วัดกิเลสวัดธรรมวัดที่ใจ
วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2545
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

วัดกิเลสวัดธรรมวัดที่ใจ

วันนี้เป็นวันมหามงคลแก่พี่น้องชาวอุดรเรา เราพูดในฐานะพ่อกับลูกหรือเป็นกันเองว่า ฟ้าหญิงท่านเสด็จมาเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรครอบเมืองอุดรเรา ให้มีความผาสุกร่มเย็นยิ้มแย้มแจ่มใสในผู้ใหญ่ในศีลในธรรม นี่เรียกว่าเป็นมงคล ท่านเสด็จมาบ่อย ๆ เพราะท่านทรงเสาะแสวงหาธรรมอันล้ำเลิศ ในแหล่งแห่งไตรภพนี้ไม่มีอะไรเสมอธรรม คำว่าธรรมคำเดียวเท่านั้นโลกตายใจกันทั่วถึงหมด เพราะฉะนั้นศาสนาต่าง ๆ เขาจึงเอาคำว่าธรรมว่าศาสนาออกเดินหน้า ๆ เสมอ ส่วนด้านหลังจะมีพิษมีภัยอย่างไรเขาไม่นำออกมา แต่คำว่าศาสนธรรมออกตลอด นี่ก็เพราะธรรมที่โลกตายใจ

เราถ้ามีธรรมในใจของเราแต่ละคน ๆ มากน้อย เราจะมีความตายใจและมีความอบอุ่นภายในตัว มีความไว้วางใจตนเองได้ เป็นความผาสุกร่มเย็น ธรรมแทรกที่ตรงไหนเป็นความผาสุกร่มเย็น เป็นลำดับลำดาของผู้ที่มีความสามารถปฏิบัติอรรถธรรมเข้าสู่ใจ เพราะฉะนั้นคำว่าธรรมจึงไม่เคยปราศจากโลกนี้ไป มีมากี่กัปกี่กัลป์ตลอดไป เช่นเดียวกันกับสิ่งที่เป็นข้าศึกต่อกัน ที่ภาษาธรรมะท่านให้ชื่อว่ากิเลส นั้นคือความมัวหมองมืดตื้อ ทำสัตว์ให้เสียหายล่มจมไปได้ตลอดมา ส่วนธรรมเป็นเครื่องรื้อฟื้นสัตวโลกให้ตื่นตัวจากความกล่อมของกิเลสให้หลงไปเรื่อย ๆ ตลอดมาอย่างนี้ ทั้งธรรมทั้งกิเลสจึงเป็นของคู่เคียงกันมา รวมให้รู้ชัดเจนก็คือเอาหัวใจของเราออกวัดดู

เราจะวัดดูกิเลส วัดดูธรรม เราจะวัดได้ที่หัวใจ เพราะกิเลสก็ดี ธรรมก็ดี จะสัมผัสรับรู้ได้ที่ใจเท่านั้น ที่อื่นใดไม่มีที่อยู่ที่สัมผัสได้เหมือนจิตใจ คำว่าใจคือนักรู้ สัตว์ก็รู้ทุกประเภทของสัตว์ กระทั่งถึงมนุษย์เราที่รู้ดีรู้ชั่วรู้บุญรู้บาป จึงเป็นที่สถิตของธรรมได้เป็นอย่างดี ธรรมมีอยู่ที่ไหนมีความสงบเย็นใจ เราให้น้อมธรรม จะอยู่ที่ไหนก็ตามไม่นอกเหนือจากจิตซึ่งเป็นผู้รู้นี้ จะรับสัมผัสสัมพันธ์ทั้งดีและชั่ว ธรรมทั้งหลายก็มารวมอยู่ที่ใจ คำว่าเลิศเลอก็คือใจ ถ้าได้ปฏิบัติธรรมให้สัมผัสสัมพันธ์เข้าสู่ใจแล้ว ตัวเองก็ร่มเย็นเป็นสุขเป็นลำดับลำดาไป ในกิริยาอาการที่แสดงออกไปจากธรรมเป็นเครื่องเตือน ได้แก่ สติธรรม ปัญญาธรรม เตือนออกไป เราจะรู้ความผิดถูกดีชั่ว สิ่งใดที่ควรละเว้นเราก็ละเว้นตามธรรมที่เตือนบอกว่าไม่ควรทำ สิ่งใดที่ควรจะบำเพ็ญให้มีให้เจริญยิ่งขึ้นภายในใจของเรา สติธรรม ปัญญาธรรม จะพินิจพิจารณาเรียบร้อยแล้วบงการออกมาให้ทำสิ่งนั้น ๆ รวมแล้วก็มาอยู่ที่ใจของเรา

คำว่าธรรมนั้นมารวมอยู่ที่ใจผู้ปฏิบัติธรรม เช่นอย่างเราทั้งหลายที่รวมกันอยู่เวลานี้ ก็มีธรรมเป็นเครื่องตายใจ เป็นเครื่องอบอุ่น เป็นที่ฝากเป็นฝากตายของเรา ผู้มีธรรมในใจย่อมตายใจกันได้ อบอุ่น ไว้วางใจกันได้ ฝากเป็นฝากตายต่อกันได้ด้วยความมีธรรมด้วยกัน ถ้าไม่มีธรรมเสียอย่างเดียวเท่านั้น แม้ครอบครัวเหย้าเรือนสามีภรรยาก็แตกแยกจากกันได้โดยไม่มีปัญหา ธรรมจึงเป็นเครื่องสมัครสมาน ไม่ใช่เป็นเครื่องยุยงให้แตกกระจัดกระจายเหมือนกิเลสซึ่งไปที่ไหนแตกที่นั่น ออกจากใจคนนี้โดนใจคนนั้น ๆ ออกจากกิริยาของคนนี้ซึ่งเป็นเรื่องของกิเลส ก็เผาคนนั้นเผาคนนี้ มีแต่ความกระทบกระเทือนไปหมด นี้คือเรื่องของกิเลสแสดงตัวออกไป

ถ้าธรรมแสดงตัวออกไปสนิทกันเลยทีเดียว ไม่จำเป็นจะต้องว่าอยู่บ้านนั้นเมืองนี้ อยู่สถานที่ใดก็ตามธรรมอยู่ที่หัวใจด้วยกัน เมื่อมีธรรมภายในใจแล้ว ตัวเองย่อมตายใจตัวเองได้ด้วย แล้วกระจายออกไปที่ใดย่อมเป็นที่ตายใจของผู้เกี่ยวข้องเพื่อนฝูง กว้างขวางออกไปโดยลำดับ ถ้าต่างคนต่างมีธรรมในใจแล้วก็มีความสงบร่มเย็น ตั้งแต่ส่วนย่อยถึงส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นจึงควรปฏิบัติตน ให้มีจิตสัมผัสสัมพันธ์สำนึกรู้ด้วยสติปัญญาของตนทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่วอยู่เสมอ คนเราไม่ค่อยเสียตัวง่าย ๆ คนที่เสียตัวจนกระทั่งถึงไร้ค่าไร้ราคาหาสาระไม่ได้นั้น คือคนไม่รู้สึกตัวด้วยอรรถด้วยธรรม มีแต่ให้กิเลสหมุนไปเรื่อย ๆ ฉุดลากไปเรื่อย ๆ ก็ต่ำลงไป ๆ จนถึงที่สุดแห่งความทุกข์ทั้งหลาย กองอยู่กับคนไร้สาระนั้นแล ศาสนาจึงเป็นธรรมจำเป็นต่อโลกมานาน

เราเป็นชาวพุทธขอให้ตั้งใจปฏิบัติตัวดังชาวพุทธเรา จะอยู่ด้วยกันเป็นผาสุก ในวัดนี้ก็มีจุดศูนย์กลางแห่งผู้บำเพ็ญธรรม ผู้รักษาศีลรักษาธรรม เช่น หัวหน้าวัด หัวหน้าวัดต้องเป็นผู้มีความเข้มแข็งทุกสิ่งทุกอย่าง รอบคอบขอบชิดภายในภายนอก เกี่ยวกับบริษัทบริวารลูกศิษย์ลูกหา ท่านเหล่านั้นมาศึกษาก็ตั้งหน้าตั้งตาจะดูอากัปกิริยาความเคลื่อนไหวของหัวหน้า เมื่อหัวหน้าเป็นที่ตายใจอบอุ่นแล้ว บริษัทบริวารก็มีความอบอุ่นตายใจไปด้วยกัน และสงบร่มเย็น เช่น วัดก็สงบไปทั้งวัด นี่ละศีลธรรม ต่างคนต่างมาปฏิบัติศีลธรรมแล้วต่างคนต่างตายใจกันได้

เช่น วัดหนึ่ง ๆ มีกี่อำเภอ กี่จังหวัด กี่ภาค มารวมกันอยู่นี้ประหนึ่งว่าเป็นอวัยวะเดียวกัน เพราะศีลธรรมเป็นเครื่องประสับประสานให้สนิทติดใจ ฝากเป็นฝากตายต่อกันได้ ธรรมไปที่ไหนมีความสมัครสมาน ให้มีความแน่นหนามั่นคงยิ่งขึ้น ในครอบครัวเหย้าเรือนผัวเมียอยู่ด้วยกันด้วยความผาสุกเย็นใจ เพราะความสุจริตซื่อสัตย์ ฝากเป็นฝากตายต่อกันอย่างนี้เรียกว่าธรรม ตายใจกันได้เลย ทีนี้ขยายออกไปบ้านใดเรือนใดครอบครัวใด ต่างคนต่างมีศีลธรรม เป็นสมบัติอันล้นค่าปกครองครอบครัวผัวเมียลูกเล็กเด็กแดงทั้งหลาย ให้มีความสงบร่มเย็นไปตาม ๆ กัน นี่เรียกว่าธรรม

เราไปหาธรรมที่ไหน หาตู้เป็นตู้ หาหีบเป็นหีบ หาคัมภีร์ใบลานก็เป็นตัวหนังสือชี้บอกเรื่องอรรถเรื่องธรรมเข้ามาสู่ตัวของเรานั่นแล เราจึงต้องนำธรรมเหล่านั้นมาปฏิบัติต่อตัวของเรา ผลเกิดขึ้นก็เป็นความดีงามสำหรับตัวของเราเอง มีความสงบร่มเย็น นี่เรียกว่าธรรม ธรรมตั้งแต่ธรรมพื้น ๆ ของเราที่จะปฏิบัติได้ตามกำลังของตน จนกระทั่งถึงธรรมสูงสุดวิมุตติพระนิพพาน เป็นธรรมทั้งนั้น ๆ นี่ละที่ให้ความร่มเย็นแก่โลกมาตลอดเวลากี่กัปกี่กัลป์ พระพุทธเจ้าพระองค์นี้ตรัสรู้ขึ้นมา คำว่าตรัสรู้นั้นก็คือรู้ความจริงทั้งหลายซึ่งอยู่ในแดนโลกธาตุนี้ แล้วคัดเลือกสิ่งใดดีสิ่งใดไม่ดีนำออกมาสั่งสอนสัตวโลก

หลังจากที่ตรัสรู้ทรงทราบทุกสิ่งทุกอย่างอย่างตลอดทั่วถึงแล้ว เพราะฉะนั้นคำว่า ศาสดา ๆ จึงเป็นศาสดาที่เฉลียวฉลาดรอบคอบขอบชิดครอบโลกธาตุไปหมดแต่ละองค์ ๆ นี่ที่ท่านนำธรรมมาสอนโลก เวลานี้ก็พระสมณโคดมของเรา เราอย่าไปคิดตั้งแต่ชื่อแต่นาม พระสรีระ ความเป็นอยู่ ความตายไปของท่าน ธรรมนี้เป็นธรรมตลอดมาไม่มีคำว่าตาย อันนั้นเป็นสิ่งที่พลัดพรากจากกันไปได้ คำว่าศาสดาก็คือธรรมนั่นแล พระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นเป็นศาสดาก็เพราะธรรมพาให้เป็นศาสดา ธาตุขันธ์ก็เป็นธาตุขันธ์ธรรมดา

ท่านจึงแสดงไว้ว่า โย ธมฺมํ ปสฺสติ โสมํ ปสฺสติ นาม. ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นชื่อว่าเห็นเราตถาคต ท่านไม่หมายคำว่าพระสรีระเป็นตถาคต นั้นเป็นแต่เพียงเรือนร่างของตถาคตคือของศาสดา ได้แก่พระจิตที่เลิศเลอครองพระสรีระอยู่นั้น เวลาพระองค์ปรินิพพานไปแล้วก็เป็นธรรมดาเช่นเดียวกับโลกทั่วไป ที่ล้มหายตายจากพลัดพรากกันไป แต่ธรรมนั้นคือใจ ใจนี้ไม่เคยตาย พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วก็คือธรรมอันเอก ธรรมอันเอกนี้แลที่ท่านว่า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต คือเห็นธรรมนี้ เริ่มมาตั้งแต่จิตของเราสงบเยือกเย็นจากการปฏิบัติธรรม เช่น นักภาวนา จิตเริ่มสงบร่มเย็น เริ่มมองเห็นศาสดาแล้วคือธรรม ได้แก่ สมถธรรม สงบเย็นเข้าไป สว่างไสวเข้าไปเท่าไรก็เห็นองค์ศาสดาชัดเจนเข้าไป เรียกว่าศาสดาแท้อยู่ที่ใจ

ใจได้รับธรรมเป็นเครื่องบำรุงส่งเสริมมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งเห็นศาสดาองค์เอกมากขึ้น ๆ เป็นลำดับลำดา นี่ละศาสดาแท้คือธรรม จะปรากฏขึ้นที่ใจของผู้ปฏิบัติธรรม ปฏิบัติไปมากจิตมีความสว่างไสวเท่าไร ก็ยิ่งทรงความสุข เพิ่มความสุขขึ้นมาก ๆ สิ่งเลวร้ายทั้งหลายก็ค่อยจางไป ๆ หัวใจดวงนั้นครองความสุขกับธรรมไปโดยลำดับลำดา นี่เรียกว่ากราบไหว้พระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลา ด้วยอำนาจแห่งธรรมครองใจของเรา ท่านจึงว่า ผู้ใดอยากเห็นตถาคตให้ปฏิบัติธรรม ผู้ปฏิบัติธรรมเห็นธรรมนั้นแล ชื่อว่าผู้เห็นตถาคตไปโดยลำดับ

ท่านไม่ได้บอกว่าให้ไปดูเมืองอินเดีย เมืองไหน ๆ ที่ท่านประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ท่านให้ดูใจของเราชำระใจของเราที่มีสิ่งมัวหมองอยู่ภายในนั้น ด้วยอรรถด้วยธรรมคือความพากความเพียร ความอุตส่าห์พยายาม เจริญเมตตาภาวนา บำเพ็ญทาน รักษาศีล อบรมจิตใจของตน นี่เรียกว่าให้พยายามเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ตรงนี้ เมื่อเข้าเฝ้าตรงนี้แล้วก็เท่ากับเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เมืองอินเดีย ยังใกล้ชิดติดพันกว่านั้นอีก พระพุทธเจ้าปรินิพพานที่เมืองอินเดียนั้นเป็นเหมือนโลกทั่วไป ใครเกิดที่ใดควรจะตายที่ใด ไม่ว่าสัตว์ว่าบุคคลเกิดได้ตายได้ทั่ว ๆ ไป ไม่เป็นสาระสำคัญอะไรยิ่งกว่าธรรมภายในจิตใจ พระพุทธเจ้าเลิศเลอที่ธรรมภายในพระทัย เราทั้งหลายก็ควรจะปฏิบัติตนให้สมชื่อสมนามว่าเราเป็นลูกชาวพุทธ

เวลานี้ศาสนาพุทธของเรารู้สึกห่างเหินจากพี่น้องชาวพุทธเรามากมาย ไม่ต้องพูดที่อื่นใด หลวงตาเองเป็นผู้นำธรรมออกสอนพี่น้องทั้งหลาย เฉพาะอย่างยิ่ง ๔ ปีมานี้แล้ว ได้เกี่ยวพันกับพี่น้องทั้งหลายมากเป็นพิเศษกว่าเวลาอื่นใด ครั้นมองดูแล้วก็มาเห็นความเคลื่อนไหวของเรา ภายในตัวของเราเองนี้ รู้สึกจะห่างเหินกับอรรถกับธรรมมากทีเดียว จึงควรปรับปรุงแก้ไขตัวเองให้เป็นคนดีขึ้นเรื่อย ๆ ในตัวของเรานั้นแหละ ถ้าเราจะปล่อยตัวไปเรื่อย ๆ นี้ก็เรียกว่าหลักลอยตลอดมา เกิดมาก็เป็นคนหลักลอยหาที่ยึดที่เกาะไม่ได้ แล้วผลบุญอันดีงามก็พาให้เกิดมาเป็นมนุษย์นี้ ครั้นเกิดเป็นมนุษย์แล้วเราก็อยู่แบบเลื่อนลอย นี้ไม่แน่นอนนักนะว่าเกิดเป็นมนุษย์นี้ต่อไปจะเกิดเป็นอะไรอีก ถ้าความประพฤติของเราไม่ดีก็จะทำให้ต่ำลง ๆ ถึงเปรตถึงผีถึงนรกอเวจี ทั้ง ๆ ที่เราเป็นอัตภาพมนุษย์อยู่เวลานี้นั้นแล พอเปลี่ยนแปลงไปจากนี้แล้ว ก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยอำนาจแห่งการกระทำ

กระทำดีจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีเสมอไป หากกระทำชั่วจะเปลี่ยนแปลงไปในทางชั่วเสมอไป เวลานี้เราเป็นผู้รับผิดชอบเราทุกคน ๆ ขอให้พินิจพิจารณาเสียตั้งแต่บัดนี้ โดยถือธรรมพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องยืนยันรับรองในการปฏิบัติตัวของเรา เราจะเป็นที่แน่ใจเป็นลำดับลำดาไป ถ้าไม่มีธรรมเป็นเครื่องรับรองยืนยันความถูกต้องดีงามของเราแล้ว เราก็จะเหลวไหลไปเรื่อย ๆ โดยลำพังเราไม่มีธรรมเข้าเป็นที่ยึดที่เกาะแล้ว ไม่มีทางที่จะดีได้เลย ต้องอาศัยธรรมเป็นเครื่องยึดเครื่องเกาะ

คำว่าธรรมนี้โลกทราบทั่วกัน เป็นคำกลาง ๆ ก็คือความเลิศเลอสุดยอดนั้นแล เรียกว่า ธรรม ที่โลกตายใจ ให้นำมาประพฤติปฏิบัติ อย่าเห็นแก่ได้ เห็นแก่กิน เห็นแก่หลับแก่นอน เห็นแก่เตร็ดเตร่เร่ร่อน ซึ่งไม่มีวันพอแหละ อันนี้เป็นเรื่องของกิเลสฉุดลากไป ยิ่งเคยตัวไปมากเท่าไร ยิ่งคล่องตัวในทางต่ำทรามไปเรื่อย ๆ สุดท้ายก็ล้มเหลวตายทิ้งเปล่า ๆ สู้สัตว์เขาตายไม่ได้ มนุษย์รู้จักดีจักชั่วรู้จักบาปจักบุญตายนี้สู้สัตว์ไม่ได้ เพราะรู้ดีแต่ไม่ทำดี รู้ชั่วแต่ไม่ละชั่ว ทำแต่ความชั่วอย่างนี้ ตายไปแล้วมันก็เลวลงไป

พระพุทธเจ้าทรงยืนยันไว้ทุกบททุกบาทในธรรมทั้งหลาย เป็นเครื่องรับรองสัตว์ว่า ถ้าปฏิบัติตามศาสนธรรมที่พระองค์ประทานไว้แล้วนี้ จะเป็นข้อยืนยันรับรองตนเองได้ตลอดไป ไม่ว่าธรรมแง่ใดมุมใดเป็นเครื่องรับรองตนจากการปฏิบัติของตนนั้น ๆ ไปเรื่อย ๆ ถ้าไม่มีธรรมเป็นเครื่องยืนยันก็หาที่ตายใจไม่ได้มนุษย์เรา ลมหายใจนี้มันขาดได้นะ ลมหายใจขาดเท่านั้นภูมิหรือความเป็นมนุษย์นี้ก็หายไปพร้อม ๆ กัน ทีนี้ภูมิเทวบุตรเทวดา หรือภูมิของเปรตของผีจะแทรกเข้ามาทันที ใครทำชั่วช้าลามกภูมิของเปรตของผีของนรกอเวจีจะแทรกมากับจิตดวงนี้ แล้วก็นำจิตดวงนี้ลงไปตามกรรมของตน ถ้าผู้ทำความดีงาม ภูมิแห่งเทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมก็จะแทรกเข้ามาทันที ๆ แล้วไปสู่สถานที่ดีคติที่พึงหวังได้ นี้คือธรรมคือความดี

ให้หาสิ่งรับรองเสียตั้งแต่บัดนี้ เราอย่าปล่อยอย่าวางว่าเป็นของผู้อื่นผู้ใดจะมาเป็นความจำเป็นแทนเราได้ ทั้งการทำดีและการทำชั่วเป็นเรื่องของเราจะรับผลของทั้งสองอย่างนั้นด้วยกัน จึงต้องให้พากันระมัดระวังทุกคน เราเป็นลูกชาวพุทธ หลวงตาห่วงใยพี่น้องทั้งหลายมากเกี่ยวกับทางด้านจิตใจ ไม่ค่อยมีหลักมีเกณฑ์ ไม่ค่อยมีที่พึ่งที่ยึดกันเลย มีแต่สิ่งภายนอกไขว่คว้ากัน คนนั้นก็ไขว่คว้า คนนี้ก็ไขว่คว้า คนนั้นก็สำคัญว่าสิ่งนั้นดีสิ่งนี้งาม เลยเอาสิ่งนั้นมาเป็นที่พึ่งของใจ ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ฐานะของกันและกันเลย อันนั้นเป็นที่พึ่งสำหรับส่วนร่างกายเท่านั้น ที่พึ่งของใจคือธรรม ธรรมต้องมีในใจ จะมีสมบัติเงินทองข้าวของมากน้อย ธรรมต้องให้มีในใจเสมอ ถ้าขาดธรรมเสียอย่างเดียวสิ่งเหล่านั้นไม่มีความหมาย ให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ

คนเราเวลานี้ทุกสิ่งทุกอย่างดัดแปลงได้นะ ถ้าชั่วแก้ให้ดีได้ ดีถ้าต้องการทำชั่วก็ทำได้เวลานี้ ตายไปแล้วไม่เกิดประโยชน์อะไร มีแต่รอผลแห่งความดีชั่วที่ตนทำแล้วนั้น จะทำให้เราได้เสวยนะ ดีก็เสวยเป็นความสุข ชั่วก็เสวยเป็นความทุกข์ ให้รีบพินิจพิจารณาเสียตั้งแต่บัดนี้ ธรรมของพระพุทธเจ้านั้นเลิศเลอสุดยอดแล้ว เป็นที่ตายใจได้ทุกบททุกบาทของผู้บำเพ็ญธรรม ไม่มีอะไรที่จะผิดพลาดไปเลย ตายใจ ๆ ทางโลกทางสงสารเราก็รู้แล้วว่าโลกนี้เป็นโลกหมุนเวียนดีดดิ้นด้วยกัน เพราะธาตุขันธ์มีความบกพร่องต้องการ การอยู่การกินการหลับการนอนการใช้สอยไปมาต่าง ๆ ต้องดีดต้องดิ้น ถือว่าเป็นความจำเป็นอย่างหนึ่ง นี่เกี่ยวกับเรื่องร่างกาย

เรื่องจิตใจนั้นก็ให้ดีดให้ดิ้นทางศีลทางธรรม เพื่อศีลเพื่อธรรมเข้าสู่ใจของตน เรียกว่าได้ที่พึ่ง ๆ เป็นลำดับลำดาไป ถ้าไม่มีอันนี้แล้วไม่มีความหมายนะ เราอย่าไปหวังอะไรว่าจะมาเป็นที่ยึดที่เกาะฝากเป็นฝากตายความสุขความทุกข์ของเราได้ นอกจากความดีของเราเท่านั้น สิ่งเหล่านั้นมีแต่ทำใจของเราให้เพลินลืมเนื้อลืมตัวไปเรื่อย ๆ นี่ท่านว่าคนห่างเหินศาสนา สำหรับชาวพุทธเราเรียกว่าห่างเหินศาสนา คือหลักเกณฑ์ที่ตายตัวเพื่อฝากเป็นฝากตาย แต่เราขาดไปเสียภายในใจ ไม่ได้เสาะแสวงหาให้เป็นที่อบอุ่นแก่จิตใจของเรา นี่เรียกว่าขาดที่พึ่ง

ไปนอนอยู่บนกองเงินกองทองเท่าภูเขาก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร กองเงินกองทองก็เป็นเงินเป็นทอง เราก็เป็นเรา เมื่อไม่มีหลักยึดภายในใจแล้ว ตายแล้วก็เน่าอยู่บนกองเงินกองทองนั้นแหละ จะไปเน่าอยู่ที่ไหน ถ้าเรามีสมบัติภายใน คือจิตใจดีงามได้บำเพ็ญมาแล้ว ตายที่ไหนนอนที่ไหนก็เป็นความดีของเราทั้งนั้น ๆ ให้ยึดเอาตรงนี้ อย่าไปยึดที่อื่นให้มากยิ่งกว่านี้ ธรรมนี้เป็นธรรมชาติเลิศเลอ เลิศเลอมาตลอด พระพุทธเจ้าที่มาสอนโลกได้ทรงสัมผัสสัมพันธ์กับธรรมนี้เต็มพระทัยมาแล้ว เป็นที่ลงใจเต็มสัดเต็มส่วนแล้วจึงมาสอนโลกให้เป็นที่แน่ใจตามนั้น เราผู้ฟังก็ให้พยายามอุตส่าห์ดำเนินตามทางของศาสดา เราจะมีหลักยึดภายในจิตใจของเรา มีความสุขความเจริญ

ชาตินี้มีชาติหน้าก็มี เหมือนเมื่อวานนี้มี วันนี้ก็มี แล้ววันพรุ่งนี้ก็มี วันเดือนปีจะสืบทอดกันเป็นลำดับลำดามาเป็นอย่างนี้ตลอดไป แล้วจะเป็นไปตั้งกัปตั้งกัลป์ อันนี้เรื่องความเกิดตายของสัตวโลกก็มีมาอย่างนี้ เกิดตายมาอย่างนี้เรื่อย ๆ ตลอดไป จนกระทั่งเราได้สร้างคุณงามความดีเต็มเม็ดเต็มหน่วย สามารถสังหารสิ่งที่พาให้เกิดภพเกิดชาติต่อไปนั้นขาดสะบั้นลงจากใจแล้ว นั้นแลจะรู้ประจักษ์ตัวเองว่าสิ้นแล้วความเกิด ซึ่งติดแนบมากับความทุกข์ทั้งหลาย ความทรมานทั้งปวงมาอยู่ที่จิตดวงมีเชื้อพาให้เกิดอยู่นี้แล บัดนี้ได้สิ้นซากลงไปแล้วความเกิดไม่มี ความตายจะมีมาจากไหน ความทุกข์ก็ไม่มี

นี่ละจิตเมื่อชำระซักฟอกให้ถึงขั้นที่สุดจุดหมายปลายทางแล้ว ย่อมประจักษ์ในตัวเองไม่ต้องไปถามใคร รู้เองภายในตัว ถ้าไม่เช่นนั้นก็จะต้องหมุนไปอย่างนี้เรื่อย ๆ เหมือนวันคืนปีเดือนนี้ละ มันหมุนของมันไปอย่างนั้น แต่นี้ไปเรื่อย ๆ จิตของเรามีทางจะแยกแยะได้ มันหมุนไปอย่างนี้ก็ตาม เมื่อมีสิ่งมีปัจจัยให้พาหมุนมันก็หมุน แต่ตัดปัจจัยที่พาให้เกิดให้ตายให้ได้รับความทุกข์ความลำบาก ออกจากจิตใจโดยสิ้นเชิงแล้ว เรื่องความเกิดความตาย ความทุกข์ความลำบากทั้งหลายที่ติดแนบมากับความเกิดนี้ก็ขาดสะบั้นไปตาม ๆ กัน นี่ละผลแห่งการปฏิบัติธรรมเป็นผลสุดยอด ท่านว่า นิพพานเที่ยง ก็คือจิตใจดวงนี้ ที่พ้นแล้วจากกฎ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ไปหมดแล้วก็เที่ยง ท่านว่า นิพพานเที่ยง ธรรมของผู้นั้นเที่ยงแล้ว ได้สำเร็จอรหันต์ปึ๋งขึ้นมาตอนนั้นแหละ เรียกว่าเที่ยงแล้ว ๆ เป็นตลอดอนันตกาล ไม่มีความเคลื่อนไหวไปไหนอีกเลย มีแต่ความเที่ยงอยู่ตลอดเวลา

นั่นท่านเรียกว่านิพพานเที่ยง นอกจากนั้นกฎ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เกี่ยวโยงอยู่ตลอดเวลาให้เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ เราไม่ได้อย่างนั้นแต่ให้ถือจุดอันสำคัญที่เลิศเลอนั้นไว้เพื่อก้าวเดินต่อไป เราจะเกิดในชาติใดภพใดซึ่งเป็นการหมุนเวียน เหมือนกับเมื่อวานวันนี้วันพรุ่งนี้เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ก็ตาม แต่เราก็เปลี่ยนไปทางที่ถูกที่ดีภพชาติที่ดี เอ้า.เปลี่ยนจากมนุษย์ไปเป็นเทวบุตรเป็นเทวดา อินทร์ พรหม เรื่อย เปลี่ยนจากนั้นเข้าสู่บรมสุข นี่เปลี่ยนทางดีเปลี่ยนอย่างนี้ ถ้าเปลี่ยนทางชั่วเปลี่ยนจากมนุษย์แล้วก็ไปเป็นเปรตเป็นผี เปลี่ยนจากเปรตจากผีแล้วก็เป็นนรกอเวจี มีแต่ผลเผาไหม้เราให้ร้อนกระวนกระวายเป็นมหันตทุกข์ เต็มไปด้วยความเปลี่ยนในทางที่ชั่ว

ให้เราพยายามเปลี่ยนในทางที่ดีแก่ตัวของเรานะ วันนี้ก็พูดเพียงเท่านี้ ให้ท่านทั้งหลายได้นำไปพินิจพิจารณาปฏิบัติตน ให้เป็นสิริมงคลแก่ตัว อยู่ที่ไหนธรรมมีในใจสบายหมดนั้นแหละ ถ้าธรรมไม่มีหาความสบายไม่ได้ ไม่มีอะไรรับรองความสุขความสบายนอกจากธรรม เทศน์เพียงเท่านี้ละ เอาละการแสดงธรรมก็ขอยุติเพียงเท่านี้

- วัดบ้านดงเย็น อำเภอบ้านดุง ทองคำได้ ๓๒ บาท ๑๗ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๔๕๘ ดอลล์ เงินสดได้ ๖๔,๖๖๗ บาท

- อำเภอบ้านดุงทองคำได้ ๖ บาท ๓๒ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๒๘๗ ดอลล์ เงินสดได้ ๘๓๐,๘๗๘ บาท

รวมสองแห่ง ทองคำได้ ๓๘ บาท ๔๙ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๗๔๕ ดอลล์ เงินสดได้ ๘๙๕,๕๔๕ บาท

ทีนี้สรุปทองคำ วันที่ ๑๖ คือเมื่อวานนี้ ทองคำได้ ๕๒ บาท ๗๗ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๑,๗๖๐ ดอลล์ ดอลลาร์ได้ตั้งพันกว่าเมื่อวานนี้ ๑,๗๖๐ ดอลล์

ทองคำที่ได้หลังจากการมอบแล้วเวลานี้ ๑๘๓ กิโล ๕๗ บาท ๑๖ สตางค์ เกือบสองร้อยแล้วนะ ๑๘๓ กิโลกรัม ทองคำของเราที่มอบเข้าคลังหลวงแล้วเวลานี้ ๔,๕๖๒ กิโลครึ่ง รวมยอดทองคำทั้งหมด ทั้งที่เข้าคลังหลวงแล้วและยังไม่เข้า เป็น ๔,๗๔๖ กิโล จวนจะถึงห้าพันแล้ว ถ้าห้าพันก็เรียกว่าห้าตัน นี่ได้ ๔,๗๔๖ กิโลแล้วจวนจะถึงแปดร้อยแล้ว พอถึงพันเมื่อไรก็หลอม เราจะหลอมเมื่อถึงพันแล้วก็มอบเลย ถ้ามันควรมอบ ถ้ามอบ ๆ ในระยะเวลาวันที่ ๑๒ เมษายน นะ วันครบช่วยชาติมา ๔ ปี เราก็จะมอบในระยะนั้นละ ถ้ายังไม่ได้ก็ต้องรอไป เหนื่อยมากนะเรา โอ้.เหนื่อยจริง ๆ เทศน์สองพักสามพัก เทศน์ทั้งวัน เมื่อวานนี้ก็เทศน์ไปได้ ๕๕ นาทีหมดกำลัง ไม่ถึงชั่วโมงเหนื่อยมาก ไปพูดทั้งบ้านดงเย็นบ้านดุงอะไร ๆ บ้างหลายแห่ง เหนื่อย

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร ทาง internet

www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก