หัวใจเราอยู่กับโลก ไม่งั้นไปนานแล้ว
วันที่ 31 ตุลาคม 2540
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๐

หัวใจเราอยู่กับโลก ไม่งั้นไปนานแล้ว

ไปทุกวันนะ เอาของไปส่งให้โรงพยาบาลโรงนั้นโรงนี้เรื่อย ส่งอย่างอื่นก็ส่ง ส่งอาหารก็ส่ง ส่งเครื่องมือแพทย์ ส่งเงิน เขาเอาเครื่องมือมาแล้วเขาก็เอารายการมาให้เราดู เอาบิลรับเงินมาพร้อม เราก็ไปส่ง บางทีไปส่งโรงพยาบาลเลยเขาไปส่งต่อบริษัท แล้วแต่รายการจะมาแบบไหน วันนี้ก็กำหนดไว้แล้ว จะไปนาคูณแก้ว ออกจากนั้นก็ตัดออกไปทางอำเภอนาหว้า เขามาขอกำกวม จะบอกเครื่องมือชนิดไหน ๆ ก็ไม่บอก บอกแบบกำกวมไปหมด มันจะต้องได้ไปซักกันให้เรียบร้อย ควรให้อะไรไม่ควรให้อะไรจึงค่อยพิจารณา

นี่ไม่ใช่ใกล้ ๆ นะนาหว้า ไปนาคูณแก้วเลยท่าแร่ไปโน้น ไปโน้นแล้วถึงจะหักออกไปทางโน้นเข้าไปทางนาหว้า ถึงจะออกทางอากาศอำนวย อีกไม่กี่วันก็จะต้องไปดูตึกที่กำหนดให้เขาสร้างแล้ว อย่างนั้นนะเราไม่ได้อยู่เรายุ่ง แล้วออกจากนี้ก็จดหมายนั้นมาจดหมายนี้มา ยุ่งตลอดนะ ไม่รู้จักประมาณพวกนี้

คนมันจะตายวันยังค่ำ ดูไม่รู้เหรอ คนทั้งแผ่นดินมากวนคนคนเดียวนี้ เราทำประโยชน์ให้โลก มันจะไหวไปไหนธาตุขันธ์เหมือนกัน ตื่นเช้ามายันค่ำ ถ้าเราจะรับคนตามที่มานั้นทั้งวันเลย เราจะลุกไม่ขึ้นเลย นี่เราต้องรับเป็นพัก ๆ ถึงขนาดนั้นเราก็จะตายอยู่แล้ว ยังไม่เห็นใจอยู่บ้างหรือ คิดบ้างซี ยุ่งนั่นยุ่งนี่อะไร เราทำประโยชน์ให้โลกสุดกำลังของเราแล้วนะ ไม่ใช่ธรรมดา แล้วทำด้วยความเมตตาเสียด้วย ไม่ใช่ทำด้วยการเสแสร้งอะไร เราทำด้วยความเมตตาล้วน ๆ หมดกำลังแล้วมันก็อยู่ได้ มันจะไปไหนรอดมนุษย์เรา ธาตุขันธ์เป็นเครื่องใช้เท่านั้น

ก็พอดีทั้งวันนะนี่ไปนี้ออกนี้ออกโน้น ตัดใส่โน้น เข้าที่นั่น เข้าที่นี่ มีแต่ไปทำประโยชน์ให้โลกทั้งนั้นแหละ เราไม่ได้หวังอะไรทั้งนั้นในโลกอันนี้เราไม่หวัง สามแดนโลกธาตุนี้เราไม่หวังอะไร เราพอแล้วทุกอย่าง เราเคยพูดให้ลูกศิษย์ลูกหาฟังแล้ว หาความโกหกมาจากไหน ปฏิบัติมาแทบล้มแทบตายยังจะมาเอาเรื่องมาโกหกโลกอยู่เหรอ มีมามากน้อยเท่าไรก็มาแจกโลกแจกสงสารนี่เต็มกำลังความสามารถอย่างนี้

ไม่ว่าจะสงเคราะห์ทางไหน ทางปาก ทางลิ้น สอนทุกด้านทุกทาง วันหนึ่ง ๆ เรามีเวลาว่างเมื่อไร จนกระทั่งไม่อยากมองดูหน้าคน ถ้ามองดูหน้าปั๊บก็มาถามปุ๊บ ต้องเสียเวล่ำเวลาเสียกำลัง ต้องเป่าคนนั้นต้องเป่าคนนี้ พูดตรง ๆ อย่างนี้ เรื่องธรรมเป็นอย่างนี้ ไม่มีกลมายามากเหมือนเรื่องโลก ถ้าโลกละอ้อมแอ้ม ๆ เรื่องธรรมต้องพูดอย่างตรงไปตรงมา มันอิดหนาระอาใจก็บอกว่าอิดหนาระอาใจ กำลังไม่พอก็บอกไม่พอ แล้วจะให้ทำยังไงอีก คนทั้งแผ่นดินมาหาคนคนเดียว

เราทำเพื่อโลกทั้งนั้นนะ หัวใจของเราอยู่กับโลก ไม่งั้นเราไปนานแล้ว มันจะไปหลายครั้งหลายหนแล้ว รั้งเอาไว้ ๆ เมื่อพอรั้งได้ก็รั้ง เมื่อรั้งไม่ได้แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังนิพพาน เราตัวเท่าหนูจะค้ำฟ้าได้เหรอ ก็ต้องตายเหมือนกัน กำลังอันนี้ถนอมไว้ก็เพื่อโลก ได้ใช้ไปหลายวัน ได้ช่วยไปหลายวัน ถ้าจะเอาเสียวันเดียวมันก็เสร็จเท่านั้นแหละ ยั้วเยี้ย ๆ กลางวี่กลางวันออกมาไม่ได้นะ ออกมาที่นี่ออกมาไม่ได้ เต็มอยู่นี้ตลอดเวลาเลยจะว่าอะไร มากหรือไม่มาก

ไม่ใช่วันเดียวนะ มันเป็นประจำอยู่นั้นละ ถ้ายิ่งรับเท่าไรยิ่งมากขึ้นทุกที ถ้ารับตามที่มานั้นตายเลยไม่กี่วันละ ต้องรับเป็นพัก ๆ เอา ควรรับกุฏิก็รับ ควรลงมารับที่นี่ก็รับ ถ้าควรรับนะ ฟังแต่ว่าควรหรือไม่ควรนั้นแหละ เหตุผลมันมีอยู่ในนั้นพร้อม ๆ ไม่ได้ทำสุ่มสี่สุ่มห้านี่ เราปฏิบัติมาเฉพาะตัวของเราก็แทบล้มแทบตาย เรียกว่าเดนตายมาแล้ว นี่ก็มาช่วยโลกก็แบบนั้นอีกเหมือนกันนะ ในชีวิตอันนี้เรียกว่าได้ทุ่มลงเต็มสติกำลัง

ทุ่มลงเพื่อเจ้าของนี้ก็เรียกว่าเดนตายมาเลย ถ้ากิเลสไม่ตายเราก็ตายไปนานแล้วนี่นะ นี่กิเลสคงจะตายแล้ว ไม่ว่าคงละ มันตายแล้วว่างั้นเลย เราถึงได้มาช่วยโลกนี่ ตายมาแล้ว ๔๙ ปีนี่ กิเลสตายจากหัวใจ พูดให้มันชัดเสียวันนี้ ตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๔๙๓ พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นมรณภาพลงปั๊บนี่ กิเลสก็พังลงจากหัวใจเรา จากนั้นหมู่เพื่อนก็เกาะมาตั้งแต่โน้น จนกระทั่งบัดนี้ กี่ปี ๔๙ ปีนี้แล้ว ทำประโยชน์ให้โลกนานหรือไม่นาน ฟังซิ สุดกำลังความสามารถ ที่เราสู้กับกิเลสก็เอาตายเข้าว่าเลย ไม่ได้ธรรมดานะ เราถึงบอกว่างานในโลกนี้โครอย่าเอามาคุยนะ ความเฉลียวฉลาดแหลมคมขนาดไหนก็อย่าเอามาคุย ถ้ายังไม่ได้ขึ้นต่อกรกับกิเลสเสียก่อน อย่ามาคุย ว่างี้เลยนะ

ไม่มีอะไรที่จะแหลมคมยิ่งกว่ากิเลส กิเลสนี้แหลมคมเอามากที่สุด ในตัวของบุคคลมีแต่กิเลสเต็มตัวๆ หาธรรมะแย็บออกมานิดหนึ่งก็ไม่มี ขนาดนั้นนะ ดูให้มันเต็มตา ให้มันเต็มหัวใจ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นกระดิกพลิกแพลงออกมาแง่ไหน จึงมีแต่กิเลสออกหน้าๆทั้งนั้น นี่ล่ะดูให้มันชัดแล้วมันก็เห็น ถ้าเหนือมันแล้วเห็น ถ้าไม่เหนือไม่เห็น มีแต่กิเลสเหยียบหัวคนนั่นแหละ เวลามันทันนั่นซิ ขึ้นเวทีแชมเปี้ยน เวทีมหาสติมหาปัญญากับ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา มีแต่ยอดจอมโลกจอมกษัตริย์วัฏจักรก็คือ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา วิวัฏจักรก็คือมหาสติมหาปัญญา ฟัดกันนั้นละ ตรงนั้นละ เพลงมวยซัดกันตรงนั้น

ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นเวทีอันนี้ ถ้าไม่ใช่ผู้ที่จะหลุดพ้น ผู้ที่จะกำชัยชนะกับกิเลสแล้วไม่เห็น ต้องผู้ที่จะกำชัยชนะกิเลส ถ้าลงถึงขั้นนี้แล้วกิเลสต้องเขียนใบตายไว้ให้มันเลย ก่อนหน้ามันเขียนใบตายให้เรา ถ้าเราไม่เก่งเราก็ตาย เมื่อเราเหนือมันแล้วเราก็เขียนใบตายให้มัน เผาศพมัน ขนาดนี้ละสู้กับกิเลส พวกท่านทั้งหลายยังไม่รู้อีกเหรอว่านี้เดนตายมา ได้มองหน้ามองหลังที่ไหน ตามีก็ไม่ได้ใช้ หูมีไม่ใช้ ใช้เฉพาะกิเลสกับธรรมฟัดกันเท่านั้น เป็นเวลา ๙ ปีเต็มๆเลยนี่ ติดคุกติดตะรางเราสมัครติดถ้ามันถอนกิเลสได้ เหมือนเราไปฆ่ากิเลสบนเวทีในภูในเขานะ แต่นี่มันฆ่าไม่ได้นั่นซิ ไปติดคุกติดตะรางก็ไปติดเฉยๆ ไม่ได้เรื่องอะไร นี่ฆ่ากิเลสอยู่ในหัวใจเจ้าของ

มันหนาแน่นขนาดไหน สลับซับซ้อนขนาดไหนกิเลส เพราะฉะนั้นมันถึงได้ครองโลกน่ะซี มันไม่เก่งครองโลกไม่ได้ สามวัฏจักรนี้ กามภพ รูปภพ อรูปภพนี้มีแต่อยู่ใต้อำนาจของกิเลสทั้งนั้น กิเลสไม่เหนืออยู่ใต้อำนาจมันได้ยังไง ธรรมต้องเหนือถึงจะฆ่ามันได้ แล้วธรรมที่จะเหนือมาจากไหน ถ้าธรรมประเภทใช้กันอยู่ในโลกทั่วดินแดนที่ร่ำลือกันดอกเตอร์ดอกแต้อะไรเหล่านั้นอย่ามาคุย ถ้ายังไม่ได้ขึ้นต่อกรกับกิเลสเสียก่อน อย่ามาคุยว่างี้เลย ถ้าได้ขึ้นต่อกรกับกิเลส ฟัดกับกิเลส กิเลสหงายลงไปแล้วละเออคนนั้นมาคุยได้ ไม่คุยก็เป็นอันว่าคุยอยู่ในนั้น ไม่ว่าฉลาดก็ฉลาดอยู่ในนั้น จอมโลกว่างั้นเลย ใครได้เหนือกิเลสแล้วคนนั้นคือคนจอมโลก ถ้ายังไม่เหนือกิเลสอย่าเอามาคุย

วันนี้พูดให้เต็มปาก ได้ซัดกันมาอย่างนั้นกับกิเลส โถ ใช่เล่นเมื่อไร หายใจแขม่ว ๆ มันจะตาย เดินบิณฑบาตไม่ถึงหมู่บ้านเลยต้องไปพักตามกลางทาง ไม่กินข้าว กินข้าวให้แล้วมันมีกำลัง กิเลสมันฟัดเรา ให้มันอดไม่ให้กิน เราก็ฟัดมันละซีที่นี่ นั่นซิ สุดท้ายเจ้าของก็จะตายก่อน เอ้า ฟัดลงไป ๆ เอาจนกระทั่งมันหงายไม่มีอะไรเหลือ เผาศพมันเรียบวุธแล้วที่นี่แสนสบายไม่มีอะไรกวนหัวใจเลย มีกิเลสอย่างเดียวนี้เท่านั้น นั่นที่นี่

แล้วมองไปซิมองดูโลก มีแต่ไฟเผาหัวอยู่เต็มโลกเต็มสงสาร ใครว่าใครเจริญ เอามาอวดทำไม อย่าเอามาอวด ไอ้คนตาบอดอวดคนตาดีอย่ามาอวด คนโง่อวดคนฉลาดอย่าอวด คลังกิเลสมาอวดนักปราชญ์จอมปราชญ์ฆ่ากิเลสตายแล้วอย่ามาอวด นั่น เอาให้ชัดอย่างนั้นซี

อะไรจะเหนียวแน่นยิ่งกว่ากิเลส เพราะฉะนั้นเทศน์กัณฑ์ไหน จึงบอกว่ากิเลสมันแหลมคมมาก ๆ ในตัวของคน ในหัวใจของเราทุกดวงมองหาใจไม่เห็นเลย มีแต่กิเลสปิดบัง กำไว้หมดเลย ๆ ขนาดนั้นนะมันหนา ยังไม่รู้ ยังว่าเราบางยังภูมิใจเป็นบ้ากันอยู่เหรอ โลกกำลังจะเป็นบ้าเวลานี้รู้ไหม ไฟกิเลสเผาหัวมัน

ยังอวดตัวอยู่เหรอว่าเฉลียวฉลาดแหลมคม คนนั้นชั้นนั้น คนนี้ชั้นนี้ คนนั้นมั่งมี คนนี้ศรีสุข มั่งมีขี้หมาอะไร ประสาแร่ธาตุต่างๆ กระดาษต่าง ๆ เอามาเสกสรรปั้นยอว่าเป็นนั้นเป็นนี้ขึ้นมา ก็ว่าตัวมั่งมี มันตื่นลมตื่นแล้งบ้าอะไร โง่ขนาดนั้นยังไม่รู้ว่าเจ้าของโง่อยู่เหรอ เปิดออกปัดออกหมดไม่มีอะไรเหลือ เหลือแต่ธรรมชาติของจิตที่บริสุทธิ์ล้วนๆ นั่นจอมบรมสุขอยู่ตรงนั้น ไม่ได้อยู่กับสิ่งเหล่านี้นี่นะ ฟังให้ชัดวันนี้น่ะ

เดี๋ยวนี้ธรรมกลายเป็นขี้หมูขี้หมาไปแล้วนะ กิเลสนี้กลายเป็นทองคำทั้งแท่งเดี๋ยวนี้ เต็มบ้านเต็มเมือง ขยี้ขยำตั้งแต่ขี้หมูขี้หมาทั้งนั้นละ อันนั้นดีอันนี้ดี กำลังจะเป็นบ้ากันอยู่ ก็ยังดี ๆ อยู่จะว่ายังไง ความทุกข์ความทรมานมันเผาหัวใจ เพราะกิเลสนั่นละมันดีดมันดิ้น มันผลักมันดันออกไปให้ดิ้นให้เป็นทุกข์เป็นทรมาน แล้วเจ้าของก็ยังไม่รู้ ยังว่าฉลาดอยู่หรือ ตัวไหนตัวมันดันออกไปให้ได้รับความทุกข์ความทรมานอยู่เวลานี้ ตัวไหน ดูหน้ามันบ้างซี มันก็มีหน้าเหมือนเรานี่ล่ะ

พระพุทธเจ้าท่าน จึงว่าอัศจรรย์ท่านซิ อุบัติขึ้นมาได้ยังไง ๆ มันทนอัศจรรย์ไม่ได้นะ พวกเราท่านสอนเสียแทบเป็นแทบตายยังไม่ได้หน้าได้หลัง ท่านไม่มีใครสอนเลย ผุดขึ้นมาได้สบาย เอากิเลสพังลงไปได้สบาย ๆ พวกเรานี่มีแต่เราพังกิเลสไม่ได้พัง

วิธีอุบายต่างๆที่พระพุทธเจ้าสอนนี้เต็มเหนี่ยว มันก็ไม่ได้เรื่อง ออกมาก็มาเป็นเศษเป็นเดนไปหมด ถ้าว่าอาวุธก็เศษอาวุธ ว่าเครื่องต่อสู้ก็เศษเครื่องต่อสู้ ให้กิเลสเอาไปขยี้ขยำแหลกหมด ให้มันขี้ใส่เครื่องมือด้วยซ้ำไป ขี้ใส่หัวคน ยังว่าฉลาด ๆ โง่เท่าไรยิ่งอวดฉลาดมนุษย์เรา นี่ละกิเลสพาคนอวดฉลาดเป็นอย่างนี้ แล้วหัวใจมันไม่ได้เบาลงเลยนะ ไฟเผาหัวใจมัน ตรงนั้นทำไมไม่ดู เอามาประดับร้านกันทำไมว่าอันนั้นดีอย่างนั้น อันนี้ดีอย่างนี้ อวดบ้ากัน พวกบ้า เอาละพอ

ได้ยินไหมล่ะ อย่างนี้ละเวลาขึ้นเวทีต้องซัดปึ๋ง ๆ เวลาลงจากเวทีแล้วก็เป็นคนธรรมดา นี่ไม่ได้เหมือนขึ้นเวทีนะ ลงแล้วก็ธรรมดา ๆ แต่เวลาขึ้นเวทีต้องปึ๋งเลยเทียว เข้าใจหรือเปล่าล่ะ อย่างนั้นละเขาเรียกว่าต่อยมวย ขึ้นเวทีแล้วซัดเลย อะไร ๆ ซัดเลย ไม่ถอยเลย ลงจากเวทีแล้วก็เป็นคนธรรมดา นี่ก็เหมือนกับจะกัดจะฉีกเวลาขึ้นเวที พอลงมาแล้วก็เฉย ไม่เห็นมีอะไร

เอาละให้พร


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก