วันที่ ๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๐
วันที่ 3 พฤศจิกายน 2540
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๐

นี่ก็กำลังจะให้พระออกจากวัด มันแน่นเกินไปนะ ให้ขยับขยาย ก็บังเอิญมีพระฝรั่งองค์หนึ่งถูกไล่แล้ว ให้ออกแล้ว ว่ากำลังพิมพ์หนังสือช่วยท่านปัญญาอยู่ พิมพ์ภาษาอังกฤษ เป็นประวัติหลวงปู่มั่นเลยให้อยู่ แน่ะ เป็นอย่างนั้นแล้ว ถ้าเป็นเรื่องหลวงปู่มั่นแล้ว ปั๊บ ทันทีเลย ให้อยู่เลย ทั้งๆที่ท่านจะต้อง จะออกด้วยกัน นี่ขยับขยายนี่วัดมันแน่นนะ ผู้ใหม่มาอยู่ไม่ได้ ผู้เก่าอยู่เป็นสิบๆปีก็มี เห็นแก่ตัวเกินไปไม่ได้ ต้องขยับขยายถ่ายเทกันไปเรื่อยๆ นี่พระฝรั่งองค์นี้ก็ถูกระบุแล้วถ้าจะออก ก็พอดีมีผู้มาชี้แจงให้ทราบถึงเรื่องว่าท่านกำลังพิมพ์หนังสือช่วยท่านปัญญา พิมพ์หนังสือภาคภาษาอังกฤษ ประวัติหลวงปู่มั่น เอ้า ถ้างั้นก็อยู่ แน่ะ ไม่ยากอะไร เหตุผลนี่นะ เต็มไปด้วยเหตุผลทุกอย่าง

ต่อจากนี้นะ มีส่งเมืองนอกเยอะนะ ก็ท่านปัญญาน่ะ ท่านปัญญาท่านละเอียดดี ผู้ที่ท่านมีภาคปฏิบัติด้วย ไม่มีแต่ปริยัติอย่างเดียวแล้ว พิมพ์หรือแปลหนังสือเป็นภาษาอังกฤษนี้มันก็สมบูรณ์เวลาธรรมะเป็นภาคภาษาอังกฤษนะ อย่างท่านปัญญาท่านปฏิบัตินี่ ถ้ามีแต่ปริยัติล้วนๆนี่แปลเป็นผิวเผินๆไปอย่างนั้น มันไม่ได้เน้นหนักนะ ถ้าภาคปฏิบัติแล้ว ภาคปฏิบัติข้างในกับข้างนอกมันประสานกันๆ ถ้าไม่มีภาคปฏิบัติแล้ว มีแต่ข้างนอก มันก็แปลแบบผิวเผิน

อย่างที่เราพูดเสมอในเทปจิตสันติ*** ที่ว่าผู้จดจารึกบางทีมาจาก..................อ่าน.............................. แต่ก่อนเราก็ไม่ได้อ่าน ปีนี้พิจารณาเท่าไร เวลาเรียนหนังสืออยู่มันคงยุ่งแต่การเรียน ไม่ค่อยได้พิจารณา แล้วก็มันไม่ค่อยมีเครื่องรับกัน นี่เวลามาทุกวันนี้ มันย้อนหลังละซี่ มันพิจารณาย้อนหลังๆ จนถึงกระทั่งผู้จดจารึกเป็นคนประเภทใด มันบอกในสำนวน บอกในสำนวนเสร็จเรียบร้อยๆๆว่าเป็นคนประเภทใด ถ้าเป็นพระอรหันต์เป็นผู้จดจารึกมานี้ จะได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เน้นหนัก ควรเน้น เน้น ควรหนัก หนัก อันนี้มันไม่เคยมี เรื่อยๆๆ..................................................เจอกัณฑ์ใหญ่มา เราก็พอใจแล้ว เราอยากให้มันเต็มเม็ดเต็มหน่วย คนทั้งคนอย่างให้มันขาดแข้งขาดขาไป ให้มันเต็มเม็ดเต็มหน่วย เราก็อยากจะให้เป็นอย่างว่านี่นะ ผู้จดจารึกนั้นน่ะเป็นคนประเภทใด ถ้าเป็นพระอรหันต์นี้ เต็มเม็ดเต็มหน่วยมาเลย คือมันเหมือนกับเถาวัลย์นี่นะ อยู่กอเดียวนี่มันเลื้อยไปที่ไหนๆ มันก็เลื้อยไป พอเราจับตรงนี้กระตุกปั๊บนี่ มันจะวิ่งถึงกันหมดเลย นั่นละภาคปฏิบัติ จะรู้ในจุดใหญ่แล้วมันตีกระจายออกไปหมด ออกมาทางไหน ควรรู้ยังไงๆจะรู้ไปหมดเลย แต่ภาคปริยัตินี่มันไม่ได้เรื่องนะ ก็ไปเห็นตรงไหน ก็เขียนไปตรงนั้น จดไปตรงนั้น ไปเรื่อยๆ ตรงไหนแล้วก็เป็นทางไปอย่างนั้นนะ มันไม่เข้าใจ ภาคปฏิบัติมันกระจายนี่นะ

ภาคปฏิบัติเป็นของเล่นเมื่อไหร่ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยของจริงนี่ ไม่ได้ตรัสรู้ด้วยตำรา ไม่ได้ตรัสรู้ด้วยพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นศาสดาโลก เป็นพระไตรปิฎกเมื่อไหร่ เป็นศาสดาด้วยของจริง อริยสัจ พระอรหันต์ทุกๆองค์เป็นผู้วิเศษด้วยอริยสัจ ท่านรู้อริยสัจนี่แล้ว มันก็เหมือนกับว่าจับกอเถาวัลย์นี่กระตุกทีเดียวนี้ มันกระเทือนไปหมดเลย นั่น มันต่างกันนะ เพราะฉะนั้นจึงว่าอะไรมาในคัมภีร์อันนั้น อะไรมาในคัมภีร์อันนี้ มาขายโง่ ถ้าไม่ทำเกินมันก็ไม่ขายโง่ ออกมาเท่าไหร่ยิ่งขายโง่ จนเป็นหนอนแทะกระดาษ จะมาโอ้อวดพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสรู้พระไตรปิฎก ไม่ได้ตรัสรู้ในพระบาลีนี่วะ พระบาลีเกิดทีหลังต่างหาก จดจารึกออกมาจากพระพุทธเจ้าของจริงเต็มกระเทือนทั่วแดนโลกธาตุ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ปึ๋งนี้ ความรู้กระจายทั่วแดนโลกธาตุ มาว่าอะไรพระไตรปิฎก

อย่างที่พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นท่านว่า ธรรมะที่มาในคัมภีร์ เท่ากับน้ำในตุ่มในไหเท่านั้นท่านว่า แต่ที่ไม่มาในคัมภีร์ เท่ากับท้องฟ้ามหาสมุทร โห เรานี้กราบราบเลย ตัวเท่าหนูนี่มันวิ่งเหมือนถึงกันเลยนะ เพราะมันเป็นอย่างนั้นจริงๆนี่ มันเหมือนไฟได้เชื้อ เชื้อนั้นน่ะคือสภาพ สภาวธรรมทั้งหลายเหมือนเชื้อไฟ ธรรมเหมือนไฟ มันจะลุกลามไปหมด ไปไหนๆ ลุกลามไปๆ เรื่อยๆๆๆ ไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ ออกจากเชื้อไป มีที่ไหนจะไปหมด ของจริงมีที่ไหนไปหมดนั่น มันเป็นอย่างนั้นละ มันต่างกัน ผู้ท่านไม่ได้ปฏิบัติ อย่าคุยนะ ถ้าได้ขึ้นเวทีภาคปฏิบัติเสียก่อน แล้วประกอบบวกกับปริยัติแล้ว เต็มเหนี่ยวเลย

ปริยัตินี่สำหรับใช้เกี่ยวกับโลกสงสาร เกี่ยวกับสถานที่บุคคล กาลเทศะ คำพูด

คำจา เอานำมาใช้เกี่ยวกับสังคม ปริยัตินะ ปฏิบัตินี้เอาของจริงล้วนๆ ออกมาๆ ๆ ทีนี้เมื่อปริยัติก็ได้ ปฏิบัติก็ได้ มาบวกกันเข้ามันก็เต็มเม็ดเต็มหน่วย นั่น

ก็ได้พูดแล้วนี่ เทปที่เทศน์กัณฑ์เทศน์กฐินนี่ก็ดูเหมือนมีกระมัง เราเทศน์ตามความรู้ความเป็นในจิตใจนี้ให้โลกฟังนี่ โลกฟังไม่ได้นะ มีไหม (มีครับ) นั่นล่ะ มันเป็นอย่างนั้นล่ะ คือเราจะหยิบออกมาเฉพาะที่มันเป็นประโยชน์แก่โลกๆ ๆ อันไหนไม่เป็นก็ต้องผ่านไปๆ เหมือนกับว่าเก็บไว้ๆๆเรื่อยๆ อันไหนที่ควรจะเป็นประโยชน์แก่โลกมากน้อยเพียงไร ก็หยิบออกมาๆๆ ถ้าจะให้เทศน์ไปตามจากความจริงอย่างนี้ โลกฟังไม่ได้ เพราะโลกทั้งโลกสกปรก โลกกิเลสนี่ ธรรมะสะอาดนี่ มันเข้ากันได้อย่างไร เพราะฉะนั้นเวลาธรรมะออกมา เขาจึงว่าสกปรก กิเลสมันหาเรื่องว่าธรรมะสกปรก ตัวมันเองสกปรกไม่ว่า กิเลสตัวสกปรกใหญ่นะ จะพูดเรื่องสกปรกไม่ได้นะ กิเลสไม่ยอมรับ ไม่ยอมฟัง

เอ้า จำเอานะคำพูดคำนี้นะ เวลาหลวงตาบัวตายแล้ว จะไม่มีใครพูดอย่างนี้นะ ตัวสกปรกที่สุดคือตัวกิเลส แสดงลวดลายทุกอย่างๆจะออกด้วยความสกปรกทั้งนั้น เวลาธรรมะชะล้างเข้าไปปึ๋งนี่ มันหาเรื่องว่าธรรมะสกปรก นี้ละกิเลส ทั้งๆที่ตัวมันสกปรก มันไม่ยอมรับ มันไม่ยอมรับความจริง หาว่าท่านเทศน์อะไรสกปรก ท่านเทศน์อะไรๆต่ออะไร ว่าไปอย่างนั้นน่ะ กิเลสมันต้องค้านทันทีๆ ทั้งๆที่สะอาดเต็มที่ ธรรมะนี้สะอาดเต็มที่ มาชะล้างหัวมันๆไม่ยอมสะอาด มันยอมรับแต่สกปรกอย่างเดียวกิเลส

..................................ไม่รู้ได้ยังไง โห ดูหมายังสู้ไม่ได้ จมูก จมูกดีกว่าหมานะ เราพูดเอาความจริงออกมาพูดใช่ไหม เรื่องของธรรมเป็นความจริง หมาสู้ไม่ได้ นี่ อย่างนี่กิเลสมันจะบอกว่าสกปรก แน่ะ เป็นอย่างนั้นแล้ว แต่นี้เราพูดในวงลูกศิษย์ของเรา ว่าอะไรเป็นอะไร ตีพร้อม เป็นอะไรไปใช่ไหมล่ะ คนอื่นเขาว่าสกปรก นั่นละคือความจริงท่านจะตรงแน่วๆๆ ความจริงเป็นของสะอาด ออกกระจายออก ตรงแน่วๆๆ ถ้าเรื่องกิเลสนี้ มันจะกว้านเอาแต่ของสกปรกมาใส่ตัวของมัน ของสะอาดเท่าไรยุ่งไม่ได้ เพราะฉะนั้นธรรมะกับกิเลส มันจึงขัดแย้งกันตลอดเวลา เป็นข้าศึกกัน

ที่ว่าธรรมของจริง พระพุทธเจ้าตรัสรู้ของจริง ไม่ได้ตรัสรู้พระไตรปิฎก ไม่ได้ตรัสรู้พระบาลี พระบาลีเกิดทีหลัง จดจารึกไปเมื่อ 3-400 ปีผ่านมาแล้ว พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วก็เห็นว่า มันจะสาบสูญไปเสีย เมื่อนักปราชญ์สิ้นสุดลงไปแล้ว ก็รีบๆจดจารึกเอาไว้เสีย จึงจดจารึกออกมา ดูเหมือนสังคายนาครั้งที่ 3 ถ้าเราจำไม่ลืมนะ อันนี้มันมีอยู่ในหลักวิชา เรียนมาแล้ว จะว่าลืมมันนาน ดูเหมือนเป็นสังคายนาครั้งที่ 3 จดจารึกออกมาเป็นคัมภีร์ใบลาน นี่ พระพุทธเจ้าตรัสรู้มาตั้งแต่เมื่อไหร่ จะว่าตั้งแต่คัมภีร์ยังไม่เกิด พระพุทธเจ้าตรัสรู้ของจริง ไม่ได้ตรัสรู้คัมภีร์ ไม่ได้ตรัสรู้พระไตรปิฎก เพราะฉะนั้นจะเอาพระไตรปิฎกมาอวดไม่ได้

นี่ตัวเท่าหนูมันก็เป็นจะว่าไง นอกจากไม่พูด เฉย อันไหนที่จะเป็นประโยชน์แก่โลกมากน้อยเพียงไรก็นำออกมาๆๆ นำมา อันไหนไม่เป็นก็ไม่เกิดประโยชน์ ไม่เกิดประโยชน์เอาออกมาทำไม ก็ต้องเก็บไว้ๆๆ ตามขั้นตามภูมิของผู้ที่จะรับ อย่างพวกภูมิของเทวดานี่ มนุษย์เราฟังได้ยังไง พระพุทธเจ้าเทศน์สอนเทวดา ฟ้าดินถล่มจะว่ายังไง

...........................................(คำบาลี) แก้ปัญหาและเทศนาว่าการสอนเทวดา ก็เหมือนสอนมนุษย์เรา เทวดายิ่งมากกว่ามนุษย์เสียอีก นั่น อย่างนี้มาแล้ว พิจารณาซี่ ผิดกันไหม ความรู้มันต่างกัน ความรู้ที่จะสอนเทวดา มาสอนมนุษย์ไม่ได้ ขั้นของมนุษย์เกี่ยวกับเทวดาได้เป็นบางตอน ไม่ได้เป็นบางตอน แม้แต่คน พวกเดียวกัน เหมือนกัน ภูมิจิตภูมิธรรมต่างกัน เราจะไปสอนแบบเดียวกันไม่ได้นะ

เฉพาะอย่างยิ่งภาคปฏิบัติ พูดเรื่องศีล เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญา เรื่องมรรคผลนิพพานนี้ องค์ใดที่ควรจะรับได้แค่ไหนๆ ก็รับเอาตามนั้นๆ ท่านจะเทศน์กลางๆไปเลย เหมือนเครื่องบินเหินฟ้าขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ธรรมะพื้นๆ เรื่อยสูงเรื่อยเลย ทีนี้ผู้ฟังมันก็มีหลายระดับของจิตนี่ มันก็เหมือนเหินฟ้าเหมือนกัน ผู้ระดับสูงก็มี ผู้มีภูมิจิตสูงก็เหมือนพอดีกับธรรมะที่ขึ้นสูงๆ ขึ้นรับกันๆๆได้หมดเลย นั่น เป็นอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าจะไปเทศน์แบบเดียวกัน ไม่ได้

เมื่อพูดอย่างนี้แล้ว เราระลึกถึงเวลาไปหาพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นใหม่ๆ กำลังจิตเสื่อมเต็มที่ ตอนนั้นจิตเสื่อมเต็มที่ไปหาท่าน ท่านเทศน์ไม่รู้เรื่องเลย ท่านเทศน์เรื่องศีล สมาธิ ปัญญา เรื่องมรรคผลนิพพาน นี่ไม่รู้เรื่องเลย แต่ดีอันหนึ่งนะ มันไม่มีแย็บนิดหนึ่งเลยว่าตำหนิท่าน ว่าท่านเทศน์ไม่รู้เรื่องอะไรเลย บอกว่ารู้ไม่ที่นี่ว่า ว่าเป็นมหานี่

เวลาแบกคัมภีร์มาหาท่าน ท่านเทศน์ไม่เห็นรู้เรื่อง รู้ว่าเจ้าของโง่แล้วยังมาดัดเจ้าของ ดีอันหนึ่งนะ คือมันกลับเข้ามา เอ้า ที่นี่รู้แล้วหรือยังว่า เนี่ย พระอาจารย์มั่นนี้ ร่ำลือทั่วแดนไทย เราว่าอย่างนี้นะ มาจนกระทั่งเทวบุตร เทวดารู้เรื่องหมด เราไม่รู้เรื่องนี้ใครโง่กว่ากัน มันยังดีนะ มันย้อนมาหาเจ้าของ มันไม่ไปหาท่านเลย

ทีนี้พอถึงขั้นที่เรารับกันได้ๆ นี้ โห นี่ท่านเทศน์นี่ไหลไปเลยที่นี่นะ ท่านเทศน์สูงเท่าไร มันยิ่งดื่ม ยิ่งดื่ม นั่นเห็นไหม เวลามันรับ มันเปิดรับกันน่ะ เทศน์กี่ชั่วโมงนี้ มันไม่ได้สนใจกับการนั่งว่าเหนื่อย ไม่เหนื่อย คือจิตกับธรรมอยู่ด้วยกัน ร่างกายไม่มีความหมาย เทศน์ตั้ง 4 ชั่วโมง ฟังเทศน์ทีแรกไปอยู่ ทีแรก 4 ชั่วโมงนะ ครั้งต่อมาก็ย่นลงมา 3 ชั่วโมง ต่อมาวาระสุดท้ายที่ท่านจะหยุดนี้ เทศน์ 2 ชั่วโมงหยุด

นั่นละ ธรรมะของท่าน เป็นน้ำพุ เหมือนน้ำพุพุ่งๆๆๆ ออกจากหัวใจอันเดียวนี้เป็นที่บรรจุธรรมไว้เต็มเอี้ยดเลย เปิดออกเท่าไหร่ก็ได้ เปิดออกเท่าไหร่ก็ได้ ถ้ามีผู้รับผู้ฟังที่จะได้รับผลรับประโยชน์ เปิดเท่าไรก็ได้ เหมือนน้ำพุนี่ พุ่งๆๆๆ นั่นละ ภาวะที่เกิดขึ้นในหัวใจเป็นอย่างนั้น ไม่ได้เหมือนธรรมะในความจำนะ ความจำมันเป็นทางไปนี่ เรียนไปตรงไหนมันจำได้ตรงไหน มันก็ว่าไปตรงนั้นใช่ไหม ที่จำไม่ได้ ไม่ได้ผ่านการเรียน มันก็ไม่รู้ มีมากมีน้อย แม้ในเพียงพระไตรปิฎกเท่านั้นมันก็ไม่รู้หมด ผู้ไปเรียนไม่ใช่เรียนได้ทุกตัวอักษรนี่ ตรงไหนได้ก็อ่านไป ผ่านไปๆ

แต่เรื่องธรรมะที่ว่าเป็นน้ำพุนี่ ไม่เป็นอย่างนั้นซี่ ฟังแต่ว่าน้ำพุนี่ก็พุ่งออกเลย ควรที่จะได้รับผลประโยชน์มากน้อยหนักเบาแค่ไหนนี่จะออกๆๆๆๆ ทันทีเลย พุ่งๆๆ พูดไม่ทัน จะว่าอะไร พลังของธรรม เทศน์นี้เสียงเหมือนกับจะกัดจะฉีกกันนะ นั่นละพลังของธรรมออก มันจะเหมือนกับพลังของกิเลสมันมีแต่ก่อน มันออกอย่างนั้นล่ะ ถ้าแสดงกิริยาอย่างนั้นเขาเรียกว่ากิเลส แต่นี้ธรรมเขาไม่เห็นละซี่ พลังของธรรมเป็นยังไง ก็ออกแบบเดียวกัน เพราะขันธ์เป็นเครื่องใช้ทั้งกิเลส ทั้งธรรม เอาขันธ์นี้ออกใช้ ทีนี้ก็ออกพุ่งๆๆ ฟังท่านเทศน์นี้ ท่านเทศน์จบลงแล้ว ยังดื่มอยู่ ยังอยากจะให้ท่านเทศน์ต่อไปอีก ตั้ง 4 ชั่วโมงแล้ว ยังอยากฟังอีกเรื่อย มันขนาดนั้นล่ะ คือมันลืมหมด ลงแน่วๆๆๆๆ

ทีนี้มันไม่เชื่อได้ยังไง เชื่อมรรคผล นิพพานว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม พุทธบริษัทได้บรรลุธรรมเป็นหมื่นๆแสนๆ จะเป็นไปไม่ได้ยังไง มันบอกอยู่ชัดๆอยู่กับผู้ฟัง เพียงพวกเรานี้ ตัวเท่าหนูนี่ ฟังเทศน์หลวงปู่มั่นนี่ ฟังคราวนี้จิตมันขยับ เวลานี้เรากำลังปฏิบัติจิตอยู่ในขั้นนี้ๆ ท่านเทศน์มาถึงจุดนี้แล้ว ท่านจะว่ายังไง มันจะรอฟังให้ท่านเปิดทางให้ พอมาถึงนี่ท่านเปิดออก เพราะท่านรู้แล้วนี่ ท่านเปิดปั๊บ โดดตามปั๊บ เอ้า คราวนี้โดดได้ก้าวนี้ คราวหน้าโดดได้ก้าวนั้น ก้าวหลายก้าวสองสามก้าว มันก็พุ่งได้ นั่น นี่ ผู้จะบรรลุมรรคผลนิพพานก็เหมือนกัน ไม่ใช่จะมาทีเดียวพุ่งเลยนะ มาเป็นระดับๆอย่างนั้นล่ะ คราวนี้หนุนขึ้น คราวนี้ๆหนุนขึ้น แล้วพุ่งๆ คนมากต่อมากมันก็บรรลุมากละซี

แต่ก่อนเราก็ไม่ได้คิดมากนะ บทเวลาออกภาคปฏิบัตินี้ มันถึงได้ยอมรับ โอ้โห พระพุทธเจ้าแสดงธรรม พุทธบริษัทบรรลุธรรมอย่างนั้นๆนี้ยอมกราบราบเลย เรายกตัวอย่างพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นขึ้นเลยนี่ กับเราเองนี้ ฟังคราวนี้ จิตมาอยู่ในขั้นนี้ เวลาฟังเทศน์ท่าน พอมาถึงนี้แล้วท่านเปิดทางปั๊บ มันขยับปุ๊บ ขยับปุ๊บ แต่ละครั้ง ละครั้ง ขยับเรื่อยๆ หลายครั้งหลายหนมันก็ออกคอกได้ละซี่ เรามันเตรียมจะออกจากคอกอยู่แล้ว พอจะเปิดประตูเท่านั้น นอกจากพวกที่อยู่ก้นคอก ก็ไปตีแล้วมันก็ไม่ออก มันไม่ตื่น อยู่ก้นคอกก็มี อยู่ปากคอกก็มีนะวัว วัวปากคอกออกได้ง่าย พอเปิดประตูปั๊บ ผลุงออกเลยๆ พวกอยู่กลางคอกก็ไหลกันมา พวกอยู่ก้นคอก ตีเท่าไหร่มันก็ไม่ออก มันหาว่ารบกวนมันอีก เข้าใจไหม นี่ พวกที่อยู่ก้นคอก ตีแรงเท่าไหร่มันยังหาว่ารบกวนมันอีกด้วยซ้ำไป ดีไม่ดีมันไล่ชนเราซ้ำ สอนอะไรไป สอนอะไรไป มันไล่ชนเอา หือ เข้าใจไหมล่ะ

วันนี้ได้ธรรมะกัณฑ์นี้ขึ้นมานะ วันหนึ่งได้กัณฑ์หนึ่ง วันหนึ่งได้แบบหนึ่ง เทศน์อยู่อย่างนั้นแหละ หลวงตา ป.3 วันหนึ่งได้ ป.1 มาเทศน์วันหนึ่งได้ ป.2 มาเทศน์วันหนึ่งได้ ป.3 มาเทศน์วกกันไป เวียนกันมานี้ล่ะ ป.1 ป.2 ป.3

วันนี้จะไปถามเขาดู แล้วก็จะถามทางฝั่งลาวอีก ได้ผ้าห่มมา ผ้าห่มของเราฆราวาสนี่มันมีเยอะ เท่าไรกล่อง ไปถามเรื่องราวให้ทราบชัดเจนเสียก่อน ก่อนที่เราจะไปแจก ไม่ใช่เราแจกสุ่มสี่สุ่มห้านะ ข้าวก็เหมือนกัน ต้องไปถามเป็นจุด เป็นจุด ข้าวเวลานี้กำลังมากอยู่นะ ไปถามตามจุด ตามจุด จุดไหนจำเป็นๆ พอได้ความแล้ว ทีนี้กลับมาก็เอาแล้วทีนี้ ทุ่มๆๆ เป็นจุด เป็นจุด เป็นจุดลงไป วันนี้ก็จะไปบ้านแพง ไปถามเรื่องรายจ่ายของศาลาหลังนั้น เรื่อยขึ้นไปจนกระทั่งถึงค่าจ้างคนงาน หมดเรียบวุธอีกอันหนึ่ง อันหนึ่งก็จะไปถามถึงเรื่องที่จะเอาข้าว เอาผ้าห่มไปแจกทางฝั่งลาวเป็นยังไง ถ้าหัวหน้าเขาไม่พอใจ เราก็ไม่แจก มันมีความหมายนะ หัวหน้ามันเป็นผีนี่ ลูกน้องมันเป็นมนุษย์ หัวหน้ามันเป็นผี มันไม่พอใจยินดีในการรับ การรับนี้ให้ที่ไหนมันได้ทั้งนั้นๆ แต่เข้าหาผีมันไม่ได้นะ เข้าใจไหม นี่มันกรรม มันรับไม่ได้ กรรมมัน พวกนี้ พวกตีแล้วไล่ชนคน ตีให้ออกหากิน มันอยู่ในคอก ตีออกจาก้นคอกให้ออกหากัดหญ้ากัดอะไรกิน มันยังไล่ชนคนอีก มันไม่ไปสนใจกับหญ้าด้วยนะ พวกบ้านี่

เอาละพอ ลงขั้นบ้าแล้วพอ สุดท้ายลงขั้นบ้า

***********************


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก