ดูใจตัวเอง
วันที่ 17 มกราคม 2540
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๐

ดูใจตัวเอง

        เจ้าเหตุมหาเหตุอยู่ที่หัวใจ ดูแต่สิ่งที่มาหลอกลวงให้เป็นบ้าไปตามมันนั่นแหละ ดูหัวใจบ้างซิ ลูกชาวพุทธไม่ดูหัวใจจะเป็นลูกชาวพุทธได้ที่ไหน ไม่ค่อยดูหัวใจกันนั่นซิ พระพุทธเจ้าสอนให้ดูหัวใจ เราเป็นลูกชาวพุทธดูใจมันแสดงอะไร ๆ บ้าง มันผาดโผนโจนทะยานยังไงๆ บ้าง จิตใจมันผาดโผนโจนทะยานมาก โลกไม่ดู มันดันออกๆ ให้เรามองเห็นแต่ภาพข้างหน้าที่มันหลอกไว้ ๆ แล้วก็ดิ้นกันไป คือตัวดันออกไปนี่เราไม่เห็น เหมือนอย่างไฟฉายนี้ เราเห็นแต่ความสว่างข้างหน้า อะไรเป็นต้นเหตุให้มันฉายออกไปนี้เราไม่ได้ดู เปิดสวิตช์ดับสวิตช์

        ใจนี่ท่านว่ามหาเหตุ อย่างที่พระอัสสชิแสดงแก่พระสารีบุตร ตอนพระสารีบุตรเป็นปริพาชก กำลังเสาะแสวงหาธรรม หาทางออกจากทุกข์ ก็ไปเจอพระอัสสชิพอดี พระอัสสชิเป็นพระอรหันต์ด้วยไม่ใช่พระธรรมดา เป็นพระอรหันต์ ไปดูกิริยาอาการเวลาท่านเข้าบิณฑบาต ดูกิริยามารยาทเหลือบซ้ายมองขวาน่าดูน่าชมน่ากราบไหว้บูชาทุกอย่าง เกิดความเลื่อมใส ด้อมตามหลังท่านไป พอพ้นจากหมู่บ้านแล้วก็เข้าไปหาท่านถามปัญหาท่านว่า พระคุณเจ้าบวชในสำนักใด ดูกิริยาอาการทุกอย่างน่าเคารพเลื่อมใสมากนัก แล้วครูอาจารย์ของท่านคือใคร ท่านสั่งสอนว่ายังไง ครูอาจารย์สั่งสอนก็บอกว่าคือพระพุทธเจ้าเป็นครู แล้วท่านสอนว่ายังไง ก็บอกว่าอาตมาพึ่งบวชมาถึงธรรมวินัยใหม่ ๆ ยังไม่มีความรู้อันกว้างขวางพอ จะแสดงให้ท่านฟังแต่เพียงโดยย่อ

        จากนั้นก็ยกขึ้นมา เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา  เตสํ  เหตÿ  ตถาคโต  เตสญฺจ โย  นิโรโธ จ เอวํ วาที มหาสมโณ ว่าธรรมทั้งหลายเกิดไม่ว่าดีว่าชั่ว ทุกเหตุการณ์ต่าง ๆ ทั้งหมดเกิดขึ้นจากใจนี้ทั้งนั้น เมื่อจะดับก็ดับที่ใจ ดับที่ต้นเหตุที่ใจนี้ทั้งนั้น พอฟังเพียงเท่านั้นละพระสารีบุตรรู้ธรรมทันทีเลย สำเร็จพระโสดาในเวลานั้น แล้วถามถึงสำนักที่ท่านอยู่ว่าอยู่ที่ไหนๆ พอทราบแล้วออกจากนั้นก็ไปบอกพระโมคคัลลาน์ที่เป็นสหายกัน ไปบอกธรรมข้อนี้ละให้พระโมคคัลลาน์ฟัง ทางนั้นก็สำเร็จผึงจากพระสารีบุตรสำเร็จจากเพื่อนเดียวกัน สำเร็จเป็นพระโสดาขึ้นในขณะนั้น

        ทั้งสองคนนี้ก็เลยชวนกันไป แต่ก่อนอยู่ในสำนักสญชัย มีบริวาร ๒๕๐ ชักชวนกันออกจากสำนักสญชัยไป ๒๕๐ คนไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงแสดงธรรมให้ฟัง ๗ วันพระโมคคัลลาน์สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ๑๕ วันพระสารีบุตรสำเร็จเป็นพระอรหันต์ขึ้นมา บริษัทบริวารที่ว่ารวมกันแล้วได้ ๒๕๐ คนนั้นสำเร็จก่อนหมดเลย เพราะท่านเหล่านี้ไม่คิดมาก พระสารีบุตรพระโมคคัลลาน์เป็นผู้มีปัญญา ต้องพิจารณาไตร่ตรองลงจนถึงขีดแล้วก็ลงเลย สำเร็จเป็นพระอรหันต์ขึ้นมา จากหัวใจดวงนี้แหละ

นรกอเวจีอยู่ที่หัวใจเป็นต้นเหตุที่จะสัมผัสสัมพันธ์กับสิ่งเหล่านี้ เราอย่าเข้าใจว่าอยู่ในดินฟ้าอากาศ ที่ไหนไม่มี ไม่มีความหมายสิ่งเหล่านั้น มีความหมายอยู่กับใจ ไปหมายเขาอย่างนั้น ไปหมายเขาอย่างนี้ คิดเขาอย่างนั้นปรุงอย่างนี้ ฉายแสงออกไปตลอดวันเวลา ไม่ดูหัวใจ ศาสนาท่านสอนที่หัวใจให้ดูหัวใจตัวเองบ้าง สมมุติว่าโกรธให้เขา ให้ดูเรื่องความโกรธมันเผาใครก่อน มันเผาเรานั่นแหละก่อน นี่ละตัวเหตุขึ้นแล้วเผาเราแล้ว แล้วระบาดไปเผาคนอื่นอีกให้เขาร้อนตามอีก และระบาดสาดกระจายไปทุกแห่งทุกหนจากหัวใจดวงเดียวนี้ ให้ดูตรงนี้บ้างซิ

มันตื่นมันเต้นอยู่ไม่หยุดไม่ถอยแหละกิเลสพาคนเป็นบ้าน่ะ อย่าเข้าใจว่ากิเลสจะพาคนถอยบ้าเลยนะ ไม่มีคำว่าถอยบ้า มีแต่คืบหน้าก้าวหน้าไป ก้าวหน้าก้าวบ้านั่นเอง เป็นบ้าไปอย่างนั้น หัวใจดวงนี้ดวงมันหมุนมันเวียนมันเป็นบ้าอยู่ทั่วโลกดินแดน หัวใจแต่ละดวง ๆ มันหมุนเป็นบ้าอยู่ครอบโลกธาตุอยู่นี่ ดูหัวใจเจ้าของนั่นซิ วันนี้เทศน์อย่างนี้ให้ฟังชัด ๆ เสีย ไม่ได้ฟังคำนี้เราไม่เคยเทศน์ เทศน์อย่างนี้นะ แล้วฟัง-ฟังให้ถึงใจ นี่ปฏิบัติมาอย่างนี้ด้วย พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้ พระองค์ทรงรู้มาแล้วด้วย คือหัวใจนี้เอง แล้วสาวกทุกองค์สำเร็จมาอย่างนี้หมด นี้เราก็ปฏิบัติมาเราก็ดูตรงที่พระพุทธเจ้าบอก ดูก็เห็นจริง ๆ เอ้าพูดให้มันชัดก็ว่ามันเห็นจริง ๆ มากน้อยเหตุใด กองไฟใหญ่อยู่นี้มันแสดงขึ้นมา เอาน้ำดับไฟคือใจ สติปัญญาหยั่งลงไปกำหนดดู ทีแรกบังคับกันเสียก่อนด้วยท่าทางวิธีการต่าง ๆ แล้วก็ค่อยสงบลง ๆ

ไฟเมื่อมีน้ำดับมันก็ต้องสงบตัวลงไปจนกระทั่งดับมอดไปหมดเลย อันนี้เมื่อน้ำมีมากมันก็ดับลงไปเลยไฟกองนี้ ราคคฺคิ โทสคฺคิ โมหคฺคิ ไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ ดับลงไปที่นี่ ก็สว่างจ้าขึ้นมา พอไฟอันนี้ดับเท่านั้นสว่างจ้าไปหมดเลยครอบโลกธาตุ นั่นละที่นี่ไม่มีเรื่องอะไรเลย พอเรื่องนี้ดับเสียเรื่องเดียวเท่านั้นโลกนี้เหมือนไม่มี ว่างเปล่าไปหมดเลย เพราะจิตดวงนี้เป็นบ้าไปเที่ยวดีดเที่ยวดิ้นหาเรื่องหาราวตลอดเวลา พอกิเลสตัวเป็นเหตุนี่ดับลงไปด้วยน้ำคือธรรม ดับลงไปแล้วก็สงบเงียบเลย แล้วไม่มีอะไรกวนใจท่านตั้งแต่วันตรัสรู้ขึ้นมา ไม่ว่าพระพุทธเจ้าไม่ว่าพระอรหันต์ทุกๆ พระองค์ พอน้ำดับไฟอันนี้ลงสนิทร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วพรึบเดียวเท่านั้นแล้วหมดเลย ตั้งแต่นั้นเท่านั้นละที่นี่ ท่านจึงเรียกว่านิพพานเที่ยงตลอดอนันตกาลเลย ไม่มีคำว่ากำเริบเสิบสานไปไหนอีกแล้ว ไฟไม่มีแล้วภัยจะมาจากไหน ภัยมันมาจากไฟ

นี่ก็ได้พูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังในฐานะลูกศิษย์กับอาจารย์ เราจวนตายเราจึงได้แย็บออกมาบ้างในธรรมะประเภทต่าง ๆ เรียกว่าเอาตัวเอาเจ้าของออกยันเลย แต่ก่อนเทศน์ไปกลาง ๆ เทศน์เด็ดเทศน์เดี่ยวเทศน์ขนาดไหนก็เอาธรรมเป็นศูนย์กลาง ๆ แม้จะเป็นของกลางเป็นสักขีพยานแก่ผู้เทศน์ก็ตาม แต่ผู้เทศน์ไม่ได้แสดงตัวออกไปว่าเป็นยังไง นี้ได้แสดงออกบ้างแล้วให้พี่น้องทั้งหลายได้ฟังแล้ว ถึงเรื่องที่ว่าเอาตัวออกยัน ได้พูดหลายครั้งแล้ว ในปีนี้ได้เริ่มพูดแล้ว มันจวนตายเข้ามาแล้วก็บอกชัด ๆ อย่างนี้แหละ ผู้ที่คิดสูงคิดต่ำมีคนเรา คิดละเอียดลออมี คิดหาเหตุหาผลหาหลักหาเกณฑ์มี ไม่ใช่งุ่มง่ามต้วมเตี้ยมแบบเป็นเต่าไปหมดนี่ ทีนี้จะเทศน์ธรรมะแบบเต่าให้ฟังกันทั่วโลกทั่วดินแดน ผู้ที่เป็นสัตว์ที่สูงกว่านั้นยังมี มีอุปนิสัยสามารถที่จะรับรู้ในธรรมทั้งหลายให้เป็นคติเครื่องเตือนใจกระเทือนอยู่ในหัวใจจนกระทั่งวันตายมี ก็แย็บออกบ้างเพื่อให้พิจารณา

แต่ระวังกิเลสมันจะหอบกองพลกองพันมารบนะ หาว่าหลวงตานี้พูดอวด นี่ละกิเลสมันออกทันทีนะ หาว่าหลวงตานี้พูดอวด พูดอย่างนั้นอย่างนี้ พูดโอ้อวดให้เขานับถือ นับถือไม่นับถือก็ตามหลวงตาไม่เคยสนใจกับสิ่งอะไร พูดเพื่อท่านทั้งหลายที่มาฟัง วันไหนก็เต็มศาลาทุกวัน ๆ มา เราจนแทบเป็นแทบตาย...รับแขก อิดหนาระอาใจจนจะตายแล้วนะเหล่านี้ พูดจริง ๆ นะมันเป็นจริง ๆ หลบแขกหลบคนหลบจะตายสู้ไม่ไหว ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งมืดมาทุกวัน ๆ ทุกเวลาเต็มอยู่นี่ ออกมาข้างนอกไม่ได้ ออกมาข้างนอกมันรุม อยู่ข้างในก็เข้าไปรุมไปยุ่งอยู่นี่จะไม่ระอายังไงคนเมื่อกวนกันขนาดนั้น เมื่อถูกกวนมาก ๆ เข้าเป็นยังไง ตั้งแต่น้ำมันยังขุ่นเป็นตมเป็นโคลน นี่ธาตุขันธ์ของคนเราธรรมดานี่ มันก็ขุ่นเป็นตมเป็นโคลนได้เหมือนกัน

เพราะฉะนั้นจึงได้เทศน์ให้ฟังให้ชัด ๆ ว่า ให้ระงับดับนี้ให้ดี มากน้อยยังไงก็ให้ได้ ระงับตัวไฟตัวนี้ที่มันจะแสดงฤทธิ์เดชอยู่ตลอดเวลานี้ มันพาเจ้าของคิดตลอดเวลานะ ไม่ว่าเศรษฐีไม่ว่าคนทุกข์คนจน ไม่ว่าคนโง่คนฉลาด ที่ตามสมมุตินิยมเสกสรรปั้นยอกันขึ้น ไฟเผาหัวใจกันทั้งนั้นแหละ ดูหัวใจแล้วดูตน เราอย่าไปดูต้นไม้ภูเขาดูสมบัติเงินทองข้าวของ ดูยศถาบรรดาศักดิ์ ดูลม ๆ แล้ง ๆ ให้ดูที่หัวใจที่ไฟเผาอยู่นั้น พออันนี้ระงับลงไปแล้วมันจะระงับหมดเรื่องราวทั้งหลาย เป็นอย่างนั้น  นี่ปฏิบัติมาอย่างนั้น ซัดกันจนกระทั่งถึงน้ำตาร่วงสู้กิเลสไม่ได้เราก็ไม่ได้ลืม ไม่ลืมจนกระทั่งวันนี้และวันตายยังไม่ลืมอีกนะ นี่เวลามันมีอำนาจมาก

ไฟกองนี้มันมีอำนาจมากมันแผ่พังพาน เข้าไปอยู่ในป่าในเขาจะไปฟัดกับกิเลสเอาให้อย่างเต็มเหนี่ยวละนะคราวนี้ หลีกจากครูบาอาจารย์ออกไปเข้าไปอยู่ในภูเขา ป่ามันสงบสงัด ป่าไม่มีเรื่องอะไร แต่หัวใจมันสร้างเรื่องขึ้นมาละซิ วุ่นอยู่กับเจ้าของคนเดียวเป็นบ้าอยู่คนเดียว โอ๊ย อย่างนี้จะอยู่คนเดียวได้ยังไง นี่หนีจากครูบาอาจารย์ไม่ได้ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว สู้มันไม่ได้น้ำตาร่วงไม่ได้ลืมนะ ลงออกถึงกูถึงมึงทีเดียวซัดกับกิเลสนี่ ฟังซิว่ากูมึง กูมึงในใจไม่ใช่กูมึงออกมาข้างนอก มึงยังไงมึงต้องพังวันหนึ่ง กูจะเอาให้มึงพังแน่ ๆ มึงเอากูขนาดนี้เชียวนะ น้ำตาร่วง

โอ้โห สู้มันไม่ได้ ตั้งสติพับล้มผล็อย ๆ ตั้งเพื่อล้มไม่ใช่ตั้งเพื่ออยู่ ตั้งต่อหน้าต่อตานี่มันล้มต่อหน้าต่อตาให้เห็น ปัดทีเดียวตกห้าทวีปโน่น สมมุติว่าเราต่อยเข้าไปนี้มันปัดแขนเรานี้ตกห้าทวีป อำนาจแห่งความรุนแรงของกิเลส มันแรงขนาดนั้นนะอยู่ในหัวใจนี่ ถ้าดูมันถึงเห็นอย่างนั้นซิ นี่ดูมันนะมันเห็นสู้มันไม่ได้ก็บอกว่าสู้มันไม่ได้ มาก็เอากันแหละ ซัดกันไม่ถอย ลงกูมึงถึงกันเลย เรียกว่ามันถึงใจแล้วนะ มึงเอากูขนาดนี้เทียวนะ ยังไงกูได้ที่แล้วกูจะเอามึงเหมือนกัน ยังไงมึงต้องพัง มึงไม่พังวันหนึ่งมึงต้องพังวันหนึ่ง มึงไม่พังกูต้องพัง ต้องตายกัน ต่างคนต่างสู้กันไม่มีถอยกัน เอ้า กิเลสกับเราเป็นคู่ต่อสู้กันนี้จนกระทั่งถึงวันตายไม่ให้เป็น เอาให้ตายด้วยกัน กิเลสไม่ตายก็เราตายเท่านั้น

ซัดกันเลยตั้งแต่บัดนั้นมาแหละไม่มีวันลืมหูลืมตา ๙ ปีเต็ม ตั้งแต่ปฏิบัติธรรมะขึ้นเวทีไม่มีกรรมการมาแยกไม่มีการให้น้ำ ทำไมจึงว่าไม่มีการให้น้ำ ออกปฏิบัติดูแต่หัวใจ พอตื่นปั๊บขึ้นมาดูหัวใจแล้วซัดกันอยู่นี้แล้วตลอดจนกระทั่งหลับอย่างนี้เป็นประจำมาเลย การงานอะไรมายุ่งไม่ได้ ไปอยู่ในป่าในเขาอยู่คนเดียวไปคนเดียว ไปอยู่กับคนอื่นมันเป็นน้ำไหลบ่า เดี๋ยวคนนั้นรับผิดชอบคนนี้ คนนี้รับผิดชอบโดยสัญชาตญาณอยู่ในตัวนั่นแหละ ไม่สะดวกไม่สนุกฟัดกับกิเลส ไปคนเดียวอยากกินก็กิน ไม่อยากกินกี่วันช่างมัน มันจะเป็นก็รู้เจ้าของ มันจะตายก็รู้เจ้าของ ซัดกันอยู่นั้นเป็นเวลา ๙ ปีเต็มไม่เคยลดละละนี่ ถ้าเป็นนักมวยก็กรรมการนี้เข้ามายุ่งไม่ได้ ไม่มีกรรมการ และไม่ต้องมีการให้น้ำ ซัดกันอยู่ตลอด ๙ ปีเต็ม

หนักไหมซัดกับกิเลสพิจารณาซิ ตื่นขึ้นมาดูแล้วนี่ ซัดกันแล้วนะ พอตื่นขึ้นมาซัดกันแล้วจนกระทั่งหลับ พอตื่นขึ้นมาซัดกันแล้วอยู่อย่างนี้เป็นประจำจนถึงที่ว่า ๙ ปี ฟังซิหนักไหม ให้ไปติดตะรางเราสมัครไปติดถ้าแก้กิเลสได้อย่างที่เราทำนี่นะ แต่นี้มันแก้กิเลสไม่ได้นั่นซิ มันหนักยิ่งกว่าคนคุกคนตะรางเป็นไหน ๆ การฆ่ากิเลสเป็นของเล่นเมื่อไร แทบเป็นแทบตาย เอากันเสียจนกระทั่งมันม้วนเสื่อเสียทางใดทางหนึ่ง ม้วนเสื่อ นี่ปีพ่อแม่ครูจารย์มั่นมรณภาพนั่นละ ปีซัดกันเต็มเหนี่ยว เป็นวาระสุดท้ายที่จะตกเวที ไม่ทราบทางไหนตก พ่อแม่ครูจารย์ล่วงไปได้ ๓ เดือนเท่านั้นก็ซัดกันละซิ ไม่ทราบทางไหนตกเวที จากนั้นหมู่เพื่อนก็รุมตั้งแต่บัดนั้นมาจนกระทั่งบัดนี้ แล้วไม่ทราบว่าอะไรตกเวทีกองอยู่นั้น ม้วนเสื่อลงไปนั้น เป็นแร้งเป็นกามากินหรือไม่กินไม่สนใจกับหัวมันแหละ แล้วไม่ทราบว่าอะไรมันตกลงไปนั่น จากนั้นมาหมู่เพื่อนก็เกาะพรึบมาตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งบัดนี้

เป็นยังไงเทศน์วันนี้ ท่านทั้งหลายได้ฟังแล้วยัง เอามาหลอกท่านทั้งหลายเหรอธรรมเทศนานี้ เอาชีวิตเข้าแลกมาจนกระทั่งป่านนี้ จนกระทั่งชาวบ้านชาวเมืองเขาแตกบ้านไปดูเราก็เคยพูดให้ฟังแล้ว ว่าเราจะตายแล้วอยู่ในป่าในเขาคนเดียว ก็ได้เป็นแล้ว ได้พูดให้ท่านทั้งหลายฟังแล้วเอามาโกหกกันได้เหรอ นั่นถึงขนาดนั้นละหนักหรือไม่หนัก เจ้าของยังไม่รู้เจ้าของจะตาย คนอื่นเขารู้เขาตีเกราะประชุมมาดูเราว่าเราตายแล้วอยู่ในป่าในเขา นั่นละหนักไหมฟังซิ นั่นละซัดกับกิเลส

กิเลสไม่ใช่ของเล่นนะ เราอย่าเห็นเหยาะ ๆ แหยะ ๆ ว่ากิเลสเป็นของดิบของดี เพลินเป็นบ้ากับมันอยู่ตลอดเวลา โลกเวลานี้กำลังเป็นฟืนเป็นไฟเพราะกิเลสหลอกคนไม่ใช่เพราะอะไรนะ ซัดลงไปกิเลสม้วนเสื่อลงไปแล้วไม่มีอะไรดีดอะไรดิ้น สามแดนโลกธาตุนี้เหมือนไม่มี เพราะอะไร เพราะจิตหมดความยุ่งแล้ว ไฟกองสำคัญมันอยู่ในหัวใจนี้ดับพรึบลงไปหมดแล้ว น้ำดับพรึบลงไปไม่มีเหลือแล้วมีอะไร คำว่านิพพานเที่ยงหาที่ไหนหานิพพาน ไม่ต้องหา

พระสาวกทั้งหลายไม่เคยไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่าข้าพระองค์สำเร็จแล้วยัง ไม่ว่าพระองค์ใดละพระสาวกของพระพุทธเจ้าไม่เคยไปทูลถาม ของอันเดียวกัน รู้อย่างเดียวกัน เห็นอย่างเดียวกัน ละได้อย่างเดียวกัน เหมือนกับเรารับประทานต่างคนต่างอิ่มแล้วถามกันหาอะไร ใครอิ่มก็เต็มตัวของคนนั้น คนไหนอิ่มก็เต็มตัวของคนนั้น นี่อิ่มในธรรมทั้งหลาย ในโลกทั้งหลายก็เต็มตัวเต็มหัวใจอย่างนั้นแล้วจะไปทูลถามอะไร พระพุทธเจ้าก็รู้อย่างนี้ ก็เห็นอย่างนี้ ของอันเดียวกัน พระพุทธเจ้ามีกี่หมื่นกี่แสนกี่ล้าน ๆ พระองค์เป็นอันเดียวกัน อย่างเดียวกันอย่างนี้แล้วจะไปถามใคร ถ้าเจ้าของไม่เป็นบ้าถามเจ้าของเอง นี่เจ้าของไม่เป็นบ้าแล้วจะไปถามใคร ให้เห็นอย่างนั้นซิ เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วอยู่ไหนก็อยู่ เรื่องธาตุขันธ์ไม่มีประมาณของมันละ มันอยากไปเมื่อไรมันก็ไปของมัน ขอให้ทำความดีของเจ้าของ

หัวใจดวงนี้ไม่ตายนะ พอตายจากนี้แล้วก็ออกจากร่างนี้ เรียกว่าร่างตายนี้แล้วไปเกิดร่างนั้น ๆ สูง ๆ ต่ำ ๆ ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่มีประมาณ มันเกิดมันตายกองกันมานี้สักกี่กัปกี่กัลป์แล้วแต่ละบุคคล ๆ นั้น เป็นยังไงมากน้อยเพียงไร แล้วยังจะสมัครตายกองกันอยู่เหรอ มองไปที่ไหนเห็นแต่เขียนใบสมัครกันเต็มบ้านเต็มเมือง ในครัวนอกครัว ในวัดในวา มองไปเห็นมือไม่ว่างนะ ทำอะไร เขียนใบสมัคร เขียนใบสมัครอะไร สมัครตายกองกันเข้าใจไหม มีแต่เขียนใบสมัครตายกองกัน ที่จะเขียนใบสมัครเพื่อจะพ้นจากความทุกข์ตายกองกันนี้ไม่มี เราอยากว่าไม่มี เดินจงกรมอยู่ก็เขียนใบสมัครอยู่ในทางจงกรมนะ นั่งภาวนาอยู่เขียนใบสมัครอยู่ในนั่งภาวนา แล้วเข้าไปถามไม่ว่าจะเดินไม่ว่าจะยืน

สมมุติว่าไปถามนะ เราไม่ไปถามแหละ ไปถามหาอะไรมันเสียเวลาเรื่องบ้าอย่างนั้น ถ้าสมมุติว่าถามว่านี่เขียนอะไร เขียนใบสมัคร แล้วหน้าไม่มองดูเราด้วยนะมันขาดเวลาที่เขียนใบสมัคร ทางตอบก็ตอบหน้าจะแหงนดูผู้ถามไม่แหงนดูนะ เขียนเรื่อยเขียนใบสมัคร สมัครอะไร สมัครตายกองกันเพื่อกองทุกข์ทั้งหลายทับหัว มีแต่อย่างนั้นทั้งนั้นนะ ไม่ต้องดูไกลละดูเข้ามาตรงนี้ มีแต่พวกเขียนใบสมัครตายกองกัน ไม่เห็นโทษเห็นภัยของกิเลสเลย พระพุทธเจ้าจึงท้อพระทัยละซิ ตรัสรู้ปึ๋งขึ้นมาแล้ว โอ้โห ถ้าลงขนาดนี้แล้วจะสอนใครได้ เป็นอย่างนี้แล้ว ก็เหมือนกับว่าให้คนคนเดียวนี้ไปยกภูเขาทั้งลูก ใครจะยกได้ ภูเขาทั้งลูกหนักขนาดไหน

คนเพียงคนเดียวจะไปยกภูเขาขึ้นทั้งลูกได้เหรอ นี่พระพุทธเจ้ารู้เพียงพระองค์เดียวจะยกสัตวโลกทั้งหลายซึ่งเป็นเหมือนภูเขาทั้งลูกนี้ขึ้นทั้งหมดได้เหรอ ไม่ได้ ไม่ได้ก็จำเป็นทำยังไง ก็พิจารณาซิแยกแยะออกไป อ๋อ เอาภูเขาไม่ได้ก็เอาสิ่งที่เกิดอยู่บนภูเขา ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ใบหญ้าอะไรก็ตาม ไปถอดเอาถอนเอา ๆ อันไหนที่พอเป็นประโยชน์แล้วก็ถอนออก ๆ ถอนออกไปตามภูเขานั้นแหละ ส่วนภูเขาก็ให้มันอยู่นั้น ส่วนไหนที่พอเป็นประโยชน์ พอจะหยิบดึงขึ้นมาได้เอามาเป็นประโยชน์ก็ดึงเอา ๆ นี่ละที่ว่าสอนโลก ผู้นั้นสำเร็จผู้นี้สำเร็จ คือถอนออกมาได้อย่างนั้นแหละ ไม่ใช่ว่าจะได้หมดนะ

นี่ละเรื่องของธรรมกับกิเลสมันหนาแน่นขนาดนั้นนะ กิเลสนี่หนามากที่สุดแน่นมากที่สุด พระพุทธเจ้าก็ตาม พระสาวกองค์ไหน เราอยากว่าทุกองค์พอสำเร็จปึ๋งขึ้นมาแล้วจะท้อพระทัยท้อใจ ไม่ทราบว่าจะสอนโลกไปได้ยังไง ความรู้เป็นอย่างนี้ ความเป็นเป็นอย่างนี้ ของจิตของเราที่เป็นอย่างนี้แล้วกับโลกเป็นยังไง มันไม่อยากจะพูดจะปรารภถึงเสียแล้วแหละ โลกเขากลัวว่าเป็นบ้า ย่านโลกเขาเป็นบ้านั่นน่ะ ถ้าไม่รู้จักก็ว่ากลัวโลกเขาว่าเป็นบ้า เปิดให้ฟังอีกทีหนึ่งถ้ามันอ่อนภาษานัก เป็นอย่างนั้นแหละ นี่เราก็ปฏิบัติมาอย่างนั้น

ท่านทั้งหลายอย่านอนใจนะ ศาสนาพระพุทธเจ้าสด ๆ ร้อน ๆ เป็นตลาดแห่งมรรคผลนิพพาน มีแต่กิเลสมันปิดไว้ ๆ น้ำนี้เต็มอยู่ในบึง แต่ว่าจอกแหนมันปกคลุมหุ้มห่อไว้ไม่ให้มองเห็นน้ำ ปิดมิดเลยไม่มองเห็นน้ำเลย มองลงไปทั้งสระก็มีตั้งแต่จอกแต่แหนเต็มไปหมดไม่มองเห็นน้ำ ก็บอกว่าน้ำในสระนี้ไม่มี น้ำในสระไม่มี ใครมองลงไปก็ว่าน้ำในสระไม่มี ๆ มันจะมีอะไรมันไม่เปิดจอกเปิดแหนออกดูน้ำจะเห็นอะไร นี่มรรคผลนิพพานไม่มี ๆ

ศาสนานั่นละคือบึงใหญ่ ธรรมะอยู่ในวงศาสนาที่ท่านแสดงไว้บริสุทธิ์พุทโธ นั้นแลคือน้ำที่ใสสะอาดที่สุด จอกแหนได้แก่กิเลส ใครไม่เปิดดูก็ไม่เห็นละซิ ก็ว่ามรรคผลนิพพานไม่มี ตายแล้วสูญไปแล้ว ให้กิเลสหลอกไม่ทราบเป็นกี่ชั้น ๆ กิเลสหลอกคน แล้วสัตว์โลกทั้งหลายก็วิ่งตามมัน ๆ ไปอย่างนั้นแหละ แม้ที่สุดเข้ามาอยู่ในวัดแล้วก็ยังไม่พ้นเขียนใบสมัคร ไปค้นดูซิในย่ามมีดินสอมีกระดาษไหม ค้นดูซิตามย่ามเหล่านี้ มีดินสอกระดาษไหม ดินสอกระดาษไว้สำหรับจดใบสมัครทั้งนั้นไม่ใช่เขียนอะไรนะ จะเขียนใบสมัครไปสวรรค์นิพพานไม่มี มีแต่เขียนใบสมัคร นอนเวลาเท่านั้นจะตื่นเวลาเท่านี้ จะภาวนาเวลาเท่านั้น เขียนไว้นะ

ภาวนาเวลานั้นคือภาวนานั้นเขียนใบสมัครทั้งนั้น กิเลสมันหลอกว่าภาวนาเวลาเท่านั้น พอตื่นนอนขึ้นมางัวเงีย โอ๊ย นอนยังไม่อิ่มนะเอาอีกสักหน่อยก่อน นั่นเขียนใบสมัครอีก ๆ เอาอีกสักหน่อยก่อน พอเอาอีกสักหน่อยที่ไหนได้ตะวันแหย่ก้น อย่างนั้นยังไม่ตื่น ยังเขียนใบสมัครเรื่อยอยู่ พวกบ้าพวกเขียนใบสมัคร

นี่อิดหนาระอาใจเมื่อเวลาได้มาเห็นธรรมชาติที่พระพุทธเจ้าทรงรู้ทรงเห็น พูดให้มันเต็มอกนี่เสีย พระพุทธเจ้ารู้ยังไงเห็นยังไง พระสาวกรู้ยังไงเห็นยังไง เมื่อได้เห็นในนี้เต็มหัวใจแล้วมองดูโลก ถ้าธรรมดาแล้วดูไม่ได้ว่างั้นเลยนะ นอกจากหลับหูหลับตาดู หลับหูหลับตาคือปิดหูฟัง หลับตาดู ถ้าไม่อย่างนั้นดูไม่ได้ เห็นแต่กิเลสเหยียบหัวคนจะว่ายังไง กิเลสเหยียบหัวคน พันหัวคน มัดคอคนอยู่ตลอดเวลา มองไปที่ไหน ๆ มีแต่กิเลสมัดคอคน ไม่ได้เห็นมีธรรมเป็นผู้แก้ออก ๆ เลยนี้ทำยังไง ไม่ท้อใจจะทำยังไง

พระพุทธเจ้าไม่ทรงท้อพระทัยจะทำยังไง จะท้อที่ไหนถ้าไม่ท้อพระทัยเมื่อเห็นอยู่ประจักษ์ในหัวใจแล้ว แต่ก่อนจิตของเราธรรมดาเหมือนโลกก็เป็นอย่างนี้ เวลานี้จิตได้พลิกหมุนไปจากโลกนี้แล้วเป็นโลกนี้ขึ้นมาถ้าว่าโลกนิพพานพูดง่าย ๆ เป็นที่สถิตของพระพุทธเจ้าผู้บริสุทธิ์ คือโลกอันนี้ โลกอันนี้เป็นโลกยังไง โลกนรกอเวจี โลกส้วมโลกถาน โลกพวกเรานี้พวกโลกส้วมโลกถานนะ โลกพระพุทธเจ้าโลกทิพย์ ถ้าจะเทียบนะ แต่นั้นเลยนี้หมด เทียบอะไรไม่ได้ ฟังแต่ว่าเลยหมด บรรดาสมมุติทั้งปวงนี้ไม่มีอะไรไปเกี่ยวข้องได้เลย เป็นวิมุตติ โลกวิมุตติที่พระพุทธเจ้าทรงอยู่นั้น กับพระสาวกทั้งหลายอยู่นั้นต่างกันยังไง แล้วมองเห็นพวกเรานี้เห็นยังไง

ท่านไม่ได้มองดูด้วยความประมาท ไม่ได้มองดูด้วยความดูถูกเหยียดหยามนะ มองดูด้วยความเมตตาที่สัตว์ทั้งหลายจมอยู่ในกองทุกข์ทั้งหลายนี้ ไม่ว่าหน้าไหน ๆ เป็นแบบเดียวกัน ไม่ว่าสัตว์ไม่ว่าบุคคลอยู่ด้วยบุญด้วยกรรมของตัวเองพันกันอยู่อย่างนั้นตลอดเวลาหาความว่างไม่ได้เลย แล้วกับผู้ที่หาความยุ่งไม่ได้เลยต่างกันยังไงพิจารณาซิ คนหนึ่งหาความยุ่งไม่ได้เลย คนหนึ่งหาความว่างไม่ได้เลย ต่างกันยังไงบ้าง คนหนึ่งหาความสุขไม่ได้เลย คนหนึ่งทรงบรมสุขต่างกันยังไงพิจารณาซิ

นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ละ ถ้าตั้งใจปฏิบัติให้เห็นให้รู้ รู้จริง ๆ เห็นจริง ๆ เห็นประจักษ์ใจไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้า ปรินิพพานไปกี่ปีกี่เดือนแล้วกระเทือนถึงกันหมด บรรดาพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ที่ตรัสรู้ผ่านไปแล้วนี้ เพียงตรัสรู้หัวใจดวงเดียวเท่านี้ผึงที่นี้ มันขึ้นเป็นอันเดียวกันแล้ว แล้วไปถามพระพุทธเจ้าหาอะไร ธรรมชาติอันนี้เราไม่สงสัยตัวเองแล้ว เราแน่ใจในตัวเองแล้วจะไม่แน่ใจพระพุทธเจ้ายังไง พระพุทธเจ้าเป็นผู้สอนไว้แล้วธรรมเหล่านี้ นี่ละพากันเข้าใจ

วันนี้ได้เทศน์เปิดอกอีก วันนี้ก็เปิดอกอีก แล้วนอกจากนี้แล้วยังพูดชัดเจนอีกว่าเราทำประโยชน์คราวนี้ เวลานี้เราทำด้วยความเมตตาสงสารเต็มหัวใจของเราที่ทำ ไม่ว่าจะโยกย้ายไปที่ไหนมาไหนมีแต่เป็นไปด้วยความเมตตาล้วน ๆ เพราะทำเสร็จแล้วตายแล้วเราจะไม่กลับมาเกิดอีก เราพูดอย่างยันนิ้วเลย ชี้นิ้วเลย ได้เป็นในหัวใจมาแล้วอย่างนี้ ๔๗ ปีนี้แล้ว ชี้นิ้วหายสงสัยมาได้ ๔๗ ปีนี้แล้วไม่เคยพูด ปีนี้ได้พูดบ้างเสียแล้ว มันจวนจะตายแล้วเลยได้พูด ใครจะหาว่าโอ้อวด เอ้า หาไป ถ้าอยากเอากิเลสไปเผาหัวใจอีก สอนธรรมเป็นน้ำดับไฟให้ไม่ยอมรับเอาก็กรรมของสัตว์เท่านั้นเอง

เอาละพอ

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก