อยากให้อัดเสียงพระพุทธเจ้าไว้
วันที่ 28 ตุลาคม 2540
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๐

อยากให้อัดเสียงพระพุทธเจ้าไว้

อยากให้อัดเสียงพระพุทธเจ้าไว้นะ สมัยก่อนไม่มีเครื่องอัดเสียง ไม่มีเทป ไม่มีเครื่องอัดเสียงพระพุทธเจ้าเอาไว้ เค้าทำไมไม่รื้อย้อนหลังไปดูเสียงพระพุทธเจ้าไว้ อัดมา เสียงพระพุทธเจ้าสอนโลกท่านสอนอย่างไร ท่านจะสอนอย่างคนธรรมดาเราไม่ได้พระพุทธเจ้า เพราะความรู้ของพระพุทธเจ้าไม่ใช้ความรู้เหมือนคนธรรมดา เป็นความรู้ที่เลยโลกเลยสงสารไปทุกด้านทุกมุม อยู่เหนือโลก การสอนจะให้สอนแบบโลก ๆ สอนกันนี้ไม่ได้ อะไรที่จะผิดจะร้อนจะเด็ดหัวกิเลสให้ขาดสะบั้นไปละ นั่นละธรรมพระพุทธเจ้าจะออกจุดนั้นจุดนั้นจุดนั้น ไม่ได้ เทศน์ธรรมดานี้เป็นไปไม่ได้ เรานี่เชื่อ ไอ้เรานี่ตัวเท่าหนูมันยังคันฟัน อยากกัดคนไปนู่นแน่ะ มันไม่ถึงใจนี่ เทศน์นะ บางทีไม่ถึงใจ อยากกัดคนไปเรื่อย

พระพุทธเจ้าท่านจะเป็นยังไง นั่น! เพราะท่านเห็นทุกสิ่งทุกอย่างหมด นำเอาสิ่งที่รู้ที่เห็นที่เป็นมาบอกแล้วมันยังหลับตาดูอยู่ พวกเราปิดหูอุดหู ฟังอยู่เรื่อยนะ พวกบ้านี่ เราอยากพูดอย่างนั้น แต่เราไม่ได้พูดให้ทางนี้ฟัง เราพูดให้ฟากแม่น้ำโขงฟังต่างหากนี่นะ ใครอย่าฟังก็แล้วกัน ไม่มีอะไรที่จะแยบคายลึกซึ้งยิ่งกว่าพระโอวาทคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ออกไปจากศาสดาองค์เอกละ เทศน์นี้เราอย่างว่าละ ไม่มีวาสนาก็ไม่ได้ฟังอย่างว่า ที่จะจารึกมานี้มันก็เป็นร่องเป็นรอยเป็นทางไป อย่างนี้ ๆ ธรรมนี่เป็นพื้นอยู่ตรงนี้ละ ความจริงเป็นพื้นเหมือนท้องฟ้ามหาสมุทร แต่ที่เราไปจดจารึกออกมาแล้วก็ไปเป็นทางเป็นทางออกมาเป็นช่องนั้นช่วงนี้ ได้มาเป็นทาง เป็นทางนิดๆ หน่อยๆ มา

ว่า ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นี่ได้มานิดๆ เท่านี้นั่นแหละอย่างที่พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นท่านพูดเราได้มาแต่งในประวัติของท่าน นั่นละท่านไม่รู้ท่านพูดได้ยังไง ท่านบอกว่าธรรมะที่มาในพระบาลีเท่ากับน้ำในตุ่มในไหเท่านั้น คือไม่มาก น้ำในตุ่มในไห แต่ธรรมะที่ไม่ได้มาในคัมภีร์นี้เท่ากับท้องฟ้ามหาสมุทร นั่น ฟังสิ ก็เหมือนกับพื้นนี้แหละ เป็นความจริงทั้งหมด พื้นนี้ แต่ที่เราไปจดจารึกเอา เราก็ไปเป็นทาง ๆ ไป เป็นช่องเป็นทางไป ได้มาแค่นั้นก็หามาพูด ก็ว่าตัวรู้หลักนักปราชญ์ไปเสียความฉลาดอย่างงั้น กิเลสตัวเดียวก็ไม่ถลอกปอกเปิก ความรู้ที่จดจำมาเฉย ๆ ไม่สนใจปฏิบัติตาม

ความรู้ของพระพุทธเจ้าท่านปฏิบัตินี่นะ ความรู้ของสาวกท่านปฏิบัติท่านได้มาจากภาคปฏิบัติ ไม่ได้ได้มาจากภาคความจำเฉยๆ เรายังรู้สึกว่าทำให้วิตกวิจารณ์ถึงเรื่องที่ อย่างทุกวันนี้มันมีเสียงนี่นะ อยากได้อัดเสียงพระพุทธเจ้ามาฟังนะ ท่านสอนโลกท่านสอนยังไง นั่น ! ไม่ได้เหมือนใครทั้งนั้นในโลกนี้ กระเทือนทั่วแดนโลกธาตุ คิดดูตั้งแต่ท่านเทศน์ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแก่เบญจวัคคีย์ทั้งห้ายังงี้ ยัง สงฺกมฺปิ สมฺปกมฺปิ สมฺปเวธิ นี่หมายถึงสะเทือนสะท้านไปนู่น “ทสสหสฺสี โลกธาตุ” หมื่นโลกธาตุ กระเทือนไปหมดเลย แล้วก็อะไรเราลืมเสียแล้ว ถ้าไปพูดย่อๆ อย่างนี้มันก็ไม่ทัน “อปฺปมาโณ จ โอฬาโร โอภาโส โลเก ปาตุรโหสิ” นี่ ! ท่านว่า เสียงพระพุทธเจ้านั้นสะเทือนสะท้านไปทั่วแดนโลกธาตุ หมื่นโลกธาตุ ฟังซิน่ะ ! “ ทสสหสฺสี โลกธาตุ” น่ะ หมื่นโลกธาตุ เสียงกังวานไปหมดเลย สนั่นหวั่นไหว

พอพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น พระธรรมจักรขึ้นพร้อมกันเป็นปฐมเทศนา ท้าทายเบญจวัคคีย์ทั้งห้า ธรรมะนี้เราไม่ได้มาเทศน์เฉย ๆ นะ นั่น ! พูดว่าอย่างนั้น ท่านก็ทะยานท่านออกมาเลยเชียว ธรรมะเหล่านี้ที่เรามาสอนพวกท่านทั้งหลายเหล่านี้ เราไม่ได้เอามาคว้าจากโน้นจากนี้มาเทศน์นี่นะ อย่างที่เราพูดเมื่อสองสามวันนั้น “ญาณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ” ญาณความรู้แจ้งเห็นจริงนั้นะได้เป็นสมบัติของเราโดยสมบูรณ์แล้ว ว่ายังงั้น จะว่ายังไง “อกุปฺปา เม วิมุตฺติ” “ความหลุดพ้นของเราไม่มีการกำเริบอีกแล้ว” ที่ว่าเราหลุดพ้นแล้วจะกลับมาตายกองกันในวัฏสงสารนี้ไม่มีอีกแล้ว นี่เป็นสมบัติของเราแล้ว พูดง่ายๆ ว่ายังงั้นนะ “อยมนฺติมา ชาติ” ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา เราจะไม่เกิดตายกองกันอยู่อีกแล้ว นี่เป็นสมบัติของเราเต็มภูมิแล้ว ประกาศให้เบญจวัคคีย์ทั้งห้าฟัง “นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว” เราจะไม่เกิดอีกแล้ว นั่น ! นี่เป็นสมบัติของเราอย่างสมบูรณ์แล้ว

ธรรมในสี่บทสี่บาทนี้แหละเป็นสมบัติของพระพุทธเจ้าอย่างสมบูรณ์ แล้วนำมาท้าทายเบญจวัคคีย์ทั้งห้า ท่านทั้งหลายจะไปด้วยเราหรือไม่ หรือจะตายกองกันอย่างนี้หรือ มันเป็นของดีหรือตายกองกัน ก่อนจะตายเป็นทุกข์ขนาดไหน แสนสาหัสขนาดไหน ยังอยากตายกองกันอย่างนี้หรือ นั่น ! ท่านพูดท้าทายเบญจวัคคีย์ทั้งห้า ไม่ใช่พูดเฉยๆ เอาพยานมาพูดด้วย พยานของพระพุทธเจ้าก็พระอัญญาโกญทัญญะนั่นแหละ “อายสฺมโต โกณฺฑญฺญสฺส วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขÿ อุทปาทิ” นี่แหละพยานของพระพุทธเจ้า นี่ได้แสดงธรรมว่ามีผลขึ้นมาแล้ว “ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ” พระอัญญาโกญทัญญะ ได้รู้ได้เห็นธรรม อันปราศจากมลทินทั้งหลายแล้วด้วยอุทานว่า สิ่งใดก็ตามเกิดมาในโลกนี้หาความแน่นอนไม่ได้ ฉิบหายกันหมด เกิดเท่าไร ตายเท่านั้น หาความแน่นอนไม่ได้ เอายึดถือมันไม่ได้ นี่เป็นพยานแล้ว

จากนั้นก็ทรงเปล่งอุทานในวาระสุดท้ายว่า “อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ” พระอัญญาโกญทัญญะ ผู้เจริญได้รู้แล้วหนอ ได้รู้แล้วหนอ นั่น เป็นพยาน เป็นพยานของพระพุทธเจ้า พวกเรามันมีแต่เสื่อกับหมอนเป็นพยาน มันพวกบ้า เฮ้อ ! ว่าอะไรก็ไม่ถนัดใจเท่าว่าพวกบ้า ว่างั้นนะ ฮู้ย ! ถึงใจนะ แล้วยังจะว่าอีก นอกจากขี้เกียจก็ไม่ว่ามันอย่างนั้น พระพุทธเจ้ากับพวกเราน่ะ ต่างกันขนาดนั้นนะ ฟังแต่ว่าพวกบ้า นี่ ! ว่างั้น พระพุทธเจ้าเป็นคนเช่นไร ถึงได้มาว่าพวกเรานี่ พวกบ้า เราตัวเท่าหนูยังอยากจะว่าพวกบ้านี่อีก แต่ไม่ว่าละ พระพุทธเจ้าว่าต่างหากนะ ไม่ใช่หลวงตาบัวว่านะ พวกบ้า พวกตายไม่เกิด พวกเกิดไม่เลิก พวกทุกข์ไม่เลิก กอดแต่กองทุกข์ เกิดในภพใดชาติใด กอดแต่กองทุกข์ไม่เลิก ไม่แล้ว ไม่เบื่อ ไม่หน่าย ไม่อิ่ม ไม่พอ คือพวกเรานี้แหละ พวกตายกองกันไม่อิ่ม ไม่พอ เพราะยังงั้น ท่านถึงว่า พวกบ้านี่ มันไม่เข็ดเป็นนี่ พวกนี้นะ พูดว่ายังงั้น

เมื่อวานนี้สู้แขกทั้งวันเรา โห ! เข้าห้องขังทั้งวันเลย ไม่ได้ออกมานะ ออกมานี่ไม่ได้นะ เต็มหมดเลย อยู่ข้างในเขาก็ไปล่ำเอาข้างใน แหลกหมด โอ๊ย ! ไม่มีช่องดีเลย เมื่อวานนี้นะ เราไม่ออกมาข้างนอกเขาก็ไปล่ำข้างใน นู่น แหลกหมดเลย เข้าใจไหม “ล่ำ” หือ เขาไปตีเอาข้างในนั่น เรียกว่าล่ำ เขาล่ำ ทางภาษาอีสาน ตีนี่เขาเรียกว่า “ล่ำ” ก็คือให้มีน้ำหนักมากกว่าตี คำว่า “ล่ำ” มีน้ำหนักมากกว่ากัน เขาไปล่ำเอาข้างใน แหลกหมดเลย เมื่อวานนี้ โถ จนค่ำมืด ไล่เท่าไร แล้วไล่พวกนี้ลง ๆ แล้วพวกนี้ขึ้นมา แล้วไล่พวกนี้ลง พวกนี้ขึ้นมา พอดีเราก็แหลก เมื่อวานนี้ เขาล่ำเอาทั้งบ้านทั้งเมือง โถ พิลึกพิลั่น เมื่อวานนี้ เข็ด เราจึงไม่เป็นบ้า เราเข็ด แต่เขาจะมาล่ำเราอีกนะ เราเข็ดแล้วเขาไม่สนใจอะไรกับเราเข็ดนะ เขาจะมาล่ำอีก โธ่ โธ่ พิลึกจริงๆ เมื่อวานนี้ ทั้งวันเลย ยั้วเยี้ย ๆ เต็มเลย รถจอดอยู่ข้างนอกก็มี ข้างในก็มี เต็มไปหมด ออกมาไม่ได้ เมื่อวานนี้ออกมาข้างนอกไม่ได้ เข้าไปข้างในเขาก็หลั่งไหลเข้าไปหาข้างใน ทั้งวันแหละเมื่อวานนี้ ทั้งวันตั้งแต่ฉันเสร็จแล้ว

วันนี้ไม่ได้พูดอะไรมากนะ พูดมามากต่อมากแล้ว เหนื่อยแล้ว วันนี้ก็พูดแล้วถึงขั้นบ้าแล้ว ยังจะเอาอะไรอีก หือ วันนี้เทศน์ถึงขั้นบ้าแล้ว จะเอาอะไรอีก เมื่อวานนี้ก็พูดเรื่องไก่ป่าให้พวกชาวกรุงเทพฟัง เขาไม่เคยได้ยิน ไก่ป่า พอเขาขึ้นไปนั่น ไก่มันขันอึกทึกอยู่นี่ โอ๊ะ! ไก่อะไรมากมายมาขันอยู่ตามนี้ เขาว่ายังงั้น ไก่ป่าหรือไก่บ้านว่า พอเขาว่ายังงั้นปั๊บ ทางนี้มันก็ขันรับกันปั๊บ ดั้งเดิมมันเป็นไก่ป่า เราว่ายังงี้นะ คือนี้เป็นป่า พวกไก่ป่ามันเต็มอยู่นี้แล้ว มาสร้างวัดนี่เขาก็อยู่นี่เป็นไก่ป่า ครั้นต่อมามันก็คุ้นกับคน เชื่องกับคน พอคนให้อาหารการกิน ให้การอารักขา ไม่ทำลายเขา เขาก็เลยกลายเป็นไก่บ้านไป ว่างั้น คือไก่ป่าแล้วก็มาเป็นไก่บ้าน ออกจากไก่บ้านแล้ว ยั้วเยี้ย ๆ เต็มศาลา ที่ไหน ที่ไหนได้ได้หมด ไม่มีคำว่ากลัวคน มันเลยกลายเป็นไก่บ้าไป เราว่ายังงั้นนะ กัณฑ์ที่สาม กัณฑ์ที่สามลงถึงไก่บ้า เพราะเขาไม่เคยได้ยิน ให้เขาฟังเสียบ้าง ทีแรกเป็นไก่ป่า ครั้นต่อมาเป็นไก่บ้าน เลยจากไก่บ้านจะเป็นไก่บ้า มันไม่กลัวคน นี่เรียกไก่บ้าจะผิดอะไร เต็ม เห็นไหมนั่นน่ะ ยั้วเยี้ย ๆ อยู่น่ะ เต็มเลยนี่ มันไม่ได้สนใจกับคนมันสนุกสนาน

พวกกระจ้อน กระแต กระรอก พวกนก พวกสัตว์อยู่ในวัดนี้เป็นพวกสนุกสนานทั้งนั้นแหละ ไม่รู้จักกลัวคน หมาก็เป็นหมาพระด้วย ไม่สนใจกับพวกนี้เลยนะ เขาอยู่ด้วยกัน พวกหมาพวกไก่นี่อยู่ด้วยกัน พอหมากินแล้ว ไก่ก็มากินด้วย ไก่มารออยู่เวลาหมากินข้าว ไก่เขาจะรอเต็ม พอหมาออกไปปั๊บ เขาจะพรึบเข้าเลย พวกไก่บ้านี่ พรึบเข้ากิน มันสนุกสนาน นี่แหละธรรมอยู่ที่ไหนเย็น เห็นไหม ธรรมอยู่ที่ไหนเย็นทั้งนั้นแหละ ธรรมพระพุทธเจ้าไปอยู่ที่ไหนเย็นหมด เพราะธรรมนี้ให้ความเสมอภาค ไม่มีใครสูงใครต่ำ ไม่กดขี่บังคับใคร เสมอภาคเหมือนกันหมด สพฺเพ สตฺตา ว่าสัตว์ทั้งหลายนี่ ที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ว่าเท่านี้ครอบหมดโลกธาตุเลย

วันนี้ให้พรละนะ แหม ! เทศน์มากนักจะเหนื่อย ให้พักซักหน่อยเถอะ ไม่ไหวละ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก