อันตรายของชาติศาสนา
วันที่ 27 สิงหาคม 2542
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒

อันตรายของชาติศาสนา

อันตรายของศาสนามันขึ้นแบบที่ว่า พูดธรรมะออกมาไม่ได้ อันตรายภัยของศาสนาจะมาปิดกั้นทันทีเลย ว่าเป็นการพูดโอ้พูดอวด แต่สิ่งเลวร้ายทั้งหลายที่มันตีตลาดนี้ มันไม่ได้บอกว่ามันออกทำลายชาติศาสนา ไม่ได้บอก แต่ธรรมที่จะเป็นคุณต่อโลกมันจะหาว่าเป็นโทษเป็นภัยทันที อย่างธรรมะออกไม่ได้ศาสนาก็ไม่มีซิ ออกไม่ได้คือไม่มีใครพูด พูดออกมาคำไหนก็เป็นโอ้เป็นอวดไปหมด แล้วธรรมะก็ออกไม่ได้ เพื่อไม่ให้โอ้ให้อวด แล้วอะไรจะออก อันที่มันไม่พูดนั้นละจะออกเต็มบ้านเต็มเมืองทำลายโลกสงสาร ตัวมันอยู่ลึกลับนี่

เวลานี้มันกำลังเคลื่อนไหวตัวจะออกแสดงลวดลายอยู่แล้วนะ อันตรายของชาติบ้านเมืองเราของศาสนา กำลังเริ่มไหวตัวขึ้นมาแล้วเวลานี้ ให้พี่น้องชาวไทยต่างตื่นเนื้อตื่นตัว สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เลวร้ายต่อศาสนาและประชาชนชาวพุทธเราเป็นอย่างมากทีเดียว พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ประกาศศาสนาต้องออกมาพูดทั้งนั้น ไม่พูดเป็นถ้อยเป็นคำรู้เรื่องรู้ราวกันไม่ได้ ต้องออกมาประกาศ จากนั้นยังไปจดจารึกไว้ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ในพระไตรปิฎกล้วนแล้วแต่ออกจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าเป็นเบื้องต้น ท่านจดจารึกออกมาก็ประกาศสังวัธยายสอนกันมาเรื่อย ๆ มีแต่การพูดทั้งนั้น

พูดไม่ได้ พูดออกมาก็เป็นการโอ้อวด ๆ ฟังซิมนุษย์ อะไรมันโอ้อวดอะไรมันไม่โอ้อวด มันก็รู้เรื่องกันแล้วนี่ เอาความจริงมาพูดมันโอ้อวด แล้วจะเอาอะไรมาแสดงต่อโลก ก็มีแต่สิ่งจอมปลอมน่ะซิ สิ่งนี้ไม่โอ้อวดว่างั้น สิ่งที่ดีเอามาพูดหาว่าเป็นเรื่องโอ้อวด สิ่งที่เลวออกมาแสดงถือว่าเป็นของดิบของดี นั่นละความเลวร้ายมันจะขึ้นตรงนั้นนะ จึงเตือนพี่น้องทั้งหลายให้ทราบเอาไว้ เราบอกเป็นระยะ ๆ ศาสนาที่ออกมานี่ก็คือเอาของดีออกมา เอาสิ่งที่เลิศที่เลอออกมา ไม่มีอะไรเกินธรรมของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ๆ เฉพาะอย่างยิ่งพระพุทธเจ้าของเรานี่ เริ่มประกาศลั่นโลกมาตั้งแต่ตรัสรู้ใหม่ ๆ นั่นละภาษาของเราเรียกว่า เริ่มพูดแล้ว ถ้าพวกมารมันก็บอกว่า เริ่มอวดแล้ว

พระพุทธเจ้าแสดงธรรมเพื่อรื้อถอนสิ่งที่เป็นเสี้ยนเป็นหนามต่อจิตใจของสัตวโลก หาว่าโอ้อวดแล้ว ๆ ใครพูดที่ไหนถ้าเป็นธรรม โอ้อวดไปหมด โลกนี้ก็อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีศาสนา พูดออกมาคำไหนก็เป็นคำโอ้อวดไปหมด จริงขนาดไหนก็เหมาว่าเป็นความโอ้อวดไปหมด แสดงว่าโลกนี้หมดสาระแล้ว ไม่มีสาระอะไรเลยพอจะรับสิ่งที่ดีงามเอาไว้ได้ ก็มีแต่สิ่งเลวร้ายเต็มบ้านเต็มเมือง นรกทั้งเป็นของมนุษย์ก็คือคนไม่มีศาสนาไม่มีอรรถมีธรรม ไม่มีของดิบของดีออกแสดงต่อกันนั่นเอง

การแสดงออกทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของธรรมล้วน ๆ เป็นมหาคุณแก่โลกสงสารเรา ทำไมกลายเป็นเรื่องโอ้เรื่องอวดไป พิจารณาซิ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ที่นั่น เริ่มต้นมาตั้งแต่พระพุทธเจ้าแล้ว การแสดงความจริงออกต่อโลกเรา เริ่มตรัสรู้ ตรัสรู้ที่ไหน นั่นเริ่มเคลื่อนไหวออกมาแล้ว ร่องรอยของความเป็นเอกแห่งธรรมทั้งหลาย จะเริ่มออกแล้วจากพระพุทธเจ้า ว่าทรงบำเพ็ญพระองค์เป็นยังไงมาบ้างจนกระทั่งถึงตรัสรู้ ตรัสรู้ที่ไหน นี่มีแต่พูดทั้งนั้น มีแต่บอกทั้งนั้น เป็นการโอ้อวดไปเหรอ บอกความจริงเท่านั้นโอ้อวดเหรอ

จากนั้นตรัสรู้แล้วก็สอนสาวก เริ่มต้นตั้งแต่เบญจวัคคีย์ทั้งห้า อันนี้ก็พระอัญญาโกณฑัญญะก็ได้ความจริงเข้าถึงใจผึงก็ออกอุทานขึ้นมาว่า ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ สิ่งใดก็ตามเกิดแล้วดับทั้งนั้น นี่ความถึงใจของพระอัญญาโกณฑัญญะที่ได้ธรรมจากพระพุทธเจ้า เปล่งอุทานออกมา พระอัญญาโกณฑัญญะอวดเหรอ พระพุทธเจ้าแสดงธรรมแก่เบญจวัคคีย์ทั้งห้าอวดเหรอ เบญจวัคคีย์ทั้งห้าก็มีพระอัญญาโกณฑัญญะเป็นปฐมฤกษ์ปฐมมงคลอย่างยิ่งในพุทธศาสนา ออกอุทานว่า ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ สิ่งใดก็ตามเกิดแล้วดับทั้งนั้น คือไม่มีอะไรเที่ยงหนาถาวร เข้าถึงใจแล้วออกอุทานต่อพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าซึ่งกำลังแสดงธรรมอยู่เวลานั้น

พอธัมมจักกัปปวัตตนสูตรจบลงปั๊บนี้ พระพุทธเจ้าก็ทรงเปล่งพระอุทานรับกับพระอัญญาโกณฑัญญะ อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ พระอัญญาโกณฑัญญะผู้เจริญได้รู้แล้วหนอ ๆ นั่นหรืออวด อวดอย่างนั้นเหรอฟังซิ นี้อวดเหรอ เอาความจริงมาแสดงให้เห็น โลกไม่เคยเห็นมากี่กัปกี่กัลป์ ศาสนาเพิ่งโผล่ขึ้นมาได้ของจริงออกมาประกาศสอนโลก นี้อวดแล้วเหรอ เอาของจริงมาประกาศโลกเป็นการอวดเหรอ ของปลอมเต็มโลกเป็นยังไงไม่เห็นพูดถึงโทษของมัน เฉพาะอย่างยิ่งที่คัดค้านว่าการพูดโอ้พูดอวด นี้คือตัวเสนียดจัญไรของชาติของศาสนาของชาวพุทธเรา ให้พากันจำเอาไว้

นี่เริ่มไหวตัวนะ มหาภัยกำลังเริ่มไหวตัว เที่ยวหากลบลบล้างความจริง ๆ หมด ให้เหลือแต่ความจอมปลอมขึ้นเต็มบ้านเต็มเมือง แล้วก็เผาบ้านเผาเมืองไปพร้อมกันนั้น ให้พากันรู้เนื้อรู้ตัว มันจะเป็นเทวดามาจากไหนกิเลสประเภทเหล่านี้น่ะ มันก็อยู่กับมนุษย์สกปรกนั่นแหละไม่อยู่ที่ไหน มนุษย์สะอาดต้องปัดออกอย่าให้มาติดเนื้อติดตัวนะ

เราพูดจริง ๆ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ยังไง สถานที่ใด ตรัสรู้อะไร ก็ประกาศลั่นมาแล้ว จากนั้นสอนสาวกมาโดยลำดับลำดา รู้อย่างเดียวกัน เห็นอย่างเดียวกัน ในสถานที่ต่าง ๆ อิริยาบถต่าง ๆ ประกาศลั่นมาประจำศาสนาของเรา ศาสนาพุทธของเรานี้สาวกของพระพุทธเจ้ามีกี่องค์ประกาศลั่นกันมา องค์ไหนปฏิบัติบำเพ็ญธรรมอยู่ที่ไหน บรรลุธรรมอยู่สถานที่ใด ในถ้ำใด ภูเขาลูกไหน เวลาเท่าไร อิริยาบถใด ท่านบอกมาประกาศมานี้ อวดเหรออย่างนั้น เอาความจริงออกมาว่า ข้าได้เห็นแล้วที่ค้นคว้าหาความจริงที่โลกต้องการตลอดมา มุ่งหวังตลอดมา ได้เห็นแล้ว องค์นั้นเห็นอยู่ที่นั่น องค์นี้รู้อยู่ที่นี่ แล้วเอาออกมาให้โลกได้เห็นได้ชม เป็นการอวดเหรอ เอาพิจารณาซิ

องค์ไหนตรัสรู้ที่ไหนท่านก็บอกมาตามลำดับลำดา บอกความจริงนั่นเหรออวด องค์นั้นตรัสรู้ที่นั่น ๆ เรื่อยมา ๆ มีแต่ร่องรอยแห่งธรรม ร่องรอยของศาสดาเอกของสาวกที่เป็นสรณะของพวกเรา ประกาศความจริงออกมาให้โลกได้ยึดได้เกาะเรื่อยมา สำหรับเราเองเราก็ปฏิบัติมาอย่างนั้น ปฏิปทาเครื่องดำเนินเราดำเนินมายังไงเราก็เปิดเผยหมด เวลาฟัดกับกิเลสสู้กิเลสไม่ได้น้ำตาร่วงอยู่ในภูเขา เราก็ประกาศความโง่ของเรา ความไม่เป็นท่าของเรา สู้กิเลสไม่ได้ น้ำตาร่วงอยู่ในภูเขา เรามาประกาศให้พี่น้องชาวไทยทราบกี่ครั้งแล้ว นี่ละเรียกว่าความไม่เป็นท่าของเรา

มวยเลี้ยงควายไปฟัดกับปู่แชมเปี้ยนเสียด้วย กิเลสมันฟัดเอาหงายลงไป เราไม่อยากพูดอย่างธรรมดานะ ให้มันสมกับความที่ไม่เป็นท่าของเราว่า หลวงตานี้หงายหมาลงมาเลย สู้กิเลสไม่ได้ เอ้า หงายหมาก็ตามเถอะ กูไม่ถอยมึงว่างั้นเลย นี่ได้ประกาศให้พี่น้องทั้งหลายทราบแล้วอย่างถึงใจทุกอย่าง นี่เอาความจริงมาพูด อวดหรืออย่างนี้พิจารณาซิ เอา พี่น้องทั้งหลายฟังซิ ไม่เป็นท่าก็พูดออกมาอย่างนี้จะว่าไง อวดเหรอ

เอ้าไปอีก ฟิตอีก พ่อแม่ครูจารย์เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร เป็นสถานที่ผลิตอาวุธประเภทต่าง ๆ ขึ้นมา เพื่อจะสังหารมัน ไป ๆ อีก สู้ไม่ได้อีก กลับไปอีก ไปอบรมมาแล้วเอามาอีก สู้มันไม่ได้อีกอยู่อย่างนั้นนะ ทีแรกน้ำตาร่วงเลย นี่ละที่มันถึงใจ เราพูดจริง ๆ เราฟัดกับกิเลสนี้ถึงใจจริง ๆ โถ มันลืมเมื่อไร อะไรก็ตามถ้าลงได้ถึงใจแล้วนี้ สู้กิเลสไม่ได้ เรียกว่าสู้เสือด้วยกำปั้นว่างั้นเถอะ เสือมันแพรวพราวด้วยศาสตราอาวุธรอบตัวของมัน ไอ้เรามีแต่กำปั้น ฟัดกับมันทีไหนหงายหมาลงมา ๆ เราไม่อยากว่าหงายคนนะ มันไม่เป็นท่าก็ต้องบอกหงายหมา หลวงตาบัวหงายหมาน้ำตาร่วง เข้าไปหาพ่อแม่ครูจารย์เรา ไปอบรมอีก กลับไปอีกฟัดอีก หงายมาอีก

ทีแรกหงายหมา ต่อมาก็หงายแมว หงายแมวมันมีเล็บบ้างใช่ไหม มันมีแพรวพราวบ้างนะ ทีแรกหงายหมาไม่เป็นท่าเลย ต่อมาก็ค่อยหงายแมว ๆ ซัดไปซัดมากิเลสก็เริ่มหงายให้เห็นแล้ว หือ มึงก็มีท้องเหมือนกูเหรอ มีแต่กูหงายหมาให้มึงดูท้องกูตลอด ทีนี้มึงก็หงายบ้างเหรอ นี่ละเป็นวิชาปรมาจารย์ชั้นเอกสอนเรา มันหงายลงด้วยวิธีการอย่างนี้ จับปุ๊บแล้ว เอ้าคราวหลังส่งเสริมนี้ขึ้นให้มาก ซัดกัน ๆ เราก็มาพูดให้ฟัง เวลาไม่เป็นท่าเราก็พูดให้ฟัง ปฏิปทาเราก็เปิดมาหมด พระพุทธเจ้าก็เปิดมาหมด ตั้งแต่ทำทุกกรกิริยา บำเพ็ญพระองค์จนสลบไสล ๓ หน นี่ปฏิปทาเครื่องดำเนินพระองค์ก็เปิดมานี้อวดเหรอพิจารณาซิ

นี่เราก็ลูกศิษย์ตถาคต เราเป็นศาสดาของตถาคตเมื่อไร ก็ต้องว่าลูกศิษย์ตถาคตล่ะซิ เราก็ดำเนินมาอย่างนั้น แบบฉบับท่านวางแนวทางไว้ยังไง เอ้าให้ก้าวตามนี้ ๆ เราก็ก้าวตามนี้ แต่ความชำนิชำนาญของเราไม่พอก้าวไป มันก็เอาแปลนมาตีหน้าผากเรา เอาแปลนก้าวเข้าสู่มรรคผลนิพพาน กิเลสเอามาตีหน้าผากเราหงายหมาลง ๆ เอาไปใหม่ฝึกซ้อมใหม่กลับมา ต่อจากนั้นก็เริ่มได้หลัก นี้ก็พูดให้ฟังแล้ว เริ่มได้หลักได้เกณฑ์ขึ้นมา จิตตั้งหลักตั้งฐานได้แล้วพอฟัดพอเหวี่ยง เราแพ้มากกว่าชนะก็ตาม แต่ก็เป็นเครื่องหมายว่ามีความชนะบ้าง ต่อจากนั้นก็ชนะเรื่อย ๆ จนกระทั่งเอาถึงขนาดที่ว่าแพ้ไม่ได้เลย นั่นเห็นไหม ถึงขั้นสติปัญญาแพรวพราวภายในใจแล้ว แพ้ไม่ได้ ต้องตายเท่านั้น กิเลสต้องตายอย่างเดียว เรียกว่าเราแพ้ไม่ได้ แต่ว่าจะตายนี้ก็รู้สึกว่าจะเบาไปแล้ว มีแต่จะเอากิเลสให้ตาย ๆ เรื่อย ๆ ฟัดกันเสียจนเต็มเหนี่ยว

ขอสรุปความลงไปเลยนะ นี่ละธรรมในหัวใจพระพุทธเจ้าเวลาได้ปรากฏขึ้นในใจแล้ว ไม่ได้เหมือนธรรมในโลก ไม่ได้เหมือนวิชาเราเรียนในโลกในสงสารนะ วิชานี้เป็นวิชาของกิเลส เป็นวิชาเรือนจำของวัฏจักร วัฏจักรคือกิเลสครอบวิชาทั้งหมดที่เราเรียนมาจากโลกไหนทวีปใดก็ตาม เป็นวิชาในวัฏจักร เป็นวิชาของกิเลสผลิตให้ เรียนมาแล้วก็เป็นเครื่องมือของกิเลสได้เป็นอย่างดี ถ้าไม่มีธรรมเข้าแทรกวิชาเหล่านี้จะไม่เกิดประโยชน์นะ กิเลสจะเอาไปถลุงหมด เพราะฉะนั้นจึงต้องมีธรรมเข้าแทรก แล้วนำวิชานี้มาทำประโยชน์ให้โลก ๆ นี้คือวิชาของโลก

วิชาของธรรมไม่เป็นอย่างนั้นเวลาขึ้นมาแล้ว ขึ้นในหัวใจนี้เลย เราเคยรู้เคยเห็นยังไงวิชาประเภทนี้ขึ้นมา เกิดขึ้นอย่างสด ๆ ร้อน ๆ สด ๆ ร้อน ๆ ไม่เคยคิดเคยอ่านเกิดขึ้น ๆ หมุนติ้ว ๆ ทันกับกิเลสตลอดเวลา กิเลสมาจากไหน ๆ ทางนี้ทันกัน ๆ นี่เรียกว่าวิชาธรรม สติปัญญาเกรียงไกรเป็นอัตโนมัติ ทำหน้าที่เพื่อแก้กิเลสเป็นอัตโนมัติ เหมือนกับกิเลสสร้างวัฏวนใส่หัวใจสัตว์ เป็นอัตโนมัติของมันตลอดมากี่กัปกี่กัลป์แล้ว ทีนี้เวลาธรรมมีกำลังมากเต็มที่ ควรเป็นอัตโนมัติของตัวเองที่จะแก้กิเลสสังหารกิเลสแล้ว ธรรมะก็เป็นแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใดไม่มีคำว่าอิริยาบถ มีแต่หมุนกันติ้ว ๆ ฆ่ากิเลสตลอดเวลา นี่คือสติปัญญาอัตโนมัติ เรียกในตำราว่าภาวนามยปัญญา แปลว่าปัญญาเกิดขึ้นจากการภาวนาล้วน ๆ ไม่ต้องอาศัยสิ่งใดก็ตามเกิดขึ้นเอง ๆ

แต่ก่อนเราก็เรียน งงเป็นไก่ตาแตกไม่รู้ แต่เวลามันเกิดขึ้นภายในใจ อ๋อ อย่างนี้เหรอภาวนามยปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว จากนั้นมันก็หมุนติ้วตลอดเวลาเลย ทีนี้กิเลสตัวไหนเก่ง ๆ มาว่างั้นเลย ความกล้าหาญชาญชัยนี้จะฟัดกิเลสให้ขาดสะบั้น ๆ ลงไป ก้าวจากนี้ก็เข้าสู่มหาสติมหาปัญญา เราก็เคยเห็นในตำรา แต่เมื่อไม่เห็นในใจก็ไม่หายสงสัย พอเห็นในใจแล้ว อ๋อ อย่างนี้เหรอ สติปัญญาอัตโนมัติ ภาวนามยปัญญา เป็นอย่างนี้เหรอ มหาสติมหาปัญญาเป็นอย่างนี้เหรอ การฆ่ากิเลสประเภทต่าง ๆ ด้วยธรรมฆ่าแบบนี้เหรอ ๆ เอาประจักษ์ในหัวใจขึ้นมาเลย

วิชานี้ไม่ต้องเรียนจากใคร พูดจริง ๆ เอ้า ใครจะหาว่าโอ้อวดว่ามา พระพุทธเจ้าเรียนจากใคร พระสาวกได้ยินได้ฟังจากพระพุทธเจ้าแล้วนำอุบายนั้นมาปฏิบัติตัวเอง เกิดขึ้นในตัวเอง ๆ เหมือนอย่างเราไปเอาต้นไม้มาจากที่ต่าง ๆ เอามาปลูก เวลาปลูกขึ้นแล้วกิ่งก้านสาขาดอกใบ ความเจริญเติบโตของมันเมื่อได้รับการบำรุงแล้วก็เป็นของมันเอง อันนี้ก็เหมือนกัน เอาต้นลำมาจากพระพุทธเจ้า คือสวากขาตธรรมที่ตรัสไว้ชอบแล้ว ได้ยินได้ฟังแล้วนำมา ๆ มาปลูกขึ้นภายในจิตใจของเรา บำรุงรักษาด้วยความพากความเพียร ชำระไปเรื่อย ๆ

เหมือนกับเขาบำรุงต้นไม้ กิ่งก้านสาขาดอกใบของต้นไม้จะเป็นของมันเอง เอามาแต่ลำต้นของมันเท่านั้นทีแรก เมื่อได้รับการบำรุงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นตัวของมันขึ้นมา ๆ ในนั้น ไม่จำเป็นจะต้องไปหามาทุกกิ่งทุกก้านแหละ เอาเพียงต้นเดียวมาเท่านั้น กิ่งก้านสาขาดอกใบทุกอย่างจะเกิดขึ้นพร้อมกัน เจริญรุ่งเรืองไปพร้อมกัน อันนี้ธรรมก็เหมือนกันเมื่อเอามาจากพระพุทธเจ้า ได้ยินได้ฟังมาแล้วมาปฏิบัติ เมื่อเวลาเกิดขึ้นมาแล้วกิ่งก้านสาขาดอกใบ ความรู้ความเห็นจะแตกกระจายออกไปเรื่อย ๆ เหมือนกิ่งก้านสาขาดอกใบของต้นไม้นั้นแหละ ไม่ผิดกันนะ ตรงเป๋งร้อยเปอร์เซ็นต์เลย นี่เรียกว่าธรรมเกิด เกิดในหัวใจนี่จะให้ว่ายังไง

ไม่สะทกสะท้าน สามแดนโลกธาตุเราไม่เคยหวั่นกับใครเลย ธรรมเกิดในหัวใจของเราเกิดอย่างนี้ เรายอมรับพระพุทธเจ้า อ๋อ เกิดอย่างนี้ ๆ ธรรมฆ่ากิเลสต้องเป็นธรรมประเภทนี้ ๆ นั่นเห็นไหม ไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้า เห็นในการฆ่ากิเลสของเราเองโดยอัตโนมัติของสติปัญญาหมุนตัวติ้ว ๆ จากนั้นก็ก้าวเข้าสู่มหาสติมหาปัญญา ยังเป็นมหาสติมหาปัญญาญาณอีก ละเอียดลออเข้าไปอีก กิเลสซึมซาบสติปัญญาขั้นนี้ซึมซาบเผาไหม้กันตลอด ๆ โดยอัตโนมัติของมันเอง ไม่ต้องไปหาศึกษาจากใคร กิ่งก้านสาขาดอกใบของธรรมนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว ๆ พูดง่าย ๆ ว่างั้นเลย จากนั้นก็สังหารกิเลสพังทลายเห็นประจักษ์อยู่ในหัวใจ

บอกจนกระทั่งเวล่ำเวลาสถานที่ อวดเหรออย่างนี้ เราทำมาอย่างนั้นตั้งแต่ล้มลุกคลุกคลานสู้กิเลสไม่ได้ น้ำตาร่วงพังสู้มันไม่ได้ ถึงกูถึงมึงเคียดแค้นให้มัน ก็ได้พูดให้ฟังแล้ว เคียดแค้นให้มัน พอได้ที่แล้วก็ฟัดกันใหญ่ สมความเคียดแค้น

เพราะฉะนั้นถึงว่าความเคียดความโกรธนี้เป็นได้สองทาง ถ้าความโกรธความเคียดแค้นให้บุคคลผู้ใดสัตว์ตัวใดนี้เรียกว่าเป็นกิเลส ถ้าความโกรธความเคียดแค้นที่จะฆ่ากิเลสนี้เป็นธรรม นี่เรียกว่ามรรค นี้ความเคียดแค้นได้เกิดขึ้นแล้วในหัวใจของเรา เคียดแค้นให้กิเลสถึงขนาดที่ว่า ขออภัย นั่งก้นแตกไม่รู้ตัวนะ นั่งภาวนาก้นแตกเลอะหมด นี่คือความเคียดแค้น ทีนี้กูได้ทีแล้วความหมายว่างั้น กูจะฟัดมึง เหมือนประหนึ่งว่าช้างนี่มันยอม เราขึ้นตะพองแล้วฟัดหัวมันลงไป ร้องใส่ก็ตาม เวลามึงเอากูร้องยิ่งกว่านั้น กูจะเอามึงทีนี้ ฟัดกัน นี่คือความเคียดแค้น

ความเคียดแค้นให้กิเลสนี้เป็นธรรม ความเคียดแค้นมีมากเท่าไร สติปัญญากำลังวังชาทุกอย่างยิ่งหมุนตัวของมันติ้ว ๆ เอาสุดยอดเลย ถึงเวลาเอาถึงกิเลสพัง ฟัดกันมาตั้งแต่มันเอาเราล้มทั้งหงาย ๆ ทีนี้เราก็เอามันจนกระทั่งที่ว่าล้มทั้งหงาย ๆ สุดท้ายเผาศพมัน ฟาดมันอยู่บนหลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร เวลา ๕ ทุ่มเป๋งพอดี วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ ลืมเมื่อไรวะ นี่ธรรมได้กระเทือนทั่วแดนโลกธาตุ กระเทือนในวันนั้นพูดง่าย ๆ ไม่สงสัยพระพุทธเจ้าที่ทรงแสดงว่า หมื่นโลกธาตุสะท้านหวั่นไหว มันก็เป็นอย่างเดียวกัน ของอย่างเดียวกัน รู้อย่างเดียวกัน เห็นอย่างเดียวกัน พูดอย่างเดียวกันไม่ได้มีเหรอ อวดเหรอนี่

เอ้า โคตรไหนกิเลสตัวไหนว่าเราอวด มา ให้มันมาทั้งโคตรมันเลยเราไม่ถอย เวลานี้ธรรมเรามีกำลังเต็มที่ครอบโลกธาตุแล้ว ตั้งแต่วันนั้นแหละ ตั้งแต่วันเวลาที่กล่าวนั้น ครอบโลกธาตุมาตั้งแต่บัดนั้น แต่ก็เหมือนไม่รู้ แล้วแต่เหตุการณ์ที่ควรจะแสดงมากน้อย เหมือนไม่รู้ไม่เห็น ทีนี้เวลาเหตุการณ์จำเป็นเกี่ยวข้องกับชาติไทยของเราที่เราจะเป็นผู้นำ หาทางไหนไม่ได้แล้วก็ต้องหมุนตัวเข้ามาหาตัวของเรา เพราะอำนาจแห่งความเมตตา ห่วงชาติบ้านเมืองของเรา จึงได้นำตัวออกเป็นผู้นำพี่น้องทั้งหลายทั้งด้านวัตถุและนามธรรม

การเทศนาว่าการจำเป็นจะต้องแสดงปูมหลังออกมา มาเป็นผู้นำของพี่น้องทั้งหลายทั้งชาติ เราเอาหัวชนฝามาเป็นผู้นำใครจะเชื่อถือได้ เราก็ไม่ได้แน่ใจของเรา นี่เราแน่ใจของเราร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว เราจึงได้ประกาศให้พี่น้องทั้งหลายทราบในธรรมะเป็นขั้น ๆ โดยลำดับมาอย่างนี้ แล้วนี่อวดหรือนี่ วันเผาศพกิเลสก็บอกแล้วอวดเหรอ บอกอย่างนี้แล้วกิเลสตัวไหนเก่งให้มา โบกมันมาทั้งโคตรมันเลยกิเลส ฟัดมันหงายหมด สามแดนโลกธาตุนี้เราไม่เคยหวั่นกับอะไร เราเหยียบหัวมันไปหมดแล้ว

สามแดนโลกธาตุนี้เป็นสถานที่อยู่ของกิเลส เป็นถังขยะทั้งนั้น เหยียบหัวมันไปหมดแล้วถังขยะ แล้วกลัวมันหาอะไร กลัวถังขยะกลัวหาอะไร พระพุทธเจ้าถ้ากลัวกิเลสฆ่ากิเลสได้เหรอ สอนธรรมเพื่อฆ่ากิเลสได้เหรอ นี้เราก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกันในหัวใจของเรา วัดกันได้เปี๊ยะเลย ทสสหสฺสี โลกธาตุ หมื่นโลกธาตุสะท้านหวั่นไหวทั่วกันหมด สะท้านจากหัวใจกระเทือนไปหมด เทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมรู้ทั่วถึงกันหมด ถึงขนาดนั้น แต่เราไม่นำมาพูด เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวกับมนุษย์ เกี่ยวกับเทวดาอินทร์พรหมที่จะประสับประสานกันด้วยเหตุผลกลไกอรรถธรรมประเภทใด ที่จะเป็นประโยชน์แก่ท่านเหล่านั้น ก็ออกเอง ๆ ที่จะมาเกิดกับมนุษย์นี้ก็สอนมนุษย์ให้พอเกิดเป็นผลเป็นประโยชน์ดังที่กล่าวมาแล้วนี้

เราจึงไม่มีความสะทกสะท้านในการแนะนำสั่งสอนโลก ถ้าหากว่ายังจะหนักกว่านี้ ยังจะออกมากกว่านี้ธรรมะ เราพูดให้เต็มหัวอก ธรรมะเราไม่มีฝั่งมีฝาไม่มีเขตมีแดน ครอบโลกธาตุหมดแล้ว กิเลสตัวไหนเก่งให้เข้ามา เพราะเราเคยฟัดมันแล้ว มันเอาเราจมมานี้กี่กัปกี่กัลป์ ตายเกิด ๆ อยู่นี้กี่กัปกี่กัลป์ ทีนี้เวลาเราได้ที่แล้วฟัดมันเต็มเหนี่ยว เอ้า ตัวไหนเก่ง กิเลสมาว่างั้นเลย ใครจะว่าเราอวด เอ้าให้ว่ามา ยังจะหนักยิ่งกว่านี้อีก อย่าเอาฝ่ามือมากั้นแม่น้ำมหาสมุทร คลื่นมหาสมุทรขนาดไหนเอาฝ่ามือไปกั้นอยู่เหรอ แล้วทีนี้คลื่นแห่งธรรมธาตุนี้ครอบโลกธาตุ หนาแน่นขนาดไหน ฝ่ามือของกิเลสถังขยะจะไปกั้นมัน อย่ามากั้นนะถ้าไม่อยากให้ฝ่ามือขาดหมดทั้งโคตรมัน

ธรรมะเป็นอย่างนั้น ถึงกล้าหาญพูดได้ พระพุทธเจ้าไม่เป็นขนาดนั้นสอนโลกไม่ได้ กล้าหาญชาญชัย ไม่มีสะทกสะท้านกับแดนใดในสามแดนโลกธาตุนี้ เหยียบหมดข้ามหมดแล้ว ถ้าว่าเหยียบก็เหยียบไปหมดแล้ว ข้าม ๆ ไปหมดแล้ว เหนือหมดทุกอย่างแล้วมาสะทกสะท้านกับสิ่งเหล่านี้หาอะไร นี่หัวใจมันก็อันเดียวกัน รู้อย่างเดียวกัน ธรรมเป็นธรรมธาตุอย่างเดียวกันแล้วสะทกสะท้านที่ไหน เป็นสักขีพยานกันร้อยเปอร์เซ็นต์ ๆ พระพุทธเจ้านิพพานกี่วันกี่ปีไม่มีความหมาย ความหมายอันยิ่งใหญ่ก็คือประจักษ์อย่างเดียวกัน ธรรมชาติอันนี้เอง พระพุทธเจ้ารู้รู้อย่างนี้ ธรรม ๆ ประเภทนี้อย่างนี้ ๆ ประจักษ์อยู่ในหัวใจแล้วถามพระพุทธเจ้าหาอะไร

เอ้าจริง ๆ นะ มันไม่ได้มีเลยที่จะสะทกสะท้าน มันอาจมันหาญชาญชัยครอบโลกธาตุเสียอีกนะ สมมุตินี้อย่าเอามาคาดว่างั้นเลย ความกล้าหาญชาญชัย พลังของธรรมที่มันเต็มอยู่ในหัวใจ ใจเป็นธรรม ธรรมเป็นใจ กลายเป็นธรรมธาตุแล้วไม่มีอะไรกั้นไว้ได้เลย นอกจากจะแสดงหนักเบามากน้อยที่จะเป็นประโยชน์แก่ผู้มาเกี่ยวข้องเท่านั้น ถ้าไม่เกิดประโยชน์ก็เหมือนไม่มี ๆ นี่ก็เป็นวาระที่เราออกมานำชาติ มันก็จำเป็นจะต้องออกมา เปิดปูมหลังออกมาเรื่อย ธรรมะนี้จะออกเรื่อย ๆ อย่างนี้

เราจึงกล้าพูดว่านี่หลวงตาเทศน์ไปนาน ๆ แล้วจะหมดโวหาร จะตีบตันอั้นตู้หลวงตาบัวนี่นะ อย่าคิดนะว่างี้เลย เวลานี้นิวเคลียร์นิวตรอนยังไม่ได้ลงนะ อย่ามาคิดอย่ามาคาด คาดธรรมอันนี้ เหนือสมมุติแล้วอย่ามาคาดนะ อย่าเอาสมมุติมาอวดนะ ว่างั้นเลย ธรรมพระพุทธเจ้าไม่ขนาดนั้นเป็นศาสดาเอกของโลก เป็นที่เคารพนับถือของเทวดาอินทร์พรหมได้ยังไง ไม่เหนือทุกอย่างเขาจะยอมรับนับถือเหรอ ธรรมะอย่างนั้นละ ครองในหัวใจใครเป็นแบบเดียวกันหมด

เราพูดจริง ๆ นะ อยากให้พี่น้องชาวไทยทั้งหลายที่เราได้พูดมานี้ มีแต่เราดูหัวใจโลก เคยได้ยินได้ฟังมาแล้วไม่ใช่เหรอ มีแต่เราดูหัวใจโลก ครอบโลกธาตุมันดูหมด มันรู้มันเห็นไปหมด เราอยากให้โลกมาดูหัวใจเราบ้างมันเป็นยังไงว่างั้นนะ มีแต่เราดูหัวใจโลก พูดโว้ก ๆ ไปเขาก็หาว่าบ้ากันล่ะซี ดีไม่ดีเขาก็หาว่าโอ้อวด อย่างเศษมนุษย์มันว่าเดี๋ยวนี้น่ะ ว่าโอ้อวด นั่นเห็นไหม เกิดมาโคตรพ่อโคตรแม่มันเคยครองธรรมประเภทนี้เมื่อไร

อันนี้เราครองอยู่นี้น่ะ ถึงโคตรพ่อโคตรแม่เราไม่ได้ครองเราก็ครองอยู่นี่ว่าไง ไอ้โคตรของมันทั้งหมดตัวไหนมาครองวะ เอากันอย่างนี้ซิเข้าใจไหม เรานี่ถึงโคตรพ่อโคตรแม่เราไม่เคยครองธรรมประเภทอัศจรรย์นี้ เราก็ครองอยู่แล้วเวลานี้ว่างั้นเลย มันอาจหาญขนาดนั้นนะไม่ใช่ธรรมดา คืออาจหาญนี่ก็อาจหาญเลยโลกเลยสงสารเลยสมมุติทุกอย่างเสียด้วย คาดไม่ถูกอีกแหละ แต่เวลาที่จะนำมาใช้กับสมมุติก็ใช้แบบนี้ ขึงขังตึงตัง ทั้งจะตีจะฟาดเรื่อยไปอย่างนั้น

เวลานี้เสี้ยนหนามอันตรายกำลังเริ่มไหวตัว ให้รีบรู้เนื้อรู้ตัวนะ ธรรมเลิศเลอออกมาไม่ได้ กองทัพมหาภัยจะออกกั้น มันกำลังไหวตัว ให้พากันทราบทุกคน อย่าหลงกับมันง่าย ๆ พวกเศษมนุษย์นี่พวกทำลาย ไม่ใช่ของดี มีเท่าไรทำลายทั้งนั้น มีมากกว่านี้ก็เป็นนิวเคลียร์นิวตรอนปราบหมดชาติไทยของเรา ชาติไม่มี ศาสนาไม่มี มีแต่ธรรมชาติมูตรคูถเต็มบ้านเต็มเมือง

เราอยากให้พี่น้องทั้งหลายได้เห็นธรรมอัศจรรย์ของพุทธศาสนาเรา ของพระพุทธเจ้าเรา เวลาธรรมเข้าครองหัวใจแล้วไม่ได้เหมือนธรรมดานะ นั่นซิที่พระพุทธเจ้าทรงท้อพระทัยในการสั่งสอนสัตวโลก คือไม่มีใครสามารถที่จะรู้จะเห็นได้อย่างพระองค์นั่นเอง เวลามองลงมานี้มันมืดตื๋อไปหมดเลยโลกธาตุนี้ ทั้ง ๆ ที่ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า จนกระทั่งเป็นพระพุทธเจ้าเต็มภูมิแล้ว เวลาจะสอนโลกกลับท้อพระทัย ก็เพราะอย่างนี้เอง ไม่มีรายใดที่รู้ที่เห็นด้วย ผู้ที่รู้ที่เห็นอย่างนั้น ท่านก็เป็นแบบเดียวกัน แล้วมองลงมาก็เป็นแบบเดียวกัน

เราพูดจริง ๆ นะตัวเราเองก็ดี เวลามันได้ผึงขึ้น พอขณะนั้นทำงานเสร็จเรียบร้อยลงไปแล้ว โลกราบไปหมดแล้ว มองดูถึงว่า โอ้โห ๆ สถานที่เหล่านี้เราเคยเกิดเคยตายเคยจมมานี้กี่กัปกี่กัลป์ ไม่ได้ว่าวันเดือนปีนะ ว่าเราเคยเกิดเคยตายจมมานี้กี่กัปกี่กัลป์มาแล้ว มันพึ่งมาโผล่ขึ้นนี่ ทีนี้มองไปมันมองไม่ได้ สถานที่เราเคยเกิดเคยตายมากี่กัปกี่กัลป์ เวลามันผ่านขึ้นมาแล้วกลับมองดูไม่ได้ แล้วจะดึงใครขึ้นมาได้ มองดูที่ไหนก็ไม่เห็น มีแต่หินผาหน้าไม้แร่ธาตุต่าง ๆ ที่จะเป็นสาระดูประหนึ่งว่าไม่ปรากฏเลย นี่ที่พระพุทธเจ้าท้อพระทัย

เราท้อเราพูดจริง ๆ นะ โถ ขนาดนี้แล้วจะสอนใครได้ สอนใครพูดให้ใครฟังเขาจะหาว่าบ้ากันทั้งโลกโน่นนะ โอ๊ย อยู่ไปกินไปพอถึงวันเท่านั้นพอแล้ว นี่ทอดอาลัยนะ จากนั้นก็มาทบทวนถึงเรื่องธรรมทั้งหลายที่ได้รู้ได้เห็น และเกี่ยวโยงกันยังไง ๆ แล้วมันก็มาสะดุดกึ๊กขึ้นมา ถ้าหากว่าธรรมอันนี้ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้เห็นได้ เราเป็นเทวดามาจากไหนทำไมเรารู้ได้ เราก็เป็นมนุษย์เหมือนกันกับมนุษย์ทั้งหลายทำไมรู้ได้ รู้ได้เพราะเหตุใด เพราะเหตุใดก็คือหมายความว่าสายทางเข้ามา เหมือนอย่างวัดป่าบ้านตาด วัดป่าบ้านตาดมีสายทางเข้ามาใช่ไหมล่ะ ธรรมชาตินี้ก็มีสายทางเข้ามา สวากขาตธรรมที่ทรงตรัสไว้ชอบ สั่งสอนไว้นั้นคือสายทาง ให้ก้าวเข้ามาตามนี้ ๆ จะถึงจุดนี้

ทีนี้ก็อ๋อ ก็เรารู้แล้ว เรารู้เพราะเหตุนั้น อ๋อ พอได้ นี่ลงนะ พอได้ ถึงไม่มากก็ได้ว่างั้นเลย ลงใจ นี่ที่พระพุทธเจ้าทรงท้อพระทัย ถึงขนาดท้าวมหาพรหมมาอาราธนา พระองค์ก็ทรงเล็งญาณดู อ๋อ ได้ นี้เราพูดจริง ๆ นะเราไม่อวดเราเอาความจริงมาพูด มันท้อจริง ๆ นะ โถ ลงขนาดนี้แล้วจะไปสอนใครได้ เขาจะหาว่าบ้ากันทั้งโลก ไม่ได้ว่าธรรมดานะ เขาจะหาว่าเราเป็นบ้ากันทั้งโลก พูดกับใครไม่มีใครยอมฟังแหละ โอ๊ย อยู่ไปกินไปพอถึงวันแล้วก็เท่านั้นพอ นี่ละขนาดนั้นนะ

จากนั้นก็ทบทวนพิจารณา แล้วก็ย้อนมาถึงตัวเอง เพราะเหตุไรถึงรู้ได้อย่างนี้ มันก็วิ่งไปถึงปฏิปทาเครื่องดำเนินมา ดำเนินมาอย่างนั้น ๆ อ๋อ ได้ ก็เมื่อมีสายทางอยู่ใครจะรู้ไม่ได้ แต่เรายังรู้ได้ เขาปฏิบัติมานี้เขาก็ต้องรู้ได้ซิ ลงใจ อ๋อ ได้ ถึงไม่มากก็ตามก็ได้ นั่นลง จึงมีแก่ใจที่จะสอน จึงกล้าพูดซิว่า ธรรมะนี้เราพูดจริง ๆ ว่ามันครอบโลกธาตุอยู่ในหัวใจนี่ ไม่มีฝั่งมีฝาไม่มีเขตมีแดน เอาให้เต็มยศ ไม่มีอัดมีอั้นว่างั้นเลย เอา มาทางไหนที่จะพอได้รับประโยชน์แค่ไหนจะออกทันที ๆ ถึงขั้นฟ้าดินถล่มจะผึงทันทีเลย นี่ละที่ว่านิวเคลียร์นิวตรอนยังไม่ได้ลงหนา คือไม่ควรแก่นิวเคลียร์นิวตรอน

เรายกอุปมานะ เหมือนเรากางแห แหผืนหนึ่งมีราคาเท่าไร กางแหจะทอดแหครั้นมองลงไปนี้ นี้ขี้หมา อันนี้ขี้หมู อย่างมากก็นี้ปลาซิว แล้วใครจะทอดแหลงไปได้ แหผืนหนึ่งราคาเท่าไร ขี้หมากองหนึ่งมีคุณค่าอะไร แล้วจะกล้าทอดแหลงไปเหรอ นี่ละธรรมะประเภทไหน ๆ ถึงขั้นนิวเคลียร์นิวตรอน ก็ประเภทแหที่มีคุณค่ามากนั่นเอง ควรแก่โลกรายใดที่จะรับได้อย่างนี้มันไม่มี ก็ต้องกางอยู่อย่างนั้น นี้ก็พูดแล้ว พูดอย่างตรง ๆ ออกจากหัวใจเลยไม่สะทกสะท้าน นี่เราไปที่ไหนทั่วประเทศไทย เราสะพายนิวเคลียร์นิวตรอนติดย่ามไปเลย ไม่เคยได้ออก เราก็บอกอย่างนี้ สุดท้ายย่ามก็จะขาดเพราะหนักนิวเคลียร์นิวตรอน มันไม่ได้ปล่อย เราว่าอย่างนี้ อย่าเข้าใจว่าจะจนตรอกจนมุมนะการเทศนาว่าการ เราว่าอย่างนี้

นี่โลกเขาจะคาดกันว่า หลวงตาบัวเทศน์สอนโลกมานานแล้วคงจะหมดโวหาร ตีบตันอั้นตู้ ต่อไปนี้จะเทศน์ไม่ได้แล้ว อย่ามาคิดนะว่างี้เลย เวลานี้นิวเคลียร์นิวตรอนยังไม่ได้ลงนะ เห็นไหมมันออกทันทีเลย ก็มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ มันมีอะไรขอบเขตในสามแดนโลกธาตุนี่ ธรรมครอบไปหมดแล้ว แล้วจะเอาอะไรมาจนตรอกจนมุมกับอะไร นอกจากว่ากางแหแล้วมันปล่อยลงไม่ได้เท่านั้นเอง ก็ต้องกางไปอย่างนั้น กางอยู่นั้นปล่อยลงไม่ได้

โห อะไรจะอาจหาญชาญชัยยิ่งกว่าความรู้จริงเห็นจริง ไม่ต้องหาพยานเลยนะ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ปึ๋งสอนโลกทันที ไม่ต้องหาพยาน สาวกองค์ไหนตรัสรู้ปึ๋งขึ้นมานี้ไม่ต้องหาพยาน พระพุทธเจ้ารับสั่ง ไป ๆ กันสอนโลก ไปคนละทิศละทางอย่าไปซ้ำรอยกัน คืออย่าไปแห่งละสององค์ ให้รีบไป เวลานี้โลกกำลังร้อนเป็นฟืนเป็นไฟ เอาน้ำไปดับไฟ แล้วสาวกองค์ไหนหันหน้ามา จะให้สอนเขาว่ายังไงพระเจ้าข้า ไม่เห็นมีองค์ไหนนี่นะ ไม่เห็นมี ไม่มีจริง ๆ พอปึ๋งขึ้นมาแล้วธรรมชาตินี้เต็มเหนี่ยวแล้ว เต็มเหนี่ยวเต็มสติกำลัง เต็มวาสนาบารมีของผู้นั้นแล้ว ออกเลย ๆ ควรจะสงเคราะห์มากน้อยก็เป็นไปเอง ๆ ไม่ต้องมาทูลถามพระพุทธเจ้าว่า จะให้สอนเขาว่ายังไง ถ้าสมมุติว่าเขามีสิบเมียให้เขาตัดลงบ้างได้ไหม จะสอนเขาได้ยังไงใช่ไหม ไอ้คนนี้ก็มีสิบผัว ให้เขาตัดลงมีเพียงสามผัวได้ไหม ไม่เห็นสาวกองค์ไหนทูลถามอย่างนั้น

ให้ระวังนะนี้ไฟ ที่พูดอย่างนี้คือไฟนะ ไฟกองใหญ่ ตั้งแต่ผัวเดียวเมียเดียวมันก็ยังทะเลาะกัน สมมุติว่าอย่างอื่นดีหมด มันก็ต้องมีเรื่องทะเลาะกัน มีแต่นอนไม่เห็นช่วยงานเขาบ้าง คือมันไม่มีเรื่องทะเลาะกันว่างั้นเถอะ มันก็หาทะเลาะจนได้ ส่วนมากผู้หญิงปากเปราะกว่าผู้ชาย ผู้ชายไม่ค่อยอะไรนัก นาน ๆ ชักโมโหก็ว้ากเสียทีหนึ่ง ผู้หญิงละทั้งหยิกทั้งข่วน แต่เขาก็หยิกด้วยความอบอุ่นของเขา

เอาละจะให้พร


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก