ เพื่อความสงบร่มเย็นแก่ตนและสังคม ควรจะพินิจพิจารณามาก ๆ นะพวกเรา ทั้งประชาชนทั้งพระนั่นแหละ แล้วจะเป็นความสงบร่มเย็นทั่วหน้ากัน วันนี้พูดเพียงแค่นี้แหละ เอาละ เหนื่อยแล้ว

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร ทาง internet

www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก