คนไม่มีศาสนาเท่ากับคนถูกประหารชีวิต
วันที่ 16 เมษายน 2540
สถานที่ : สวนแสงธรรม
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม

เมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๐

คนไม่มีศาสนาเท่ากับคนถูกประหารชีวิต

คำว่าชาวพุทธ ไม่มีวาสนาไม่เป็นชาวพุทธได้ คนเกิดทั่วโลกดินแดนหาศาสนาไม่มี ศาสนามีก็ศาสนาลุ่ม ๆ ดอน ๆ หาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้ แต่คำว่าพุทธศาสนานี้ไม่ได้ยกยอไม่ได้เหยียบย่ำทำลายใคร เราพูดตามหลักความจริงเป็นศาสนาที่เลิศเลอที่สุด เป็นศาสนาคู่บ้านคู่เมือง คู่โลกคู่สงสารจริง ๆ ใครไม่มีวาสนาไม่ได้เข้ามากราบไหว้เคารพบูชานับถือพระพุทธศาสนาและปฏิบัติตัวตามคำสอนของท่านได้เลย

นี่นับว่าเราเป็นผู้มีวาสนาบารมี อย่าลืมเนื้อลืมตัว โลกสงสารนี้เอาความแน่นอนกับมันไม่ได้ มีความเปลี่ยนแปลงแปรปรวนอยู่ตลอดเวลาก็คือโลกนี้แล เพราะฉะนั้นจิตใจของคนเราจึงต้องแปรสภาพอยู่เสมอ แปรไปในทางต่ำ วุ่นวายวันหนึ่ง ๆ งานไม่ได้ว่างในหัวใจ งานไม่ได้ว่างในกาย กิริยาอาการวิ่งเต้นขวนขวายทั้งภายนอกภายใน แม้เช่นนั้นก็ไม่พออยู่พอกิน พออยู่พอกินแล้วก็ไม่พออยู่พอกินกับความโลภอีก ความโลภมันดึงมันลากมันเข็นไปให้ดิ้นกระวนกระวายจนกระทั่งตายทิ้งเปล่า ๆ แล้วไม่มีใครได้อะไรติดเนื้อติดตัวไป นี่รู้สึกว่าเหลวไหลมากชาวพุทธเรา

เพราะฉะนั้นจึงขอให้ตั้งอกตั้งใจมีหลักใจ เอาพุทธศาสนาเข้าตั้งไว้ที่ใจ เชื่อบุญเชื่อกรรม เชื่อบาปเชื่อบุญ นี่สำคัญ แล้วให้ระลึกถึงใจเสมอ เวลาจะหลับจะนอนอย่าเว้น เว้นไม่ได้เป็นอันขาด ดัดสันดานเจ้าของ ถ้าวันไหนขาดไหว้พระ วันนี้ขาดไหว้พระ วันหน้ากราบสองครั้งซ้ำกัน ต้องดัดสันดานเจ้าของ คนอื่นไปดัดไม่ได้นะ เกิดความไม่ดีในใจนั่นแหละ ถ้าเจ้าของดัดเจ้าของ ดัดเท่าไรยิ่งดี

ให้พยายามฝึกฝนอบรมตนให้ดี ฝึกฝนเข้าสู่ธรรมที่ว่าพุทธศาสนานี้แหละ เป็นศาสนาที่รื้อโลกรื้อสงสาร ให้หลุดให้พ้นจากความทุกข์ความทรมานไปได้โดยลำดับ ผู้มีศีลมีธรรมย่อมมีความสงบร่มเย็น ในครอบครัวเหย้าเรือนก็สงบร่มเย็น ผัวเมีย ลูกเต้าไม่ทะเลาะเบาะแว้งซึ่งกันและกัน เพราะต่างคนต่างมีกรอบแห่งศีลธรรม อันเป็นความสงบร่มเย็นครอบงำอยู่ เราก็อยู่ผาสุกสบาย และเวลาไหว้พระสวดมนต์ ก็ให้ฝึกหัดลูกเต้าหลานเหลนของตน ให้สวด อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ สฺวากฺขาโต สุปฏิปันโน ไม่ได้มากก็ตาม ได้น้อย ๆ ตามฐานะของเด็กก็ยังดี เพื่อเป็นเชื้ออันดีฝังใจเด็ก

หลักธรรมนี้เป็นหลักใจ คนไม่มีธรรมไม่มีหลักใจ ทำอะไรเร่ ๆ ร่อน ๆ ไขว่ ๆ คว้า ๆ หาหลักเกณฑ์ไม่ได้ ถ้าผู้มีธรรมในใจแล้วมีหลักมีเกณฑ์มีเหตุมีผล ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเป็นผลเป็นประโยชน์ หลักศาสนาจึงเป็นของสำคัญ เรียกว่าเป็นเครื่องชาร์จจิตใจของโลกให้มีความสงบร่มเย็นด้วยศีลด้วยธรรม ถ้าไม่มีศีลมีธรรมเลยโลกเรานี้ไม่มีความหมาย ตายทิ้งเปล่า ๆ เกิดมาเกิดแล้วเกิดเล่า ๆ ตายแล้วตายเล่า ทับถมกันอยู่อย่างนี้ตั้งกัปตั้งกัลป์หาทางออกไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าจะหาทางใด และไม่สนใจหา มีแต่ปฏิบัติตามหรือเสือกคลานไปตามกิเลสตัณหาที่มันฉุดมันลากไปเท่านั้น

วันหนึ่งคืนหนึ่งก็ไม่มีความหมาย คนคนหนึ่งไม่มีความหมาย เพราะไม่มีศีลธรรมเป็นเครื่องลากจูง ถ้ามีศีลธรรมแล้วยังมีทางออก เช่น เขาติดคุกติดตะรางเท่านั้นปีเท่านี้เดือนยังมีทางออก ไอ้โทษประหารชีวิตนี่ซิสำคัญ คอยแต่ลมหายใจจะขาดดิ้นลงเท่านั้น คนไม่มีคุณค่าคนไม่มีราคา คนไม่มีศาสนาก็เท่ากับคนถูกประหารชีวิต ตัดอนาคตอันดีงามหรืออนาคตอันเป็นความหวังของตนนั้น ให้ขาดสะบั้นลงไปหาความหวังไม่ได้ ไม่มีความหมายเลยคนคนหนึ่ง

เพราะฉะนั้นจึงให้มีศาสนาเป็นเครื่องประกันตัว เมื่อมีศาสนาแล้วเราก็มีวันออก เรามีวันหลุดพ้น แม้วันนี้เป็นความทุกข์ความทรมาน หาอุบายแก้ด้วยอรรถด้วยธรรม แก้ด้วยเหตุด้วยผลก็มีทางผ่อนคลายไปได้ ถ้าไม่มีศีลธรรมเลยก็มีแต่บึกแต่บึน ทุกข์เท่าไรยิ่งดิ้น ทุกข์เท่าไรยิ่งดีด ทุกข์เท่าไรยิ่งพันก็ยิ่งทุกข์มากขึ้น ถ้าผู้มีธรรมในใจ เมื่อมีความทุกข์ความทรมานเข้าสู่ใจแล้ว คิดหาเหตุหาผลคิดถึงอรรถหาธรรม หาช่องออกก็ออกด้วยความปลอดภัย เล็ดลอดออกไปได้ นี่คนมีธรรมต่างกันอย่างนี้

จึงต้องมีธรรมเป็นหลักใจ ไม่มีธรรมเป็นหลักใจไม่ได้มนุษย์เรา สัตว์เขาเรียกว่าหมดความหมายอยู่แล้ว มนุษย์เรานี้เป็นผู้เต็มไปด้วยความหมาย จึงให้มีธรรมเป็นความหมายอันเต็มตัวนี้เข้าสู่ใจ ปฏิบัติตนยากลำบากเราอย่าไปสนใจ ความยากความลำบากนั้นเป็นเรื่องของกิเลสเป็นเรื่องของโจรของมารที่จะมาคัดค้านต้านทานไม่ให้เราสร้างความดีแก่ตัวเอง ให้พยายามหักห้ามเอาไว้ สิ่งเหล่านี้มีอยู่ทั่วไป แล้วก็ทำคนให้ได้รับความทุกข์ความทรมานทั่ว ๆ ไป

เราพยายามทำความดี ยากขนาดไหน เอ้า ทำลงไป ความยากอันนี้เป็นเรื่องของกิเลสฝืนเราขัดขวางเรา การทำลงไปได้ ฝืนทำลงไปได้นั้นเป็นธรรมของเรา ธรรมกับกิเลสเป็นข้าศึกกัน ต้องฉุดต้องลากต้องคัดค้านต้านทานกันอยู่เสมอ กิเลสมีหนามากน้อยเพียงไร ความขี้เกียจขี้คร้าน ความท้อแท้อ่อนแอ ความไม่เชื่อบุญเชื่อกรรมมีมากเพียงนั้น แล้วเวลาตายแล้วไปหาบบาปหาบกรรมที่ตนไม่เชื่อ ที่ตนรักชอบนั้นแหละ สิ่งใดรักชอบเป็นเรื่องของกิเลส สิ่งใดเป็นความทุกข์มากนั้นเป็นเรื่องของกิเลส สิ่งใดมีความทุกข์น้อยสิ่งนั้นสัตวโลกไม่อยากทำนั้นคือธรรม ให้พยายามทำให้พยายามฝืน

ตื่นขึ้นก็ให้กราบพระ ระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เสียก่อน ก่อนที่จะทำมาหาเลี้ยงชีพอันเป็นความจำเป็นประจำตัวและประจำครอบครัวสังคมทั่ว ๆ ไปของพวกเรา เราจึงต้องทำอย่างนั้น แล้วเวลาจะหลับจะนอนก็อย่าลืม กราบไหว้พระ สวดมนต์ อย่างน้อยนั่งภาวนาได้สัก ๑๐ นาทีก็ยังดี ๑๐ นาทีนี้มากไปนะสำหรับคนขี้เกียจนี้รู้สึกเหมือนจะเอาไปฆ่า ให้นั่งภาวนา ๑๐ นาทีนี้เหมือนจะเอาไปฆ่า เหมือนจะถูกประหารอย่างนั้น

นี่กิเลสตัวนี้มันดัดสันดานพวกเรา เราจะภาวนานี้เหมือนจะเอาไปฆ่าโน่นละ กิเลสมันบีบบังคับว่านี่เขาจะเอาไปฆ่านะ เหมือนอย่างนั้นนะ นี่ละกิเลสมันหนามันบีบบังคับอย่างนี้ ถ้าจะภาวนา ๕ นาทีหรือ ๑๐ นาทีอย่างนี้จะเป็นจะตายก็ได้ในหัวใจเรา ทั้ง ๆ ที่มันไม่เป็นไม่ตายก็เชื่อว่าจะเป็นจะตาย แล้วเชื่อกิเลสไปเสียวันหนึ่ง ๆ ผ่านไปไม่ได้ประโยชน์อะไร

เพราะฉะนั้นจึงควรให้ระลึกภาวนา อย่างน้อยที่สุดขอให้ได้ ๕ นาที ถ้าเวลาจะทำภาวนาเอานาฬิกามาติดหน้าผากนี่ ถ้าเวลาจะทำความชั่วช้าลามก เร่ ๆ ร่อน ๆ เตร็ดเตร่ไม่มีขอบเขตเหตุผลนั้น ไม่มีนาฬิกาไม่มีเวล่ำเวลา มีแต่ความอยากความทะเยอทะยาน ใช้ไม่ได้อย่างนั้น จึงต้องฝึกภาวนา คำว่าภาวนานั้น คือมีคำบริกรรมเป็นเครื่องกำกับใจ ใจเป็นนามธรรม ใจไม่มีตนมีตัว มองเห็นเหมือนรูปต่าง ๆ อย่างนี้ แต่ใจเป็นนามธรรม ปรากฏแต่รู้เท่านั้น แต่ไม่มองเห็นตัว ครองอยู่ในร่างกายของสัตว์ของบุคคลทุก ๆ ประเภทไปไม่มีเว้น นอกจากสัตว์ตายเท่านั้นคนตายเท่านั้นจึงไม่มีจิตครองอยู่ ถ้าเป็นคนเป็นสัตว์เป็นแล้วต้องมีจิตใจครอง

จิตใจนี้แลที่เป็นนามธรรมครองร่างของสัตว์ทั้งหลายอยู่ทั่วโลกดินแดนนี้ แต่เราจับตัวไม่ได้ ความรู้อันนี้ซ่านไปหมดทั้งร่างกายของเราไม่ว่าส่วนไหน ๆ เป็นความรู้ซ่านไปหมดจับตัวไม่ได้ เพราะฉะนั้นเพื่อความจับตัวได้ เพื่อความเห็นจุดหมายของความรู้อันนี้จึงต้องมีคำบริกรรมเป็นเครื่องผูกมัดกัน คำบริกรรม เช่น เรากำหนด พุทโธ ธัมโม หรือสังโฆ บทใดก็ได้ หรือระลึกอานาปานสติ อานาปานสติ คือลมหายใจเข้าออก เวลาลมเข้าก็ให้รู้ เวลาลมออกก็ให้รู้ ให้รู้อยู่จำเพาะไม่คาดหมายอะไร ๆ สวรรค์นิพพานที่ไหนไม่ต้องคาด นรกสวรรค์อะไรก็ไม่ต้องคาด ให้ระลึกรู้อยู่กับความรู้นี้

ทีนี้เวลาความรู้กับสติ คือความระลึกรู้ตัวอยู่เสมอนี้ ครอบกันไว้กับคำบริกรรมไม่ให้เผลอไปไหน แล้วจิตนี้จะค่อยรวมตัวเข้ามา ๆ สู่จุดผู้รู้ เมื่อรวมตัวเข้ามาแล้วก็เป็นจุด เหมือนกันกับเราตากแหเอาไว้นี้ เวลาตากไว้แล้วมองหาแหไม่ชัดเจน แต่เวลาดึงจอมแหเข้ามาถึงจุดของมันแล้ว ก็เป็นก้อนแหเป็นกองแห มองเห็นชัดเจนว่านี้คือกองแห ที่ดึงรวมตัวเข้ามาแล้ว กองพุทโธก็เหมือนกัน รวมตัวเข้ามา ๆ เป็นจุดผู้รู้ รู้อยู่ภายในตัวของเรา เฉพาะอย่างยิ่งคือรู้อยู่ในทรวงอกนี้ ในกลางหัวใจเรานี้ อยู่ตรงกลางหัวอกนี่ ความรู้แท้อยู่ตรงนี้

ที่ว่ามันสมองนั้นเป็นที่ทำงานของความจำ ความจำไปจำที่มันสมอง เพราะฉะนั้นคนใช้ความคิดความจำมาก ๆ สมองจึงทื่อ แต่เวลาใช้ความจริงคือการภาวนาแล้วจะมาสว่างไสว มาสงบร่มเย็นอยู่ภายในหัวอกของเรานี่ ในทรวงอกกลางอกนี้แลผู้รู้อยู่ตรงนี้ ในตำราท่านก็บอกไว้ว่า ผู้รู้อยู่ตรงนี้ อยู่ตรงกลางอก ท่านไม่ได้บอกว่าไปอยู่บนศีรษะ อยู่แข้งอยู่ขา อันนั้นเป็นประสาทส่วนต่าง ๆ สำหรับรับใช้ความรู้นี้ ให้รู้ไปในแง่ต่าง ๆ ตามหน้าที่ของตนต่างหาก อันความรู้แท้นั้นมีอันเดียวอยู่ในนี้ หากจับตัวไม่ได้เพราะมันซ่านไปหมด

พอเราระลึกพุทโธ ๆ เป็นต้น ไม่ให้เผลอ ระลึก พุทโธ แล้วจิตเราจะค่อยรวม ค่อยสงบตัวเข้ามา ๆ พอสงบตัวเข้ามามากน้อยความเย็นจะเย็นโดยลำดับ ความเบากายเบาใจนี้จะเบาไปเรื่อย ๆ ต่อไปก็กลายเป็นความแปลกประหลาดขึ้นมา เมื่อจิตรวมมากเข้าเท่านั้นก็กลายเป็นความอัศจรรย์ขึ้นมาอีกที่จิต เมื่อจิตได้มีความสงบตัว ไม่ได้ทำงานไม่ได้แสดงกิริยาอาการต่างๆ เป็นตัวของตัว พุทโธ ก็หายไป

เวลาจิตสงบเต็มที่แล้ว พุทโธ ๆ หายไปนะ คำบริกรรม เหมือนเราตามรอยโค คำว่า รอยโค คือ พุทโธ หรือ ธัมโม หรือ สังโฆ นี้เรียกว่า รอยพุทโธ เมื่อเราตามรอยพุทโธ เข้าไป บริกรรมอยู่กับพุทโธ ๆ จนกระทั่งเข้าถึงพุทธะ คือความรู้แท้แล้ว คำบริกรรมเหล่านี้จะหายไป จางไป ๆ จนหายไป ยังเหลือแต่คำว่า พุทโธล้วน ๆ เหมือนกับเราตามรอยโคเข้าไปเมื่อเราถึงตัวโคแล้ว รอยโคก็หมดความหมายไป อันนี้ คำว่าพุทโธ ธัมโม สังโฆซึ่งเป็นคู่เคียงหรือว่าเป็นเงาของใจหรือว่าเป็นรอยของใจก็หมดปัญหาไปโดยลำดับ จะมีแต่รู้ล้วน ๆ

ความรู้อันนี้แลเป็นสิ่งที่ฝังใจเรา ให้เห็นตัวเองว่าเป็นผู้มีคุณค่า เห็นใจเป็นของมีคุณค่า เห็นใจเป็นของอัศจรรย์ ผู้นั้นจะได้พยายามต่อไป ถึงวันหลังจะไม่รวมไม่สงบอย่างนั้นก็ตาม แต่ความกระหยิ่มยิ้มย่อง ความดูดดื่มภายในจิตใจที่เคยเป็นมาแล้วนั้นไม่จืดจาง พยายามทำอยู่ไม่หยุดไม่ถอย เพราะความรู้อันนี้เป็นความรู้อัศจรรย์

รู้สิ่งใดไม่เหมือนรู้ธรรม ไม่เหมือนความรู้มารู้ตัวเอง รู้สิ่งนั้นเป็นสิ่งนั้นไป รู้รูปเป็นรู้รูป รู้เสียงเป็นเสียง รู้กลิ่นเป็นกลิ่น รู้หญิงเป็นหญิง รู้ชายเป็นชาย แต่มารู้ตัวเองคือรู้ใจนี้ เป็นใจที่หมดจดงดงาม เป็นใจที่สง่าผ่าเผย จึงต้องให้มารู้ที่ตรงนี้ นี่เรียกว่าการภาวนาฝึกหัดให้ท่านทั้งหลายได้รู้ว่าความอัศจรรย์จริง ๆ แล้วอยู่กับภาวนา

พระพุทธศาสนาสอนลงไม่ว่าการให้ทาน รักษาศีลภาวนา เป็นกิ่งเป็นก้านสาขาดอกใบของพุทโธ ๆ ของภาวนา อันนี้เป็นต้นลำอันใหญ่โต เมื่อเวลาเราสร้างคุณงามความดีมากน้อย กิ่งก้านสาขาดอกใบก็แตกจากต้นลำนี้แล หรือเหมือนกันกับสายน้ำสายต่าง ๆ ที่ไหลรวมทำนบใหญ่นั่นแหละ บุญทานการกุศลต่าง ๆ ไหลรวมมาทำนบใหญ่ ทำนบใหญ่ได้แก่ภาวนา คือพุทโธ ๆ รวมลงไปแล้วเป็นของอัศจรรย์

อันนี้ก็จะพูดให้เป็นคติแก่พี่น้องทั้งหลาย หลวงตาเคยเป็นตั้งแต่เรียนหนังสืออยู่ ไม่รู้ภาษีภาษาอะไรแหละ ท่านสอนให้พุทโธ เราชอบภาวนาตั้งแต่เริ่มบวชเราชอบภาวนา แล้วภาวนาพุทโธ ๆ ไปก็ค่อยสงบตัวเข้าไป ๆ รวมกึ๊กเลยทันที พอรวมกึ๊กแล้วขาดสะบั้นไปหมด ถ้าเป็นน้ำก็เหมือนเกาะอยู่ในกลางมหาสมุทรนั้นแล เกาะนี้เป็นเกาะสงบร่มเย็น เกาะนี้เป็นเกาะอัศจรรย์ ความรู้อันนี้เด่นขึ้น เลยตื่นเต้นเจ้าของ มีความตื่นเต้น มีความปีติยินดีเกินประมาณเลยไปกระตุกความรู้อันนั้นให้ถอยตัวออกมาเสีย เพียงเท่านี้ก็หยั่งลึกแล้วเรื่องศรัทธาความเชื่อมั่นในบุญในกรรมทั้งหลาย เห็นชัด

จากนั้นมาความพยายามไม่ลดละ ถึงจะเป็นก็ตามไม่เป็นก็ตาม ความฝังใจที่ว่าจิตได้เป็นแล้วได้เห็นแล้วนี้ฝังลึกมากทีเดียว เหมือนกันกับบึงใหญ่ ๆ นี้แหละ มีน้ำเต็มอยู่ในบึงและใสสะอาดปราศจากมลทินทั้งหลายด้วย แต่เป็นเพียงว่ามีจอกแหนปกคลุมอยู่เท่านั้น พอเรารื้อจอกแหนขึ้นมาแล้ว ตักน้ำขึ้นมาดื่ม รู้รสชาติของน้ำแล้ว แม้จอกแหนจะปกคลุมหุ้มห่อเข้าตามเดิมก็ตาม แต่ความเชื่อมั่นว่าน้ำนี้มี น้ำนี้ใสสะอาด น้ำนี้มีรสจืดสนิทดี นี้ไม่ถอนตัวเลย นี่ก็เหมือนกันความรู้ของเราเมื่อเวลาเข้าไปสู่จุดเหล่านี้แล้วจะเป็นจุดอัศจรรย์ เราจะมองเห็นเหตุเห็นผล เห็นความดีความชั่วของตัวเอง แล้วมีการยับยั้งชั่งตัวในการทำงานต่าง ๆ ที่ไม่ดี ทำกิจอะไรก็ตามที่ไม่ดีแล้วมีการยับยั้งได้

อันไหนที่ดีก็เร่งขวนขวาย เรียกว่าเหยียบคันเร่ง อันไหนไม่ดีเหยียบเบรกห้ามล้อ รู้สึกตัวอยู่ในตัวของเราไม่มีใครสอนก็รู้เอง เพราะธรรมเป็นเครื่องให้รู้ตัว เพราะฉะนั้นท่านจึงสอนให้ประมวลความรู้ทั้งหลายเข้ามาสู่ใจตัวเอง ใจตัวเองเป็นนักรู้แล้ว เมื่อประมวลเหตุการณ์เข้ามาสู่ใจแล้วใจจะรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ กระจายแตกไปหมดสามแดนโลกธาตุ ไม่มีอัดมีอั้นรู้ไปได้หมด เพราะอำนาจแห่งการภาวนานี้แหละเป็นตัวสำคัญเป็นองค์สำคัญ

ให้เราฝึกหัดภาวนาบ้างนะ เราอย่าเพียงแต่ชื่อว่าชาวพุทธ ๆ เหลวไหล มีแต่ไขว่คว้าหาวัตถุต่างๆ สิ่งนั้นก็ดีสิ่งนี้ก็ดี ใจเจ้าของเลวไม่ดู ต้องดูใจเจ้าของด้วยถึงจะรู้ว่าใจเลวแล้วกลายเป็นใจดีขึ้นมา ถ้าไม่ดูใจเจ้าของก่อนไม่รู้ว่าใจเลว แล้วก็ไม่รู้ว่าใจของเราดีขึ้นมีราค่ำราคา พอจิตย้อนเข้ามาสู่ตัวเอง มารู้ตัวเองแล้วก็มีความปีติยินดี แปลกประหลาดอัศจรรย์ขึ้นในใจ อ๋อ นี่คุณค่าของสิ่งทั้งหลายมาอยู่ที่ใจดวงนี้เอง นั่น มาอยู่ที่นี่

ให้พี่น้องทั้งหลายจำเอานะ แล้วก็สอนลูกสอนหลานอย่าปล่อยอย่าวาง เด็กให้มีหลักยึด ให้มีธรรมยึดนั่นแหละ เด็กไปจากพ่อจากแม่ สอนเด็กให้มีพุทโธ ธัมโม สังโฆ ภายในใจ เด็กจะได้มีหลักใจ ใครมีพุทโธ ธัมโม สังโฆแล้วเรียกว่าเป็นผู้มีหลักใจ ไม่ว่าเด็กไม่ว่าผู้ใหญ่ ถ้าไม่มีพุทโธ ธัมโม สังโฆ ไม่มีศาสนาติดใจเลยเหลวไหลทั้งนั้น ใครจะประกาศตนว่าเป็นชาติชั้นวรรณะสูงต่ำขนาดไหนก็ตาม มีแต่ลมปาก ไม่มีความหมายอันใดเลย แต่ถ้ามีหลักธรรมหลักใจเข้าสู่ใจตัวเองแล้ว มีหลักศาสนาเข้าสู่ใจแล้วผู้นั้นมีหลัก ผู้นั้นมีที่ยับยั้ง ผู้นั้นมีที่ยึด ผู้นั้นมีที่เกาะ ผู้นั้นมีที่ผ่อนคลาย ให้จำเอาไว้นะ

วันนี้เทศน์เพียงเท่านี้แหละ ขอความสวัสดีจงมีแก่พี่น้องทั้งหลายโดยทั่วกันเทอญ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก