นิมิตชี้ทางดำเนิน
วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2540
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๐

นิมิตชี้ทางดำเนิน

 

พระพุทธเจ้าสอนตั้งแต่เรื่องมรรคเรื่องผลเรื่องบุญเรื่องกุศลมรรคผลนิพพาน สอนลงในบทใดบาทใดสอนแต่เรื่องมรรคเรื่องผลเรื่องกุศลมรรคผลนิพพานทั้งนั้น แต่พวกเราพอใครจะพูดถึงเรื่องมรรคผลนิพพานนี้เป็นบ้ากันไปเลยนะ มันหยาบขนาดนั้นนะ เหมือนพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาโมฆะ สอนธรรมไว้เป็นโมฆะทั้งหมด แต่สิ่งที่เต็มเปี่ยมอยู่ตลอดเวลาเผาหัวใจโลกอยู่ก็เฉพาะกิเลสเท่านั้น เป็นอย่างนั้นนะเวลานี้ถึงน่าสลดสังเวชนะ ผู้จะสอนก็อ่อนใจจะสอน เพราะหนาแน่นไปด้วยกิเลส

กิเลสหนาขึ้นทุกวัน ๆ เยาะเย้ยธรรมะพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นของจริงล้วน ๆ และเป็นเครื่องปราบมัน มันเยาะเย้ยได้อย่างสบาย พูดถึงเรื่องมรรคเรื่องผลนี่ โห ขยะแขยง เป็นลักษณะสะอิดสะเอียนไป ถ้าพูดถึงเรื่องกิเลสแล้วเมามันเป็นบ้าไปเลย นี่ซิมันน่าสลดสังเวช จะไม่ให้พระพุทธเจ้าทรงท้อพระทัยได้ยังไงเมื่อเป็นขนาดนั้นแล้ว มันหนามันแน่นขึ้นทุกวัน ๆ แล้วเครื่องส่งเสริมมันก็ส่งเสริมขึ้นทุกวันทีเดียวนะ ที่จะตัดทอนมันลงเรายังมองไม่เห็น มองไปไหนก็ไม่เห็น เห็นแต่เครื่องส่งเสริมกิเลสทั้งนั้น ๆ เต็มบ้านเต็มเมือง ไม่ว่าบ้านนอกในเมืองที่ไหน ประเทศเขาประเทศเรา มีแต่พวกตั้งหน้าตั้งตาส่งเสริมกิเลส โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าได้สั่งสมกิเลสส่งเสริมกิเลส ๆ เครื่องเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ เพราะฉะนั้นโลกมันถึงได้ร้อน

คนมีมากมายขนาดไหนจะมีความหมายอะไร มีแต่ไฟเผาอยู่อย่างนั้นเหมือนกองฟืน กองฟืนกองเท่าภูเขามีความหมายอะไร มีแต่ไฟเผาอยู่อย่างนั้น อันนี้คนทั้งคนมันก็เป็นเหมือนกับท่อนฟืนทั้งท่อน ๆ ให้กิเลสมันเผาเอา กิเลสเป็นไฟเผาอยู่ทั้งวันทั้งคืน มีความหมายอะไรมนุษย์เรา พิจารณาซิ ยังดีดดิ้นเป็นบ้าหาอะไรกันนักหนา ใครจะได้ความสุขมาอวดสักหน่อยเราไม่เห็นมีนี่ ถ้าว่ากิเลสเป็นของดิบของดี ความโลภเป็นของดี ความโกรธเป็นของดี ราคะตัณหาเป็นของเลิศเลอแล้ว เอามาอวดบ้างซิความสุขที่เกิดจากสิ่งเหล่านี้ ไม่เห็นนี่นะ เห็นแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้โลกอยู่เวลานี้

มรรคผลนิพพานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง ซึ่งเป็นน้ำดับไฟไม่มีใครเหลียวแล มีแต่ปัดหัวเจ้าของไฟเผาเจ้าของ เอาน้ำสาดลงไปไม่ยอมสาด นี่ละศาสนาจะหมด ๆ เพียง ๒๕๐๐ ปีนี้เห็นได้ชัดเจนมากทีเดียว ชาวพุทธเรานี้พุทธบริษัท ๔ ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา มีแต่พวกทำลายศาสนาทั้งนั้น ทำลายตัวเองนั่นแหละจะไปทำลายที่ไหน ใครจะหาเอาไฟไปเผาคัมภีร์ มันเผาเจ้าของนั่นน่ะ ด้วยความไม่สนใจในสิ่งที่ว่าผิดหรือถูกประการใด พอจะแก้จะไขจะถอดจะถอนดัดแปลงกันบ้าง มันไม่คิด มีแต่ไฟเผาเจ้าของตลอดเวลา มองไปไหน โอ๊ย สลดสังเวชนะ

๒๕๐๐ ปีที่ท่านทรงแสดงไว้ว่า ๕๐๐๐ ปีนั้นเหมาะสมแล้ว สมกับพระญาณหยั่งทราบไว้เรียบร้อย ถึง ๕๐๐๐ ปีนั้นคำว่าบุญว่าบาปว่านรกสวรรค์นี้ไม่มีในหัวใจสัตว์โลกเลย แต่เรื่องของกิเลสท่วมท้น ๆ  นี่ละที่ว่าศาสนาหมด ไม่ได้หมดในคัมภีร์ใบลานนะ มันหมดที่หัวใจสัตว์โลกที่จะยอมรับความจริง รับตั้งแต่ของปลอมทั้งนั้น ของปลอมมันก็เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ล่ะซิ

โห ผู้ที่จะส่งเสริมศีลธรรมมีน้อยมากนะ น้อยจนจะมองไม่เห็น ผู้สั่งสมส่งเสริมฟืนไฟเผาไหม้ตัวเองและส่วนรวมนี้มากแสนมาก ไปที่ไหนมีแต่กิริยาแสดงอันเดียว ๆ เจ้าของไม่รู้นะ ไม่รู้ตัวว่าได้ส่งเสริมว่าได้สั่งสมฟืนไฟเผาไหม้ตัวเองและส่วนรวม กิริยาที่ทำมันเป็นเรื่องนั้นทั้งนั้น นั่นละเห็นไหมละเอียดไหมกิเลส เราผู้ทำเองไม่รู้ว่าเราส่งเสริมสั่งสมกิเลสเผาเราเอง เราไม่รู้ จึงว่าอัศจรรย์พระพุทธเจ้าละซิ อยู่ ๆ ก็โผล่ขึ้นมาพระองค์เดียว ไม่มีใครแนะนำสั่งสอน ขึ้นมาจากพื้นปฐพีลึกแสนลึก โผล่ขึ้นมาได้สบาย ไม่มีใครสั่งสอนแม้อรรถเดียวธรรมเดียวแหละ

พอผุดขึ้นมาได้ปึ๋งนี้ก็เรียกว่าประกาศกังวานขึ้นเลย ตรัสรู้ พ้นแล้วจากมหันตทุกข์มหันตโทษจากนรกของสัตว์ ได้หลุดพ้นมาหมดทุกสิ่งทุกอย่างแล้วไม่มีเหลือ แล้วใครไปบอกพระองค์ล่ พระองค์ตรัสรู้ พระองค์เป็นพระพุทธเจ้าไปถามใคร นี่อีกข้อหนึ่งนะ พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ตรัสรู้ขึ้นมาเพียงพระองค์เดียว ๆ นั้น มีพระองค์ใดบ้างไปถามใครว่าข้าได้ตรัสรู้ เป็นความแน่นอนไหม ความสงสัยมีไหมในพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ๆ

องค์ไหนตรัสรู้ขึ้นมาก็ปึ๋ง ประกาศกังวานกันขึ้นเลย ๆ นั่นละ สนฺทิฏฺฐิโก ความรู้ประจักษ์ในหัวใจประกาศกังวานขึ้นในวาระสุดท้าย นั่นละพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระอรหันต์ทุก ๆ พระองค์ประกาศกังวานขึ้นในตัวเอง พร้อมแล้วพร้อมทุกอย่าง แม้พระพุทธเจ้าประทับอยู่ข้างหน้าก็ไม่ทูลถาม ทูลถามหาอะไรของอันเดียวกัน อย่างเดียวกัน ประกาศกังวานขึ้นเต็มหัวอกด้วยกันถามกันทำไม นั่นละธรรมที่เป็นของจริงจริงอย่างนั้น ไม่ได้ไปหาถามใครแหละ

เราประกาศตั้งแต่ความทุกข์ความเดือดร้อนซิ บ่นออกมาปากไหนก็น่าตีปาก บ่นออกมาปากไหนมีแต่ปากเป็นฟืนเป็นไฟออกมา เผาไหม้ออกมาจากหัวใจ บ่นเรื่องนั้นแล้วบ่นเรื่องนี้ ยุ่งเรื่องนั้นแล้วยุ่งเรื่องนี้ ตีปากวันยังค่ำมือหักเฉย ๆ มันยังไม่ครบปากคนเข้าใจไหม ตีปากคนมันบ่นเก่ง ตีปากยังไม่ได้ครบปากเลยมือหักก่อนแล้ว นั่นละถ้าเรื่องกองทุกข์พวกเราเป็นผู้เหมา จะว่ายังไงกันพิจารณาซิ ไม่เอาธรรมไปดับไม่ได้นะ

ผิดตรงไหนให้รีบแก้เจ้าของเสีย นั่นละเรียกว่าน้ำดับไฟดับตรงนั้น ผิดไม่ยอมแก้ เอาแต่ตามความทะเยอทะยาน ความอยาก ความดีดความดิ้น ดิ้นเท่าไรก็ยิ่งพันเข้าไปเหมือนลิงทอดแหนั่นแหละ นิทานนี้เป็นนิทานอีสปหรือไง มันมาจากธรรมทั้งนั้นนะ ที่มาในนิทานอีสปมาสอนนักเรียนนี่ เอาเป็นคติมาจากธรรม โน่นเวลาเราเรียนทางธรรมะถึงไปเห็นอยู่ในคัมภีร์ อ๋อ นี่เอาออกมาจากนี้ ๆ เอามาสอนเขาเรียกนิทานอีสป เราก็เคยได้อ่าน

เรื่องลิงทอดแหเราก็เคยได้อ่าน ลิงมันอยู่บนต้นไม้ เห็นคนทอดแหอยู่มันก็ดู ทีนี้พอเขาหยุดพักเขาก็เอาแหวางไว้นั้น เขาก็เลยพักรับประทานอาหารกันบนบกโน่น ลิงก็ลงมาจากต้นไม้มาจับแหเหวี่ยงเลย เหวี่ยงมันก็พันลิงลงจมน้ำตายเลย นั่นละสิ่งที่สุดวิสัยของตนไปทำเข้ามันเกิดโทษ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าสิ่งที่ผิดวิสัยของตนไปทำเข้ามันเกิดโทษ ความผิดมันผิดวิสัยของมนุษย์เราที่เป็นชาวพุทธอย่าไปทำมันจะพันหัวเอา เหมือนแหพันลิงเข้าใจหรือเปล่า

นี่ยกข้อเปรียบเทียบมาไว้นี้มีในนิทานในชาดกนะ เอาออกมาจากชาดก ไปเห็นข้างในโน้นถึงได้รู้ โอ๊ หนังสือที่เอาออกไปสอนนักเรียนนั้นส่วนมากเป็นคติธรรม ๆ ท่านเป็นนักปราชญ์นี่ เอาออกมาเป็นคติเครื่องสอนเด็ก

อย่างนิทานไก่แจ้เหล่านี้ก็เหมือนกัน หลายนิทานชื่อเรื่องหนังสืออะไรนาเราจำชื่อไม่ได้ ที่เอาออกมาจากบทธรรมมาเป็นคติเครื่องสอนนักเรียน สอนครูด้วยสอนผู้ใหญ่ด้วย เวลาไปเห็นในหนังสือถึงได้รู้ อ๋อ ออกมาจากคัมภีร์นี้ ๆ ไม่ใช่เอาออกมาอย่างลอย ๆ นะ ออกมาจากชาดก นิทานไก่แจ้ก็เหมือนกันออกมาจากชาดก ไก่แจ้ตัวหนึ่งคุ้ยเขี่ยหาอาหาร ไปพบพลอยเม็ดหนึ่งงามดีมีค่ามาก จึงร้องเปรย ๆ ขึ้นว่า นี่ถ้าเจ้าของของเจ้ามาพบเจ้าเข้าเช่นนี้ เขาคงเก็บเจ้าไปฝังไว้ในหัวแหวนตามเดิม แต่นี้เจ้าไม่มีประโยชน์อะไรสู้ข้าวสุกข้าวสารเมล็ดเดียวก็ไม่ได้ ว่าแล้วก็คุ้ยเขี่ยเลยไปในทางอื่น นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ของที่ดีย่อมเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่รู้จักใช้เท่านั้น นั่น อันนี้มันจำได้เองนะแล้วก็เลยไม่ลืมจนกระทั่งทุกวันนี้

มาเป็นหลวงตาแล้วก็ยังไม่ลืมไก่แจ้ นี่ข้อเทียบเคียงว่าไง ถ้าเห็นศีลเห็นธรรมเห็นคุณงามความดีที่จะเป็นผลเป็นประโยชน์ ซึ่งเป็นเหมือนเพชรเหมือนพลอยแล้ว ไม่ใช่วิสัยของไก่แจ้พวกเรานี่ พวกเรานี่พวกไก่แจ้ เจ้าของก็คือผู้เป็นบัณฑิตนักปราชญ์ผู้ฉลาดแหลมคมในธรรมทั้งหลายนั้นละ จะเอาไปฝังไว้ในหัวแหวนคือในหัวใจ

อย่างนั้นละหากินไปวันหนึ่ง ๆ เท่านั้น คุ้ยเขี่ยหานั้นหานี้ คุ้ยเขี่ยหาที่ไหนก็มีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้เจ้าของ บ้านนี้ก็ไหม้บ้านนั้นก็ไหม้ สังคมนี้มีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้ไปหมด แต่คุ้ยเขี่ยทั้งวันนะ วิ่งเต้นขวนขวายหาอยู่หากินแทบเป็นแทบตาย ครั้นสิ่งที่ได้มาก็มีแต่ฟืนแต่ไฟเสีย ร้อนเป็นฟืนเป็นไฟไปหมด ของไม่เป็นประโยชน์มันเป็นโทษแก่ตัวเองอย่างนั้นแหละ ของที่ดีก็เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่รู้จักใช้ดังที่ธรรมท่านแสดงไว้นั้น เขาอ้างชาดกมาเหมือนกันในหนังสือพิมพ์บางฉบับเขาเอาออกมา เราก็เคยเห็นแล้ว เขาเอาออกมาก็มีแต่เราเห็นแล้ว

มันเรียนมากนะไม่ใช่คุย เวลาเรียนเรียนจริง ๆ ไม่ใช่เพียงชั้นเรียนเท่านั้นนะ ค้นพระไตรปิฎกเพราะตั้งใจจะออกปฏิบัติเท่านั้นไม่เป็นอย่างอื่น  เราจะเรียนทุกสิ่งทุกอย่างที่พอจำได้เราจะจำ เราจะจดฟุตโน้ตคัดเอาไว้ ๆ มีสมุดเล็ก ๆ คัดเอาไว้ในนั้น ๆ อันนี้มาจากเล่มนั้น ๆ ชาดกเล่มนั้น ๆ หน้าที่เท่านั้น จดไว้ ๆ เวลาเราต้องการความพิสดารเราก็ไปเปิดดูง่าย ๆ นี่เราจด แต่ส่วนมากพอมองเห็นที่คัดไว้เท่านี้มันก็เข้าใจไปหมดแล้ว เพราะอ่านมาแล้วนี่ก็ไม่จำเป็นต้องไปค้นดูพระไตรปิฎกละ เพราะฉะนั้นเวลาหนังสือผ่านมาที่ไหน ๆ ถึงรู้ทันที ๆ เพราะได้อ่านมาหมด มันอยู่ในข่ายของพระไตรปิฎกทั้งนั้นละ

ทีนี้พระไตรปิฎกเราก็ค้นเสียจนพอก่อนที่จะออกมาปฏิบัติ เวลาเรียนหนังสือว่างปิดโรงเรียนนั้นละเป็นเวลาค้นหนังสือ เวลาเรียนหนังสือก็เรียนไปตามหลักวิชานั้นเสีย ครั้นเวลาหยุดเรียนหนังสือก็ค้นพระไตรปิฎก ฟุตโน้ต ๆ เอาไว้เพื่อให้เป็นประโยชน์ในเวลาจะออกปฏิบัติ เพราะตั้งใจจะออกปฏิบัติเท่านั้นไม่เป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้นเวลาสอบเสร็จถึงผึงเลยเชียว ไม่อยู่

บุญกรรมก็ช่วยด้วยนะ ผู้ใหญ่ท่านไม่อยากให้ออก ท่านห้ามไว้เลยเทียว ท่านยังไม่ให้ออก สมเด็จมหาวีรวงศ์ วัดพระศรีมหาธาตุ นี่แหละที่เป็นอาจารย์ใหญ่เรา สอนบาลีเราก็องค์นี้เองสอน ท่านยังไม่ให้ออก ให้เรียนจบได้เปรียญ ๖ ประโยคเสียก่อนค่อยออก แต่เรายังไงก็ไม่อยู่ แต่จะหาออกด้วยมารยาทอันดีงามเท่านั้นเอง สบโอกาสเมื่อไรแล้วเราจะออก

พอดีท่านไปต่างจังหวัดละซิ นั่นละโอกาสมันก็เหมาะ พอท่านไปต่างจังหวัดพับเราก็ปั๊บออกเลย ต่อมาท่านก็เขียนจดหมายตาม ฝากผ้าห่มไปให้ผืนหนึ่งใหญ่ ๆ ฝากมาทางโคราช เอาจดหมายแนบมาด้วย ให้มหาบัวกลับกรุงเทพโดยด่วน ๆ มีแต่โดยด่วน เขียนสองสามประโยคให้กลับกรุงเทพโดยด่วน ทางนี้ก็เฉย

ทีนี้พอออกพรรษาแล้วท่านก็มา ท่านเขียนจดหมายมาบอก วันนั้น ๆ เราจะผ่านไปโคราช บอกขบวนรถ มันก็มีขบวนเดียวออกตอนเช้าถึงอุบล ให้เราไปรอดักอยู่สถานีท่านจะเอากลับกรุงเทพ ให้เราไปรออยู่สถานี พอไปก็ มหาบัวต้องกลับกรุงเทพ ๆ จี้เลยนะ มีแต่ต้องกลับกรุงเทพ ๆ รถไฟมันจอดนาทีเดียวนี่นะ รถไฟก็ช่วยเราด้วย ๆ พูดกันยังไม่สักกี่คำ มหาบัวต้องกลับกรุงเทพ ๆ โดยด่วนนะ วันนั้นกลับมาเราก็ขึ้นรถไปด้วยกันนะ ต้องกลับกรุงเทพ สักเดี๋ยวรถก็เคลื่อนเราก็โดดลงรถไฟไป รอดตัว

แปลกอยู่นะ อะไร ๆ ก็ดี รู้สึกว่ามันพร้อม ๆ นะอุปสรรคไม่ค่อยมี ว่าจะออกทางนี้นะรู้สึกว่าคล่องตัว ๆ อย่างผู้ใหญ่ท่านห้ามอย่างเข้มงวดกวดขันอย่างนี้ก็เหมือนกัน รอดไปได้ แม้แต่ขึ้นไปสถานีรถไฟรถไฟยังช่วย สักเดี๋ยวรถไฟเคลื่อนที่ปึ๋งปั๋งก็โดดลงรถไฟ ได้เท่านั้น ท่านก็ไม่ทราบจะว่ายังไง ไม่ได้รับคำตอบจากเราเลย ตามขู่อยู่เรื่อยนะท่านสงสาร ท่านเมตตามากนะกับเรา มอบให้เราหมดแหละในคณะนั้น ๆ เป็นคณะใหญ่เพราะท่านเป็นเจ้าคุณนี่ ให้เราเป็นผู้ดูแลคณะ เพราะฉะนั้นท่านถึงได้เข้มงวดกวดขันในการไปการมาของเรา ท่านไม่ให้ไปไหน เหมือนว่าผูกมัดในตัว

ทีนี้เวลาจะออกมันก็แปลก อย่างที่เคยเขียนลงในหนังสือ ฝันนี่ก็ฝันอัศจรรย์นะ อู๊ย เดี๋ยวนี้ยังติดตานะความฝันนี่ ยังติดตาติดใจอยู่มันฝันพิลึกกึกกืออะไร  เราก็ไม่เคยตั้งแต่เกิดมาฝันแบบนั้นนะ คือว่าถ้าจะได้ออกปฏิบัติแล้วได้สำเร็จมรรคผลนิพพานตามความมุ่งหมายแล้ว ขอให้ฝันแบบอัศจรรย์ มีไว้ ๓ พักนะความฝันนะ ถ้าจะได้ออกปฏิบัติ คือเวลานี้ผู้ใหญ่ก็ผูกพันอยู่นี้ละยังไม่ให้ออก เราก็หาช่องทางกำลังจะออก พอดีท่านไปต่างจังหวัด เรากลางคืนตั้งสัจอธิษฐานให้ออก จะออกทางภาวนาก็ได้

เพราะเราภาวนาอยู่ทุกวันนี่ เรียนหนังสือเราไม่เคยละนะหากไม่บอกใครให้รู้ เพราะอยู่กับพวกลิงด้วยกัน ถ้าไปภาวนาเดี๋ยวมันมาพูดแหย่กัน โฮ๊ จะไปสวรรค์นิพพานเดี๋ยวนี้เชียวหรือ นั่นน่ะพวกเดียวกันมันพูดกันได้นี่นะจะว่าไง ไม่ถือสีถือสากัน นี่จะไปสวรรค์นิพพานนะนี่ พวกเราอย่าไปกวนท่านนะ ท่านกำลังเตรียมจะไปสวรรค์นิพพาน ต้องมีแหย่กันอยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงไม่ให้รู้ นั่งภาวนาเฉยไม่ให้รู้นะ ปิดประตูเราไม่ให้เห็น ถ้าออกมาก็เป็นลิงเหมือนเขาเสีย ถ้าเข้าในห้องเป็นแบบนั้น กลางคืนดึก ๆ ออกมาเดินจงกรม มันเป็นอยู่ในหัวใจนี่จะว่าไงหากบอกใครไม่ได้ อย่างนี้ไม่บอกใครเลย เพื่อนฝูงอยู่ด้วยกันก็ไม่บอก เป็นลิงไปกับเขาเสียอย่างนั้น

ทีนี้บทเวลาสมเด็จท่านออกไปต่างจังหวัด ตั้งสัจอธิษฐาน จะออกในทางฝันก็ได้ จะออกในทางภาวนาก็แล้วแต่ได้ทั้งนั้น เรายอมรับความฝันนั้นทั้งสองอย่าง พอนอนหลับไปนี้ฝันว่า ก็อยู่วัดบรมนิวาสนั่นแหละ เวลาเหาะขึ้นไปมันเหาะรอบพระนครหลวง ทีนี้ไม่ใช่นครหลวงกรุงเทพล่ะซิ เป็นนครหลวงอะไรก็ไม่รู้ มองไปสุดสายหูสายตา เหลืองอร่ามไปด้วยทองคำทั้งแท่ง ๆ ตึกรามบ้านช่องเครื่องมุงเครื่องบังอะไรมองไปเหลืองเป็นทองอร่ามไปหมดเลย โห อัศจรรย์ เหาะรอบถึง ๓ รอบนะรอบพระนคร เหาะดู ตึกรามบ้านช่องมีแต่สำเร็จด้วยแก้วด้วยแหวนด้วยเพชรนิลจินดาทั้งนั้นนะ อัศจรรย์จริง ๆ นี่นะ ทองคำเลื่อมพั่บ ๆ มองไปไหนนี่ โอ๊ย บาดสายตา

รอบพระนคร ๓ รอบแล้วก็ตื่นขึ้นมา โอ๊ย ยิ้มแย้มแจ่มใส ยังไงต้องสำเร็จแน่ ๆ คราวนี้ ฝันแบบอัศจรรย์อย่างนี้เราไม่เคยเห็นยังไม่เคยฝัน ตั้งแต่เกิดมาจริง ๆ นะไม่เคย นี่ฝันอะไรอัศจรรย์ขนาดนี้ ตึกรามบ้านช่องสำเร็จไปด้วยทองคำธรรมชาติ เพชรนิลจินดาอยู่นั้นหมด ไม่มีไม้มีเหล็ก มันอัศจรรย์ล่ะซิ เพลิน เหาะลอยไปข้างบนเพลินดู  พอตื่นขึ้นมาก็ สำเร็จแน่ ๆ ที่นี่  ตื่นเช้าขึ้นมาก็เข้าลาสมเด็จ  ติสฺโส อ้วน วัดบรมนิวาส สมเด็จองค์ก่อน ท่านก็อนุญาตให้ไปทันทีเลย เราก็บึ่งเลย ถึงได้ออกเรื่องมัน ถึงได้ออก

เรื่องความฝันก็อัศจรรย์อยู่ เข้าไปอยู่กับพ่อแม่ครูจารย์มั่นได้ ๓ คืน ๔ คืนก็ฝันอีก ฝันว่าที่ลอดกอไผ่นั่นน่ะ นั่นก็ไม่ลืมนะ มันหนามันแน่นกอไผ่หาที่ลอดก็ไม่ได้ จะไปที่ไหนก็ไปไม่ได้ สองฟากทางนี้เป็นหนามหนาทึบไปหมดเลย เป็นป่าเป็นอะไรไปไม่ได้ กอไผ่ก็ล้มขวางทาง มีช่องนิด ๆ หนึ่งพอตัวรอดหลวมตัวไปได้ มองไป อ๋อ ไปได้ช่องนี้ จึงได้ลอดช่องนั้นไป นี่ก็ยากลำบากมาก พอออกจากช่องนั้นไปแล้วก็เดินไปประมาณสักต้นไม้นั่นละมั้ง ผ่านดงหนาป่าทึบไป พอไปถึงนั้นแล้วเวิ้งว้าง โอ้โห มหาสมุทรทะเลหลวง มองดูฝั่งไม่เห็นเลย มองเห็นภูเขาลูกหนึ่งเป็นเกาะ

มองเห็นเกาะลูกหนึ่งดำทะมึนอยู่นู่นไกล ๆ เราจะไปเกาะนั้นแหละ เรือก็ไม่ทราบมาจากไหน อย่างนั้นละความฝันมันหากแปลกของมันเองละ เรือก็ไม่ทราบมาจากไหน มาแล้วเราก็ลงเรือเลย เรือก็พาไปเลยไม่ทราบเรือแจวเรือพายเรือเครื่องยนต์อะไร มันเรือความฝันว่าอย่างนั้น แต่จำได้ที่ว่ามันไปได้อย่างง่ายดายว่างั้นเถอะ เรือมาแล้วมาก็ลงเรือเลย เรือก็พาบึ่งเลย ไม่ได้บอกว่าจะไปที่นั่นที่นี่นะ เรือหากพาบึ่ง ๆ เลย ไปถึงเกาะใหญ่นั่นแหละ ไปไม่นานไปในความฝันจะนานอะไร ไปถึงเกาะนั้นแล้ว

พอไปถึงก็ปีนเกาะขึ้นไป เรือก็หายเงียบไปเลย พอเราลงออกจากเรือแล้วเรือไม่ทราบหายไปไหน ไม่ได้พูดกันสักคำเดียว ก็ขึ้นปีนขึ้นไป ๆ ขึ้นไปบนหลังเขาไปเห็นพ่อแม่ครูจารย์มั่นนั่งอยู่แคร่ ท่านตำหมากจ๊อก ๆ อยู่ ท่านเห็นเราท่านแสดงลักษณะตื่นเต้น โห ท่านมหามาได้ยังไงนี่ กระผมนั่งเรือมาขึ้นเรือมา โห ที่นี่ใครมาได้ง่าย ๆ เมื่อไร ท่านก็ไม่พูดหลายคำนะ ที่นี่ใครมาได้ง่าย ๆ เมื่อไร เอ้าถ้าอย่างนั้นตำหมากให้หน่อย ตำหมากได้ ๒ - ๓ จ๊อกเลยตื่น อู๊ย เสียดายอยากตำใหม่ เสียดายจริง ๆ ตำหมากยังไม่เสร็จเลย ๒ - ๓ จ๊อกตื่นเสียนี่ อู๊ย เสียดายอยากตำหมากต่อไปอีก จะได้คุยอะไรกับท่านต่อ

แล้วมาแก้ความฝันให้ท่านฟัง โอ๊ย ท่านแก้น่าฟังมากนะ เอ้า นี่นะกำลังยุ่งกำลังยากมากนะ กอไผ่ขวางทางอยู่นี่นะ เอาให้ดีนะ พ้น ๆ ได้พ้นแน่ ๆ ท่านว่าอย่างนั้น ถึงยากขนาดไหนก็พ้นได้แน่ ๆ เอ้าอย่าถอยหลังนะ ถ้าถอยละตายเลย ความฝันนี้ไม่ได้บอกให้ถอย ความฝันนี้พุ่งข้างหน้า ไปได้แล้ว ยังไงก็ไปได้ เอ้าเร่งนะ

ตอนนั้นกำลังจิตเสื่อม เจริญเสื่อม ๆ นั่นละที่ว่าทุกข์ยากลำบากมาก ทุกข์แสนสาหัสคือทุกข์จิตเสื่อมนะ เราเคยเห็นแล้วทุกข์มากจริง ๆ เป็นฟืนเป็นไฟทั้งกองเผาไหม้ เอาให้ดีนะอย่างไรก็พ้น พ้นแน่ ๆ พอออกจากนั้นไปแล้วจะไม่มีอุปสรรค พอออกจากกอไผ่นี้ไปแล้วจะไม่มีอุปสรรค ไปสะดวกสบายเลย

ก็มาพิจารณาดูปฏิปทาของเจ้าของก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ เวลาจิตเจริญจิตเสื่อมนี้ แหม ทุกข์มากแสนสาหัส ทีนี้พอจับจุดได้แล้วมันก็พุ่งของมันเลย มันก็เป็นแบบลงทะเลหลวงเหมือนกัน พอจับจุดได้ เอ้า ได้จุดแล้วได้หลักแล้วที่นี่ พอว่างั้นก็พุ่งเลย เหมือนข้ามแม่น้ำมหาสมุทรไปเกาะใหญ่ เป็นลักษณะอย่างนั้น ไปได้สะดวก พอจับจุดได้แล้วจิตก็พุ่ง ๆ ไม่ปรากฏว่ามีอุปสรรคอะไรมากีดขวางอีกนะ ต่อจากนั้นไปแล้วไปอย่างสะดวกสบายหายห่วง ๆ ความฝันไปอย่างสะดวกสบายหายห่วง

มันมีเครื่องจูงใจทุกอย่างนะ เวลาอธิษฐานฝันให้ได้ออกปฏิบัตินี้ ก็แสดงความฝันอัศจรรย์ให้เห็นเป็นกำลังใจ โอ้โห ยิ้มแย้มแจ่มใส ยังไงสำเร็จแน่ ๆ เพราะไม่มีอะไรเป็นเครื่องขัดข้อง มองดูสิ่งที่เราได้เห็นได้ชม ๆ ในเวลาฝันนั้นก็พิลึกกึกกือ ไม่เคยพบเคยเห็นก็ได้เห็นเสียแล้ว ยังไงก็สำเร็จแน่ มันมั่นใจนะ ครั้นเวลาพ้นกอไผ่ไปอันนี้อีก ก็มาเล่าให้พ่อแม่ครูจารย์ฟังอีก ท่านก็ยิ่งเน้นหนักลงไป ให้กำลังใจอีก โอ๊ย แม่นยำเหลือเกิน ใจมันแน่วยังไงพ้น ๆ ก็มีสองวาระเท่านั้น

กับวาระที่สาม อันนี้เกี่ยวกับประชาชน วาระที่สามไปพักอยู่ห้วยทรายก็แสดงแบบอัศจรรย์เหมือนกัน เหาะขึ้นไปไปสรงพระพุทธรูป ทีแรกว่าไปสรงพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์อยู่บนแท่น เวลาขึ้นไปแล้วเป็นทองคำทั้งแท่งทุกพระองค์ พระพุทธเจ้าองค์เท่าคนเรานี่ ขึ้นไปก็ไปสรงน้ำท่าน สรงในความฝันในนิมิตไม่นานแหละ สรงทั่วถึงหมด บนแท่นเต็มมีแต่พระพุทธเจ้าทั้งนั้นแต่เป็นทองคำ เวลาขึ้นไปแล้วเป็นพระพุทธรูปทองคำ เวลาจะขึ้นไปนี้เป็นพระพุทธเจ้าอยู่ข้างบน บทเวลาขึ้นไปถึงแล้วเป็นพระพุทธรูป ก็เอาน้ำอบน้ำหอมนี่แหละสรงท่าน พอสรงเสร็จแล้วลงจากแท่นนั้นมา ประชาชนนี้แน่นหมดเลย พอส่ายมือ น้ำมันออกจากปลายนิ้วมือ พอส่ายมือนี้น้ำมันสาด ๆ กระจาย ๆ รดน้ำให้ประชาชน ไม่นานเสร็จ

พอลงมาโยมแม่มารออยู่ข้างล่าง อ้าว จะไปแล้วเหรอ จะไปไม่กลับมาเหรอ อ๋อ เสร็จธุระแล้วจะกลับมาชั่วคราว ยังจะกลับมาหาโยมแม่อยู่แหละ นี่ละมันแปลกอยู่นะ ให้เสร็จธุระก่อน กำลังรดน้ำให้ประชาชน พอหันหน้าจะลงมาแล้ว หือ จะไปแล้วเหรอจะไม่กลับแล้วเหรอ อ๋อ พอเสร็จธุระแล้วก็ยังจะกลับอยู่ จะกลับไปหาโยมแม่นั่นแหละ พอว่าอย่างนั้นโยมแม่ก็หายไป เราก็รดน้ำคนเรื่อยไป ความฝันเกี่ยวกับโยมแม่ก็หายไป พอเสร็จแล้วก็ลงนั้นจริง ๆ ไป เดินไปหาโยมแม่ โยมแม่ปูเสื่อปูอะไรไว้เรียบร้อยแล้ว บ้านหลังเล็ก ๆ ขึ้นไปนั่งได้ประมาณสักไม่ถึง ๕ นาที ว่าจะพูดอะไรกับโยมแม่ ยังไม่ได้พูดอะไรเลยเราก็รู้สึกตัวขึ้นมา

เอ้อ รายนี้จะต้องเกี่ยวกับโยมแม่แล้ว เราพูดกับหมู่เพื่อน ผมนี้ไปไหนไม่ได้ถ้าไม่ได้เอาโยมแม่บวชเสียก่อน นี่เกี่ยวกับโยมแม่ อันเรื่องเหล่านั้นเกี่ยวกับประชาชน ที่ว่าส่ายมือนี้น้ำออกจากนิ้วมือนี้ เกี่ยวกับการแนะนำสั่งสอนประชาชน เราก็รู้ รู้ในนั้นไม่ต้องถามใคร ในนิมิตมันบอกในนี้เข้าใจ ๆ ไปพร้อม ๆ ไปเลย ทีนี้เกี่ยวกับโยมแม่ก็เข้าใจ เพราะฉะนั้นถึงได้ออกปากพูดเลยว่า เรานี่ถ้าไม่ได้เอาโยมแม่บวชเสียก่อนไม่แล้วละ  เรายังเกี่ยวกับโยมแม่อยู่ ยังไปไหนไม่ได้ ทีนี้พอได้เวลาแล้วก็จดหมายมาบอกโยมแม่ บอกว่าจะมาจากห้วยทรายประมาณวันที่เท่านั้นให้เตรียมพร้อมไว้ มาจะเอาโยมแม่บวชทันที มาโยมแม่ก็พอดีเตรียมพร้อมไว้แล้ว มาก็จับบวชเลย

มีผู้เฒ่าแม่แก้วที่ติดตามมา ๓ คนนี้มาเพื่อโยมแม่นี่เอง ถ้าไม่อย่างนั้นโยมแม่จะไม่มีเพื่อนฝูงอยู่ เพราะพวกนั้นก็เห็นคุณเรานี่ ผู้เฒ่าแม่แก้วก็เราไปเป่ากระหม่อมให้ว่าไง เขาจะไม่เห็นคุณเรายังไง ทีนี้เราจะมาบวชโยมแม่นี้เขาก็ติดตามมาเพื่อมาเป็นเพื่อนฝูงของโยมแม่นั่นละ เรื่องราวพวกนั้นที่ได้ติดตามมาเพราะโยมแม่ พอมาก็จับบวชเลยทันที คล่องตัวเลย ๆ ก็เป็นไปตามนิมิตทุกอย่าง ๆ จากนั้นมาก็ไม่ได้เรื่องอะไรแล้ว เมื่อเช้านี้ได้เรื่องแกงหน่อหวาย ๖ ถ้วย เมื่อเช้านี้ได้เยอะ

เท่านั้นละจบ ให้พร

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก