ชาติสุดท้าย
วันที่ 3 มกราคม 2540
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๓ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๐

ชาติสุดท้าย

 

        สอนศีลธรรมเข้าสู่ใจให้มีที่ยับยั้งผ่อนคลายบ้าง ไม่งั้นไม่มี เราจะหาปลงวางจิตใจลงในโลกเรานี้มีแต่ฟืนแต่ไฟทั้งนั้น ถ้าไม่ปลงเข้าไปหาจิตนี้ เอาน้ำมาดับไฟตรงนี้ตรงร้อน ๆ นี้ให้มันค่อยสงบตัวลงไป โลกก็พอผ่อนคลายได้ เราก็พยายามอบรมสั่งสอนเอาน้ำดับไฟเข้าที่หัวใจคน เพราะไฟอยู่ที่หัวใจ ความดีดดิ้นนั้นออกภายนอก ไฟนี้เผาออกไป ๆ โลกมองไม่เห็น ไม่มีใครจะมองเห็นมันง่าย ๆ แหละไอ้เรื่องกิเลสตัวลึกลับนี่ ตัวมันทำลายโลก ทรมานโลกนี้ตัวนี้ มีพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่านเท่านั้นมองเห็นชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์ ท่านถึงได้สอนเข้ามาสู่ภายใน เอาน้ำมาดับไฟที่ใจ

        คนเราถ้ามีธรรมในใจ ระลึกถึงพุทโธ ธัมโม สังโฆ ได้บ้างแล้ว ความโหดร้ายทารุณอะไรก็ไม่ค่อยรุนแรง มีการยับยั้งลงได้ ทำให้สงบเบาบางลงได้ ถ้ามีแต่กิเลสพาดิ้น โห ตายเลยฉิบหายเลย เราจะเอาความเจริญด้วยความฉิบหายมีอย่างเหรอ เอาความเจริญจากความฉิบหายล่มจมมีอย่างเหรอ นี้มีแต่ความดีดความดิ้นด้วยความฉิบหาย แต่โลกยังหวังว่าจะเจริญ ๆ อยู่อย่างนั้น กิเลสมันให้หวัง ความฉิบหายก็เป็นตัวของเราเองฉิบหาย กิเลสมันผลักดันลงไปให้ฉิบหาย แต่เราไม่เห็นความดีดดิ้นของตัวเองที่กิเลสผลักดันออกมานั่นซิ มันลำบาก ถ้าไม่พากันหันหน้าเข้าสู่ธรรมแล้วยังไงโลกนี้เป็นไฟไปได้แหละ ให้กิเลสพาโลกสงบอย่าหวังเลย นับวันเป็นฟืนเป็นไฟเข้าไปถ้าไม่หันหน้าเข้าสู่ธรรม

คิดดูถ้าวันไหนเราภาวนาจิตใจไม่สงบ วันนั้นเราก็รู้ตัวของเราว่าไม่สบายใจ นั่นเห็นไหมกิเลสออกทำงาน ถ้าวันไหนสงบตีกิเลสหมอบเข้าไปได้ สงบ น้ำดับไฟลงไปได้สงบ วันนั้นสบายภาวนา อิ่มเอิบในใจ ดูหัวใจเจ้าของนั่นละไฟอยู่ที่นั่น นั่งภาวนาวันไหนถ้าเอากันลงไม่ได้แล้ววันนั้นหาความสุขไม่ได้เลย เคียดแค้นกันทั้งวันละ เป็นอย่างนั้นนะ นี่เคยเป็นมาแล้วถึงได้เอามาพูด ถ้าวันไหนสู้กิเลสไม่ได้ วันนั้นเคียดแค้นทั้งวัน ก็ยังดีนะเคียดแค้นให้กิเลส ดีอย่างหนึ่ง มันจะพยายามเอาให้ได้นี่ เสาะช่องนั้นเสาะช่องนี้ เสาะไปเสาะมาก็จับได้ตัว ก็ใส่กันเปรี้ยง ลงสงบแน่ว เย็นสบาย นั่นเห็นไหมธรรมปราบกิเลสได้

เพียงแค่ปราบกิเลสให้สงบเท่านั้นก็เย็นสบาย  จึงฟาดให้มันราบหมดในหัวใจแล้วจะไม่แสนสบายยังไง ก็มีไฟอยู่กองเดียวที่นี้ กิเลสมันเผาหัวใจมีเท่านั้น โลกร้อนร้อนเพราะอันนี้เท่านั้นนะไม่ได้ร้อนเพราะอะไร ดินฟ้าอากาศเขาอยู่อย่างนั้น เขาไม่มีอะไรมาตั้งกัปตั้งกัลป์นะ มันเป็นอยู่ที่หัวใจ ก็กิเลสเผาหัวใจละซิ โลกไม่มอง สอนให้มองเท่าไรก็ไม่มอง ตายแล้วยังไปหากว้านเอาพระมา กุสลา ธมฺมา เป็นบ้ากันไปอีกสองชั้นสามชั้น เราจะว่าอย่างนั้นแหละ เวลามีชีวิตอยู่ไม่สนใจกับศีลกับธรรม ตายแล้วเอาพระมาให้ศีลให้ธรรมมีอย่างเหรอ

นี่จึงบอกชัด ๆ เลย บอกอย่างเปิดเผยอย่างอาจหาญด้วย บอกว่าหลวงตาบัวตายอย่าไปกวนพระมากุสลามาติกานะ เราจะไปคนเดียวอย่างสบายหายห่วง ไม่ต้องมา กุสลา ธมฺมา ละ กุสลาหาอะไร ผู้มา กุสลา ธมฺมา ก็ไม่รู้ กุสลา ธมฺมา ด้วยซ้ำ นอกจากมา กุสลา ธมฺมา ข้าวต้มขนมไปไหนนา ว่าอย่างนั้นเท่านั้น ผู้มากุสลาเองก็ไม่รู้บุญรู้บาปแล้วเอามากุสลาหากันอะไร ให้รู้กุสลา ธมฺมา อยู่ในหัวใจนี้เท่านั้น ไม่ต้องไม่จำเป็น พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่านตาย ไม่เห็นไปกุสลาท่านที่ไหน ไม่เคยมีในตำรา ท่านดีดผึงแล้วเป็นบรมสุข ๆ พวกเรากุสลาลั่นโลกไม่เห็นได้เรื่องอะไร เวลายังมีชีวิตอยู่ไม่สนใจกับศีลกับธรรม สิ่งที่เป็นคุณค่าอันสำคัญ ๆ กัน แต่ไปคว้าเอาน้ำเหลว ๆ คว้ามูตรคว้าคูถกิเลสนั่นซิ

โลกนี้ร้อน ร้อนขึ้นทุกวัน ดู ๆ ทุกวันนี่นะ ดูทุกวันพิจารณาทุกวันจะไม่รู้ทุกวันยังไง ใจเป็นนักรู้ แต่อยู่เฉยๆ ก็รู้อยู่นี้ ให้รู้กับอะไรๆ ก็ต้องรู้กับอันนั้นๆ ไปซิ ให้อยู่เฉยๆ ให้รู้เฉยๆ มันก็รู้เฉยๆ ส่งออกไปรู้อะไรๆ มันก็รู้ไปนี่ จิตเป็นนักรู้ ถ้ามีสิ่งที่หลงเข้าไป มีสิ่งที่มืดดำเข้าไปก็ไปปิดความรู้อันนั้น มันก็ให้รู้อยู่ในวงของความดำครอบเอาไว้นั้นเท่านั้นเอง ความรู้ไม่ปิดตัวเอง รู้อยู่อย่างนั้นหากฉายแสงออกไปไม่ได้

วันนี้ก็ไม่พูดอะไรละมันเหนื่อยมาพอแล้ว เปลี้ยมาพอแล้ว วันนี้ก็จะไปส่งของ เอาข้าวไปส่งให้พวกอยู่ในหุบเขา เขาคอยละเพราะเราบอกก่อนจะไปกรุงเทพ เอาของไปส่งแล้วก็บอก จากนี้ไปประมาณต้นเดือนหน้าคือมกรานี่เราถึงจะได้มา เราจะไปกรุงเทพเราก็บอกตรง ๆ เลย ระยะนี้จะไม่ได้มา ข้าวก็ให้ถุงเดียว ส่วนเงินให้เผื่อไว้ ให้เผื่อไว้เลย ข้าวขาดไปถุงหนึ่ง นี่รอจ้อกันอยู่แล้วนี่ น่าสงสารพวกนี้ทุกข์จนมาก เราเอารถไปพอดีเต็มรถเราพอดี กะจากนี้ไปถึงช่วงพอเริ่มเข้าเขาเราก็เอาออกอีกตั้งเกือบ ๒๐ ถุง ก็เบาละที่นี่ จากนั้นก็ขึ้นเขาเรื่อย แจกตามจุด ๆ ทางนี้ก็สั่งให้เขาแจกทางหลังเราตามจุดต่าง ๆ ให้ไปลงตามจุด ๆ

สงสารโลกจะว่ายังไง ไปไหนก็ไม่เคยปราศจากความสงสาร ไปด้วยความสงสารทั้งนั้นนะ เราไม่ได้หวังเอาอะไรทั้งนั้นในโลกอันนี้ เราพูดตรง ๆ อย่างนี้ เม็ดหินเม็ดทรายหนึ่งเราก็ไม่มาติดใจเรานะ แต่ความเมตตากับหัวใจโลกนี้ติดแน่ เพราะฉะนั้นเราจึงไปด้วยความเมตตาทั้งนั้นไปไหน ตะเกียกตะกายไปด้วยความเมตตา ทุกข์ลำบากขนาดไหนก็ไป บืนไป ความเมตตานี้มีกำลังรุนแรงมากนะ มันพาตะเกียกตะกายได้ สมบัติเงินทองข้าวของมีมากเท่าไรนี้ความเมตตากวาดออกหมดเลย สำคัญนะความเมตตา มีเท่าไรมีเถอะว่างั้นเลย เราถึงได้เห็นอำนาจของความเมตตา โห รุนแรงเหมือนกันนะ มีเท่าไรมีถึงไหนถึงกันเลย

ไปด้วยความเมตตาทั้งนั้น เราไม่ได้เห็นหวังอะไรเลยในหัวใจนี่ ไปก็เหมือนไม่ไป แต่ความเมตตามันครอบอยู่ตลอด จะไปจะมาอะไรก็เหมือนไม่ไปไม่มา อยู่ธรรมดา จิตธรรมดา ๆ แต่เรื่องความเมตตาครอบอยู่ตลอด วันนี้จะไปไกลนะ ๓ ชั่วโมงกว่านิดหน่อยค่อยถึง จุดสุดท้ายมันเข้าเขตหล่มสักแล้ว เลยเขตหล่มสักไปไกล จากนั้นไปหาอำเภอหล่มสักเราเคยตั้งนาฬิกาดูแล้ว จากจุดสุดท้ายไป ๒๕ นาทีก็ถึงหล่มสัก นั่นน่ะไปถึงโน้นแล้วยังอีก ๒๕ นาทีก็ไปถึงหล่มสัก ไปลงจุดนี้จุดนั้น ๆ เสร็จแล้วมาเลยนะไม่ได้นั่งไม่พักที่ไหนเลย พอลงก็ขนของลงปึ๋งปั๋งๆ เสร็จแล้วก็ไปปุ๊บๆ ลง ขนของเสร็จแล้วขึ้นรถกลับเลย มาถึงนี้ก็ตั้ง ๔ โมง ร่วม ๔ โมง พอฉันจังหันเสร็จ ๙ โมง ถ้า ๙ โมงออกแล้วก็ ๔ โมงมาถึง เราออกก่อนหน้าแล้วอยู่ในราว ๔ โมง นี่เราก็จะออกตอนก่อน ๓ โมงออกจากวัดนี้

นี่เราก็ได้เทศน์พอแล้ว ธุระของเรามีเราก็ต้องแบ่งทางโน้นแบ่งทางนี้ซิ ไม่แบ่งไม่ได้เดี๋ยวตายก่อน มันจะไม่ได้ช่วยโลกเดี๋ยวตายแล้ว พูดให้ฟังชัด ๆ ถอดออกมาจากหัวใจ ปฏิบัติมาได้ ๔๗ ไม่ใช่ ๔๗ นะ เท่าไรปี ตั้งแต่พรรษา ๗ จนกระทั่งป่านนี้ ออกมาปฏิบัติจนขนาดนี้ ฝึกหัดเรื่องเป็นเรื่องตายมานี้ฝึกหัดพอแล้ว เราบอกชัดๆ เสียวันนี้ เราจวนตายเท่าไรยิ่งเปิดออกๆ แต่ก่อนไม่เปิด เดี๋ยวนี้ค่อยเปิดออก ให้ผู้ที่มีหัวใจเป็นธรรมได้ระลึกบ้าง ผู้ที่มีหัวใจคลังกิเลสไม่ได้ว่า มันจะว่าหลวงตาบัวนี้อวดนะ มันจะแบกกิเลสกลับไปเผาหัวมัน ผู้ที่ต้องการอรรถธรรมหาความจริงแล้ว นี้ตั้งแต่ความจริงทั้งนั้นออกนี้ ไม่มีความจอมปลอมเลยออก

นี่ปฏิบัติมาอยู่เท่าไรปีแล้ว นี่ก็ ๖๓ พรรษาแล้วว่าไง นั่นละปฏิบัติมาตั้งแต่บวช ๗ ปี หยุดเรียนออกขึ้นสนามเลย เอาเป็นเอาตายเข้าว่าจริง ๆ อย่างที่เราพูดให้ลูกศิษย์ฟัง ไม่มีอะไรทุกข์ยิ่งกว่าเราฆ่ากิเลส กิเลสฆ่าเรา ทุกข์มากที่สุด รอดเป็นรอดตายมา จนกระทั่งเขาแตกบ้านแตกเมืองไปดูเคยเล่าให้ฟังแล้ว เขาว่าเราตายแล้ว เราอยู่ในภูเขาคนเดียวเอาขนาดนั้นละ นี่มาสุดหมดแล้วเรียนจบหมด มหาวิทยาลัยป่าเต็มหัวใจแล้ว ไม่มีอะไรสงสัยแล้วในโลกอันนี้ว่างั้น เพราะงั้นตายแล้วจะไม่กลับมาอีก บอกให้ตรงๆ อย่างนี้เลย เพราะฉะนั้นจึงมีความเมตตามากต่อโลกต่อสงสาร ใครฟังคำไหนให้คิดให้ดีนะ เราพูดเราไม่ได้พูดเพื่อความโอ้อวด พูดด้วยความสงสารทั้งนั้น ให้โลกทั้งหลายได้คิดได้อ่านเรื่องเหล่านี้นะ เกิดตาย ๆ มากับโลกนี้มากี่กัปกี่กัลป์แล้วถึงจะมาเรียนกันจบ อยมนฺติมา ชาติ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา เอามันตรงเลย

พระพุทธเจ้าท่านสอนท่านเบญจวัคคีย์ทั้งห้าว่า อยมนฺติมา ชาติ แล้วในธรรม ๔ บท..ฟัง ญาณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ ญาณความรู้แจ้ง ก็ญาณความรู้ความเห็นอันเลิศเลอของเราได้เกิดขึ้นแล้ว ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา นี่พระพุทธเจ้าท้าทายเบญจวัคคีย์เข้าใจไหม แล้วก็ อกุปฺปา เม วิมุตฺติ ความหลุดพ้นของเราไม่กำเริบแล้ว นี่เป็นบทที่ ๒ แล้ว อยมนฺติมา ชาติ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ตั้งแต่บัดนี้ต่อไปเราจะไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว นี่ประทานพระโอวาทมอบให้เบญจวัคคีย์

พอยังไม่จบคาถาเลยพระอัญญาโกณฑัญญะก็ขึ้นในเงื่อนต้นเลย ได้กระแสของธรรม ได้กระแสพระนิพพานเข้าสู่ใจว่า ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ สิ่งใดก็ตามถ้าเกิดมาแล้วดับทั้งนั้น ไม่ดับแต่หัวใจนี้พูดง่ายๆ ว่าอย่างนั้น มีเท่านี้ พอสุดท้ายก็ อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ พระอัญญาโกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ ๆ นี้เป็นสมบัติของพระเบญจวัคคีย์ทั้งห้าหมด พอเทศน์อนัตตลักขณสูตรจบลงเท่านั้น ที่ว่า ญาณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ ,อกุปฺปา เม วิมุตฺติ ,อยมนฺติมา ชาติ ,นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว. นี้ได้เป็นสมบัติของเบญจวัคคีย์ทั้งห้าโดยสมบูรณ์แล้ว

บัดนี้เราขอส่วนแบ่งสมบัติเหล่านี้โดยสมบูรณ์เช่นเดียวกัน เอ้า ฟังให้ดี ตายแล้วจะไม่ได้พูดให้ลูกศิษย์ลูกหาฟัง เทศน์มาจนปากแฉะแล้วใครจะฟังก็ฟัง ธรรมของพระพุทธเจ้าเลิศเลอขนาดนั้นนะ เป็นตลาดแห่งมรรคผลนิพพาน ใครปฏิบัติได้ ใครปฏิบัติรู้ ใครปฏิบัติเห็น นอกจากไม่ปฏิบัตินอนตายกองกันกับกิเลสอยู่เท่านั้นเองจึงไม่รู้ไม่เห็นอะไร แล้วก็ให้กิเลสพามาตู่ธรรมะของพระพุทธเจ้า ว่ามรรคผลนิพพานหมดแล้วสิ้นแล้ว ก็หมดละซิ เกิดมาตั้งแต่พ่อแต่แม่กิเลสเคยเห็นมรรคผลนิพพานที่ไหนสักที มันจะเอามรรคผลนิพพานที่ไหนมาอวด พระพุทธเจ้าท่านรู้นี่ท่านเอามาอวด ท่านอวดด้วยความรู้ กิเลสมันมักจะคัดค้านต้านทานด้วยความหลงของมันนี่

นี่ที่ว่าจะมาห่วงโลก ห่วงโลกๆ ห่วงจริงๆ ไม่ได้ห่วงธรรมดานะ ห่วงแบบไม่กลับก็บอกแล้ว บอกให้ชัดอย่างนี้ละ เวลาตายนี้เราตายอย่างอาจหาญชาญชัย เหมือนจรวดพุ่งขึ้นบนอวกาศโน่น พูดให้มันเต็มปาก ถอดออกมาจากหัวใจนี้ เรียนมาปฏิบัติมาร่วม ๖๐ ปีนี้แล้วทำไมจะรู้ไม่ได้เห็นไม่ได้ เอาออกพูดไม่ได้ถ้ารู้

โลกนี้เหมือนแดนนรกจะให้ว่ายังไงอีก พูดให้มันชัด ๆ แดนที่พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่านสถิตอยู่เป็นแดนยังไง ท่านถึงได้พูดว่าพวกเรานี้เป็นแดนนรก พวกสัตว์นรกป้วนเปี้ยน ๆ อยู่นี่ ท่านทำไมท่านเอามาเทียบอย่างนั้นเอ้าพิจารณาซิ สูงต่ำกันขนาดไหนท่านถึงได้เอามาเทียบอย่างนั้น ท่านเทียบด้วยความประมาทโลกเหรอ ท่านเมตตาสงสารโลกจนหัวอกจะแตกจะว่ายังไง ก็เพราะเห็นโลกจมกันอยู่อย่างนั้นซิ ยังไม่รู้เนื้อรู้ตัวอยู่เหรอ ใครจะรู้เนื้อรู้ตัวก็รู้เสียนะ หัวใจยังไม่ตายหรอกหัวใจ มันจะสมบุกสมบันตกนรกหมกไหม้ ขึ้นสวรรค์ชั้นพรหม เอ้า ๆ เอาให้มันถึงสวรรค์ชั้นพรหม ฟาดถึงนิพพานซิ ไปลงอะไรนรก ไฟไม่รู้เหรอ พูดแล้วโมโหนะเรา

เอ้าให้พร ทีนี้จะไปละได้เวลาแล้ว แจกเรื่อยของ เจ้าของไปก็สั่งทางนี้ให้แจกตามหลังเรื่อย แจกเรื่อยไม่ให้รอนะ แจกเรื่อย เหมือนกับว่าจวนวันจวนเวลามาแล้วอย่างนั้น เป็นลักษณะอย่างนั้นนะ เหมือนลักษณะจวนวันจวนเวลาเข้ามา..เร่งเลย ใครจะว่าหลวงตาบัวเป็นบ้าก็ให้ว่ากันหมดบ้านหมดเมืองซิ หลวงตาบัวไม่ได้เป็นบ้า หลวงตาบัวเห็นคนเป็นบ้านั่นเองจึงได้สอนอย่างนี้

 

**********

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก